เอาชนะทางการเมือง

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ในสงครามทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ในสงครามตามรูปแบบหรือจะเป็นการต่อสู้ในสงครามนอกแบบหรือสงครามกองโจร ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายสุดท้ายอันยิ่งใหญ่ในการทำสงครามคือการสามารถเอาชนะทางการเมืองในท้ายที่สุด เพราะการได้มาซึ่งชัยชนะทางการเมืองนั่นก็หมายความว่าผู้นั้นจะเป็นฝ่ายครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ฝ่ายชนะทางการเมืองต้องการได้อย่างสมบูรณ์ และเป้าหมายสุดท้ายของการต่อสู้ในสงครามก็คือชัยชนะทางการเมืองนี้เองที่เป็นเป้าหมายในการต่อสู้ระหว่างกลุ่มเห็นต่างซึ่งมีกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นตัวแสดงนำอยู่ในขณะนี้กับรัฐไทยที่กำลังมีคณะพูดคุยสันติภาพของรัฐเป็นตัวแสดงหลัก ความเข้มข้นของการต่อสู้เพื่อชัยชนะทางการเมืองในสมรภูมิปลายด้ามขวานแห่งนี้จึงกำลังเป็นสงครามสำคัญที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเพลี้ยงพล้ำไม่ได้ เพราะชัยชนะในสงครามครั้งนี้กำลังถูกชี้ขาดในสมรภูมิการพูดคุยสันติภาพที่กำลังขับเคลื่อนตามแนวทางของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (Joint Comprehensive Plan towards Peace - JCPP) ฉบับปรับปรุงล่าสุด หลักการ JCPP ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ การยุติความรุนแรง การมีเวทีปรึกษาหารือ และการแสวงหาทางออกทางการเมืองนั้น กำลังถูกก้าวนำโดยกลุ่มบีอาร์เอ็นด้วยเงื่อนไขอันแยบยลและแหลมคมยิ่ง โดยเฉพาะเงื่อนไขตามแนวทาง JCPP ที่กลุ่มบีอาร์เอ็นรุกเข้าใส่คณะพูดคุยฯ ฝ่ายให้ยอมรับในรัฐสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำซึ่งสามารถสรุปสั้นๆ ง่ายๆ ได้ว่าประกอบด้วย 4 ไม่ กล่าวคือ ไม่ปิดล้อม ไม่ตรวจดีเอ็นเอ ไม่จับกุม ไม่ติดประกาศหมายจับและ 3 ลด คือลดลาดตระเวน ลดจุดตรวจ ลดพื้นที่ พ.ร.ก.และ 4 ลดกล่าวคือ ยอมให้บีอาร์เอ็นเปิดเผยตัวโยไม่มีการจับกุม ยอมให้เข้าเมืองได้ ยอมให้จัดเวทีประชุมระดมความเห็นเพื่อแสวงหาทางออกทางการเมืองและรับฟังความเห็นสาธารณะ ตามแผน JCPP ทั้งรัฐต้องให้การคุ้มครองคุ้มกันคนเหล่านี้ไม่ให้เกิดอันตรายขณะเข้ามาจัดกิจกรรมด้วย รวมทั้งรัฐต้องยอมปล่อยนักโทษคดีความมั่นคง และปลดหมายจับ ในขณะที่กลุ่มบีอาร์เอ็นจะทำ 4 อย่าง คือ ไม่ก่อเหตุ ไม่ขนย้ายอาวุธและระเบิด ไม่ยุ่งยุปลุกปั่น และไม่ทำผิดกฎหมาย แม้ตัวแทนของคณะพูดคุยฝ่ายรัฐพยายามชี้แจงว่าไม่มีทางที่แผนนี้จะนำไปสู่การแยกดินแดน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายตกลงกันจะปฏิบัติตามกรอบรัฐธรรมนูญไทย และฝ่ายบีอาร์เอ็นก็ไม่ได้แสดงเจตนาเรื่องรัฐเอกราชในขั้นนี้ก็ตาม หากแต่คณะพูดคุยสันติภาพของรัฐต้องตระหนักว่าเงื่อนไขของกลุ่มบีอาร์เอ็นในขั้นนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะปูทางไปสู่บันไดขั้นต่อไปถึงเป้าหมายต่อไป นั่นคืออิสระภาพในการปกครองดูแลกันเองอย่างที่แกนนำกลุ่มเห็นต่างได้นำเสนอเป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาในลักษณะนั้นมาโดยตลอด คณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายรัฐต้องตระหนักรู้และเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าในสมรภูมิครั้งนี้ โต๊ะเจรจาคือสนามรบสำคัญอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถชี้เป็น ชี้ตาย ชี้แพ้ ชี้ชนะได้ และบีอาร์เอ็นได้แสดงให้เห็นมาตลอดว่ากลุ่มเห็นต่างกับรัฐเหล่านี้ใช้ยุทธศาสตร์เดิน 2 ขาพร้อมกัน นั่นคือด้านหนึ่งก็ก่อเหตุรุนแรงกดดัน อีกด้านหนึ่งก็เจรจา ด้วยแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นตอกย้ำเสมอมาว่า บีอาร์เอ็นใช้กลยุทธ์สู้รบไป เจรจาไป สลับกันไปมาตามจังหวะและโอกาสที่อำนวย ในขณะที่กลุ่มเห็นต่างจากรัฐก็ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันภายใต้อำนาจบีอาร์เอ็น จึงเป็นการยากที่การต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐจะยุติลงได้ภายใต้แผน JCPP ดังนั้นการต่อสู้ด้วยอาวุธของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐ จึงยังคงดำเนินต่อไปภายใต้กลยุทธ์การสู้รบไป เจรจาไปจนกว่าจะถึงเป้าหมายสุดท้ายนั่นคืออิสรภาพในการปกครองดูแลกันเองโดยสมบูรณ์ และนั่นคือชัยชนะทางการเมืองอันเป็นเป้าหมายสุดท้ายในทุกสมรภูมิสงคราม ช่วงจังหวะเวลาสำคัญที่สอดรับกับการดำเนินไปตามแผน JCPP ของคณะพูดคุยสันติภาพ ผอ.รมน. ภาค 4 ได้แถลงแผนรอมฎอนสันติสุขและส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ก.พ. โดยจะดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นเทศกาลสงกรานต์เพื่อต้องการให้ประชาชนทุกศาสนิกปฏิบัติภารกิจตามความคิด ความเชื่อ อัตลักษณ์ของทุกคนในทุกเทศกาลได้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดี เจ้าหน้าที่รัฐจะปรับลดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย หากไม่จำเป็นจะไม่บังคับใช้ และปรับลดด่านตรวจในพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งยังปรับเปลี่ยนช่วงเวลา ตลอดจนความจำเป็นในการตั้งด่านตรวจ ยกเว้นด่านถาวรในพื้นที่ที่ยังคงต้องดำเนินการเพื่อตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมายและเฝ้าระวังความปลอดภัยทางถนนเพื่ออำนวยสะดวกต่อการสัญจรแก่ประชาชน และนอกจากนี้ได้มีการปรับลดป้ายประกาศหมายจับเท่าที่จำเป็นรวทั้งปรับการติดตั้งให้เหมาะสมอีกด้วย ก้าวย่างของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐในสมรภูมิตลอดห้างการต่อสู้กับรัฐ ล้วนผ่านการพิจารณาวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนอย่างมืออาชีพ การเข้าร่วมการประชุมระดับโลกที่เจนีวา คอล แม้จะเป็นเรื่องดีที่การต่อสู้ด้วยอาวุธจะถูกควบคุมไม่ให้ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนมากเกินไป โดยเฉพาะเกี่ยวกับเด็ก แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นก้าวย่างของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐโดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ต้องการยกสถานะตนเองให้นานาชาติยอมรับ และยกระดับเป็นคู่เจรจาในสถานะเดียวกับรัฐบาลไทยผ่านเวทีการพูดคุยสันติภาพที่ผ่านมาจนถึงครั้งล่าสุดนี้ ที่สอดรับกับการเปลี่ยนอำนาจในระดับรัฐไทยจนถึงการเปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐที่กำลังขับเคลื่อนการดำเนินไปตามแผน JCPP ที่กำลังเข้มข้นแหลมคมอยู่ ณ เวลานี้ และการเร่งสื่อสารกับสังคมโลกว่าดินแดนปัตตานีเป็นดินแดนอาณานิคมของรัฐไทย การเจรจาเพื่อปลดปล่อยดินแดนที่ถูกกดขี่ ด้วยการไปรับเงื่อนไขเจนีวา คอล การเจรจาเพื่อขอใช้สิทธิกำหนดใจตนเองซึ่งก็คือการทำประชามติเพื่อแยกดินแดน อันเป็นสิทธิที่มีรับรองในกฎบัตรสหประชาชาติ ควบคู่กับการใช้ความได้เปรียบบนโต๊ะเจรจายื่นเงื่อนไขสู่สิทธิพิเศษต่างๆ ตามแผน JCPP ดังกล่าวข้างต้น ผ่านเวทีการพูดคุยสันติภาพ เหล่านั้นคือการย่างก้าวในแต่และขั้นเพื่อมุ่งสู่การเอาชนะทางการเมืองที่มีเป้าหมายสุดท้ายคืออิสรภาพการปกครองกันเองของคนในพื้นที่โดยสมบูรณ์
สยามรัฐออนไลน์ |

เชื่อมโยงอย่างแยบยล

เสือตัวที่ 6 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 14/2559 เรื่องคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ลงวันที่ 4 เม.ย. 2559 พ.ศ...เนื่องด้วยคำสั่ง คสช. ที่ 14/2559 ได้กำหนดให้ยกเว้นบทบัญญัติบางมาตราของ พ.ร.บ. การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ ส่งผลให้ไม่มีสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีประชาชนในพื้นที่เป็นสมาชิก คำสั่ง คสช. ฉบับดังกล่าวจึงถูกเห็นว่า ทำให้ประชาชนในพื้นที่ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง โดยส่วนหนึ่งของความเห็นในที่ประชุมสภาฯ เห็นว่าคำสั่งของคณะ คสช. 14/2559 ดังกล่าวนั้น สภาที่ปรึกษาฯ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงมีเนื้อหาสำคัญ 3 ประการคืองดใช้ทุกมาตราที่เกี่ยวข้องกับสภาที่ปรึกษาฯ และให้คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารจัดการชายแดนภาคใต้ทำหน้าที่แทนนอกจากนี้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 14/2559 เรื่องคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับดังกล่าว ยังให้เลขาธิการ ศอ.บต. รับฟังข้อคิดเห็นจาก เลขาฯ กอ.รมน. โดยที่ประชุมสภาฯ เห็นว่าเป็นการให้อำนาจ กอ.รมน. มีบทบาทมากขึ้น ซึ่งที่ประชุมสภาฯ ส่วนหนึ่งเห็นว่าที่จริงแล้วต้องเป็นบทบาทของฝ่ายพลเรือน นั่นก็คือ ศอ.บต. ทั้งนี้ หากมีการแก้กฎหมายโดยออก พ.ร.บ. ยกเลิกคำสั่ง คสช. ฉบับดังกล่าว จะเป็นการฟื้นคืนชีพ สภาที่ปรึกษาที่มีประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมดังเดิมผ่าน พ.ร.บ. บริหารจัดการชายแดนภาคใต้ และจะทำให้สภาที่ปรึกษามีบทบาทมากขึ้นดังเดิม เพราะสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้มีอำนาจในการให้คำแนะนำแนวทางในการขับเคลื่อนแนวทางบริหารจัดการในพื้นที่อย่างมาก โดยเชื่อมโยงความต้องการของประชาชน การกำหนดระบบกฎหมายที่สอดคล้องกับคนในพื้นที่แห่งนี้ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเชื่อมโยงกับการพูดคุยสันติภาพ ซึ่งประเด็นการเชื่อมโยงกับการพูดคุยสันติภาพที่กำลังเดินหน้าอย่างแข็งขันเข้มข้นอยู่ในห้วงนี้ กระบวนการพูดคุยสันติภาพดังกล่าวกำลังเดินหน้าตามความเห็นร่วมระหว่างคณะพูดคุยของรัฐกับผู้แทนกลุ่มบีอาร์เอ็นเมื่อต้นเดือนกุมภาที่ผ่านมาด้วยหลักการตามแนวทางของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) ในหลักการ JCPP มี 3 ส่วนสำคัญคือ การยุติความรุนแรง การมีเวทีปรึกษาหารือ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง เดิมสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับดังกล่าว มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนโดยเฉพาะตัวแทนจากประชาชนในพื้นที่ สามารถเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนการบริหารจัดการในพื้นที่แห่งนี้ และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบประเมินการทำงานของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และให้ความเห็นแก่นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการ ศอ.บต. เพื่อประกอบการพิจารณาให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมให้ออกไปจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทำให้สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคยมีอยู่เดิมนั้น มีอำนาจในการจัดสรรคนที่จะเข้ามาใช้อำนาจรัฐในการบริหารจัดการต่างๆ ในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งสามารถกำหนดแนวทางเป็นไปของการบริหารจัดการต่างๆ พื้นที่ผ่านการเสนอแนะที่มีน้ำหนักให้ต้องรับฟังโดยอ้างว่าเป็นเสียงของคนในพื้นที่ที่ยากจะถูกปฏิเสธจากผู้มีอำนาจรัฐโดยตรงเหล่านั้นจึงส่งผลให้สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นองค์กรที่ทรงพลังและเป็นศูนย์รวมอำนาจในการชี้เป็นชี้ตาย ชี้ซ้ายชี้ขวาให้การเดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการในพื้นที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้โดยอ้างความชอบธรรมจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ที่คลุกคลีอยู่กับปัญหาอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันการคืนชีพของสภาที่ปรึกษาฯ ครั้งนี้ จะทำให้ กอ.รมน.ภาค 4 ถูกลดบทบาทลง ถูกจำกัดอำนาจในการบริหารจัดการแก้ปัญหาในพื้นที่ที่คณะ คสช.เคยให้ไว้ ด้วย คสช. หวังว่าเป็นการบูรณาการทิศทางการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาไว้ที่จุดเดียวนั่นคือ กอ.รมน.ที่มีทหารเป็นเบอร์หนึ่งขององค์กร ไม่ให้เกิดสภาวะการต่างฝ่ายต่างเดินหน้าของ กอ.รมน. และ ศอ.บต. โดยมีสภาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนั้น เป็นหน่วยงานที่ทรงอิทธิพลขึ้นมาอีกหน่วยงานหนึ่งนั่นเอง ท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 14/2559 ฯ ตลอดจนการยกเลิกกฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ. ความมั่นคงภายในฯ และกฎอัยการศึกนั้น จะเห็นได้ว่าโดยองค์กรและการออกแบบระบบกฎหมายในพื้นที่ตลอดจนการลดบทบาทของทหาร โดยยกเลิกคำสั่ง คสช. ฉบับดังกล่าว จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนเข้ามาร่วมแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ จึงเชื่อมโยงกับการที่สภาผู้แทนฯ ได้ตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหา จชต. และการที่รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะทำงานพูดคุยสันติภาพที่กำลังขับเคลื่อนการพูดคุยตามแนวทางของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) ในหลักการ JCPP ซึ่งมี 3 ส่วนสำคัญคือ การยุติความรุนแรง การมีเวทีปรึกษาหารือ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง โดยการสร้างวาทกรรม เพื่อแสวงหาทางออกทางการเมืองอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ โดยแอบซ่อนวิถีการปกครองของตนในรูปแบบที่กลุ่มบีอาร์เอ็นต้องการเป็นหลัก การยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 14/2559 เรื่องคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนการยกเลิกกฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ. ความมั่นคงภายในฯ และกฎอัยการศึกฉบับดังกล่าว จึงเชื่อมโยงกับการพูดคุยสันติภาพที่กำลังเดินหน้าตามหลักการ JCPP ที่ได้เห็นชอบร่วมกันกับบีอาร์เอ็นแล้ว โดยเปิดโอกาสให้แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นเข้ามาร่วมแสวงหาทางออกทางการเมือง โดยบีอาร์เอ็นมีเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยต้องงดเว้นการดำเนินคดีต่อกลุ่มแกนนำบีอาร์เอ็นชั่วคราว พร้อมทั้งให้การคุ้มครองแกนนำเหล่านั้นในขณะที่เข้ามาร่วมให้ความเห็นในโอกาสต่างๆ รวมทั้งในสภาที่ปรึกษาฯ ที่จะฟื้นคืนชีพครั้งนี้ด้วยเหล่านี้จึงเป็นการเชื่อมโยงสอดประสานการขับเคลื่อนการต่อสู้ของขบวนการเห็นต่างจากรัฐอย่างเป็นระบบและแยบยลยิ่ง
สยามรัฐออนไลน์ |

เป้าหมายสุดท้าย JCPP

เสือตัวที่ 6 ประเด็นการแสวงหาทางออกทางการเมืองซึ่งเป็นสาระสำคัญสูงสุดตามหลักการยุติความรุนแรงตามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) ที่คณะพูดคุยเจรจาเพื่อสันติสุขทั้งตัวแทนฝ่ายรัฐกับตัวแทนฝ่ายขบวนการแบ่งแยกการปกครองกลุ่ม BRN ได้เห็นชอบในหลักการร่วมกันนั้น และถูกตอกย้ำความเห็นร่วมในหลักการนั้นอีกครั้ง โดยรองเลขาธิการสมาคมมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้พูดคุยหารือกับกลุ่มบีอาร์เอ็นเมื่อ 6-7 ก.พ. ที่ผ่านมาหากแต่ฝ่ายรัฐยังไม่มีความชัดเจนในการดำเนินการตามหลักการทางออกทางการเมืองดังกล่าวเท่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่ฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นมีความชัดเจนในข้อเสนอของทางเดินไปสู่ทางออกทางการเมือง โดยเป็นฝ่ายที่ยื่นเงื่อนไขของสาระในประเด็นทางออกทางการเมืองที่ชัดเจนกว่าฝ่ายรัฐ อาทิ การยอมรับอัตลักษณ์ของชุมชนปาตานี สิทธิมนุษยชน การศึกษา ภาษา ระบบกฎหมาย ตลอดจนข้อเสนอที่อ้างว่าเป็นการเปิดกว้างให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการแสวงหาทางออกทางการเมืองอันจะนำไปสู่การใช้สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองในอนาคตอันใกล้ เป็นต้น โดยเฉพาะการยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ที่บีอาร์เอ็นเรียกร้อง เพื่อเดินทางตามหลักการตามความเห็นร่วมระหว่างคณะผู้แทนของรัฐกับตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็นนี้ต่อไปนั้น จึงเห็นได้ว่าเงื่อนไขเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มบีอาร์เอ็นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าดูจะไม่กระทบต่อเอกภาพความเป็นรัฐ หากแต่ประโยชน์ดังกล่าวจะเปิดประตู สร้างโอกาสให้กลุ่มบีอาร์เอ็นก้าวต่อไปสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่กว่านี้ได้ไม่ยาก ในทางตรงข้าม เงื่อนไขที่กลุ่มบีอาร์เอ็นยื่นข้อเสนอมานั้น มีความล่อแหลม หมิ่นเหม่ต่อการเสียเปรียบของรัฐในก้าวย่างต่อไปบนเส้นทางดังกล่าว อาทิ การยอมรับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นให้เข้ามาทำกิจกรรมอย่างเปิดเผยเป็นทางการเป็นครั้งแรกในกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการเปิดเวทีปรึกษาหารือสาธารณะ (Public Consultation) ให้แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นเข้ามาร่วมแสวงหาทางออกทางการเมืองซึ่งรัฐบาลไทยต้องงดเว้นการดำเนินคดีต่อกลุ่มแกนนำบีอาร์เอ็นชั่วคราว พร้อมทั้งให้การคุ้มครองแกนนำเหล่านั้น ในระหว่างเข้ามาทำกิจกรรม เพราะมีบางคนหรืออาจจะทุกคน อาจจะมีหมายจับในคดีความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรมไทย เงื่อนไขอันล่อแหลมต่อความมั่นคงแห่งรัฐ โดยกลุ่มบีอาร์เอ็นยื่นความต้องการบนเส้นทางทางออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการให้รัฐยอมรับอัตลักษณ์ของชุมชนปาตานี สิทธิมนุษยชน การศึกษา ภาษา ระบบกฎหมาย ตลอดจนข้อเสนอที่อ้างว่าเป็นการเปิดกว้างให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมโดยมีแกนนำบีอาร์เอ็นร่วมด้วย เพื่อการแสวงหาทางออกทางการเมืองอันจะนำไปสู่การใช้สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองในอนาคตอันใกล้ บนเส้นทางก้าวสำคัญคือวางแนวทางยุติการใช้อาวุธหยุดยิงโดยมีการจัดตั้งคณะติดตาม(มอนิเตอร์ทีม) และสร้างกรรมการอีกคณะหนึ่งเพื่อแสวงหาทางออกทางการเมืองในวิถีของตนในรูปแบบที่กลุ่มบีอาร์เอ็นต้องการเป็นหลักซึ่งนั่นอาจเข้าทางฝ่ายเห็นต่างจากรัฐที่มีกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นตัวสดงหลักก็คือรูปแบบการปกครองที่สนองตอบความต้องการหลักของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐที่มีบีอาร์เอ็นเป็นตัวแทนแบบไม่เป็นทางการ ในขณะที่หัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐยังมั่นใจในเส้นทางตามกระบวนการสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) โดยเห็นว่า แผนสันติสุขแบบองค์รวมนี้ เป็นกิจกรรมที่สองฝ่ายกำหนดร่วมกัน ทำร่วมกัน ส่วนผลจากกิจกรรมจะมีแนวทางอย่างไรเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งกิจกรรมตรงนี้ ในตัวแผนปัจจุบันอยู่ในกระบวนการคณะเทคนิคที่ต้องพูดคุยรายละเอียด แม้กระทั่งตัวกิจกรรมที่จะทำก็อยู่ในกระบวนการที่ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่หลักการสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่ามันเป็นหนทาง เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ข้อตกลงที่สันติสุขได้ในอนาคตซึ่งการขับเคลื่อนพูดคุยต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทยคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขยังแสดงท่าทีมั่นใจว่า แนวทางดังกล่าวนี้จะเดินหน้าสู่สันติสุขแบบยั่งยืนทุกด้านแบบองค์รวม ตามชื่อ JCPP เพราะบีอาร์เอ็นแสดงท่าทีว่า ไม่ได้ยืนยันคำตอบว่าต้องเป็นรัฐเอกราช หากแต่คณะพูดคุยฝ่ายรัฐต้องตระหนักว่า ก้าวย่างที่เดินในช่วงแรกนี้หาใช่เป้าหมายสุดท้ายที่แท้จริงของกลุ่มบีอาร์เอ็นไม่ด้วยเป็นก้าวย่างที่ปูทางไปสู่ความชอบธรรมในผลการแสวงหาทางออกทางการเมืองที่ต้องให้การยอมรับในทางออกทางการเมืองที่ได้ร่วมกันคิดและแสวงหามาได้จากคนในพื้นที่ที่มีแกนนำบีอาร์เอ็นร่วมอยู่ด้วยอย่างชาญฉลาด ที่อาจทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบซึ่งล่อแหลมถึงขั้นร้ายแรงต่อการเสียอำนาจการปกครองของรัฐบางส่วนไปโดยไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ การพูดคุยตามแนวทางของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) ในประเด็นที่อาจกระทบต่อบูรณภาพแห่งอาณาเขตตลอดจนความเป็นอธิปไตยของรัฐ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญยิ่งที่ระดับรัฐบาลจะต้องเข้ามาวางยุทธศาสตร์ระดับชาติและบริหารจัดการในองค์รวมมากกว่าปล่อยให้คณะผู้แทนฝ่ายรัฐมีโอกาสใช้ดุลยพินิจในการยอมรับเงื่อนไขใดๆ ที่หมิ่นแหม่ ล่อแหลมต่อความมั่นคงของรัฐ เพราะบางประเด็นมีความคลุมเครือที่จะนำไปสู่การตีความที่อาจมีผลอย่างมีนัยสำคัญที่รัฐเสียเปรียบในการเดินต่อในอนาคตเงื่อนไขของสาระในประเด็นทางออกทางการเมืองที่ชัดเจนของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ล่อแหลมดังกล่าว แม้จะยังไปไม่ถึงเป้าหมายสุดท้าย แต่ก็จะเป็นก้าวแรกซึ่งเป็นก้าวสำคัญบนเส้นทางที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการจนกระทั่งนักวิเคราะห์ความมั่นคงจากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศมาเลเซียท่านหนึ่ง ถึงกับกล่าวว่าบางทีเป้าหมายสุดท้ายคือการได้รับเอกราช อิสรภาพในการปกครองกันเองหรืออำนาจในการปกครองตนเองของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐในพื้นที่นั้นจะไม่ใช่ ณ เวลานี้ที่คนกลุ่มเห็นต่างกลุ่มนี้ยังรอคอยและต่อสู้มาได้มาเป็นเวลานานหลายสิบปี พวกเขาอดทนรอได้ด้วยย่างก้าวที่มีจุดหมายทีละก้าวอย่างมีนัยยะ แม้อาจยังห่างไกล แต่อย่างน้อยพวกเขาได้เริ่มก้าวแรกเพื่อสิ่งนั้นนั่นคือการได้รับเอกราช อิสรภาพในการปกครองกันเองหรืออำนาจในการปกครองตนเองของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐในพื้นที่ซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้ายที่แท้จริง
สยามรัฐออนไลน์ |

ทางออกทางการเมือง

เสือตัวที่ 6 แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (Joint Comprehensive Plan towards Peace - JCPP) ฉบับปรับปรุงล่าสุดที่คณะพูดคุยเพื่อสันติภาพทั้งไทยและกลุ่มบีอาร์เอ็นจะมีการ ตกลงที่จะมีการประชุมในปลายเดือนกุมภาพันธุ์นี้ และในเดือนมีนาคม เพื่อหารือแผนงานสู่สันติสุขฉบับปรับปรุง เช่นเดียวกับการหยุดยิงระหว่างเดือนรอมฎอน และสงกรานต์ โดยทั้งสองฝ่ายคาดหวังในการเห็นพ้องในหลักการร่วมกันโดยเห็นชอบในหลักการ JCPP มี 3 ส่วนสำคัญคือ การยุติความรุนแรง การมีเวทีปรึกษาหารือ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง ที่ดูประหนึ่งว่าเป็นความคืบหน้าของการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่แห่งนี้ผ่านกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่จัดวางขึ้นในอดีตภายใต้ชื่อแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม อันเป็นแนวทางที่คณะพูดคุยสันติสุขฯ ฝ่ายไทยใช้เป็นแนวทางในการพูดคุยมาตั้งแต่ปี 2566 โดยมีเป้าหมายที่จะนำไปสู่ข้อตกลงสันติสุขร่วมกัน ในหลักการ JCPP ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ การยุติความรุนแรง การมีเวทีปรึกษาหารือ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง ฉบับปรับปรุงล่าสุดนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ได้นำเสนอประเด็นแนวทางยุติความรุนแรงร่วมกันกับบีอาร์เอ็นเร่งด่วนโดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนของพี่น้องมุสลิมซึ่งเริ่มวันที่ 10 มีนาคม ต่อเนื่องด้วยฮารีรายอ แล้ววันสงกรานต์ของพี่น้องชาวพุทธ โดยได้มีการเตรียมความพร้อมไว้หลายเรื่องเพื่อสนองตอบแนวทางยุติความรุนแรงในพื้นที่อาทิ การลดจำนวนการปิดล้อม เรื่องของด่านตรวจในพื้นที่การปลดป้ายหมายจับผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่ต้องการตัว การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่ เป็นต้นซึ่งก่อนหน้านี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ดำเนินการไปบ้างแล้วและจะดำเนินการต่อไปเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในพื้นที่ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ลดการหวาดระแวงซึ่งกันและกันให้เหลือน้อยที่สุด ตลอดจนลดเงื่อนไขในการปลุกระดมคนในพื้นที่ของขบวนการเห็นต่างจากรัฐต่อกลุ่มเป้าหมายให้น้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม หลักการในการยุติความรุนแรงในพื้นที่แห่งนี้ไม่สามารถสำเร็จลงได้อย่างแท้จริงจากหน่วยงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียว หากไม่ได้รับความร่วมมือในการยุติการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น โดยตัวชี้วัดที่เห็นได้ชัดคือ การยุติการก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มคนหัวรุนแรงติดอาวุธในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าหลักการยุติความรุนแรงตามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) ได้รับการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมของบีอาร์เอ็นอย่างจริงจัง และกลุ่มบีอาร์เอ็นคือตัวจริงที่มีอำนาจมากพอในการสั่งการให้กองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ยุติการก่อเหตุร้ายได้อย่างแท้จริงถ้าในช่วงหลังจากนี้ไป หากคณะผู้แทนของบีอาร์เอ็นสามารถที่จะสื่อสารไปยังกองกำลังติดอาวุธของเขาในพื้นที่ว่า จะไม่ก่อเหตุความรุนแรงตามระยะเวลาที่ได้พูดคุยตกลงร่วมกันไว้ ซึ่งนั่นจึงน่าจะเป็นเหตุผลให้ฝ่ายความมั่นคงของรัฐจะประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในพื้นที่ดังกล่าว ความสำเร็จของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข จะต้องเกิดจากผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม สมดุลทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญยิ่งคือ การได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายเห็นต่าง ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนความจริงใจของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายบีอาร์เอ็น ด้วยขณะที่การพูดคุยฯ มีขึ้นในประเทศมาเลเซีย ต้นเดือนกุมภาที่ผ่านมา ที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ก็ยังคงเกิดเหตุร้ายในพื้นที่ โดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ ใช้อาวุธยิงสงครามนานาชนิดยิงถล่มเข้าใส่ที่พักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รือเสาะ เป็นเหตุให้ เจ้าหน้าที่เสียชีวิต เหตุนี้จึงชี้ให้เห็นว่า ข้อเรียกร้องในเงื่อนไขต่างๆ ผ่านเวทีการพูดคุยสันติสุขของขบวนการบีอาร์เอ็นนั้น ขึ้นอยู่กับฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นด้วยเป็นสำคัญ เพราะหากรัฐสนองตอบเงื่อนไขใดๆ โดยไม่ระมัดระวังเท่าที่ควร ก็จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานรักษาความมั่นคงในพื้นที่ได้ยากลำบากมากขึ้น ซึ่งนั่น พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในพื้นที่ จึงยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของเจ้าหน้าที่รัฐในการควบคุมสถานการณ์ การจัดให้มีเวทีปรึกษาหารือซึ่งเป็นสาระสำคัญประการหนึ่งตามหลักการยุติความรุนแรงตามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) นั้น คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขระบุว่า จะเปิดให้ภาคประชาสังคม หรือประชาชนในพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วมได้ นับเป็นเรื่องที่น่าจะสนองตอบในประเด็นดังกล่าวได้ หากแต่ขบวนการบีอาร์เอ็นต้องพร้อมให้กลุ่มเห็นต่างกลุ่มอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในเวทีการพูดคุยในเวทีปรึกษาหารือด้วย อย่างไรก็ตาม การจัดให้มีการปรึกษาหารือเพื่อแสวงหาทางออกของความขัดแย้งร่วมกันนั้น จะต้องได้รับความร่วมมืออย่างจริงใจ มีทัศนคติต่อคู่เจรจาอย่างกัลยาณมิตร และเปิดกว้างที่จะยอมรับเงื่อนไขความจำเป็นของคู่เจรจา ไม่ใช่ปรึกษาหารือเพื่อแสวงหาทางออกที่สนองความต้องการของฝ่ายตนเป็นสำคัญ เพราะนั่นจะเป็นการต่อสู้ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการเอาชนะทางความคิดที่ไม่มีวันสิ้นสุด สำหรับประเด็นการแสวงหาทางออกทางการเมืองซึ่งเป็นสาระสำคัญสูงสุดตามหลักการยุติความรุนแรงตามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม ( JCPP) นั้น ดูเหมือนจะไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร ในขณะที่ฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นฝ่ายที่ยื่นเงื่อนไขของสาระในประเด็นทางออกทางการเมืองที่ชัดเจนกว่าฝ่ายรัฐ อาทิ การยอมรับอัตลักษณ์ของชุมชนปาตานี สิทธิมนุษยชน การศึกษา ภาษา ระบบกฎหมาย ตลอดจนสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองเป็นต้น จนกระทั่งนักวิเคราะห์ความมั่นคงจากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศมาเลเซียท่านหนึ่ง กล่าวว่าบางทีการได้รับเอกราชหรือการปกครองตนเองอาจยังห่างไกล แต่อย่างน้อยพวกเขาได้เริ่มก้าวแรกเพื่อสิ่งนั้น นั่นคือสิ่งที่รัฐพึงตระหนักอย่างที่สุด เพื่อไม่ให้ทางออกทางการเมืองนั้น เป็นทางเดินสู่สถานะการเมืองที่บรรลุความต้องการสูงสุดของฝ่ายบีอาร์เอ็น
สยามรัฐออนไลน์ |

คู่ขนานเจรจากับอาวุธ

เสือตัวที่ 6 7 กุมภาที่ผ่านมา ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานได้ปฏิบัติการให้เห็นถึงกลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐของพวกเขาอย่างชัดเจนว่าขบวนการร้ายแห่งนี้ใช้กลยุทธ์การซ่อนพรางสับขาหลอกให้รัฐสับสนและแก้ไขเล่ห์กลของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้ยากยิ่ง ทั้งการซ่อนปนไปกับทุกองคาพยพในระบบกลไกของรัฐเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองโดยรวม ทั้งกลไกของรัฐสภาเพื่อผุดนโยบายตลอดจนกฎหมายที่เป็นประโยชน์ในการต่อสู้ทางการเมืองระดับชาติ การแทรกปนเข้าไปในกลไกในระบบราชการของรัฐในทุกระดับเพื่อแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกื้อกูลกับการต่อสู้ของขบวนการแห่งนี้อย่างเป็นรูปธรรม การแทรกปนและชิงการนำในกลุ่มที่เรียกว่าภาคประชาสังคมในระดับชาติและระดับพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการต่อสู้ในส่วนของประชาชนที่สอดรับกับการต่อสู้เชิงวัฒนธรรมพื้นถิ่นตลอดจนการนำประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์มาเป็นตัวสนับสนุนการแสดงให้เห็นอัตลักษณ์เฉพาะของกลุ่มคนในพื้นที่อย่างประสานสอดคล้องกัน ในขณะที่ขบวนการ BRN ใช้การต่อสู้ทางการเมืองด้วยการชิงการนำทางความคิดผ่านปฏิบัติการที่หลากหลายดังกล่าวข้างต้น ขบวนการร้ายแห่งนี้ยังปฏิบัติการคู่ขนานกับการต่อสู้ทางการเมืองที่ทรงพลังผ่านกลไกที่เรียกว่าการเจรจาสันติภาพที่ฝ่ายขบวนการกำลังเร่งขับเคลื่อนผ่านกลุ่ม BRN ที่เป็นตัวแสดงหลักในขณะนี้ ทั้งยังคู่ขนานกับการต่อสู้ด้วยอาวุธด้วยการหาจังหวะและโอกาสในการก่อเหตุร้ายทำลายบรรยากาศความสงบสุขเพื่อเร่งปฏิกิริยาการเจรจาสันติภาพให้ดำเนินไปอย่างจริงจังมากขึ้นโดยฝ่ายขบวนการยังคงความได้เปรียบฝ่ายรัฐด้วยการก่อเหตุให้เห็นถึงศักยภาพของการต่อสู้ด้วยอาวุธของขบวนการที่สามารถบีบบังคับรัฐให้ต้องยอมรับเงื่อนไขในการเจรจาอย่างไม่มีทางเลือกปรากฏการณ์ที่เกิดเหตุร้ายเมื่อ 7 กุมภาที่ผ่านมาจึงบ่งบอกชัดเจนว่าแม้ในขณะที่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวแสดงหลักจะใช้กลยุทธ์การต่อสู้ทางความคิดอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองโดยให้น้ำหนักการต่อสู้ทางการเมืองมากขึ้นอย่างสำคัญก็ตาม หากแต่ก็ยังไม่วางมือในการต่อสู้ด้วยอาวุธแต่อย่างใด และเมื่อใดที่มีโอกาสแสดงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธแล้วพวกเขาก็พร้อมจะก่อเหตุร้ายในทุกพื้นที่และทุกห้วงเวลาเพื่อให้รัฐและชาวโลกเห็นว่าพวกเขายังคงมีตัวตนและยังคงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมจะก่อเหตุร้ายใดๆ ด้วยอาวุธตามที่ต้องการ ปฏิบัติการต่อสู้ด้วยอาวุธของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐเมื่อ 7 กุมภาที่ผ่านมา ด้วยการโจมตีอันอุกอาจและท้าทายอำนาจรัฐถึงขั้นหาญกล้าเข้าโจมตีด้วยอาวุธสงครามนานาชนิดเข้าใส่บริเวณประตูทางเข้าอาคารบ้านพักอาศัย (แฟลต) อันเป็นบ้านพักอาศัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส  ส่งผลให้ จ่าสิบตำรวจ บินหลี  เศรษฐสุข อายุ 35 ปี ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบปราบ สถานีตำรวจภูธรรือเสาะ ต้องเสียชีวิตในที่เกิดทันทีทั้งยังถูกชิงอาวุธสงครามประจำกายของเจ้าหน้าที่ไปด้วยต่อมาเวลาประมาณ 21.16 น. ได้เกิดเหตุระเบิด บริเวณปากซอยบาเละ หน้าสวนกาญจนาภิเษก หมู่ที่ 10 ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส แม้ว่าเบื้องต้นไม่พบผู้ใดได้รับบาดเจ็บมีทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ได้รับความเสียหายจำนวนหนึ่ง หากแต่ได้ส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นในการรักษาความสงบของรัฐให้ลดน้อยถอยลงไป ในขณะที่เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการแบ่งแยกการปกครองของรัฐนั้นมีตัวตนอยู่อย่างสมบูณ์และยังคงมีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐด้วยอาวุธอย่างเต็มเปี่ยมหาได้ลดน้อยถอยลงไปแต่อย่างใดไม่ทั้งยังบ่งบอกว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธของขบวนการแห่งนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นตามจังหวะเวลาที่แกนนำขบวนการแห่งนี้ต้องการ การต่อสู้กับรัฐของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานนั้น ยังดำรงความมุ่งหมายในการขับเคลื่อนการต่อสู้ให้บรรลุเป้าหมายปลายทางสุดท้ายของพวกเขาอย่างเข้มข้น ซึ่งนั่นก็คืออิสระในการปกครองกันเองของกลุ่มคนในพื้นที่ที่ได้สะสมบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกสุดโต่งให้เกิดขึ้นกับผู้คนทุกเพศทุกวัยในวงกว้าง อันเป็นการสั่งสมกำลังความคิดและกำลังการต่อสู้ด้วยอาวุธให้คงศักยภาพพร้อมที่จะเอาชนะรัฐไทยได้เมื่อโอกาสอำนวย ทำให้เห็นปรากฏการณ์ได้ว่าแม้ในขณะที่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวแสดงหลักจะปรับกลยุทธ์เป็นการต่อสู้ทางความคิดอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองโดยใช้เวทีการเจรจาสันติภาพเป็นสำคัญก็ตาม หากแต่ก็ยังไม่วางมือในการต่อสู้ด้วยอาวุธแต่อย่างใด และเมื่อใดที่มีโอกาสแสดงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธแล้วพวกเขาก็พร้อมจะก่อเหตุร้ายในทุกพื้นที่และทุกห้วงเวลาเพื่อให้รัฐและชาวโลกเห็นว่าพวกเขายังคงมีตัวตนและยังคงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเต็มเปี่ยม ปรากฏการณ์การก่อเหตุร้ายครั้งล่าสุดนี้ ก็เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาที่เป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเหนือชั้น บ่งบอกให้เห็นว่าขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ยังคงความพยายามและดำรงความตั้งใจในการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอย่างเข้มข้นคงเส้นคงวา ด้วยการต่อสู้ทางการเมืองทุกระดับ การต่อสู้ทางความคิดในทุกภาคส่วน และการต่อสู้บนเวทีการเจรจาสันติภาพก็ยังคู่ขนานกับการต่อสู้ด้วยอาวุธในทุกโอกาสที่ต้องการ ปรากฏการณ์เหล่านี้ยิ่งยืนยันให้เห็นว่าการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐของขบวนการร้ายแห่งนี้ไม่อาจต่อสู้ทางการเมืองได้อย่างลำพัง พวกเขายังคงต้องใช้การเจรจาไปคู่ขนานกับการต่อสู้ด้วยอาวุธไปอย่างกลมกลืนและเข้มข้นยิ่ง
สยามรัฐออนไลน์ |

สันติภาพที่ยั่งยืน

เสือตัวที่ 6 กระบวนการสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นจังหวะจะโคน พลิกพลิ้วไปตามสถานการณ์การต่อสู้ระหว่างรัฐกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนกันไปมาอย่างเท่าทัน จวบจนปัจจุบันกระบวนการนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความแตกต่างทางความคิด อุดมการณ์ ความเชื่อและวัฒนธรรมอันหลากหลายได้ถูกร้อยเรียงผ่านเวทีการพูดคุยสันติสุขในสำนวนภาษาของรัฐหรือการเจรจาสันติภาพในสำนวนภาษาของฝ่ายขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่ซ่อนปนเจตนารมณ์ในการยกระดับขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐให้มีสถานะเทียบเท่ารัฐเพื่อประโยชน์ในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศอย่างแยบยลยิ่ง กระบวนการสันติภาพที่ต่างฝ่ายต่างพยายามช่วงชิงความหมายกันอย่างเข้มข้นนั้น ได้ทำให้การขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพเดินหน้าไปอย่างระมัดระวัง หลังจากที่อยู่ในกระบวนการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันอย่างยาวนานผ่านกระบวนการพูดคุย ก่อนหน้าที่คณะพูดคุยชุดเดิมจะหมดอายุลงตามรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลชุดใหม่ได้แสดงความกระตือรือร้นอย่างมากในอันที่จะสื่อสารเรื่องของการสร้างสันติภาพต่อสาธารณะ มีจัดแถลงชี้แจงข่าวหลายหน ซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ดีในการรณรงค์สาธารณะให้สนับสนุนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ หากแต่ว่าการเดินหน้าพูดคุยอาจจะชะงักงันไปในห้วงที่กำลังมีรัฐบาลใหม่ ในขณะที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนโดยกลุ่มบีอาร์เอ็นซึ่งเป็นกลุ่มหลักในขบวนการดังกล่าวได้ชะลอการดำเนินการเพื่อรอดูความชัดเจนในระดับรัฐบาล จนกระทั่งมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการแล้วกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพก็มีการเดินหน้าต่อไปอย่างระมัดระวัง ในช่วงที่รัฐได้รัฐบาลประชาธิปไตยใหม่ ทำให้หลายคนอาจจะคิดว่าน่าจะทำให้กลุ่มบีอาร์เอ็นมีแนวโน้มที่จะมีการคิดและตัดสินใจใดๆ ต่อกระบวนการสันติภาพที่กว้างขวางมากขึ้น ภายใต้บรรยากาศของระบบรัฐสภาและประชาธิปไตยที่กำลังเปิดกว้างให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันได้มากขึ้นบนพื้นฐานของการเปิดโอกาสให้มีบุคคลพลเรือนเข้ามาเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพฝ่ายรัฐเป็นครั้งแรก ตลอดจนการยกระดับการพูดคุยเพื่อสันติภาพในคณะกรรมาธิการของรัฐสภา เหล่านี้น่าจะเป็นก้าวแรกอีกครั้งหนึ่งในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันอันเป็นจุดสำคัญในกระบวนการสันติภาพที่จะเดินต่อไปอย่างมั่นคง หากแต่แท้ที่จริงแล้วผลสัมฤทธิ์ของกระบวนการสันติภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความจริงจังและความต่อเนื่องในระดับนโยบาย(รัฐบาล) อย่างที่สุด เพื่อให้กระบวนการสันติสุขเดินหน้าไปบนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันอย่างเต็มร้อยนั้น บรรลุผลสุดท้ายตามที่ทุกฝ่ายมุ่งหวัง และกระบวนการสันติภาพผ่านการพูดคุยที่อยู่บนพื้นฐานความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดใจ ยอมรับฟังความเห็นความคิดซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ความคิดความเห็นเหล่านั้นอาจไม่ตรงกับความคิดความเห็นของคู่เจรจา นั่นก็หมายความว่าในระหว่างทางและในท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายจะไม่มีใครได้ตามความมุ่งหวังไปทั้งหมด ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการตรงข้ามรัฐจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายบนหลักการรัฐเดียวตามที่รัฐธรรมนูญแห่งรัฐบัญญัติไว้อย่างชัดเจน บนเส้นทางของการพูดคุยเพื่อสันติสุขจึงต้องยึดหลักการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างกัลยาณมิตร ที่เรียกได้ว่าเป็นการหลอมรวมทางความคิดที่ไม่ใช่การต่อสู้ทางความคิดอย่างที่เคยกล่าวกันมา เส้นทางที่ก้าวเดินไปสู่จุดหมายสันติภาพจึงจะเป็นก้าวเดินที่มั่นคงบนความเห็นพ้องร่วมกันของทุกฝ่าย ซึ่งจะส่งผลให้สันติภาพดังกล่านั้น เป็นสันติภาพที่ยั่งยืนตามปรารถนา และการจะสร้างสันติภาพให้ได้และอย่างยั่งยืนนั้นต้องมีองค์ประกอบปลายประการในกระบวนการทั้งระบบกฎหมายของรัฐ ความเป็นธรรม ตลอดจนความเสมอภาคของคนทุกภาคส่วนที่มิได้ให้สิทธิแก่ประชาชนเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นพิเศษเท่านั้น รวมทั้งประเด็นสำคัญยิ่งคือการยอมรับในบรรทัดฐานของกฎหมายสูงสุดของรัฐนั่นคือรัฐธรรมนูญที่ระบุอย่างชัดเจนว่ารัฐไทยเป็นรัฐเดียวอันจะแบ่งแยกมิได้ บนพื้นฐานของบูรณภาพแห่งอาณาเขตเป็นสำคัญ ในขณะที่การแสดงออกทางความคิดของฝ่ายเห็นต่างจากรัฐที่ซ่อนปนไปในทุกองคาพยพของสังคมประเทศ ได้กล่าวเรียกร้องในทำนองว่าการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนนั่น ต้องให้หลักประกันในเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยอ้างอิงจากการที่ กอ.รมน.ภาค 4 (ส่วนหน้า) มีการฟ้องดำเนินคดีผู้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่มีการแสดงออกทางการเมืองผ่านการจัดกิจกรรมที่ผ่านมา อาทิ การจำลองการลงคะแนนเรียกร้องให้มีการใช้สิทธิการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง (RSD) ของกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งในพื้นที่ หรือการรวมตัวจัดกิจกรรมที่ซ่อนปนการปลุกระดมความเห็นต่างผ่านการแต่งกายที่อ้างอัตลักษณ์ สอดแทรกการกล่าวคำปฏิญาณของกลุ่มในทำนองรวมตัวกันต่อสู้กับผู้เห็นต่าง รวมทั้งการเรียกร้องที่ซ่อนพรางให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ปกครองพิเศษอันหมิ่นเหม่ต่อการกระทำที่ละเมิดต่อกติกาสูงสุดของรัฐ (รัฐธรรมนูญ) เป็นต้น หากแต่แท้ที่จริงแล้ว การดำเนินการของ กอ.รมน.ภาค 4 (ส่วนหน้า) ต่อบุคคลที่มีการกระทำอันหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกฎหมายของรัฐนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะละเลยละเว้นไม่ได้ และการฟ้องคดีก็เป็นเพียงการกล่าวหาที่เป็นการให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลอันเป็นกติกาของรัฐในการผดุงความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกคนในชาติอย่างเสมอภาค การเรียกร้องและกล่าวอ้างอิงด้วยประการในลักษณะดังกล่าวของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐ จึงเป็นการกล่าวอ้างและเรียกร้องตามความคิดของฝ่ายเห็นต่างจากรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งรัฐต้องให้ทัศนะที่เป็นความจริงและเหตุผลของการดำเนินการใดๆ ดังกล่าวต่อมวลชนคนเห็นต่างไม่ให้ถูกบิดเบือนจนนำไปสู่ความเกลียดชังและยิ่งถอยห่างจากรัฐมากขึ้น ซึ่งการเห็นพ้องต้องกันบนการรับฟังเหตุผลของกันและกันจะเป็นประตูไปสู่สันติภาพ และรัฐต้องเท่าทันทุกย่างก้าวของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจอันเป็นประเด็นสำคัญในกระบวนการพูดคุยอย่างกัลยาณมิตรเพื่อสันติสุขอย่างยั่งยืนตามที่มุ่งหวัง
สยามรัฐออนไลน์ |

คู่ขนานทุกมิติ

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ในสมรภูมิพิเศษในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยซึ่งมีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนปมหลากหลายมิติโดยฝ่ายตรงข้ามกับรัฐ ทำให้ฝ่ายรัฐจำต้องเรียนรู้อย่างเท่าทันในยุทธศาสตร์และยุทธวิธีหรือกลยุทธ์ของฝ่ายขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตลอดห้วงการต่อสู้เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐยังคงได้เปรียบฝ่ายรัฐอย่างทรงพลังอยู่ต่อไปจนกว่าจะเดินทางสู่เป้าหมายของพวกเขา นั่นคืออิสระในการปกครองกันเองในรูปแบบที่พวกเขาต้องการอย่างแรงกล้ามาโดยตลอด และนั่นเองที่รัฐจะต้องปรับกลยุทธ์การต่อสู้กับขบวนการในรูปแบบที่จะนำไปสู่ความมีบูรณภาพแห่งอาณาเขตและเอกภาพในการปกครองของรัฐอยู่ต่อไปอย่างสมบูรณ์ โดยการวางกลยุทธ์อย่างคู่ขนานในทุกมิติการต่อสู้ในสมรภูมินี้อย่างชาญฉลาดจนกว่าฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้จะอ่อนกำลังลงสู่ระดับที่ยอมรับได้ในที่สุด นั่นก็หมายความว่า การต่อสู้ในสมรภูมิแห่งนี้ รัฐไม่อาจทำให้ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐเหล่านี้หมดสิ้นความตั้งใจในการต่อสู้ลงอย่างสิ้นเชิง หากแต่ทว่าความเห็นต่างกับรัฐเหล่านั้นจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐในระดับที่น่าเป็นกังวล ซึ่งพหุวัฒนธรรมที่มีเป้าหมายว่าคนทุกกลุ่มทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ท่ามกลางความเห็นต่างที่ยังคงอยู่บนวิถีที่แตกต่างอันสวยงามตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยทุกกลุ่มทุกฝ่ายอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันของชนชาติไทยด้วยกลยุทธ์การเดินหน้าของทุกองคาพยพของรัฐอย่างคู่ขนานในทุกมิติอย่างกลมกลืน ด้วยนโยบายของรัฐแบบคู่ขนานที่เดินหน้าแก้ปัญหาการแบ่งแยกดินแดนผ่านกลยุทธ์อันหลากหลาย อาทิการแต่งตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นครั้งแรกในรัฐสภาการแต่งตั้งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และแต่งตั้งบุคคลพลเรือนเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะที่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ยังคงประกาศใช้ต่อไป ร่วมกับการปรับลดบางพื้นที่ (อำเภอปะนาเระและอำเภอรามัน จังหวัดปัตตานี) โดยคู่ขนานกับการบังคับใช้กฎหมายของรัฐเพื่อผดุงความเป็นกติกาของรัฐที่ทุกคนในประเทศนี้จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอยู่ต่อไป อาทิ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เดินหน้าฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (ม.116) ต่อกลุ่มขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (PelajarBangsa) กรณีการจัดกิจกรรมเสวนาสิทธิการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานีและการทดลองทำประชามติจำลองณ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กรณี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ฟ้องคดี ม.116 และข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ต่อแกนนำ 9 คน กรณีการจัดกิจกรรมรวมตัวกันที่อ้างว่าเป็นการแสดงออกทางอัตลักษณ์มลายูรายาณ หาดวาสุกรี อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีหากแต่หมิ่นเหม่ต่อการยั่วยุปลุกระดมให้เกิดความเห็นต่างจากรัฐผ่านการแสดงออกเชิงอัตลักษณ์มลายูที่ซ่อนปมการสื่อสารให้เห็นประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลระหว่างรัฐสยามกับพี่น้องในพื้นถิ่นมลายูในพื้นที่ รวมทั้งการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ฟ้องคดีโดยแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์กระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯกรณีเปิดเพจชมรมพ่อบ้านใจกล้า Butler’s Club ที่อ้างว่ากระทำการรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตถูกวิสามัญจากเจ้าหน้าที่รัฐ เหล่านั้นล้วนเป็นกลยุทธ์การต่อสู้ของรัฐที่มุ่งเดินหน้าแบบคู่ขนานทั้งการเดินหน้าต่อสู้ทางการเมืองที่มีมิติใหม่ในการแสวงหาแนวทางใหม่ให้โอกาสบุคคลพลเรือนเข้ามาสู่เวทีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง การให้โอกาสยกระดับการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับชาติผ่านเวทีคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกบนเส้นทางการต่อสู้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน รัฐก็ยังคงเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายซึ่งเป็นเครื่องมืออันเป็นสัญลักษณ์ว่ารัฐไทยยังคงเป็นรัฐเอกราชหนึ่งเดียวที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้นจริงจังอย่างที่เห็น การต่อสู้ของรัฐอย่างคู่ขนานดังกล่าวมานั้น ก็ยังควบคู่ไปด้วยกลยุทธ์ในทุกมิติตั้งแต่ระดับนานาชาติ ระดับชาติ ลงมาถึงระดับพี่ท้องถิ่นอย่ากลมกลืน อาทิ ระดับนานาชาติ โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ประกาศลงสมัครสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) วาระปี ค.ศ. 2025-2027 เพื่อในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและค่านิยมประชาธิปไตย เพื่อคงไว้ซึ่งพลังการต่อสู้ของรัฐในระดับนานาชาติต่อกรณีการแก้ปัญหาในพื้นที่ปลายด้ามขวานให้เข้มแข็งอยู่ต่อไป ส่วนระดับประเทศ ในห้วงที่รัฐบาลกำลังจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากรัฐจะต้องคงไว้ซึ่งการชิงการนำกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเป็นเอกภาพและบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐไว้อย่างเข้มแข็งมั่นคงอยู่ต่อไป สำหรับระดับในพื้นที่ ด้วยกระบวนการสันติภาพผ่านการเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยแบบเปิดใจระว่างกัน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายของรัฐอย่างเป็นธรรม มิให้กลุ่มเห็นต่างใช้คำว่าสิทธิมนุษยชนเป็นข้ออ้างในการปลุกระดมให้คนในพื้นที่แห่งนี้เกิดความเห็นขัดแย้งจากรัฐจนนำไปสู่ความเห็นพ้องในอิสระที่จะอยู่กันเองตามวิถีที่แกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ต้องการ ควบคู่กับการควบคุมสถานการณ์ให้มีความสงบในพื้นที่อย่างเข้มข้นเพื่อจำกัดไม่ให้กองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้สามารถก่อเหตุร้ายขึ้นมาได้ตามอำเภอใจ ในขณะเดียวกันรัฐก็ยังคงพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่และชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องในพื้นที่ให้มีความสุขสบายมากขึ้นเป็นลำดับจนกว่าคนในพื้นที่จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐไทย และนั่นคือกลยุทธ์การต่อสู้ของรัฐที่ต้องกระทำอย่างคู่ขนานในทุกมิติของความขัดแย้งจึงจะนำมาซึ่งชัยชนะของรัฐอย่างแท้จริง
สยามรัฐออนไลน์ |

รุกระดับยุทธศาสตร์

เสือตัวที่ 6 ยุทธศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองให้เป็นอิสระจากรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การต่อสู้แบบคู่ขนานที่ใช้ทั้งการก่อเหตุร้ายรายวันเพื่อสร้างบรรยากาศของความไม่สงบโดยชนพื้นถิ่นเพื่อสื่อไปถึงประชาคมโลกให้เข้ามาสนับสนุนการแยกตนเองเป็นอิสระในการปกครองกันเองในที่สุด ควบคู่กับการต่อสู้ทางความคิดด้วยการสร้างฐานแนวร่วมมวลชนให้เข้มข้น เป็นระบบและแพร่กระจายไปในวงกว้างทั้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้และต่อขยายไปสู่พื้นที่อื่นทั่วทุกพื้นที่ของรัฐโดยเฉพาะกลุ่มคนในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐแห่งนี้และเป็นแหล่งที่อยู่ของคนระดับนำของรัฐในทุกภาคส่วนทั้งนักวิชาการและภาคประชาสังคม รวมทั้งคนที่มีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายระดับชาติอย่างแท้จริง และเมื่อสถานการณ์การต่อสู้ด้วยอาวุธจากการใช้ความรุนแรงของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้ถูกการตอบโต้อย่างเท่าทัน ส่งผลให้การขับเคลื่อนการต่อสู้ด้วยอาวุธที่หมายเป็นตัวเร่งให้การต่อสู้ทางความคิดระดับชาติเหล่านั้น มีความจำกัดลงจนแทบจะเดินหน้าตามแนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงทางอาวุธอย่างที่เคยทำมานั้นไปต่อไม่ได้ตามเป้าหมาย ล้วนเป็นตัวเร่งให้แกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ จำต้องปรับยุทธศาสตร์การต่อสู้มาใช้การต่อสู้ทางความคิด ขับเคลื่อนการต่อสู้ทางการเมืองระดับชาติอย่างเข้มข้น เป็นระบบ เพื่อให้ยุทธศาสตร์การต่อสู้ของพวกเขายังคงเดินหน้าไปสู่เป้าหมายสุดท้ายนั่นคืออิสระในการอยู่กันเองของคนในพื้นถิ่นตามวิถีที่กลุ่มตนต้องการให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่วิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน วิถีความเชื่อตามหลักศาสนาที่ตนนับถือศรัทธา วิถีการศึกษาตามหลักความเชื่อทางศาสนา วิถีการปกครองตามหลักกฎหมายที่คงยึดหลักความเชื่อทางศาสนา รวมทั้งวิถีการแต่งกายแบบพื้นถิ่นที่สืบต่อกันมา ให้เป็นที่รับรู้และยอมรับแบบฉบับของกลุ่มตนให้แผ่ขยายไปในวงกว้าง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดห้วงตั้งแต่ขบวนการแห่งนี้ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปเป็นการต่อสู้ทางความคิด ด้วยการขับเคลื่อนการต่อสู้ระดับชาติจึงถูกร้อยเรียงต่อกันอย่างกลมกลื่นด้วยการต่อสู้ที่แทรกปนไปกับแนวคิดของอิสรภาพในหลากหลายรูปแบบ อาทิ อิสรภาพ เสรีภาพในการแต่งกายชุดมลายูที่แอบซ่อนความหมายของการต่อสู้ให้เกิดการยอมรับวิถีชีวิตของคนพื้นถิ่นในระดับชาติ รวมทั้งเพื่อเป้าหมายการต่อสู้ให้สังคมประเทศได้ยอมรับในอัตลักษณ์ของคนในพื้นถิ่นที่ปรากฏให้เห็นทางการแต่งกายในชัดมลายูในหลากหลายโอกาสโดยเฉพาะในรัฐสภาซึ่งเป็นเวทีการต่อสู้ทางความคิดระดับชาติบนเวทีการเมืองที่สำคัญยิ่ง เมื่อกลางเดือนมกราคม นักการเมืองแบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองหนึ่ง ได้แต่งกายด้วยชุดมลายูเข้าสภา และได้ขออภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ความตอนหนึ่งว่า ความย้อนแย้งคือเรากำลังสร้างสันติภาพแบบยั่งยืน แต่ว่าการบังคับใช้กฎหมาย การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำต่อนักกิจกรรม กลุ่มที่ทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และแสดงออกสิทธิพลเมืองการเมือง กลับโดนหมายเรียก ทั้งที่ความจริงแล้วคนที่ถูกหมายเรียกเหล่านั้นเป็นกรณีอื่นที่คนกลุ่มนั้นเคยกระทำมา หาใช่เรื่องการแต่งกายไม่ หากแต่เป็นข้อกล่าวหาในคดีความมั่นคงที่กลุ่มคนดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้อง และปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดรับกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักกิจกรรมจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันเดียวกัน ที่ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องที่อาคารรัฐสภา ในขณะที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เคยออกมาชี้แจงแล้วว่า นายซาฮารี จากเพจชมรมพ่อบ้านใจกล้าเพื่อรับระดมเงินบริจาคนั้นไม่ได้ถูกดำเนินคดีเรื่องเปิดบัญชีระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวผู้ที่ถูกวิสามัญฆาตกรรม หรือเสียชีวิตจากการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ เพราะไม่ใช่การกระทำผิดกฎหมาย แต่ถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง และกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นักกิจกรรมที่จัดรวมตัวชุมนุมแต่งชุดมลายู ก็ไม่ได้ถูกดำเนินคดีเรื่องการแต่งกายตามอัตลักษณ์ แต่มีการดำเนินคดีเรื่องการปราศรัยบนเวทีในลักษณะปลุกระดม และมีการโบกธงบีอาร์เอ็นของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ประเด็นการแต่งกายชุดมลายูอย่างเอิกเกริกในที่ประชุมระดับชาติ กลับถูกหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขในการแบ่งแยกความคิดของผู้คนในสังคมประเทศที่อ้างว่าต้องการสื่อถึงความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่สืบทอดมาจากประวัติศาสตร์ของตนเอง แต่นั่นกลับตอกย้ำถึงความแตกต่างทางกายภาพที่มุ่งไปสู่การแบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งแยกผู้คนในสังคมให้ออกห่างจากกันมากขึ้นเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในความเป็นตัวตนของกลุ่มพื้นถิ่นจนนำไปสู่การยอมรับในการปกครองกันเองของพวกเขาในที่สุด นับเป็นการต่อสู้ทางความคิดด้วยการต่อสู้ทางการเมืองระดับชาติที่ชาญฉลาดยิ่งนับเป็นยุทธศาสตร์การต่อสู้กับรัฐที่น่ากังวลยิ่ง หากรัฐไม่ตระหนักรู้ และไม่เท่าทันกับยุทธศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่กำลังขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นในห้วงเวลานี้ เพราะนอกจากการพยายามสื่อถึงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของคนในพื้นที่แห่งนี้ที่แตกต่างกับคนนอกพื้นที่อย่างชัดเจนผ่านคำว่าอัตลักษณ์ประจำถิ่นที่สืบต่อกันมาที่รัฐต้องให้เสรีภาพในการแต่งกายตามที่กลุ่มคนต้องการ หากแต่ชุดที่สวมใส่นั้นหาใช่เป้าหมายให้เกิดการยอมรับในการแต่งกายประจำถิ่นเท่านั้น หากแต่หมายให้เกิดการยอมรับระดับชาติว่าคนกลุ่มนี้มีความเป็นชาติพันธุ์ที่ต้องให้อิสระในการอยู่กันเองจนลุกลามไปสู่การต่อสู้ให้รัฐไทยยอมรับธงบีอาร์เอ็น เหล่านี้คือกระบวนการรุกระดับยุทธศาสตร์ของขบวนการที่รัฐต้องตามให้ทัน
สยามรัฐออนไลน์ |

สงครามยืดเยื้อยุคใหม่

เสือตัวที่ 6 หากนับย้อนหลังจากเดือน มกราคม 2567 ไป 20 ปี จะเป็นค่ำคืนวันที่ 4 มกราคม 2547 ขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานได้รวมพลังปฏิบัติการเงียบ บุกเข้าปล้นปืนของทหารไทยไป 413 กระบอก จากคลังแสงของกองพันทหารพัฒนา ค่ายปิเหล็ง ในจังหวัดนราธิวาส นับเป็นปฏิบัติการลับสุดยอดของขบวนการแบ่งแยกดินแดนแห่งนี้ที่นับเหตุการณ์อุกอาจเกิดขึ้นอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และนับเป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นสัญญาณการต่อสู้กับรัฐอย่างเต็มรูปแบบเพื่อเป้าหมายสุดท้ายที่ทราบกันดีว่าคือการแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐเพื่อปกครองกันเองตามวิถีที่แกนนำต้องการ โดยมีผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ปล้นปืนในวันที่ 4 มกราคม 2547 นั้น ได้พลิกฟื้นสถานการณ์การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ทำท่าว่าจะสงบราบคาบลง ให้กลับฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นมาในทันที พร้อมทั้งถูกยกระดับการต่อสู้อย่างรุนแรงเรื่อยมาจนขยายวงความขัดแย้งให้กว้างขวางและบานปลายออกไปเรื่อยๆ จวบจนเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์การต่อสู้ได้พัฒนาการมาเป็นการลดระดับความถี่ในการก่อเหตุอย่างน่าพอใจ หากแต่มันได้ถูกยกระดับความรุนแรงของเหตุร้ายในแต่ละครั้งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งได้แปรเปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่การต่อสู้ในระดับนโยบายทางการเมือง ควบคู่กับการต่อสู้ทางความคิดในระดับพื้นที่ท้องถิ่นสู่ระดับชาติและนานาชาติมากขึ้นอย่างเป็นระบบ วันนั้น ได้ดำเนินสืบเนื่องต่อมาจนมีสถานะเป็นปัญหาความมั่นคงที่สำคัญของรัฐไทยมาตลอด 20 ปี จนเรียกได้ว่าเป็นสงครามยืดเยื้ออย่างเห็นได้ชัดจวบจนปัจจุบัน และแม้ว่าจะมีแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้งตั้งใจและโดยเฉพาะที่ไม่ได้ตั้งใจ ให้การโจมตีการทุ่มเทของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงของชาติในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ตลอด 20 ปีว่าไม่สามารถยุติปัญหาในพื้นที่ได้ ด้วยการนำงบประมาณในการแก้ปัญหาภาคใต้มาเป็นประเด็นหลักในการโจมตี แต่หากพิจารณาให้ครอบคลุมทุกมิติแล้วจะพบว่า การใช้เงินงบประมาณของรัฐจำนวนมากขนาดนั้น น่าจะคุ้มค่ากับการได้มาซึ่งสภาพการณ์การต่อสู้ในพื้นที่ที่รัฐสามารถบีบบังคับให้ขบวนการร้ายแห่งนี้ มีโอกาสในการก่อเหตุร้ายลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐเหล่านี้จำต้องแปรเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ไปเป็นการต่อสู้ระดับนโยบายทางการเมืองระดับชาติ พร้อมกับการต่อสู้ทางความคิดสร้างกระแสการยอมรับในความมีตัวตนของขบวนการแบ่งแยกดินแดนโดยเฉพาะกลุ่ม BRN รวมทั้งการยอมรับในวิถีการปกครองในแบบฉบับที่แกนนำขบวนการแห่งนี้กำลังนำเสนอให้เกิดขึ้นในทุกระดับ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็เห็นได้ว่าการทุ่มเทความพยายามของรัฐในหลากหลายมิติรวมทั้งด้านเงินงบประมาณของรัฐที่ผ่านมานั้น ล้วนลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บริสุทธิ์ให้ดำรงคงอยู่ได้อย่างมั่นคงอันเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ ทรัพยากรของรัฐที่ทุ่มเทในการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาสงครามในสมรภูมิปลายด้ามขวานตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2547 จนถึงมกราคม 2567 จึงเป็นผลสำเร็จที่น่าพอใจ ด้วยชีวิตผู้คนที่บริสุทธิ์หลายพันชีวิตที่สูญเสียและพิการจากน้ำมือของคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐนั้น ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ การดำเนินการของรัฐที่ผ่านมาตลอด 20 ปี ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงจากการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างโหดร้ายของคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ลดระดับความถี่ลงจนอยู่ในระดับที่รัฐควบคุมได้ หากจะมีเหตุร้ายในพื้นที่บ้างก็ไม่เป็นผลต่อกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐและไม่กระทบต่อบรรยากาศของการกลับมาสู่สันติสุขที่คนส่วนใหญ่ต้องการนั้น จึงเห็นได้ว่าการต่อสู้ในสงครามครั้งนี้นั้น รัฐสามารถบีบบังคับและโน้มนำให้ขบวนการร้ายแห่งนี้ ลดการใช้อาวุธและหันมาใช้เส้นทางการต่อสู้ทางความคิดตามที่รัฐต้องการได้อย่างน่าพอใจ ตลอดเส้นทางการต่อสู้ 20 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ได้เลวร้ายมากมายอย่างที่แนวร่วมขบวนการกำลังกล่าวร้ายรัฐโดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐอย่างสิ้นเชิง ด้วย 20 ปี ของการต่อสู้บนเส้นทางเหล่านี้ได้ถูกค้ำยันด้วยชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐตลอดจนประชาชนผู้บริสุทธิ์มากมายจนพัฒนาการมาถึงสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองและการต่อสู้ทางความคิดอย่างมุ่งมั่นทุกวันนี้ หากแต่รัฐเองก็ต้องตระหนักรู้กลยุทธ์ใหม่ที่แกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้กำลังปรับเปลี่ยน แกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐต่างรู้ดีว่าวันนี้พวกเขาไม่สามารถใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธที่รุนแรงอย่างกว้างขวางไปจนนำไปสู่การสร้างกระแสความสนใจจากนานาชาติและเข้ามาช่วยเหลือให้พื้นที่แห่งนี้แยกตัวเป็นอิสระจากรัฐไทยอย่างตัวแบบในบางประเทศ แกนนำขบวนการจึงเตรียมความพร้อมในกลยุทธ์ใหม่จนกล้าแข็งและกำลังขับเคลื่อนการต่อสู้บนเส้นทางใหม่อย่างเข้มข้น ด้วยการต่อสู้ในเชิงนโยบายระดับชาติผ่านนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เป็นแนวร่วมทางตรง(ตั้งใจ) และแนวร่วมทางอ้อม(ไม่ได้ตั้งใจ) ที่มีหลากหลายทั้งนักการเมืองระดับท้องถิ่น ภูมิภาค จนถึงระดับชาติ รวมทั้งนักวิชาการบางคนที่หลงกลไปเข้าทางการสนับสนุนการต่อสู้ทางการเมืองและการต่อสู้ทางความคิด สมรภูมิการสู้รบแห่งนี้ จึงไม่ง่ายและไม่ธรรมดาอย่างที่คิด ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐโดยมีกลุ่ม BRN เป็นตัวแสดงหลัก มีความต้องการให้กลุ่มของขบวนการเป็นที่ยอมรับและมีที่ยืนเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐอย่างเป็นทางการ ในขณะที่รัฐเองก็ต้องการให้การต่อสู้ครั้งนี้เป็นความขัดแย้งภายในชาติที่ไม่มีคู่ขัดแย้งในระดับสถานะเดียวกับรัฐ การต่อสู้ที่ฝ่ายขบวนการมีแนวร่วมมากมายที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือในการดำเนินการทุกอย่างของรัฐ การต่อสู้ทางความคิดที่ยากยิ่งกว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธจึงเป็นสงครามยืดยื้อยุคใหม่ที่จะต้องดูว่าใครจะมีสายป่านยาวกว่ากัน
สยามรัฐออนไลน์ |

สะสมพลัง

เสือตัวที่ 6 ภายใต้ความสงบเงียบในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทย หาใช่ตัวชี้วัดอย่างแท้จริงว่าไฟใต้ได้มอดดับแล้วอย่างสิ้นเชิง หากแต่แท้ที่จริงแล้วขบวนการต่อสู้กับรัฐเพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายสุดท้ายที่ต้องการคืออิสรภาพในการปกครองดูแลกันเองในมโนภาพที่แกนนำคนกลุ่มนี้ต้องการ ได้แปรเปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่การสะสมบ่มเพาะแนวคิดอันแปลกแยกแตกต่างจากรัฐไทยอย่างเข้มข้น เป็นระบบ และมีความต่อเนื่องคงเส้นคงวาอย่างลุ่มลึก อันเป็นการสะสมพลังการต่อสู้กับรัฐที่เริ่มต้นที่ชุดความคิดที่คนกลุ่มนี้ต้องการ นั่นคือการบ่มเพาะชุดความคิดที่ตระหนักในอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มตน อันบ่งบอกถึงชาติพันธุ์ของกลุ่มคนในพื้นที่แห่งนี้ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและถูกกดทับ ทำลายล้างจากคนต่างถิ่นอย่างโหดร้าย ซึ่งเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่คนรุ่นปัจจุบันจะต้องร่วมกันต่อสู้กับผู้รุกราน ทำลายล้างกลุ่มตนเหล่านั้นให้ถอยห่างและคืนความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์อันยิ่งใหญ่ของกลุ่มตนให้ได้ในที่สุด ชุดความคิดดังกล่าวล้วนเป็นยุทธศาสตร์การสะสมพลังทางความคิดให้คนรุ่นปัจจุบันได้ร่วมเส้นทางการต่อสู้กับรัฐอย่างทรงพลัง ทุกกิจกรรมที่กำลังขับเคลื่อนทั้งที่ลับและที่แจ้ง ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือการสะสมพลังทางความคิดและจิตวิญญาณให้เกิดขึ้นกับคนรุ่นปัจจุบันอย่างทรงพลังยิ่ง และมันพร้อมที่จะเดินหน้าพลังทางความคิดและจิตวิญญาณเหล่านั้นอย่างกล้าแข็งโดยที่รัฐไทยไม่อาจต้านทานได้ กิจกรรมและปฏิกิริยาหลากหลายรูปแบบที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ถูกร้อยเรียงอย่างเป็นระบบ เพื่อชี้ให้เห็นว่า คนในพื้นที่แห่งนี้มีอัตลักษณ์เป็นของกลุ่มตนที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ของรัฐ และกำลังถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไม่เป็นธรรม การแห่ศพผู้ที่ถูกวิสามัญฆาตกรรมในพื้นที่ชายแดนใต้หลายกรณี มีการไลฟ์สดเหตุการณ์แห่ศพและการยื้อแย่งศพในเวลาต่อมาได้ถูกนำมาสร้างความรู้สึกว่าคนในพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อรัฐที่จะใช้เป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมความเกลียดชังของคนในพื้นที่ที่มีต่อรัฐอย่างลุ่มลึก มีการตั้งกลุ่มตรงข้ามรัฐอย่างเปิดเผยหลายกลุ่ม อาทิ เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) เปิดเผยสถิติจำนวนนักกิจกรรมภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ซึ่งถูกดำเนินคดีความมั่นคงในช่วงปี 2561 – 2566 โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ทำกิจกรรมการแสดงออกทางการเมืองและกำลังขยายสมาชิกกลุ่มเครือข่ายออกไป ซึ่งพร้อมที่จะร่วมต่อสู้กับรัฐในทุกรูปแบบที่เอื้ออำนวยเมื่อโอกาสอำนวย การจัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคมในนามกลุ่มชมรมพ่อบ้านใจกล้า (Butler's Club) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับบริจาคความช่วยเหลือทั้งที่เป็นตัวเงินและสิ่งของ ข้าวสาร อาหารแห้ง หรือไข่ไก่ ให้กับครอบครัวผู้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐวิสามัญจากการต่อสู้การจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐโดยกลุ่มนี้อ้างว่าผู้ถูกวิสามัญเหล่านั้น เป็นพี่น้องมุสลิมที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ ตลอดจนให้การช่วยเหลือคนในครอบครัวผู้สูญเสียดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นธรรมเนียม และหลักปฏิบัติของศาสนา โดยเคลื่อนไหวในรูปของเพจชมรมพ่อบ้านใจกล้าฯ เป็นเพจที่ปรากฏตัวขึ้นในโลกออนไลน์เมื่อวันที่ 7 พ.ค.64 หลังจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ปิดล้อมและยิงปะทะผู้ก่อเหตุรุนแรง ในพื้นที่ ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา การก่อกำเนิดขึ้นของเพจชมรมพ่อบ้านใจกล้าฯ นอกจากทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับการบริจาคจากแนวร่วมทั้งที่ลับและที่แจ้ง เพื่อส่งการช่วยเหลือครอบครัวของนักรบของคนแนวคิดอุดมการณ์เดียวกันที่สูญเสียจากการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ยังมีการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation) เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ และคำว่าพ่อบ้านใจกล้า อาจมีนัยหมายถึงกลุ่มนักรบในขบวนการแบ่งแยกดินแดน เป็นชายฉกรรจ์ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายกรณีที่แม้จะมีเหตุผลในเรื่องของกฎหมายเพราะผู้ตายเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคง และต่อสู้ขัดขืนการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่คนกลุ่มนี้อ้างในแง่ของมนุษยธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การนิ่งเฉยของหน่วยงานรัฐ จากการปฏิบัติการ IO ย่อมเป็นเงื่อนไขประเด็นการใช้ความรุนแรงอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับจากการกระทำของรัฐในวงกว้างดังที่ปรากฏการวิพากษ์วิจารณ์ของคนในพื้นที่อย่างน่ากังวล หากแต่ทว่าในทางตรงข้ามเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายต่อคนในกลุ่มที่มีท่าทีและการแสดงออกอันหมิ่นเหม่ต่อความมั่นคงของรัฐ ด้วยการยุยงปลุกปั่น หรือกระทั่งการแสดงออกถึงความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มตนที่มุ่งสร้างความแปลกแยกแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ของรัฐแล้ว ก็อาจเป็นเงื่อนไขในการสร้างความบาดหมางให้เกิดกับคนพื้นที่แห่งนี้ได้ โดยซ่อนพรางกิจกรรมหรือการแสดงออกเหล่านั้นในรูปแบบวัฒนธรรมประจำถิ่นที่ยากจะแยกแยะของหน่วยงานภาครัฐได้โดยง่าย กรณีมีหมายเรียกไปยังนักกิจกรรมที่อ้างว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 9 คน ในข้อหายุยงปลุกปั่นและอั้งยี่ซ่องโจร จากการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมแต่งชุดมลายูฉลองเทศกาลฮารีรายอ พร้อมกล่าวคำปฏิญาณเพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเมื่อเดือนเมษายน 2566 โดยอ้างว่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จชต. นั้น กำลังตกเป็นเงื่อนไขในการปลุกปั่นให้เกิดความบาดหมางของคนในพื้นที่กับรัฐมากขึ้น และนั่นคือความยากที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จะเข้าไปบริหารจัดการกับความเคลื่อนไหวของบรรดาแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกการปกครองภายในการบงการของแกนนำขบวนการระดับพระกาฬ ทำให้ความเคลื่อนไหวการต่อสู้กับรัฐเพื่อบรรลุเป้าหมายสุดท้ายของขบวนการร้ายแห่งนี้มีความทรงพลัง ลุ่มลึก และแยบยลในการสะสมพลังอันยิ่งใหญ่สู่การต่อสู้ขั้นสุดท้ายของพวกเขาเมื่อโอกาสอำนวยได้ไม่ยาก
สยามรัฐออนไลน์ |