สำนักคิดอันสุดโต่ง

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ด้วยยุทธศาสตร์สงครามยืดเยื้อเป็นกระบวนการต่อสู้ในสงครามที่คู่ต่อสู้มีพลังอำนาจการรบที่แตกต่างกันอย่างมาก เป็นกลยุทธ์ในสงครามที่ฝ่ายที่มีพลังอำนาจในการรบต่ำกว่านำมาใช้เพื่อลดทอนศักยภาพการรบของฝ่ายตรงข้ามให้ลดน้อยถอยลงโดยใช้ยุทธวิธีการรบแบบกองโจรใต้ดินเป็นสำคัญ และในขณะเดียวกันกลยุทธ์สงครามยืดเยื้อด้วยยุทธวิธีการรบแบบกองโจรใต้ดินนี้ ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการรบของฝ่ายด้อยกว่า ให้กลับมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ และนั่นคือยุทธวิธีที่ขบวนการแย่งยึดอำนาจการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานนำมาใช้สู้รบกับรัฐได้อย่างเข้มแข็งยืดเยื้อยาวนานมาหลายสิบปี กระบวนการต่อสู้กับรัฐด้วยองค์กรลับอย่าง BRN จึงเป็นหลักการสำคัญในการซ่อนพรางคู่ต่อสู้กับรัฐ ที่ผ่านมาสงครามในสมรภูมินี้จึงทำให้รัฐคลำทางไม่ถูกสักที ที่ผ่านมาจึงทำให้รัฐหาโจทย์ไม่พบและนั่นจึงเป็นที่มาของการแสวงหาแนวทางในการต่อสู้กับ BRN จึงคลุมเครือและไม่ต่อเนื่อง เกิดสำนักคิดในการต่อสู้ของรัฐที่มีต่อขบวนการร้ายแห่งนี้ที่แตกต่างกันออกไปจนยากที่จะแสวงจุดร่วมในการต่อสู้ระหว่างสำนักคิดฝ่ายรัฐได้อย่างลงตัวด้วยความเชื่อในชุดความคิดของตนจึงเป็นสำนักคิดที่สุดโต่งในแบบของตน ชุดความคิดของแต่ละสำนักคิดอันสุดโต่งเหล่านั้นจึงเกิดแนวทางการต่อสู้ การขับเคลื่อนทุกองคาพยพของรัฐเพื่อแก้ปัญหาในสงครามยืดเยื้อยาวนานในสมรภูมิปลายด้ามขวานที่นักการทหาร นักความมั่นคง ตลอดจนนักวิชาการ ต่างตีโจทย์และมุมมองต่อปรากฏการณ์ความขัดแย้งในการต่อสู้แตกต่างกันไปคนละทิศละทาง จนกลายเป็นแนวคิดในการต่อสู้แตกต่างอย่างสุดขั้วตามชุดความคิดของสำนักคิดที่หลากหลาย โดยชุดความคิดบางสำนักคิดเชื่อว่ากลุ่มปรปักษ์กับรัฐประกอบกันด้วยกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มที่ไม่มีกลุ่มใดเป็นองค์กรนำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเห็นว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนประกอบด้วยอย่างน้อย 6 กลุ่ม คือ 1) กลุ่ม BRN ประกอบด้วย องค์กรแนวร่วมและกองกำลังติดอาวุธ 2) กลุ่ม PULO MKP ประกอบด้วย องค์กร และแนวร่วม 3) กลุ่ม PULO DSPP ประกอบด้วย องค์กร และแนวร่วม 4) กลุ่ม PULO P4 ประกอบด้วย องค์กรและแนวร่วม 5) กลุ่ม BIPP ประกอบด้วย องค์กร และ แนวร่วม และ 6) กลุ่ม GMIP ประกอบด้วย องค์กรและแนวร่วม โดยแกนนำของกลุ่มต่างๆ จะอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดน ในขณะที่บางสำนักคิดเชื่อว่า กลุ่มขบวนการร้ายเหล่านั้นมีพัฒนาการที่เปลี่ยนไปแล้วและมีวิธีการในการต่อสู้แย่งยึดอำนาจการปกครองจากรัฐที่เปลี่ยนไป   ในขณะที่อีกสำนักคิดหนึ่งเชื่อว่าปัจจุบันคงเหลือเพียงกลุ่ม BRN เท่านั้นที่ยังคงมีศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐได้อย่างเข้มแข็ง   บางสำนักคิดเชื่อว่ากลุ่มขบวนการร้ายแห่งนี้ต้องการเอกราชในรูปแบบเขตปกครองพิเศษ ในขณะที่อีกสำนักคิดหนึ่งเชื่อว่าเป้าหมายสำคัญสุดท้ายของขบวนการแย่งยึดอำนาจรัฐคือเอกราชในการปกครองคนเองโดยสมบูรณ์ในรูปแบบรัฐเอกราชปาตานี ซึ่งนั่นจะเป็นที่มาของวิธีการต่อสู้ของรัฐที่มีต่อขบวนการที่แตกต่างกัน  นอกจากนั้น กระบวนการขับเคลื่อนการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาของรัฐก็แตกต่างกันไปตามชุดความคิดของแต่ละสำนักคิด บางสำนักคิดเชื่อว่าต้องใช้การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้เกิดกับคนในพื้นที่เพราะเชื่อในความคิดที่ว่าเมื่อคนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีเศรษฐกิจที่ดี มีอนาคตที่ดี มวลชนย่อมไม่ต้องการเข้าร่วมกับขบวนการและการต่อสู้ด้วยอาวุธ ในทางตรงข้ามบางสำนักคิดเชื่อว่าต้องเอาชนะขบวนการร้ายแห่งนี้ด้วยอาวุธให้ได้อย่างเด็ดขาดก่อนจึงจะเอาชนะในมิติอื่นๆ ได้ นั่นคือการทุ่มกำลังทหารเข้ารุกไล่ทำลายโครงสร้างกองโจรในพื้นที่หมู่บ้านให้สิ้นซากก่อนขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อความมั่นคงต่อไป บางสำนักคิดเชื่อว่ากระบวนการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่แห่งนี้ต้องใช้สันติวิธีตามแนวทางการเจรจาเพื่อสันติภาพเป็นหลัก ทำให้วิธีการดำเนินงานออกมาในรูปแบบที่อะลุ่มอล่วย ประนีประนอม ผ่อนหนักผ่อนเบาให้ฝ่ายขบวนการแห่งนี้อย่างออกนอกหน้า การมุ่งเจรจาสันติภาพผ่านกระบวนการพูดคุยจึงเห็นว่าเป็นประตูสู่การยุติปัญหา ซึ่งนั่นจึงเป็นที่มาและสาระสำคัญของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ Joint Comprehensive Plan towards Peace (JCPP) ในปี 2566 ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันของคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐที่จัดทำขึ้นในห้วงเวลาที่ พล.อ.วัลลภฯ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะ โดยเป็นการพูดคุยสันติสุขอย่างเป็นทางการกับตัวแทนกลุ่มขบวนการ BRN ที่เชื่อว่าเป็นตัวหลักของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ จนส่งผลให้ BRN เรียกร้องให้รัฐปฏิบัติตาม ด้วยเนื้อหาใน JCPP ส่วนใหญ่จะเป็นประโยชน์ต่อ BRN ในโอกาสที่จะได้มาซึ่งอำนาจรัฐในการปกครองกันเองโดยอิสระ ในขณะที่บางสำนักคิดเชื่อว่าการเจรจาพูดคุยสันติสุขจะไม่มีโอกาสสัมฤทธิ์ผลหากรัฐไม่มีอำนาจต่อรองในการเจรจาด้วยการเอาชนะกองโจรติดอาวุธของขบวนการให้ได้ก่อนอย่างสิ้นเชิงด้วยการเอาชนะกองโจรที่หมู่บ้านเพื่อปลดปล่อยเขตยึดครองของกองโจรในหมู่บ้าน ทั้งนี้หากรัฐมุ่งเจรจาโดยไม่มีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าก็จะได้ผลของการเจรจาที่ไม่เป็นผลดีต่อรัฐในการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยเหนือดินแดนได้ ด้วยชุดความคิดที่แตกต่างของสำนักคิดที่หลากหลาย ต่างเชื่อมั่นในชุดความคิดของแต่ละคนแต่ละสำนักคิดในการต่อสู้เพื่อผดุงไว้ซึ่งบูรณภาพแห่งดินแดนปลายด้ามขวาน จึงส่งผลให้การต่อสู้ของรัฐในสมรภูมินี้ไม่เกิดเอกภาพในความพยายาม แม้ความแตกต่างในชุดความคิดจะเป็นเรื่องปกติ หากแต่ความแตกต่างในชุดความคิดเหล่านั้นต้องไม่อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อในสำนักคิดอันสุดโต่งของตนจนไม่สามารถแสวงจุดร่วมกันได้แม้แต่น้อย
สยามรัฐออนไลน์ |

เจรจาต่อรองที่สัมฤทธิ์ผล

ทุกสมรภูมิสงครามมักจบลงที่การเจรจา โดยฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเจรจาและได้มาซึ่งสิ่งที่ฝ่ายตนต้องการมากที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับอำนาจในการเจรจาต่อรองที่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง และการที่จะได้
สยามรัฐออนไลน์ |

พลังเจรจาสันติสุข

เสือตัวที่ 6 สถานการณ์ทางการเมืองระดับประเทศที่กำลังอ่อนไหวในเสถีรภาพของรัฐในขณะนี้ย่อมส่งผลต่อกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งเพื่อนำสันติสุขมาสู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างมีนัยสำคัญ ความไม่มั่นคงของรัฐบาลย่อมส่งผลให้กระบวนการแก้ปัญหาระดับพื้นที่ต้องหยุดชะงัก ในทางกลับกันสภาวะดังกล่าวจะส่งผลดีให้ขบวนการต่อสู้แย่งชิงอำนาจรัฐให้มีพลังมากขึ้นเป็นทวีคูณ นอกจากหน่วยงานระดับพื้นที่ที่มี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ต้องขับเคลื่อนการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้ต้องทำได้เพียงแค่ประคับประคองสถานการณ์ในพื้นที่ให้ทรงตัวอยู่ได้เท่านั้น อันเป็นยุทธศาสตร์การตั้งรับและถอยร่นต่อการรุกไล่ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่ถาโถมเข้าใส่ด้วยการใช้อาวุธเพื่อควบคุมอำนาจการปกครองในพื้นที่ ควบคู่กับกระบวนการบ่มเพาะความเกลียดชังจากรัฐให้เข้มข้นและขยายไปในวงกว้างในทุกอณูของสังคมท้องถิ่นได้อย่างทรงพลัง ในขณะเดียวกัน ความสั่นคลอนของรัฐบาลส่งผลให้กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขหยุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย และที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่แต่งตั้งคณะพูคุยเพื่อสันติสุขอย่างเป็นทางการเพื่อขับเคลื่อนการพูดคุยกับตัวแทน BRN นั่นย่อมทำให้เกิดความคลุมเครือในมิติของการพูดคุยระหว่างกันอันเกิดจากรัฐเองที่ไม่ชัดเจน ทั้งที่กระบวนการพูดคุยสันติสุขเป็นส่วนสำคัญประการหนึ่งในการได้มาซึ่งการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนฝ่ายเห็นต่างกับรัฐผู้ปกครองให้สามารถแสวงหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี หากแต่กระนั้น กระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ใช้การเจรจาต่อรองที่มีประสิทธิภาพและทรงพลังระหว่างรัฐกับแกนนำฝ่ายเห็นต่างที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวแทน ย่อมต้องประกอบไปด้วยความเหนือกว่าทางด้านการใช้อาวุธที่รัฐต้องจำกัดการใช้อาวุธของกองกำลังในขบวนการร้ายแห่งนี้ให้ยอมจำนนให้ได้เสียก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยข้อเท็จจริงแล้วก็คือ กระบวนการเจรจาต่อรองบนโต๊ะเจรจาเพื่อการยุติสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างรัฐกับตัวแทนของกลุ่มต่อสู้เพื่อแย่งยึดอำนาจรัฐที่รัฐต้องเข้าใจศาสตร์อันลึกซึ้งของการเจรจาต่อรองที่มีประสิทธิภาพ ศาสตร์อันลึกซึ้งของพลังการเจรจาต่อรองที่มีประสิทธิภาพนั้น รัฐต้องเข้าใจในหลักการพื้นฐานสำคัญของความสำเร็จในการเจรจาต่อรองอย่างเปิดเผยว่า ขึ้นอยู่กับความได้เปรียบในพื้นที่ความขัดแย้งที่มีการต่อสู้กันโดยเฉพาะการต่อสู้ด้วยอาวุธสร้างความโหดร้ายรุนแรงระหว่างคู่ขัดแย้งนั้นๆ ซึ่งโดยหลักการพื้นฐานของการเจรจาต่อรองอย่างเปิดเผยบนโต๊ะเจรจา ผู้ที่จะมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่งจนสามารถโน้มนำและกำหนดกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การวางเงื่อนไขต่างๆ ที่ฝ่ายเห็นต่างต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆเหล่านั้นโดยดุษฎี และฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่าจะได้เปรียบในพื้นที่ความขัดแย้งนั้นโดยเฉพาะการได้เปรียบในมิติของการใช้กำลังอาวุธเข้าต่อสู้กัน ซึ่งกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างผู้แทนคณะพูดคุยของรัฐบาลกับผู้แทนคณะพูดคุยของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐก็อยู่ในหลักการพื้นฐานดังกล่าวข้างต้นเช่นเดียวกัน ด้วยศาสตร์ของการเจรจาต่อรองที่มีหลักการพื้นฐานดังกล่าว ทำให้เห็นว่าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่สามารถขับเคลื่อนการพูดคุยกับตัวแทนกลุ่ม BRN บนโต๊ะการพูดคุยไปสู่ความสำเร็จตามเป้าประสงค์ของรัฐได้โดยการมุ่งกระบวนการพูดคุยสันติสุขเพียงลำพังอย่างเดียวโดยไม่สนใจองค์ประกอบหรือปัจจัยด้านอื่นๆ ด้วยได้ หากแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย จะต้องบูรณาการในองค์ประกอบของปัจจัยด้านอื่นๆ ร่วมกับกลไกของรัฐที่ปฏิบัติงานแก้ปัญหาปลายด้ามขวานทุกด้านและทุกระดับโดยเฉพาะกลไกของรัฐที่ต้องสามารถควบคุมสถานการณ์การใช้อาวุธก่อความรุนแรงได้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างแท้จริง การที่รัฐสามารถควบคุมสถานการณ์การใช้อาวุธก่อความรุนแรงได้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างแท้จริงนั้น จะส่งผลให้กลุ่มขบวนการต่อสู้เพื่อแย่งยึดอำนาจรัฐเหล่านั้น เกิดความคลอนแคลนในศักยภาพการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ขาดพลังในการต่อสู้ด้านอื่นๆ ในภาพรวมโดยเฉพาะการเจรจาต่อรองกับรัฐอันเกิดจากความถดถอยทางยุทธศาสตร์อย่างเห็นได้ชัดและกลุ่มสมาชิกของกลุ่มขบวนการร้ายในหลากหลายกลุ่มจะเกิดความลังเลและระส่ำระสาย อันจะเป็นผลให้โครงสร้างของกลุ่มขบวนการต่อสู้เพื่อแย่งยึดอำนาจการปกครองของรัฐเกิดความอ่อนแอลง จนนำไปสู่การที่รัฐมีอำนาจเหนือและมีความได้เปรียบของรัฐในพื้นที่ในทุกด้าน การมีอำนาจเหนือของรัฐที่มีต่อฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้โดยเฉพาะความเหนือกว่าในการต่อสู้ด้วยอาวุธที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างชัดเจนย่อมจะนำมาซึ่งอำนาจเหนือฝ่ายขบวนการร้ายได้ในมิติอื่นๆ ด้วยในที่สุด และแน่นอนว่าจะเชื่อมโยงไปสู่การที่รัฐจะได้เปรียบในการเจรจาต่อรองเพื่อสันติสุขกับแกนนำขบวนการ BRN ที่รัฐจะสามารถยื่นเงื่อนไขใดๆ ที่เป็นประโยชน์ของรัฐได้มากขึ้นโดยที่ฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้ไม่อยู่ในวิสัยที่จะต่อรองใดๆ ได้ ด้วยการที่รัฐมีอำนาจการต่อรองที่สูงกว่าขบวนการเห็นต่าง และเมื่ออยู่ในสภาวะอย่างนั้น จึงเป็นไปได้สูงว่าผู้นำของกลุ่มขบวนการต่อสู้เพื่อแย่งยึดอำนาจรัฐจะไม่มีทางเลือกอื่นใดที่จะทำให้รัฐไทยสูญเสียผลประโยชน์ของชาติเกินกว่าที่จะยอมรับได้ และเมื่อถึงสภาวะที่รัฐไทยสามารถเอาชนะกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้อย่างสิ้นเชิง โครงสร้างของขบวนการเห็นต่างจากรัฐก็จะถูกทำลาย สลายความเข้มแข็งและองค์กรลับแห่งนี้ถูกเปิดโปงจนสามารถลดทอนความเข้มแข็งในการต่อสู้กับรัฐให้อ่อนกำลังลงได้อย่างชัดเจน และนั่นคือปัจจัยแห่งความสำเร็จของกระบวนการออกจากความขัดแย้งตามแนวทางสันติวิธี ที่ตบท้ายด้วยการเจรจาเพื่อสันติสุขอันทรงพลังในพื้นที่ปลายด้ามขวานในที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

พูดคุยสันติภาพที่ไม่เท่าทัน

เสือตัวที่ 6 ชุดความคิดที่หลากหลายในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงอันเป็นภัยต่อบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานนั้นมีอยู่มากมายซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลให้กระบวนการต่อสู้กับกลุ่มแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ต้องอ่อนกำลังลงอย่างมาก ชุดความคิดที่หลากหลายนั้นมีทั้งชุดความคิดที่เชื่อว่าการแก้ปัญหาในพื้นที่นั้นต้องใช้กระบวนการสันติภาพที่เน้นการพูดคุยเจรจาต่อรองเป็นหลัก ในขณะที่ชุดความคิดสายเหยี่ยวที่เชื่อว่าการกำจัดกลุ่มขบวนการเหล่านี้ต้องใช้ความเด็ดขาดโดยมองกลุ่มขบวนการร้ายเหล่านี้ว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายเป็นหลัก รวมทั้งชุดความคิดที่เชื่อในหลักการพัฒนาเพื่อนำความมั่นคง สร้างสรรค์เศรษฐกิจความเจริญจึงจะนำสันติสุขมาสู่พื้นที่แห่งนี้ได้ ในขณะที่อีกชุดความคิดหนึ่งเชื่อว่าต้องเปิดความจริงให้สังคมรับรู้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือใครเพื่อไม่ให้เป็นองค์กรลับอีกต่อไป โดยเชื่อว่าตัวหลักของขบวนการร้ายแห่งนี้ก็คือกลุ่ม BRN เพื่อให้รัฐมีคู่ต่อสู้ที่ชัดเจนอันจะนำไปสู่การทุ่มเทศักยภาพการต่อสู้ได้อย่างเต็มกำลัง คู่ขนานกับอีกชุดความคิดหนึ่งที่เชื่อว่าต้องเอาชนะที่หมู่บ้านโดยสลายกองกำลังติดอาวุธในหมู่บ้านก่อนที่รัฐจะพูดคุยเจรจาอย่างได้เปรียบ ในขณะที่อีกชุดความคิดหนึ่งเชื่อว่าต้องจำกัดการหล่อหลอมบ่มเพาะความเกลียดชังให้เกิดกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่อันเป็นรากฐานสำคัญในการต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ในชุดความคิดที่หลากหลายดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นตัวฉุดรั้งการเดินหน้าต่อสู้ของรัฐตลอดมา แม้จะมีคนพยายามหลอมรวมชุดความคิดอันหลากหลายไปคนละทิศละทางเหล่านั้นให้กลับมาบนเส้นทางเดียวกัน หากแต่ก็ยังไม่สามารถทำได้เท่าที่ควร ในทางตรงข้ามชุดความคิดเหล่านั้นกลับแยกห่างจากกันอย่างสุดโต่งอันปรากฏได้ชัดจากการที่รัฐกระบวนการแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขที่ลากยาวมาอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะมีกระแสข่าวออกมาทางสาธารณะว่ามีรายชื่อคณะพูดคุยที่มี พล.อ.นิพัทธ์ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยมาแล้ว หากแต่ไส้ในยังประกอบด้วยกลุ่มคนทั้งอดีตนายทหารและนักวิชาการ ตลอดจนตัวแทนชาวมุสลิมในพื้นที่ที่มีความแตกต่างหลากหลายในชุดความคิดในการต่อสู้กับขบวนการร้ายปลายด้ามขวานอยู่ไม่น้อย ความหลากหลายในชุดความคิดของกลุ่มคนในคณะพูดคุยสันติสุขชุดล่าสุดของรัฐบาล จึงประเมินศักยภาพในการเดินหน้าการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับตัวแทนกลุ่ม BRN ได้ไม่ยากว่าจะขาดพลังในการเจรจาต่อรองกับฝ่าย BRN อันจะนำมาซึ่งความเสียเปรียบในการต่อสู้และอาจส่งผลให้รัฐต้องหมิ่นเหม่ต่อเสถียรภาพในการรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนปลายด้ามขวานได้ โดยบทเรียนที่รัฐได้รับมาจากการเจรจากับฝ่ายตัวแทน BRN ยังเป็นปัญหาที่ค้างคาจนเป็นเงื่อนไขให้ฝ่าย BRN นำไปเป็นข้ออ้างในการโจมตีรัฐว่าไม่จริงใจในการแก้ปัญหาจน BRN ไม่สามารถควบคุมกลุ่มติดอาวุธ(ปีกการทหาร) ในการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐมาจนทุกวันนี้ โดยกองกำลังติดอาวุธที่คงมีศักยภาพในการเคลื่อนไหวก่อเหตุร้ายในพื้นที่ชายแดนใต้มีเพียงกลุ่ม BRN เท่านั้นที่ทำได้ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ อีก 4-5 กลุ่มเป็นการรวมตัวกันในเชิงอุดมการณ์ความคิด ทำให้กลุ่ม BRN เป็นกลุ่มที่เป็นตัวแทนขบวนการร้ายหลากหลายกลุ่มดังกล่าว มาเจรจาต่อรองกับคณะพูดคุยสันติภาพของรัฐ และการพูดคุยเจรจาสันติภาพที่ถูกใช้เป็นเงื่อนไขล่าสุดก็คือ ในปี 2565 ไทยและ BRN ทำข้อตกลงที่ชื่อว่า หลักการทั่วไปของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ (General Principle of the Peace Dialogue Process) ซึ่งเกิดขึ้นในคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และถูกนำไปสู่การร่างแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ Joint Comprehensive Plan towards Peace - JCPP ซึ่งเป็นแผนที่นำทางในการทำงานของคณะพูดคุยฯ โดย JCPP ได้วางกรอบการดำเนินการใน 3 เรื่องหลักคือ 1) การลดความรุนแรง 2) การสร้างกระบวนการปรึกษาหารือสาธารณะ 3) การพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกทางการเมืองภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญไทย และเมื่อดูอย่างผิวเผินแล้วข้อตกลงร่วมนี้ดูจะสอดคล้องกับแนวทางของกระบวนการสันติภาพในประเทศอื่นๆ หากแต่เอกสาร JCPP นี้มีไส้ในที่น่ากังวลต่อโอกาสที่รัฐจะเสียเปรียบจนลุกลามไปสู่การสูญเสียอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนได้ โดยในหลักการลดความรุนแรงดังกล่าว ฝ่ายรัฐไทยจะต้องดำเนินการดังนี้ 1) หยุดการปิดล้อมตรวจค้นในหมู่บ้านและพื้นที่พักอาศัย 2) หยุดการเก็บ DNA แบบสุ่มและเหวี่ยงแห 3) ลดการลาดตระเวนในหมู่บ้าน/เมืองและพื้นที่สาธารณะ 4) ลดด่านทหารบนถนนสายหลัก 5) ปลดประกาศหมายจับในพื้นที่สาธารณะ 6) ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งทั้งหมดนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ BRN มีเสรีในการปฏิบัติการต่อสู้กับรัฐมากขึ้น ในขณะที่หลักการแสวงหาทางออกทางการเมืองก็มีไส้ในที่มีความหมิ่นเหม่ต่ออธิปไตยของรัฐ อาทิ รูปแบบการปกครอง ซึ่งวางอยู่บนหลักการประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจตามเจตจำนงของชุมชนปาตานีและความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของพื้นที่ หรือประเด็นสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมและกฎหมาย จะมีการปรึกษาหารือเรื่องความยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายรวมถึงกฎหมายอิสลาม รวมทั้งการรับรองอัตลักษณ์และวัฒนธรรมชุมชนปาตานี และสิทธิในการเรียนทางด้านวิชาสามัญควบคู่กับศาสนาซึ่งจะต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งในไส้ในของ JCPP ก็คือ BRN จะได้สิทธิคุ้มกันจากการดำเนินคดีและการรับประกันความปลอดภัยจากรัฐไทยในการเข้าประเทศในช่วงเวลาที่ได้ตกลงกัน ผลของการเจรจาอย่างเป็นทางการจะถูกนำมาผนวกรวมกันในข้อตกลงสันติภาพในท้ายที่สุด และนั่นคือความหมิ่นเหม่ ล่อแหลมต่อการสูญเสียอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอันเกิดจากการพูดคุยเพื่อสันติภาพของรัฐที่ไม่เท่าทัน
สยามรัฐออนไลน์ |

ปรปักษ์ของชาติ

เสือตัวที่ 6 มุมมองของรัฐที่มีต่อการคุกคามอธิปไตยและความมั่นคงของชาติไทยที่กำลังเกิดขึ้นทั้งพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชาและในพื้นที่ปลายด้ามขวาน จะเป็นมุมมองจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามที่ยังมองว่าเป็นความขัดแย้งเล็กๆ จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่มีโอกาสกลับมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีดั้งเดิมได้ หรือเป็นความขัดแย้งเล็กๆ จากความไม่เข้าใจของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่มีโอกาสพูดคุยสู่สันติภาพได้ก็ตาม หากแต่มุมมองดังกล่าวนั้น เป็นผลให้ท่าทีและการแก้ปัญหาที่กำลังคุกคามอธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐอย่างรุนแรงในขณะนี้ดูจะแผ่วเบาจนไม่มีพลังมากพอในการเอาชนะภัยคุกคามเหล่านั้นให้ลดผลกระทบต่อชาติลงได้อย่างเป็นผล ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันประเทศกัมพูชามีการกระทำที่แสดงให้เห็นว่ากำลังคุกคามต่ออธิปไตยของรัฐไทยอย่างชัดเจนแม้จะมีการเจรจาหยุดยิงในการประชุม GBC ที่มาเลเซียแล้วก็ตาม หากแต่กัมพูชายังสร้างกระแสข่าวโจมตีรัฐไทยอย่างโจ่งแจ้งตลอดมา การสร้างข่าวเท็จใส่ร้ายและทำลายเกียรติภูมิรัฐไทยอย่างรุนแรงตลอดระยะเวลา ด้วยตัวแทนที่เป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมกัมพูชา นับเป็นการประกาศตัวเป็นศัตรูกับรัฐไทยอย่างเป็นทางการที่บ่งบอกว่าเป็นปรปักษ์ของชาติไทยอย่างชัดเจน ท่าทีของกัมพูชาจึงเป็นภัยร้ายแรงสูงสุดต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติและเกียรติภูมิของชาติไทยที่รัฐจะต้องปรับมุมมองใหม่ไปสู่การต่อสู้ที่มีพลังมากพอในการปกป้องอธิปไตยและเกียรติภูมิของชาติให้ดำรงอยู่ได้อย่างสง่างาม จนถึงวันนี้การกระทำของประเทศกัมพูชาบ่งบอกชัดเจนว่ากำลังเป็นปรปักษ์ของชาติไทย ด้วยทำตัวเป็นศัตรูของประเทศชาติหรือต่อต้านผลประโยชน์ของชาติ ด้วยกระทำการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติไทยอย่างรุนแรง จากการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของหน่วยงานระดับกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาที่มุ่งโจมตีใส่ร้ายป้ายสี ทำลายความน่าเชื่อถือ และบ่อนทำลายเกียรติภูมิของรัฐไทยอย่างน่าละอายด้วยการสื่อสารผ่านระบบโซเชียลในโลกออนไลน์ตลอดมา ในรูปแบบของแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นต์เตอร์ที่ใช้กระบวนการสร้างข่าวปลอมหลอกลวงต้มตุ๋นประชาคมโลกให้หลงเชื่อเพื่อมุ่งหมายให้มองรัฐไทยเป็นตัวร้ายที่รุกรานกัมพูชา การดำเนินการของกัมพูชาจึงเป็นการประกาศชัดเจนว่าเป็นคู่สงครามกับรัฐไทยที่ไม่มีโอกาสกลับเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันได้อีกเลย ในขณะที่รัฐไทยยังคงมีมุมมองที่มีแนวโน้มเพียงเป็นความขัดแย้งส่วนบุคคลและเป็นความขัดแย้งบริเวณแนวชายแดนเท่านั้น ซึ่งรัฐไทยยังคาดหวังว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นไทยและกัมพูชาจะกลับมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดั้งเดิมได้อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่กัมพูชามีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการต่อสู้อย่างเต็มรูปแบบกับรัฐไทยเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ กัมพูชาจึงทุ่มเททรัพยากรของชาติ หลอมรวมพลังอำนาจของชาติทั้งหมดในการเอาชนะรัฐไทยให้ได้ในที่สุด การต่อสู้เพื่อเอาชนะรัฐไทยของกัมพูชาครั้งนี้มีการวางแผนมาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งของประชาชนในบริเวณปราสาทตาเมือนธมตลอดมา การเผาทำลายศาลาสามเหลี่ยมมรกต และการยั่วยุอย่างเป็นทางการผ่านสื่อโซเชียลจนนำไปสู่การเปิดฉากใช้อาวุธสงครามนานาชนิดเข้าใส่กันตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยปะทะกันด้วยอาวุธสงครามระหว่างกันในอดีต พร้อมทั้งการต่อสู้ในเวทีโลกของกัมพูชาที่มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี ที่วันนี้ยังมุ่งให้ร้ายทำลายเกียรติภูมิของรัฐไทยอย่างเป็นระบบที่รัฐไทยมิอาจยอมรับได้ ควบคู่กับการทำสงครามประสาทที่ยั่วยุรัฐไทยตลอดเวลาด้วยการส่งโดรนรุกล้ำอธิปไตยบนน่านฟ้าอย่างโจ่งแจ้งโดยที่กองทัพไทยทำอะไรไม่ได้ การลอบกัดด้วยการลักลอบวางระเบิดสังหารบุคคลเพื่อทำร้ายกำลังพลของกองทัพไทยเฉกเช่นเดียวกับการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐไทยในพื้นที่ปลายด้ามขวานมาหลายสิบปี การสร้างข่าวเท็จให้ร้ายกองทัพไทยในหลากหลายประเด็นทั้งการสร้างข่าวเท็จว่ากองทัพไทยโปรยสารเคมี การวางรั้วลาดหนามรุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชา เฉกเช่นเดียวกับการสร้างข่าวเท็จให้ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน การลิดรอนสิทธิความเป็นมนุษย์โดยเฉพาะสิทธิในวิถีวัฒนธรรมคนในพื้นที่และสิทธิในการนับถือศาสนา เป็นต้น เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมของรัฐในการรักษากฎหมายและการรักษาอธิปไตยของชาติ การกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยและเกียรติภูมิของชาติอย่างรุนแรง ทั้งด้านกัมพูชาและในพื้นที่ปลายด้ามขวาน จึงเป็นการกระทำเยี่ยงศัตรูของชาติที่เป็นปรปักษ์ของชาติอย่างชัดเจน และความเป็นปรปักษ์ของชาติครั้งนี้จึงเป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ทั้งอธิปไตย เอกภาพ บูรณภาพแห่งอาณาเขต เกียรติภูมิของชาติ ตลอดจนผลประโยชน์ของชาติโดยรวมที่รัฐไม่อาจออมกำลังได้ การรุกคืบในเวทีการเมืองระหว่างประเทศของกัมพูชาก็กระทำอย่างเป็นระบบที่เข้มแข็งเฉกเช่นเดียวกับการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานที่กำลังรุกคืบในเวทีโลก การใช้สงครามข้อมูลข่าวสารที่ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐด้วยการปลุกปั่นให้คนกัมพูชาเกลียดชังรัฐไทย เฉกเช่นเดียวกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ใช้สงครามข้อมูลข่าวสารในการปลุกเร้าล้างสมองคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานให้เกลียดชังรัฐ การลอบทำร้ายทหารไทยของกัมพูชาด้วยการลอบวางกับระเบิด เฉกเช่นเดียวกับกองโจรในขบวนการร้ายปลายด้ามขวานที่ลอบโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่กล้าเผชิญหน้าด้วยระเบิดแสวงเครื่องและอาวุธสงคราม ทั้งสองสมรภูมิดังกล่าวจึงเป็นภัยคุกคามที่เป็นอันตรายใหญ่หลวงของชาติที่นับได้ว่าเป็นปรปักษ์ของชาติที่รัฐจะต้องทุ่มเทพลังอำนาจของชาติทั้งมวลเพื่อขจัดปรปักษ์ของชาติเหล่านั้นให้หมดสิ้นไปโดยเร็วเพื่อดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติและเกียรติภูมิของชาติอย่างสมบูรณ์
สยามรัฐออนไลน์ |

นักรบนิรนามปลายด้ามขวาน

เสือตัวที่ 6 ในขณะที่รัฐและคนในสังคมกำลังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเด็นภัยคุกคามจากประเทศกัมพูชาจนกลายเป็นกระแสรักชาติรักองค์กรทหารในกองทัพอย่างกว้างขวาง ถนนทุกสายของประเทศต่างมุ่งไปสู่กำลังทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือและฝั่งตะวันออกของประเทศที่กำลังถูกคุกคามดินแดนด้วยกำลังทหารอย่างเปิดเผยจากประเทศกัมพูชา กระแสการระดมสรรพกำลังของกองทัพและรัฐบาลตลอดจนการบริจาคสิ่งของต่างๆ จากภาคประชาสังคม ไปสู่หน่วยทหารในพื้นที่ขัดแย้งแห่งนี้อย่างน่าอิ่มเอมใจ รวมทั้งการดูแลเยียวยาประชาชนตลอดจนกำลังพลของกองทัพที่ได้รับความเดือดร้อนอันเป็นผลกระทบจากการสู้รบครั้งนี้มากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันเป็นการปลุกปลอบขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนโดยเฉพาะทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการปกป้องอธิปไตย เอกภาพ และบูรณภาพแห่งดินแดนไทยไม่ให้ใครยื้อแย่งไปได้เป็นอย่างดียิ่ง 5 ส.ค. 68 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา สรุปได้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐ (เช่น ทหาร ทหารพราน ตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน)เสียชีวิตและทุพพลภาพ รายละ10,000,000 บาท บาดเจ็บสาหัส (เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลและนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเกิน 20 วัน) รายละ 1,000,000 บาท บาดเจ็บมาก (เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลและนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่ 2 วันแต่ไม่เกิน 20 วัน) รายละ 500,000 บาท ส่วนประชาชน เสียชีวิตและทุพพลภาพ รายละ 8,000,000 บาท บาดเจ็บสาหัส รายละ 800,000 บาท บาดเจ็บมาก รายละ 400,000 บาท โดย ครม.เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 2568 จำนวน 404,600,000 บาท การตอบแทนที่มากมายดังกล่าวได้รับความเห็นฟ้องของคนในสังคมที่มีต่อการตัดสินใจของรัฐในการตอบแทนผู้เสียสละจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องดินแดนและอธิปไตยของชาติที่พวกเขาสละได้แม้กระทั่งเลือดเนื้อและชีวิตในสมรภูมิสู้รบกับกองทัพกัมพูชาแห่งนี้อย่างน่าภาคภูมิใจยิ่ง หากแต่ยังมีอีกสมรภูมิหนึ่งที่รัฐและคนในสังคมยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร การละเลยความสนใจต่อการเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหาร ตำรวจและอาสาสมัคร ตลอดจนประชาชนฝ่ายรัฐที่ปกป้องอธิปไตย เอกภาพ และบูรณภาพแห่งดินแดนในพื้นที่ปลายด้ามขวานมาเนิ่นนานหลายสิบปี เฉกเช่นเดียวกับทหารและตำรวจที่กำลังปกป้องชาติจากการรุกรานของประเทศกัมพูชา สงครามการสู้รบจนกลายเป็นความสูญเสียหลายพันชีวิตที่สู้รบมาหลายสิบปีจนกลายเป็นความชาชินที่รัฐและคนในสังคมมองข้ามอย่างน่าหดหู่ใจ นักรบนิรนามที่สูญเสียเลือดเนื้อ อวัยวะและชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องชาติและแผ่นดินที่กำลังถูกยื้อแย่งจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวาน กลับได้รับการเชิดชูเกียรติยศผู้เสียสละ และเงินเยียวยาตลอดจนการตอบแทนจากรัฐแตกต่างกับนักรบฝั่งชายแดนกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง แม้นักรบในพื้นที่ปลายด้ามขวานเหล่านี้จะปกป้องชาติและแผ่นดินด้วยความวิริยะ เสียสละและอดทนโดยไม่ปริปากบ่น หากแต่รัฐและคนในสังคมต้องฉุกคิดถึงพี่น้องทหาร ตำรวจและอาสาสมัคร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่กำลังทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ด้วยการปกป้องแผ่นดินปลายด้ามขวานเช่นเดียวกัน รัฐและคนในสังคมต้องฉุกคิดว่าหลายสิบปีที่ผ่านมาจวบจนทุกวันนี้พี่น้องนักรบชายแดนใต้และประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่มิคสัญญีแห่งนี้ กำลังถูกทำร้าย ถูกเข่นฆ่าอย่างไร้มนุษยธรรม ที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ และการเชิดชูเกียรติยศผู้เสียสละ ให้การเยียวยาที่รัฐตลอดจนความสนใจให้ความสำคัญของคนในสังคมมีความแตกต่างจากนักรบในพื้นที่ชายแดนติดกัมพูชาหรือไม่และแค่ไหน พี่น้องประชาชนในพื้นที่กำลังถูกคุกคามและส่วนใหญ่ถูกล้างสมองด้วยการบ่มเพาะความเกลียดชังให้มีต่อคนไทยโดยทั่วไปและต่อรัฐไทยเพื่อเข้าสู่เส้นทางการแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของรัฐอย่างชัดเจน กลุ่มขบวนการร้ายที่มี BRN เป็นแกนนำถึงกับกล้าประกาศอย่างอหังการว่าพวกเขาต่อสู้กับรัฐเพื่อความเป็นเอกราชปาตานี นับเป็นการต่อสู้อีกสมรภูมิหนึ่งที่รัฐและคนในสังคมกลับละเลยและมองข้าม กระแสการสู้รบกับกัมพูชามีความชัดเจนว่าเป็นการรุกรานด้วยกำลังทหารในกองทัพของรัฐอย่างเปิดเผย จึงไม่ผิดอะไรที่รัฐต้องดูแลปกป้องและเยียวยา หากแต่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ในสมรภูมิปลายด้ามขวานกำลังถูกล้างสมองจากกลุ่มคนร้ายที่กำลังแย่งยึดอธิปไตยของชาติที่ปิดบังหลบซ่อนตัว แอบดำเนินการสร้างองค์กรปกครองของตนซ้อนการปกครองของรัฐอย่างเป็นระบบ มีการแอบสร้างกองกำลังติดอาวุธต่อสู้กับรัฐในรูปแบบสงครามกองโจรทำลายชีวิตและความปกติสุขของคนในพื้นที่ ในขณะที่รัฐยังไม่มีนโยบายการต่อสู้และการจัดตั้งคณะทำงานอย่างชัดเจนเพื่อต่อสู้กับกลุ่มโจรใต้อย่างจริงจัง ส่งผลให้การต่อสู้กับ BRN ของหน่วยงานของรัฐที่มี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเป็นแกนนำไม่มีประสิทธิภาพ และขณะนี้ BRN รุกคืบในการมีอำนาจรัฐเพื่อการปกครองตนเองอย่างอิสระแม้จะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ หากแต่ในทาปฏิบัติแล้ว อำนาจรัฐในการปกครองดินแดนแห่งนี้ตกเป็นของ BRN อย่างสิ้นเชิง ด้วยพลังอำนาจรัฐในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของรัฐลดน้อยถอยลง อันเป็นเหตุจากการไม่ใส่ใจของรัฐที่มีต่อนักรบในพื้นที่เท่าที่ควร การเชิดชูต่อนักรบผู้เสียสะ การเยียวยาที่แตกต่าง สังคมที่มองข้าม กำลังใจที่หดหาย ทำให้พวกเขากลายเป็นนักรบนิรนามปลายด้ามขวานที่กำลังต่อสู้อย่างเดียวดาย
สยามรัฐออนไลน์ |

หยุดยั้งการบ่มเพาะ

เสือตัวที่ 6 ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐไทยกับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เกิดจากการบ่มเพาะความเกลียดชังให้เกิดกับคนในประเทศกัมพูชาที่มีต่อประชาชนไทยและรัฐไทยโดยผ่านกระบวนการหล่อหลอมกล่อมเกลาในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องจนกระทั่งความเกลียดชังของคนกัมพูชาที่มีต่อรัฐไทยถูกฝังรากลึกจนยากที่จะถอดถอนความคิดเกลียดชังเหล่านั้นให้น้อยลงจนหมดสิ้นได้ ในทางตรงข้าม ความรู้สึกเกลียดชังของคนกัมพูชาเหล่านั้นยังถูกตอกย้ำจากการผลิตซ้ำของสื่อสังคมออนไลน์ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนสร้างความเกลียดชังต่อคนไทยและรัฐไทยอย่างเข้มข้นสุดโต่ง เหล่านั้นเป็นกระบวนการสร้างชาติโดยการหลอมรวมผนึกกำลังของคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียวอันเป็นวิธีการที่ผู้นำกัมพูชาใช้มาอย่างเข้มข้นหลังจากสงครามอันเกิดจากความแตกแยกภายในชาติ ประกอบกับกาลเวลาที่ผ่านมายาวนาน รัฐไทยปล่อยปะละเลยทัศนะความเกลียดชังของคนกัมพูชาที่มีต่อรัฐไทยจนกระทั่งลุกลามเป็นการต่อสู้ในสงครามจำกัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อระบบการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระดับชาติและระดับอุตสาหกรรมจนถึงเศรษฐกิจครัวเรือน และคนในสังคมที่ต่างบาดหมางเกลียดชังระหว่างกันจนยากจะกลับมาเป็นปกติของทั้งสองฝ่าย สภาพการณ์เหล่านั้นล้วนเกิดจากการที่รัฐไทยปล่อยปละละเลยกระบวนการสร้างความเกลียดชังของผู้นำฝ่ายต่อต้านรัฐไทยด้วยการหล่อหลอมกล่อมเกลา บ่มเพาะความเห็นต่างสร้างความบาดหมางจนลุกลามเป็นความเกลียดชังที่ฝังรากลึกเกินกว่าที่จะถอดถอนความคิดเหล่านั้นออกได้โดยง่ายและกลายเป็นการก่อตัวของพายุใหญ่เป็นคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะถาโถมเข้าใส่เอกราชและอธิปไตยเหนือดินแดนของชาติได้เมื่อถึงเวลา และเมื่อถึงวันนั้น รัฐไทยก็ไม่อาจต่อต้านหรือทัดทานพลังแห่งความเกลียดชังของคนเหล่านั้นได้ เอกราช อธิปไตยเหนือดินแดนที่กำลังก่อตัวเป็นภัยคุกคามจากกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานโดยมีกลุ่ม BRN เป็นตัวหลัก ก็เป็นลักษณะเดียวกับความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นจากความเกลียดชังของคนกัมพูชาที่เกิดจากผู้นำกัมพูชาตั้งใจจะสร้างขึ้น กลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวหลักในขณะนี้ ก็ใช้กระบวนการบ่มเพาะความเกลียดชังให้เกิดกับเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาและในชุมชนผ่านครูสอนศาสนา ผู้นำจิตวิญญาณในพื้นที่อย่างเป็นระบบอันเป็นการก่อตัวของพายุใหญ่ เป็นคลื่นใต้น้ำที่รัฐไทยยังไม่ตระหนักถึงภัยคุกคามใหญ่หลวงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ตอกย้ำความจริงผ่านรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงปี พ.ศ. 2562 – 2566 ของอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และความมั่นคง ในคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ที่มีข้อค้นพบยืนยันชัดเจนว่า มีการบ่มเพาะความเห็นต่างสู่ความเกลียดชังรัฐไทยในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษาซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งในยุคปัจจุบันมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการปฏิบัติการข่าวสารอย่างแพร่หลายเพื่อขยายการบ่มเพาะความเกลียดชังไปเป็นวงกว้าง ตลอดจนนำความเกลียดชังเหล่านั้นไปดำเนินการจัดตั้งและขยายฐานมวลชนเพื่อสร้างกำลังปฏิบัติการรุ่นใหม่ รวมทั้งจัดตั้งมวลชนสนับสนุนการปฏิบัติอย่างเข้มแข็งในอนาคต   การจัดตั้งขบวนการที่มีโครงสร้างอย่างสมบูรณ์แบบทั้งปีกการเมือง ปีกเศรษฐกิจในการหาเงินทุนและการใช้เงินขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐ และปีกการทหารหรือกำลังติดอาวุธก่อเหตุร้ายทำลายความสงบสุขที่มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อเคลื่อนไหวต่อสู้รัฐ และเสริมสร้างผลักดันอุดมการณ์ การแบ่งแยกดินแดนโดยใช้หลักการทางศาสนามาบิดเบือนให้สอดรับกับความเชื่อเพื่อการร่วมกันต่อสู้อย่างทรงพลัง นอกเหนือจากการใช้กำลังปฏิบัติต่อตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อท้าทายอำนาจรัฐแล้ว ขบวนการร้ายแห่งนี้ยังก่อเหตุการณ์ร้ายๆ ทำลายชีวิตชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เพื่อสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนทั้งคนไทยพุทธและไทยมุสลิมที่ให้ความร่วมมือกับรัฐในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งก่อเหตุร้ายเพื่อแสดงศักยภาพให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถควบคุมดูแลสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ได้นับเป็นการท้าทายอำนาจรัฐในการรักษากฎหมายหรือคงระบบยุติธรรมของรัฐได้  ขณะเดียวกันกลุ่มอาชญากรรม BRN ยังได้ขยายแนวร่วมมวลชนในพื้นที่ด้วยการบ่มเพาะเด็กและเยาวชนทั้งในสถานศึกษาโดยเฉพาะโรงเรียนสอนศาสนาและนอกโรงเรียนสอนศาสนารวมทั้งโรงเรียนตาดีกา ตลอดจนในชุมชนครัวเรือน ด้วยการนำประเด็นประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา วิถีประเพณีวัฒนธรรม มาใช้ในกระบวนการบ่มเพาะหล่อหลอมกล่อมเกลากลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมทั้งกานำเยาวชนคนวัยหนุ่มสาวที่ตกเป็นเหยื่อของการบ่มเพาะที่เข้มแข็งเหล่านั้น มาเข้าสู่กระบวนการฝึกอาวุธให้กับเยาวชนบางส่วนที่มีหน่วยก้านดีเหมาะสมที่จะพัฒนาต่อยอดให้เป็นกองกำลังติดอาวุธอันทรงพลัง ซึ่งการดำเนินงานบ่มเพาะแนวคิดเกลียดชังรัฐไทยจะเป็นลักษณะปิดลับโดยมีกลุ่มผู้นำศาสนาและกลุ่มครูสอนศาสนาในโรงเรียนบางแห่งเป็นผู้ขับเคลื่อนหรือให้การสนับสนุนการบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่งเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ จนเกิดปรากฏความรุนแรงเพิ่มขึ้นในพื้นที่ โดยการก่อเหตุยังคงมุ่งเน้นต่อทั้งผู้บริสุทธิ์ที่เป็นคนไทยพุทธ ไทยมุสลิมและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก โดยการปฏิบัติงานเป็นลักษณะปิดลับการบ่มเพาะเยาวชนอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังมีการปฏิบัติการข่าวสารและการดำเนินงานด้านต่างประเทศควบคู่กันไป เพื่อมุ่งหวังผลลดความน่าเชื่อถือของอำนาจรัฐ ทั้งนี้การที่ BRN ยังคงศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐอยู่ได้อย่างเข้มแข็งก็เพราะ BRN ยังคงมีการบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่งอยู่  ซึ่งหากรัฐจะเอาชนะ BRN ลงได้ ต้องดำเนินการหยุดยั้งการบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่งของขบวนการร้ายแห่งนี้ให้ได้เสียก่อนโดยสิ้นเชิง
สยามรัฐออนไลน์ |

เดินหน้าสู่เอกราช

เสือตัวที่ 6 กลุ่มขบวนการอาญากรรม BRN ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสู่เป้าหมายของการเป็นเอกราชรัฐปาตานีในจินตนาการของพวกเขาอยู่ต่อไป แม้ว่าความขัดแย้งที่กระทบต่อเอกราชของชาติไทยจะถูกคุกคามอย่างโจ่งแจ้งจากการสู้รบกับประเทศกัมพูชาอย่างเข้มข้น สร้างกระแสความสนใจของคนในสังคมประเทศไปที่สถานการณ์การรบติดพันกับกัมพูชาโดยสื่อทั้งหมดมุ่งการให้ความสำคัญเร่งด่วนไปที่กัมพูชาเพราะความขัดแย้งกับกัมพูชาเป็นการต่อสู้ระหว่างกองทัพของรัฐต่อรัฐที่เรียกได้ว่าเป็นการรบพุ่งในสงครามตามแบบอย่างสมบูรณ์ ด้วยมีการใช้กำลังกองทัพทั้งหมดของรัฐทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศของรัฐไทยเพื่อต่อสู้ปกป้องดินแดนอธิปไตยของชาติอย่างเป็นรูปธรรม หากแต่การต่อสู้รบพุ่งของกองกำลังทหารของรัฐกับกลุ่มขบวนการ BRN ที่มีการต่อสู้กับรัฐไทยมาอย่างยาวนานร่วมหลายสิบปี เป็นการต่อสู้ที่แม้จะเป็นภัยคุกคามต่อเอกราช และอธิปไตยแห่งดินแดนของรัฐเช่นเดียวกับการรบกับกัมพูชา หากแต่เป็นการต่อสู้ที่มีความซับซ้อน ผสมผสานกันหลากหลายมิติ ซ่อนพรางการต่อสู้ที่รัฐต้องใช้ภูมิปัญญาชั้นสูงอีกระดับหนึ่งจึงจะสามารถทำความเข้าใจและต่อสู้อย่างได้เปรียบในสมรภูมิการต่อสู้ในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ได้ ความยากของการปกป้องเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐในสมรภูมิปลายด้ามขวานที่ต้องต่อสู้กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ขณะนี้มีเพียงกลุ่มอาชญากรรม BRN กลุ่มเดียวที่ยังคงมีศักยภาพในการต่อกรกับรัฐได้อย่างเข้มแข็งนั้น เป็นการต่อสู้แบบใต้ดินที่มีการหลบซ่อนการต่อสู้ เป็นการต่อสู้ที่ใช้สงครามยืดเยื้อยาวนาน หล่อหลอมบ่มเพาะความคิดเกลียดชังกับรัฐไทยให้ค่อยๆ ขยายไปในหมู่คนในพื้นที่ป้าหมายได้อย่างแนบเนียนและเป็นผล จนกระทั่งมวลชนในพื้นที่ต่างเห็นพ้องกับอุดมการณ์การต่อสู้เพื่อแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐไทยสู่การเป็นเอกราช ควบคู่กับการกำราบคนที่ยังไม่เข้าร่วมขบวนการ BRN ให้เกรงกลัวและไม่ขัดขวางการต่อสู้ของพวกเขา ทั้งยังบีบบังคับให้ร่วมมือกับการต่อสู้ของ BRN แม้ไม่เต็มใจ โดยใช้วิถีศาสนาอิสลามเป็นพลังขับเคลื่อนการต่อสู้ของมวลชนในพื้นที่ด้วยการบิดเบือนแอบอ้างคำสอนให้เป็นการต่อสู้เพื่อศาสนาที่เรียกกันว่าเป็นวายิบอันเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ แม้สถานการณ์ภายนอกพื้นที่แห่งนี้จะเป็นอย่างไร รัฐไทยจะรบพุ่งกับใครแค่ไหน ความสนใจในการต่อสู้ของพวกเขาจะมีหรือไม่ หากแต่การต่อสู้ของขบวนการอาชญากรรม BRN ยังคงเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น แน่วแน่ บนเส้นทางเอกราชปาตานีที่พวกเขาคาดหวัง ในทางตรงข้าม ความสนใจของรัฐหรือคนในสังคมไทยและการทุ่มเททรัพยากรของรัฐไปใช้ในการรบติดพันกับกัมพูชามากเท่าใด จะยิ่งเป็นโอกาสให้กลุ่มอาชญากรรม BRN เดินหน้าสู่ความเป็นเอกราชปาตานีได้อย่างทรงพลังมากขึ้น ด้วยความมุ่งหมายในการแยกตัวเป็นอิสระเพื่อเอกราชของปาตานีที่ใช้การทุกมิติในการต่อสู้ โดยเฉพาะการใช้ศักยภาพในการทำสงครามกองโจรที่ใช้การซ่อนปนไปกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพื่อหลบซ่อนกองกำลังติดอาวุธของ BRN ให้รอดพ้นจากการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐได้อย่างแนบเนียน การข่าวของรัฐที่เจาะไม่ได้ เข้าไม่ถึงทำให้ขบวนการร้ายแห่งนี้สามารถทำสงครามกองโจรได้อยู่ต่อไปเยี่ยงมืออาชีพตลอดมา สร้างความปั่นป่วนให้กับฝ่ายความมั่นคงของรัฐอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการต่อสู้ทางความคิดที่ขับเคลื่อนในเวทีเจรจาสันติภาพในระดับรัฐกับตัวแทนของแกนนำ BRN ที่กำลังเดินเกมได้เปรียบรัฐที่ยังไม่มีตัวแทนรัฐอย่างเป็นทางการ รวมทั้งการสั่งสมบ่มเพาะปลุกระดมความเห็นต่างจากรัฐเพื่อขยายผลไปสู่ความเกลียดชังรัฐที่กำลังเดินหน้าตลอดเวลา ในห้วงเดียวกันกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ก็ยังคงเดินหน้าทำลายความสงบสุขท้าทายอำนาจรัฐอย่างเข้มข้น มิติการต่อสู้ขององค์กรอาชญากรรม BRN เพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรงโหดร้ายให้เกิดกับคนในพื้นที่ มีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐ เป็นการส่งสัญญาณเพื่อบีบบังคับให้รัฐยอมจำนนจนรับเงื่อนไขของตัวแทนกลุ่ม BRN อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเวทีเจรจาสันติภาพที่แม้การเจรจาสันติภาพนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อใดก็ตาม ซึ่งเป้าหมายของเงื่อนไขต่างๆ ที่สำคัญเหล่านั้นคือหนทางนำไปสู่อิสรภาพการปกครองของ BRN ทำให้หลายครั้งหลายหนที่องค์กรอาชญากรรม BRN ส่งสัญญาณให้เห็นว่าถ้ารัฐต้องการให้พื้นที่แห่งนี้มีความสงบสุข รัฐต้องยอมรับเงื่อนไขของ BRN ในเวทีเจรจาเพื่อนำสันติภาพมาสู่คนในพื้นที่แห่งนี้ หากไม่เช่นนั้น เหตุร้ายและความไม่สงบสุขก็จะยังเกิดขึ้นต่อไปโดยที่รัฐไม่อาจต่อกรได้ แม้สภาวะสุดท้ายของการให้อิสรภาพในการปกครองของคนในพื้นที่จะยังคงคลุมเครือ โดยมีข้อเสนอและข้อตอบสนองในรูปแบบเขตการปกครองพิเศษเฉกเช่นพัทยาหรือรูปแบบใดๆ ก็ตาม หากแต่ในดินแดนแห่งนี้มีความขัดแย้งอันมีที่มาจากเจตจำนงของ BRN ที่ชัดเจนในการเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์ โดยการต่อสู้แย่งชิงดินแดนด้วยการจัดโครงสร้างการปกครองแบบรัฐซ้อนรัฐ ปลุกปั่นคนให้เกลียดชังรัฐอย่างสุดโต่ง ร่วมกับการสร้างกองกำลังติดอาวุธเข้าห้ำหั่นอย่างเอาเป็นเอาตายกับเจ้าหน้าที่รัฐ และการเข่นฆ่าผู้คนผู้บริสุทธิ์มากมาย ละเมิดกฎหมาย ท้าทายอำนาจรัฐ เป็นการกระทำการอันเป็นปรปักษ์กับเอกภาพ เอกราชและอธิปไตยของรัฐอย่างเปิดเผยต่อเนื่องยาวนาน ในขณะที่รัฐดำเนินการเพื่อต่อสู้กับภัยที่คุกคามต่อเอกราช อธิปไตยและบูรภาพแห่งอาณาเขตในพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกอย่างแข็งขันจริงจังด้วยการทุ่มเททรัพยากรทั้งมวลเพื่อขจัดภัยคุกคามเหล่านั้น หากแต่ยังมีกลุ่มอาชญากรรม BRN ที่กำลังเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นภัยคุกคามต่อเอกราช อธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขตในพื้นที่ปลายด้ามขวานอยู่ต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายเอกราชปาตานีที่รัฐไม่อาจละเลยได้เป็นอันขาด
สยามรัฐออนไลน์ |

ใกล้ถึงจุดหมาย

เสือตัวที่ 6 แนวทางในการจัดทำโครงสร้างการจัดและอัตรากำลังของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ประจำปี 2567 โดยเตรียมแผนปรับลดอัตรากำลังให้สอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความมั่นคงและแผนปฏิบัติการด้านการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2566 – 2570 ด้วยการทยอยปรับลดกำลังทหารพรานจากกองทัพภาคที่ 1 – 3 กลับที่ตั้งปกติทั้งหมดควบคู่ไปกับการปรับลดพื้นที่ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินให้หมดสิ้นไปภายในปี 2570 โดยให้แนวทางปรับโครงสร้าง  ปี 2567 โดยการแบ่งมอบอัตราให้กับ หน่วยเฉพาะกิจประจำจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เป็นชุดเสริมสร้างความเข้าใจ ดำเนินการเสริมสร้างความเข้าใจเชิงรุก ด้วยการแบ่งส่วนชุดเสริมสร้างความเข้าใจออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนบังคับบัญชา ด้านเด็ก เยาวชน สตรีและการศึกษา ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน พร้อมย้ำว่าบทบาทหน้าที่สำคัญยิ่งในการเสริมสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นได้มีกรอบแนวคิดในการทำงานเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องถูกต้อง เหมาะสม สร้างความเชื่อมั่นศรัทธาและนำความสงบสุขแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน หากแต่สิ่งสำคัญคือ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้ามีแผนงานส่งมอบพื้นที่ให้กับฝ่ายปกครองควบคู่ไปกับการปรับลดพื้นที่ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินให้หมดสิ้นไปภายในปี 2570 ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีก 2 ปีเศษ โดยมีปัจจัยชี้วัดอยู่ที่การดูแลให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมทั้ง 37 อำเภอในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความปลอดภัย ก็จะบ่งบอกถึงความพร้อมในการส่งมอบพื้นที่ตามแผนดังกล่าวข้างต้นได้ ทั้งนี้จะมีเงื่อนไขในการพิจารณาด้วยว่าเป็นความปลอดภัยที่ว่านั้นเป็นแบบปกติ หรือเป็นสภาวะปลอดภัยในแบบที่สามารถควบคุมได้ โดยในขณะที่ รมช.กห. เมื่อครั้งลงตรวจพื้นที่ปลายด้ามขวานเมื่อ 16 ก.ค.2568 กล่าวว่าฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะฝ่ายปกครองและ ส่วนอื่นๆ ต้องเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเตรียมความพร้อมรับมอบพื้นที่จาก กอ.รมน. มาดูแลให้เกิดความปลอดภัยตามแผนที่กำหนดได้เพียงใด ทั้งยังกล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะทหารก็ต้องส่งมอบพื้นที่ตามแผนในปี 2570 แต่ย้ำว่า ทหารไม่ได้ทอดทิ้งพื้นที่ไปอย่างสิ้นเชิง โดยหากในพื้นที่ยังไม่ปลอดภัยหรือยังคงมีสถานการณ์ความรุนแรงอยู่ หรือฝ่ายความมั่นคง พิจารณาแล้วยังไม่มั่นใจในศักยภาพของหน่วยงานฝ่ายปกครองที่จะรับมอบความรับผิดชอบในการดูแลความสงบเรียบร้อย ก็จะดูแลพื้นที่ทั้ง 37 อำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความปลอดภัยอยู่ต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย ไม่มีการก่อเหตุร้ายโดยขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐตามตัวชี้วัดที่กำหนด ก็จะมีการส่งมอบพื้นที่ให้กับกระทรวงมหาดไทยตามแผนต่อไป ทั้งนี้ กลไกในการนำมาซึ่งความปลอดภัยในพื้นที่ซึ่งนั่นก็คือสันติภาพโดยผ่านกระบวนการพูดคุยเจรจาสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐกับตัวแทนขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวนำนั้น เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีความสำคัญ หากแต่ รมช.กห. เห็นว่ากลไกการพูดคุยมี 2 ระดับคือระดับพื้นที่กับระดับประเทศ โดยในขณะที่การตั้งคณะพูดคุยสันติสุขระดับประเทศยังไม่ชัดเจนเพราะยังไม่มีการแต่งตั้งใครเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยของรัฐ การเจรจาสันติภาพจึงสะดุดหยุดชะงักลง หากแต่ รมช.กห. ก็ขอให้ระดับพื้นที่ดำเนินการไปก่อน เพราะเห็นว่าหากการพูดคุยระดับพื้นที่ประสบความสำเร็จ ก็อาจไม่ต้องใช้การพูดคุยระดับประเทศ ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก เพราะแท้จริงแล้วการพูดคุยในระดับพื้นที่จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากแกนนำระดับสูงไม่ส่งสัญญาณมา การพูดคุยในระดับพื้นที่จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากการพูดคุยระดับแกนนำขบวนการล้มเหลว การแก้ปัญหาไฟใต้ที่รัฐไม่มีนโนยายที่ชัดเจน ไม่มีผู้นำในการขับเคลื่อนที่ชัดเจน ย่อมส่งผลกระทบต่อชัยชนะ แผนการส่งมอบพื้นที่ในปี 2570 ของฝ่ายความมั่นคงให้กับฝ่ายปกครองปกติของกระทรวงมหาดไทย ย่อมเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ตลอดจนอธิปไตยของชาติ หากศักยภาพของรัฐที่จะรับมอบพื้นที่ไปดูแลต่อ ยังอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อม ด้วยในขณะนี้ แม้ยังมี กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยรับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ก็ตาม แต่กองโจร BRN ก็ยังสามารถก่อเหตุร้ายเข่นฆ่าทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ละเมิดกฎหมายของรัฐด้วยอาวุธสงครามอย่างรุนแรงกว้างขวาง รวมทั้งจัดตั้งกองโจร มีกองกำลังติดอาวุธเยี่ยงทหารของรัฐเอกราช มีการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตในแบบฉบับที่ต้องการ มีการใช้กฎหมายทางศาสนาในการพิจารณาคดีความ มีการใช้ภาษาถิ่นของตนเองอย่างเป็นทางการ ตลอดจนมีการหล่อหลอมทางความคิดโดยใช้ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์เป็นตัวขับเคลื่อนสู่เอกราชปาตานี การเดินทางบนวิถีของการต่อสู้ในสมรภูมิแห่งนี้ จึงเห็นได้ชัดว่า โอกาสในการถึงจุดหมายของแต่ละฝ่ายเป็นของฝ่ายใด ในขณะที่รัฐถูกบังคับให้เดินมาตามเส้นทางที่ขบวนการร้ายแห่งนี้กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนส่งมอบพื้นที่จาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้กับฝ่ายปกครองปกติ การถอนทหารของรัฐออกไปจากพื้นที่ การยกเลิกกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงทั้งหมดของรัฐที่ใช้บังคับในพื้นที่ให้หมดสิ้นไป ในขณะที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเอง ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้อย่างแท้จริง หน่วยงานฝ่ายปกครองของรัฐยังไม่เข้มแข็งพอที่จะรับมือ BRN ได้ และแม้ว่าการส่งมอบพื้นที่ตามแผนนั้น มีเงื่อนไขความสงบเรียบร้อยเป็นตัวตั้ง หากแต่ขบวนการ BRN ก็ยังคงสร้างกระแสกดดันให้รัฐเดินตามแผนส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวภายในปี 2570 ซึ่งนั่นจะเห็นได้ว่า BRN ใกล้ถึงจุดหมายของพวกเขาเข้าไปทุกที  
สยามรัฐออนไลน์ |