พร้อมก่อเหตุ

เสือตัวที่ 6 ความเข้มข้นในการต่อสู้กับรัฐของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานนั้น ไม่เคยลดละความพยายามในการต่อสู้กับรัฐอย่างเข้มข้น ทั้งยังดำรงความมุ่งหมายในการขับเคลื่อนกาต่อสู้ให้บรรลุเป้าหมายปลายทางสุดท้ายของพวกเขา ซึ่งนั่นก็คืออิสระในการปกครองกันเองของกลุ่มคนในพื้นที่ที่ได้สะสมบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกสุดโต่งให้เกิดขึ้นกับผู้คนทุกเพศทุกวัยในวงกว้าง อันเป็นการสั่งสมกำลังความคิดและกำลังการต่อสู้ด้วยอาวุธให้คงศักยภาพและพร้อมที่จะเอาชนะรัฐไทยได้เมื่อโอกาสอำนวยในชัยชนะของพวกเขาที่ต้องการ ทำให้เห็นปรากฏการณ์ได้ว่าแม้ในขณะที่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวแสดงหลักจะปรับกลยุทธ์เป็นการต่อสู้ทางความคิดอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองโดยให้น้ำหนักการต่อสู้ทางการเมืองมากขึ้นอย่างสำคัญก็ตาม หากแต่ก็ยังไม่วางมือในการต่อสู้ด้วยอาวุธแต่อย่างใด และเมื่อใดที่มีโอกาสแสดงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธแล้วพวกเขาก็พร้อมจะก่อเหตุร้ายในทุกพื้นที่และทุกห้วงเวลาเพื่อให้รัฐและชาวโลกเห็นว่าพวกเขายังคงมีตัวตนและยังคงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมจะก่อเหตุร้ายใดๆ ด้วยอาวุธตามที่ต้องการ ปรากฏการณ์การก่อเหตุร้ายโจมตีพื้นที่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ติดอาวุธของรัฐเมื่อ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา ย่อมไม่ใช่เรื่องของโจรธรรมดาที่ต้องการปล้นร้านทองในพื้นที่ด้วยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ และปฏิบัติการตามแผนได้อย่างมืออาชีพ โดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธได้ปฏิบัติการอย่างประสานสอดรับกันอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการลอบวางระเบิดป่วนเมืองหลายจุดพร้อมบุกยิงถล่มจุดตรวจของรัฐอย่างท้าทาย โดยปฏิบัติการก่อเหตุร้ายจุดแรกเกิดขึ้นบริเวณหน้าห้างทองแสงเจริญ ถนนสายตากใบ-บ้านตาบา อ.ตากใบ คนร้ายลอบนำระเบิดแสวงเครื่องประกอบไว้ในถังดับเพลิงจนเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง จุดที่สองห่างไปประมาณ 50 เมตร กลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการปฏิบัติการปิดล้อมจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ติดอาวุธของรัฐอย่างอหังการ มีการใช้อาวุธสงครามนานาชนิดยิงถล่มและปาระเบิดใส่จุดตรวจตาบา ทั้งที่มีตำรวจประจำจุดตรวจถึง 7 นาย นอกจากนั้น กลุ่มคนร้ายอีกกลุ่มหนึ่งยังปฏิบัติการวางระเบิดเสาไฟฟ้าริมถนนอีกหลายจุดกระจายไปในวงกว้าง เพื่อสร้างความสับสนในสถานการณ์ และสกัดกั้นการเข้ามาเพิ่มกำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ก่อเหตุ รวมทั้งสกัดกั้นการไล่ติดตามของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธหลักหลังก่อเหตุให้หลบหนีไปได้อย่างลอยนวล แม้เหตุการณ์นี้จะมีเจ้าหน้าที่รัฐได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ไม่มีผู้เสียชีวิต หากแต่เป็นการบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ ยังคงมีกองกำลังติดอาวุธที่ทรงศักยภาพในการต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธของรัฐ และพร้อมที่จะก่อเหตุได้ทันที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวยหรือพร้อมที่จะก่อเหตุร้ายใดๆ ได้ตามที่แกนนำของขบวนการสั่งการ ทำให้น่าเป็นโจทย์สำคัญของรัฐว่า เหตุใดกลุ่มขบวนการร้ายแห่งนี้ จึงสามารถต่อต้านข่าวกรองของรัฐที่มีอยู่มากมายทั่วทุกพื้นที่ได้ พวกเขาสามารถปิดลับแผนการร้ายในครั้งนี้หรือครั้งใดๆ ที่ผ่านมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหตุใดการข่าวของรัฐไม่อาจเจาะทะลุกระบวนการปิดลับแผนปฏิบัติการร้ายของพวกเขาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้กระทั่งการซักซ้อมการปฏิบัติการตามแผนที่ต้องใช้คนจำนวนมากที่ต้องเข้าปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างประสานสอดรับกัน เหตุใดการข่าวของรัฐไม่อาจล่วงรู้ความเคลื่อนไหวการซักซ้อมปฏิบัติตามแผนร้ายของคนกลุ่มนี้ได้แม้แต่น้อย และเมื่อปฏิบัติการโจมตีเสร็จ เหตุใดกองกำลังติดอาวุธสามารถถอนกำลัง เล็ดลอดหลบหนีภายใต้การสนับสนุนของแนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ได้อย่างแนบเนียนจนเจ้าหน้าที่รัฐไม่อาจสกัดกั้นการหลบหนีและไม่สามารถจับกุมคนกลุ่มนี้ได้ในทันที ปรากฏการณ์การก่อเหตุร้ายครั้งล่าสุดนี้ ก็เหมือนกับการก่อเหตุร้ายในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาที่ปฏิบัติการก่อเหตุร้ายเริ่มต้นจากการวางแผน ปฏิบัติการ และจบลงที่กำลังลังติดอาวุธถอนตัวหลบหนีไปได้อย่างมืออาชีพ บ่งบอกให้เห็นว่าขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ยังคงความพยามและดำรงความตั้งใจในการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอย่างเข้มข้นคงเส้นคงวา ที่สำคัญการต่อสู้ทางการเมืองทุกระดับ การต่อสู้ทางความคิดในทุกเวที ก็ยังคู่ขนานกับการต่อสู้ด้วยอาวุธในทุกโอกาสที่เอื้ออำนวยและทุกโอกาสที่ต้องการ ทำให้เห็นว่าการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐของขบวนการร้ายแห่งนี้ไม่อาจต่อสู้ทางการเมืองได้อย่างลำพัง พวกเขายังคงต้องใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับรัฐอย่างเข้มข้น  ดังนั้นการคงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธจึงยังคงต้องดำเนินการส่งเสริมพัฒนาให้มีศักยภาพสูงขึ้น เพราะเมื่อใดที่จังหวะเวลาในการต่อสู้เหมาะสม แกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองของรัฐที่มี กลุ่ม BRN เป็นตัวแสดงหลัก ก็จะสั่งการให้ก่อเหตุรุนแรงด้วยกองกำลังติดอาวุธอย่างที่เห็น แกนนำ BRN สั่งการให้ปฏิบัติการด้วยอาวุธที่ผ่านมาล่าสุดนี้ ก็ด้วยต้องการเตือนความจำ ครบรอบ 19 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุม หน้าสถานีตำรวจ อ.ตากใบ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ต.ค.47 ซึ่งเหตุการณ์สลายการชุมนุมจนทำให้มีพี่น้องมุสลิมบาดเจ็บล้มตายจำวนมากครั้งนั้น ยังคงเป็นเงื่อนไขที่ทรงประสิทธิภาพในการบ่มเพาะความแปลกแยกแตกต่างทางความคิดให้กับคนในพื้นที่จนขยายไปเป็นความเกลียดชังและเครียดแค้นคนต่างความเชื่ออย่างได้ผลจนทุกวันนี้ ซึ่งนั่นทำให้ขบวนการร้ายแห่งนี้ ต้องเสริมสร้างศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธให้พร้อมก่อเหตุได้ทุกโอกาสที่ต้องการ
เสือตัวที่ 6 |

เตรียมรับความท้าทาย

เสือตัวที่ 6 กระแสของการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ทำให้มีการแสวงหาเครื่องมือของรัฐในการกำกับสถานการณ์การแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังคงมีอยู่ให้อยู่ในระดับที่ไม่กระทบต่อเอกภาพและความมั่นคงของชาติ และเครื่องมือของรัฐที่จะนำมาทดแทน พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ดีที่สุดก็คือ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 โดยมาตรา 21 ระบุว่าภายในเขตพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ กอ.รมน. ดำเนินการตามมาตรา 15 หากปรากฏว่าผู้ใดต้องหาว่าได้กระทำความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แต่กลับใจเข้ามอบตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่าผู้นั้นได้กระทำไปเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการเปิดโอกาสให้ผู้นั้นกลับตัวจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในการนี้ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนของผู้ต้องหานั้นพร้อมทั้งความเห็นของพนักงานสอบสวนไปให้ผู้อำนวยการ (ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรี) ในกรณีที่ผู้อำนวยการเห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวนให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นของผู้อำนวยการให้พนักงานอัยการเพื่อยื่น   คำร้องต่อศาล หากเห็นสมควรศาลอาจสั่งให้ส่งผู้ต้องหานั้นให้ผู้อำนวยการเพื่อเข้ารับการอบรม ณ สถานที่ที่กำหนดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือนและปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นที่ศาลกำหนดด้วยก็ได้ การดำเนินการตามวรรคส่วนมาตรา 15 ที่อ้างถึงไว้ในมาตรา 21 นั้น กำหนดว่าในกรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรแต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มที่จะมีอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน ให้ศาลสั่งได้ต่อเมื่อผู้ต้องหานั้นยินยอมเข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวเมื่อผู้ต้องหาได้เข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดดังกล่าวแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องผู้ต้องหานั้นเป็นอันระงับไปทั้งอยู่ในอำนาจหน้าที่หรือความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานของรัฐหลายหน่วย คณะรัฐมนตรีจะมีมติมอบหมายให้ กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนั้นภายในพื้นที่และระยะเวลาที่กำหนดได้ ทั้งนี้ให้ประกาศให้ทราบโดยทั่วไป ท่ามกลางกระแสการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ แล้วหันมาใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ แทนนั้น ก็เกิดสงครามความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสของปาเลสไตน์ในพื้นที่ตะวันออกกลางอันเริ่มมาจากกลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลอย่างไม่ทันตั้งตัว แล้วการตอบโต้ของอิสราเอลก็เริ่มขึ้นนายกรัฐมนตรี เบนจามินเนทันยาฮู ของอิสราเอลประกาศสงครามกับกลุ่มฮามาสด้วยปฏิบัติการตามยุทธการดาบเหล็ก (Swords of Iron) ของกองทัพอิสราเอลในครั้งนี้ ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้สูงกว่าปฏิบัติการปราบปรามกลุ่ม ฮามาสครั้งใดๆ เท่าที่เคยมีมาการโจมตีด้วยขีปนาวุธและกำลังทางอากาศของกองทัพอิสราเอลจึงเริ่มขึ้นอย่างหนักหน่วงจนกระทั่งกองทัพอิสราเอลได้เริ่มเปิดฉากยุทธการภาคพื้นดินโดยเคลื่อนกำลังพลทางบกเข้าไปในเขตฉนวนกาซาแล้ว หลังผู้นำอิสราเอลประกาศกล่าวว่าการต่อสู้กับกลุ่มฮามาสเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และขบวนการฮามาสจะต้องถูกขจัดให้สิ้นซากจนหมดสิ้นไปจากโลกนี้นับเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุด ในรอบหลายปีต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์กว่า 50 ปีก่อนที่ทหารอียิปต์และซีเรียโจมตีอิสราเอลในช่วงเดียวกันนี้ จนนำไปสู่สงครามยมคิปปูร์ เมื่อปี 1973 และถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลในใจให้แก่ชาวอิสราเอลมากที่สุด  และเมื่อมาถึงสงครามครั้งล่าสุดใน ต.ค.66 นี้ ก็มีปรากฏการณ์ลุกลามไปสู่กระแสการรวมพลังของชาวมุสลิมจำนวนหลายหมื่นรายกระจายตัวชุมนุมกันตามเมืองหลวงของจอร์แดน เยเมน เลบานอน อิรัก อิหร่าน ไปจนถึงปากีสถาน เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการโจมตีกาซ่าของอิสราเอลครั้งนี้ แม้กระทั่งในยุโรปที่มีการปลุกกระแสชาวมุสลิมชุมนุมประท้วงต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนพี่น้อง    ชาวมุสลิมอย่างปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์และอิสราเอลออกมาประท้วงในหลายประเทศโดยจุดที่หนักที่สุดคือในประเทศฝรั่งเศสแม้รัฐมนตรีมหาดไทยของฝรั่งเศส ออกคำสั่งห้ามกลุ่มดังกล่าวออกมาชุมนุมทั่วประเทศ เนื่องจากกังวลว่าการประท้วงของคนกลุ่มนี้อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายต่อความสงบเรียบร้อยในสังคมก็ตาม สงครามความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์โดยมีกลุ่มฮามาสเป็นตัวแสดงหลัก เป็นความขัดแย้งฝังรากลึกมาอย่างยาวนานจวบจนกระทั่งประทุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเสาร์ที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา จนลุกลามเป็นความขัดแย้งที่ขยายไปในวงกว้างท่ามกลางความแข็งกร้าวของผู้นำอิสราเอลถึงขึ้นประกาศว่าจะลบปาเลสไตน์ออกไปจากแผนที่โลก และการเข้ามาสนับสนุนอิสราเอลของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป ในขณะเดียวกันได้สร้างกระแสความเป็นหนึ่งเดียวของชาวมุสลิมทั่วโลกที่มีแนวคิดสุดโต่งว่าคนมุสลิมเป็นพี่น้องกันและหากถูกกระทำจากผู้รุกราน พวกเขาพร้อมจะออกมาร่วมกันปกป้องและต่อสู้กับศัตรูอย่างเข้มข้น ซึ่งกระแสนี้ก็เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐไทยจะต้องพร้อมรับมือความท้าทายจากกระแสที่จะส่งผลถึงพี่น้องในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างชัดเจนและรัฐจะต้องตระหนักว่า ความท้าทายนี้ใหญ่หลวงนัก อันจะทำให้ พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ อาจไม่สามารถเอาชนะความท้าทายนี้ได้
เสือตัวที่ 6 |

ต่อสู้ทางความคิด

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ของรัฐกับขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ มีพัฒนาการไปอย่างต่อเนื่องตามลำดับ มีการชิงไหวชิงพริบกันไปมาอย่างเข้มข้น อาทิ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีมาแล้วนานกว่า 18 ปี จนกระทั่งล่าสุด รัฐบาลต่ออายุขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนใต้อีกครั้งต่อไปอีก 3 เดือน หากแต่ทว่าก็มีการประกาศยกเลิกการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในพื้นที่ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นอีกพัฒนาการหนึ่งในการขับเคลื่อนการต่อสู้ของรัฐกับขบวนการแบ่งแยกการปกครองที่มีกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Patani Malayu National Revolutionary Front : BRN) เป็นตัวการหลักในการต่อสู้กับรัฐในขณะนี้ ที่รัฐพยายามทุกวิถีทางในการขับเคลื่อนการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้มากว่า 20 ปี จนกระทั่งรัฐสามารถบีบบังคับให้ขบวนการ BRN จำต้องกลับมาสู่การต่อสู้ทางความคิดที่เข้มข้นมากกว่าการใช้ความรุนแรงเฉกเช่นที่ผ่านมาได้อย่างเป็นรูปธรรม หากแต่การต่อสู้ของขบวนการ BRN ยังไม่ยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง คนกลุ่มนี้ยังคงขับเคลื่อนการต่อสู้ทางการเมือง ผ่านการส่งผ่านแนวคิดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐอยู่ต่อไปอย่างเข้มข้นเช่นกัน เป็นปรากฏการณ์ในขณะนี้ที่กำลังมุ่งเน้นการต่อสู้ทางความคิดกับรัฐ หล่อหลอมกล่อมเกลา บ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐอย่างเข้มข้นเป็นระบบ จนกระทั่งเกิดความเกลียดชังรัฐและคนกลุ่มอื่นในพื้นที่ของรัฐอย่างสุดโต่งและพร้อมที่จะร่วมมือกับขบวนการ BRN เข้าต่อสู้กับรัฐในทุกวิถีทาง ทุกเวทีการต่อสู้ที่มีโอกาส การขยายแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐจึงเป็นพัฒนาการหนึ่งของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในห้วงเวลานี้ที่ฝ่ายความมั่นคงอาจมองไม่ทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่รัฐเองก็พัฒนาการการต่อสู้กับรัฐอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจากการดำเนินการต่อสู้ของรัฐต่อกลุ่ม BRN อย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปีเช่นกัน ทำให้สถานการณ์การต่อสู้ในพื้นที่แห่งนี้ถูกตรึงไว้ในจุดที่รัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ โดยเฉพาะการนำความสงบมาสู่พื้นที่ได้เกือบทั้งหมด และการแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐของขบวนการนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งสามารถบีบบังคับให้ขบวนการ BRN ต้องต่อสู้ทางความคิดกับรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทว่าการต่อสู้ทางความคิดของขบวนการแห่งนี้นั้น มีการพัฒนาการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องจริงจังมากกว่าฝ่ายความมั่นคงของรัฐอย่างเห็นได้ชัด อาทิ กล่าวอ้างจากแกนนำและแนวร่วมขบวนการ BRN ที่แทรกปนอยู่ในภาคส่วนต่างๆ ในสังคมตั้งแต่ระดับพื้นที่ ภูมิภาค จนถึงระดับชาติ ที่มีการส่งสารว่าแม้มีการปลดพื้นที่ที่ประกาศใช้การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว แต่รัฐก็ยังมีกฎหมายตัวอื่นมาบังคับใช้แทน ในขณะที่รัฐก็ต่อสู้กับชุดความคิดนี้ว่า รัฐจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่พิเศษแห่งนี้อยู่ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะพื้นที่แห่งนี้ยังมีกลุ่มขบวนการขบวนการแบ่งแยกดินแดนเคลื่อนไหวอย่างลับๆ อย่างต่อเนื่อง แม้จะลดการใช้อาวุธไปเป็นการต่อสู้ทางความคิด แต่ก็เป็นกลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐที่แหลมคมยิ่ง นอกจากนั้นการต่อสู้ทางความคิดของขบวนการหรือแนวร่วม ที่นำเสนอแนวคิดให้ยุบเลิกหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบภารกิจดับไฟใต้โดยเฉพาะ กอ.รมน. และ ศอ.บต. โดยอ้างว่ารัฐได้มีการประกาศต่อเนื่องมานานเกือบ 2 ทศวรรษ แต่ก็ยังแก้ปัญหาความมั่นคงและความเห็นต่างในพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ฝ่ายแนวร่วมขบวนการแห่งนี้ จึงนำเสนอแนวคิดยุบเลิกหน่วยงานความมั่นคงทั้งสองลง หากแต่ฝ่ายรัฐก็ต่อสู้ทางความคิดนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งเห็นต่างจนถึงขั้นการใช้อาวุธเข้าต่อสู้กับรัฐจนลดลงอย่างเห็นชัดนั้น ล้วนมีพัฒนาการของการแก้ปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนโดยหน่วยงานความมั่นคงทั้งสองดังกล่าว ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการต่อสู้กับกลุ่มขบวนการ BRN จนบีบบังคับให้ BRN จำต้องปรับกลยุทธ์การต่อสู้ด้วยอาวุธและความรุนแรงกับรัฐ แล้วมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้ทางการเมือง การปลุกระดมมวลชนด้วยการบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างจริงจังเข้มข้นจนทำให้ขบวนการ BRN และแนวร่วม จำต้องลดการใช้อาวุธและเดินตามแนวทางการต่อสู้ทางความคิดตามแนวทางสันติวิธีอย่างที่กำลังเกิดขึ้นทุกวันนี้ พัฒนาการการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้กับรัฐ จึงจำต้องใช้เงื่อนไขอื่นๆ ในการต่อสู้ทางความคิดเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง นั่นคือการเป็นอิสระจากการปกครองของรัฐ โดยใช้เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล ชาติพันธุ์ของคนในพื้นที่ที่เป็นของตนเอง ตลอดจนสิทธิของคนในพื้นที่ที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ RSD (Right to Self-determination) ซึ่งก็ยังอยู่ในความควบคุมการต่อสู้ในแนวใหม่ของ BRN ให้อยู่ในระดับที่ยังไม่กระทบต่อความมั่นคงมากนัก การเอาชนะเงื่อนไขการต่อรองของตัวแทน BRN ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางการต่อสู้ทางความคิดอย่างเท่าทันจึงเป็นสิ่งที่รัฐจะต้องตระหนักและแสวงหาชุดความคิดที่แหลมคมจนสามารถต่อกรกับชุดความคิดของฝ่าย BRN ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การต่อสู้ทางความคิดผ่านเวทีการพูดคุยสันติสุข เป็นอีกเวทีหนึ่งที่จะรักษาเอกภาพ และบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐได้อย่างสมบูรณ์ การต่อสู้ทางความคิดของกลุ่ม BRN มีการพัฒนาการมาอย่างเป็นระบบ พวกเขารู้ว่าจะอาศัยเงื่อนไขใด และผ่านเวทีไหน ส่งผ่านไปในห้วงเวลาใด เพื่อเอาชนะชุดความคิดของรัฐได้ ที่ผ่านมาจบจนวันนี้ จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า การต่อสู้กับขบวนการ BRN นั้น รัฐต้องให้น้ำหนักไปที่การต่อสู้ทางความคิดกับขบวนการแห่งนี้ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
เสือตัวที่ 6 |

มุมมองที่แตกต่าง

เสือตัวที่ 6 รัฐบาลไทยทุกชุดที่ผ่านมา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้วนานกว่า 18 ปี จนกระทั่งล่าสุด มีการต่ออายุขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนใต้ต่อไปอีก 3 เดือน นับเป็นครั้งที่ 73 และการประกาศให้พื้นที่ อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ออกจากพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เป็นอำเภอที่ 11 จาก 33 อำเภอของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เป็นอีกพัฒนาการหนึ่งในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและบูรณภาพ แห่งอาณาเขตแห่งรัฐ อันเกิดจากความเห็นต่างจากรัฐของคนในพื้นที่ภายใต้การนำของขบวนการ BRN ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ในขณะนี้จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจากการดำเนินการต่อสู้เพื่อนำความสงบสุขมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปีเช่นกัน หากแต่ว่า ก็ยังมีการกล่าวอ้างจากแกนนำและแนวร่วมขบวนการ BRN ที่แทรกปนอยู่ในภาคส่วนต่างๆ ในสังคมตั้งแต่ระดับพื้นที่ ภูมิภาค จนถึงระดับชาติ ที่ยังมีมุมมองตรงข้ามกับรัฐเสมอมาในทำนองว่า แม้มีการปลดพื้นที่ที่ประกาศใช้การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว แต่รัฐก็ยังมีกฎหมายตัวอื่นมาบังคับใช้อาทิ กฎหมายความมั่นคง ไปบังคับใช้แทน หากแต่ความจริงแล้วรัฐจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่พิเศษแห่งนี้อยู่ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ยังมีกลุ่มขบวนการ BRN ซึ่งเป็นตัวหลักในการต่อสู้กับรัฐเพื่อมุ่งหมายแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของรัฐอย่างคงเส้นคงวา ที่ผ่านมาในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งหลายพรรคเสนอยุบหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบภารกิจดับไฟใต้ ทั้ง กอ.รมน. และ ศอ.บต. รวมถึงการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ โดยอ้างว่ารัฐได้มีการประกาศต่อเนื่องมานานเกือบ 2 ทศวรรษแล้วและการดำรงคงอยู่ของหน่วยงานความมั่นคงของรัฐทั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. ที่ดูแลแก้ปัญหาความเห็นต่างจนกระทั่งการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาอันกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 20 ปีมาแล้วก็ยังแก้ปัญหาความมั่นคงและความเห็นต่างในพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้อย่างแท้จริง พรรคการเมืองหลายพรรคจึงนำเสนอนโยบายใหม่ในการยุบเลิกหน่วยงานความมั่นคงทั้งสองลงเพื่อแสวงหารูปแบบการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่แห่งนี้ใหม่อย่างสิ้นเชิง หากแต่ความจริงแล้วสถานการณ์ความขัดแย้งเห็นต่างจนถึงขั้นการใช้อาวุธเข้าต่อสู้กับรัฐทั้งหลายที่ผ่านมากว่า 20 ปีนั้น ล้วนมีพัฒนาการของการแก้ปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนโดยหน่วยงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และศอ.บต. ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการต่อสู้กับกลุ่มขบวนการ BRN อย่างเท่าทัน จนบีบบังคับให้ BRN จำต้องปรับกลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐในหลายประการ อาทิ การลดระดับการต่อสู้ด้วยอาวุธ จนกเกิดสงครามประชาชนตามแผนบันได 7 ขั้นแต่เดิม แล้วมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้ทางการเมือง การปลุกระดมมวลชนด้วยการบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐให้เกิดขึ้นกับคนทุกระดับในพื้นที่อย่างจริงจังเข้มข้นและเป็นระบบอันเป็นเป้าหมายระดับยุทธศาสตร์ของรัฐที่ประสงค์ให้ขบวนการ BRN และแนวร่วม วางอาวุธและหันกลับมาต่อสู้ทางความคิดตามแนวทางสันติวิธีอย่างที่กำลังเกิดขึ้นทุกวันนี้ แม้การวางอาวุธของขบวนการ BRN จะไม่เป็นผล 100% หากแต่หน่วยงานความมั่นคงทั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็สามารถจำกัดการปฏิบัติของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการ BRN จนไม่สามารถ ก่อเหตุร้ายได้อย่างเสรีเฉกเช่นที่ผ่านมา สถานการณ์ในพื้นที่ปลายด้ามขวานจึงเข้าสู่ภาวะเงียบสงบจากความรุนแรงและ ศอ.บต. สามารถต่อยอดจากการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สามารถควบคุมความรุนแรงให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้ไปสู่การพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างเป็นผลในรูปแบบต่างๆ อย่างน่าพอใจ จนกระทั่งกลุ่ม BRN จำต้องหันกลับไปใช้เงื่อนไขอื่นๆ ในการกล่าวอ้างเหตุผลในการต่อสู้กับรัฐ อาทิ เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล ชาติพันธุ์ของคนในพื้นที่ที่เป็นของตนเอง ตลอดจนสิทธิของคนในพื้นที่ที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ RSD (Right to Self-determination) ซึ่งก็ยังอยู่ในความควบคุมการต่อสู้ในแนวใหม่ของ BRN ให้อยู่ในระดับที่ยังไม่กระทบต่อความมั่นคงมากนัก นอกจากนั้น ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองหลายพรรคประกาศนโยบายดับไฟใต้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของรัฐ โดยอ้างว่ากระบวนการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่ม BRN ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาประมาณ 3 ปีนั้น ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร หากแต่แท้ที่จริงแล้ว การพูดคุยสันติสุขของคณะเจรจาของรัฐหลายชุดที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นการพูดคุยที่สามารถรักษาความเป็นเอกภาพแห่งอาณาเขตของรัฐได้อย่างน่าพอใจยิ่ง หลายๆ ท่วงทีวาจาของแต่ละย่างก้าวการต่อสู้ทางความคิดผ่านโต๊ะการพูดคุยของคณะตัวแทนของรัฐทั้งทางเปิดเผยและทางลับที่ผ่ามานั้น สามารถพูดคุยอย่างเท่าทัน เอาชนะเงื่อนไขการต่อรองของตัวแทน BRN ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์การต่อสู้ทางความคิดผ่านเวทีการพูดคุยสันติสุข จึงสามารถรักษาเอกภาพ และบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการนำเสนอแนวคิดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะพูดคุยสันติสุขจึงไม่เป็นเหตุเป็นผลที่ยอมรับได้การขับเคลื่อนการต่อสู้ของรัฐที่มีต่อกลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองซึ่งนำโดยกลุ่ม BRN ที่ผ่านมาจบจนวันนี้ จึงเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าสามรรถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกล่าวอ้างของกลุ่มคนต่างๆ ที่เป็นแนวร่วมของ BRN ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ จึงสามารถพิสูจน์หักล้างได้ว่ามีความตรงข้ามกับข้อกล่าวอ้างต่างๆ ทั้งหลายเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน อันเป็นมุมมองที่แตกต่างซึ่งทุกฝ่ายต้องพิจารณา
เสือตัวที่ 6 |

ศูนย์กลางอำนาจรัฐ

เสือตัวที่ 6 ท่ามกลางความสงบเงียบอย่างผิดปกติของสถานการณ์ในพื้นที่ปลายด้ามขวาน เหตุร้ายอันเกิดจากการลงมือก่อเหตุของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกการปกครองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเหตุลดลงจนกระทั่งน่าสงสัยว่ากลุ่มแกนนำ นักคิดเชิงยุทธศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการกำลังคิดและลงมือเดินเกมอะไรในการต่อสู้กับรัฐเพื่อบรรลุจุดหมายปลายทางคืออิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ ด้วยเป็นทีเชื่อมั่นของหน่วยงานความมั่นคงของรัฐแล้วว่าบรรดากลุ่มขบวนการที่คิดและต่อสู้เพื่อแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองจากรัฐนั้นมีด้วยกันหลายกลุ่ม หากแต่กลุ่มที่มีศักยภาพและเป็นตัวหลักในการต่อสู้กับรัฐในขณะนี้ก็คือกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) และแกนนำ นักคิดเชิงยุทธศาสตร์การต่อสู้ของ BRN ก็กำลังเดินเกมการต่อสู้ใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างเข้มข้น หาได้ลดละเลิกแนวคิดการต่อสู้กับรัฐอย่างสิ้นเชิงไม่      ด้วยสถานการณ์ที่การต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อก่อให้เกิดเงื่อนไขสภาวะการขัดแย้งกันด้วยอาวุธอย่างกว้างขวางระหว่างรัฐผู้กดขี่และปกครองกับคนกลุ่มน้อยเจ้าของพื้นที่เดิมนั้นไม่ประสบผลสำเร็จตามแผน แกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐของกลุ่ม BRN จึงปรับยุทธศาสตร์ไปเป็นการต่อสู้ทางความคิด โดยมุ่งต่อสู้เอาชนะทางการเมืองเป็นหลัก และการต่อสู้เพื่อเอาชนะทางการเมืองที่มีผลสำเร็จมากที่สุดก็คือยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อเข้ายึดกุมอำนาจรัฐระดับชาติให้ได้ก่อน เพราะนั่นคือศูนย์กลางอำนาจรัฐที่จะบันดาลให้เป้าหมายการต่อสู้เพื่อเป็นอิสระในการปกครองกันเองไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการปกครองแบบใดของพวกเขาประสบผลสำเร็จได้โดยง่าย และสถานการณ์ทางการเมืองระดับชาติที่เป็นโอกาสทองที่จะเอื้ออำนวยให้แผนการแยกการปกครองของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองของ BRN เป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้ที่มีการจัดคณะผู้ปกครองระดับชาติที่เรียกว่ารัฐบาลขึ้นมาใหม่ เป็นสภาวะของการแย่งชิงกันเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐของกลุ่มคนที่ต้องการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาและคณะทำงานชุดต่างๆ ของผู้นำระดับสูงของรัฐบาล และหนึ่งในคนกลุ่มต่างๆ นั้น ก็มีกลุ่มคนที่เป็นแนวร่วมของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ BRN ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ กำลังหมายมั่นที่จะแอบแฝงแทรกปนเข้าไปเป็นหนึ่งในทีมงานของผู้ทรงอำนาจทางการเมืองอย่างแนบเนียน   ในขณะที่นักวิชาการและผู้บริหารระดับนำของหน่วยงานความมั่นคงของรัฐกำลังรอความชัดเจนของนโยบาย ทีมงานของผู้กำหนดนโยบายระดับชาติและทิศทางการขับเคลื่อนการต่อสู้กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวหลัก ซึ่งจะมีผลต่อระดับปฏิบัติในพื้นที่ตั้งแต่ระดับชาตินั่นคือ แผนยุทธศาสตร์การต่อสู้ระดับชาติโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สู่หน่วยงานต่างๆ ในระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การต่อสู้ของรัฐ จนถึงหน่วยงานความมั่นคงในระดับภูมิภาค ที่มีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) ที่จะต้องปรับแผนระดับปฏิบัติในพื้นที่ให้สอดคล้องกับนโยบายระดับชาติที่มาจากศูนย์กลางอำนาจรัฐอย่างแนบแน่น หากแต่ขบวนการแบ่งแยกการปกครอง BRN มีความชัดเจนและแน่วแน่ในการส่งคนที่มีแนวคิดแปลกแยกกับรัฐที่เป็นแนวร่วมอย่างไม่ได้ตั้งใจ เข้าไปเป็นหนึ่งในกลุ่มคนของผู้กุมอำนาจรัฐในกลุ่มการเมืองระดับชาติอย่างเป็นระบบ   ท่ามกลางความเป็นปกติของการต่อสู้แย่งชิงเข้าไปเป็นหนึ่งในทีมงานทางการเมืองระดับชาติ หากแต่มีความไม่ปกติในกระบวนการเหล่านั้นที่กำลังแอบแฝงเข้าไปสู่ทีมงานที่มีผลต่อการผลิตนโยบายต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการเป็นอิสระในการปกครองจากรัฐ นั่นก็หมายความว่า ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐโดยกลุ่ม BRN กำลังปรับกลยุทธ์การต่อสู้จากการต่อสู้ด้วยอาวุธในพื้นที่สู่การต่อสู้เพื่อยึดกุมอำนาจรัฐระดับชาติโดยเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจรัฐอย่างเป็นระบบและแยบยลยิ่ง จนกระทั่งหน่วยงานความมั่นคงแทบจะไม่สามารถเล็งเห็นปรากฏการณ์เข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจรัฐที่กำลังเกิดขึ้นได้ ซึ่งนั่นกำลังเป็นช่องว่างและเป็นโอกาสทองของกลุ่มขบวนการร้ายแห่งนี้ที่กำลังคืบคลานเข้าสู้ชัยชนะในสมรภูมิการสู้รบปลายด้ามขบวานของพวกเขาอย่างน่ากังวลยิ่ง     นโยบายถอนกำลังทหาร-ตำรวจ และเจ้าหน้าที่รัฐออกจากพื้นที่ปลายด้ามขวานจะทำให้ขบวนการร้ายแห่งนี้ มีอิสระในการควบคุมพื้นที่โดยสมบูรณ์ นโยบายยกเลิกกฎหมายพิเศษทั้ง พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และ พ.ร.บ. กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ซึ่งจะทำให้อำนาจรัฐในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่อ่อนแออันจะเปิดโอกาสให้ขบวนการร้ายแห่งนี้มีเสรีในการดำเนินการใดๆ ในพื้นที่ได้อย่างเป็นอิสระ นโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจะทำให้ขบวนการแห่งนี้มีอำนาจการปกครองกันเองระดับภูมิภาคอย่างสมบูรณ์และอาจลุกลามไปสู่แนวคิดนโยบายให้พื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้เป็นเขตการปกครองพิเศษแบบอิสระโดยอ้างเขตปกครองรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับ กทม. และเมืองพัทยา ด้วยความชาญฉลาดจากมันสมองอันปราดเปรื่องของแกนนำ นักคิดของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่ม BRN กลุ่มนี้ที่เห็นชัดเจนว่านโยบายระดับชาติย่อมมีผลต่อนโยบายและทิศทางในระดับปฏิบัติ หากกลุ่มใดสามารถเข้ายึดกุมอำนาจรัฐอย่างสมบูรณ์โดยเข้ามีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติโดยแย่งยึดเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจรัฐได้ ย่อมมีความได้เปรียบคู่ต่อสู้และมีโอกาสที่จะคว้าชัยชนะการต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย
เสือตัวที่ 6 |

ขยายเครือข่ายเห็นต่างจากรัฐ

เสือตัวที่ 6 ปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการพิสูจน์ทราบอย่างแน่ชัดว่า เป็นการกระทำอย่างเป็นกระบวนการ มียุทธศาสตร์ และแผนงานการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ จึงส่งผลให้การต่อสู้กับรัฐสามารถกระทำได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ดำรงความต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปี แม้กลยุทธ์ในการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่แห่งนี้จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ จากการมุ่งเน้นการสร้างสงครามประชาชนด้วยการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างกว้างขวาง ไปเป็นการต่อสู้ทางการเมือง มุ่งสะสมบ่มเพาะความคิดต่างให้เกิดขึ้นกับกลุ่มประชาชนในพื้นที่อย่างกว้างขวางทุกกลุ่ม ทุกวัยไปพร้อมๆ กัน สู่การต่อสู้ทางความคิดกับรัฐในทุกเวทีและทุกโอกาสที่จะเกิดขึ้น หากแต่ทั้งหลายนั้น ก็ยังคงเน้นยุทธศาสตร์การยึดครองประชาชนในหมู่บ้านเป็นฐาน และอาศัยการบ่มเพาะแนวความคิดการก่อความไม่สงบให้กับประชาชนเป้าหมายในพื้นที่ โดยอาศัยรากเหง้าทางประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล ชาติพันธุ์ เป็นเงื่อนไขสำคัญ ร่วมกับการใช้ความเป็นตัวตนเฉพาะถิ่นในพื้นที่ และหลักความเชื่อทางศาสนา เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญเพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การสร้างความรู้สึกนึกคิดให้ประชาชนในพื้นที่มีความเห็นต่างจากรัฐ เพื่อนำประชาชนเหล่านั้น มาเป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่แห่งนี้ในที่อย่างทรงพลัง ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐต่างมุ่งเน้นการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้ในพื้นที่ชุมชนและสถานศึกษาประเภทต่างๆ หากแต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีการถ่ายทอดความคิด ขยายเครือข่ายมวลชนแนวร่วมแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ที่หลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือ พื้นที่ทัณฑสถานในพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ซึ่งดำเนินการโดยบรรดาแกนนำ หรือคนระดับนำในพื้นที่ระดับปฏิบัติการที่มีการถ่ายทอด ส่งต่อขยายความคิดต่างจากรัฐไปยังเพื่อนผู้ต้องขังเอง และบรรดาญาติและเพื่อนผู้ต้องขังที่มาเยี่ยมเยียนผู้ต้องขัง ให้เกิดความคับข้องใจ เครียดแค้นชิงชังรัฐจนกลายเป็นการขยายแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนไปในวงกว้างอย่างไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะเงื่อนไขที่แกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดน มักจะอ้างว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ ซึ่งไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย แม้รัฐได้พิสูจน์ให้ประชาชนในพื้นที่และประชาคมโลก เห็นเชิงประจักษ์ว่า รัฐได้ใช้กระบวนการยุติธรรม ตามระบบกลไกทางกฎหมายของรัฐ เพื่อนำมาซึ่งการให้โอกาส และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคงในพื้นที่แห่งนี้ แต่กระนั้นกระบวนการส่งต่อแนวคิดขยายเครือข่ายความเห็นต่างจากรัฐก็ยังดำเนินอยู่ต่อไป หากแต่ระบบยุติธรรมที่ผ่านมาของรัฐ ยังไม่สามารถสร้างหลักประกันความเชื่อมั่นให้กับผู้เห็นต่างจากรัฐในระบบยุติธรรมได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะผู้ที่เป็นจำเลยในความผิดในคดีความมั่นคง ซึ่งถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ระหว่างการพิจารณาคดี และผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำในคดีความมั่นคงเป็นที่สิ้นสุดแล้วมีการสื่อสารถ่ายทอดความคิดและความเชื่อของการไม่ได้รับความเป็นธรรมในระบบยุติธรรมของรัฐ อันเป็นการโน้มนำให้เพื่อนผู้ต้องขังในทัณฑสถาน ไม่ยอมรับระบบกฎหมายซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจรัฐ สู่การเป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนจากการศึกษาพบว่าผู้ต้องขังคดีความมั่นคงดังกล่าว ล้วนไม่ยอมรับในระบบยุติธรรมของรัฐ ซึ่งเกิดจากการไม่เชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐและระบบรัฐเป็นพื้นฐาน ประกอบกับกระบวนการดำเนินคดี ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ถูกส่งต่อความคิด ความเชื่อกันมาว่า มีความไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมเท่าที่ควร เหล่านี้ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการส่งต่อความคิดที่ขัดแย้ง ขยายเครือข่ายความคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่การถ่ายทอดความคิดแบ่งแยกดินแดนโดยตรง แม้กระบวนการของทัณฑสถานในปัจจุบัน จะดำเนินการต่อผู้ต้องขังในพื้นที่อย่างระมัดระวัง ด้วยการเคารพในสิทธิความเชื่อ และวิถีชีวิตตามหลักศาสนาอย่างมากแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารฮาลาล ที่ประกอบอาหารด้วยผู้ต้องขังชาวมุสลิมเอง หรือการรำมาดตามห้วงเวลาที่กำหนดในหลักศาสนาอิสลาม การปรับห้วงเวลารับทานอาหารของพี่น้องผู้ต้องขังชาวมุสลิมให้เหมาะสมในห้วงถือศีลอด ตลอดจนการถ่ายทอดคำสอนตามหลักศาสนาก็ตาม หากแต่สภาพของความคิดที่ยังเป็นปัญหาคับข้องใจของผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงก็คือ การที่พวกเขาไม่ได้รับความยุติธรรมเท่าที่ควร เหล่านี้คือเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลให้แนวโน้มในอนาคต เมื่อผู้ต้องขังได้พ้นโทษและออกไปจากเรือนจำไปแล้ว ตลอดจนญาติพี่น้องและเพื่อน มีความหวาดระแวงต่อการดำเนินการของรัฐ ซึ่งล่อแหลมต่อการตกเป็นเป้าหมายในการขยายแนวร่วมของขบวนการแบ่งแยกดินแดน นอกจากนั้น ความคิดของการไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมเหล่านั้น ได้ถูกถ่ายทอดไปยังกลุ่มผู้ต้องขังรายอื่นๆ ในเรือนจำ ตลอดจนญาติพี่น้อง และบุคคลในครอบครัว ที่มาเยี่ยมในเรือนจำ อันจะเป็นการขยายเครือข่ายความเห็นต่างจากรัฐให้กว้างขวางออกไป ด้วยเงื่อนไขในการไม่เชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของรัฐ กระบวนการถ่ายทอดแนวคิดเห็นต่างเพื่อแสวงหาแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนใน ทัณฑสถานนั้น จึงยังไม่มีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวโดยตรง หากแต่จะเป็นการขยายต่อแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐ โดยการดำเนินการในรูปแบบของการไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ซึ่งนั่นเป็นเงื่อนไขสำคัญในการขยายความคิดคับข้องใจ ออกห่างจากรัฐ ทั้งตัวผู้ต้องขังเอง ตลอดจนสมาชิกในครอบครัว และมิตรสหายในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ล่อแหลมต่อการปลุกระดม ชี้นำ ขยายเครือข่ายความเห็นต่างให้ออกห่างจากรัฐ และมีโอกาสเข้าเป็นแนวร่วมในขบวนการแบ่งแยกดินแดน 3 จชต. ได้ในที่สุดซึ่งหน่วยงานความมั่นคงของรัฐไม่อาจมองข้ามไปได้
เสือตัวที่ 6 |

ปรับกลยุทธ์

เสือตัวที่ 6 ขบวนการแบ่งแยกการปกครองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับแนวทางการต่อสู้แบบเดิมๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะแนวทางการต่อสู้ที่ไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในกลยุทธ์การต่อสู้ของพวกเขาที่มีต่อรัฐไทยนั่นก็หมายความว่าองค์กรที่กำลังเป็นแกนนำการต่อสู้กับรัฐเป็นองค์กรที่มีชีวิตที่พร้อมจะเรียนรู้และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐตลอดเวลา เพื่อให้คงความได้เปรียบในสมรภูมิแห่งนี้อยู่ต่อไปไม่สิ้นสุด และองค์กรหลักในการต่อสู้กับรัฐแห่งนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นองค์กรที่เรียกตนเองว่าขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี(BRN) ที่ก่อตั้งเมื่อ 13 มีนาคม พ.ศ. 2503 โดยอุสตาซ อับดุลการิม ฮัสซันและวิวัฒนาการการโครงสร้างองค์กรพร้อมกับการปรับกลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์บริบทการต่อสู้ของพวกเขาอย่างมีชีวิตจากแผนบันได 7 ขั้นของขบวนการแบ่งแยกดินแดนพื้นที่ปลายด้ามขวาน ที่หมายจะจบลงที่การต่อสู้ด้วยอาวุธ   อันเป็นจุดสุดยอดของการต่อสู้ของประชาชน หากแต่ว่าแผนการตามกลยุทธ์นั้นล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง กลุ่มแกนนำขบวนการ BRNจึงปรับกลยุทธ์ไปเป็นการมุ่งต่อสู้ด้วยอาวุธไป ควบคู่กับการเจรจากับรัฐไทย ไปแบบคู่ขนานตามกลยุทธ์เดินสองขาอย่างกลมกลืนวิวัฒนาการการต่อสู้ไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองอย่างเข้มข้น ทั้งการบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่งต่อกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งการเข้าสู่อำนาจรัฐ นิมะตุลเลาะ บิน เสรี (Nikmatullah bin Seri) คณะเจรจาสันติภาพของแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (BRN) ได้ร่วมสนทนาไลฟ์สดผ่านทางเพจ People's College และ The PEN เมื่อปลายปี 2565 มีสาระสำคัญคือ การยกคำสอนของศาสนาอิสลามว่า การต่อสู้เกิดจากการเหยียดเชื้อชาติ ดังนั้น BRNที่ต่อสู้ในทางศาสนาอิสลามจึงต้องการทำลายการเหยียดเชื้อชาติด้วยเนื่องจากต้นเหตุของความขัดแย้งในโลกนี้     มาจากความรู้สึกหยิ่งยโส รู้สึกว่าตนเองยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น ซึ่งเป็นที่ต้องห้ามของศาสนาอิสลามนั้น BRN จึงยึดมั่นในหลักคำสอนนี้ เพราะการเหยียดนั้นขัดกับหลักของความยุติธรรม และสหประชาชาติเองก็มองว่า การที่จะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกนี้ได้นั้น จำเป็นต้องกำจัดความรู้สึกเหยียดเชื้อชาติออกไปให้ได้ ตราบใดที่ยังมีความรู้สึกเหยียดเชื้อชาติยังมีอยู่ความสงบสุขและสันติภาพจะไม่เกิดขึ้นกลยุทธ์การต่อสู้ด้วยอาวุธของขบวนการ BRN จึงต้องดำรงอยู่ต่อไปไม่สิ้นสุดแม้ว่าการเจรจาสันติภาพกับรัฐไทยยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นก็ตามและพื้นที่ในปลายด้ามขวานเป็นแผ่นดินเกิดของคนในพื้นที่เขาจึงอ้างว่าปรัชญาการต่อสู้ของ BRNเกิดขึ้นเพราะมีการยึดครองของคนเชื้อชาติหนึ่งเหนืออีกเชื้อชาติหนึ่ง ซึ่งในบริบทของนี้ BRN ต้องสำนึกอยู่ตลอดว่า สาเหตุของความขัดแย้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่มีอยู่นั้น มันไม่ใช่อื่นใดนอกจากการกดขี่ข่มเหงของคนเชื้อชาติหนึ่งต่อคนอีกเชื้อชาติหนึ่งซึ่งพวกเขาต้องต่อสู้ในทุกวิถีทางจนกว่าจะได้อำนาจการปกครองกันเองอย่างสมบูรณ์ (เอกราช) นิมะตุลเลาะ ยังกล่าวเน้นย้ำว่า  BRN ได้วางกลยุทธ์การต่อสู้ คือ การต่อสู้ด้วยอาวุธควบคู่กับการมุ่งสู่สันติภาพ นั่นคือต่อสู้ด้วยอาวุธแล้วก็พูดคุย (เจรจาสันติภาพกับรัฐไทย) แต่ไม่ใช่จะสู้รบด้วยอาวุธกันอย่างเดียว เพราะแนวทางการญีฮาด (การต่อสู้ในทางศาสนา) ไม่ได้มีแค่การต่อสู้ด้วยอาวุธเท่านั้น หากแต่การพูดคุยเจรจาก็เป็นแนวทางญีฮาดด้วย การญีฮาดบางครั้งก็ด้วยการพูดคุยต่อรอง เป็นการญีฮาดด้วยความจริง แต่ในสายทหาร(กองกำลังติดอาวุธ) ของ BRN นั้นเขาญีฮาดด้วยการใช้อาวุธในการต่อสู้ แต่การต่อสู้ด้วยอาวุธนั้นมีเป้าหมายก็เพื่อให้เกิดสันติภาพ เป็นแรงส่งไปหนุนเสริมความได้เปรียบในการเจรจาให้คงอำนาจการต่อรองกับรัฐเอาไว้ในเหนือกว่านั่นเอง การเจรจาต่อรองก็มีโอกาสบรรลุผลตามที่กลุ่ม BRN ต้องการในที่สุด ดังนั้น การกระตือรือร้นที่จะสร้างสันติภาพ ก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ด้วยอาวุธในทุกรูปแบบด้วยและยังเน้นว่า ถ้าไม่มีการต่อสู้ด้วยอาวุธก็ไม่มีสันติภาพ แม้จะมีความสงบแต่ก็ไม่มีสันติภาพ นั่นก็หมายความว่า การใช้ตัวชี้วัดความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ที่ใช้จำนวนครั้งในการเกิดเหตุรุนแรงนั้นอาจไม่สามารถบ่งบอกได้ เพราะความสงบจากการก่อเหตุที่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นความสงบที่ไม่ใช่สันติภาพในความหมายของแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ ทำให้ท่ามกลางความสงบราบเรียบที่ความรุนแรงน้อยลงนี้จึงไม่อาจไว้วางใจได้ ด้วยเมื่อใดที่แกนนำต้องการใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นตัวหนุนเสริมผลักดันการต่อสู้ด้วยการเจรจา หรือการผลักดันนโยบายระดับชาติให้เป็นไปในแนวทาง ที่กลุ่มแกนนำขบวนการ BRN ต้องการแล้ว พวกเขาก็สามารถก่อเหตุรุนแรงได้อย่างมืออาชีพ ในขณะเดียวกันแกนนำขบวนการนี้ก็ปรับกลยุทธ์การต่อสู้ไปในแนวทางการต่อสู้ทางความคิด ปลุกเร้ามวลชนทุกระดับให้เห็นพ้องกับการต่อสู้ของขบวนการแห่งนี้อย่างทรงพลัง ท่ามกลางความสงบเงียบที่ยังคงความคุกรุ่นของสงครามในรูปแบบของกลยุทธ์ที่แกนนำขบวนการวางไว้ และพร้อมที่จะถาโถมเข้าใส่รัฐเมื่อโอกาสอำนวย การต่อสู้ด้วยอาวุธตามแผนบันได้ 7 ขั้น สู่การต่อสู้ด้วยอาวุธไป ควบคู่การเจรจาไปอย่างกลมกลืนวิวัฒนาการไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองอย่างเข้มข้น ทั้งการบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกแตกต่างต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างสุดโต่ง ผ่านการขับเคลื่อนทุกรูปแบบ ทั้งการจัดกิจกรรมแอบแฝงความแตกแยกกับรัฐโดยเยาวชนและนักศึกษาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สู่การจัดกิจกรรมลงประชามติกำหนดใจด้วยตนเอง (RSD) ของขบวนการนักศึกษาแห่งชาติรวมทั้งการเข้าสู่อำนาจรัฐที่หนุนเสริมด้วยพรรคการเมืองบางพรรค ตลอดจนความพยายามในการผลักดันนโยบายที่ เอื้อประโยชน์ต่อการบรรลุเป้าหมายเอกราชของขบวนการ BRN เหล่านี้คือการต่อสู้ของขบวนการแห่งนี้ที่มีชีวิตชีวา ด้วยการปรับกลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐอย่างต่อเนื่องและลุ่มลึก
เสือตัวที่ 6 |

สู้ด้วยปัญญา

เสือตัวที่ 6 การเปลี่ยนผ่านอำนาจการบริหารจัดการย่อมมีผลต่อทิศทางการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างชัดเจน ท่วงทำนองของการต่อสู้ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานย่อมมีผลต่อการแพ้หรือชนะในสมรภูมิแห่งนี้ ในขณะที่ฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนของรัฐไทย ล้วนมีความแน่วแน่ในทิศทางการต่อสู้ที่จะบรรลุเป้าหมายระดับยุทธศาสตร์ต่อเป้าหมายสำคัญ นั่นคือการเป็นเอกราชจากการปกครองกันเองของคนในพื้นที่โดยมีกลุ่ม BRN เป็นตัวการหลักในการต่อสู้กับรัฐในสงครามครั้งนี้ที่คนระดับนำของคนกลุ่มนี้มีความต่อเนื่องทางความคิด ดำรงความพยายามอย่างแรงกล้าที่สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นอย่างทางพลังยิ่ง ในขณะที่ฝ่ายรัฐต่างส่งต่อ   ทิศทางการต่อสู้ที่จะบรรลุเป้าหมายระดับยุทธศาสตร์  ตลอดจนแผนงานการต่อสู้ที่ขาดความหนุนเนื่อง รวมทั้งขาดการส่งต่อเอกภาพในความพยายามในการต่อสู้ที่ไม่สมบูรณ์อย่างแท้จริง ทำให้จนถึงวันนี้ สามารถเล็งเห็นความได้เปรียบในความริเริ่มปฏิบัติการเชิงรุกเข้าใส่รัฐไทยของขบวนการร้ายแห่งนี้ภายใต้การนำของกลุ่ม BRN อย่างเห็นได้ชัด ในบรรยากาศที่ดูประหนึ่งว่าในพื้นที่แห่งนี้กำลังกลับคืนสู่ความสงบ หากแต่ทว่าภายใต้ความสงบเงียบนั้น กลับมีความพยายามอย่างแรงกล้าในการขับเคลื่อนการต่อสู้ทางการเมือง ช่วงชิงสะสมเพิ่มพูนกลุ่มมวลชนทั้งในพื้นที่แห่งนี้และกลุ่มแนวร่วมที่อยู่นอกพื้นที่โดยเฉพาะในศูนย์กลางอำนาจการปกครองระดับชาติอย่างเข้มแข็งและขยายวงกว้างออกไปอย่างเงียบๆ ซึ่งเป็นการสร้างความพร้อมในการต่อสู้ทางความคิดกับกลุ่มคนของรัฐในทุกโอกาสและทุกเวทีที่จะเกิดขึ้น อาทิ การนำประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล   เข้าใส่ในความคิดของกลุ่มเป้าหมายให้เกิดความเกลียดชังคนต่างความคิด รวมทั้งเจาะลึกไปถึงชาติพันธุ์  ที่แตกต่างจากคนอื่นที่ไม่ใช่คนในพื้นที่แห่งนี้ ตลอดจนตีความคำสอนตามความเชื่อทางศาสนามาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นในขบวนการและสร้างเป็นพลังในการต่อสู้กับรัฐ พร้อมๆ กับการสร้างกองกำลังติดอาวุธที่พร้อมจะลงมือก่อเหตุร้ายคนนอกพื้นที่ ทำลายความสงบในพื้นที่เมื่อมีโอกาสและเมื่อแกนนำต้องการสร้างให้เกิดขึ้นเพื่อส่งสัญญาณไปถึงภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศให้รับรู้ว่า ในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ ยังมีความขัดแย้งด้วยอาวุธของคนพื้นถิ่นกับรัฐผู้ปกครอง รวมทั้งส่งสัญญาณว่าพวกเขา (BRN) ยังสู้กับรัฐอยู่ต่อไปอย่างไม่ลดละด้วยศักยภาพของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแห่งนี้ที่มีความเหนือกว่าเครื่องมือด้านความมั่นคงของรัฐที่มีอยู่มากมายก็ตาม และขบวนการแบ่งแยกดินแดนแห่งนี้ก็ได้ส่งสัญญาณด้วยการปฏิบัติการโจมตีทำลายกองกำลังติดอาวุธของรัฐได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้งหนึ่งอย่างมืออาชีพอีกครั้ง เมื่อ 28 ส.ค. 2566 จากเหตุการณ์ช่วงค่ำขณะที่ชุดปฏิบัติลาดตระเวนร่วมตำรวจ 6 นาย และ อส. 2 นาย ใช้รถยนต์สายตรวจออกตรวจลาดตระเวนเส้นทาง มาถึงบริเวณหน้าที่ทำการเทศบาลตำบลยะรัง ปรากฏว่ามีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธคาดว่าเกือบ 10 คน พร้อมอาวุธสงครามครบมือปฏิบัติการโจมตีใส่เจ้าหน้าที่ทันที พร้อมกับขว้างระเบิดเข้าใส่เป็นระยะมีการยิงตอบโต้ปะทะกันดุเดือดเกือบ 20 นาที กระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดสนับสนุนเข้าพื้นที่ คนร้ายจึงล่าถอยหลบหนีเข้าไปในความมืดอย่างไร้ร่องรอยจากปฏิบัติการด้วยอาวุธครั้งนี้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดบริเวณหน้าที่ทำการเทศบาลตำบลยะรัง หมู่ 3 ต.ยะรัง อ.ยะรัง ริมถนนสายยะรัง-มายอและเวลาไล่เลี่ยกัน คนร้ายได้ลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้า จำนวน 3 จุด จุดแรกระเบิดเสาไฟฟ้าขาด จำนวน 2 ต้น และเสาไฟโซลาร์เซลล์ 1 ต้น ล้มขวางถนน จุดที่ 2 เหตุระเบิดเสาไฟฟ้า และจุดที่ 3 คนร้ายระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงได้รับความเสียหาย โดยกองโจรกลุ่มนี้เป็นส่วนสนับสนุนกลุ่มปฏิบัติการหลัก ทำการลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าทำการช่วยเหลือกัน และสกัดกั้นกองกำลังติดอาวุธของรัฐไม่ให้สามารถไล่ติดตามคนร้ายขณะหลบหนีได้อย่างมืออาชีพ แม้หลังเกิดเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่รัฐยังคงปิดล้อมพื้นที่เกิดเหตุตั้งแต่วันเกิดเหตุ โดยมีการสนธิกำลังร่วม 3 ฝ่าย ในพื้นที่ อ.ยะรัง และอำเภอใกล้เคียง ทำการสกัดกั้นเส้นทางเข้าออกพื้นที่และวางจุดตรวจจุดสกัดบนถนนทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางรอง พร้อมตรวจค้นทุกรถชนิดและบุคคลต้องสงสัยตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็ยังไม่สามารถติดตามจับกุมกลุ่มกองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้ได้แต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่า การต่อสู้ของคนในขบวนการนี้จะต้องสมบูรณ์แบบในทุกมิติการต่อสู้ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นมิติการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในระดับชาติ และองค์กรระหว่างประเทศ มิติการต่อสู้ทางความคิดในทุกเวทีการแสดงความคิดความเห็นรวมทั้งการถกเถียงกันทางวิชาการ ตลอดจนมิติการต่อสู้ทางอาวุธด้วยความรุนแรงอย่างมืออาชีพ ที่ต้องบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แบบ อันได้มาจากการสู้ด้วยสมองหรือด้วยปัญญาความคิดอันชาญฉลาดเป็นเลิศ ทุกท่วงทำนองของการต่อสู้ของคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน จึงไม่ใช่การต่อสู้ตามมีตามเกิดเฉพาะหน้าหรือสู้ด้วยกำลังอย่างที่เข้าใจ หากแต่คนระดับนำของขบวนการล้วนส่งผ่านอุดมการณ์และทิศทางการขับเคลื่อนการต่อสู้ของพวกเขาอย่างต่อเนื่องชัดเขน ทุกย่างก้าวของการต่อสู้ของขบวนการล้วนมาจากบทเรียนที่ต่อสู้มาอย่างคงเส้นคงวา กลุ่มแกนนำและนักคิดของขบวนการแห่งนี้ล้วนมีประสบการณ์จากการคว่ำหวอดอยู่บนเส้นทางสู่เอกราชของขบวนการอย่างต่อเนื่องชัดเจน ทั้งพัฒนาต่อยอดการต่อสู้เข้ากับยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง จนเป็นชุดความรู้ที่มีคุณค่ามหาศาล นับเป็นปรากฏการณ์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การต่อสู้ของคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังคงมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะบรรลุเปาหมายสุดท้ายในระดับยุทธศาสตร์ นั่นคือการปกครองครองกันเองของคนในพื้นที่แห่งนี้ที่มีความเหนือชั้นจากการต่อสู้ด้วยปัญญาที่ได้สะสมตกผลึกมาอย่างดีแล้วนั่นเอง
เสือตัวที่ 6 |

ต่อยอด

เสือตัวที่ 6 เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองระดับชาติกำลังเดินหน้าสู่การบริหารจัดการภายใต้คณะรัฐบาลใหม่ ที่ต้องขับเคลื่อนการแก้ปัญหาที่ยังมีอยู่ รวมทั้งต้องพัฒนาต่อยอดการดำเนินงานที่ก่อร่างสร้างผลงานมาแล้ว ในอดีตให้มีความคืบหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่หลายยุคหลายคณะทำงานระดับนโยบาย ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับพื้นที่ภาคใต้ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการต่อสู้กับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานมาแล้วระดับหนึ่ง จนถึงวันนี้ ฝ่ายรัฐสามารถควบคุมการต่อสู้ด้วยอาวุธของฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้ไว้ได้ในระดับที่น่าพอใจซึ่งแม้จะมีการ  ก่อเหตุร้ายอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่กระนั้น หน่วยงานความมั่นคงภาครัฐก็สามารถลดโอกาสการก่อเหตุร้ายของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการลงได้อย่างเห็นได้ชัด และสามารถบีบบังคับให้แกนนำฝ่ายขบวนการแห่งนี้จำต้องหันมาต่อสู้ด้วยปัญญาความคิดกับรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หลายๆ ความสำเร็จตามแผนงาน โครงการของรัฐต่างๆ ที่กำลังขับเคลื่อนอยู่นั้น จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะการต่อสู้ของกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่แห่งนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ล้วนมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การต่อสู้ไปตลอดเวลา และเมื่อใดที่การต่อสู้ของคนกลุ่มนี้ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้ แกนนำของคนกลุ่มนี้ ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว อาทิ เมื่อการต่อสู้ด้วยอาวุธของพวกเขาไม่สามารถเดินหน้าตามแผนบันได 7 ขั้นได้ แกนนำขบวนการ ก็ปรับเปลี่ยนไปเป็นการมุ่งเน้นการต่อสู้ทางความคิดอย่างแหลมคม ควบคู่กับการต่อสู้ด้วยการแสวงหาแนวร่วมในองค์กรระหว่างประเทศตลอดจนประเทศที่มีอิทธิพลของโลกอย่างเข้มข้น รวมทั้งมุ่งแสวงประโยชน์จากแนวคิดระดับสากลนั้นคือ เงื่อนไขสิทธิ  การกำหนดอนาคตของตนเอง (RSD) ที่ปรากฏให้เห็นอย่างจริงจังในกิจกรรมของกลุ่มนักศึกษา ในขบวนการนักศึกษาแห่งชาติที่ผ่านมาที่หาญกล้าจัดกิจกรรมให้มีการออกเสียงในประเด็นเอกราชที่ ล่อเเหลมต่อความมั่นคงของชาติอย่างอหังการ การต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานของคนกลุ่มนี้มีความต่อเนื่องรุ่นแล้วรุ่นเล่า จากยุคสมัยหนึ่งต่อเนื่องสู่อีกยุคสมัยหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเข้มข้นตามแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งสู่เป้าหมายสุดท้ายอย่างชัดเจนและทรงพลัง ในขณะที่การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาของรัฐ เพื่อต่อสู้กับคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนนั้น ดูประหนึ่งว่ามีแผนยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่ต่อเนื่อง หากแต่ในแท้ที่จริงแล้วแผนงาน โครงการต่างๆ ของรัฐ กลับไม่มีความคงเส้นคงวาเท่าที่ควรจะเป็น ด้วยเมื่อใดที่มีการเปลี่ยนผู้นำระดับชาติ ทั้งผู้นำรัฐบาล ผู้นำระดับกระทรวงกลาโหม จนถึงผู้นำหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ ก็จะมีผลต่อการเปลี่ยนแนวนโยบายของรัฐในการแก้ปัญหาและเปลี่ยนทิศทางการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้ในทุกการเปลี่ยนแปลงเสมอ ซึ่งนั่นย่อมมีผลกระทบต่อการต่อสู้ของรัฐที่มีต่อคนกลุ่มนี้ให้พลังในการต่อสู้ของรัฐลดน้อยถอยลงอย่างมาก และที่ผ่านมา  ก็สามารถแลเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้น ที่ส่งผลให้การต่อสู้ของรัฐไม่บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ ที่วางไว้อย่างน่าเสียดายและในโอกาสที่รัฐกำลังมีคณะบริหารระดับชาติกลุ่มใหม่ มีผู้นำระดับกระทรวงกลาโหมท่านใหม่ที่รับผิดชอบความมั่นคงของชาติในทุกมิติ รวมทั้งความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้   ซึ่งย่อมมีผลต่อกระบวนการแก้ปัญหาและการต่อสู้กับคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ที่ไม่มีการส่งต่ออำนาจ การบริหารจัดการตามวาระเหมือนกับภาครัฐของไทย จึงย่อมมีผลต่อกระบวนการขับเคลื่อนการต่อสู้ของรัฐอย่างน่ากังวล ดังนั้นการกำหนดตัวบุคคลระดับกระทรวงกลาโหมที่จะเป็นผู้รับผิดชอบการแก้ปัญหาเพื่อรักษาความมั่นคงในเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐ จึงต้องเป็นคนที่มีทั้งความรู้และความสามารถในประเด็นของสถานการณ์การต่อสู้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นสำคัญที่นอกเหนือจากการดูแลความมั่นคงในมิติอื่นๆ ของชาติอีกด้วย พร้อมกับการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเป็นทีมนักคิดและนักบริหารจัดการกลุ่มหนึ่งที่มีความรู้ ความสามารถระดับเชี่ยวชาญในการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างแท้จริง เพื่อเป็นทีมมันสมองขององค์กรระดับนโยบายของรัฐ สามารถผลิตชุดความรู้ที่เท่าทันและรุดหน้าชุดความรู้ของ นักคิดของขบวนการร้ายแห่งนี้ ที่มีความต่อเนื่องในนโยบายและการขับเคลื่อนการต่อสู้กับขบวนการแห่งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทีมงานกลุ่มนี้ของรัฐจะต้องผลิตแผนที่เส้นทาง (Road Map) ระยะปานกลางที่มีระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้การขับเคลื่อนการต่อสู้ของรัฐมีความต่อเนื่องในระยะที่สามารถเห็นผลสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม และทีมงานกลุ่มนี้จะต้องเป็นนักประสานงานที่ยอดเยี่ยม สามารถสร้างความร่วมมือกับทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดีเพื่อให้การนำนโยบายและแผนงานระดับกระทรวง ถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมีการติดตามประเมินผลสำเร็จตามห้วงเวลาอันเหมาะสมเพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การต่อสู้ของรัฐอย่างทันท่วงที และที่สำคัญยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ แผนงานและโครงการทั้งหลายที่นักคิดของคณะทำงานหรือทีมงานกลุ่มนี้ผลิตชุดความรู้และกลยุทธ์ทั้งหลายนั้น จะต้องสร้างสรรค์ต่อยอดจากผลงานความคืบหน้าจากการดำเนินการขับเคลื่อนในห้วงที่ผ่านมาได้อย่างแนบแน่น เพื่อให้การดำเนินการขับเคลื่อนการต่อสู้ของรัฐที่กำลังเดินหน้าไปสู้ความสำเร็จต่างๆ เหล่านั้นสามารถ  ต่อยอดสู่ความสำเร็จได้อย่างทรงพลัง
สยามรัฐออนไลน์ |

ชี้เจตนา

เสือตัวที่ 6 การจัดงานเปิดตัวขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (PelajarKebangsaan) เมื่อ7 มิ.ย. 2566 ที่ผ่านมา ณ ม.อ.ปัตตานี เป็นช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งทั่วไป ในเดือน พ.ค. ที่กระแสช่วงนั้นกำลังลุกกระพือ วาทกรรมการเรียกร้องในสิทธิ เสรีภาพ และอิสรภาพในการดำรงชีวิตของประชาชนกันอย่างกว้างขวางโดยพรรคการเมืองใหญ่ที่กำลังเรียกคะแนนนิยมผ่านวาทกรรมดังกล่าวในช่วงนั้น ภายในงานได้มีการกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานีรวมทั้ง ได้มีการจัดพิมพ์บัตรเพื่อร่วมแสดงความเห็นผ่านสื่อโซเชียลในประเด็นให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย อันเป็นพฤติกรรมหรือการกระทำที่ล่อแหลม ต่อความมั่นคงของชาติอย่างเอิกเกริก และไม่เคยเกิดการกระทำที่โจ่งแจ้ง เปิดเผย อหังการ อย่างนี้มาก่อน ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลและตื่นตระหนกของประชาชนในสังคมอย่างกว้างขวาง จากกิจกรรมที่มีพฤติกรรมดังกล่าว กอ.รมน. ภาค 4 สน. ได้เข้าทำการตรวจสอบค้นหาความจริง พบว่าขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ (PelajarBangsa ) กลุ่มนี้เป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่จัดตั้งขึ้นจากการรวมตัวของนิสิตนักศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งคนในขบวนการนักศึกษากลุ่มนี้ได้รับการหนุนหลัง ทั้งเปิดเผยและอย่างลับๆ จากกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง ให้เคลื่อนไหวสอดรับกับการต่อสู้ทางการเมือง  ในระดับชาติ โดยในวันดังกล่าวมุ่งเป้าชัดเจนในการเรียกร้องประเด็นสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (right to self determination : RSD) ทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่องโดยมี นายอิรฟาน อุมา เป็นประธานขบวนการนักศึกษาแห่งชาติคนปัจจุบันและกิจกรรมครั้งนี้ พบว่าเป็นการเปิดตัวขบวนการนักศึกษาแห่งชาติโดยมีนักการเมืองสมาชิกพรรคการเมืองนักวิชาการรวมทั้งเครือข่ายนักศึกษาเข้าร่วมและสนับสนุนกิจกรรมอย่างชัดเจน ทั้งนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ยืนยันว่า การลงประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดนั้น ไม่สามารถกระทำได้เพราะเป็นการละเมิดกฎหมายและบูรณภาพแห่งดินแดน นับเป็นภัยต่อ ความมั่นคงแห่งรัฐ ในกรณีที่มีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าขบวนนักศึกษาแห่งชาติ จัดปาฐกถาพิเศษหัวข้อ การกำหนดอนาคตตนเอง ร่วมกับว่าที่นักการเมืองบางส่วน ทั้งยังมีการจัดให้ออกเสียงประชามติในกลุ่มคน ในวันนั้นในประเด็นคำถามที่ว่าเห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่ ที่จะให้ประชาชน ปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย โดยหน่วยงานความมั่นคงระบุ ชัดว่าการทำประชามติแยกดินแดนนั้นทำไม่ได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาขอยืนยันว่าหน่วยงานภาครัฐทุกระดับ ทุกหน่วยงานได้ส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างเต็มที่ให้กับปวงชนชาวไทยทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนาโดยไม่เลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ แต่การแสดงออกดังกล่าว จะต้องไม่ไปละเมิดต่อหลักกฎหมาย และบูรณภาพแห่งดินแดนที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ อย่างไรก็ตาม แม้ต่อมาขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (PelajarBangsa) จะกล่าวว่าการกระทำของพวกเขาในการออกเสียงประชามติที่จำลองว่า คนที่มาร่วมกิจกรรมดังกล่าวเห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่นั้น ใช่การแบ่งแยกดินแดน รวมถึงปฏิเสธว่า ไม่มีพรรคการเมือง บางพรรคอยู่เบื้องหลังก็ตามซึ่งขัดแย้งกับที่ล่าสุด นายฮากิม รองเลขาธิการพรรคการเมืองหนึ่งและเป็นแกนนำ PataniBaru ได้โพสต์ข้อความที่ระบุว่าอยากให้ตัวแทนพรรคการเมืองหนึ่งขอโทษ PelajarBangsa ต่อประเด็นโพสต์ของพรรคที่ระบุถึงการแบ่งแยกดินแดนว่าพรรคการเมืองนั้น ไม่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนโดยนายฮากิมกล่าวย้ำว่าพรรคการเมืองดังกล่าวยังปัดความรับผิดชอบเอาตัวรอดทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นผู้สนับสนุนขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (PelajarBangsa) มาโดยตลอดปรากฏการณ์เหล่านั้นจึงบ่งบอกว่ามีนักการเมืองบางกลุ่มให้การสนับสนุนกลุ่มขบวนการนักศึกษากลุ่มนี้ จนกระทั่งเกิดเรื่องอันหมิ่นเหม่ต่อการกระทำความผิดกฎหมายในประเด็นแบ่งแยกดินแดนจึงได้พยายาม  ตีตัวออกห่างเพื่อเอาตัวรอดจนกระทั่งเกิดการแตกคอกันในกลุ่มขบวนการนักศึกษากลุ่มนี้กับนักการเมืองบางพรรคให้เห็นในโลกโซเชียล แม้จะปฏิเสธอย่างไรตาม การกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนาเนื่องจากเจตนาเป็นเรื่องที่อยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำ ซึ่งไม่มีใครหยั่งรู้ได้ ในการวินิจฉัยหรือพิสูจน์ว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือไม่นั้นจึงต้องดูที่การกระทำหรือพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นๆ ว่ามีเจตนาอย่างไร ดังนั้น ในทางโลกและทางกฎหมายจึงต้องถือหลักว่า การกระทำที่แสดงออกมาภายนอกเป็นเครื่องชี้ถึงความคิดของผู้กระทำ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนานั่นเองซึ่งการกระทำที่ผ่านมาของคนในขบวนการนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมแสดงสัญลักษณ์ที่แตกต่าง พร้อมคำปราศรัยที่บ่งบอกถึงการต่อต้านรัฐที่ผ่านมา  การออกกฎหมายหรือนโยบายของรัฐใดๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการต่อสู้ของขบวนการนี้ จนถึงกิจกรรมแสดงความเห็นผ่านสื่อโซเชียลในประเด็นให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย สนับสนุนประชามติสิทธิกำหนดอนาคตตนเอง (RSD) ดังกล่าวนั้น จึงชี้ให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้มีเจตนาที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งรัฐจะต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ให้คนกลุ่มนี้กล้าแข็งจนกระทั่งกระทบต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐในที่สุด
เสือตัวที่ 6 |