บุรีรัมย์ หาดูยาก พิธี ‘จับเดิมปู๊จ’ ของชาวนาไทยเชื้อสายเขมร
ชาวนาที่มีเชื้อสายเขมรถิ่นไทย ในพื้นที่ องพลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ได้จัดพิธีจับเดิมปู๊จ หรือรับขวัญปักข้าวพันธุ์ ซึ่งเป็นพิธีกรรมความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ ที่นับวันแทบจะเลือนหายไปจากสังคม โดยมีความเชื่อเพื่อขอขมาต่อพระแม่โพสพ และบูชาบรรพบุรุษ เพื่อช่วยดลบันดาลประทานพรให้ ข้าวที่เพาะปลูกเจริญงอกงาม อุดมสมบูรณ์ และได้ผลผลิตดี
เมื่อวันที่ 21 ก.ย.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายเวียน ราชประโคน อายุ 83 ปี ชาวนาบ้านสะเดา ต.สะเดา อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ พร้อมบุตรหลานและญาติพี่น้อง นำเครื่องเซ่นไหว้บูชา เพื่อนำไปประกอบพิธีกรรม ‘จับเดิมปู๊จ’ ซึ่งเป็นภาษาเขมร หรือแปลเป็นภาษาไทยเรียกว่า พิธีรับขวัญปักข้าวพันธุ์ ซึ่งเป็นพิธีกรรมความเชื่อโบราณของชาวนาที่มีเชื้อสายเขมรถิ่นไทย
โดยนายเวียน ราชประโคน จะเป็นผู้ประกอบพิธี ที่เรียกว่า ‘เจ้าจ้า’ เพื่อนำลูกหลานและญาติพี่น้อง ทำการขอขมากรรม ต่อพระแม่โพสพ ที่ในการทำนาได้มีการเหยียบย่ำต้นข้าว โดยเฉพาะนาปักดำ ที่ก้อนจะทำการปักดำจะต้องมีการหว่านกล้าพันธุ์ข้าว ซึ่งเมื่อถอนต้นกล้าพันธุ์ข้าวแล้ว จะต้องนำกล้าพันธุ์มาฟาดกับเท้าของชาวนาเพื่อสลัดเอาเศษดินออก ก่อนจะนำไปปักดำลงในแปลงนาที่เตรียมไว้ และเพื่อเป็นการบอกกล่าวต่อบรรพบุรุษปู่ย่า ตายาย เจ้าป่า เจ้าเขา ผีบ้านผีเรือน และเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย ว่าลูกหลานได้ลงมือทำนาแล้ว ซึ่งแสดงถึงความเชื่อ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ และอำนาจเหนือธรรมชาติ บนความหวังและความเชื่อที่ว่า ผีจะช่วยดูแลรักษาพืชพันธุ์ ธัญญาหารที่เพาะปลูก น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ช่วยให้ต้นข้าวที่เพาะปลูกไว้ มีความแข็งแรง เจริญเติบโตงอกงาม และได้ผลผลิตที่ดี
นายเวียน กล่าวว่า ในพิธี ‘จับเดิมปู๊จ’ หรือพิธีรับขวัญปักข้าวพันธุ์ จะต้องทำในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก จะช่วงวันไหนก็ได้แล้วแต่สะดวก แต่จะต้องทำให้เสร็จสิ้นก่อน วันสารทไทย หรือวันสารทใหญ่ ของชาวไทยเชื้อสายเขมร ที่เรียกว่า ไงเบ็ญธม (อ่านว่า-งัย-เบ็น-ทม) หรือไงแซนโฎนตา (อ่านว่า-งัย-แซน-โดน-ตา) ได้มีการนำเครื่องเซ่นไหว้ ประกอบด้วย ขันธ์ 5 บายศรี สำรับข้าวปลาอาหาร ไก่ต้ม 1 ตัว ที่ต้องล้วงท้องควักเครื่องในออก เหล้า เบียร์ น้ำหวาน น้ำเปล่า จากนั้นไปถอนต้นกล้าพันธุ์ข้าวในนามาจำนวน 1 กำมือ แล้วกล่าวขอขมากรรม ก่อนจะนำเส้นดายสายสิญจน์ไปผูกกับกล้าพันธุ์ต้นข้าว ไม้ไผ่ที่เหลา 4 ด้าม ที่เหลาทำเป็นแฉกตัวแทนรวงข้าว ต้นกล้วยกับต้นอ้อยอย่างละต้น
จากนั้นผู้ประกอบพิธี ที่เรียกว่า ‘เจ้าจ้า’ ก็จะทำการบอกกล่าวแก่บรรพบุรุษปู่ย่า ตายาย เจ้าป่า เจ้าเขา ผีบ้านผีเรือน และเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย ว่าถึงฤดูกาลทำนา ลูกหลานกำลังจะลงปักดำแล้ว พร้อมกับบน บาน สาร กล่าว ให้ข้าวที่ทำการปักดำ มีความอุดมมบูรณ์ เจริญงอกงาม และได้ผลผลิตดี สวยสมบูรณ์ หลังจากนั้นนำกล้าพันธุ์ต้นข้าวลงปักดำลงบริเวณที่ทำพิธีครบตามจำนวน 7 วันตามสัปดาห์ แล้วเอาไม้ไผ่ทั้ง 4 ด้ามมาปักล้อมกล้าต้นข้าว และนำต้นกล้วยกับต้นอ้อยลงปลูกกับดินข้างๆกล้าต้นข้าวที่ปักดำ ก่อนจะนำเหล้า เบียร์ น้ำหวาน และน้ำเปล่า มารินเทใส่กับสำรับอาหาร จำนวน 3 ครั้ง เพื่อเรียกให้ดวงวิญญาณ บรรพบุรุษปู่ย่า ตายาย เจ้าป่า เจ้าเขา ผีบ้านผีเรือน และเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย มาดื่มกินเครื่องเซ่นไหว้
ต่อจากนั้น ‘เจ้าจ้า’ ผู้ประกอบพิธี ก็จะทำการเสี่ยงทาย เพื่อดูว่าข้าวที่ปลูกจะสวยงามและได้ผลดีหรือไม่ โดยการดึงเดือยคางไก่ออกมาดู ถ้าเดือยคางไก่ออกมาเรียวสวยงาม เป็นเส้นตรง ไม่หักงอ ก็จะทายว่าน้ำท่า และข้าวที่เพาะปลูกจะอุดมสมบูรณ์ได้ผลผลิตดี หากคางเดือยไก่ หักงอ หรือมีสภาพบิดเบี้ยว ดูแล้วไม่สวยงาม ก็จะทำนายว่าปีนี้จะแล้ง ข้าวที่เพาะปลูกไว้จะไม่เจริญเติบโต แคระแกรน และผลผลิตจะได้น้อย เมื่อเสร็จแล้วก็จะนำเอาเครื่องเซ่นไหว้ทั้งหมด เทกองรวมกันบริเวณที่ปักดำกล้าต้นข้าว พร้อมกับรินเทเหล้า เบียร์ น้ำหวาน และน้ำเปล่า ใส่บนกองอาหารเครื่องไหว้ เพื่อให้บรรพบุรุษปู่ย่า ตายาย เจ้าป่า เจ้าเขา ผีบ้านผีเรือน และเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย ได้ห่อเอากลับไปดื่มกิน และแจกจ่ายญาติพี่น้องที่ไม่ได้มาด้วยได้ร่วมดื่มกินในภพภูมิที่จากมา เป็นอันเสร็จพิธี
นายเวียน กล่าวด้วยว่า พิธีกรรมความเชื่อดังกล่าว นับวันจะเลือนหายไปจากสังคม และยังมีน้อยคนนักที่จะยึดถือปฎิบัติตามพิธีกรรมความเชื่อนี้ ด้วยวัฒนธรรมทางสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งชาวนาที่ทำนาส่วนใหญ่ จะทำนาหว่านและแทบจะไม่มีใครปักดำนาเลย จึงไม่ค่อยที่มีใครทำพิธีกรรมนี้ ส่วนตนในอดีตก็ทำนาปักดำ แต่มาในระยะ 5-10 ปีมานี้ ก็ทำนาหว่านเหมือนเพื่อนบ้านทั่วไป แต่ถึงจะทำนาหว่าน ตนก็ยังยึดถือเอาพิธีกรรมความเชื่อโบราณ และได้นำลูกหลานผู้คนในครอบครัว มาประกอบพิธีกรรมนี้เป็นประจำทุกปี เพื่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอด พิธีกรรมความเชื่อโบราณนี้ให้คงอยู่ไว้สืบไป.






