ภัยใกล้ตัว

เสือตัวที่ 6 สถานการณ์การสู้รบที่มีเหตุมาจากความขัดแย้งในประเทศเมียนมาร์ยังคงดุเดือดรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะพัฒนาสถานการณ์การสู้รบออกไปยังพื้นที่อื่นที่มีประเทศไทยเป็นดินแดนที่อยู่ใกล้สถานการณ์การสู้รบมากที่สุด ด้วยการห้ำหั้นกันของกำลังทหารระหว่างเมียนมาร์กับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่มีฐานที่มั่นอยู่ตามแนวชายแดนไทย ซึ่งแน่นอนว่าการสู้รบดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อไทยทั้งเรื่องผู้ลี้ภัย ศูนย์ผู้อพยพที่เคลื่อนย้ายเข้ามาฝั่งดินแดนไทยทั้งที่รัฐไทยควบคุมได้ตลอดจนการทะลักเข้ามาของผู้อพยพหลบหนีเข้าไทยที่ไม่อยู่ในการควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ไทย นับได้ว่าเป็นปัญหากระทบต่อความมั่นคงของไทยที่ใกล้ตัวที่สุดทั้งปัจจัยและในอนาคตอันใกล้ การใช้กำลังทหารเข้าโจมตีฝ่ายตรงข้ามของกองทัพเมียนมาร์อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้กำลังทางอากาศเข้าโจมตีด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าใส่ฐานที่มั่นของกองกำลังทหารกลุ่มชาติพันธุ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้อพยพในเขตรัฐคะยา กว่า 5 พันคนทะลักหนีตายเข้าสู่ศูนย์อพยพบ้านใหม่ในสอย ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ทำให้มีผู้อพยพหลบหนีภัยสงคราม เข้ายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด คาดการณ์กันว่าในขณะนี้มีผู้ลี้ภัยสงครามกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาฝั่งไทยมากกว่า 6,000 คน และมีแนวโน้มจะมีมากขึ้นเป็นลำดับ อันจะเป็นปัญหาของไทยในการดูแลให้ที่พักพิงตลอดจนการอำนวยความสะดวกตามหลักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น แม้จะมีองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมดูแล หากแต่ว่าไทยจะเป็นรัฐเจ้าภาพหลักในการดำเนินการดังกล่าวที่ไทยเคยแบกรับมาแล้วจากกรณีการสู้รบอันเนื่องมาจากความขัดแย้งภายในกัมพูชาเมื่อครั้งอดีต การโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาร์โดยโจมตีไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็นสถานที่เป็นโบสถ์ วัด โรงเรียน บ้านเรือนพลเรือน ทำให้ผู้คนเหล่านั้นต้องหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ตามป่าจำนวนมาก ที่อพยพมาตามแนวชายแดนก็อีกส่วนหนึ่งที่ยังค้างอยู่อีกหลายจุด โดยขณะนี้ก็ยังตกค้างอยู่จำนวนประมาณ 1 แสนคนซึ่งยังไม่ได้รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่ประชิดชายแดนไทยทั่วไปซึ่งคนกลุ่มนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมผู้อพยพของเจ้าหน้าที่ไทยและเป็นช่องว่างให้กลุ่มผลประโยชน์ของไทยฉกฉวยโอกาสลักลอบนำผู้หลบลี้ภัยสงครามเหล่านั้นมาใช้แรงงานฝั่งไทยโดยผิดกฎหมาย ตลอดจนอาจเป็นแรงงานนอกระบบหรือทำมาหากินกันเองแบบไม่อยู่ในระบบของรัฐ ซึ่งนั่นย่อมกระทบต่อความมั่นคงของรัฐไทยโดยรวมในที่สุด การสู้รบอย่างดุเดือดจากการรุกไล่ของกองทัพโดยเปลี่ยนมาเน้นที่การโจมตีทางอากาศแบบไม่เลือกเป้าหมาย ได้บีบบังคับให้กองกำลังฝ่ายตรงข้ามเมียนมาร์ต้องผนึกกำลังกลุ่มชาติพันธุ์จากหลากหลายกลุ่ม โดยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลัก 8 กลุ่ม ได้แก่ชาวพุทธพม่า คะฉิ่น ไทใหญ่ ชิน ยะไข่ กะยา กะเหรี่ยงและมอญซึ่งผนึกกำลังให้เป็นหนึ่งเดียวในนามกองกำลังกลุ่มพันธมิตรพี่น้องชาติพันธุ์ (Brotherhood Alliance)  นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในสมรภูมิการสู้รบแห่งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2566 เมื่อกองกำลังกลุ่มพันธมิตรพี่น้องชาติพันธุ์ (Brotherhood Alliance) ประกอบไปด้วยกองกำลัง 3 กลุ่มกองกำลังพันธมิตรภาคเหนือคือ 1.กองทัพโกก้าง (MNDAA; Myanmar National Democratic Alliance Army) 2.กองทัพตะอั้ง (TNLA; Ta'ang National Liberation Army) 3.กองทัพอาระกัน (AA; Arakan Army) ซึ่งรวมตัวกันในนามพันธมิตรภาคเหนือ ได้เปิด ปฏิบัติการ 1027 (Operation 1027) บุกโจมตี และสามารถยึดฐานที่มั่นของทหาร ตำรวจพม่า หลายจุด หลายเมือง ทั่วพื้นที่ภาคเหนือของรัฐฉาน การรุกโต้กลับกองทัพเมียนมาร์ภายใต้ชื่อกองกำลังพันธมิตรภาคเหนือนับจากที่เปิดปฏิบัติการ 1027 ก็สามารถยึดพื้นที่ภาคเหนือของพม่าได้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าทึ่ง ด้วยอาวุธสงครามที่ทันสมัยนานาชนิด ทั้งเครื่องยิงระเบิดอาวุธยุทธภัณฑ์สงครามโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม และที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ กองกำลังพันธมิตรภาคเหนือที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้น มีการใช้โดรนโจมตีทิ้งระเบิดเป้าหมายทางทหารของกองทัพเมียนมาร์ได้อย่างแม่นยำและเหลือเชื่อ ซึ่งโดรนโจมตีติดอาวุธแบบนั้น ยังไม่เคยมีในกองทัพอากาศของไทยเลยทำให้ปฏิบัติการทางทหารของกลุ่มชาติพันธุ์ภายหลังการผนึกกำลังนั้นมีคำถามใหญ่ทั้งกองทัพไทยและมียนมาร์ว่าอาวุธและอุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัยที่พันธมิตรภาคเหนือมีใช้มีจำนวนมากนั้นได้รับการสนับสนุนจากใคร ปรากฏการณ์การสู้รบอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐเมียนมาร์กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีถิ่นฐานอยู่ตามแนวชายแดนไทยนั้น ล้วนมาจากรากเหง้าความขัดแย้งตั้งแต่ครั้งอดีตเป็นประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ทั้งสองฝ่ายต่างรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนโดยมีประเทศมหาอำนาจอยู่เบื้องหลังของทั้งสองฝ่าย และพัฒนามาสู่การสู้รบในสงครามครั้งใหม่ล่าสุดที่มีแนวโน้มรุนแรงและจะสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะประเทศไทยที่อยู่ใกล้พื้นที่ความขัดแย้งนี้มากที่สุด ซึ่งผลกระทบต่อไทยไม่เฉพาะการต้องรับภาระการดูแลตามหลักมนุษยธรรมต่อผู้หลบหนีภัยสงครามที่มีจำนวนมหาศาลแล้ว ยังต้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่จะสร้างความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย รวมทั้งศักยภาพทางทหารของกองกำลังทหารไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ที่มียุทโธปกรณ์สงครามที่ทันสมัย อาทิโดรนติดอาวุธซึ่งปัจจุบันกองทัพไทยยังไม่มีใช้ทั้งยังไม่มีระบบต่อต้านโดรนติดอาวุธทั้งหลายเหล่านี้ย่อมเป็นภัยใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐอย่างน่ากังวลยิ่ง
สยามรัฐออนไลน์ |

พร้อมรับมือ 2567

เสือตัวที่ 6 ความเสี่ยงของโลกในห้วงเวลานี้ที่เริ่มจากปี 2567 ได้ขยายวงกว้างออกไปอย่างน่ากังวลยิ่ง นับจากปีใหม่ 2567 เป็นต้นไป ทุกชีวิตของโลกจะต้องเตรียมรับมือในการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงในทุกมิติที่กระทบกับความมั่นคงที่ยากจะคาดคะเนได้อย่างชัดเจน ความขัดแย้งของประเทศต่างๆ ในทุกมุมโลกจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน ล่าสุด สงครามจากความขัดแย้งระหว่างอิสลาเอลกับกลุ่ม ฮามาสในปาเลสไตน์ได้ขยายวงกว้างไปสู่พื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างน่าเป็นห่วง การโจมตีของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ประกาศกร้าวในการโจมตีเรือสินค้าทุกลำที่เป็นพันธมิตรกับอิสราเอล อันเกิดจากการที่กลุ่มฮูตีที่สนับสนุนอิหร่าน ได้โจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบบับอัล-มันดับ ทางตอนใต้สุดของทะเลแดงหลายสัปดาห์ เพื่อเป็นการตอบโต้สงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซาสร้างความสั่นคลอนต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเส้นทางการเดินเรือสายนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก โดยจากการประเมินพบว่ามีการเคลื่อนย้ายสินค้าไปมาผ่านเส้นทางนี้กว่า 12% ของปริมาณการค้าโลกทั้งหมด รวมถึงกว่า 30% ของตู้คอนเทนเนอร์ทั้งโลก ใช้ช่องทางผ่านคลองสุเอซซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลแดง ปัจจุบันมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งสินค้าหลายบริษัท ตัดสินใจยุติการเดินเรือในเส้นทางดังกล่าวไปแล้วหลังเกิดการโจมตีเรือพาณิชย์หลายครั้งในช่องแคบบับอัล-มันเดบ ซึ่งอยู่ทางใต้ของทะเลแดงการเลี่ยงเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางทะเลค่าประกันวินาศภัย และค่าบริการด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ทางทะเล เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30% อาทิ ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งตู้คอนเทนเนอร์จากจีนไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพิ่มขึ้น 44% ในเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียว อยู่ที่ 2,413 ดอลลาร์ เนื่องจากการหยุดชะงักในทะเลแดงจากการคุกคามของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านั้นย่อมถูกผลักมาให้ผู้บริโภคซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังประชากรทุกประเทศของโลกในที่สุดการเดินเรือที่แล่นผ่านคลอง สุเอซมีสัดส่วนการค้าประมาณ 12% ทั่วโลก คลองสุเอซมีความสำคัญที่สุดต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งผู้บริหารด้านลอจิสติกส์ทั่วโลกเตือนว่าการส่งเรือในเส้นทางอื่นอาจสร้างปัญหาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก กบฏฮูตีเริ่มออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้โดยประกาศคุกคามเรือสินค้าทุกลำที่ผ่านทะเลแดง เพื่อเป็นการตอบโต้อิสราเอลที่ใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างไร้มนุษยธรรมกับชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และกดดันให้อิสราเอลยุติการใช้ปฏิบัติการดังกล่าวกับฮามาส พร้อมกับเตือนว่าจะโจมตีเรือทุกลำที่มุ่งหน้าไปยังอิสราเอลโดยไม่สนใจสัญชาติ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และอิสราเอลกำลังเผชิญกับศึกหลายด้าน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านให้การหนุนหลังความเคลื่อนไหวของกบฏฮูตีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสกำลังขยายวงกว้างออกไปอีกขั้นหนึ่งซึ่งมีแนวโน้มว่าจะขยายวงกว้างออกไปยังพื้นที่อื่นๆ อีกอย่างประมาณไม่ได้ 15 ธ.ค. เรืออัลญัสเราะห์ (Al Jasrah) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไลบีเรีย ถูกกบฏฮูตีโจมตีด้วยขีปนาวุธ ส่งผลให้เรือไฟไหม้ และยังมีเรือสินค้าอีกหลายลำในทะเลแดงที่ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธสถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันที ล่าสุด สภาหอการค้าขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ (International Chamber of Shipping – ICS) ซึ่งเป็นตัวแทนของกองเรือพาณิชย์กว่า 80% ของโลกชี้ว่า พลังงานของยุโรปจำนวนมหาศาลซึ่งรวมถึงน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงดีเซล อีกทั้งผลิตภัณฑ์อาหารเช่นน้ำมันปาล์มและธัญพืช รวมถึงสินค้าทุกประเภทที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าในภาคการผลิตนั้น จะต้องผ่านเส้นทางทะเลแดงทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ การที่เรือสินค้าที่แล่นผ่านทะเลแดงถูกโจมตีอย่างอุกอาจจึงทำให้การค้าทั่วโลกตกอยู่ในความเสี่ยง ทะเลแดงเป็นน่านน้ำที่คับคั่งไปด้วยเรือพาณิชย์ที่ลัดเลาะผ่านคลองสุเอซในการขนส่งสินค้าระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ทำให้ทะเลแดงเป็นอีกสมรภูมิสู้รบหนึ่งกับอิสลาเอลโดยมีอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังบรรดากลุ่มติดอาวุธทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มกบฏฮูตีกลุ่มฮามาสกลุ่มญิฮาดในปาเลสไตน์ และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยอิหร่านใช้กลุ่มเหล่านี้ในลักษณะของการทำสงครามตัวแทน (Proxy War) ทำสงครามกับอิสลาเอลตลอด 40 ปีที่ผ่านมา  เป้าหมายของกลุ่มกบฏฮูตีคือต่อต้านสหรัฐและอิสลาเอล รวมทั้งชาติที่สหรัฐให้การสนับสนุน และเมื่ออิสราเอลทำสงครามกับฮามาสซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน กบฏฮูตีจึงเข้าร่วมกับฮามาสในการทำสงครามกับอิสราเอลและพันธมิตรในทะเลแดง ซึ่งเป็นการเติมเชื้อไฟสงคราม และทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางถูกยกระดับขึ้นและกำลังขยายวงกว้างไปสร้างความเดือดร้อนอย่างรุนแรงให้ทุกประเทศในโลกรวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย โลกใหม่ ปี 2567 รัฐไทยต้องตระหนักรู้และเตรียมการล่วงหน้าต่อทุกปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น หลายกรณีที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าความขัดแย้งของประเทศต่างๆ ในโลก แม้ว่าจะดูเสมือนว่าอยู่ห่างไกลจากรัฐไทย หากแต่สภาวะโลกใหม่จะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างชัดเจน หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งในเมียนมาร์ก็จะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างใหญ่หลวงในไม่ช้า ซึ่งรัฐไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับโลกใหม่ปี 2567 อย่างกระชับแน่นเพื่อให้ประชาชนไทยพร้อมรับมือกับผลกระทบใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
สยามรัฐออนไลน์ |

สอดแทรกนโยบาย

เสือตัวที่ 6 ในขณะที่ภาพสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้จะดูประหนึ่งว่ามีความสงบมากขึ้นจากการก่อเหตุรุนแรงต่างๆ ลดน้อยถอยลง หากแต่ทว่ากระบวนการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสระในการปกครองกันเองในรูปแบบที่กลุ่มคนแกนนำในขบวนการแบ่งแยกดินแดนแห่งนี้ต้องการนั้นยังคงเดินหน้าอยู่ต่อไปอย่างแรงกล้าทุกวินาที และเชื่อได้ว่าสถานการณ์การต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกการปกครองในพื้นที่แห่งนี้อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบเหนือฝ่ายรัฐ ด้วยบทเรียนที่ผ่านมาพบว่า เมื่อใดที่การต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ไม่เป็นไปตามแนวทางสู่เป้าหมายที่ต้องการ แกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ จะต้องบงการให้กองกำลังติดอาวุธที่สอดแทรกปะปนไปกับมวลชนแนวร่วมในพื้นที่ออกปฏิบัติการก่อเหตุร้ายทำลายความสงบสุขในทันทีที่มีโอกาส และในทางกลับกัน หากย่างก้าวของการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังคงอยู่ในเส้นทางที่ต้องการ พวกเขาจะผ่อนแรงการต่อสู้ด้วยอาวุธและหันมามุ่งมั่นในการเดินหน้าต่อสู้ทางความคิดต่อไปอย่างเข้มข้นทั้งในพื้นที่และในระดับนโยบายของรัฐอย่างแนบเนียนยิ่ง ในขณะที่มีการเปลี่ยนอำนาจรัฐมาสู่กลุ่มคนกลุ่มใหม่ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่แกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานของรัฐ ถ่ายเทน้ำหนักการต่อสู้ในระดับพื้นที่ท้องถิ่นไปสู่การส่งผ่านแนวความคิดเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายระดับยุทธศาสตร์ของพวกเขา นั่นคืออิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ในรูปแบบที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการอย่างแยบยลยิ่ง ด้วยการสอดแทรกแนวคิดในทุกรูปแบบและทุกช่องทางที่เป็นไปได้ไปในระดับนโยบายของรัฐที่จะนำไปสู่แนวทางที่เอื้ออำนวยในการมีอิสระในการปกครองกันเองตามที่แกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ต้องการ เหล่านี้คือห้วงเวลาสำคัญที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานกำลังเร่งขับเคลื่อนการต่อสู้ในระดับนโยบายของรัฐด้วยการสอดแทรกแนวคิดที่เป็นประโยชน์ในการปกครองกันเองของพวกเขาในที่สุด ล่าสุด ครม. เห็นชอบร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2565 – 2567 และร่างแผนปฏิบัติการด้านการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2566 - 2570 ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ โดยมีสาระสำคัญของร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2565 – 2567 นั้นมีกรอบแนวคิดนโยบายให้ยึดมั่นในหลักการแบบสันติวิธี   หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน และใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วน ร่างนโยบายฉบับนี้ มุ่งขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์ประชาชนมีความปลอดภัยและมีสันติสุข บนพื้นฐานของสังคมพหุวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. แก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมและแนวโน้มสถานการณ์โดยปราศจากเงื่อนไขที่เอื้อต่อการใช้ความรุนแรง 2. พัฒนากระบวนการยุติธรรมและการเยียวยาให้ครอบคลุม ทั่วถึง และเป็นธรรม และ 3. มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของประชาชนโดยมีกลไกการบริหารออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ 1. กลไกระดับนโยบาย ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติมีหน้าที่อำนาจหลักในการพิจารณาแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย 2. กลไกระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ กำหนดให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง และ 3. กลไกระดับปฏิบัติในพื้นที่กำหนดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบหลักในพื้นที่ สำหรับร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2565 – 2567 ภายใต้ 3 แนวทาง ดังนี้ 1.แนวทางด้านความมั่นคง มุ่งรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ประกอบด้วย 3 แผนงาน อาทิ แผนงานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี มีเป้าหมายเพื่อมุ่งสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อกระบวนการพูดคุย 2.แนวทางด้านการพัฒนา มุ่งเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและด้านสังคมในระดับฐานรากเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อลดเงื่อนไขการใช้ความรุนแรงประกอบด้วย 4 แผนงาน อาทิ แผนงานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มีเป้าหมายเพื่อมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนต่อกระบวนการด้านความยุติธรรม และแผนงานพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 3.แนวทางด้านการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่รัฐให้พร้อมขับเคลื่อนงาน เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของร่างนโยบายการบริหารฯ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2565 – 2567 ฉบับที่ ครม. เห็นชอบดังกล่าวแล้วจะพบว่า ล้วนเป็นประเด็นนโยบายที่ดีในการแก้ปัญหาความแปลกแยกของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานของรัฐ หากแต่ว่าในทางปฏิบัติที่ไม่ปรากฏให้เห็นโดยทั่วไปจะพบว่า มีกลุ่มคนที่เป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐทั้งที่ตั้งใจและที่ไม่ได้ตั้งใจ ต่างพยายามสอดแทรกแนวคิดเชิงนโยบายที่เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายขบวนการแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยความเห็นต่างจากรัฐอย่างสุดโต่งให้มีผลต่อการปฏิบัติอย่างแนบเนียนยิ่ง ท่ามกลางภาพปรากฏของสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ดูประหนึ่งว่ากำลังเข้าที่เข้าทาง ทำให้รัฐพยายามต่อยอดสิ่งที่คิดว่าเป็นความสำเร็จเหล่านั้นให้รัฐและคนเห็นต่างสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมในนโยบายดังกล่าว ทั้งยังมีกลุ่มคนที่พยายามส่งผ่านแนวคิดอันหมิ่นเหม่ต่อการกระทบต่อบูรณภาพแห่งอาณาเขตต่อกรรมาธิการการทหารฯ วุฒิสภา ซึ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้รัฐต้องตระหนักรู้และเท่าทันความพยายามในการสอดแทรกแนวคิดสู่นโยบายของรัฐที่จะเข้าทางฝ่ายขบวนการแบ่งแยกการปกครองในรูปแบบที่พวกเขาต้องการในที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

เดินต่ออย่างรอบคอบ

เสือตัวที่ 6 ก้าวย่างที่ผ่านมาเมื่อต้นปี 2566 คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้คณะเดิมที่มี พลเอก วัลลภ รักเสนาะ ได้พบหารือและพูดคุยแบบเต็มคณะ ครั้งที่ 6 กับคณะผู้แทน BRN ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยมี พลเอก ตันศรี ดาโตะซรี ซุลกีฟลี ไซนัล อะบิดิน เป็นผู้อำนวยความสะดวก ทั้งสองฝ่ายหวังสามารถบรรลุฉันทามตินำสันติสุขที่ถาวรสู่พื้นที่อย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติในปี 66 และ 67 ซึ่งในการพูดคุยของคณะพูดคุยชุดเดิมที่มี พล.อ.วัลลภ เป็นหัวหน้าคณะในครั้งนั้น มีสาระสำคัญในการกำหนดแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน และกรอบเวลาที่ชัดเจนในการแก้ไข ความขัดแย้งและนำสันติสุขสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ  คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ และคณะผู้แทน BRN เห็นพ้องที่จะร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ Joint Comprehensive Plan towards Peace (JCPP) เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนการพูดคุย ให้คืบหน้าในรูปแบบที่ครอบคลุมและเป็นองค์รวม อีกทั้งมีกรอบเวลาที่ชัดเจนในการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของหลักการทั่วไปของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (General Principles of the Peace Dialogue Process) โดย JCPP จะมีเนื้อหาสำคัญ 2 ส่วน คือ การลดความรุนแรงในพื้นที่ และการจัดการปรึกษาหารือกับประชาชนเพื่อนำไปสู่การแสวงหาทางออกทางการเมือง   นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องต้องกันในการกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ JCPP เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในปี 2566 และ 2567 ซึ่งทั้งสองฝ่าย คาดหวังว่า จะสามารถบรรลุฉันทามติในการยุติความขัดแย้งและนำข้อสรุปที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาและนำสันติสุขที่ถาวรสู่พื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป โดยได้มอบหมายให้คณะทำงานทางเทคนิคของแต่ละฝ่ายนัดหมายจัดการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันอย่างไม่เป็นทางการในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2566 เพื่อร่วมกันจัดทำรายละเอียดของ JCPP ให้เสร็จสิ้นและนำเสนอต่อการพูดคุยแบบเต็มคณะในเดือนมิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นช่วงของการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือเพื่อร่วมกันจัดทำรายละเอียดของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) และ ขั้นที่สองอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี2566- ธันวาคม ปี 2567 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อเริ่มต้นขั้นการปฏิบัติต่อไป เพื่อร่วมกันสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนให้แก่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเนื้อหาสำคัญ 2 ส่วน คือ การลดความรุนแรงในพื้นที่ และการจัดการปรึกษาหารือกับประชาชนเพื่อนำไปสู่การแสวงหาทางออกทางการเมือง มีสาระสำคัญของการปรึกษาหารือในพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของประชาชน โดยมี 5 เรื่องสำคัญที่ผลักดันจนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริงคือ 1.ยอมรับอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรมของชุมชน 2.สิทธิมนุษยชน กระบวนการยุติธรรม และกระบวนการทางกฎหมาย 3.การศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ 4.เศรษฐกิจและการพัฒนาในพื้นที่ 5.รูปแบบการบริหารในพื้นที่ และเมื่อกาลเวลาเดินหน้าไป กระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปอย่างรอบคอบและลุ่มลึก ทั้งยังต้องศึกษาสถานการณ์ของสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ตลอดจนต่างประเทศให้กระจ่างชัดและทันต่อการขับเคลื่อนการต่อสู้ทางความคิดและยุทธศาสตร์การต่อสู้กับรัฐของกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอย่างทันท่วงที และเมื่ออำนาจรัฐเปลี่ยน หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐคนใหม่ก็เปลี่ยนเป็นนายฉัตรชัย บางชวด รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเป็นพลเรือนคนแรกที่มาทำหน้าที่นี้ในรอบ 10 ปี  นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่รัฐคิดใหม่โดยเลือกใช้บุคคลพลเรือนที่แม้จะอยู่ในแวดวงสภาความมั่นคงแห่งชาติมาหลายปี แต่กระแสในวันนี้เชื่อว่าอาจมีมุมมองที่เป็นผลดีต่อการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในพื้นที่อันยาวนานได้เป็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม              และเมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เข้าพบ พล.อ. ตันซรี ดาโต๊ะ สรี ซุลกิฟลี ไซนัล อะบีดิน ผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแนะนำตัว เนื่องในโอกาสที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย โดยหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันในระยะต่อไป รวมทั้งการแสวงหาหนทางแก้ปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ ในการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุข ตลอดจนดำเนินมาตรการแนวทางหนุนเสริมอื่นๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการสร้างสันติสุขในพื้นที่ โดยเน้นย้ำความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความสำเร็จของกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ดำเนินการมาแล้วจากคณะพูดคุยชุดเดิมในห้วงที่ผ่านมา บนเส้นทางหลักการทั่วไปว่าด้วยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (General Principles of the Peace Dialogue Process) ผ่านการเห็นชอบร่วมกันในแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อนำไปสู่การสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) ต่อไป ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะมีการจัดการหารือเพื่อจัดให้มีการพูดคุยต่อไปตามแผนที่วางไว้โดยเร็ว โดยหวังว่าจะสามารถจัดการพูดคุยในระดับคณะทำงานทางเทคนิคได้ภายในเดือนมกราคม 2567 และตามด้วยการพูดคุยอย่างเป็นทางการแบบเต็มคณะต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆ ที่ทำมาแล้ว ย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย ดังนั้นการเดินหน้าต่อไป คณะพูดคุยของรัฐจะต้องตระหนักว่าสิ่งใดควรทำต่อและสิ่งใดควรปรับแก้ เพื่อให้การเดินหน้าต่อไปของรัฐจะคงรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขตอย่างสมบูรณ์ ด้วยการเดินต่ออย่างรอบคอบที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

เข้าทาง

เสือตัวที่ 6 คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 344/2566 เรื่องแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ แต่งตั้งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าพูดคุย และมีคณะพูดคุยชุดใหม่ล่าสุด ประกอบด้วย เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ, ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม, โดยมีผู้แทนสำนักงาน สมช., ผู้แทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นคณะพูดคุย และเลขานุการร่วม คำถามสำคัญคือ คนจากผู้แทนหน่วยงานของรัฐเหล่านี้ ได้คัดสรรค์คนที่มีความรู้  ความเข้าใจปัญหา เงื่อนไข และการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐที่เกิดขึ้นตลอดเกือบ 21 ปี นับจากการปล้นปืนจากค่ายทหารไทยในพื้นที่แห่งนี้เมื่อปี 2547 อย่างถ่องแท้แค่ไหน การต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกปลายด้ามขวานของไทยเป็นสภาวการณ์เฉพาะที่มีเอกลักษณ์เป็นของพื้นที่แห่งนี้เอง เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะพื้นที่ที่มีความแตกต่างจากการต่อสู้ของกลุ่มคนในพื้นที่ใดๆ ในโลกใบนี้ ด้วยที่มาของความขัดแย้งของกลุ่มคนในขบวนการแห่งนี้ก็สลับทับซ้อนกันหลายมิติ ทั้งที่มาของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลที่ซ่อนปนไปด้วยชาติพันธุ์เชิงแบ่งแยก และเจือปนไปด้วยหลักคิดทางศาสนาความเชื่อที่บิดเบือนหรือหยิบยกบางประเด็นมาเป็นพลังในการต่อสู้กับคนเห็นต่างอย่างแยบยลยิ่ง ในขณะที่ใช้การต่อสู้ที่สลับซับซ้อนหลากหลายมิติ ทั้งการต่อสู้ทางความคิดที่มุ่งหมายจะแบ่งแยกแตกต่างจากคนทั่วไปแอบซ่อนการสะสมบ่มเพาะความเห็นต่างในทุกกลุ่มคนในพื้นที่ สร้างความเห็นต่างจากเล็กน้อยจนขยายไปเป็นความเครียดแค้นชิงชังและพร้อมที่จะเป็นแนวร่วมขบวนการเหล่านี้ต่อสู้กับรัฐเพื่อสู่การเป็นอิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ คู่ขนานไปกับการขยายความเห็นต่างไปสู่กลุ่มคนในทุกระดับตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับนโยบายชาติในทุกองค์กร ทุกสาขาอาชีพที่เป็นไปได้โดยเฉพาะสื่อสารมวลชนไปจนถึงนักวิชาการทั้งในพื้นที่และในส่วนกลาง ให้กลุ่มคนเหล่านั้นพลอยเห็นดีเห็นงามไปกับการให้คนในขบวนการแห่งนี้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการ นับเป็นยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางความคิดที่เหนือชั้นยิ่ง ด้วยพลังในการหลอมรวมกลุ่มคนต่างๆ ข้างต้น ได้ขับเคลื่อนมาเป็นลำดับ โดยพยายามยกตัวอย่างพร้อมเหตุผลที่การแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่แห่งนี้ไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร จนกระทั่งเข้าสู่โอกาสทองที่จะเปลี่ยนองคาพยพที่จะเอื้ออำนวยให้การต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ง่ายขึ้น แม้แท้ที่จริงแล้ว การเดินหน้าของการแก้ปัญหาของรัฐที่ผ่านมาและยังไม่บรรลุเป้าหมายของการต่อสู้นั้น หาใช่เหตุผลเดียวไม่ ขบวนการการสร้างความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงที่พยายามส่งผ่านความคิดให้เห็นว่า การพูดคุยสันติสุขที่ยังไม่ไปถึงไหนเพราะรัฐบาลแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยที่เคยเป็นทหาร ซึ่งบุคคลในลักษณะนี้ยังไม่มีความเข้าใจในบริบทการเข้าใจในวิถีชาวบ้านและแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยสันติภาพที่ต้องมองได้ทุกมิติความขัดแย้งและทางออกได้ตรงใจประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง และพยายามส่งผ่านความคิดเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องจนกระพือความคิดนั้นอย่างเข้มข้นช่วงการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา เหล่านั้นคือที่มาของการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยที่เป็นพลเรือนตมคำสั่งฯ ข้างต้น พร้อมทั้งการบรรลุความพยายามในการขจัดองค์กรด้านความมั่นคงโดยเฉพาะหน่วยทหารที่คว่ำหวอดอยู่กับการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกใช้หัวหน้าคณะพูดคุยที่ควรจะเป็นบุคคลที่ไม่อยู่ในราชการเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผูกมัดกับรัฐมากจนเกินไปซึ่งจะเป็นการเข้าทางกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานที่ถึงวันนี้ ในขณะที่กลุ่มขบวนการร้ายเหล่านี้ ก็ยังไม่มีการแสดงตนว่าเป็นองค์กรเดียวกัน การเจรจาพูดคุยใดๆ กับขบวนการใดก็ไม่อาจเป็นข้อผูกมัดกับกลุ่มต่อสู้อื่นๆ ในพื้นที่ซึ่งนั่นจะทำให้รัฐเป็นฝ่ายเสียเปรียบฝ่ายเห็นต่างจากรัฐเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหัวหน้าคณะพูดคุยและทีมงานจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการเจรจากับกลุ่มนั้นเป็นที่ยอมรับกับกลุ่มเห็นต่างอื่นๆ และจนถึงวันนี้ ขบวนการ BRN ก็ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มก่อความไม่สงบอื่นๆ นับเป็นการเจรจาในนามของคณะพูดคุยที่รัฐเสียเปรียบในทุกประตูอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้น ความลุ่มลึกต่อปัญหาและทางแก้ปัญหาอย่างสันติวิถีผ่านการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่แห่งนี้ ยังมีกลุ่มคนที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงเพื่อก่อเหตุร้ายใดๆ ให้เห็นว่าพวกเขายังมีศักยภาพทางทหารอย่างเข้มแข็งในทุกโอกาสที่ต้องการ เพื่อเป็นแรงหนุนส่งอีกทางหนึ่งให้การเจรจาของพวกเขามีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐ ทำให้เงื่อนไขและความต้องการใดๆ ของกลุ่มคนในพื้นที่บรรลุเป้าหมายให้มากที่สุด และตัวอย่างที่สำคัญของพื้นที่แห่งนี้นั้น มีลักษณะการก่อเหตุร้ายด้วยอาวุธอันแตกต่างจากความขัดแย้งในพื้นที่อื่นของโลกก็คือการก่อเหตุของกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่แห่งนี้ทุกครั้ง จะไม่มีการประกาศการลงมือก่อเหตุร้ายเฉกเช่นการก่อเหตุร้ายในพื้นที่อื่นๆ ของโลก จึงเห็นได้ว่า เมื่อทุกย่างก้าวของฝ่ายขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐนั้น มีความลุ่มลึกและมีการวางยุทธศาสตร์การต่อสู้อย่างเป็นกระบวนการ มีการร้อยเรียงเรื่องราวตลอดจนการส่งผ่านชุดความคิดต่างๆ ล้วนมุ่งสู่เป้าหมายสุดท้ายนั่นคืออิสรภาพในการปกครองกันเองตามวิถีที่กลุ่มตนต้องการ นับจากการเรียกร้องความสนใจผ่านการก่อเหตุร้ายตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พัฒนาไปเป็นการก่อเหตุร้ายเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจากับรัฐ การส่งผ่านชุดความคิดอย่างต่อเนื่องที่ว่าปัญหาในพื้นที่ต้องให้คนในพื้นที่แก้ไขปัญหากันเอง การส่งผ่านชุดความคิดที่ว่าหน่วยงานความมั่นคงทางทหารเหล่านั้นเป็นต้นเหตุของปัญหาที่แก้ไม่จบ การขจัดตัวบุคคลและองค์กรที่รู้เท่าทันความคิดของแกนนำขบวนการเพื่อสร้างโอกาสโน้มน้าวให้ทุกการแก้ปัญหาของรัฐต่างๆ เหล่านั้น เป็นการเข้าทางการบรรลุเป้าหมายสุดท้ายของขบวนการแห่งนี้ในที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

ยุติความรุนแรง

เสือตัวที่ 6 ความรุนแรงเป็นพฤติกรรมหรือการกระทำใดๆ ก็ตามที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอื่น ทั้งทางร่างกาย วาจา และนำมาซึ่งอันตรายหรือความทุกข์ทรมานต่อผู้ถูกกระทำทั้งด้านร่างกายและจิตใจโดยความรุนแรงนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางกาย และทางวาจา ทั้งนี้ หากจะให้ความหมายของรูปแบบความรุนแรงนั้น สามารถแบ่งรูปแบบความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปลายด้ามขวานตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ในด้านร่างกายเป็นการทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของรัฐตลอดจนประชาชนผู้คนที่บริสุทธิ์โดยการใช้อาวุธและวัตถุระเบิดสร้างความรุนแรงทำลายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้เห็นต่างอย่างไร้เหตุผลนอกจากนั้น ในพื้นที่ความเห็นต่างแห่งนี้ ยังสร้างความรุนแรงทางด้านจิตใจโดยการปลุกระดมทุกรูปแบบผ่านกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ทั้งที่เปิดเผยและที่ไม่เปิดเผย เพื่อมุ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังอย่างสุดโต่งระหว่างกลุ่มเป้าหมายฝ่ายตนกับคนเห็นต่าง อันจะนำไปสู่การสร้างแนวร่วมมวลชนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง ซึ่งนั่นก็คืออิสระในการปกครองกันเองตามวิถีความเชื่อที่กลุ่มแกนนำขบวนการแห่งนี้ต้องการ ความพยายามในการต่อสู้ของรัฐกับขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่กับคนเห็นต่างทั้งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และที่อยู่ในพื้นที่อื่นของรัฐโดยมีกลุ่มขบวนการ BRN เป็นกลุ่มหลักในการต่อสู้กับรัฐ โดยที่รัฐใช้ความพยายามทุกรูปแบบอย่างเป็นยุทธศาสตร์ที่เริ่มจากการควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงให้อยู่ในระดับที่รัฐสามารถยอมรับได้ และประเด็นยุทธศาสตร์การควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงด้วยอาวุธเหล่านั้น ต้องยอมรับว่ารัฐก็สามารถขับเคลื่อนได้จนเป็นผลสำเร็จ ทำให้ความสามารถในการก่อเหตุรุนแรงของขบวนการร้ายแห่งนี้ไม่สามาถกระทำได้อย่างเสรีอย่างที่เคยทำมา ซึ่งนั่นทำให้สถิติการก่อเหตุร้ายในพื้นที่แห่งนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นการบีบบังคับให้กลุ่มแกนนำขบวนการ BRN จำต้องปรับยุทธศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการ ไปเป็นการต่อสู้ทางความคิด เร่งปลุกระดมสะสมบ่มเพาะแนวความคิดให้เกิดความเห็นต่าง สร้างการแบ่งแยกกลุ่มตนกับคนกลุ่มอื่นที่เห็นไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับกลุ่มตน จนความเห็นต่างอย่างธรรมดา ขยายตัวไปเป็นความเครียดแค้นเกลียดชังทางความคิดและจิตใจอย่างสุดโต่ง ผ่านการพูดและการเขียนสื่อสารไปในสื่อสาธารณะอันเป็นการต่อสู้อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งรัฐจะต้องรู้เท่าทันปรากฏการณ์นี้อย่างถ่องแท้ เพราะภาพที่สถานการณ์ความรุนแรงลดน้อยถอยลงในทุกวันนี้หาใช่การเอาชนะขบวนการ BRN ได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยการสู้รบในสมรภูมิแห่งนี้ยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบของการสร้างความรุนแรงทางความคิดและจิตใจซึ่งมันพร้อมที่จะลุกลามขยายตัวออกไปเป็นการแบ่งแยกจากรัฐในรูปแบบอื่นที่พวกเขาเตรียมการไว้แล้ว ยุทธศาสตร์การต่อสู้ของรัฐจึงต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับยุทธศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการ BRN ให้เท่าทัน ทั้งการต่อสู้เพื่อเอาชนะจากภายใน ร่วมกับยุทธศาสตร์การเอาชนะจากภายนอกที่มีประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเป็นพันธมิตรสำคัญในการเอาชนะขบวนการ BRN อันเป็นการปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ต่อ BRN ไม่ให้ใช้มาเลเซียเป็นฐานในการปฏิบัติการได้อีกต่อไป และก้าวย่างของรัฐโดยนายกฯ ของไทยก็กำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระชับความร่วมมือกับผู้นำมาเลเซียที่เกิดขึ้น จึงเป็นก้าวย่างสำคัญในการยุติความรุนแรงทางความคิดและจิตใจที่ขบวนการ BRN หมายมั่นปั้นมือที่จะใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับรัฐไทยในปัจจุบันนี้โดยการเปิดตัวเชิงรุกของฝ่ายนายกฯ มาเลเซีย ที่เป็นฝ่ายเชื้อเชิญนัดหมายนายกฯ ของไทย พูดคุยเพื่อแสวงหาความร่วมมือกันขับเคลื่อนการยุติความรุนแรงในพื้นที่ของไทยมากว่า 20 ปีให้ได้อย่างแท้จริง ปรากฏการณ์การนัดพบปะกันแบบ Exclusive ของนายกฯมาเลเซีย นายอันวาร์อิบราฮิม กับนายกฯเศรษฐาของไทย โดยมีวาระสำคัญคือ ความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจังเพื่อยุติความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความรุนแรงในทุกรูปแบบในพื้นที่ปลายด้ามขวาน โดยล่าสุดมีข้อมูลจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า นายกฯ ของมาเลเซีย ขอนัดพบนายกฯ ของไทย เพื่อหารือเรื่องโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-มาเลเซีย แห่งที่ 2 ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นโครงการที่หยุดชะงักมานาน ให้มีความคืบหน้าต่อไป โดยผู้นำของสองประเทศนัดพบกันที่ จ.นราธิวาส อาจจะเป็นที่ อ.สุไหงโก-ลก เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศโดยประเด็นในการหารือเพื่อการทำงานร่วมกัน คือการจำกัดความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงด้วยการใช้อาวุธ และความรุนแรงทางความคิดและจิตใจโดยมีกลุ่ม BRN เป็นตัวแสดงหลักสำคัญในช่วงเวลานี้ และมีข้อมูลที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ากลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้งหลายใช้พื้นที่ของทั้งสองประเทศในการเคลื่อนไหว ดังนั้นหากบรรลุการแสวงหาความร่วมมือระหว่างผู้นำสองชาติได้อย่างแท้จริงแล้ว ความร่วมมือระหว่างประเทศดังกล่าวจะสามารถจำกัดเสรีของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ได้ ก็จะสามารถยุติการก่อเหตุรุนแรงได้เกือบทั้งหมด และทั้งไทยและมาเลเซียจะสามารถเปิดพื้นที่เพื่อการพัฒนาร่วมกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเน้นย้ำว่าความรุนแรงดังกล่าวนั้น หาใช่การยุติความรุนแรงด้วยการใช้อาวุธเข้าทำร้ายทำลายชีวิตและทรัพย์สินของฝ่ายเห็นต่างเท่านั้น แต่ความรุนแรงในห้วงเวลานี้ฝ่ายขบวนการ BRN กำลังเดินหน้าบนเส้นทางของการสร้างความรุนแรงทางความคิดและจิตใจให้คนในพื้นที่ถอยห่างออกจากความเป็นรัฐไทยมากขึ้นๆ จนเมื่อถึงโอกาสที่เอื้ออำนวยแล้ว ความรุนแรงทางความคิดและจิตใจเหล่านั้นจะเป็นพลังให้ขบวนการร้ายแห่งนี้บรรลุเป้าหมายที่พวกเขาต้องการ ซึ่งรัฐไทยต้องตระหนักรู้และทำให้ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ติดกับดักของการยุติความรุนแรงด้วยอาวุธเท่านั้น หากแต่จะต้องรวมไปถึงการยุติความรุนแรงทางความคิดและจิตใจได้อย่างสมบูรณ์
สยามรัฐออนไลน์ |

กระแสบวก

เสือตัวที่ 6 เทศกาลดิวาลีเฟสติวัล กรุงเทพฯ ประจำปี 2566 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน ถึงวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2566 ในชื่อเทศกาลดิวาลี 2566 (Diwali Festival Bangkok 2023) หรือเทศกาลแห่งแสงสว่าง ณ ย่านลิตเติ้ลอินเดีย โดยจัดขึ้นโดยความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร สมาคมอินเดียแห่งประเทศไทย (IAT) เครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการชาวไทยเชื้อสายอินเดีย กลุ่มชาวอินเดียในประเทศไทย ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคนเชื้อสายอินเดียในประเทศไทย โดยมีความเชื่อว่าเป็นเทศกาลแห่งการฉลองชัยชนะของแสงสว่างเหนือความมืด ความรู้เหนือความเขลา และความดีเหนือความชั่วร้ายโดยงานเทศกาลดิวาลีเฟสติวัล กรุงเทพฯ ประจำปี 2566 นี้ บ่งบอกถึงความแตกต่างที่สร้างสรรค์เป็นกระแสเชิงบวกที่ควรค่ากับการให้ทัศนะใหม่ๆ สำหรับคนในสังคมโลกยุคใหม่ที่ใช้ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ อัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนวิถีชีวิตที่แตกต่างไปในทางบวกที่รวมพลังความแตกต่างทั้งหลายเหล่านั้นไปในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยังความเจริญมาสู่กลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกันขยายออกไปสู่กลุ่มคนที่มีความคิดแตกต่างได้อย่างทรงพลัง กิจกรรมต่าง ๆ ในงานที่รับรู้ได้ถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์อันยิ่งใหญ่เฉพาะกลุ่มตน ได้นำมาแสดงให้คนกลุ่มอื่นๆ ได้ร่วมชื่นชมความแตกต่างหลากหลายในวัฒนธรรม และความเชื่อเหล่านั้นได้อย่างอลังการ อาทิ การแสดงเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชน ความหลากหลายเมนู คาวหวาน จากภัตตาคารอินเดียสไตล์มหาราชา รวมทั้งการแสดงออกถึงวิถีความเชื่อทางศาสนา ทั้งพระพิฆเนศและพระแม่ลักษมีการเสริมดวงชะตา ความเชื่อเรื่องโชคลาภ เพิ่มความสำเร็จให้ชีวิต พร้อมกับการช็อปสินค้าสไตล์อินเดียนจากร้านค้าชื่อดังทั้งส่าหรี เครื่องประดับ ของตกแต่งตามศิลปวัฒนธรรมอินเดียทำให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงความสำคัญของอัตลักษณ์ที่แตกต่างหลากหลายในประเทศโดยหนึ่งในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม และความเชื่อในสังคมไทยเหล่านั้นคือชาวไทยเชื้อสายอินเดีย ด้วยเทศกาลดังกล่าวจะเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาวอินเดียให้คนไทยทั้งหลายในแผ่นดินนี้ได้สัมผัส เป็นการดึงเสน่ห์ของวัฒนธรรม ความเชื่อ และชาติพันธุ์ที่แตกต่างหลากหลายออกมาให้เห็นความสวยงามของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ที่ควรค่าแก่การเคารพซึ่งกันและกัน อันจะเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข มีอารยะแห่งสังคมที่เจริญแล้วอย่างน่าชื่นชม ทั้งยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยอีกด้วยเทศกาลดิวาลีเฟสติวัลครั้งนี้ บ่งบอกอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งว่าผืนแผ่นดินนี้ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของบรรพชนไทยไม่ว่าจะเป็นเชื่อสายหรือชาติพันธุ์ใด ทั้งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไร หากแต่ ณ ปัจจุบันนี้ พวกเราชาวไทยทั้งหลาย ล้วนต้องอยู่ด้วยกันอย่างกัลยาณมิตร เป็นพี่น้องร่วมแผ่นดินเกิดเดียวกันที่ต้องอยู่กันอย่างสร้างสรรค์ เทศกาลนี้ จึงเป็นตัวแบบที่น่าศึกษาเรียนรู้และบ่งบอกว่า แผ่นดินนี้ถือเป็นบ้านของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายอินเดียจำนวนมากที่ได้มาอาศัย ทำมาหากิน และอยู่ร่วมกัน ภายใต้พระบรมโพธิสมภารมาหลายชั่วอายุคน และเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวเชื้อสายอินเดียจากทั่วโลก ในงานเทศกาลดังกล่าวได้ส่งผ่านความแตกต่าง และหลากหลายทางวัฒนธรรม วิถีความเชื่อเฉพาะเชื้อสายตนในแผ่นดินไทย อันเป็นการสร้างกระแสเชิงบวกให้กลุ่มคนที่มีชาติพันธุ์ ความเชื่อ วิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ได้เรียนรู้และนำไปใช้เป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยังความเจริญในแบบฉบับที่กลุ่มตนเคารพนับถือด้วยได้รับการส่งเสริมสนับสนุนและเปิดกว้างจากรัฐอย่างเต็มกำลัง โดยตัวแบบของการจัดงานนี้ มีทั้งรูปแบบที่ต้องการสื่อสารให้เห็นถึงการจัดงานด้วยหลากหลายกิจกรรมเชิงพหุวัฒนธรรมไทย-อินเดียทั้งยังสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่หลากหลายของคนในพื้นที่สำหรับ งานเทศกาลดิวาลี มีความเชื่อว่าเป็นเทศกาลแห่งการฉลองชัยชนะของแสงสว่างเหนือความมืด ความรู้เหนือความเขลา และความดีเหนือความชั่วร้าย โดยกิจกรรมดังกล่าวรัฐบาลร่วมกับภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด One Day Trip 3 ศาสนา ศรัทธาแห่งบุญซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือและการผสมผสานวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายอินเดีย เป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีของคนหลากหลายเชื้อชาติในแผ่นดินนี้ที่เป็นตัวแบบให้เห็นถึงสังคมเชิงพหุวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก นั่นก็หมายความว่า ท่ามกลางความแตกต่าง หลากหลายทั้งหลายของกลุ่มคนในแผ่นดินนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านชาติพันธุ์ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านวัฒนธรรม ด้านความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนวิถีชีวิตประจำถิ่นทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เป็นเหตุให้ต้องขัดแย้ง เคืองแค้น และทำร้าย ทำลายกันกับคนเห็นต่าง หรือแตกต่างกับคนกลุ่มอื่นแต่ประการใด ในทางตรงข้าม ความแตกต่าง หลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อ หรือชาติพันธุ์ สามารถนำมาเป็นจุดเด่นอันทรงพลังซึ่งนำมาแสดงออกให้คนในสังคมได้เรียนรู้ และรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่และงดงามของชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ ให้คนในสังคมภายนอกได้ร่วมศรัทธาและร่วมชื่นชมถึงความเป็นอารยะของกลุ่มตนได้อย่างยิ่งใหญ่ และเทศกาลดิวาลีนี้ จึงเป็นตัวแบบที่เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในแผ่นดินนี้ได้แลเห็นว่าความแตกต่าง หลากหลาย ในสังคมนี้เป็นสังคมที่งดงามตามแนวคิดสังคมพหุวันธรรมที่อยู่ร่วมกัน ส่งเสริมวิถีที่แตกต่างนี้ระหว่างกันได้อย่างสร้างสรรค์ เป็นการสร้างกระแสความแตกต่างเชิงบวกได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
เสือตัวที่ 6 |

ปลุกกระแส

เสือตัวที่ 6 สงครามการรุกไล่โต้กลับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาของกองทัพอิสลาเอล ด้วยความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อันเป็นแบบฉบับของอิสลาเอลที่ถือคติการต่อสู้กับศัตรูของประเทศว่าตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างไม่ลดราวาศอกแต่อย่างใด ตลอดหลายสิบวันที่ผ่านมาในพื้นที่การสู้รบอันเป็นพื้นที่ตอนบนของปาเลสไตน์ ซึ่งแน่นอนว่าพื้นที่การสู้รบแห่งนี้ก็หนีไม่พ้นพื้นที่คาบเกี่ยวกับรัฐปาเลสไตน์ซึ่งเป็นดินแดนของชาวมุสลิมที่มีเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้เป็นส่วนใหญ่ และแน่นอนว่าเมื่อพี่น้องร่วมความเชื่อทางศาสนาถูกศัตรูเข่นฆ่ารังแกและรุกรานอย่างไม่เป็นธรรม ก็ถือว่าเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกต้องร่วมกันต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สงครามในฉนวนกาซาที่เต็มไปด้วยชาวมุสลิม จึงง่ายต่อการปลุกกระแสชาติพันธุ์และกลุ่มความเชื่อทางศาสนาเดียวกันให้ลุกขึ้นและรวมพลังกันต่อสู้กับศัตรูของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย ปรากฏการณ์เมื่อกลางเดือน พ.ย.66 ที่มีการปลุกกระแสต่อต้านอิสราเอลในสหรัฐฯ จนลุกลามอย่างหนักมากขึ้นเป็นลำดับ จนเกิดกลุ่มคนหลายร้อยคนเดินขบวนบริเวณด้านนอกบ้านพักของผู้นำชาติมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในเดลาแวร์ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้ประณามการที่สหรัฐฯ สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซา ที่ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตไปแล้วกว่าหมื่นคนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และก่อนหน้านั้น ก็มีการชุมนุมของกลุ่มคนที่สนับสนุนปาเลสไตน์ โดยเกิดขึ้นใกล้ทำเนียบขาวหลายครั้ง ทั้งยังมีการชุมนุมต่อต้านอิสลาเอลและสหรัฐฯ ที่สร้างความวุ่นวายในสถานที่อื่นๆ ของสหรัฐฯ ในวงกว้าง อาทิเช่น สถานีรถไฟกลางของนิวยอร์กและสำนักงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ เป็นต้น ด้วยท่าทีของอิสลาเอลที่แสดงออกต่อกลุ่มประเทศอิสลามที่อยู่รายล้อมประเทศนั้น ล้วนมีสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีอิทธิพลทางการเมือง และการทหารต่ออิสลาเอลเป็นอย่างสูง ทิศทางและท่าทีของผู้นำ อิสลาเอลจะแข็งกร้าวหรือจะผ่อนปรนลงอย่างไร ล้วนขึ้นอยู่กับท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ อย่างชัดเจนยิ่ง นั่นคือเหตุผลสำคัญที่เกิดการปลุกกระแสต่อต้านอิสลาเอลโดยผ่านการปลุกกระแสกดดันผู้นำสหรัฐฯ ให้ส่งสัญญาณให้ผู้นำอิสลาเอลหยุดการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พี่น้องชาวมุสลิมโดยเร็วตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องกดดันกล่าวอ้าง ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ที่ประท้วงรัฐบาลประธานาธิบดีไบเดนในสหรัฐอเมริกาในช่วงนี้ เลือกจะอยู่ข้างปาเลสไตน์อย่างเต็มที่ ด้วยการอ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรมให้กับชาวปาเลสไตน์ที่ต้องสูญเสียชีวิต พลัดที่อยู่ เผชิญความอดอยาก และความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาตามหลักมนุษยธรรมได้ โดยเมื่อต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา เกิดการประท้วงอิสลาเอลและผู้นำสหรัฐฯ ในฐานะผู้สนับสนุนอิสลาเอล และสนับสนุนความอยู่รอดของชาวปาเลสไตน์ ที่คงเกิดขึ้นจำนวนมากในเมืองสำคัญๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา นอกจากการปลุกกระแสต่อต้านสหรัฐฯ ไม่ให้สนับสนุนอิสลาเอลจะกระทำในรูปแบบการประท้วงโดยทั่วไปแล้ว ยังมีการชุมนุมการประท้วงหลากหลายรูปแบบ ทั้งการชุมนุมปิดท่าเรือ เพื่อไม่ให้มีการขนส่งอาวุธไปให้อิสราเอล โดยเมื่อ 3 พ.ย.66 ได้เห็นภาพผ่านทางสื่อมวลชนต่างประเทศที่มีผู้สนับสนุนฝ่ายปาเลสไตน์กว่าร้อยคน เดินเท้าไปยังท่าเรือโอ็คแลนด์ (Port of Oakland) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อขัดขวางมิให้เรือ Cape Orlando ของสหรัฐอเมริกาที่ต้องสงสัยว่าอาจมีอาวุธ หรือเตรียมจะไปขนอาวุธ และยุทโธปกรณ์ที่ท่าเรือ Tacoma ในรัฐวอชิงตัน เพื่อไปให้การสนับสนุนอิสราเอลใช้ในการทำสงครามในฉนวนกาซา แม้ในท้ายที่สุดจะไม่สามารถขัดขวางได้ แต่ผู้ชุมนุมก็ไม่ย่อท้อประกาศว่าจะไปขัดขวางการขนส่งของเรือ Cape Orlando ที่ต้องแวะเทียบท่าที่ Tacoma ในรัฐวอชิงตัน ซึ่งเมื่อ 6 พ.ย.66 ก็มีการไปชุมนุมขัดขวางการออกเรือของ Cape Orlando โดยมี Arab Resource and Organizing Center เป็นกลุ่มผู้จัดการชุมนุมขัดขวาง นอกจากนั้นสหรัฐฯ ยังให้การสนับสนุนอิสลาเอลในรูปแบบของการสนับสนุนงบประมาณด้านการทหารของอิสราเอล ประมาณร้อยละ 16 ของงบด้านการทหารทั้งหมดของอิสราเอลซึ่งกำลังได้รับการต่อต้านขัดขวางอย่างหนักของฝ่ายสนับสนุนปาเลสไตน์ นอกจากนั้น ยังเกิดขบวนการต่อต้านธุรกิจร้านค้าต่างๆ ที่สนับสนุนอิสราเอลในอังกฤษซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอิสลาเอล โดยเมื่อต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา มีคนไปทำลายสินทรัพย์ของธุรกิจเหล่านั้นอย่างกว้างขวางในอังกฤษ อาทิ ร้านสตาร์บัคส์สาขาหนึ่งในในอังกฤษ ร้านแมคโดนัลด์ เนื่องจากกระแสความไม่พอใจในการทำสงครามกวาดล้างกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา โดยขบวนการ บีดีเอส มูฟเม้นท์ (BDS Movement) ซึ่งย่อมาจากคำว่า บอยคอต - ไม่ลงทุน - และคว่ำบาตร ธุรกิจร้านค้าใด ๆ ก็ตาม ที่ให้การสนับสนุนอิสราเอล ทั้งนี้ ขบวนการดังกล่าวก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2005 โดยรามี ชาอัธ และ โอมาร์ บากูธี ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวชาวปาเลสไตน์ มีความสัมพันธ์กับองค์กร และเครือข่ายที่เคลื่อนไหว เพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ ที่กระจายอยู่ทั่วโลก และแม้แต่ในตุรกี กลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ได้รวมตัวประท้วงกันที่ฐานทัพอากาศอินเซอร์ลิก (Incirlik) ในเมืองอาดานา (Adana) ทางภาคใต้ของตุรกี เพื่อประท้วงการโจมตีของอิสราเอลเข้าใส่กาซาและประท้วงสหรัฐฯ ที่สนับสนุนอิสราเอลโดยฐานทัพอากาศดังกล่าวถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงานของทหารอเมริกัน    ในขณะที่สงครามก็ยังคงดำเนินต่อไป การเคลื่อนกำลังรบของกองทัพอิสลาเอลได้รุกไล่ไปถึงแนวชายฝั่งของฉนวนกาซา ทำให้พื้นที่ดังกล่าวถูกแยกออกเป็นกาซาเหนือและกาซาใต้ โดยฉนวนกาซาตอนเหนือนั้นเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มติดอาวุธฮามาส มีเมืองกาซาซิตีเป็นเมืองหลัก ซึ่งสื่อมวลชนอิสราเอลคาดว่า ภายในอีก 48 ชั่วโมงข้างหน้า กองทัพจะเคลื่อนกำลังบุกเข้าสู่เมืองกาซาซิตี ซึ่งอิสราเอลกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มฮามาสด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวตามรูปแบบของอิสลาเอล ตามที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศชัดว่า เขาจะเพิ่มความเข้มข้นของการโจมตีมากขึ้น สถานการณ์ระหว่างคู่ขัดแย้งในตะวันออกกลางในขณะนี้ จึงมีความเข้มข้น และสามารถปลุกกระแสความรู้สึกเกลียดชังคนเห็นต่างจากทั่วทุกมุมโลกได้ไม่ยาก กรณีตัวอย่างของไทยเองที่เกิดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ End Genocide Free Palestine ที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เพื่อเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ โดยมีแถลงการณ์แสดงถึงจุดยืนเคียงข้างชาวปาเลสไตน์ในฐานะชาวมุสลิม ณ มัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานี พร้อมกับการปลุกกระแสพี่น้องชาวมุสลิมทั่วโลกให้รวมพลังกันเพื่อต่อสู้กับศัตรูของพวกเขาอย่างสาสม เป็นการปลุกกระแสต่อต้านผู้เห็นต่างทางความเชื่อทางศาสนาและวิถีมุสลิมในพื้นที่อื่นๆ ของโลกอย่างเข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับ  
เสือตัวที่ 6 |

ร่วมกระแส

เสือตัวที่ 6 สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ชมรมตาดีกาจังหวัดปัตตานี และสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (Civil Society Assembly For Peace – CAP) จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ End Genocide Free Palestine ที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เพื่อเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ โดยร่วมกันทำละหมาดฮายัด ดุอาร์และได้มีแถลงการณ์แสดงถึงจุดยืนเคียงข้างชาวปาเลสไตน์ ในฐานะชาวมุสลิมและเพื่อนมนุษยธรรมด้วยกัน โดยนายชาริฟสาอิ ตัวแทน CAP ณ มัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานีแถลงการณ์ ชาวมลายูมุสลิมปาตานี / จังหวัดชายแดนใต้ แถลงการณ์ประณามรัฐอิสราเอลที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ในฉนวนกาซา ปาเลสไตน์ ส่งผลให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์ เด็กทารก และบุคลากรทางการแพทย์ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิตล้มตายจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ในชนวนกาซานั้นทางกลุ่มจึงขอเรียกร้อง 3ประการดังต่อไปนี้ 1.ขอเรียกร้องให้อิสราเอล ยุติการปฏิบัติการเลวร้ายทันทีต่อประชาชนปาเลสไตน์ 2.ขอให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการกดดันทางการทูตต่ออิสราเอลเพื่อให้ยุติปฏิบัติการทางทหารอย่างเร่งด่วนที่สุด และให้คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมภายใต้กรอบกฎหมาย ระหว่างประเทศว่าด้วยการทำสงคราม 3.ขอวิงวอนต่อพี่น้องประชาชาติมุสลิมทั่วทุกมุมโลก โปรดอย่านิ่งเฉย และให้ช่วยกันสนับสนุน ช่วยกันดุอาร์ให้แก่พี่น้องของชาวปาเลสไตน์ ท่ามกลางกระแสต่อต้านอิสราเอลอย่างกว้างขวางผ่านการชุมนุมประท้วงจากภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก เพื่อแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติการทางการทหารต่อเด็กและประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่กำลังมีความรุนแรงขั้นวิกฤตในฉนวนกาซ่าปาเลสไตน์ โดยที่ผ่านมา หลังจากอิสราเอลได้ประกาศภาวะสงครามกับกลุ่มฮามาสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดกระแสการชุมนุมประท้วงอิสราเอลและสนับสนุนปาเลสไตน์ในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคแอฟริกาเหนือ รวมทั้งอียิปต์ และลุกลามไปทั่วโลกโดยบางส่วนได้ใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นมูลสำคัญเพื่อเรียกร้องอิสรภาพของปาเลสไตน์และต่อต้านนโยบายการพัฒนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลไปสู่ภาวะปกติ (Normalization) ซึ่งเป็นทิศทางนโยบายที่หลายประเทศในภูมิภาคนี้นำมาใช้ในช่วงที่ผ่านมาพร้อมกับการปลุกระดมพี่น้องชาวมุสลิมทั่วโลกให้รวมพลังกันเพื่อต่อสู้กับศัตรูของพวกเขาอย่างกว้างขวางและรุนแรง ขยายตัวออกไปเป็นการปลุกเร้าให้เกิดกระแสต่อต้านผู้เห็นต่างทางความเชื่อทางศาสนาและวิถีมุสลิมในพื้นที่อื่นๆ ของโลกอย่างเข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับ ชาวมุสลิมจำนวนหลายหมื่นรายกระจายตัวชุมนุมกันตามเมืองหลวงของจอร์แดน เยเมน เลบานอน อิรัก อิหร่าน ไปจนถึงปากีสถาน หลังเสร็จกิจละหมาดวันศุกร์ เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการโจมตีกาซ่าของอิสราเอล ที่เกิดขึ้นหลังปฏิบัติการจู่โจมโดยกลุ่มติดอาวุธฮามาส ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธฮามาส ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยังคงมีการระดมโจมตีทางอากาศของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 10,000 รายนอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา รายงานว่า กองทัพอิสราเอลยังระดมโจมตีทางอากาศ ใส่ขบวนรถพยาบาลของปาเลสไตน์ด้วยโดยขบวนรถพยาบาลดังกล่าว มุ่งหน้าออกจากโรงพยาบาลอัล-ชิฟา (Al-Shifa) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกาซา ไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของดินแดนที่ถูกปิดล้อมเพื่ออพยพผู้บาดเจ็บ จากเหตุการณ์นี้ ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิต 13 คน และบาดเจ็บอีก 50 คน ขณะที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) แย้งว่า กองทัพได้โจมตีขบวนรถพยาบาลที่ถูกใช้ปฏิบัติภารกิจโดยกลุ่มติดอาวุธฮามาสนอกจากนั้น อิสราเอลยังเชื่อว่า กลุ่มฮามาสได้ตั้งศูนย์บัญชาการและศูนย์ควบคุมกองกำลัง ภายใต้โรงพยาบาลอัล-ชิฟา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ดังนั้นอิสราเอลจึงเห็นว่า เป้าหมายดังกล่าว ถือเป็นเป้าหมายการโจมตีที่ชอบธรรมแล้ว ความแข็งกร้าวตามแบบของคนอิสลาเอลที่คิดเสมอว่าต้องปฏิบัติต่อศัตรูฝ่ายตรงข้ามกับชาวอิสลามเอลก็คือ ตามต่อตา ฟันต่อฟัน มาโดยตลอด แม้จะมีกระแสเรียกร้องใดๆ ให้อิสลาเอลหยุดยิงชั่วคราว พร้อมการชุมนุมเรียกร้องจากชาวมุสลิมทั่วโลกสักเพียงใด นายกรัฐมนตรี เบนจามินเนทันยาฮู ของอิสราเอล ก็คงแข็งกร้าว ดุดันตามแบบ โดยแถลงว่า รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธที่จะทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวใด ๆ กับกลุ่มฮามาส จนกว่าตัวประกันกว่า 240 คนที่ถูกกลุ่มฮามาสจับไว้ในฉนวนกาซาจะได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด และยังย้ำว่า การหยุดยิงจะเท่ากับเป็นการยอมแพ้ให้ฮามาสพร้อมประกาศว่านี่คือเวลาของสงครามปฏิบัติการภาคพื้นดินของอิสราเอลในฉนวนกาซา เป็นสิ่งที่นายกฯ อิสราเอลเรียกว่า ปฏิบัติการขั้นที่ 2 ของสงครามเพื่อขจัดกลุ่มฮามาส โดยเป็นการโจมตีทางอากาศต่อเนื่อง พร้อมขยายพื้นที่ปฏิบัติการภาคพื้นดินนับตั้งแต่กลุ่ม   ฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่า มีชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ขณะที่การระดมโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซา ได้สร้างความเสียหายทั่วพื้นที่ในวงกว้างมากที่สุดเท่าที่เคยปะทะกันมาในอดีตการปะทะกันระหว่างกองกำลังอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ทำให้สหประชาชาติ หรือ UN ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า ตอนนี้ไม่มีที่ไหนในกาซาที่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว การทำสงครามทำลายล้างที่หมิ่นเหม่กับกฎหมายการทำสงครามของโลกที่ห้ามหรือให้เว้นการโจมตีสถานที่ที่ให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยหรือบาดเจ็บใดๆ อย่างสิ้นเชิง หากแต่กองทัพอิสราเอลก็มุ่งมั่นในการโจมตีเป้าหมายที่เชื่อว่าเป็นแหล่งบัญชาการและกบดานของกองกำลังฮามาสอย่างไม่ลังเลใจ โดยโฆษกกองทัพอิสราเอล เปิดเผยข้อมูลข่าวกรอง ที่อ้างว่า กลุ่มติดอาวุธอามาสใช้โรงพยาบาล เพื่อซ่อนเครือข่ายก่อการร้าย รวมทั้งใช้เป็นศูนย์บัญชาการ และแหล่งกบดานของผู้บัญชาการฮามาส รวมถึงโรงพยาบาลชีฟา โรงพยาบาลใหญ่สุดในกาซาซิตี และกล่าวหาว่า ฮามาสกำลังทำสงครามจากโรงพยาบาล โดยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ในทางตรงข้าม ฝ่ายปาเลสไตน์และชาวมุสลิมกลับเห็นว่าเป็นการกระทำของอาชญากรรมสงครามซึ่งควรได้รับการลงโทษอย่างสาสม สงครามที่เริ่มต้นจากกลุ่มฮามาสเองที่โจมตีอิสลาเอลอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้อิสลาเอลตัดสินใจทำการเอาคืนกับกลุ่มฮามาสอย่างรุนแรง  แม้จะมีพี่น้องชาวมุสลิมที่รายล้อมรอบประเทศอิสลาเอล ออกมาประกาศกร้าวให้อิสลาเอลหยุดยิงโดยเร็ว หากยังเข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์อย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้แล้ว เขาเหล่านั้นพร้อมสู้รบกับอิสลามเอลอย่างรุนแรงเช่นกัน ทั้งยังเป็นโอกาสสร้างกระแสการต่อสู้ทุกรูปแบบอย่างรุนแรงกับศัตรูของชาวมุสลิมทั่วทุกมุมโลก และกลุ่มเห็นต่างในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็พร้อมร่วมกระแสอันแรงกล้านี้ด้วยเช่นกัน
เสือตัวที่ 6 |

รุกทางการเมือง

เสือตัวที่ 6 เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปย่อมเป็นปัจจัยให้ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวการหลัก ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การต่อสู้ใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปนั้นเพื่อให้เป้าหมายทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ของพวกเขาอันยาวนานนั้นบรรลุผลสุดท้ายในที่สุด ซึ่งนั่นก็คือความเป็นอิสระในการปกครองกันเองของกลุ่มคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างสมบูรณ์ ด้วยกระบวนการกลืนกินทีละขั้นทีละตอนอย่างเป็นระบบเพื่อให้สู้ความเป็นอิสรภาพในการปกครองกันเองของพวกเขาให้จงได้ และถึงห้วงเวลานี้ ก็เห็นได้ชัดว่า กลุ่มคนที่มีแนวโน้มสูงว่าน่าจะเป็นแนวร่วมขบวนการแห่งนี้ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ หากแต่ว่าการกระทำเหล่านั้นล้วนสอดประสานกันอย่างกลมกลืน คืบคลาน เอื้อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการต่อสู้ต่อกลุ่มขบวนการ BRN ที่พุ่งเป้าไปสู่อิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด อันเป็นการรุกทางการเมืองอย่างน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง ห้วงเวลานี้ เป็นจังหวะเวลาอันเหมาะสมที่ขบวนการ BRN เปิดเกมรุกทางการเมืองอย่างรุนแรงต่อรัฐโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงของรัฐที่ยังติดยึดกระบวนการต่อสู้ตามระบบราชการและติดกับดักของนักวิชาการของหน่วยงานของรัฐอย่างเหนียวแน่น นโยบายและแนวคิดการแก้ปัญหาปลายด้ามขวานแห่งนี้ จึงเป็นนโยบายที่ไม่สามารถผลิตชุดความคิดใหม่ๆ ออกมาต่อสู้กับชุดความคิดและกระบวนการต่อสู้ของกลุ่มนักคิดและคนระดับนำของขบวนการ ตลอดจนแนวร่วมของขบวนการทั้งหลายได้อย่างทันท่วงทีและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร อาทิเช่น (ร่าง) นโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2564-2566 ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ จนถึงวันนี้ปลายปี 2566 ก็ยังคงเป็นเพียงร่างนโยบาย ซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา หรือ การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า  การที่ความสัมพันธ์ในลักษณะต่างคนต่างอยู่ ขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และมีความหวาดระแวงระหว่างกันนั้น มีสาเหตุมาจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีการอพยพย้ายถิ่นออกไปนอกพื้นที่มากขึ้น   ทำให้สัดส่วนของประชากรในพื้นที่มีแนวโน้มไปสู่สังคมเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ปัญหาที่คับแคบเกินไป เพราะการเป็นสังคมเชิงเดี่ยวนั้น เกิดจากการปลุกระดมปลุกปั่น หล่อหลอมกล่อมเกลาคนในพื้นที่ให้มีความเห็นต่าง จนถึงขั้นแปลกแยกแตกต่าง และเกลียดชังคนต่างความคิดในที่สุด หรือการอ้างถึงเงื่อนไขทางวัฒนธรรมที่ การบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2564-2566 ของ สมช. เห็นว่า กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ใช้ความรุนแรง ต่อสู้ด้วยอาวุธกับคนเห็นต่างนั้น มีสาเหตุมาจากการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ จนกลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการก่อเหตุ ทั้งที่จริงแล้ว ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่รัฐเกือบทั้งหมดทุกภาคส่วนในพื้นที่ ล้วนเป็นพี่น้องมุสลิมที่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี หากแต่กลุ่มขบวนการ BRN ยังคงใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กับรัฐ ก็จะเป็นเงื่อนไขอื่น เช่น การสร้างแนวคิดผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล ที่กล่าวอ้างว่าบรรพบุรุษของพวกเขาในที่พื้นที่ถูกกระทำจากคนต่างความเชื่ออย่างทารุณและไม่เป็นธรรม ประกอบกับการกล่าวอ้างถึงชาติพันธุ์อันยิ่งใหญ่ แต่ถูกคนต่างความเชื่อกดทับและยึดครองอิสรภาพของพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งคนในปัจจุบัน จะต้องต่อสู้ทุกวิถีทาง และถือเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือการมีนโยบายมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป กฎหมายพิเศษในพื้นที่ และหลักสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่ไปกับการหนุนเสริมให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมนั้นก็มีความเลื่อนลอย หาความเป็นรูปธรรมในการนำไปใช้ที่เป็นจริงได้ เมื่อการวิเคราะห์เงื่อนไขอันเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งไม่ครอบคลุมทุกมิติในวงกว้าง จึงทำให้การวางนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2564-2566 ไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร การกำหนดทิศทางการดำเนินงานจึงเป็นลักษณะของการเขียนงานทางวิชาการของหน่วยราชการโดยทั่วไป ซึ่งไม่มีผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติได้จริง ด้วยขาดชีวิตชีวาในการดำเนินงานอย่างลุ่มลึก ในขณะที่ฝ่ายขบวนการ BRN กลับมีนักคิดที่ไม่ต้องยึดติดกับระบบคิดอย่างราชการ อิสระทางความคิดและอยู่กับความเป็นจริง จึงสามารถผลิตชุดความคิด และกระบวนการต่อสู้ได้เหนือกว่ารัฐหลายขุม การรุกทางการเมืองของขบวนการและแนวร่วมทั้งหลายจึงกำลังก้าวนำนักคิดและคนระดับนำของรัฐจึงเกิดขึ้นถี่ยิบมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ปรากฏการณ์ในรัฐสภาของรัฐ จึงได้แลเห็นการรุมวิจารณ์ร่างนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2564-2566 ของ สมช. โดยผู้ทรงเกียรติในรัฐสภาอย่างกว้างขวางและรุนแรงว่าเป็นงานเขียนที่ไม่รู้ปัญหาที่แท้จริง มองสถานการณ์อย่างคับแคบ เหมือนว่าจะดีแต่ล้มเหลวในทางปฏิบัติ มีการเสนอให้ ศอ.บต. ต้องเป็นอิสระ ไม่ใช่อยู่ภายใต้ กอ.รมน. เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการแก้ปัญหา หรือให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 14/2559 ที่มีการยกเลิกคณะกรรมการที่ปรึกษาจากการแต่งตั้ง แล้วให้มีสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นตัวแทนจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่เมื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทั้งหลายมานี้ จะเห็นได้ว่า กลุ่มคนที่เป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน กำลังขับเคลื่อนการต่อสู้โดยการรุกทางการเมืองอย่างเข้มข้น
สยามรัฐออนไลน์ |