เจรจาระดับยุทธศาสตร์

เสือตัวที่ 6 ความตึงเครียดต่อสถานการณ์กลุ่มชาติพันธุ์ว้าแวง (UWSA) หรือส่งกองกำลังทหารรุกล้ำเข้ามาวางกำลังในเขตแดนไทย บริเวณพื้นที่ดอยหัวม้าซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยมากขึ้นนอกเหนือจากชนกลุ่มว้าแดง เป็นแหล่งผลิตยาเสพติดนานาชนิดเข้ามาแพร่ระบาดในสังคมไทยมาช้านานจวบจนปัจจุบันที่มีระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดยาเสพติดในแผ่นดินไทยมากขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งยังซ้ำเติมจากการสร้างปัญหาที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐไทยโดยการรุกล้ำอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐไทยด้วยกำลังทหารอย่างเปิดเผยในขณะนี้ ทั้งนี้รัฐไทยโดยกองทัพไทยได้ส่งสัญญาณขอให้กองทัพว้าแดงถอนกำลังออกไปจากพื้นที่เขตดินแดนของไทยภายในเวลา 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 ธ.ค. นี้ หากแต่กองทัพว้าแดงก็ยังมีปฎิกิริยาที่ไม่เป็นผลดีที่จะตอบสนองต่อการร้องดังกล่าวของไทยเท่าที่ควร แม้ที่ผ่านมากองทัพไทยได้ส่งสัญญาณเตือนกองทัพว้าแดงด้วยการเตรียมการต่างๆ เป็นระยะๆ ในขณะที่กองทัพบกไทยมีคำสั่งให้กองพันปืนใหญ่จากกองทัพภาคที่ 3 สำรวจพื้นที่วางปืนใหญ่สนามในบริเวณใกล้เคียงเพื่อการเตรียมการยิงสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารหากจำเป็นหรือมีคำสั่งให้มีการเคลื่อนกำลังรบของไทยเข้าปฏิบัติการทางทหารเพื่อการขับไล่กองทัพว้าแดงที่รุกล่ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทยอยู่นั้น กองกำลังทหารว้าแดงก็กำลังรวบรวมพิกัดที่ตั้งของฝ่ายไทยและกองทัพกู้ชาติแห่งรัฐฉาน SSA พร้อมถ่ายภาพฐานที่มั่นทหารไทย ทั้งยังส่งสัญญาณว่า การที่กองทัพไทยกดดันกองทัพว้าแดงเช่นนี้นั้น เป็นสิ่งที่ว้าแดงยอมรับไม่ได้ โดยกล่าวอ้างว่าดินแดนที่กองทัพว้าแดงวางกำลังทหารอยู่ดังกล่าวนั้นเป็นดินแดนของว้าแดงเองจึงไม่ได้เป็นการรุกล้ำเข้าไปในดินแดนของไทยแต่อย่างใด โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวกองทัพของขุนส่าเคยเข้ามาตั้งฐานที่มั่นบริเวณดอยหัวม้า และดอยเนินสูงข่มใกล้เคียงรวมจำนวน 5 ฐานปฏิบัติการ ในพื้นที่อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน แต่ต่อมากองทัพของขุนส่าถูกกองทัพว้าแดงเข้ายึดครอง ทำให้ฝ่ายว้าแดงถือว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นไม่ใช่ของไทย ว้าแดงจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะทำตามข้อเรียกร้องให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าวตามที่ฝ่ายไทยเรียกร้องได้ ในทางตรงข้ามว้าแดงยังมีการเสริมกำลังทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ในพื้นที่ดังกล่าว และหากกองทัพไทยส่งกำลังเข้ามา กองทัพว้าแดงยืนยันชัดเจนว่าจะทำการตอบโต้กองทัพไทยอย่างสาสม แม้การมีคำสั่งหรือข้อเรียกร้องให้กองทัพว้าแดงถอนทหารออกจากดินแดนอธิปไตยของไทยครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก หากแต่การเรียกร้องให้ถอนกองกำลังว้าออกจากพื้นที่บริเวณนั้นมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2553 และฝ่ายว้าเคยปฏิเสธมาโดยตลอด เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าวต่างฝ่ายต่างก็อ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของจึงเป็นปัญหาสะสมมาอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งที่ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจังก็ยิ่งทำให้กาลเวลาที่ทอดยาวออกไปส่งผลให้ปัญหานี้ซับซ้อนมากขึ้นด้วยการสู้รบของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อีกหลายกลุ่มกับรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่กำลังสู้รบกับกลุ่มว้าแดงนี้เองด้วย โดยการรุกล้ำครั้งล่าสุดนี้มีการรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนอธิปไตยของไทยมากขึ้นอย่างชัดเจนโดยไม่ยำเกรงต่อศักยภาพของไทย โดยปัจจุบันว้ามีพื้นที่แยกออกเป็น 2 ส่วน ด้วยมีดินแดนที่เป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นยึดครองคั้นกลาง ทำให้ว้าแดงมีอิทธิพลเขตปกครองอยู่ 2 พื้นที่หลักๆ คือเขตว้าเหนือซึ่งมีชายแดนติดกับจีน และเขตว้าใต้ซึ่งมีชายแดนติดกับไทย ตั้งแต่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน จากการที่กลุ่มว้าแดงมีรายได้หลักจากการผลิตยาเสพติดที่ส่งออกมาไทยเป็นหลักและเป็นทางผ่านไปสู่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยมีฐานการผลิตยาเสพติดอย่างเป็นระบบที่เข้มแข็งทั้งในเขตว้าเหนือและว้าใต้ ทำให้ว้าแดงมีศักยภาพในการเสริมสร้างกองทัพว้าให้เข้มแข็งมากขึ้นตามลำดับ ทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลจีนที่ให้การสนับสนุนว้าแดงเป็นอย่างดีมาโดยตลอด จนทำให้ว้ากลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทและเข้มแข็งมากที่สุดในเมียนมา  ผลกระทบจากการที่กลุ่มว้าแดงมีความเข้มแข็งมากขึ้นก่อให้เกิดกระทบต่อความมั่นคงของรัฐไทยอย่างหลากหลายทั้งปัญหายาเสพติด ปัญหาการตั้งฐานก่ออาชญากรรมทางออนไลน์ ปัญหาการหลบหนีเข้าเมือง และปัญหาฝุ่นมลพิษจากการเผาป่าที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของคนในชาติของรัฐไทยในบริเวณภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เป็นภัยคุกคามทางทหารเหนือดินแดนอธิปไตยของไทย ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างทหารไทยกับว้ามาตลอด เช่นในปี 2543 ทหารไทยกับกองกำลังว้าได้ปะทะกันบริเวณชายแดนไทยที่ จ.เชียงใหม่ ปรากฏการณ์รุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยครั้งนี้ของกลุ่มว้าแดงจึงไม่ใช่ครั้งแรก ซึ่งรัฐไทยได้พยายามแก้ปัญหาด้วยการยื่นประท้วงและการเจรจามาโดยตลอด หากแต่ว้าแดงก็บ่ายเบี่ยงโดยอ้างว่าไทยต้องเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเอง อาทิ ในปี 2559 ทางการไทยเคยร้องขอให้รัฐบาลเมียนมาเข้าช่วยโน้มน้าวให้กองทัพสหรัฐว้าถอนกำลังจากดินแดนของไทยแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จวบจนปัจจุบันการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาการรุกล้ำดินแดนก็ยิ้งยากลำบากมากขึ้น ด้วยรัฐบาลทหารเมียนมากำลังอยู่ในช่วงที่อ่อนแอจากการรบพุ่งกับกลุ่มชาติพันธุ์ รัฐบาลเมียนมาเองก็ต้องการรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับกลุ่มว้าแดงเพื่อผลประโยชน์ของรัฐบาลเมียนมาเองเป็นสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มว้าแดงเหล่านี้มีมหาอำนาจอย่างจีนเป็นเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง ก็ยิ่งทำให้การเจรจากับเมียนมาให้ช่วยมากดดันกลุ่มว้าแดงยิ่งเป็นไปไม่ได้ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ว้าแดงกับจีนมีความเชื่อมโยงทั้งในด้านประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและการทหาร เนื่องจากกลุ่มว้าแดงอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้พรมแดนจีน-เมียนมาร์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเข้มแข็งของว้าแดงจึงมีมหาอำนาจจีนอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นหากรัฐไทยจะแก้ปัญหาที่คุกคามต่อความมั่นคงของรัฐในมิติต่างๆ ได้อย่างเป็นผล ต้องใช้การเจรจาระดับยุทธศาสตร์กับมหาอำนาจจีนอย่างชาญฉลาดให้เป็นผลสำเร็จจึงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

อธิปไตยของรัฐ

เสือตัวที่ 6 ความเป็นอธิปไตยของรัฐนั้นมีความหมายอันทรงคุณค่าที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐประเทศใดจะต้องรักษาไว้อย่างสูงสุด ด้วยอำนาจอธิปไตยของรัฐที่มีไว้เพื่อคุ้มครองป้องกันรัฐ ไม่ให้รัฐอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในรัฐได้รัฐมีความสามารถที่จะดำเนินการใดๆ ในรัฐของตนได้อย่างอิสรภาพเสรีภาพ รวมถึงอำนาจของรัฐในการที่จะดำเนินกิจการระหว่างประเทศ การแก้ปัญหาระหว่างประเทศ อันแสดงออกถึงความเป็นเอกราชของรัฐนั้น ๆ ท่ามกลางประชาคมโลกนั้นเอง จึงเห็นได้ว่ากรณีเรือรบเมียนมายิงเรือประมงไทยเมื่อปลาย พ.ย.67 ที่ผ่านมาทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน สูญหาย 2 คน บาดเจ็บ 2 และยึดเรือประมงไป 1 ลำ ถูกจับกุมไป 31 คน จึงเป็นการละเมิดอธิปไตยโดยไม่ยำเกรงต่อศักยภาพของรัฐไทย นับเป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่เรือประมงไทยทั้ง 3 ลำ ด้วยวิถีกระสุนที่บ่งบอกว่าเป็นการยิงที่ต้องการทำลายเป้าหมาย ทั้งที่ตามหลักการทั่วไปแล้ว เมื่อเกิดการรุกล้ำน่านน้ำหรือเขตแดน จะต้องมีการสื่อสารกันก่อนเป็นอันดับแรก มีการแจ้งเตือน และหากจะมีการใช้อาวุธก็ต้องยิงไปที่กราบเรือ ไม่ใช่เก๋งเรือ ไม่ได้หมายชีวิต เพียงเพื่อต้องการให้เรือหยุด ทำการจับกุมหรือควบคุมเรือเท่านั้น นอกจากนั้น พื้นที่ทางทะเลก็มีกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS) พื้นที่ทางทะเลที่มีความกว้างไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล เมื่อวัดจากเส้นฐาน (หมายถึงเส้นหรือจุดเริ่มต้นจากชายฝั่ง) ออกไป ถือเป็นทะเลอาณาเขตของประเทศนั้นๆ หรือหมายความว่ารัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งภายในพื้นที่ 12 ไมล์ทะเลนี้ UNCLOS ระบุให้เรือจากประเทศอื่นสามารถได้สิทธิการผ่านโดยสุจริตบริเวณพื้นที่ตรงนั้นได้ หากไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่เป็นภัยหรือคุกคามต่อรัฐชายฝั่งนั้นๆ ดังนั้นเรือใดๆ ก็ตามที่อยู่ในเขต 12 ไมล์ทะเล ถ้าแสดงความบริสุทธิ์ใจหรือแสดงออกถึงการเข้ามาในพื้นที่นั้นโดยสุจริต เรือลำนั้นก็สามารถเข้ามาได้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาต แม้กระทั่งเรือดำน้ำก็แสดงความสุจริตของตัวเองด้วยการลอยลำเหนือผิวน้ำขึ้นมา เรือรบสามารถใช้สิทธิการผ่านโดยสุจริตได้เช่นกัน นั่นคือเหตุผลที่เรือรบเมียนมาควรจะต้องปฏิบัติต่อเรือประมงที่ไม่มีอาวุธใดอย่างละมุนละม่อมและหากเป็นเรือประมงของประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกัน ย่อมเป็นเหตุให้ต้องใช้กติกาสากลบนพื้นฐานของกัลยาณมิตรมากกว่านี้ ดังนั้น การใช้อาวุธสงครามของเรือรบเมียนมาต่อเรือประมงไทยจนเกิดการสูญเสียชีวิต และบาดเจ็บ รวมทั้งยังจับกุมชาวประมงบนเรือประมงไทยเป็นจำนวนมากครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงการกระทำที่อุกอาจรุนแรงเกินกว่าเหตุอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อน รัฐข้างเคียงย่อมต้องใช้หลักละมุนละม่อม โดยมีมาตรการจากเบาไปหาหนัก นอกจากนั้น ปรากฏการณ์ยิงเรือประมงไทยโดยเกินกว่าเหตุครั้งนี้จึงบ่งบอกถึงการไม่ยำเกรงต่อศักยภาพทางการเมืองตลอดจนศักยภาพทางทหารของรัฐไทยเลยแม้แต่น้อย ซึ่งรัฐไทยพึงตระหนักในสถานภาพของรัฐไทยในมุมมองของประเทศเพื่อนบ้าน โดยรัฐไทยควรแสดงท่าทีที่ส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่ารัฐไทยไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งต่อการกระทำที่เกินกว่าเหตุของทางการเมียนมาต่อกรณียิงเรือประมงที่พยายามหาปลาซึ่งไม่ได้หมายมารบกับใคร เพราะปรากฏการณ์นี้กำลังชี้ให้เห็นว่าเมียนมามองรัฐไทยอย่างไร้ความหมาย    ต่อกรณีเครื่องบินรบของเมียนมารุกล้ำน่านฟ้าของไทยเมื่อด้าน อ.พบพระ จ.ตาก เมื่อ 30 มิ.ย.ของปีก่อน เพื่อต้องการโจมตีทำลายกองกำลังชนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาตามแนวชายแดนไทย - เมียนมา นับเป็นครั้งแรกๆ ที่ประเทศเพื่อนบ้านบังอาจส่งเครื่องบินรบบินรุกล้ำเข้ามาในเขตน่านฟ้าของรัฐไทย เป็นการแสดงออกถึงความไม่ยำเกรงต่อศักยภาพทางการเมืองและศักยภาพทางทหารโดยเฉพาะการไม่ยำเกรงต่อกองกำลังทางอากาศของไทย ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิตทั้งที่อาศัยอยู่ในเขตอธิปไตยของชาติ และที่สำคัญคือการรุกล้ำน่านฟ้าของเมียนมาได้ส่งผลกระทบต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นรัฐเอกราชอย่างชัดเจนที่สุด รวมทั้งล่าสุด สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย บริเวณดอยหนองหลวง และ ดอยหัวม้า ด้านตรงข้ามพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน กำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างหนัก โดยกองทัพสหรัฐว้า UWSA ในพื้นที่บ้านคายหลวง ได้มีการเสริมกำลังทหารพร้อมอาวุธหนักจำนวนมาก เข้าเพิ่มเติมที่ฐานดอยหัวม้า ฐานหนองหลวง และ ฐานย่อยอีก รวม 5 ฐาน อันเป็นการรุกล้ำเขตอธิปไตยแห่งดินแดนของไทย แม้กองทัพไทยได้มีการเจรจากับว้าแดง เพื่อขอให้ถอนกำลังออกจากฐานฯ ดังกล่าว แต่ว้าแดงปฏิเสธและมีท่าทีแข็งกร้าวโดยพร้อมจะตอบโต้กองทัพไทยหากรุกล้ำเข้ามา แม้การต่อสู้กันของรัฐบาลเมียมากับกลุ่มต่อต้านรัฐของเขาจะเป็นเรื่องภายใน หากแต่การสู้รบของทั้งสองฝ่ายก็ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชนไทยโดยตรง อาทิ การสู้รบบริเวณบ้านอูเกรทะ อ.วาเล่ย์ใหม่ จ.เมียวดี ด้านตรงข้ามกับบ้านวาเลย์ใต้ ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก ในครั้งนั้น ได้ส่งผลให้มีกระสุนไม่ทราบชนิดข้ามตกมายังฝั่งพื้นที่ประเทศไทยเป็นระยะๆ ตลอดมา หากแต่หลายครั้งที่การสู้รบของทั้งสองฝ่ายได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนไทยที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นอย่างไม่ควรจะเป็น เพราะพื้นที่แห่งนั้นเป็นดินแดนในเขตอธิปไตยของไทยที่ประเทศเมียนมาควรให้ความเคารพและระมัดระวังอย่างสูงสุดไม่ให้เกิดผลกระทบใดๆ จากการกระทำใดๆ แม้แต่น้อย แม้การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องทำ แต่ต้องรักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศด้วยการแสดงออกถึงศักยภาพทางการเมืองที่เข้มแข็ง ศักยภาพทางทหารด้วยกองทัพอันเกรียงไกรเป็นที่น่าเกรงขามของรัฐใดๆ เพื่อคงไว้ซึ่งอธิปไตยของรัฐทั้งทางบก ทางทะเล หรือน่านฟ้ามากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สยามรัฐออนไลน์ |

ผนึกกำลังรัฐ

เสือตัวที่ 6 สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของรัฐในห้วงเดือน พ.ย.67 นี้ นับเป็นน้ำท่วมใหญ่อีกครั้งหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่แห่งนี้อย่างแสนสาหัส ด้วยภัยธรรมชาติเป็นภัยที่มนุษย์ไม่อาจรับมือหรือหยุดยั้งภัยจากธรรมชาติได้ทั้งหมด หากแต่มนุษย์ทำได้ก็เพียงช่วยกันบรรเทาความเดือดร้อนอันเกิดจากผลกระทบจากภัยธรรมชาติให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งการที่มนุษย์จะสามารถรับมือกับภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ได้นั้นมนุษย์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผนึกกำลังของรัฐทั้งหมด จึงจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังปรากฏการณ์ของสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่อีกครั้งหนึ่งในประวัติการณ์ในภาคใต้   โดยสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ข้อมูลเมื่อ 30 พ.ย.67 มี 8 จังหวัดได้รับผลกระทบ ได้แก่ นครศรีธรรมราช, พัทลุง, ตรัง, สตูล, สงขลา, ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส รวม 78 อำเภอ 515 ตำบล 3,552 หมู่บ้าน พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ 553,921 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 9 ราย ความรุนแรงที่กระทบต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องในพื้นที่ ส่งผลให้รัฐต้องประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติและรัฐได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) แล้วในขั้นต้นถึง 7 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พัทลุง, ยะลา, สงขลา และชุมพร รวม 51 อำเภอ 346 ตำบล 2,163 หมู่บ้าน/ชุมชน และเมื่อ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการให้กับ  6 จังหวัดภาคใต้ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ได้แก่ สงขลา, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เพิ่มเติมแล้วจังหวัดละ 50 ล้านบาท จาก 20 ล้านบาท รวมเป็น 70 ล้านบาท สำหรับใช้ในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย การผนึกกำลังทุกภาคส่วนของรัฐทำให้การปฏิบัติภารกิจดูแลพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นครั้งนี้หรือครั้งใดๆ รวมถึงครั้งนี้ในพื้นที่ภาคใต้ ก็สามารถเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีความมั่นใจในการดูแลบรรเทาทุกข์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกภาคส่วนของรัฐไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ เป็นต้น ต่างก็มุ่งให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วน โดยให้การช่วยเหลือที่สอดคล้องและเพียงพอต่อความต้องการของผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง รวมทั้งการเข้าช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องในพื้นที่ภาคใต้รวมถึงพี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไประสบอุทกภัย ก็ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากรัฐในทุกภาคส่วนที่ร่วมผนึกกำลังกันเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังโดยทั่วหน้ากันในฐานะประชาชนคนไทยที่รัฐต้องให้การดูแลช่วยเหลืออย่างเสมอหน้ากัน อาทิ การที่รัฐเปิดศูนย์พักพิงร่วมใจอุ่นไอรักจำนวน 2 แห่งในจังหวัดนราธิวาสและปัตตานี ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พี่น้องที่ประสบภัยธรรมชาติครั้งนี้มีความพร้อมด้านความเป็นอยู่ สุขภาพที่ดี อาหารที่มีคุณภาพและเพียงพอ โดยมีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ คอยให้การดูแลด้านสุขภาพอนามัยทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ขณะนี้มีประชาชนที่ประสบภัยได้อพยพมาเข้าพักที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวทั้งหมดจำนวนมาก โดยจะให้การดูแลพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้หนักสุดในรอบหลาย 10 ปี ทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างรุนแรงในวงกว้างทั้งบ้านเรือนประชาชนและโรงพยาบาลของรัฐในพื้นที่ โดย 30 พ.ย. นี้มีสถานพยาบาลได้รับผลกระทบแล้วถึง 7 แห่ง ได้แก่ จ.สงขลา 3 แห่ง จ.ปัตตานี 4 แห่ง จำนวนนี้ปิดบริการ 2 แห่ง แต่กระนั้น กระทรวงสาธารณสุขก็ยังผนึกกำลังช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยครั้งนี้อย่างเต็มกำลัง ทั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลประชาชน จัดทีมดูแลเยียวยาจิตใจ (MCATT) ตั้งศูนย์พักพิง และให้การดูแลกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และอื่นๆ ตลอดจนจัดยาชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง นอกจากนั้น หน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ได้ให้การดูแลช่วยเหลือพี่น้องในพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างเต็มกำลัง โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ทำหน้าที่บูรณาการการปฏิบัติ ทั้งการจัดเงินเยียวยา และเงินดูแลส่วนต่างๆ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง รวมถึงการเตรียมการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่หลังน้ำลด ขณะที่ในส่วนของกองทัพโดยผู้บัญชาการทั้ง 3 เหล่าทัพรวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ระดมยุทโธปกรณ์ตลอดจนกำลังพลของกองทัพทั้งในพื้นที่และในส่วนกลาง โดยระดมทรัพยากรทั้งหมดเข้าไปดูแลช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทันทีที่เกิดภัยพิบัติอุกทกภัยเป็นหน่วยงานแรกๆ โดยไม่เลือกว่าจะมีความเชื่อความศรัทธาหรือมีทัศนคติต่อรัฐอย่างใด ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่าความเป็นรัฐประเทศนั้นมีความเข้มแข็งอย่างไร และไม่ว่าสถานการณ์การต่อสู้กับรัฐของแกนนำขบวนการต่อต้านรัฐเพื่อแบ่งแยกการปกครองออกไปจากรัฐจะเป็นอย่างไร หากแต่การให้การดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนของทุกภาคส่วนของรัฐรวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงก็ยังคงปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้อย่างเข้มแข็งเป็นมาตรฐานเดียวกันอย่างเต็มกำลังด้วยความจริงใจ ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่บ่งชี้ว่า การดำรงอยู่อย่างมั่นคงเรียบร้อยตามวิถีของคนในพื้นที่ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดๆ ย่อมต้องอาศัยศักยภาพในความเป็นรัฐที่มีความพรั่งพร้อมในทุกด้านของการดูแลช่วยเหลือคนในชาติให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติหรือภัยจากน้ำมือมนุษย์ได้ดีกว่าคนในขบวนการกลุ่มใดๆ ที่ไม่มีศักยภาพเฉกเช่นรัฐเลยแม้แต่น้อย และเป็นขบวนการที่มีแต่การสร้างฝันความเป็นเอกราชโดยไม่มีความพร้อมแต่อย่างใด ความเป็นรัฐต่างหากจึงเป็นความเข้มแข็งพร้อมสรรพในทุกสิ่งที่จะบำบัดทุกข์ พัฒนาความสุขสงบร่มเย็นให้คนในชาติได้ เพราะความเป็นรัฐสามารถผนึกกำลังทุกภาคส่วนให้เข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทันทวงที ทั่วถึงและเป็นรูปธรรมได้จริง
สยามรัฐออนไลน์ |

สงครามยังไม่จบ

เสือตัวที่ 6 กลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานยังคงดำรงความมุ่งหมาย ในการแยกตัวเป็นอิสระเพื่อเอกราชของปาตานีตามที่มุ่งหวังอย่างมุ่งมั่นเข้มแข็งในทุกมิติการต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ ความมุ่งมั่นในการต่อสู้ในสมรภูมิแห่งนี้ใช้การขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐในทุกมิติ โดยเฉพาะการใช้ศักยภาพในการทำสงครามกองโจรที่ใช้การซ่อนปนไปกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพื่อหลบซ่อนกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ให้รอดพ้นจากการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐได้อย่างแนบเนียน การข่าวของรัฐที่เจาะไม่ได้ เข้าไม่ถึงทำให้ขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังคงทำสงครามกองโจรได้อยู่ต่อไปเยี่ยงมืออาชีพตลอดมา สร้างความปั่นป่วนให้กับฝ่ายความมั่นคงของรัฐต้องมึนงง สับสน คลำทางไม่ถูก ปรับกลยุทธ์การต่อสู้หรือป้องกันฝ่ายขบวนการไม่ทันกับการเป็นฝ่ายริเริ่ม ชิงลงมือก่อนของฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้ ในขณะที่กลุ่มต่อสู้ในระดับนโยบายทางการเมืองระดับชาติก็คงการชิงการนำฝ่ายรัฐ ควบคู่กับการต่อสู้ทางความคิดที่ขับเคลื่อนในเวทีการเจรจาสันติภาพในระดับรัฐกับแกนนำขบวนการที่กำลังเข้มข้น รวมทั้งการสั่งสมบ่มเพาะปลุกระดมความเห็นต่างจากรัฐเพื่อขยายผลไปสู่ความเกลียดชังรัฐที่กำลังเดินหน้าตลอดเวลา ในห้วงเดียวกันกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ก็ยังคงเดินหน้าทำลายความสงบสุขท้าทายอำนาจรัฐอย่างเข้มข้น มิติการต่อสู้เพื่อสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธของคนในพี่กับรัฐ มีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐ การส่งสัญญาณเพื่อบีบบังคับให้รัฐยอมจำนนจนรับเงื่อนไขในเวทีเจรจาสันติภาพที่ตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็นหยิบยื่นให้โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งเป้าหมายของเงื่อนไขต่างๆ ที่สำคัญเหล่านั้นคือหนทางนำไปสู่อิสรภาพการปกครองของคนกลุ่มนี้ ทำให้หลายครั้งหลายหนที่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐส่งสัญญาณให้เห็นว่าถ้ารัฐต้องการให้พื้นที่แห่งนี้มีความสงบสุข รัฐต้องยอมรับเงื่อนไขของขบวนการในเวทีเจรจาเพื่อนำสันติภาพมาสู่คนในพื้นที่แห่งนี้ หากไม่เช่นนั้น เหตุร้ายและความไม่สงบสุขก็จะยังเกิดขึ้นต่อไปโดยที่รัฐไม่อาจต่อกรได้ ปรากฏการณ์การก่อเหตุร้ายห้วงเดือน พ.ย.67 ได้บ่งชี้ให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า รัฐต้องยอมจำนนต่อเงื่อนไขของขบวนกรแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การต่อต้านการพัฒนาความเจริญเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพสร้างเงินเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนคนในพื้นที่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านรัฐอย่างสุดโต่ง อันสืบเนื่องมาจากผลของการบ่มเพาะปลุกระดมความเห็นต่างและต่อต้านรัฐในทุกรูปแบบของมวลชนในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด การก่อเหตุร้ายด้วยความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นครั้งใด เป็นส่งสัญญาณต่อต้านรัฐที่กระทำการใดๆ ในพื้นที่อันเป็นวิถีที่พวกเขาไม่ต้องการ การต่อต้านรัฐด้วยการใช้ความรุนแรงจึงเป็นวิธีหนึ่งของการต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ที่ยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย อาทิ  20 พ.ย.67 กองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐได้เกิดเหตุยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด M 79 ระเบิดที่พักคนงานก่อสร้างเจ้าแม่กวนอิม บ้านปากบางสะกอม ม.1 ต.สะกอม อ.เทพา จ.สงขลา เบื้องต้นพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 คน  และได้อพยพคนงานกว่า 30 คน และครูนักเรียนที่กำลังเข้าค่ายลูกเสืออยู่ภายในรีสอร์ต จำนวน 150 คน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 1 กม. ซึ่งการก่อสร้างรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม บ้านปากบางสะกอม เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อ.จะนะ  จ.สงขลา และยังมีแผนจะก่อสร้างคอนโดฯ โรงแรมในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งพื้นที่ก่อสร้างดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ชุมชนมุสลิม และที่ผ่านมามีประชาชนในพื้นที่คัดค้านการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตามโครงการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมจะนะ พร้อมกับการปลุกระดมความเกลียดชังสุดโต่งในโครงการอุตสาหกรรมจะนะและการก่อสร้างเจ้าแม่กวนอิม ผ่านโลกโซเชียล มีการโพสต์ในลักษณะที่สร้างความเกลียดชัง ไม่เห็นด้วยและมีลักษณะเชิงชาตินิยมสุดโต่ง อันเป็นการสวนทางกับวิถีแห่งพหุวัฒนธรรมอันสวยงามที่รัฐพยายามหยิบยื่นนำเสนอให้มาโดยตลอด และต่อมาเมื่อ 21 พ.ย.67 กลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ ได้ก่อเหตุระเบิดถึง 4 ลูก บริเวณเกาะกลางถนนสาย 4136 ในพื้นที่บ้านฮูแตทูวอ ม.4 ต.โคกเคียน จว.นราธิวาส ทั้ง 4 ลูก ซึ่งแต่ละลูกใส่อำพรางไว้ในถุงขยะอีกชั้นหนึ่ง โดยแต่ละลูกอยู่ห่างกันประมาณ 500 เมตร ซึ่งแต่ละลูกเกิดระเบิดถูกตั้งเวลาให้ระเบิดทำงานห่างกัน 3 ถึง 5 นาที แม้ในเบื้องต้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่การก่อเหตุทุกครั้งที่ผ่านมาตลอดจนครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการแก้ปัญหาของหน่วยงานรัฐและเป็นการลดทอนภาพลักษณ์ของรัฐที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความสงบได้ อันเป็นการท้าทายอำนาจรัฐให้ประจักษ์ว่าอ่อนแอเกินกว่าที่จะต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้ ความไม่สงบจากการก่อเหตุรุนแรงทั้งการทำร้ายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ทำลายทรัพย์สินของกลุ่มคนเห็นต่างจากรัฐอย่างสุดโต่งในขบวนการ ทั้งลอบระเบิดสังหารตามสถานที่ของรัฐและเอกชนตลอดจนสาธารณูปโภค การโจมตีด้วยอาวุธต่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือคนของรัฐ การลอบวางเพลิง เผากล้องวงจรปิด ปั่นป่วนลองกำลัง พ่นสีสเปรย์แสดงข้อความต่อต้านรัฐและเรียกร้องเอกราชปาตานี ในพื้นที่ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา ตลอดมา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิธีต่อสู้ในสงครามแห่งสมรภูมิปลายด้ามขวานแห่งนี้ รวมทั้งการโจมตีด้วยอาวุธสงครามถึงขั้นใช้เครื่องยิงลูกระเบิด M.79 เข้าใส่บริเวณที่พักคนงานโครงการก่อสร้างรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม บ้านปากบางสะกอม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา เมื่อ 20 พ.ย.67 ที่ผ่านมา อันเนื่องจากการต่อต้านรัฐในทุกรูปแบบ ทั้งที่รัฐพยายามหยิบยื่นให้คนในพื้นที่เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีให้พี่น้องในพื้นที่ ก็เป็นเครื่องตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเสมือนว่าสถานการณ์การต่อสู้ดีขึ้น หากแต่แท้ที่จริงแล้ว กลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ยังคงดำรงความมุ่งมั่นในการต่อสู้ ทำให้สมรภูมิแห่งนี้เป็นสภาวะสงครามที่เข้มข้นต่อไปไม่รู้จบจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายเอกราชปาตานี
สยามรัฐออนไลน์ |

เสริมส่งสู่อิสรภาพ

เสือตัวที่ 6 กระบวนการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐเพื่ออิสรภาพในการปกครองตนเองของกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานนั้น มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่วางแผนยุทธศาสตร์ แผนกลยุทธ์ที่ประสานสอดคล้องในทุกมิติของการต่อสู้ ทั้งมิติของการสะสมบ่มเพาะความคิดต่าง แปลกแยกจากคนกลุ่มอื่น คนที่มีรากเหง้าทางชาติพันธุ์ที่ต่างไป รวมไปถึงปลุกเร้าตอกย้ำและเพิ่มพลังความเชื่อความศรัทธาในเส้นทางที่กำลังเดินให้เกิดกับกลุ่มคนที่เคยมีความเชื่อความคิดต่างเหล่านั้นอยู่แล้วให้มีความกล้าแข็งในความคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐอยู่ต่อไปอย่างไม่เสื่อมคลาย คู่ขนานกับการขับเคลื่อนในมิติของการต่อสู้ทางความคิดเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังในการเอื้ออำนวยต่อขบวนการแห่งนี้ในกลุ่มคนระดับชาติที่จะช่วยผลักดันนโยบายหรือกฎหมายที่เสริมพลังสู่การได้มาซึ่งอิสรภาพของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานโดยอ้างถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองตามกติกาสากล ตลอดจนสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไทยในปัจจุบัน รวมทั้งการขับเคลื่อนในมิติของการใช้กำลังเข้าต่อสู้ห้ำหั่นฝ่ายตรงข้ามที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นในการเดินหน้าไปสู่อิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ทุกห้วงเวลาที่มีโอกาสก่อเหตุร้ายอย่างไม่ลดละ ทุกห้วงเวลาที่พัฒนาไป ฝ่ายขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐหาได้หยุดรอหรือพักรบแต่อย่างใด ไม่ว่าสถานการณ์การก่อเหตุร้ายพื้นที่จะดูสงบราบรื่น หากแต่ยังซ่อนไว้ซึ่งการเตรียมการรอคอยโอกาสที่สามารถก่อเหตุร้ายใดๆ ได้ตลอดเวลา เมื่อใดที่เจ้าหน้าที่รัฐหละหลวม เมื่อใดที่อำนาจรัฐผ่อนกำลัง เมื่อนั้นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ก็พร้อมก่อเหตุร้ายทันที เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของการเสริมกำลังให้การเจรจาสันติภาพที่กำลังเดินหน้าอยู่มีผลการพูดคุยเป็นไปตามที่ขบวนการร้ายแห่งนี้ต้องการ นั่นคือเงื่อนไขในการเสริมแรงผลักดันการการออกนโยบายตลอดจนข้อกฎหมายที่เป็นการให้อิสรภาพในการดูแลกันเองของคนในพื้นที่ นั่นก็หมายความว่า ทุกวินาทีที่ดูสงบเงียบมันได้แฝงความน่าสะพรึงกลัวที่กลุ่มแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้กำลังก้าวย่างไปสู่อิสรภาพในการปกครองกันเองของพวกเขา โดยเฉพาะกลยุทธ์ในการใช้กำลังติดอาวุธเข้าก่อเหตุร้ายทำลายผู้คนและเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นของรัฐเพื่อบ่อนทำลายอำนาจรัฐและบีบบังคับ เร่งเร้าให้กระบวนการพูดคุยเจรจาสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐกับผู้แทนขบวนการบีอาร์เอ็นเดินหน้าสู่เป้าหมายที่พวกเขาต้องการ การสั่งสมบ่มเพาะแนวความคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐและคนส่วนใหญ่ในแผ่นดินนี้ก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไปอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง การเดินเกมระดับชาติ ทั้งการออกนโยบาย ข้อกฎหมาย ตลอดจนการสื่อสารส่งต่อแนวคิดสู่แวดวงวิชาการก็ดำเนินต่อไปอย่างทรงพลัง ทำให้เห็นว่า แม้การก่อเหตุร้ายดูเบาบางลง หากแต่กลยุทธ์ของขบวนการร้ายแห่งนี้ยังคงเดินหน้าไปอย่างเข้มแข็ง อาทิ การบั่นทอนศักยภาพหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ โดยที่กลยุทธ์ในการมุ่งลดทอนศักยภาพในการต่อสู้ของรัฐให้น้อยลงจนไม่สามารถตอบโต้ปฏิบัติการของกองโจรกลุ่มนี้ได้อย่างเต็มกำลัง และเป็นการทำให้ศักยภาพในการต่อสู้ของรัฐเป็นฝ่ายเสียเปรียบกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่การบั่นทอนศักยภาพด้วยการด้อยค่าของหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ โดยมุ่งเป้าไปที่ กอ.รมน. รวมทั้งกองทัพที่เกี่ยวเนื่องกับการต่อสู้กับพวกเขา ผ่านการให้ความเห็นสาธารณะและการผลักดันกฎหมายที่จะส่งผลให้เป็นการส่งผลให้หน่วยงานทั้งสองดังกล่าวข้างต้นให้อ่อนแอลง อาทิ นักวิชาการและนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่พยายามผลักดันแนวคิดการแก้กฎหมายของ กอ.รมน. ที่จะส่งผลให้ กอ.รมน. อ่อนแอลงมากที่สุดโดยกล่าวอ้างสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ตามรัฐธรรมนูญ กระบวนการลดทอนศักยภาพของหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ให้มากพอที่จะนำไปสู่เอกราชของรัฐปาตานีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้ง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้กำลังเข้าการก่อเหตุร้ายของคนกลุ่มหัวรุนแรงของขบวนการร้ายแห่งนี้ก็ยังมีอยู่ต่อไปจนกว่าจะได้มาซึ่งเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการ ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นผลมาจากการต่อสู้ในมิติคู่ขนานกันหลายเวที เสริมพลังการต่อสู้สู่อิสรภาพของคนกลุ่มนี้ทั้งการต่อสู้บนเวทีทางวิชาการที่มุ่งให้ความเห็นด้านเดียวอันเป็นประโยชน์ต่อการแยกการปกครองจากรัฐไทย การผลักดันกฎหมายในสภาที่มุ่งบั่นทอนทำลายองค์กรด้านความมั่นคงโดยไม่รู้ตัว เสริมพลังเร่งเร้าให้รัฐยอมทำตามเงื่อนไขที่แกนนำขบวนการหยิบยื่นให้ ด้วยการก่อการร้ายทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เลือกหน้า เพื่อให้รัฐยอมผ่อนปรนการปฏิบัติต่อคนในพื้นที่ โดยใช้เงื่อนไขที่คนในพื้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม การที่คนในพื้นที่ถูกกดขี่ข่มเหงตลอดมา โดยอ้างความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และความเชื่อทางศาสนาเป็นเหตุที่รัฐกระทำต่อพวกเขา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วรัฐได้ให้สิทธิพิเศษตามข้อเรียกร้องของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้มากกว่าคนในพื้นที่อื่นของรัฐเสียอีก ปรากฏการณ์นี้หน่วยงานความมั่นคงของรัฐจึงควรตระหนักรู้ทันเล่ห์กลอันแหลมคมของขบวนการแห่งนี้ การเดินเกมของพวกเขามีความลุ่มลึกแยบยลอย่างมืออาชีพอันเป็นการยากที่คนของรัฐทั่วไปจะเข้าใจได้โดยง่าย ด้วยความแน่วแน่ของแกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองของรัฐที่ขับเคลื่อนการดำเนินการสู่อิสรภาพอย่างกล้าแข็งต่อเนื่องยาวนาน ความลุ่มลึกแน่วแน่สู่เป้าหมายด้วยกลยุทธ์หลากหลายมิติทั้งการต่อสู้ทางความคิด ผ่านการสั่งสมบ่มเพาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ และการเสริมพลังกลุ่มเป้าหมายเดิมให้กล้าแข็งในอุดมการณ์ คู่ขนานกับการต่อสู้ทางความคิด ผ่านเวทีระดับชาติเพื่อหวังให้มีนโยบายและกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่ออิสรภาพ ตลอดจนจังหวะก้าวของการใช้กำลังความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่ต่อไป ล้วนเป็นการเสริมส่ง สอดประสานสู่การได้มาซึ่งอิสรภาพการปกครองตนเองเพื่อเอกราชปาตานีในที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

ขัดขวาง

เสือตัวที่ 6 เป้าหมายสำคัญสูงสุดของกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ก็คือเอกราชปาตานีเพื่ออิสรภาพในการปกครองกันเองตามวิถีที่กลุ่มแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ต้องการ คนกลุ่มนี้ทำได้ทุกอย่างแม้แต่การก่อเหตุร้ายทำลายชีวิตผู้คนตลอดจนทรัพย์สินของพี่น้องในพื้นที่ คนกลุ่มนี้สามารถลอบทำร้ายทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะประกอบอาชีพใด โดยหวังให้การก่อเหตุร้ายเหล่านั้นเป็นการสร้างสถานการณ์ไม่สงบเรียบร้อยให้เป็นเครื่องมือในการต่อรองให้รัฐยอมศิโรราบ ยินยอมอ่อนน้อมด้วยการทำตามความต้องการของพวกเขาในเวทีการเจรจาสันติภาพที่พวกเขาเดินเกมคู่ขนานกันไปเพื่อบรรลุเป้าหมายเอกราชปาตานีที่ต้องการในที่สุด นั่นคือกลยุทธ์การต่อสู้ที่บ่งบอกว่าแกนนำขบวนการแย่งชิงอำนาจในการปกครองรัฐ ที่จะต้องก่อเหตุร้ายทำลายความสงบสุขในพื้นที่อันเป็นการขัดขวางการดำเนินการเพื่อการแก้ปัญหาและการพัฒนาความเจริญและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยรัฐทุกรูปแบบอยู่ต่อไป จนกว่าการต่อรองบนเจรจาระหว่างรัฐกับตัวแทนของขบวนการแห่งนี้จะเป็นผลที่เอื้ออำนวยให้อำนาจการปกครองพื้นที่ปลายด้ามขวานตกเป็นของขบวนการร้ายแห่งนี้ และเป็นที่แน่แท้ว่า ไม่ว่ารัฐหรือแนวร่วมของรัฐจะทุ่มเทความพยายามในการนำความสงบสุขมาสู่พื้นที่ ตลอดจนการนำความเจริญมาสู่ผู้คนในพื้นที่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพียงใด กลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ก็จะขัดขวางให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้การพัฒนาความเจริญและความสงบสุขที่รัฐหยิบยื่นให้เป็นอุปสรรคในการปกครองกันเองบรรลุเป้าหมาย คนกลุ่มนี้ยังสั่งสมบ่มเพาะความคิดรุนแรงให้เกิดกับกลุ่มเป้าหมายจนเป็นความคิดที่สามารถกระทำการใดๆ ได้ แม้กระทั่งการทำลายความเป็นปกติสุขของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ที่หวังจะอยู่อย่างสงบตามคำสอนขององค์ศาสดาเพื่อประกอบศาสนกิจตามวิถีทางของอิสลาม ตลอดระยะเวลาของคนกลุ่มนี้จึงพรากชีวิตผู้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างไม่เลือกหน้า ควบคู่กับลอบการทำลายความสงบสุข ทำลายสิ่งปลูกสร้าง ทำลายทรัพย์สินที่แม้สิ่งเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตต่อพี่น้องชายมุสลิมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่มาโดยตลอด ปรากฏการณ์ลอบวางระเบิดรถยนต์ และการลอบทำร้ายทำลายชีวิตผู้คนจึงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และการลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐตลอดจนประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เข้าร่วมกับรัฐในการพัฒนาท้องถิ่นพื้นที่อย่างโหดเหี้ยมจึงเกิดขึ้นตลอดมา รวมทั้งการที่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแย่งชิงอำนาจรัฐ จำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน สวมชุดฮิญาบ บุกยิงนายกเทศมนตรี เทศบาลรือเสาะ จ.นราธิวาส อย่างโหดเหี้ยมถึง 19 นัดเสียชีวิตภายในห้องประชุมโรงงานผลิตเสื้อผ้าในพื้นที่ บ.ยาแลเบาะ ม.5 ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งโรงงานผลิตเสื้อผ้าแห่งนี้เป็นกิจการที่นายกเทศมนตรีเทศบาลรือเสาะ ดำเนินการมาเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยหวังสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องคนในพื้นที่พื้นถิ่นแห่งนี้ได้ลืมตาอ้าปากได้ อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไป ซึ่งการก่อเหตุสังหารนายกเทศมนตรีครั้งนี้ เป็นการกระทำอย่างมืออาชีพทั้งการล็อกเป้าสังหารเฉพาะนายกเทศมนตรี นายวิเชษฐ์ เพียงคนเดียวทั้งที่ในขณะนั้นมีคนที่นั่งอยู่ในบริเวณนั้นอยู่อีก 3 คน ซึ่งนายกเทศมนตรี เทศบาล รือเสาะ เป็นตัวตั้งตัวตีในการร่วมมือกับรัฐในการสรรค์สร้างความเจริญ โดยการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในพื้นที่ขัดแย้งครั้งนี้ รวมทั้งคนร้ายกลุ่มนี้เป็นมืออาชีพในการเข้าพื้นที่และการหลบหนีออกจากพื้นที่สังหารอย่างชำนิชำนาญ และการลงมือก่อเหตุร้ายครั้งนี้ก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการต่อสู้กับรัฐเพื่อเอกราชปาตานี เพราะล่าสุด ผลการตรวจสอบปลอกกระสุนปืน พบว่า เป็นกระบอกเดียวกับอาวุธที่ใช้ก่อเหตุร้ายมาแล้วถึง 23 ครั้ง สอดคล้องกับข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคง ระบุว่า จากการสอบสวนสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่อำเภอตากใบ และอำเภอรือเสาะ เคยให้การว่า ในกลุ่มมีอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุร้ายโดยสามารถนำไปก่อเหตุและกลับคืนไว้ที่เดิม และจะเคลื่อนย้ายอาวุธที่ใช้ก่อเหตุไปหลบซ่อนในพื้นที่ต่างๆ โดยแนวร่วมขบวนการอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึด การเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่แห่งนี้จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยฝีมือของคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ที่มีหัวรุนแรงพร้อมจะลงมือสังหารชีวิตผู้คนใดๆ ก็ได้ ทั้งที่หลักของศาสนาอิสลามให้ไว้ชัดเจนว่า ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ไม่มีความแตกต่างกันว่าเขาจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการเคารพ และการเอาชีวิตหรือการเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่นนั้นเป็นสิทธิของพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น คัมภีร์อัลกุรอานให้ความสำคัญอย่างมากในการเคารพให้เกียรติและการรักษาชีวิตของเพื่อนมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ ความสำคัญและคุณค่าดังกล่าวนี้มีมากถึงขั้นที่ว่า การสังหารชีวิตของคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียวเท่ากับการสังหารมนุษย์ทั้งมวล ความชัดเจนมีอยู่ในคำสอนที่ว่า ชีวิตของมนุษย์ทุกคนไม่มีความแตกต่างกันว่าเขาจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการเคารพ และการเอาชีวิตหรือการเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่นนั้น เป็นสิทธิของพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งพระองค์คือผู้ทรงให้ชีวิตแก่มนุษย์ นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้าแล้วไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิที่จะลิดรอนชีวิตของผู้อื่น ดังนั้น การที่แกนนำขบวนการแบ่งแยกผู้คนปลายด้ามขวานยังบงการให้กองกำลังดังกล่าวกล้าลงมือทำลายผู้คนของรัฐและคนที่เห็นด้วยกับรัฐร่วมกันเพียรพยายามอย่างแรงกล้าในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องในพื้นที่ให้มีชีวิตที่ดีตลอดมาหลายสิบปี จึงเป็นการตอกย้ำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่แห่งนี้ ได้เห็นอย่างชัดเจนอีกครั้งว่ากลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นหรือกลุ่มใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่กระทำการอันเป็นการขัดขวางคำสอนทางศาสนา ขัดขวางความสงบสุขของประชาชน ขัดขวางการพัฒนาความเจริญทุกรูปแบบที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
สยามรัฐออนไลน์ |

ต่อสู้ทางความคิด

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในห้วงเวลานี้เป็นที่ทราบกันดีว่ามีกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มแกนนำในการต่อสู้กับรัฐอย่างชัดเจน แม้ว่าในความเป็นจริงกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจการปกครองไปจากรัฐตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น จะเป็นกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มที่ต่างคนต่างเดินหน้าต่อสู้กับรัฐตามวิธีคิดของแกนนำแต่ละกลุ่ม หากแต่กลุ่มที่ทรงพลังในการนำบรรดากลุ่มขบวนการเหล่านั้นก็คือกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นอย่างที่เห็น และเป็นที่แน่นอนย้ำชัดว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นได้อ้างตัวว่าเป็นกลุ่มตัวแทนของคนเห็นต่างจากรัฐในพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นผู้ที่เจรจาสันติภาพกับรัฐไทยในเวทีการเจรจาสันติภาพที่สร้างขึ้น ซึ่งนั่นเป็นพื้นที่หลักในการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจการปกครองจากรัฐไปสู่กลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้โดยผ่านกระบวนการต่อสู้ทางความคิดกับตัวแทนของรัฐไทยอย่างแหลมคม ทุกย่างก้าวของการต่อสู้ของพวกเขาทั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธโดยการก่อเหตุร้ายและการขับเคลื่อนการแสดงออกผ่านกิจกรรมการศึกษาตลอดจนการเคลื่อนไหวต่างๆ ล้วนสอดประสาน สนับสนุน ส่งเสริม เกื้อกูลกันเพื่อมุ่งส่งพลังเหล่านั้นไปสู่ชัยชนะในพื้นที่ของการต่อสู้ทางความคิดทั้งในพื้นที่เวทีการเจรจาสันติภาพของคณะพูดคุยกับรัฐ และรวมไปถึงชัยชนะในพื้นที่การต่อสู้ทางความคิดในเวทีสาธารณะทั่วไปในแผ่นดินนี้ และกรณีของคดีตากใบที่หมดอายุความลงโดยผู้ต้องหาทั้งหมดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับสูงลงไปจนถึงระดับปฏิบัติในขณะนั้น ต่างไม่มาแสดงตัวต่อศาลตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกคนเห็นต่างจากรัฐตลอดจนแนวร่วมขบวนการแห่งนี้ทั้งที่เป็นแนวร่วมโดยตั้งใจและที่เป็นแนวร่วมโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่างใช้โอกาสนี้ชี้นำให้ผู้คนปฏิเสธรัฐ ปลุกระดมคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานให้ถอยห่างจากรัฐมากขึ้นโดยใช้เหตุผลของการไม่ยุติธรรมของรัฐที่มีต่อคนในพื้นที่ที่ถูกกระทำจากรัฐตลอดมาจนกระทั่งกรณีตากใบที่รัฐไม่คืนความเป็นธรรมซึ่งเป็นการปฏิบัติต่อคนในพื้นที่ที่ไม่ยุติธรรมอย่างชัดเจน ตลอดจนคนระดับนำในพื้นที่ส่วนกลางของประเทศที่ถูกน้อมนำให้เห็นต่างจากรัฐอันจะนำมาซึ่งการให้โอกาสกลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้มีความชอบธรรมมากขึ้นในการให้อิสระในการปกครองกันเอง ซึ่งเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมและสร้างน้ำหนักให้เกิดพลังในการได้มาซึ่งชัยชนะในการต่อสู้ทางความคิด นักวิชาการสถานศึกษาในพื้นที่ต่างพากันแสดงความคิดเห็นที่เป็นการหนุนเสริมการต่อสู้ทางความคิดในการได้มาซึ่งอำนาจรัฐเพื่ออิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ อาทิ นักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้ความเห็นว่า เมื่อคดีตากใบหมดอายุความโดยไม่มีจำเลยมาขึ้นศาล จะตอกย้ำวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดในสังคมไทย โดยเฉพาะเมื่อจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะเป็นการตอกย้ำถึงความไม่ยุติธรรมที่คนมุสลิมมลายูในพื้นที่แห่งนี้ได้รับ และนักวิชาการผู้ติดตามปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ระบุว่า กรณีตากใบถูกฝ่ายขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐใช้เป็นประเด็นในการปลุกระดมบ่มเพาะความคิดเห็นต่างจากรัฐเพื่อชักชวนพี่น้องมุสลิมในพื้นที่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้กับรัฐเพื่ออิสรภาพในการปกครองกันเองของพวกเขา จนกระทั่งความเห็นต่างเหล่านั้นถูกคอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกจนขยายตัวเป็นความเคียดแค้นสุดโต่งและหยั่งลึกในมโนสำนึกของคนเหล่านั้นถึงขั้นร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ด้วยอาวุธในการต่อสู้กับรัฐมาโดยตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งการก้าวย่างของแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ล้วนกล่าวย้ำถึงความอยุติธรรมของรัฐ ซึ่งกรณีการสูญเสียพี่น้องมุสลิมที่ตากใบก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ถูกใช้เป็นเรื่องเล่าถึงความอยุติธรรมมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งหลัง 25 ต.ค.67 ที่ผ่านมา กรณีตากใบจึงเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวขานความอยุติธรรมร่วมสมัยโดยไม่ใช่เรื่องในอดีตที่ยาวนานอีกต่อไป นอกจากนั้น ยังมีนักวิชาการจากสถาบันสันติศึกษาและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ(กมธ.) สร้างสันติภาพฯ ได้ให้ความเห็นของการหมดอายุความในคดีตากใบในภาพรวมของการดำเนินการของรัฐว่า ในต่างประเทศมีหลายกรณีที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง สังคมอาจจะไม่สามารถยอมรับให้มีการนิรโทษกรรมได้ การให้อภัยควรวางอยู่บนฐานที่ผู้กระทำผิดยอมรับความผิด และควรมีการเยียวยาในแง่มุมอื่นๆ ที่ครอบคลุมมากไปกว่าการเยียวยาด้วยตัวเงินเท่านั้น ในขณะที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อคดีตากใบที่ได้หมดอายุความลงโดยเฉพาะการอ้างเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้รัฐของฝ่ายก่อความไม่สงบด้วยความชอบธรรมได้ในวงกว้างมากขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากแนวร่วมที่เข้มแข็งอันจะส่งผลให้ภาพรวมของสถานการณ์ในพื้นที่เลวร้ายลง หากแต่ในความเป็นจริงนั้น การใช้เงื่อนไขในการปลุกระดมความเครียดแค้นรัฐนั้น ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐทุกกลุ่มในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ ก็ใช้เงื่อนไขความอยุติธรรมของรัฐที่หยิบยื่นให้ผู้คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเสมอมาอยู่แล้ว โดยเฉพาะกรณีตากใบที่มีการสูญเสียพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จำนวนมาก ที่เริ่มจากการสร้างกระแสข่าวลือกันว่าเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมพี่น้องมุสลิม 6 คนโดยไม่เป็นธรรม ก็ถูกใช้เหตุการณ์ตากใบนี้เป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐอย่างได้ผลต่อเนื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จนสามารถนำไปเป็นประเด็นการบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐในกรณีอื่นๆ ขยายผลไปสู่ความเห็นร่วมกันของคนในพื้นที่ที่ต้องการอิสรภาพของหมู่ชนในพื้นที่แห่งนี้จากรัฐที่อ้างว่ากดขี่พี่น้องในพื้นที่อย่างไม่เป็นธรรมตลอดมาจากอดีตถึงปัจจุบัน สร้างกระแสการเข้าร่วมกับขบวนการเพื่อต่อสู้กับรัฐอย่างทรงพลังเพื่อเอกราชการปกครองกันเองของพวกเขาในที่สุด กระทั่งห้วงเวลาปัจจุบันที่หมดอายุความ ก็ยิ่งเป็นประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐใช้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการต่อสู้ไปสู่เอกราชที่เริ่มต้นด้วยชัยชนะในการต่อสู้ทางความคิดกับรัฐอย่างเข้มข้น  
สยามรัฐออนไลน์ |

ความชอบธรรม

เสือตัวที่ 6 กระแสที่หนักหน่วงรุนแรงในช่วงนี้กรณี คดีตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งหมดอายุความลง เมื่อ  25 ต.ค.67 ที่ผ่านมา โดยเป็นเหตุการณ์เมื่อ 25 ต.ค.47 เกิดจากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกจับกุมจำนวน 6 คน และเมื่อสถานการณ์มีทีท่าว่าจะบานปลายไปสู่การก่อจลาจลชิงตัวผู้ต้องหา รัฐได้ใช้มาตรการควบคุมความสงบเรียบร้อยโดยการสลายการชุมนุม จนนําไปสู่การจับกุมผู้ประท้วงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง เป็นช่วงจังหวะของฝ่ายเห็นต่างจากรัฐที่สามารถสร้างกระแสการต่อต้านรัฐได้อย่างกว้างขวางและเข้มข้นมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยได้แนวร่วมจากหลายภาคส่วนทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจที่พยายามขยายบาดแผลของการที่พี่น้องในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ อันเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่งในการที่ขบวนการร้ายแห่งนี้หยิบยกเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปลุกระดม สั่งสมบ่มเพาะการเห็นต่างจากรัฐจนขยายตัวเป็นความคับข้องใจในการปฏิบัติของรัฐต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จนกระทั่งเข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ต่อสู้กับรัฐอย่างมีพลังต่อเนื่องยาวนาน และกระแสของความคับข้องใจของมวลชนในพื้นที่จนเป็นกระแสต่อต้านรัฐก็ถูกเสริมพลังให้กล้าแข็งมากขึ้นจากกรณีที่ผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลระดับสูงถึงอดีตแม่ทัพภาคซึ่งรับผิดชอบหลักในการต่อสู้กับกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐได้หลบหนีไม่มาแสดงตัวต่อศาล ทำให้ขบวนการร้ายแห่งนี้ตลอดจนแนวร่วมทั้งหลายต่างใช้กรณีตากใบขยายภาพให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ตามข้ออ้างที่ว่าการต่อต้านรัฐของคนในพื้นที่แห่งนี้มีต้นเหตุหลักประการหนึ่งคือการที่คนในพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐในหลายกรณี มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง การจับกุมคุมขังและอ้างไปถึงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบังคับให้สูญหายและมีการซ้อมทรมานพี่น้องที่ถูกจับกุมโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งการอ้างถึงความเป็นธรรมที่รัฐไม่ได้หยิบยื่นให้ตลอดเวลาการต่อสู้ที่ผ่านมา จึงเป็นสาเหตุให้คนในพื้นที่รวมตัวกันต่อสู้กับรัฐด้วยอาวุธอย่างเป็นขบวนการ การก่อเหตุร้ายทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์และทรัพย์สินในวงกว้างจึงถูกขบวนการร้ายแห่งนี้ใช้เป็นข้ออ้างในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมที่ใช้ความรุนแรงเป็นความชอบธรรมที่พวกเขาสามารถก่อเหตุร้ายได้ตลอดมา หากแต่แท้ที่จริงแล้ว การสร้างกระแส และโหมกระแสการต่อต้านรัฐให้รุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณนี้ เป็นความตั้งใจที่แกนนำขบวนการเจตนาจะหยิบยกการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐมาสื่อสารให้สังคมรับรู้เพียงด้านเดียวด้วยลีลาการสร้างวาทกรรมอันเหนือชั้นของคนระดับนำของขบวนการ อาทิ วาทกรรมว่ากรณีตากใบที่ผ่านมานั้น เป็นการสังหารหมู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่มารวมตัวเรียกร้องความเป็นธรรมให้พี่น้องของพวกเขา การสูญเสียถึงชีวิตและการสูญหายของพี่น้องมุสลิมจำนวนมากในครั้งนั้นเกิดจากการกดขี่ข่มเหงและเป็นการเจตนาฆ่าพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ การละเลยเพิกเฉยของกระบวนการยุติธรรมของรัฐตั้งแต่พนักงานสอบสวน อัยการ และศาลจนกระทั่งประชาชนต้องยื่นฟ้องต่อศาลโดยตรงด้วยประชาชนเอง ล้วนเป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนว่ารัฐไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องในพื้นที่ และล่าสุด การหลบหนีของจำเลยทั้งหมดจนกระทั่งหมดอายุความลงเมื่อ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา เป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่ารัฐไม่จริงใจในการติดตามจับกุมผู้ต้องหามาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐเอง ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นจึงถูกใช้เป็นปรากฏการณ์ให้คนในพื้นที่เห็นเชิงประจักษ์และกระตุ้นอารมณ์ความคิดให้ร่วมกันต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ในความจริงอีกด้านหนึ่งที่แกนนำสร้างมวลชนของขบวนการตั้งใจจะไม่กล่าวถึงคือ รัฐบาลในขณะนั้นได้เห็นถึงความสำคัญในกรณีนี้และต้องการให้ความเป็นธรรมต่อผู้ชุมนุม จึงตั้งคณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยคณะกรรมการอิสระได้พิจารณาข้อเท็จจริงข้างต้นแล้วเห็นว่า การชุมนุมประท้วงที่หน้า สภ.ตากใบ ไม่ว่าจะเป็นพิจารณาข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้ชุมนุมบางส่วนในขณะเกิดเหตุหรือหลังเกิดเหตุ เป็นการกระทำที่มีการวางแผนมาก่อนโดยคนกลุ่มหนึ่ง มีการจัดตั้งคล้ายกับการชุมนุมคัดค้านก่อนหน้านี้ โดยเคลื่อนไหวตามสถานการณ์ มีความมุ่งหมายที่กำหนดไว้แน่นอน การเรียกร้องให้ปล่อยตัว ชรบ. 6 คนนั้น เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างเท่านั้น นอกจากนั้นยังพบว่า แกนนําผู้ชุมนุมดูเสมือนจงใจให้การชุมนุมเกิดขึ้นช่วงเดือนถือศีลอดของชาวไทยมุสลิม จงใจ ให้เกิดการยืดเยื้อ น่าจะมีเบื้องหลังมากกว่าการชุมนุมเรียกร้องตามปกติ เพราะมีการวางแผนยั่วยุเจ้าหนาที่ให้ใช้ความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ และการมาร่วมชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ นั้น มวลชนจำนวนมากต่างได้รับข่าวลือที่มีผู้สร้างขึ้น บางกลุ่มมาเพราะคําชักชวนให้มาละหมาดฮายัดให้ ชรบ.ที่ถูกจับกุม หรือมาให้กําลังใจ ชรบ.หรือมาร่วมชุมนุมด้วยความอยากรู้อยากเห็น หรือมาช่วยกันชุมนุมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัว ชรบ.ที่ถูกจับกุมโดยข่าวลือว่าถูกจับกุมโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม และปรากฏข้อเท็จจริงสรุปได้ว่าเกิดเหตุจลาจล สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น มีเสียงปืนดังขึ้นมาจากทางด้านผู้ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บสาหัสหนึ่งนาย มทภ.4 ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจตามประกาศกฎอัยการศึก ใช้อำนาจสั่งสลายการชุมนุม โดยให้ ผบ.พล.ร.5 เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติตามหลักสากลในการใช้กําลังในการควบคุมฝูงชน หากแต่กระนั้น ก็เกิดการสูญเสียชีวิตผู้ชุมนุมขณะถูกควบคุมตัวขนย้ายมายังค่ายอิงคยุทธจำนวนมาก และตากใบก็ถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมความเกลียดชังรัฐอย่างได้ผลตลอดมา จนกระทั่งคดีตากใบหมดอายุความลง การช่วงชิงกระแสความชอบธรรมในการต่อสู้กับรัฐด้วยความรุนแรงจึงเกิดขึ้นอย่างทรงพลัง และสร้างกระแสการใช้ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่เพื่อตอบโต้รัฐในกรณีตากใบได้อย่างชอบธรรม หากแต่กระแสความชอบธรรมในการต่อสู้เพื่อตอบโต้รัฐดังกล่าวก็ไม่ควรถูกใช้จากฝ่ายขบวนการในการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม
สยามรัฐออนไลน์ |

โหมกระแส

เสือตัวที่ 6 ผลของการปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในกรณีคดีตากใบเมื่อ 20 ปีก่อน ได้ตามมาหลอกหลอนกลุ่มข้าราชการของรัฐในขณะนั้น จนเป็นกระแสที่โหมกระพือสร้างความเกลียดชังให้เกิดกับคนในพื้นที่แห่งนี้ได้ในวงกว้าง คดีตากใบเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากความสูญเสียชีวิตผู้คนที่ถูกจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อควบคุมสถานการณ์ฝูงชนที่มีแนวโน้มลุกลามไปสู่การแย่งชิงผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวในสถานีตำรวจตากใบ เมื่อ 25 ต.ค. 2547 จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตากใบ จับกุมอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ได้ร่วมกันนำอาวุธของราชการไปให้กลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ  หลังจากนั้นมีการปลุกระดมคนในพื้นที่ให้เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่รัฐรังแกพี่น้องในพื้นที่ จนมีการรวมตัวของมวลชนลุกลามล่อแหลมต่อการแย่งผู้ต้องหาดังกล่าว หากแต่การขนย้ายกลุ่มผู้ชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส ไปค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี จนเป็นเหตุมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จากการขาดอากาศหายใจ เป็นเหตุให้กลุ่มข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ขณะนั้นต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสียชีวิตผู้คนเหล่านั้นไปด้วย  อาทิ พล.อ.พิศาล อดีตแม่ทัพภาค 4 (มทภ. 4)  พล.อ.เฉลิมชัย อดีตผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5 (ผบ.พล.ร. 5) พล.ต.ท.วงกต อดีตผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า และพล.ต.ท.มาโนช อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ตกเป็นผู้ต้องหาจำนวนมากถึง 14 คน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและข้อหาอื่นๆ ท้ายที่สุดอัยการสูงสุด ก็มีความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 คน ในคดีตากใบ ข้อหาร่วมกันเจตนาฆ่า โดยมีคำวินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งหมดจะไม่ประสงค์ต่อผลที่จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตายก็ตาม แต่การจัดหารถเพียง 25 คัน ในการบรรทุกผู้ชุมนุมกว่าพันคน อันเป็นการแออัดเกินกว่าวิธีการบรรทุกคนที่เหมาะสม เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้ง 78 คน ขาดอากาศหายใจ ระหว่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ปรากฏการณ์นี้ได้ส่งผลที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเห็นต่างจากรัฐทั้งขึ้นทั้งล่อง การที่เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงหลายนายในขณะนั้น ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรงฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา จึงย่อมส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายทุกระดับต่างเสียขวัญ ถูกบั่นทอนความตั้งใจในการทำงานเพื่อรักษาอธิปไตยของรัฐ ไม่แน่ใจในการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายของรัฐที่พวกเขาต้องต่อสู้กับกลุ่มคนที่ต่อสู้กับรัฐแบบนอกกติกาของกฎหมาย เหล่านั้นย่อมส่งผลให้การต่อสู้เพื่อแยกการปกครองจากรัฐของขบวนการร้ายแห่งนี้มีพลังมากขึ้นหลายเท่า เหตุการณ์ ตากใบที่เคยเกิดในวันนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ยังคงเป็นเงื่อนไขจากเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อการรับรู้ทางการเมืองในวงกว้างที่สุด ท่ามกลางเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้นับตั้งแต่การปล้นปืนจากค่ายทหารเมื่อปี 2547 จนกระทั่งลุกลามไปสู่ความหวาดระแวง ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันของเจ้าหน้าที่รัฐและคนในพื้นที่จนรับรู้ได้ถึงการมองกันและกันเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ร้าวลึกเป็นต้นมา กรณีการรวมตัวประท้วงของมวลชนหน้า สภ.ตากใบในเวลานั้น จึงเกิดจากความหวาดระแวงระหว่างกันของประชาชนในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกสร้างให้เกิดทรรศนะเชิงลบ จนเป็นปฏิปักษ์ต่อกันบนความไม่เชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อันเกิดจากแกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอย่างเป็นระบบ กรณีการมารวมตัวของมวลชนในครั้งนั้นเกิดจากการปลุกระดมสร้างข่าวลือให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจผิดไปว่ามีการจับกุมพี่น้องมุสลิมอย่างไม่เป็นธรรม จึงต้องการไปเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐปล่อยตัวผู้ต้องหาจนกระทั่งลุกลามไปเป็นการก่อการจลาจลและเกิดการสูญเสียในที่สุด ซึ่งนั่นเป็นแนวทางการสร้างเงื่อนไขการปลุกระดมมวลชนให้ร่วมกันต่อสู้กับรัฐที่ใช้กันมาอย่างได้ผลตั้งแต่ยุคคอมมิวนิสต์จวบจนยุคขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐครั้งนี้ ความสูญเสียของพี่น้องในพื้นที่ในกรณีตากใบ ได้มีความพยายามจากรัฐในการชดเชยเยียวยาให้กับญาติผู้สูญเสียเหล่านั้นอย่างจริงจังและเหมาะสม โดยเมื่อ 14 สิงหาคม 2555 คณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มีมติอนุมัติเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบ รายละไม่เกิน 7,500,000 บาท  มาตรการชดเชยเยียวยาของรัฐบาลมุ่งเน้นการจ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบเป็นหลัก โดยผู้เสียชีวิตจะได้เงินชดเชยเยียวยา รายละ 7,500,000 บาท และมีการให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งมีการให้การศึกษาแก่บุตรหลานของผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์นั้นอีกด้วย และแม้จะไม่อาจชดเชยการสูญเสียถึงชีวิตด้วยเงินจำนวนดังกล่าว หากแต่ก็มากพอที่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐที่จะดูแลญาติของผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง ในขณะที่รัฐได้แสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียดังกล่าวจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย หากแต่คนในพื้นที่ก็ยังมองว่าไม่สอดคล้องกับหลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนมิได้สร้างความเสียหายเชิงวัตถุซึ่งทดแทนได้ด้วยเงินเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความเสียหายทางกายและใจ การฟื้นฟูจึงต้องเป็นไปโดยครอบคลุมทั้งการเงิน สุขภาพ การศึกษา จิตใจ และสังคมวัฒนธรรม เหล่านั้นจึงสะท้อนวิธีคิดของมวลชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ได้ชัดเจนว่า ความพยายามของรัฐที่จะแก้ไขเงื่อนปมที่ถูกผูกมัดมาจากการเดินเกมของแกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐแห่งนี้ ไม่ได้ทำให้มวลชนเหล่านั้นเห็นพ้องกับรัฐแต่อย่างใด ความคับข้องใจของพวกเขายังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้นต่อไป การรุกไล่ด้วยการรวมตัวฟ้องคดีตากใบโดยคนในพื้นที่เอง จึงเกิดขึ้นจนกระทั่งบรรลุผลคือการสั่งฟ้องของอัยการและตีตรากลุ่มคนของรัฐที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ตากใบนั้นให้ตกเป็นเงื่อนปมสำคัญในการใช้เป็นเงื่อนไขปลุกปั่นคนในพื้นที่ให้เกลียดชังรัฐมากขึ้นจนกระทั่งเป็นกระแสลุกลามไปในวงกว้างมากขึ้น แม้ สส. ในสภาตลอดจนสื่อมวลชนก็ยังหยิบยกประเด็นของคดีตากใบมานำเสนอเป็นกระแสอย่างเข้มข้น จึงแน่นอนว่าแกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้จะยิ่งโหมกระแสประเด็นตากใบให้รุนแรงขึ้นเพื่อประโยชน์ในการต่อสู้ของพวกเขาจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายในที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

ศักยภาพของรัฐ

เสือตัวที่ 6 ตลอดเดือน ต.ค. ที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงเริ่มตั้งต้นเดือน ต.ค. ได้เกิดฝนตกตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวงกว้าง ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ซ้ำแล้วซ้ำอีก อันเกิดจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากแต่คนในพื้นที่ก็พยายามหาทางบรรเทาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเท่าที่จะทำได้โดยมีรัฐให้การดูแลเพื่อช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถเท่าที่ศักยภาพของรัฐมีอยู่มาอย่างต่อเนื่องมาตลอดรวมทั้งความทุกข์ยากอันเกิดจากธรมชาติในครั้งนี้ แม้จะไม่สามารถช่วยเหลือได้ทั้งหมด หากแต่ก็ได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนลงไปได้อย่างมากด้วยความจริงใจและเต็มใจที่รัฐมีให้กับพี่น้องร่วมชาติซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ในเชิงประจักษ์และเป็นรูปธรรมยิ่ง ตุลาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่อำเภอเบตง และอำเภอธารโต จังหวัดยะลา มีฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ ทำให้น้ำไหลหลากพัดพาบ้านไปกับน้ำ และถนนในพื้นที่ได้รับความเสียหายพังทลายลงในหลายพื้นที่ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการถูกตัดขาดจากพื้นที่ภายนอกอันเนื่องจากยานพาหนะไม่สามารถสัญจรไปมาได้ นอกจากขณะนี้จะมีผู้ได้รับความเดือดร้อนแล้ว ยังมีประชาชนต้องเสียชีวิตจากน้ำท่วมครั้งนี้อีกจำนวนหนึ่ง และแม้ปัจจุบันในบางพื้นที่จะพบว่าน้ำลดลงสู่ภาวะปกติ และฝนหยุดตกแล้ว หากแต่ในบ้านเรือนประชาชนยังคงได้รับความเสียหายในวงกว้างจากถูกน้ำท่วมและยังทิ้งดินโคลนอยู่ในบ้านจำนวนมาก ในขณะที่มีในห้วงดังกล่าวมีรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ในช่วงเวลานั้นภาคใต้จะยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีตกหนักบางแห่ง หนักเบาสลับกัน โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ซึ่งต้องระวังฝนตกหนักและฝนตกสะสม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากอันอาจส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนรวมทั้งความปลอดภัยของชีวิตประชาชนในพื้นที่อีกด้วย จากกรณีศึกษาเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา ออกประกาศฉบับที่ 4 (31/2567) เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีผลตั้งแต่วันที่ 12-14 ต.ค. ระบุว่าร่องมรสุมพาดผ่านอ่าวไทย ภาคใต้และทะเลอันดามัน ลักษณะนี้ทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ช่วงวันที่ 12-15 ต.ค. ที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในวงกว้างตลอดพื้นที่บริเวณภาคใต้ใน จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา รวมทั้ง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ฝนตกสะสม อาจทำให้พื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐได้เร่งระดมความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศจากมรสุมใหญ่ครั้งนี้รวมทั้งพี่น้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเต็มกำลัง ด้วยศักยภาพของรัฐที่มีอยู่เต็มเปี่ยม อันประกอบด้วยทรัพยากรของรัฐที่มีมหาศาล ย่อมมีพลังและความพร้อม รวมทั้งมีประสิทธิภาพมากพอที่จะเผชิญภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในชาติในหลากหลายพื้นที่ได้ทุกรูปแบบ การเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ปลายด้ามขวานในกรณีระดับน้ำท่วมสูง เพื่ออพยพประชาชนออกจากบ้านเรือนได้อย่างทันท่วงทีและมีความปลอดภัยสูงสุด จึงอยู่ในศักยภาพของรัฐที่มีความพร้อมสูงสุด ซึ่งนั่นทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดำรงชีวิตของประชาชนทุกชีวิตไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ย่อมต้องอาศัยความพร้อมและศักยภาพของรัฐในการเผชิญกับภัยต่างๆ รวมทั้งภัยธรรมชาติต่างๆ เพื่อให้คนในพื้นที่มีความมั่นคงในการดำเนินชีวิต การเข้าช่วยเหลือประชาชนในชาติจึงหลีกหนีไม่พ้นต่อการพึ่งพาอาศัยรัฐในการเข้าดำเนินการ กรณีน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่หลายแห่งรวมทั้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ด้วยพละกำลังของคนในพื้นที่เองรวมทั้งบรรดากลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐทั้งหลายที่กำลังขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐไปสู่การเป็นเอกราชในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ตามเจตนารมณ์ของพวกเขา ย่อมมีไม่มากพอในการเผชิญกับภาวะไม่ปกติทั้งปวงอย่างเห็นได้ชัด การเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างปสนสาหัส ณ เวลานี้ จึงไม่เห็นมีกลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ ออกมาแสดงพฤติกรรมหรือดำเนินการใดๆ ที่จะเข้าช่วยเหลือให้คนในพื้นที่ได้พ้นจากทุกข์ภัยครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย นอกจากช่วงเวลาของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่เคยปรากฏกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มใดจะออกมาช่วยเหลือคนร่วมชาติให้พ้นทุกข์แล้ว แม้แต่ในห้วงเวลาภาวะปกติ คนในขบวนการร้ายแห่งนี้ยังไม่เคยออกมาช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องร่วมชาติในพื้นที่ให้อยู่ดีมีสุขตามวิถีความเชื่อทางศาสนาเลย ในทางตรงข้ามคนกลุ่มนี้ยังคิดแต่จะทำลายความสงบสุขของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ด้วยการก่อเหตุร้ายต่างๆ ทั้งขัดขวางความเจริญทุกรูปแบบที่รัฐพยายามหยิบยื่นให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด จากการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้พ้นจากความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสจากภัยพิบัติทางธรรมชาติตลอดเวลาทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิธีคิดที่มีแต่การแบ่งแยกการปกครองเป็นของกลุ่มตนเอง เป็นวิธีคิดที่คับแคบ ห่างไกลจากความเป็นจริงและไม่มีเหตุผลรองรับ ด้วยเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการอยู่ด้วยกันเป็นปึกแผ่นของชาติ เป็นเรื่องจำเป็นที่คนในพื้นที่จะต้องพึ่งพาอาศัยศักยภาพของรัฐที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในการแก้ปัญหาและพัฒนาช่วยเหลือเกื้อกูลคนในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่า ภัยจากฝนตกใหญ่และน้ำท่วมครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากแต่ปัญหาจากภัยธรรมชาติก็ยังคงมีอยู่ต่อไป ทั้งหลังจากนี้แล้วก็ยังคงมีภัยธรรมชาติอันเกิดจากความแห้งแล้งรออยู่ข้างหน้า จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่คนในพื้นที่ต้องเรียนรู้ได้แล้วว่า ศักยภาพของรัฐเท่านั้นที่จะมีมากพอในการทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นและเตรียมรับมือกับภัยคุกคามที่มีต่อพี่น้องประชาชนทุกรูปแบบในอนาคต
สยามรัฐออนไลน์ |