มุ่งเอาชนะทางการเมือง

เสือตัวที่ 6 สมรภูมิสู้รบในสงครามช่วงชิงอำนาจรัฐของกลุ่มคนที่เรียกกันว่าขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่นำโดยกลุ่มบีอาร์เอ็นนั้น กลุ่มคนเหล่านี้มุ่งเอาชนะทางการเมืองกล่าวคือการใช้กระบวนการต่อสู้ทางความคิดเป็นสำคัญซึ่งการจะเอาชนะในกลยุทธ์การต่อสู้ทางความคิดนั้นจะมีเส้นทางที่ต้องหล่อหลอมกล่อมเกลาเพื่อสร้างกระแสชี้นำความคิดให้ร่วมเป็นแนวร่วมทางความคิดอย่างเป็นระบบที่เข้มแข็งในวงกว้าง โดยมีกระบวนการที่กระทำต่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนระดับพื้นถิ่นทั้งในกลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มคนในชุมชนพื้นที่ท้องถิ่นนั้น กลุ่มขบวนการร้ายแห่งนี้จะใช้กระบวนการบ่มเพาะความคิดแปลกแยกเห็นต่างจากรัฐจนเกิดความคิดต่างอย่างสุดโต่งผ่านการหล่อหลอมชี้นำความเห็นทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์เชิงบาดแผลเป็นหลัก สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักการเมืองทุกระดับนั้นขบวนการร้ายแห่งนี้จะใช้กระแสสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อนำคนเหล่านั้นเข้ามาร่วมกระแสการต่อสู้ทางความคิดอย่างสอดรับกับคนระดับพื้นถิ่นทั้งที่กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นรู้ตัวและไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นแนวร่วมการต่อสู้ทางการเมืองกับขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐแห่งนี้ การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐซึ่งนำโดยกลุ่มบีอาร์เอ็นเพื่อต่อต้านรัฐนั้น เป้าหมายการก่อเหตุร้ายทำลายความสงบสุขนั้นไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะรัฐด้วยกำลังติดอาวุธ ด้วยศักยภาพของกองกำลังติดอาวุธไม่อาจเทียบได้กับกำลังติดอาวุธของรัฐได้เลย การใช้กำลังอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้จึงเป็นลักษณะลอบทำร้าย ลอบโจมตีฝ่ายรัฐอย่างกองโจรในสงครามนอกแบบ (Unconventional Warfare) พวกเขาไม่อาจเอาชนะรัฐด้วยกำลังอำนาจทางอาวุธ ดังนั้นการลงมือก่อเหตุร้ายทำลายความสงบสุขจึงหมายที่จะกระทำการเชิงสัญลักษณ์เพื่อท้าทายอำนาจรัฐและสื่อถึงการต่อต้านรัฐ ผ่านกระบวนการบ่มเพาะความรุนแรง (radicalization) ซึ่งเป็นพื้นฐานของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการก่อการร้ายแห่งนี้ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นหนุนเสริมการต่อสู้ทางการเมืองผ่านกระบวนการต่อสู้ทางความคิดในทุกเวทีที่เป็นไปได้ เพื่อเป้าหมายสำคัญคือมุ่งเอาชนะทางการเมือง ด้วยการทำลายความชอบธรรมของรัฐในทุกรูปแบบ เหล่านี้จึงเกิดปรากฏการณ์การจัดเวทีการเสวนาในพื้นที่ที่สอดรับกับการหนุนเสริมการให้อิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ในทุกมิติของการสู้รบ การเอาชนะทางการเมืองของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐโดยการต่อต้านรัฐด้วยการสร้างกระแสแนวร่วมทางความคิดที่เสริมพลังขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายอิสรภาพการปกครองกันเองของคนกลุ่มนี้ กระบวนการสร้างแนวร่วมมวลชนให้การสนับสนุนการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในทุกรูปแบบ แนวร่วมมวลชนมีทั้งผู้ที่เข้าร่วมการต่อสู้อย่างตั้งใจโดยตรงในฐานะสมาชิกขององค์กร ผู้สนับสนุนทางวัตถุ และผู้ที่ให้ความเห็นใจ และรวมถึงแนวร่วมในต่างประเทศที่ให้การสนับสนุน อาทิ การจัดกิจกรรมเมื่อกลางปี 66 ของขบวนนักศึกษาแห่งชาติ หรือ Pelajar Kebangsaan Patani หรือ Pelajar Bangsa ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวองค์กร พร้อมปาฐากถาพิเศษ เรื่องสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี โดยมี อาจารย์สาขาการสร้างสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ ร่วมกับผู้แทนพรรคการเมืองบางพรรคที่มีแนวคิดไปในแนวทางเดียวกันกับขบวนการแห่งนี้เป็นกระแสข่าวโด่งดังไปทั้งประเทศโดยผู้จัดกิจกรรมได้มีการประกาศ PELAJAR BANGSA ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ ว่าพวกเขาเชื่อมั่นว่าการทำประชามติ คือสันติภาพที่ประชาชนเป็นเจ้าของ โดยมีการทำแบบสำรวจความคิดเห็นอย่างโจ่งแจ้งว่าเห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย สิทธิในการกำหนดใจตนเอง ปรากฏเป็นครั้งแรกในมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 1514 (XV) ลงวันที่ 14 ธันวาคม 1960 เรื่องการให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคม (Declaration on the Granting of Independence to Colonial Countries and Peoples) โดยมีข้อความที่กำหนดไว้ใน มาตรา 1.1 ของมติที่ 1514 กล่าวว่ากลุ่มชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดใจตนเอง โดยสิทธิดังกล่าวพวกเขามีเสรีภาพในการตัดสินใจในสถานะทางการเมือง และดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างเสรี ซึ่งสอดรับกับการขับเคลื่อนการต่อสู้ทางความคิดเพื่อมุ่งประสงค์เอาชนะทางการเมืองของขบวนการบีอาร์เอ็นผ่านเวทีกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพและสันติสุขหลายครั้งที่ผ่านมาที่ปรากฏว่า บีอาร์เอ็นเรียกประเทศไทยว่านักล่าอาณานิคมสยาม ทั้งในคำแถลงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และเอกสารข้อเรียกร้องที่ส่งถึงคณะพูดคุยฯของรัฐบาลไทย เพื่อสร้างภาพให้เห็นว่าประเทศไทยคือเจ้าอาณานิคมดินแดนปาตานี หรือพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งกำลังมีการต่อสู้ของเจ้าของดินแดนเดิมอยู่ในปัจจุบัน การกล่าวอ้างว่าสยามหรือรัฐไทยเป็นเจ้าอาณานิคม หรือนักล่าอาณานิคมนั้นจึงชี้ให้เห็นว่าขบวนการบีอาร์เอ็นต้องการให้เป็นไปตามเงื่อนไขของมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 1514 เรื่องการให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคมเพื่อเรียกร้องให้มีการทำประชามติแยกดินแดนผ่านข้อกำหนดของสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองหรือสิทธิการกำหนดใจตนเองนั่นเอง กระบวนการการต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีกลุ่มบีอาร์เอ็นอ้าว่าเป็นผู้นำขบวนการร้ายแห่งนี้จึงมีความสลับซับซ้อนหลายมิติ ทับซ้อนกันหลายชั้น รวมทั้งเป็นกระบวนการลงมือที่มีชีวิตชีวาที่ไม่อาจมองข่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้ ไม่อาจวิเคราะห์มิติเดียวหรือชั้นเดียวได้ รัฐบาล นักวิชาการด้านความมั่นคง นักการทหารจึงต้องผนึกกำลังกันอย่างจริงจังเพื่อเจาะลึกกระบวนการคิด และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของขบวนการร้ายแห่งนี้ให้แจ่มชัดให้จงได้ รวมทั้งบริหารจัดการการต่อสู้ให้กระชับคล่องตัวเป็นหนึ่งเดียวในทุกองคาพยพเพื่อให้เท่าทันกับการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างรวดเร็ว รัฐและหน่วยงานความมั่นคงต้องตระหนักรู้อย่างแจ่มชัดว่าขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้กระทำอย่างใดก็เป็นเพียงปัจจัยหนุนเสริมเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์การมุ่งเอาชนะทางการเมืองเป็นสำคัญ
สยามรัฐออนไลน์ |

การบ่มเพาะที่แนบเนียน

เสือตัวที่ 6 สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ของรัฐแม้จะดูสงบเรียบร้อยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากเหตุร้ายในพื้นที่ที่มีลดน้อยถอยลงจนดูประหนึ่งว่ากลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐทั้งหลายหมดพลังในการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐลงอย่างสิ้นเชิง หากแต่เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกแล้วจะพบว่าขบวนการร้ายแห่งนี้ยังคงสะสมพลังมวลชนเพื่อต่อสู้กับรัฐในรูปแบบใหม่ที่ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ณ ห้วงเวลานี้ กลยุทธ์ของขบวนการแห่งนี้ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการสะสมบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐเพื่อมุงสู่การต่อสู้ทางความคิดอย่างกล้าแข็งและเป็นระบบมากขึ้นภายใต้การบ่มเพาะอย่างเงียบๆ ด้วยความแนบเนียนจนยากที่จะถูกค้นพบจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐที่มือไม่ถึงจริง จนทำให้วันนี้กระบวนการบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐถูกให้ความสำคัญน้อยลงทั้งที่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐยังคงให้ความเข้มข้นในการสะสมบ่มเพาะสร้างความเห็นแปลกแยกแตกต่างจนเป็นปรปักษ์จากรัฐมากกว่าที่เคยกระทำมาด้วยซ้ำ ที่ผ่านมา กระบวนการบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐจนถึงขั้นเกลียดชังรัฐนั้นได้ถูกพิสูจน์ทราบจากหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐมาอย่างต่อเนื่อง จนพบร่องรอยการบ่มเพาะแนวคิดการก่อความไม่สงบจากสถานศึกษาบางแห่ง สร้างแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ ให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา จนกระทั่งหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เกาะติดโดยจัดชุดเฉพาะกิจจากหน่วยเฉพาะกิจสันติสุขเข้าเกาะติดพิสูจน์ทราบและสร้างความคิดใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ตั้งแต่ ปี 2556 จนในปัจจุบัน จนกระทั่งสถานศึกษาเป้าหมายเหล่านั้นไม่พบร่องรอยการฝึกเพื่อสร้างสมาชิกใหม่หรือใช้เป็นแหล่งพักพิงของผู้ก่อความไม่สงบเช่นในอดีต ด้วยการเกาะติดสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม กลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐยังคงมีกระบวนการบ่มเพาะแนวคิดความเห็นต่างจากรัฐอย่างเข้มข้นอยู่ โดยขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการในการปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาด้วยความแนบเนียน โดยไม่ทิ้งร่องรอยของกระบวนการบ่มเพาะสร้างแนวคิดเกลียดชังต่อรัฐ ให้เห็นง่ายๆ อย่างในอดีตที่ผ่านมา นอกจากนั้นรูปแบบการปกปิดซ่อนเร้นอำพรางการอบรมบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐจากเล็กน้อยขยายผลเป็นสุดโต่งและถึงขั้นเกลียดชังจนกระทั่งเข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐด้วยความเต็มใจในที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงจากที่กระทำการบ่มเพาะความเห็นต่างกับรัฐในสถานศึกษาไปเป็นการกระทำนอกสถานศึกษา ในรูปแบบของการจัดกิจกรรมเข้าค่ายนอกสถานที่ในห้วงต่างๆ เช่นห้วงการปิดภาคเรียน รวมทั้งการใช้สถานที่อื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของหน่วยงานด้านความมั่นคง ในการใช้เป็นแหล่งบ่มเพาะความเห็นต่างสร้างแนวคิดรุนแรง สร้างความเกลียดชังจนเป็นปรปักษ์กับรัฐ สู่การชักจูงเยาวชนให้เข้าร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างเต็มใจในรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่ง การสร้างบรรยากาศของความไม่ปกติของพื้นที่ด้วยการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนกระบวนการบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐเป็นอย่างดี ทำให้ขบวนการร้ายแห่งนี้ยังคงมุ่งมั่นแสวงหาโอกาสในการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ให้ได้ในทุกโอกาสและจังหวะที่เอื้ออำนวยและเมื่อก่อเหตุร้ายใดๆ แล้ว การก่อเหตุร้ายนั้นจะต้องสำเร็จตามแผนและที่สำคัญคือกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ลงมือนั้นจะต้องอยู่รอดปลอดภัยจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกกรณี เหล่านี้จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าเมื่อสิ้นสุดการก่อเหตุร้ายแล้วกลุ่มกองโจรจะสามารถหลบหนีการสกัดจับจากเจ้าหน้าที่รัฐได้ทุกครั้ง ดังปรากฏการณ์เมื่อ 6 พ.ค.2567 เวลา 21.35 น. ที่แนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ ได้ก่อเหตุลอบวางระเบิดด้วยรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง บริเวณหน้าเขื่อนท่าพระยาสาย ถนนภูผาภักดี ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส ทั้งที่บริเวณนั้น เป็นพื้นที่ปลอดภัย จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน และแนวร่วมคนร้ายกลุ่มนี้ก็ได้หลบหนีไปได้อย่างแนบเนียนอีกเช่นเคย สมรภูมิการสู้รบปลายด้ามขวานแห่งนี้จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงของเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ หากแต่เป็นการปรับกลยุทธ์การขับเคลื่อนของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่มุ่งเป้าสะสมพลังมวลชนการต่อสู้ของขบวนการนี้เพื่อการต่อสู้ทางความคิดตั้งแต่ระดับพื้นที่ท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับองค์กรระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ นอกจากนั้นขบวนการร้ายแห่งนี้ยังคงขับเคลื่อนผ่านระบบการเรียนการสอนที่เอื้ออำนวย การเร่งสร้างอัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่ที่แตกต่าง ด้วยการบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐโดยการชักชวนของคนใกล้ชิดในสถานศึกษาการพูดคุยธรรมดาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลด้วยวาทกรรมรัฐปัตตานีเชื่อมโยงศาสนา การสร้างความเชื่อมั่นในการต่อสู้ด้วยการก่อเหตุร้ายเมื่อมีโอกาสและจังหวะเวลาสอดรับ การปิดบังอำพรางซ่อนเร้นการบ่มเพาะความเห็นต่างกับรัฐอย่างแนบเนียนจนได้แนวร่วมขบวนการหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น  สามารถปกปิดร่องรอยจากเจ้าหน้าที่รัฐได้สร้างแนวร่วมขบวนการต่อสู้กับรัฐผ่านกระบนการบ่มเพาะสานต่อแนวคิดการต่อสู้เพื่อรัฐปัตตานีได้อย่างต่อเนื่อง สนองตอบยุทธศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการเพื่ออิสรภาพการปกครองที่กลุ่มแกนนำคาดหวัง กลยุทธ์ของขบวนการแห่งนี้ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการสะสมบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐเพื่อมุ่งสู่การต่อสู้ทางความคิดอย่างกล้าแข็งและเป็นระบบมากขึ้นภายใต้การบ่มเพาะอย่างเงียบๆ ด้วยความแนบเนียนจนยากที่จะถูกค้นพบจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐในรูปแบบที่แนบเนียนนี้ทำให้รัฐให้ความสำคัญน้อยลงทั้งที่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐยังคงให้ความเข้มข้นในการสะสมบ่มเพาะสร้างความเห็นแปลกแยกแตกต่างจนเป็นปรปักษ์จากรัฐอย่างไม่เสื่อมคลายหากแต่แกนนำของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้รับรู้แล้วว่า การบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐอย่างที่เคยกระทำมาไม่สามารถเป็นผลเท่าที่ต้องการ การบ่มเพาะแนวคิดความเห็นต่างจากรัฐจึงต้องขับเคลื่อนอย่างเงียบๆ ทั้งยังสอดรับไปทุกกลุ่มคนบนเส้นทางของการต่อสู้ทางความคิด ทั้งในระบบโรงเรียน สถานศึกษาทุกระดับ ในชุมชน ในเรือนจำ ในหมู่นักวิชาการทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ จนถึงระดับนักการเมือง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มคนเป้าหมายของขบวนการที่หวังจะบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐด้วยวิธีการที่แนบเนียนจนรัฐไม่อาจรับรู้ได้
สยามรัฐออนไลน์ |

บ่มเพาะความเห็นต่าง

เสือตัวที่ 6 ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีความพยายามอย่างแรงกล้าด้วยความมุ่งมั่นอย่างคงเส้นคงวาในการบรรลุเป้าหมายระดับยุทธศาสตร์ นั่นคืออิสรภาพในการปกครองดูแลกันเองบนวิถีที่กลุ่มแกนนำต้องการและพลังอำนาจในการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่ยังคงศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐอย่างทรงพลังก็เพราะการที่ขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังคงสร้างเสริมผู้คนเป้าหมายให้ตกเป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอย่างต่อเนื่องด้วยความเต็มใจเข้ามาเป็นแนวร่วมการต่อสู้กับรัฐอย่างแน่วแน่ โดยขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐมีกระบวนการสร้างความเห็นต่างจากรัฐในทุกรูปแบบและทุกภาคส่วนที่เป็นไปได้ ที่นอกจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนในชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสถานศึกษาต่างๆ อย่างกว้างขวางในพื้นที่แล้ว ยังมีกลุ่มคนที่กำลังตกเป็นจำเลยและผู้ต้องขังเด็ดขาดในเรือนจำต่างๆ ในพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงของรัฐล้วนละเลยผู้คนกลุ่มในเรือนจำเหล่านี้ที่ตกเป็นกลุ่มเป้าหมายของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐให้เป็นกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นต่างจากรัฐและคนส่วนอื่นของประเทศจนถึงขั้นเกลียดชังรัฐและผ่องถ่ายความเครียดแค้นจากความเห็นต่างเหล่านั้นไปสู่ญาติพี่น้องของตนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ปลายด้ามขวานซึ่งล่อแหลมที่คนกลุ่มนี้จะเป็นแนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้จนกลายเป็นการเสริมพลังในการต่อสู้กับรัฐอย่างน่ากังวล สภาพของแนวคิดของผู้ต้องขังคดีความมั่นคงจำนวนมากถึงร้อยละ 95.65 ยังไม่ยอมรับในกระบวนการตัดสินคดีที่ผ่านมา นั่นแสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องขังคดีความมั่นคง ดังกล่าว ล้วนไม่ยอมรับในระบบยุติธรรมของรัฐ ซึ่งเกิดจากการไม่เชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐและระบบรัฐเป็นพื้นฐาน ประกอบกับกระบวนการดำเนินคดี ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน มีส่วนหนึ่งซึ่งถูกส่งต่อความคิด ความเชื่อกันมาว่า มีความไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม เหล่านี้/ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการส่งต่อความคิดที่ขัดแย้ง สร้างความแปลกแยกแตกต่างจากรัฐอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่การถ่ายทอดความคิดแบ่งแยกดินแดนโดยตรง หากแต่การบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกจนเห็นต่างที่ต่อต้านระบบยุติธรรมของรัฐย่อมเป็นการเสริมพลังการต่อสู้กับรัฐได้อย่างทรงพลังและต่อเนื่องแม้กระบวนการในเรือนจำที่มีในปัจจุบัน จะดำเนินการด้วยการเคารพในสิทธิความเชื่อ และวิถีชีวิตตามหลักศาสนาอย่างมากแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารฮาลาล ที่ประกอบอาหารด้วยผู้ต้องขังชาวมุสลิมเอง หรือการละหมาดตามห้วงเวลาที่กำหนดในหลักศาสนาอิสลาม การปรับห้วงเวลารับทานอาหารของพี่น้องผู้ต้องขังชาวมุสลิมให้เหมาะสมในห้วงถือศีลอด ตลอดจนการถ่ายทอดคำสอนตามหลักศาสนาก็ตาม หากแต่สภาพของความคิดที่ยังเป็นปัญหาคับข้องใจของผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงก็คือ การที่พวกเขาต้องมาอยู่ในเรือนจำก็เพราะไม่ได้รับความยุติธรรมจากรัฐ เหล่านี้คือเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลให้ในวันข้างหน้า เมื่อผู้ต้องขังได้พ้นโทษและออกไปจากเรือนจำไปแล้วพวกเขาจะมีความหวาดระแวงการดำเนินการของรัฐอยู่ต่อไป ซึ่งล่อแหลมต่อการตกเป็นเป้าหมายในการขยายแนวร่วมของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในรูปแบบต่างๆ ซึ่งอย่างน้อย บุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นกลุ่มที่สืบทอดและร่วมขยายแนวคิดการเห็นต่างจากรัฐในรูปแบบต่างๆ ไปได้ นอกจากนั้น ความคิดของการไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมเหล่านั้น ได้ถูกถ่ายทอดไปยังกลุ่มผู้ต้องขังรายอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ต้องขังในคดีความมั่นคง ด้วยกันในเรือนจำ ตลอดจนญาติพี่น้อง และบุคคลในครอบครัว ที่มาเยี่ยมในเรือนจำ อันจะเป็นการขยายต่อความเห็นต่างจากรัฐให้กว้างขวางออกไป ด้วยไม่เชื่อมั่นในระบบของรัฐตามที่กล่าวอ้าง นอกจากนั้น ในสภาพของความคิดในปัจจุบันของผู้ต้องขัง ที่สืบเนื่องจากการไม่ยอมรับในกระบวนการพิจารณาคดีที่ผ่านมาข้างต้น ยังส่งผลให้กลุ่มผู้ต้องขังเหล่านั้น มีความคิดที่ขุ่นเคืองรัฐ ด้วยคิดว่ารัฐโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้นเหตุที่ทำให้คนในครอบครัวของเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ด้วยความยากลำบาก ด้วยผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นหลักสำคัญในการหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งเมื่อคนเหล่านี้ ถูกพิจารณาว่ามีความผิดในคดีความมั่นคงตามที่ถูกกล่าวหา จึงทำให้ถูกจำขังในเรือนจำ อันส่งผลให้คนอันเป็นที่รักของคนเหล่านี้ ต้องลำบากในการใช้ชีวิต ความรู้สึกเหล่านี้ ยิ่งตอกย้ำความคับข้องใจของผู้ต้องขังเหล่านี้ ให้มีความเห็นต่างจากรัฐมากขึ้น และมีแนวโน้มของความคับข้องใจจนเป็นชนวนเหตุของความคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐมากขึ้น อันเป็นการเสริมพลังสร้างศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องยาวนานนอกจากนั้น สมาชิกในครอบครัวของผู้ต้องขังที่ยังคงรู้สึกไม่ปลอดภัยในการดำรงชีวิตในท้องถิ่นเดิมของตน ด้วยหวาดระแวงจากการสืบทอดความคิดต่อๆ กัน ว่าอาจถูกเจ้าหน้าที่รัฐเพ่งเล็ง ตรวจสอบพฤติกรรมเป็นพิเศษ จนถึงขั้นคิดไปว่าอาจถูกยัดเยียดข้อหาความมั่นคง หากเกิดเหตุร้ายในพื้นที่ในอนาคตได้ เหล่านี้คือต้นตอของความเห็นต่างจากรัฐที่เกิดจากการบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐในแง่มุมของการมายอมรับในระบบยุติธรรมของรัฐซึ่งเป็นระบบหลักของรัฐระบบหนึ่งซึ่งแสดงถึงอำนาจอธิปไตยของรัฐชาตินั้นๆ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ล่อแหลมต่อการขยายแนวคิดแปลกแยกจนเห็นต่างจากรัฐขยายตัวสู่การเป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐได้โดยง่าย กระบวนการถ่ายทอดแนวคิดเพื่อบ่มเพาะความเห็นต่างเพื่อสร้างเสริมแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนในเรือนจำนั้น แม้ยังไม่มีการดำเนินการบ่มเพาะเพื่อการแบ่งแยกดินแดนหรือการปกครองโดยตรง หากแต่จะเป็นการขยายต่อแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐ โดยการต่อต้านระบบหลักของรัฐด้วยการยุยงผู้ต้องขังให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ซึ่งนั่น จะเป็นมูลเหตุสำคัญในการขยายความคิดคับข้องใจ ออกห่างจากรัฐมากขึ้น ทั้งตัวผู้ต้องขังเอง ตลอดจนสมาชิกในครอบครัว และมิตรสหายในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ล่อแหลมต่อการปลุกระดมบ่มเพาะขยายความเห็นต่างจากรัฐในประเด็นอื่นๆ ต่อไปจนกระทั่งเข้าเป็นแนวร่วมกับขบวนการร้ายแห่งนี้เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับรัฐอย่างทรงพลัง
สยามรัฐออนไลน์ |

ขัดขวางการพัฒนา

เสือตัวที่ 6 ยุทธศาสตร์สำคัญสูงสุดของกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐก็คืออิสระในการปกครองกันเองตามวิถีที่กลุ่มแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ต้องการ คนกลุ่มนี้จึงทำได้ทุกอย่างแม้แต่การ   เข่นฆ่าทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะประกอบอาชีพใด รวมทั้งคนกลุ่มนี้ยังรวมตัวกันด้วยการสั่งสมความคิดรุนแรงที่สามารถกระทำการใดๆ ได้ แม้กระทั่งการทำลายความเป็นปกติสุขของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ที่หวังจะอยู่อย่างสงบตามคำสอนขององค์ศาสดาเพื่อประกอบศาสนกิจตามวิถีทางของอิสลาม ตลอดระยะเวลาของคนกลุ่มนี้จึงพรากชีวิตผู้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างไม่เลือกหน้า ควบคู่กับลอบการทำลายความสงบสุข ทำลายสิ่งปลูกสร้าง ทำลายทรัพย์สินที่แม้สิ่งเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตต่อพี่น้องชายมุสลิมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่มาโดยตลอดอย่างน่าละอาย การเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่แห่งนี้จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยฝีมือของคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ที่มีบรรดาแกนนำขบวนการเป็นคนล้างสมองคนในขบวนการจนกลายเป็นคนหัวรุนแรงที่พร้อมจะลงมือสังหารชีวิตผู้คนใดๆ ก็ได้โดยมีแกนนำคอยบงการชี้เป้าให้ลงมือต่อผู้บริสุทธิ์อย่างเหี้ยมโหดโดยแกนนำบิดเบือนคำสอนว่าเป็นการต่อสู้ในดินแดนสงครามหากแต่อันที่จริงแล้วหลักของศาสนาอิสลามให้ไว้ชัดเจนว่า ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ไม่มีความแตกต่างกันว่าเขาจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการเคารพ และการเอาชีวิตหรือการเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่นนั้นเป็นสิทธิของพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งพระองค์คือผู้ทรงให้ชีวิตแก่มนุษย์ นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้าแล้วไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิที่จะลิดรอนชีวิตของผู้อื่นในสิทธิและเนี๊ยะอ์มัต (ความโปรดปราน) ดังกล่าวนี้ของพระผู้เป็นเจ้าได้ดังนั้นการสังหารผู้บริสุทธิ์โดยเจตนา เป็นหนึ่งในบาปใหญ่ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดการลงโทษที่รุนแรงไว้ คัมภีร์อัลกุรอานให้ความสำคัญอย่างมากในการรักษาเกียรติและชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ เมื่อใดก็ตามที่ผู้บริสุทธิ์ถูกสังหาร นั้นหมายถึงสิทธิในการมีชีวิตและการดำเนินชีวิตถูกเอาออกไปจากเขา สิทธิและเนี๊ยะอ์มัต (ความโปรดปราน) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงประทานให้แก่เขาต้องถูกลิดรอนไปจากเขาอย่างไม่พึงประสงค์ คัมภีร์อัลกุรอานให้ความสำคัญอย่างมากในการเคารพให้เกียรติและการรักษาชีวิตของเพื่อนมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ ความสำคัญและคุณค่าดังกล่าวนี้มีมากถึงขั้นที่ว่า การสังหารชีวิตของคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียวเท่ากับการสังหารมนุษย์ทั้งมวล จากจุดนี้เองพระผู้เป็นเจ้าจึงทรงสั่งห้ามผู้ศรัทธาไว้อย่างรุนแรงไม่ให้สังหารผู้บริสุทธิ์โดยเจตนา ในคัมภีร์อัลกุรอาน พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ตอนหนึ่งว่าผู้ใดสังหารชีวิตหนึ่งโดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเขาได้สังหารมนุษย์ทั้งมวลและผู้ใดสังหารผู้ศรัทธาโดยเจตนา ดังนั้นการตอบแทนของเขาก็คือนรกญะฮันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาลเหล่านี้คือคำสอนในหลักศาสนาที่รับรู้และเข้าใจโดยทั่วกัน ความชัดเจนมีอยู่ในคำสอนที่ว่าชีวิตของมนุษย์ทุกคน ไม่มีความแตกต่างกันว่าเขาจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการเคารพ และการเอาชีวิตหรือการเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่นนั้น เป็นสิทธิของพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งพระองค์คือผู้ทรงให้ชีวิตแก่มนุษย์ นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้าแล้วไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิที่จะลิดรอนชีวิตของผู้อื่น แต่กระนั้นแกนนำคนกลุ่มนี้ก็ยังคงบิดเบือนคำสอนดังกล่าวจนกระทั่งสร้างความเข้าใจผิดต่อกลุ่มเป้าหมายให้กระทำการเข่นฆ่าผู้คนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น แกนนำขบวนการแบ่งแยกผู้คนปลายด้ามขวานยังบงการให้กองกำลังที่หลงผิดกลุ่มดังกล่าวกล้าลงมือทำลายสิ่งปลูกสร้าง สาธารณูปโภคที่รัฐเพียรพยายามอย่างแรงกล้าในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องในพื้นที่ให้มีชีวิตที่ดีอย่างมีคุณภาพทุกรูปแบบตลอดมาหลายสิบปี ในขณะที่กลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ก็เพียรพยายามในการทำลายล้างสิ่งปลูกสร้าง สาธารณูปโภคที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องทั้งที่การกระทำของขบวนการร้ายแห่งนี้ส่งผลให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ต้องเดือดร้อนจากการทำลายล้างของคนในขบวนการอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น อาทิ ล่าสุด 27 เม.ย. กลุ่มกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ ได้วางเพลิงเผาภายในอาคารเครื่องผลิตไฟฟ้า และก่อเหตุวางระเบิดภายในโรงไฟฟ้ารุ่งทิวา ไบโอแมส บ้านปลักบ่อ ตำบลสะบ้าย้อย อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จากนั้นต่อมาคนกลุ่มนี้บุกวางเพลิงเผาและลอบวางระเบิด ภายในอาคารเครื่องผลิตไฟฟ้า ที่โรงไฟฟ้าประชารัฐชีวมวลแม่ลาน ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลป่าไร่ อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี พร้อมทั้งใช้แนวร่วมขบวนการร้ายก่อเหตุเผายางรถยนต์ และเสาส่งสัญญาณอีกหลายจุดเพื่อก่อกวนและสร้างภาพให้เห็นว่าเป็นการก่อเหตุครั้งใหญ่ การก่อวินาศกรรมทำลายล้างโรงผลิตไฟฟ้า 2 แห่งในคืนเดียวกันดังกล่าว สร้างความเสียหายต่อระบบเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ของโรงไฟฟ้าประมาณ 37 ล้านบาท และที่สำคัญคือการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภค ระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าซึ่งกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ สร้างความเดือดร้อนโดยตรงต่อพี่น้องประชาชนชาวมุสลิมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่อย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ในภาพรวมแล้วผู้ก่อเหตุรุนแรงหวังที่จะกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ซึ่งการกระทำอย่างนี้ไม่ยุติธรรมต่อประชาชนในพื้นที่ เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าที่ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมมือกันเพื่อจะพัฒนาพื้นที่ให้ประชาชนทุกหลังคาเรือนได้ใช้ไฟฟ้าอย่างทั่วถึง ก็ยังเป็นเป้าหมายในการทำลายล้างอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นเหล่านี้เองจึงเป็นการตอกย้ำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่แห่งนี้ ได้เห็นอย่างชัดเจนอีกครั้งว่ากลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นหรือกลุ่มใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่กระทำการอันเป็นการขัดคำสอนทางศาสนา ทั้งการเข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ และการทำลายสิ่งของ ตลอดจนโรงไฟฟ้าอันเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน นับเป็นการขัดขวางการพัฒนาทุกรูปแบบที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่อย่างน่าละอายยิ่ง
สยามรัฐออนไลน์ |

การต่อสู้ที่กลมกลืน

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทยนั้น รัฐต้องดำเนินการอย่างกลมกลืนทั้งงานการเมืองและงานการทหารผ่านการบังคับใช้กฎหมายด้วยกองกำลังของรัฐเข้าต่อสู้กับกลุ่มคนที่มุ่งหมายแบ่งแยกการปกครอง เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นสมรภูมิการสู้รบที่มีความลุ่มลึกจนยากที่จะทำความเข้าใจได้โดยง่าย การต่อสู้จึงยืดเยื้อมาได้หลายสิบปี แต่สิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดก็คือ ฝ่ายกลุ่มบีอาร์เอ็นมีท่าทีที่จะเป็นฝ่ายนำฝ่ายรัฐอยู่ระยะหนึ่ง อาทิ การยกสถานะของกลุ่มก่อความไม่สงบหรือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนของไทยขึ้นสู่สถานะที่เทียบเท่ารัฐไทยได้ในฐานะคู่เจราจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ การต่อสู้ในเวทีระดับชาติที่สามารถนำพาแนวคิดการให้อิสรภาพในการดำรงชีวิตของคนพื้นถิ่นแห่งนี้สู้ผู้คนในระดับสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างแยบยลและกลมกลืนไปกับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตของผู้คนในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศผ่านการรณณรงค์ให้ออกกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้กลุ่มคนในพื้นที่แห่งนี้บรรลุอิสรภาพการปกครองกันเองได้ในอนาคตอันใกล้ การต่อสู้ของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐที่มีกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นตัวการหลัก ใช้การต่อสู้ทางการเมืองผ่านกระบวนการบ่มเพาะความเกลียดชังไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นระบบ การส่งผ่านแนวคิดที่เอื้ออำนวยต่อการบรรลุเป้าหมายคือปกครองกันเองไปยังคนในระดับต่างๆ ไปจนถึงกลุ่มคนในระดับชาติ เพื่อให้คนกลุ่มนี้เป็นแนวร่วมในการออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนไปสู่อิสระในการปกครองของบีอาร์เอ็น การขับเคลื่อนการต่อสู้ทางความคิดผ่านกระบวนการพูดคุยสันติสุขหรือการเจรจาสันติภาพอย่างเข้มข้น การต่อสู้ในระดับองค์กรระหว่างประเทศที่มีทีมงานพร้อมส่งผ่านแนวคิดการสนับสนุนในการเข้ามาช่วยทำให้การบรรลุเป้าหมายของขบวนการนี้เป็นผลสำเร็จ คู่ขนานการการต่อสู้ด้วยอาวุธของกองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็นอย่างต่อเนื่องผ่านการทำลายล้างเจ้าหน้าที่รัฐทุกกลุ่มเป็นลำดับแรก ด้วยเจ้าหน้าที่รัฐนั้นเป็นสัญลักษณ์ของรัฐไทยอย่างชัดเจน การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนจากรัฐโดยกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ผ่านมาจวบจนวันนี้ จึงมีความคงเส้นคงวาในการต่อสู้ที่ใช้ทั้งงานการเมืองและงานการทหารในการทำลายล้างฝ่ายรัฐอย่างกลมกลืน ในขณะที่รัฐยังคงพยายามในการลดระดับการต่อสู้ด้วยอาวุธโดยกำลังทหารให้ดูแข็งกร้าวน้อยลง อาทิ ปรับลดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย หากไม่จำเป็นจะไม่บังคับใช้ และปรับลดด่านตรวจในพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งยังปรับเปลี่ยนช่วงเวลาตลอดจนการตั้งด่านตรวจเท่าที่จำเป็น ยกเว้นด่านถาวรในพื้นที่ที่ยังคงต้องดำเนินการเพื่อตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมายและเฝ้าระวังความปลอดภัยทางถนนเพื่ออำนวยสะดวกต่อการสัญจรแก่ประชาชน นอกจากนี้ได้มีการปรับลดป้ายประกาศหมายจับเท่าที่จำเป็นรวมทั้งปรับการติดตั้งให้เหมาะสม พร้อมกับการให้ประชาชนทุกศาสนิกสามารถปฏิบัติภารกิจตามความคิด ความเชื่อ อัตลักษณ์ของทุกคนในทุกเทศกาลได้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดี และหันมาใช้การต่อสู้ทางการเมืองที่ยังคงสับสนในความหมายของการต่อสู้ทางการเมืองของรัฐจนขาดพลังในการต่อสู้ทางการเมืองกับกลุ่มบีอาร์เอ็นเท่าที่ควร โดยดูได้จากการขาดพลังในการขับเคลื่อนการเจรจาสันติภาพของฝ่ายรัฐในขณะที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นกลับเป็นฝ่ายนำเสนอเงื่อนไขแรงๆ อาทิ ยอมให้บีอาร์เอ็นเปิดเผยตัวโดยไม่มีการจับกุม ยอมให้เข้าเมืองได้ ยอมให้จัดเวทีประชุมระดมความเห็นเพื่อแสวงหาทางออกทางการเมืองและรับฟังความเห็นสาธารณะ ตามแผน JCPP ทั้งรัฐต้องให้การคุ้มครองคุ้มกันคนเหล่านี้ไม่ให้เกิดอันตรายขณะเข้ามาจัดกิจกรรมด้วย รวมทั้งรัฐต้องยอมปล่อยนักโทษคดีความมั่นคง และปลดหมายจับ เป็นต้น การขับเคลื่อนการต่อสู้ของกลุ่มบีอาร์เอ็นจึงใช้การต่อสู้ทางการเมืองในทุกระดับควบคู่กับการต่อสู้ด้วยกำลังทหารที่เข้มข้นตามจังหวะก้าวของการต่อสู้อย่างกลมกลืนยิ่ง สอดคล้องกับแนวคิดของ ผบ.ทบ. ในโอกาสที่ลงพื้นที่กองอำนวยการภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งได้สั่งการกำชับให้กองทัพภาค 4 เน้นงานรุกทางด้านการเมืองให้มากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบ จชต. ในขณะที่กลุ่มบีอาร์เอ็นยังคงดำรงความมุ่งหมายในการต่อสู้ทั้งการใช้ความรุนแรงผ่านการต่อสู้ด้วยอาวุธควบคู่กับการต่อสู้ด้านการเมืองอย่างกลมกลืนมากขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายการแบ่งแยกดินแดน ผ่านการส่งผ่านกิจกรรมอันหลากหลายทั้งในประเทศและพลังการสนับสนุนจากต่างประเทศ อาทิ สร้างเงื่อนไขไปสู่การเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหา จชต. ของต่างชาติและองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้ข้อเรียกร้องสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (RSD) ผ่านการทำประชามติที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น การต่อสู้ด้วยอาวุธด้วยความรุนแรงของขบวนการแบ่งแยกการปกครองปลายด้ามขวานผสมกลมกลืนและหนุนเสริมกับการต่อสู้ทางการเมืองผ่านวาทกรรมหลัก อาทิ พื้นที่แห่งนี้เป็นดินแดนแห่งสงคราม หรือดารุลฮัรบี จึงมีความชอบทำต่อกลุ่มก่อความไม่สงบในการทำญิฮาดหรือสงครามศาสนา ซึ่งกลุ่มบีอาร์เอ็นนำมาใช้เป็นเงื่อนไขเคลื่อนไหวปลุกระดมในพื้นที่อย่างเข้มข้น ในขณะที่การต่อสู้ทางการเมืองของรัฐยังขาดพลังในการต่อสู้เท่าที่ควร แม้จะพยายามจัดเวทีเพื่อการต่อสู้ทางการเมืองผ่านการต่อสู้ทางความคิด อาทิ อดีตจุฬาราชมนตรี นาย อาศิส พิทักษ์คุมพล เคยชี้แจงในเรื่องดารุลฮัรบีว่าจังหวัดชายแดนใต้ ไม่ใช่ดินแดนแห่งสงคราม เนื่องจากคนในพื้นที่ก็มีสิทธิในการเป็นพลเมืองที่เท่าเทียมกันกับคนไทยทั่วประเทศ ได้รับสิทธิในการปฏิบัติศาสนากิจอย่างเต็มที่ไม่มีการกีดกั้น ทั้งยังเห็นว่าเป็นการบิดเบือนคำสอนทางศาสนาอิสลาม ที่เป็นศาสนาแห่งสันติไม่สนับสนุนการทำร้ายเอาชีวิตหากแต่พลังในการต่อสู้ทางการเมืองของรัฐยังขาดประสิทธิภาพ ขาดการบูรณาการเท่าที่ควร ผู้นำกองทัพจึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เร่งปรับการต่อสู้ทางการเมืองให้เข้มข้น อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ในพื้นที่แห่งนี้จะเน้นหนักไปที่ด้านใดไม่ได้ หากแต่รัฐต้องใช้ทั้งการต่อสู้ทางการเมืองที่ผสมกลมกลืนไปกับการต่อสู้ทางทหารเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง จึงจะรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนไทยไว้ได้อย่างแท้จริง
สยามรัฐออนไลน์ |

พร้อมรับสถานการณ์

เสือตัวที่ 6 การสู้รบในเมียนมาระหว่างกองทัพแห่งชาติกับกลุ่มต่อต้านกลุ่มต่างๆ นับวันจะมีความตึงเครียดมากขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้เกิดการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนในเมียนมาซึ่งเดิมก็มีการเข้าเมืองของไทยทั้งถูกกฎหมายและที่ผิดกฎหมายด้วยการหลบหนีเข้าประเทศจำนวนมากอยู่แล้วและได้ขยายตัวการเข้าเมืองมากขึ้นอย่างมหาศาลจากการลี้ภัยสงครามที่กำลังเข้มข้นและภัยจากความอัตคัดขัดสนในการดำรงชีพ และล่าสุดนี้สถานการณ์ในเมืองเมียวดีที่กำลังตึงเครียดหนักเพราะในที่สุดทหารกองทัพรัฐบาลเมียนมากองพัน 275 หรือค่ายผาซอง ซึ่งเป็นค่ายใหญ่สุดท้ายของกองทัพรัฐบาลทหารเมียนมาที่เมืองเมียวดี ติดชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ยอมวางอาวุธขอยอมจำนนต่อกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองกำลังประชาขน (PDF) ที่บุกโจมตีอย่างหนักหน่วงแล้ว เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา กองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาได้รวมกำลังเข้าโจมตีกองพัน 275 อย่างหนัก ก่อนที่สุดท้ายทหารเมียนมาประมาณ 400-500 นายที่ค่ายผาซองได้ยอมจำนนต่อกลุ่มต่อต้านที่นำโดยกลุ่มกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ส่งผลให้มีประชาชนในเมืองเมียวดีอพยพหนีภัยข้ามมายังชายแดนเข้ามาบริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก มีรายงานข่าวว่า ได้มีทหารเมียนมาจำนวนหนึ่ง ได้หลบหนีออกจากค่ายผาซอง พร้อมเปลี่ยนชุดเครื่องแบบจากเครื่องแบบทหารเมียนมาเปลี่ยนเป็นชุดชาวบ้านแล้วทหารเมียนมาทั้งหมดได้เข้ามาหลบอยู่ภายในด่านพรมแดนถาวรเมียวดีแห่งที่ 2 ตรงข้ามกับด่านพรมแดนถาวรแม่สอดแห่งที่ 2 จนเกิดความตรึงเครียด ซึ่งจากสถานการณ์ความตรึงเครียดล่าสุดทำให้ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนูพร้อมอาวุธครบมือต้องนำกำลังทหารเข้าไปตรึงรอบด่านพรมแดนถาวรแม่สอดแห่งที่ 2 เชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ในขณะที่โฆษก KNU ระบุว่า ทหารของกองทัพประมาณ 200 นายถอยร่นไปปักหลักบริเวณสะพานที่เชื่อมระหว่างฝั่งเมียวดีกับ อ.แม่สอด โดยเชื่อว่าทหารกลุ่มนี้น่าจะยังมีอาวุธอยู่ นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา ยังระบุว่า รัฐบาลทหารเมียนมาได้หารือกับทางการไทยเกี่ยวกับกลุ่มทหารดังกล่าวแล้ว โดยไม่เปิดเผยจำนวนกำลังพลในกลุ่มนี้ รวมถึงยอมรับว่า สมาชิก KNU บางส่วนเข้าไปในพื้นที่เมืองเมียวดีแล้ว นั่นบ่งบอกว่าสถานการณ์การสู้รบเพื่อแย่งยึดเมืองสำคัญของเมียนมาซึ่งอยู่ติดชายแดนอธิปไตยของไทยนั้นอยู่ในความสับสนที่วางใจไม่ได้ รัฐไทยจึงต้องประเมินและติดตามทุกสถานการณ์เพื่อให้รัฐไทยสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติในดินแดนเมียนมาที่ไม่เฉพาะเมืองเมียวดีเท่านั้น แม้สถานการณ์ในเมียนมาจะมีความสำคัญต่อไทยเป็นอย่างมาก หากแต่พื้นที่เมียนมาที่เชื่อมต่อกับไทยนั้นมีระยะทางที่ยาวมาก และสถานการณ์ในเมียนมาก็ไม่ได้สู้รบกันเฉพาะเมืองเมียวดี แต่การสู้รบระหว่างอำลังทหารของรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มต่อต้านนั้นมีอยู่ตลอดพื้นที่ชายแดน ประกอบกับผลกระทบจากการปกครองของรัฐบาลทหารเมียนมาได้กระทบต่อเศรษฐกิจของเมียนมาโดยรวม ทำให้ประชาชนตลอดจนนัดธุรกิจในเมียนมาต่างมีประเทศไทยเป็นเป้าหมายของการเดินทางเคลื่อนย้ายมาทำมาหากินใหม่ที่ดีที่สุด ณ ห้วงเวลานี้ของพวกเขา การประชุมด่วนเมื่อ 9 เม.ย. 2567 ที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล ระดับรัฐบาลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีประเด็นสำคัญคือประเทศไทยพร้อมประสานและส่งเสริมความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพในเมียนมาโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมกับผู้ได้รับผลกระทบ และพร้อมดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยในด้านต่างๆ รวมถึงการค้าชายแดน และเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการตั้งคณะทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบหลัก โดยมีเลขาธิการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติทำงานร่วมด้วย โดยนายกรัฐมนตรีจะนั่งเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อสนับสนุนการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งประเด็นการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ให้ทันกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผลกระทบสืบเนื่องจากการรัฐประหารในเมียนมาจนกระทั่งสถานการณ์การสู้รบระหว่างรัฐบาลทหารเมียนมากับชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มต่อต้านที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเป็นลำดับที่ไม่ใช่เฉพาะการดูแลตามหลักมนุษยธรรมต่อกรณีผู้บี้ภัยสงครามเท่านั้น เพราะแท้ที่จริงแล้ว การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนกลุ่มต่างๆ ในเมียนมาที่หลีกหนีภาวะไม่ปกติภายในประเทศนั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยรายงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานกล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2566 มีชาวเมียนมาจำนวนมากกว่า 13,000 ราย เดินทางเข้าประเทศไทยต่อเดือนอย่างถูกกฎหมาย เพื่อพำนักอยู่อาศัยระยะยาว โดยกลุ่มคนหลากหลายที่มุ่งอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาแสวงหาชีวิตใหม่ในประเทศไทย ทั้งนักเรียน นักศึกษา ชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกลางและชนชั้นกลางระดับสูงของเมียนซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ ต่างแสวงหาลู่ทางในการหลีกหนีเข้าไทยอย่างจริงจัง รวมไปถึงกลุ่มคนทำงาน หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังหาโอกาสทำธุรกิจในเมืองไทยมากขึ้น ที่สำคัญสถานการณ์ลักลอบเข้าเมืองไทยของมวลชนจำนวนมากจากเมียนมายังวิกฤติต่อเนื่อง เพียง 1 เดือนเฉพาะชายแดนกาญจนบุรีพบผู้ลักลอบเข้าเมืองข้ามพรมแดนผ่านช่องทางธรรมชาติกว่า 600 คน ปัจจัยหลักมาจากการสู้รบที่ยืดเยื้อ ประกอบกับการบังคับคนหนุ่มสาวเข้าเกณฑ์ทหารในประเทศเมียนมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความอัตคัดขัดสนในการดำรงชีพตลอดจนอนาคตอันมืดมนในเมียนมา ส่งผลต่อไทยในวงกว้างทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่เกิดจากคลื่นมนุษย์ชาวเมียนมาที่กำลังทะลักเข้าไทย ดังนั้นรัฐไทยต้องทำทุกวิถีทางให้พร้อมรับสถานการณ์ในเมียนมาที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยเร็ว
สยามรัฐออนไลน์ |

พหุวัฒนธรรมที่แท้

เสือตัวที่ 6 แนวคิดพหุวัฒนธรรมเป็นแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโต้กับฐานคิดเอกนิยมที่ต้องการผสมกลมกลืนให้วัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากแต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป รากฐานทางความคิดเอกนิยมที่หวังจะกลืนกินวัฒนธรรมที่หลากหลายนั้นไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเมือง และสังคมพื้นที่ถิ่น แนวคิดใหม่ที่เรียกกันว่าพหุวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นคำตอบให้กับสถานการณ์ปัจจุบันของโลกและรวมทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยด้วย นอกจากนั้น ยังมีแนวคิดที่ชื่อว่าพหุนิยมเกิดขึ้น และความแตกต่างระหว่างพหุนิยมและพหุวัฒนธรรมมีในหลายมิติ ประเด็นหลักของความต่างอยู่ที่พหุนิยมยังให้พื้นที่หรือให้ความสำคัญของคนในระดับปัจเจก หากแต่พหุวัฒนธรรมมุ่งเน้นไปในเรื่องของกลุ่มมากกว่าปัจเจกบุคคล ด้วยความเชื่อในแนวคิดพื้นฐานที่ว่าปัจเจกบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับความเห็นของกลุ่มมากกว่านั่นเอง โดยพื้นที่สาธารณะไม่ใช่พื้นที่ที่มีความเป็นกลางทางวัฒนธรรม หากแต่เป็นพื้นที่ในการต่อรองทางวัฒนธรรม และไม่ควรมีกลุ่มใดครอบงำทางวัฒนธรรมด้วยการกีดกันกลุ่มวัฒนธรรมอื่นออกไป ในทางตรงข้ามแนวคิดพหุวัฒนธรรมจะให้โอกาสทางวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายของแต่ละกลุ่มอย่างเท่าเทียม นอกจากนั้น แนวคิดพหุวัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างโดยได้รับการสนับสนุนปัจเจกบุคคลนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มซึ่งให้ความหมายแก่ชีวิตของพวกเขา และพหุวัฒนธรรมเป็นแนวทางในการสนับสนุนกลุ่มต่างๆ นั้นอย่างเสมอภาค และมีแนวทางการปฏิบัติคือการให้โอกาสผู้คนที่เชื่อในวัฒนธรรมของกันและกันอย่างเท่าเทียม คนแต่ละคนต่างมีอิสรภาพในการรวมกลุ่มวัฒนธรรมของกลุ่มตนรวมทั้งอิสรภาพในการเข้าสังกัดเป็นสมาชิกกลุ่มวัฒนธรรมที่ตนเชื่อถือ ทั้งยังต้องให้การยอมรับและเคารพทางวัฒนธรรมที่แตกต่างเหล่านั้นอย่างจริงใจ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ 1.สนับสนุนให้เกิดความภูมิใจในวัฒนธรรมด้วยการตระหนักถึงรอยต่อระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างของกลุ่มอื่น 2.สนับสนุนการเคารพในวัฒนธรรมด้วยการปกป้องอัตลักษณ์ของกลุ่มวัฒนธรรมที่แตกต่างเหล่านั้น และยอมรับรูปแบบของวัฒนธรรมที่แตกต่าง 3.ผู้คนทั้งหลายโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนควรได้รับข้อมูลทางด้านวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องของประวัติศาสตร์ที่แตกต่างของแต่ละกลุ่มวัฒนธรรม เช่นในเรื่องของการได้เปรียบ เสียเปรียบ การครอบงำ และการลดทอนคุณค่าทางวัฒนธรรมของผู้อื่น เป็นต้น โดยพหุวัฒนธรรมที่แท้จริงนั้น ควรให้การเรียนรู้ในประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่แตกต่างเพื่อหวังจะทำการล้างสมองหรือบ่มเพาะให้เชื่อมั่นในวัฒนธรรมของกลุ่มตนโดยเฉพาะ ในขณะเดียวกันก็มุ่งให้เกิดการรังเกียจหรือกดทับวัฒนธรรมที่แตกต่างอันเป็นการแบ่งแยกผู้คนในสังคมให้ถอยห่างจนถึงขั้นเกลียดชังคนต่างวัฒนธรรมอย่างรุนแรงอย่างที่กลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกระทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงทุกวันนี้ จนกระทั่งเป็นที่มาของความเห็นต่างระหว่างพี่น้องคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานกับคนต่างพื้นที่และต่างวัฒนธรรมอย่างสุดโต่ง ด้วยแนวคิดพหุวัฒนธรรมที่แท้นั้น ต้องยอมรับในความหลากหลายทางวัฒนธรรม (Cultural Diversity) ความแตกต่างทางวัฒนธรรมได้รับการยอมรับในพื้นที่วัฒนธรรมที่แตกต่างจากกันโดยไม่กีดกันวัฒนธรรมที่แตกต่างเหล่านั้น โดยเฉพาะการหล่อหลอมให้เกิดแนวคิดที่นำวัฒนธรรมหนึ่งไปกดทับศักดิ์ศรีและความศรัทธาของอีกวัฒนธรรมหนึ่งอย่างรุนแรง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนั้นกำลังถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นระบบ ในขณะที่แนวคิดพหุวัฒนธรรมนี้ที่กำลังถูกหยิบยกเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานจะเรียกร้องให้มีการยอมรับและเคารพวัฒนธรรมที่แตกต่าง แม้กระทั่งในทางการศึกษาพหุวัฒนธรรมก็ยังเน้นย้ำให้มีการสนับสนุนการยอมรับและเคารพตลอดจนการเรียกร้องให้ผู้คนในสังคมได้รับข้อมูลที่เป็นประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน ไม่ใช่ใช้การศึกษาทางประวัติศาสตร์ไปใช้เฉพาะการสร้างบาดแผลในอดีตมาสร้างรอยร้าวในหัวใจผู้คนในปัจจุบันอย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น ร่วมกับการนำสู่วัฒนธรรมของกลุ่มตนที่สร้างให้เหนือกว่าอีกวัฒนธรรมหนึ่งเพื่อมุ่งขับไล่คนกลุ่มต่างวัฒนธรรมให้ออกห่างจากกลุ่มตนอันจะเป็นการแบ่งแยกการปกครองของตนให้เป็นอิสระจากการปกครองของรัฐไทยโดยรวมในที่สุด ด้วยแนวคิดการเจรจาสันติภาพเพื่อนำสันติสุขมาสู่พื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า และ ผอ.ศูนย์สันติวิธี กล่าวถึงนโยบายเกี่ยวกับมาตรการการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ภายใต้แผนรอมฎอนสันติสุขและส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม ตามที่แม่ทัพภาคที่ 4 ได้แถลงแผนไว้ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดี เจ้าหน้าที่จะปรับลดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย หากไม่จำเป็นจะไม่บังคับใช้ สำหรับด่านตรวจในพื้นที่ปรับลด ปรับเปลี่ยนช่วงเวลา และความจำเป็นในการตั้งด่านตรวจ เพื่ออำนวยสะดวกต่อการสัญจรแก่ประชาชน และปรับลดป้ายประกาศหมายจับให้เหมาะสม รวมทั้งการสนองตอบแนวทางของกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่กำลังเดินหน้าตามความเห็นร่วมระหว่างคณะพูดคุยของรัฐกับผู้แทนกลุ่มบีอาร์เอ็นเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาด้วยหลักการตามแนวทางของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) และภายใต้แผนรอมฎอนสันติสุขและส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมนั้นก็เกิดการแสวงหาการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐของขบวนการร้ายในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ ที่กำลังแสวงประโยชน์จากแนวคิดพหุวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนโดยคณะเจรจาสันติสุขฝ่ายรัฐอย่างเข้มข้น หากแต่รัฐเองจะต้องตระหนักรู้ในความหมายที่แท้ของแนวคิดพหุวัฒนธรรมอันสวยงามตามที่กล่าวมาข้างต้นอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กลุ่มคนเห็นต่างจากรัฐเหล่านั้นบิดเบือนแนวคิดพหุวัฒนธรรมให้เอื้อประโยชน์ต่อขบวนการแบ่งแยกการปครองจากรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว   
สยามรัฐออนไลน์ |

ผู้บริสุทธิ์

เสือตัวที่ 6 เดือนรอมฎอน ถือเป็นเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของของพี่น้องชาวมุสลิมทั่วโลก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เชื่อกันว่าพระผู้เป็นเจ้าประทานพระคัมภีร์อัลกุรอานลงมาให้แก่ นบีมูฮัมหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลาม เพื่อใช้สั่งสอน และเป็นเครื่องชี้ทางให้แก่อิสลามมิกชนทั่วโลกพระคัมภีร์ระบุว่า วันที่พระเจ้าประทานอัลกุรอานให้แก่ นบีมูฮัมหมัด คือ ช่วงวันที่ 26-27 ของเดือนรอมฎอน ซึ่งชาวมุสลิมทั้งโลกจะถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดด้วยเหตุนี้ ในเดือนรอมฎอน ชาวมุสลิมทุกคนจึงต้องรักษาศีล อดอาหารเพื่อฝึกฝนการบังคับตนเองและเพื่อให้เข้าถึงคำสอนของนบีมูฮัมหมัด รวมถึงใช้เวลาในการศึกษาพระคัมภีร์อัลกุรอานอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการบูชาพระเป็นเจ้า เดือนนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าเดือนบวชของอิสลามมิกชนหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ชาวมุสลิมจะปฏิบัติศาสนกิจเพื่ออัลเลาะห์ ด้วยการอดอาหาร งดเว้นเครื่องดื่ม พร้อมทั้งงดเว้นจากการร่วมประเวณี รวมทั้งเข้มงวดระมัดระวังตนเองไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งต้องห้ามของศาสนา ไม่กระทำใดที่ขัดต่อคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า การเริ่มต้นวัตรปฏิบัติต่างๆ ในเดือนรอมฎอน จะมีขึ้นตั้งแต่วันแรกของเดือน โดยการประกาศการเริ่มต้นเดือนรอมฎอนจะทำโดยผู้นำทางศาสนาของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งในปี 2567 นี้ สำนักจุฬาราชมนตรีประกาศให้วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1445 ตรงกับวันอังคารที่ 12 มีนาคม 2567และการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเป็นห้วงเวลาที่สำคัญยิ่งของชาวมุสลิมทั้งโลก ไม่เป็นเพียงวิถีการปฏิบัติตามหลักทางศาสนอิสลามตามคำสอนในคำภีร์อัลกุรอาน แต่ยังเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของผู้คนในสังคม เคยมีผลการศึกษาพบว่า ระหว่างช่วงเดือนของการถือศีลอด คดีการก่ออาชญากรรมลดลง การถือศีลอดหรือการถือบวช ภาษาอาหรับใช้คำว่าอัศเซาม์หรืออัศศิยาม ความหมายเดิมหมายถึง การงดเว้น การระงับการหักห้ามตัวเองในนิยามศาสนบัญญัติผลจากการถือศีลอด จะนำไปสู่คุณธรรมนานาประการ เช่นแสดงให้ประจักษ์ชัดถึงความเสมอภาคทางสังคม สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้ มีความอดทน อดกลั้น มีคุณธรรม มีความสำรวมตนเองและยำเกรงพระเจ้า ไม่ประพฤติผิดในขณะถือศีลอด มีจิตเมตตาสงสาร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น มีความสำนึกในเมตตาแห่งพระผู้เป็นเจ้า มีระเบียบวินัยและฝึกให้ตรงต่อเวลาเพราะการถือศีลอดมีเงื่อนไขให้ทุกคนปฏิบัติอยู่ในกรอบแห่งความประพฤติอันดีงามมากมายตามหลักศีลธรรม (เอี๊ยะห์ซาน) ซึ่งหมายความถึงความดีต่างๆ ที่ต้องประพฤติอยู่เสมอ อันได้แก่หน้าที่และมารยาทที่ต้องแสดงออก และคุณสมบัติที่ดีทางจิตใจให้ระลึกเสมอว่าคนทุกคนมีเพื่อน ไม่ว่าเพื่อนร่วมงานเพื่อนร่วมโรงเรียน เพื่อนร่วมหมู่บ้าน ตลอดจนเพื่อนร่วมโลก ดังนั้นคนทุกคนต้องหวังดีต่อกัน มีความประพฤติที่ดีต่อกัน ไม่ดูถูก ไม่เกลียด ไม่อาฆาตแค้นไม่ทับถมหรือทำลายใครโดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์โดยต่างคิดที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข หลักของศาสนาอิสลามให้ไว้ชัดเจนว่า ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ไม่มีความแตกต่างกันว่าเขาจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการเคารพ และการเอาชีวิตหรือการเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่นนั้นเป็นสิทธิของพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งพระองค์คือผู้ทรงให้ชีวิตแก่มนุษย์ นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้าแล้วไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิที่จะลิดรอนชีวิตของผู้อื่นในสิทธิและเนี๊ยะอ์มัต (ความโปรดปราน) ดังกล่าวนี้ของพระผู้เป็นเจ้าได้ดังนั้น การสังหารผู้บริสุทธิ์โดยเจตนา เป็นหนึ่งในบาปใหญ่ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดการลงโทษที่รุนแรงไว้ คัมภีร์อัลกุรอานให้ความสำคัญอย่างมากในการรักษาเกียรติและชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ เมื่อใดก็ตามที่ผู้บริสุทธิ์ถูกสังหาร นั้นหมายถึงสิทธิในการมีชีวิตและการดำเนินชีวิตถูกเอาออกไปจากเขา สิทธิและเนี๊ยะอ์มัต (ความโปรดปราน) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงประทานให้แก่เขาต้องถูกลิดรอนไปจากเขาอย่างไม่พึงประสงค์ คัมภีร์อัลกุรอานให้ความสำคัญอย่างมากในการเคารพให้เกียรติและการรักษาชีวิตของเพื่อนมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ ความสำคัญและคุณค่าดังกล่าวนี้มีมากถึงขั้นที่ว่า การสังหารชีวิตของคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียวเท่ากับการสังหารมนุษย์ทั้งมวล จากจุดนี้เองพระผู้เป็นเจ้าจึงทรงสั่งห้ามผู้ศรัทธาไว้อย่างรุนแรงไม่ให้สังหารผู้บริสุทธิ์โดยเจตนา ในคัมภีร์อัลกุรอาน พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ตอนหนึ่งว่าผู้ใดสังหารชีวิตหนึ่งโดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเขาได้สังหารมนุษย์ทั้งมวลและผู้ใดสังหารผู้ศรัทธาโดยเจตนา ดังนั้นการตอบแทนของเขาก็คือนรกญะฮันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอฮ์ก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงสาปแช่งเขา (คือขับออกจากความเมตตาของพระองค์) และทรงเตรียมการลงโทษอันใหญ่หลวงไว้แล้วสำหรับเขาผู้ใดสังหารผู้ศรัทธาโดยเจตนา ดังนั้นการตอบแทนของเขาก็คือนรกญะฮันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล เหล่านี้คือคำสอนในหลักศาสนาที่รับรู้และเข้าใจโดยทั่วกัน ความชัดเจนมีอยู่ในคำสอนที่ว่าชีวิตของมนุษย์ทุกคน ไม่มีความแตกต่างกันว่าเขาจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการเคารพ และการเอาชีวิตหรือการเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่นนั้น เป็นสิทธิของพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งพระองค์คือผู้ทรงให้ชีวิตแก่มนุษย์ นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้าแล้วไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิที่จะลิดรอนชีวิตของผู้อื่น ปรากฏการคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง อาสาสมัคร ทหารพรานหญิง นูรีซัน พรหมศรี บริเวณพื้นที่ ตลาดดุซงญอ หมู่ที่ 1 ตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ขณะช่วยญาติขายอาหารอยู่ในตลาดจนเสียชีวิตอย่างน่าอนาจเมื่อปลาย มี.ค.ที่ผ่านมา โดยกลุ่มแบ่งแยกการปกครองจากรัฐพยายามสร้างสถานการณ์ในทุกรูปแบบ มุ่งหวังกระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทำลายบรรยากาศเดือนรอมฎอนแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นห้วงเวลาแห่งการปฏิบัติตนทำความดี โดยไม่คำนึงถึงผู้บริสุทธิ์ นับเป็นการขัดกับหลักการอันดีงามของศาสนาที่ระบุว่า การสังหารผู้บริสุทธิ์โดยเจตนา เป็นหนึ่งในบาปใหญ่ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดการลงโทษที่รุนแรงไว้ คัมภีร์อัลกุรอานให้ความสำคัญอย่างมากในการรักษาเกียรติและชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างเคร่งครัด
สยามรัฐออนไลน์ |

ทบทวน

เสือตัวที่ 6 กลุ่มคนในขบวนการบางแยกการปกครองจากรัฐก่อเหตุร้ายเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เห็นถึงตัวตนของคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะมีความพยายามอย่างแรงกล้าจากภาครัฐโดยเฉพาะระดับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเอาอกเอาใจฝ่ายเห็นต่างจากรัฐเรื่อยมา จนกระทั่งล่าสุด หัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐได้แสดงความมุ่งมั่นในการเดินเกมให้เป็นไปตามความต้องการของกลุ่มบีอาร์เอ็นโดยอาศัยข้อตกลงความเห็นร่วมตามกรอบของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (Joint Comprehensive Plan towards Peace - JCPP) ฉบับปรับปรุงล่าสุดหลักการ JCPP ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ การยุติความรุนแรง การมีเวทีปรึกษาหารือ และการแสวงหาทางออกทางการเมืองนั้น กำลังถูกก้าวนำโดยกลุ่มบีอาร์เอ็นด้วยเงื่อนไขอันแยบยลและแหลมคมยิ่ง โดยเฉพาะเงื่อนไขตามแนวทาง JCPP ที่กลุ่มบีอาร์เอ็นรุกเข้าใส่คณะพูดคุยฯ ฝ่ายให้ยอมรับในรัฐสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำประกอบด้วย 4 ไม่กล่าวคือ ไม่ปิดล้อม ไม่ตรวจดีเอ็นเอ ไม่จับกุม ไม่ติดประกาศหมายจับและ 3 ลด คือลดลาดตระเวน ลดจุดตรวจ ลดพื้นที่ พ.ร.ก. และ 4 ลดกล่าวคือ ยอมให้บีอาร์เอ็นเปิดเผยตัวโดยไม่มีการจับกุม ยอมให้เข้าเมืองได้ ยอมให้จัดเวทีประชุมระดมความเห็นเพื่อแสวงหาทางออกทางการเมืองและรับฟังความเห็นสาธารณะ ตามแผน JCPP ทั้งรัฐต้องให้การคุ้มครองคุ้มกันคนเหล่านี้ไม่ให้เกิดอันตรายขณะเข้ามาจัดกิจกรรมด้วย รวมทั้งรัฐต้องยอมปล่อยนักโทษคดีความมั่นคง และปลดหมายจับ ในขณะที่กลุ่มบีอาร์เอ็นจะทำ 4 อย่าง คือ ไม่ก่อเหตุ ไม่ขนย้ายอาวุธและระเบิด ไม่ยุ่งยุปลุกปั่น และไม่ทำผิดกฎหมาย การยื่นเงื่อนไขผ่านข้อเสนอเชิงรุกอันร้อนแรงของกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นเข้าใส่คณะพูดคุยเพื่อสันติภาพของรัฐ ล้วนเป็นเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายบีอาร์เอ็นเป็นสำคัญอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับการยอมอ่อนข้อของฝ่ายรัฐที่มีท่าทียอมรับเงื่อนไขข้อเสนอของฝ่ายบีอารเอ็นโดยง่ายเพื่อหวังจะให้ขบวนการร้ายในพื้นที่ลดลาวาศอกในการใช้กำลังก่อความรุนแรงด้วยอาวุธโดยหวังจะเป็นผลงานของรัฐที่จับต้องได้โดยเฉพาะที่กลุ่มบีอาร์เอ็นจะไม่กระทำ 4 อย่าง คือ ไม่ก่อเหตุ ไม่ขนย้ายอาวุธและระเบิด ไม่ยุ่งยุปลุกปั่น และไม่ทำผิดกฎหมายคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายรัฐต้องตระหนักรู้และเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าในสมรภูมิครั้งนี้ โต๊ะเจรจาคือสนามรบสำคัญอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถชี้เป็น ชี้ตาย ชี้แพ้ ชี้ชนะได้ และบีอาร์เอ็นได้แสดงให้เห็นมาตลอดว่ากลุ่มเห็นต่างกับรัฐเหล่านี้ใช้ยุทธศาสตร์เดิน 2 ขาพร้อมกัน นั่นคือด้านหนึ่งก็ก่อเหตุรุนแรงกดดัน อีกด้านหนึ่งก็เจรจา ด้วยแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นตอกย้ำเสมอมาว่า บีอาร์เอ็นใช้กลยุทธ์สู้รบด้วยอาวุธไป เจรจาพูดคุยไป สลับกันไปมาตามจังหวะและโอกาสที่อำนวย ในขณะที่กลุ่มเห็นต่างจากรัฐในพื้นที่แห่งนี้ก็ไม่ได้เป็นกลุ่มที่อยู่ในอำนาจบีอาร์เอ็น ต้องยอมรับว่าในพื้นที่ มีกลุ่มเห็นต่างจ่ากรัฐหลากหลายกลุ่มทั้งที่เปิดเผยและยังไม่ได้เปิดเผยดังนั้น จึงเป็นการยากที่การต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐจะยุติลงได้ภายใต้แผน JCPP เหล่านี้เองจึงทำให้การต่อสู้ด้วยอาวุธของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐ จึงยังคงดำเนินต่อไปภายใต้กลยุทธ์การสู้รบด้วยอาวุธไป เจรจาไปจนกว่าจะถึงเป้าหมายสุดท้ายนั่นคืออิสรภาพในการปกครองดูแลกันเองโดยสมบูรณ์ ปรากฏการณ์ยอมรับเงื่อนไขอันร้อนแรงของกลุ่มบีอาร์เอ็นได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมผ่านตามแผน JCPP ของคณะพูดคุยสันติภาพ คือการที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ได้แถลงแผนรองรับเดือนรอมฎอน โดยจะดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นเทศกาลสงกรานต์เพื่อต้องการให้ประชาชนทุกศาสนิกปฏิบัติภารกิจตามความคิด ความเชื่อ อัตลักษณ์ของทุกคนในทุกเทศกาลได้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดี โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะปรับลดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ถึงกับกล่าวว่า หากไม่จำเป็นจะไม่บังคับใช้กฎหมายอันเป็นการล่อแหลม หมิ่นเหม่ต่อการสูญเสียอธิปไตยทางกฎหมายของรัฐนอกจากนั้นยังจะปรับลดด่านตรวจในพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งยังปรับเปลี่ยนช่วงเวลา ตลอดจนความจำเป็นในการตั้งด่านตรวจในพื้นที่เพื่อสร้างบรรยากาศของเดือนรอมฎอนสันติสุข การยอมรับเงื่อนไขอันร้อนแรงของกลุ่มบีอาร์เอ็นอย่างง่ายๆ ของฝ่ายรัฐดังกล่าวข้างต้น เป็นการบ่งบอกให้เห็นว่า ฝ่ายบีอาร์เอ็นมีอำนาจต่อรองเหนือฝ่ายรัฐอย่างเห็นได้ชัด บีอาร์เอ็นมีความได้เปรียบบนโต๊ะเจรจาสันติภาพที่กำลังเดินหน้าครั้งใหม่ด้วยเงื่อนไขไปสู่สิทธิพิเศษต่างๆ ตามแผน JCPP ดังกล่าวข้างต้น ผ่านเวทีการพูดคุยสันติภาพ เหล่านั้นคือการย่างก้าวในแต่และขั้นเพื่อมุ่งสู่การเอาชนะทางการเมือง ในณะที่ฝ่ายรัฐกำลังส่งสัญญาณให้ฝ่ายบีอาร์เอ็นเกิดความฮึกเหิมมากขึ้น ปรากฏการณ์การก่อเหตุร้ายสร้างความเสียหายในวงกว้างทำลายบรรยากาศของความสำเร็จที่ดูเสมือนว่ากำลังไปได้ดีให้พังทลายลงอีกครั้งเมื่อ 22 มีนาคม 2567 ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งจังหวัดปัตตานีมีเหตุก่อกวนสร้างสถานการณ์พร้อมกันถึง 20 จุดยะลา 11 จุด นราธิวาส 7 จุด และสงขลาอีก 2 จุด รวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนเดียวกว่า 40 จุด การสร้างสถานการณ์ในช่วงเดือนรอนฎอนในคืนวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมานี้ เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า กลุ่มขบวนการแบ่งแยกการกครองปลายด้ามขวานจากรัฐนั้น ไม่ได้มีกลุ่มเดียว กลุ่มคนที่เห็นต่างจากรัฐไม่ได้อยู่ภายใต้กลุ่มบีอาร์เอ็นที่กำลังอ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ หรือเป็นการบ่งบอกว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นกำลังสู้รบด้วยอาวุธไป เจรจาพูดคุยไปตามกลยุทธ์ที่คนกลุ่มนี้กระทำมาอย่างยาวนาน แต่อย่างน้อยกลุ่มบีอาร์เอ็นก็ได้แจ้งเกิดให้มีตัวตนเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการจากรัฐไทยและองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งยังเป็นการยอมรับกลุ่มบีอาร์เอ็นมีสถานนะเทียบเท่ารัฐไทยในฐานะคู่เจรจาสันติภาพและที่สำคัญคือการยอมรับเงื่อนไขตามแผน JCPP กำลังบ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นการสร้างโอกาสในชัยชนะให้กับฝ่ายใดมากกว่ากัน ซึ่งนั่นรัฐควรเร่งทบทวนการเดินหน้าตามเงื่อนไขของบีอาร์เอ็นอย่างจริงจัง ด้วยหากไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน เงื่อนไขเหล่านั้นจำเป็นต้องทวบทวนใหม่โดยเร็วที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

สำนึกความเป็นไทย

เสือตัวที่ 6 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ....เมื่อต้นเดือนกุมภาโดยเป็นร่างกฎหมายที่จัดทำขึ้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 70 และเป็นร่างกฎหมายสำคัญตามแผนปฏิรูปประเทศ ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมีเจตนารมณ์ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยที่มีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำอันเป็นสาเหตุของความขัดแย้งรุนแรงในสังคมไทย ทั้งยังมีเจตนารมณ์ให้เป็นกฎหมายที่ให้การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ ของชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ โดยเน้นสร้างความเข้าใจในวิถีชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย สร้างพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในสังคมพหุวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คนในสังคมประเทศรวมทั้งการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ในการพัฒนาประเทศร่วมกันอย่างยั่งยืนทั้งนี้ ถือเป็นกฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของประเทศ ที่วางหลักการในการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ ส่งเสริมให้ทุกกลุ่มชาติพันธุ์มีสำนึกความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.คุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มคนตามหลักสิทธิทางวัฒนธรรม 2.ส่งเสริมศักยภาพให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยยู่ในพื้นที่นั้นๆ มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนบนฐานทุนทางวัฒนธรรม 3.สร้างความเท่าเทียมอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน หากแต่ประเด็นสำคัญในร่างกฎหมายฉบับนี้นั้น ทุกฝ่ายต้องเข้าใจตรงกันว่าเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่ให้ความเสมอภาคเท่าเทียมทางชาติพันธุ์ หาใช่เป็นการให้สิทธิพิเศษใดๆ แก่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้ทำอะไรตามอำเภอใจไม่หากแต่เป็นการกำหนดหลักการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มคนในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยในฐานะชุมชนดั้งเดิม รวมทั้งกำหนดแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของคนกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดปัญหาความขัดแย้งในสังคม โดยทุกฝ่ายต้องตระหนักรู้และเข้าใจร่วมกันว่ากฎหมายฉบับนี้ คือ การสนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีบนฐานเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม เป็นหลักประกันให้ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์มีความมั่นคงในชีวิต สามารถประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ดำรงอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วยทุนทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และทุนวัฒนธรรมที่หลากหลาย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ใช่การให้โอกาสในการบริหารอำนาจการปกครองพื้นที่ได้โดยอิสระอันอาจส่งผลกระทบต่ออธิปไตย รวมทั้งบูรณภาพแห่งอาณาเขตซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติโดยรวม ร่างกฎหมายดังกล่าว ยังถูกตอกย้ำให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้อย่างชัดเจนโดยผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นกฎหมายที่มุ่งส่งเสริมให้สังคมเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ให้เกิดความเข้าใจ ยอมรับและเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม ไม่ดูถูกเหยียดหยามทางวัฒนธรรม วางรากฐานทางความคิดให้คนไทยเห็นคุณค่าของความหลากหลาย มีทักษะชีวิตที่จะดำรงอยู่ในสังคมที่มีความแตกต่างทั้งทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ วัยและเพศวิถี เป็นประโยชน์ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยให้หลุดพ้นจากการเป็นสังคมเปราะบางที่มีปัจจัยเสี่ยงจากความแตกต่างๆ เหล่านั้นที่อาจทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นเงื่อนไขฉุดรั้งการพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ 28 ก.พ.67 สภาผู้แทนราษฎร มีวาระสำคัญเร่งด่วน ในการพิจารณาร่างกฎหมายชาติพันธุ์รวม 5 ฉบับ ทั้งนี้ ผู้แทนฝ่ายรัฐบาลได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลของการเสนอร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มุ่งให้ความคุ้มครองสิทธิของชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีสิทธิเสมอภาคอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวิถีชีวิต และวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างสงบสุข และเพื่อคุ้มครอง ส่งเสริมความเสมอภาคแก่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์โดยมีประเด็นสำคัญยิ่งคือ กฎหมายดังกล่าวจะต้องไม่ถูกใช้เพื่อประโยชน์ต่อผู้ไม่หวังดีด้านอื่น และจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ในขณะที่มี สส.บางส่วนอที่อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ แต่ขอให้ระมัดระวังการกระทำใดๆ ที่อาจหมิ่นเหม่ต่อความเป็นรัฐเดียวซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะหากไม่รอบคอบในการนำกฎหมายฉบับดังกล่าวไปใช้และหรือการนำกฎหมายฉบับนี้ไปใช้ด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ ก็อาจนำไปสู่การฉกฉวยโอกาสนี้ไปใช้ในทางที่มิควรจนกระทั่งเกิดแตกแยกในสังคมประเทศได้ ดังนั้นการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวก็จะต้องคำนึงถึงมิติด้านความมั่นคงของชาติเป็นอย่างมากด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางความคิดที่มีรากเหง้าของความเห็นต่างอย่างรุนแรงจนกระทั่งนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกทางความคิดจนเกิดการต่อสู้ด้วยอาวุธมาอย่างยาวนานหลายสิบปี ที่วันนี้ยังมีความเข้มข้นของการต่อสู้กับรัฐด้วยการหยิบยกเงื่อนไขการต่อสู้กับรัฐด้วยการกล่าวอ้างอย่างบิดเบือนในประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล รวมทั้งการบิดเบือนเรื่องความเป็นชาติพันธุ์เฉพาะคนในพื้นที่ที่มุ่งเน้นการถูกกดขี่ข่มเหงและการยึดครองจากรัฐมาอย่างยาวนาน ทั้งมีการเรียกร้องในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากจะต้องมีกฎหมายที่สร้างความเสมอภาคกับคนไทยทุกกลุ่มบนความหลากหลายเชิงพหุวัฒนธรรม สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนแล้ว ทุกฝ่ายจะตระหนักว่า การคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ต้องเน้นให้ทุกกลุ่มชาติพันธุ์มีสำนึกความเป็นไทยอย่างเข้มข้นด้วย
สยามรัฐออนไลน์ |