ชนะระดับยุทธศาสตร์

เสือตัวที่ 6 ชัยชนะในการต่อสู้ท่ามกลางความเห็นต่างของฝ่ายรัฐกับกลุ่มเห็นต่างทางลัทธิการเมืองของคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 ลงวันที่ 23 เมษายน 2523 ที่กำลังมีชีวิตใหม่ขึ้นมาในห้วงนี้ ได้กำหนดนโยบายสำคัญในการต่อสู้ของรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) ด้วยหลักการสำคัญคือการใช้หลักการเมืองนำการทหาร โดยมีปัจจัยสำคัญที่มีผลให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายของคำสั่งฯ ที่ 66/23 คือการนำสันติภาพกลับมาสู่ดินแดนแห่งการสู้รบกันด้วยอาวุธอันเนื่องมาจากความขัดแย้งแตกต่างทางความคิด อุดมการณ์ทางลัทธิการปกครองระหว่างความเชื่อตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่มีรัฐเป็นตัวแสดงนำกับความเชื่อตามอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่มี พ.ค.ท.เป็นตัวแสดงนำ นั่นก็เพราะการยอมรับความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ของฝ่ายเห็นต่าง หากแต่ยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นปัจจัยนำมาซึ่งสันติภาพก็คือ การที่รัฐไทยได้รับความเห็นพ้องตอบรับข้อเรียกร้องของรัฐไทยในการให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนเลิกให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง นั่นเองจึงเป็นเหตุสำคัญให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนแอลงอย่างมากจนกระทั่งหมดศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐไทยลงอย่างมีนัยยะชัดเจน และเมื่อรัฐไทยใช้คำสั่งฯ ที่ 66/23 จึงเป็นประตูทางออกให้คู่ขัดแย้งวางอาวุธและออกมาแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ย้อนรอยในปี 2494 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประกาศให้การสนับสนุนการปฏิวัติประชาชนด้วยวิธีรุนแรงคือการต่อสู้ด้วยอาวุธด้วยการทำสงครามยืดเยื้อ โดยในขั้นต้นจะต้องปลดปล่อยมวลชนในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ นำความยากจน ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐมาเป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมให้คนมาร่วมอุดมการณ์ต่อสู้กับรัฐเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐมาเป็นของตนเอง ปกครองตนเองตามวิถีของความเท่าเทียมที่มีประชาชนเป็นใหญ่ เป็นเจ้าของอำนาจรัฐที่แท้จริงในแบบสังคมนิยม และด้วยวิธีการดังกล่าวจึงทำให้คนในชนบทห่างไกลความเจริญห่างไกลการพัฒนาจากรัฐเหล่านั้นสามารถล้อมเมือง หรือที่เรียกกันว่านโยบายป่าล้อมเมือง และในวันที่ 7 – 8 ส.ค.2508 กองกำลังติดอาวุธของ พ.ค.ท.ก็เข้าปะทะกับกองกำลังของรัฐไทยโดยตรงเป็นครั้งแรกที่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จังหวัดนครพนม หรือที่เรียกกันว่า วันเสียงปืนแตก ซึ่งถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของสงครามปฏิวัติประชาชนในประเทศไทย นับแต่นั้นมาการต่อสู้ระหว่างรัฐกับ พ.ค.ท. ก็เป็นสงครามยืดเยื้อที่มีการสูญเสียชีวิตทั้งสองฝ่ายจำนวนมากท่ามกลางความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดความเชื่อทางอุดมการณ์การเมืองของทั้งสองฝ่ายที่ไม่มีทีท่าว่าจะสงบสุขขึ้นมาได้ จนกระทั่งรัฐบาลออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 มาใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ด้วยแนวทางที่รัฐ ยอมรับความเห็นต่าง ให้ฝ่าย พ.ค.ท.ยอมวางอาวุธแล้วกลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยด้วยกัน โดยรัฐจะให้ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย ให้อาชีพตามความเหมาะสม และยอมรับฟังความคิดเห็นของคนกลุ่มนี้ อย่าไรก็ตาม แม้คนเหล่านี้จะยอมวางอาวุธและมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติด้วยกัน หากแต่พวกเขาก็ยังมั่นคงแน่วแน่ในหลักการความเสมอภาค สิทธิ เสรีภาพและอำนาจรัฐเป็นของประชาชนอย่างเท่าเทียมอยู่เสมอต้นเสมอปลาย การต่อสู้ทางความคิดก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไปในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยในแต่ละสถานการณ์ แม้คำส่งฯ ที่ 66/23 จะดูงดงามจากความสำเร็จที่สามารถยุติสถานการณ์สู้รบจนต้องสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของคนไทยด้วยกันอันเป็นผลมาจากความเชื่อในอุดมการณ์ทางการเมืองที่ดูจะแตกต่างกัน แต่แท้จริงแล้ว คำส่งฯ ที่ 66/23 เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการระดับยุทธศาสตร์ของรัฐที่สามารถนำความเห็นพ้องของรัฐบาลจีนโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของค่ายคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้นกับรัฐไทยที่ต้องยกเลิกการสนับสนุนทุกประการกับ พ.ค.ท.อย่างสิ้นเชิง นับเป็นยุทธศาสตร์การเอาชนะฝ่ายเห็นต่างได้อย่างแยบยลเหนือชั้นที่ผู้นำรัฐไทยในขณะนั้นสามารถพูดคุยจนกระทั่งนำความร่วมมือในการแก้ปัญหาสงครามในประเทศไทยได้เป็นอย่างดียิ่งจากมหาอำนาจจีนได้ในที่สุด ความงดงามของนโยบายตามคำสั่งฯ ที่ 66/23 จึงยังคงหอมหวลให้รัฐบาลปัจจุบันมีแนวคิดที่จะนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานอีกครั้งหนึ่ง โดยกลางเดือน ก.พ.68 เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาภาคใต้ฉบับใหม่ว่า ในยุทธศาสตร์ใหม่มีหลายประเด็นโดยเฉพาะการนำผู้เห็นต่างกับเข้าสู่สังคมคล้ายกับนโยบายตามคำสั่งฯ ที่ 66/23 ที่ใช้การเมืองนำการทหาร เปิดประตูให้คนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ ยอมวางอาวุธและออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเฉกเช่นเดียวกับผลสำเร็จจากนบาย 66/23 เมื่อครั้งก่อน หากแต่แท้ที่จริงแล้ว ผลสำเร็จในการนำสันติภาพมาสู่ดินแดนดังกล่าวได้นั้น มาจากองค์ประกอบสำคัญคือการเอาชนะระดับยุทธศาสตร์กับประเทศที่มีอิทธิพลในการจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐเพื่อลดทอนศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธเสียก่อนเป็นลำดับแรก พร้อมกับการกดดันด้วยอาวุธจากรัฐในทุกรูปแบบกับกองกำลังติดอาวุธ ควบคู่กับการเปิดประตูให้คู่ขัดแย้งมีโอกาสยอมวางอาวุธและหันมาต่อสู้ทางความคิดแสวงหาทางออกจากปัญหาและความเห็นต่างด้วยกันกับรัฐด้วยสันติวิธี และในครั้งนี้ การเอาชนะระดับยุทธศาสตร์กับรัฐที่มีอิทธิพลในการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ จึงเป็นตำตอบสำคัญที่จะนำสันติภาพมาสู่พื้นที่ปลายด้ามขวานได้อย่างที่ต้องการ
สยามรัฐออนไลน์ |

รู้เขา รู้เรา

เสือตัวที่ 6 สมรภูมิการต่อสู้ระหว่างรัฐกับกลุ่มคนที่พยายามแยกการปกครองเป็นอิสระสู่รัฐเอกราชที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานนี้ มีกลุ่มคนที่รวมตัวจัดตั้งเป็นขบวนการที่ชื่อขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Patani Malayu National Revolutionary Front) หรือบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มหลักที่มีความเข้มแข็งมากที่สุด โดยก่อตั้งเมื่อ 13 มีนาคม พ.ศ. 2503 บีอาร์เอ็นมีความเข้มแข็งมากขึ้นและมีพัฒนาการทางยุทธศาสตร์และปรับกลยุทธ์การต่อสู้ให้สอดรับกับสถานการณ์อย่างมีชีวิตชีวามาเป็นลำดับ ใน พ.ศ. 2511 ได้จัดตั้งหน่วยลาดตระเวนขนาดเล็กที่ชื่อว่า RKK และ กองกำลังติดอาวุธปลดแอกอิสลามปาตานี (Patani Islamic Liberation Armed Forces) ซึ่งเป็นกองกำลังที่ถูกฝึกอย่างลับๆ มาจากหน่วยรบพิเศษของประเทศอินโดนีเซียและคนกลุ่มนี้ก็มาขยายผลฝึกผู้คนในพื้นที่ให้มีจำนวนมากขึ้น และเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบอยู่ในพื้นที่ปลายด้ามขวาน เป็นกองกำลังติดอาวุธที่มีเป้าหมายเพื่อก่อกวนและสร้างสถานการณ์ที่ยึดโยงไปสู่การแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของรัฐไทย ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐมีหลายกลุ่มที่มีพัฒนาการและกลยุทธ์การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายเอกราชปาตานีที่แตกต่างกัน เพื่อดำรงสภาพของตนไว้ อาทิ บีอาร์เอ็น คองเกรส เน้นการรบแบบจรยุทธ์ การรบแบบกองโจร ไม่สร้างที่พักถาวร แต่ใช้การหลบหนีข้ามพรมแดน ส่วนบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต เป็นกลุ่มที่อิงผู้นำทางศาสนาและนักการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยมีการเคลื่อนไหวและใช้ความเชื่อทางศาสนาเป็นเกราะกำบังเพื่อขยายความเชื่อและจิตวิญญาณในการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีสู่กลุ่มเยาวชนในสถานศึกษาเป็นเครือข่าย ขยายวงกว้างจนเป็นพลังแนวร่วมมวลชนที่พร้อมจะแสดงออกในทุกรูปแบบที่จะบ่งบอกว่า คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานต้องการอิสรภาพในการปกครองดูแลกันเอง พัฒนาการทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่หันมามุ่งเอาชนะทางการเมืองเป็นหลักโดยมีการก่อเหตุร้ายเป็นกลยุทธ์ที่เร่งเร้าสู่เป้าหมาย ทำให้การก่อเหตุร้ายสร้างความรุนแรงมีจำนวนลดลงในห้วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลดีต่อสถานการณ์ใน จชต. และถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่สามารถทำลายโครงสร้างและลดทอนศักยภาพการต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกการปกครองกลุ่มนี้ลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการต่อสู้ทางการเมืองที่มีการต่อสู้ทางความคิดอย่างเข้มแข็งที่แนวร่วมขบวนการได้รับการสั่งสมบ่มเพาะกล่อมเกลาให้มีแนวคิดจิตวิญญาณสู่อุดมการณ์ร่วมกันในการเดินหน้าสู่เอกราชปาตานี ที่รัฐยังไม่บรรลุผล ในทางตรงข้ามจากการที่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรลับได้ถูกเปิดตัวในเวลาต่อมา โดยเฉพาะชื่อองค์กรโดยคณะพูดคุยในการพูดคุยสันติสุขอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2556 ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เป็นองค์กรลับ จนทำให้ขบวนการนี้มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เป็นยุทธศาสตร์การเอาชนะด้วยสงครามการเมืองเป็นหลักด้วยการรุกทางการเมืองขยายการปลุกจิตสำนึกร่วมอุดมการณ์การต่อสู้สู่เอกราชปาตานี ด้วยการหล่อหลอมกล่อมเกลา บ่มเพาะปลุกระดมความคิดเป็นความเชื่อสู่ความเคียดแค้นอย่างสุดโต่ง มุ่งเน้นการสร้างชุดความคิดความเชื่อในการเป็นเอกราชเพื่อขยายการจัดตั้งมวลชนสนับสนุนอย่างกว้างขวาง พร้อมกับการเอาชนะทางการเมืองในระดับชาติที่มุ่งจะสร้างโอกาสในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ โดยอ้างหลักการสิทธิเสรีภาพสู่เดินไปตามหลักการของสิทธิในการกำหนดอนาคตของคนในพื้นที่เอง (RSD) อันเป็นหลักการสากลเพื่อสร้างความชอบธรรมและแสวงหาการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ ปัจจุบัน บีอาร์เอ็นคือขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีความเข้มแข็งกลุ่มเดียวที่มีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐทั้งอาจมีความเหนือกว่ารัฐตรงที่องค์กรนี้ยังปกปิดการเคลื่อนไหวจนทำให้รัฐไม่ค่อยจะเข้าใจและรู้เท่าทันพวกเขาอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อการเป็นรัฐเอกราชปาตานีด้วยหลักการทำสงครามประชาชนที่มีการจัดตั้งกองกำลังไว้ในองค์กรมวลชน และมีหมู่บ้านเป็นฐานการทำสงครามปฏิวัติเพื่อการปลดปล่อยปาตานี โดยใช้เงื่อนไขชาติพันธุ์ ชาตินิยมมลายูปาตานี และศาสนาอิสลามแบบสุดโต่งเป็นฐานในการสร้างอุดมการณ์และสำนึกร่วมในการต่อสู้เพื่อเอกราช ทำให้บีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้การรุกทางการเมืองทั้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานและการเมืองระดับชาติตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศโดยที่รัฐไทยยังมองไม่เห็นอย่างทะลุปรุโปร่งเท่าที่ควร ส่งผลให้สถานการณ์การก่อความไม่สงบดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยืดเยื้อยาวนานจนถึงปัจจุบัน โดยบีอาร์เอ็นยังเดินหน้าหล่อหลอมให้เกิดความเชื่อในหลักการญิฮาดในดินแดนปาตานี จนเป็นแรงจูงใจที่สำคัญต่อการตัดสินใจเข้าสู่การเป็นสมาชิกขบวนการทั้งปีกการเมืองและปีกการทหารของบีอาร์เอ็น ทั้งยังมรกระบวนการส่งต่อชุดความคิดชาตินิยมมลายูปาตานีดังกล่าวจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อการต่อสู้กับรัฐอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้เอกราชปาตานี กระบวนการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐที่มีกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นแกนนำของกล่มขบวนการที่หลากหลายในการต่อสู้กับรัฐในพื้นที่แห่งนี้จึงเป็นไปด้วยความแน่วแน่ในเจตนารมณ์ที่ต้องการเอกราชตานี มีการปรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนที่สอดรับกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ในแต่ละห้วงเวลาได้อย่างเหมะสมเพื่อยังคงความได้เปรียบในการต่อสู้อยู่ได้ตลอดมา ความแน่วแน่และต่อเนื่องของผู้นำขบวนการที่ถ่ายทอดอุดมการณ์เอกราชได้อย่างแนบแน่น โดยมีนโยบายยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทำให้กลุ่มคนในระดับปฏิบัติการในพื้นที่สามารถปฏิบัติการต่อสู้กับรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยการปกปิดซ่อนเร้นโครงสร้างองค์กร ซ่อนเร้นเจตจำนงการต่อสู้ ซ่อนเร้นวิถีการต่อสู้ ในขณะที่บีอาร์เอ็นรู้เท่าทันคนของรัฐในทุกระดับได้อย่างทะลุปรุโปร่ง รัฐเองกลับยังไม่รู้จักบีอาร์เอ็นมากพอ ทำให้รัฐตีความและกำหนดวิถีการต่อสู้ของรัฐแปลกแยกแตกต่างจนขาดน้ำหนักและพลังมากพอที่จะระงับยับยั้งการก้าวย่างของบีอาร์เอ็นได้ ทั้งรัฐเองยังไม่รู้ตัวเองว่าจะขับเคลื่อนการต่อสู้กับขบวนการอย่างไร รัฐยังไม่สามารถเลือกคนที่จะเข้ามาขับเคลื่อนทุกองคาพยพของรัฐในการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้ได้อย่างถูกฝาถูกตัว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องรู้จักบีอาร์เอ็นมากพอ มีความเท่าทันในวิธีคิดของบีอาร์เอ็น ส่งผลให้หน่วยงานระดับปฏิบัติขาดพลังในการต่อกรกับบีอาร์เอ็นอย่างชัดเจน หากฝ่ายบีอาร์เอ็นชัดเจนแน่วแน่ในตัวของเขาเอง และอ่านรัฐได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่รัฐยังไม่รู้เท่าทันบีอาร์เอ็นและยังไม่รู้ตัวเองอีกด้วย ย่อมมองเห็นได้ชัดว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้กุมชัยชนะในสงครามครั้งนี้  
สยามรัฐออนไลน์ |

เร่งเร้าสู่เป้าหมาย

เสือตัวที่ 6 ทุกนาทีที่ผ่านไปเป็นทุกโอกาสที่กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานเดินหน้าต่อสู้กับรัฐในทุกมิติตลอดมาด้วยความมุ่งมั่นเข้มแข็งสู่เป้าหมายเอกราชในดินแดนปาตานี ทั้งการต่อสู้ในระดับนานาชาติและการต่อสู้ในระดับพื้นที่รวมทั้งการต่อสู้ในทางการเมืองระดับชาติ ที่มีขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นตัวหลักในการต่อสู้กับรัฐในขณะนี้ โดยขับเคลื่อนการต่อสู้ในระดับนานาชาติผ่านองค์กรเอกชน (NGO) ระหว่างประเทศที่มีความกระจ่างชัดเป็นลำดับกระทั่งล่าสุดที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ที่ชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบายปิด องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา (USAID) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐบาลที่คอยให้เงินช่วยเหลือประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่งผลต่อ NGOs ประเทศไทย และที่สำคัญการปิดองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา (USAID) ครั้งนี้จะกระทบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรเอกชน NGO ที่แอบแฝงสนับสนุนขบวนการบีอาร์เอ็นในการต่อสู้กับรัฐให้อ่อนกำลังลงอย่างเห็นหน้าเห็นหลัง ด้วยปรากฏหลักฐานชัดที่บ่งบอกว่าองค์กรและกลไกการช่วยเหลือสนับสนุนให้กลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐมีโครงข่ายโยงใยมาจาก USAID อาทิ ปรากฏการณ์จากเหตุการณ์เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่บ้านคลองช้าง ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อเดือนกรกฎาคม 2524  พบถุงพลาสติก ยูเสด (USAID) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาดังกล่าว ตกอยู่ในจุดที่พักพิงของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ ซึ่งบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าองค์กร USAID มีโครงข่ายโยงใยกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นตัวแสดงหลัก การสนับสนุนช่วยเหลือขององค์กร USAID มีผลให้ขบวนการร้ายชายแดนใต้ของไทยมีพละกำลังที่เข้มแข็งพอที่จะยืนหยัดต่อสู้กับรัฐไทยอย่างเข้มข้นตลอดมา การสนับสนุนช่วยเหลือในด้านต่างๆ ผ่านกลุ่มองค์กรเอกชน NGOs ขององค์กร USAID จึงชี้ชัดให้เห็นว่าขบวนการบีอาร์เอ็นได้ขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐไทยระดับยุทธศาสตร์ในองค์กรระหว่างประเทศอย่างเข้มแข็งตลอดมา เป็นการต่อสู้ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการได้มาซึ่งอิสรภาพ เสรีภาพในการปกครองของคนในพื้นที่อันเป็นไปตามหลักการสากล หลายครั้งหลายหนที่ได้เห็นการเคลื่อนไหวของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่แอบแฝงมาในรูปแบบของ NGOs พี่พยายามน้อมนำโน้มน้าวดึงองค์กรต่างชาติระดับโลกเข้ามาแทรกแซงการต่อสู้ในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้อย่างเอาจริงเอาจังเพื่อให้คนในพื้นที่เข้าใกล้เป้าหมายปลายทางสุดท้ายให้เร็วมากขึ้นนั้นคือเอกราชในดินแดนปาตานีที่พวกเขาคาดหวัง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มักแอบแฝงอยู่ในองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายในพื้นที่ จชต. บางคนก็มีสายสัมพันธ์กับนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศ บางองค์กรก็มีสัมพันธ์กับ NGOs หรือหน่วยงานระหว่างประเทศ การเดินสายสัมพันธ์เพื่อสร้างพลังในการส่งเสียงเรียกร้องของกลุ่ม NGOs ต่างๆ ดังกล่าว มีความทรงพลังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงตลอดมาโดยอ้างว่ากฎหมายความมั่นคงต่างๆ ดังกล่าว เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดทั้งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนในพื้นที่ท้องถิ่นแห่งนี้อย่างกว้างขวาง โดยการกล่าวอ้างส่งเสียงเรียกร้องต่างๆ เหล่านั้นปกปิดเป้าหมายและเจตนาที่แท้จริงของ NGOs เหล่านั้น สอดรับกับการที่รัฐบาลจีนเคยออกเอกสารเตือนประเทศต่างๆ ในโลกมาตั้งแต่ 7 พฤษภาคม 2022 ที่ผ่านมาแล้วเกี่ยวกับ United States Agency for International Development (USAID) โดยระบุเตือนอย่างชัดเจนว่าองค์กรนี้ไม่ได้ทำเพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หากแต่เป็นองค์กรที่แอบแฝงโดยเป็นเครื่องมือของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายในการกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้ง ปลุกปั่น กระตุ้นให้เกิดความแตกแยก และแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง และที่สำคัญคือองค์กรดังกล่าวนี้ให้การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั่วโลกรวมทั้งขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานของรัฐไทยด้วย และเมื่อประกอบกับหลักฐานที่ได้จากการบังคับใช้กฎหมายกองกำลังติดอาวุธของขบวนการบีอาร์เอ็นในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อเดือนกรกฎาคม 2524 พบถุงพลาสติก ยูเสด (USAID) อยู่ในจุดที่พักพิงของกลุ่มผู้ก่อการร้าย และวันนี้สหรัฐฯ ก็ยอมรับว่าสิ่งที่รัฐบาลจีนเคยประกาศไว้เมื่อ 7 พฤษภาคม 2022 นั้นคือความจริง  สิ่งเหล่านี้ย่อมชี้ชัดว่าขบวนการบีอาร์เอ็นเดินสายการต่อสู้กับรัฐในองค์กรระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบที่เข้มแข็งตลอดมา ประกอบกับการเดินเกมการต่อสู้เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตของนักการเมืองระดับชาติที่เร่งเร้าให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษอันเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการรักษาความมั่นคงของชาติ เอกราชอธิปไตยตลอดจนบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐเอาไว้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเดินเกมในระดับชาติด้วยการชี้นำโน้มน้าวให้เห็นว่าการจะนำสันติภาพมาสู่พื้นที่แห่งนี้มีทางออกเดียวก็คือการให้พวกเขาอยู่กันเองโดยอ้างตัวแบบเขตปกครองพิเศษอย่างพัทยาเป็นแนวทาง ซึ่งนั่นจะเข้าทางการเป็นเอกราชปาตานีที่พวกเขาตั้งเป้าหมายไว้ ประกอบกับการต่อสู้ในพื้นที่มิคสัญญีปลายด้ามขวนของรัฐด้วยการก่อเหตุร้ายตลอดมาเพื่อสร้างสถานการณ์ให้นานาชาติโดยเฉพาะองค์กรระหว่างประเทศเห็นว่ามีการขัดแย้งกันด้วยอาวุธในพื้นที่แห่งนี้อย่างรุนแรง การก่อเหตุร้ายในช่วงหลังๆ มานี้ จึงเกิดขึ้นถี่ยิบแทบจะทุกสัปดาห์อย่างผิดสังเกต ขบวนการบีอาร์เอ็นมุ่งเป้าใช้กองกำลังติดอาวุธก่อเหตุร้ายรายสัปดาห์ด้วยการลอบวางระเบิดเป็นหลัก โดยยุทธวิธีที่ใช้ในการก่อเหตุมักจะเร่งลอบติดระเบิดแสวงเครื่องใต้ท้องรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อหวังให้เกิดระเบิดขึ้นภายในหน่วยงานหรือสถานที่ราชการที่เป็นเป้าหมาย อย่างกรณีเกิดระเบิดขึ้นที่ สภ.ศรีสาคร และที่ว่าการอำเภอยี่งอ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 ก.พ.68 ที่ผ่านมา และการลอบวางระเบิดรถยนต์ของเทศบาลที่จอดอยู่ในโรงจอดรถเทศบาลตำบลรือเสาะ ช่วงเที่ยงของวันที่ 6 ก.พ. และเมื่อ 7 ก.พ. 68 โจรใต้ได้ลอบวางระเบิดบริเวณป้อมจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แรงระเบิดทำให้ทรัพย์สินของทางราชการตลอดจนบ้านเรือนและรถของประชาชนได้รับความเสียหาย การก่อเหตุร้ายครั้งนี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคุ้มครองครูได้รับบาดเจ็บ 4 นาย และเสียชีวิต 1 นาย สร้างความสะเทือนขวัญต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่และกระทบต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่รัฐ ปรากฏการณ์ก่อเหตุร้ายอย่างถี่ยิบในช่วงนี้ จึงเป็นการเร่งเร้าสู่เป้าหมายเอกราชปาตานีที่รัฐจะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเร็วเพื่อรักษาดินแดนของรัฐไว้ให้ได้
สยามรัฐออนไลน์ |

จิตวิญญาณแห่งสำนึกร่วม

เสือตัวที่ 6 วันเวลาที่ผ่านไปเป็นวันที่รัฐกำลังสูญเสียการนำบนสมรภูมิการต่อสู้กับขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นตัวนำ นับเป็นสถานการณ์ที่ล่อแหลมมากขึ้นทุกทีที่รัฐจะมีโอกาสสูญเสียอธิปไตยแห่งดินแดนให้กับกลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ที่มีบีอาร์เอ็นเป็นตัวแสดงนำ วันเวลาที่ผ่านไปท่ามกลางความไม่แน่นอน ไม่ชัดเจนในระดับรัฐบาลย่อมสร้างโอกาสทองให้กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นในการยกระดับความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณให้กลุ่มมวลคนในพื้นที่มิคสัญญีแห่งนี้ทั้งยกระดับความชอบธรรมในการต่อสู้กับรัฐไทยให้เกิดขึ้นในจิตวิญญาณคนในพื้นที่ ตลอดจนแนวร่วมที่อยู่ในทุกภาคส่วนของสังคมโดยเฉพาะกลุ่มคนในแวดวงการเมืองระดับชาติที่พร้อมให้การสนับสนุนเกื้อกูลให้พวกเขาเดินหน้าสู่เป้าหมายเอกราชปาตานีในที่สุด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยและในทางลับทำให้เห็นว่าทุกวินาทีที่กำลังผ่านไป กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นยังคงเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการเมืองทั้งการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณ สำนึกร่วม อุดมการณ์การต่อสู้กับรัฐเพื่อเอกราชปาตานีให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานทุกเพศทุกวัยอย่างกว้างขวาง เป็นระบบและลุ่มลึกยิ่ง รวมทั้งยุทธศาสตร์ด้านการเมืองในการสร้างความชอบธรรมในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ให้เกิดในวิธีคิดของคนการเมืองระดับชาติเพื่อหวังให้มีการออกกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการได้มาซึ่งสิทธิตลอดจนเสรีภาพในการดำเนินชีวิตของคนพื้นถิ่นจนก้าวไปสู่การออกกฎหมายให้คนในพื้นที่สามารถออกเสียงประชามติการเป็นอิสระได้ภายใต้กติกาสิทธิการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ในขณะที่รัฐยังคงไม่ชัดเจนระดับนโยบายทั้งทิศทางการขับเคลื่อนและกลุ่มคนที่จะเป็นแกนหลักสำคัญในการหลอมรวมทรัพยากรและศักยภาพของรัฐเข้าต่อกรกับขบวนการบีอาร์เอ็น การต่อสู้ทางการเมืองของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ยังคงเดินหน้าอยู่อย่างเข้มข้นเปิดเผยเข้มข้นและต่อเนื่องอย่างทรงพลังมากขึ้นทุกที  หลายครั้งหลายหนที่การต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้กระทำอย่างโจ่งแจ้ง ท้าทายอำนาจรัฐอย่างชัดเจนโดยที่รัฐไม่มีปฏิกิริยาอันเป็นการป้องปราม โต้กลับ ยับยั้งกิจกรรมการแสดงออกของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐเหล่านั้นเท่าที่ควร ทำให้กลุ่มบีอาร์เอ็นกล้าแข็งมากขึ้นในการหล่อหลอมกล่อมเกลาบ่มเพาะปลุกระดมจิตสำนึกร่วมสู่จิตวิญญาณและอุดมการณ์การต่อสู้ของขบวนการให้เป็นหนึ่งเดียวแน่วแน่บนเส้นทางสู่เอกราชปาตานีที่พวกเขาใฝ่ฝัน ทำให้ล่าสุดเมื่อ 30 ม.ค.68 ที่ผ่านมา แกนนำบีอาร์เอ็นยังคงชักนำให้เด็กและเยาวชนจัดตั้งจากการตกเป็นเหยื่อของการปลุกระดมที่เรียกว่ากลุ่มองค์กรเยาวชนหรือเปอมูดอ (Pemuda) ของกลุ่มขบวนการร้ายแห่งนี้ ไปเคลื่อนไหวแสดงเจตจำนงในการแยกตัวเป็นอิสระจาการปกครองของรัฐด้วยการชูธงสัญลักษณ์บีอาร์เอ็นด้านหน้ากระทรวงกลาโหมพร้อมแสดงการเคารพธงบีอาร์เอ็นและแสดงการเคารพปืนใหญ่พญาตานีด้วยท่าวันทยหัตถ์ และกล่าวคำปฏิญาณการต่อสู้ของขบวนการบีอาร์เอ็นกับรัฐไทยอย่างโจ่งแจ้ง นับเป็นการท้าทายอำนาจรัฐ ท้าทายกฎหมายไทยอย่างชัดเจนและเอิกเกริก ปรากฏการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่ากระบวนการปลุกระดม หล่อหลอมกล่อมเกลากลุ่มเป้าหมายเพื่อปลุกจิตสำนึกร่วมให้เกิดอุดมการณ์ความเป็นชาตินิยมรัฐปาตานีของขบวนการบีอาร์เอ็นที่ผ่านมาจนถึงวันนี้นั้นได้ผลตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ เยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อกลุ่มนี้ จะถูกใช้เป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในระดับพื้นที่จนถึงระดับชาติอย่างเข้มแข็ง เพราะจิตสำนึกและอุดมการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาจะถูกฝังอยู่ในอีเอ็นเอจนยากที่จะมีใครมาลบล้างหรือแปรเปลี่ยนไปได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ จากความเชื่ออย่างสุดโต่งในอุดมการณ์ปาตานีไปเป็นอุดมการณ์รัฐไทยจึงเป็นไปได้ยากยิ่ง ด้วยกระบวนการตอกย้ำจิตสำนึกร่วมสู่อุดมการณ์รักชาติพันธุ์สุดโต่งได้ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีก มีการกระทำซ้ำๆ เป็นระยะอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง อาทิ มีอุสาหะท่านหนึ่งบรรยายวีรกรรมเยี่ยงวีรบุรุษในสนามรบบนหลุมศพที่ถูกวิสามัญจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไม่เป็นธรรมที่กรงปีนังให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งอย่างแนบเนียน เพื่อให้เกิดการหล่อหลอมกล่อมเกลาเป็นสำนึกร่วมสู่จิตวิญญาณการต่อสู้กับรัฐจากมวลชนแนวร่วมสนับสนุนการต่อสู้กับรัฐในทุกรูปแบบ สู่การเป็นกลุ่มเปอมูดอ (Pemuda) ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่ถูกปลูกฝังอุดมการณ์กู้ชาติปัตตานีและถูกฝึกการรบแบบกองโจร สานต่อการต่อสู้อย่างเข้มข้นจนวันกียามะห์หรือวันสิ้นโลก การขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐเพื่อเอกราชปาตานีของขบวนการบีอาร์เอ็นและพวก ได้เร่งเร้าทุกก้าวย่างอย่างเข้มแข็งมากขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ที่ได้มวลชนร่วมอุดมการณ์มากมายหลายกลุ่มมีความเข้มแข็งจนกระทั่งกล้าแสดงออกอันเป็นการท้าทายอำนาจรัฐอำนาจกฎหมายของรัฐอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรวมตัวของเยาวชนในพื้นที่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งแสดงออกถึงการต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชของกลุ่มคนในพื้นที่ที่ชัดเจน ล่อแหลมต่อการสั่นคลอนต่อความมั่นคงของชาติมากขึ้นทุกทีที่รัฐไม่อาจนิ่งเฉยเฉื่อยชาต่อภัยคุกคามต่อความมั่นคงในบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐไทยได้อีกต่อไป เยาวชนกลุ่มนี้ที่เป็นองค์กรจัดตั้งอย่างเป็นระบบจนถึงเป็นกลุ่มเปอมูดอ (Pemuda) เป็นกำลังสำคัญของขบวนการต่อสู้กับรัฐทั้งในปัจจุบันและในอนาคต นับเป็นภัยคุกคามที่ล่อแหลมยิ่งในการใช้เยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้อย่างแยบยลคู่ขนานกับการต่อสู้ทางการเมืองระดับชาติที่กำลังพยายามออกกฎหมายและกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแก้รัฐธรรมนูญที่ส่วนหนึ่งจะเอื้ออำนวยต่อการลงประชามติที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากคนในพื้นที่ กลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นแกนนำกลุ่มขบวนการที่มีความเข้มข้นต่อเนื่องสู่ความเข้มแข็งในการต่อสู้บนสมรภูมิปลายด้ามขวานแห่งนี้ที่กำลังก้าวย่างสู่ความเป็นเอกราชปาตานีอย่างมีอนาคต ด้วยปรากฏการณ์ของกลุ่มเยาวชนที่กล้าแสดงออกในความมุ่งมั่นต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชปาตานีครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งครั้งล่าสุดเหิมเกริมถึงขั้นแสดงออกบริเวณหน้ากระทรวงกลาโหม ดังนั้นในเร็ววันนี้ รัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการต่อสู้เพื่อให้เป็นธงนำในการขับเคลื่อนทุกหน่วยงานหลอมรวมทุกองคาพยพของรัฐเข้าต่อสู้ให้เป็นหนึ่งเดียว รวมทั้งการตั้งคนและกลุ่มคนที่มีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงพร้อมความคิดทันสมัยเท่าทันแกนนำบีอาร์เอ็นให้ได้โดยเร็ว ซึ่งหากรัฐไม่จริงจังต่อภัยคุกคามที่กำลังบั่นทอนความมั่นคงของรัฐ สถานการณ์ก็จะลุกลามไปสู่การเป็นเอกภาพของคนในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยคนที่มีจิตวิญญาณแห่งสำนึกร่วมสู่อุดมการณ์การต่อสู้เพื่อเอกราชที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ในอนาคต) ที่เอื้ออำนวยให้คนในพื้นที่จัดทำประชามติแยกตัวเป็นอิสรภาพได้ตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง (RSD) และเมื่อถึงเวลานั้นก็ยากที่รัฐจะระงับยับยั้งใดๆ ได้
สยามรัฐออนไลน์ |

เวลาที่กลืนกิน

เสือตัวที่ 6 การที่รัฐบาลยังตั้งกลุ่มคนเป็นคณะทำงานผู้รับผิดชอบเข้าบริหารจัดการในการแก้ปัญหา จชต.ไม่ได้สักทีทั้งผู้ที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขหรือคณะทำงานแก้ปัญหาระดับรัฐบาล ยิ่งเป็นโอกาสของ BRN ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการต่อสู้กับรัฐ โดยทุกนาทีที่ทอดยาวออกไปเป็นนานเท่าไร หรือแม้กระทั่งการตั้งคนหรือกลุ่มคนที่คิดตกยุคไม่เท่าทันขบวนการแบ่งแยกผู้คนออกจากรัฐโดยเฉพาะกลุ่ม BRN ซึ่งเป็นกลุ่มนำในการต่อสู้กับรัฐในขณะนี้ ด้วย RBN เป็นกลุ่มที่มีการพัฒนากลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐอย่างมีชีวิตชีวาตลอดมา หรือการที่รัฐตั้งคนให้เป็นหัวหน้าทีมดูแลแก้ปัญหาไฟใต้หรือกลุ่มคนในทีมงานที่มีวาระแอบแฝงซ่อนเร้นเป้าประสงค์ผลประโยชน์ส่วนตัวอื่นใดเข้ามา หรือเป็นหัวหน้าทีมงานดูแลแก้ปัญหาไฟใต้ที่มีแนวคิดอันหมิ่นเหม่ต่อการบริหารจัดการที่เข้าทางหรือเป็นการเอื้ออำนวยต่อการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ หากเป็นดังนั้น ก็ยิ่งจะเป็นเวลาที่เอื้ออำนวยต่อการต่อสู้กับรัฐของขบวนการ BRN ซึ่งนั่นจะเป็นผลดีต่อขบวนการ BRN ในการกลืนกินชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไปจากการถูกทำลายล้าง กลืนกินโอกาสในการลืมตาอ้าปากของประชาชนในพื้นที่จากการพัฒนาของรัฐเพื่อชีวิตที่ดีกว่า และกลืนกินจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ในพื้นที่มิคสัญญีแห่งนี้ทีละน้อยๆ ให้มีสำนึกร่วมในการกอบกู้รัฐปาตานีคืนมาจากสยามอย่างทรงพลัง จากการสั่งสมบ่มเพาะปลูกฝังความเกลียดชังต่อต้านคนต่างความคิด ต่างชาติพันธุ์ ต่างความเชื่อทางศาสนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตลอดจนกลืนกินขวัญกำลังใจในการต่อสู้ของเจ้าหน้าที่รัฐให้ลดน้อยถอยลงจากการสูญเสียชีวิตเป็นระยะๆ จากขาดความชัดเจนระดับนโยบายรัฐ และกำลังกลืนกินเอกภาพบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐสู่การสูญเสียอธิปไตยในพื้นที่แห่งนี้ไปให้เป็นเอกราชปาตานีในที่สุด การที่ขบวนการร้ายแห่งนี้เหนี่ยวรั้งการตั้งคนและทีมงานของรัฐอย่างเป็นผล ทำให้เวลาที่ทอดยาวไปนานเท่าไรหรือการตั้งคนที่เข้าทางขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้โดยไม่รู้เท่าทันหรือมีวาระซ่อนเร้น หรือการผลักดันการเข้ามาของกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์แอบแฝงให้เป็นทีมงานระดับรัฐบาลในการต่อสู้กับพวกเขา ล้วนเป็นก้าวย่างที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของขบวนการร้ายกลุ่มนี้ ด้วยจะยิ่งเป็นโอกาสของขบวนการร้ายที่จะบรรลุเป้าหมายการต่อสู้มากขึ้น ในขณะเดียวกันสถานการณ์เช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาของรัฐที่สลับซับซ้อนมากขึ้นจนเป็นเรื่องยากจะแก้ไข การเหนี่ยวรั้งกระบวนการจัดตั้งทีมงานได้นานเท่าไรก็ยิ่งทำให้ขบวนการมีเวลาในการสั่งสมกำลังการต่อสู้ให้แข็งแกร่งมากขึ้น ตลอดทั้งการน้อมนำให้ตั้งคนที่มีแนวคิดอันเป็นประโยชน์ต่อขบวนการ BRN หรืออย่างน้อยเป็นคนที่รู้ไม่เท่าทันพวกเขาจริง ก็ยิ่งทำให้ BRN ต่อสู้ได้ไม่ยาก เหล่านั้นล้วนเป็นก้าวย่างทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ของ BRN ที่สำคัญยิ่งที่รัฐจะต้องตระหนักรู้อย่างเท่าทัน ด้วยคนและทีมงานที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการต่อสู้กับขบวนการแห่งนี้จะเป็นตัวจักรสำคัญในการชี้แพ้ชนะในสมรภูมิแห่งนี้ได้ที่มีการพูดคุยสันติภาพเป็นเวทีแรกของพื้นที่การต่อสู้ทางความคิดตามกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐกับ BRN ซึ่งเวทีนี้หากเพลี่ยงพล้ำจะนำไปสู่โอกาสของความพ่ายแพ้คู่ต่อสู้ได้ และกระบวนการพูดคุยสันติภาพก็เดินหน้ามาสู่ข้อตกลงตามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP)  ซึ่งวันนี้ยังไม่สามารถประเมินความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญได้ และคณะทำงานนี้ก็จะต้องรู้จริง รู้ใหม่ เข้าใจ เท่าทัน BRN เพื่อเดินหน้าต่อตามข้อตกลงนี้อย่างชาญฉลาด การตั้งทีมงานของรัฐบาลเพื่อเป็นแกนหลักในการต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งบูรณภาพแห่งดินแดนปลายด้ามขวาน ที่กระชับเพื่อไม่ให้ใช้เวลาไปมากกว่านี้ รวมทั้งเป็นทีมงานของรัฐบาลที่รู้เท่าทันความคิดของแกนนำ BRN และเป็นทีมงานที่มีความตั้งใจจริง มีความบริสุทธิ์ใจในการทำงานเพื่อต่อสู้กับขบวนการแห่งนี้โดยเจตจำนงอันแน่วแน่ในการรักษาไว้ซึ่งเอกภาพแห่งดินแดนโดยไม่มีวาระแอบแฝง จึงเป็นก้าวแรกและยกแรกที่สำคัญในการต่อสู้กับขบวนการ BRN ซึ่งหากก้าวแรกพ่ายแพ้หรือเข้าทางที่ BRN วางยุทธศาสตร์ไว้ รัฐก็จะพ่ายแพ้ในสมรภูมิปลายด้ามขวานอย่างราบคาบ แต่หากก้าวแรกและยกแรกชนะโดยสามารถตั้งคนหรือทีมงานได้เร็วกว่านี้และได้คนที่มีฝีมือ เท่าทันและความตั้งใจจริงในการต่อสู้กับ BRN โดยไม่มีวาระแอบแฝงเพื่อประโยชน์ส่วนตนที่ซ่อนเร้น รัฐก็จะมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะคณะทำงานที่ใช่ จะเป็นตัวจักรสำคัญในการต่อสู้กับ BRN ให้พ่ายแพ้ และจะรักษาไว้ซึ่งเอกภาพแห่งดินแดนแห่งนี้ไว้ให้ลูกหลานไทยทุกคนได้ในที่สุด ดังนั้นการตั้งทีมงานที่ทันเวลาและต้องเป็นทีมงานที่ใช่ ด้วยเป็นกลุ่มคนที่รู้เท่าทัน ไม่ตกยุค ไม่ล้าหลังในชุดความรู้อันมีผลต่อมุมมองปรากฏการณ์ไฟใต้ที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน จึงจะช่วยแก้ปัญหาเวลาที่กำลังกลืนกินชีวิตและจิตวิญญาณพี่น้องผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ จชต. สู่การกลืนกินดินแดนของรัฐอยู่ทุกนาที กรณีตัวอย่างการโจมตีด้วยระเบิดครั้งแรกของปี 2568 ใกล้กับสถานีตำรวจ อ.เมือง ปัตตานี เมื่อ 22 ม.ค.68 ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 คน และไม่ถึง 24 ชั่วโมงก่อนที่นายกฯ จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การลอบวางระเบิดและยิงซ้ำสองคนพ่อลูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ทำหน้าที่เป็นครูที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านไอร์ตืองอ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส คร่าชีวิตพ่อลูกทั้งสองอย่างโหดเหี้ยม  ทำให้เห็นชัดเจนว่า เวลาที่เสียไปจะเป็นผลดีต่อรัฐแต่อย่างใด ยิ่งเวลาตั้งหลักของรัฐไม่ชัดเจน มีความเนิ่นช้าไปเท่าใด หรือรัฐตั้งหลักทีมงานที่ไม่ใช่ ไม่ตั้งใจจริง ไม่เก่งจริง ยึดติดชุดความคิดเดิมๆ จนไม่ทันขบวนการร้ายที่ปรับเปลี่ยนไปแล้ว ก็หมายความว่า BRN ยิ่งมีโอกาสสร้างความกล้าแข็งในกาต่อสู้กับรัฐมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะการหล่อหลอมกล่อมเกลาฝังลึกเข้าไปใน DNA เพื่อการต่อสู้ทางความคิดที่กำลังกลืนกินคนในพื้นที่ให้เกิดสำนึกร่วมเดินหน้าสู่เอกราชปาตานีร่วมกันอย่างทรงพลัง ดังนั้นรัฐจึงต้องตระหนักว่า ทุกนาทีที่ผ่านไป กำลังกลืนกินคร่าชีวิตและจิตวิญญาณพี่น้องผู้บริสุทธิ์ของเราอย่างน่าเวทนายิ่ง ทุกนาทีกำลังกลืนกินขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่รัฐจากความไม่ชัดเจนระดับนโยบายและการตั้งกลุ่มคนที่ทำให้พวกเขาสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตจากการตั้งคณะทำงานในการแก้ปัญหาไฟใต้ที่เป็นคนที่มีวาระแอบแฝงหรือกลุ่มคนที่ล้าหลังในวิธีคิดวิธีต่อสู้กับขบวนการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตั้งคณะบุคคลที่ไม่ใช่จะทำให้การแก้ปัญหาไฟใต้ต้องเสียเวลาเปล่า และเวลาที่ผ่านไปนั้นก็กำลังกลืนกินพื้นที่แห่งนี้ต้องสูญเสียอธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐให้ตกเป็นรัฐเอกราชปาตานีในท้ายที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

เส้นทางเอกราช

เสือตัวที่ 6 การลอบวางระเบิดและใช้อาวุธปืนจ่อยิงซ้ำที่หัวในขณะที่เหยื่อของพวกเขาไม่อยู่ในสภาวะที่จะต่อสู้ด้วยความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์กับ พ.ต.ท.สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ ครูใหญ่ และ ด.ต.โดม ช่วยเทวฤทธิ์ ครูสอนวิชาเกษตร โรงเรียน ตชด.บ้านตืองอ บนถนนสายศรีสาคร-ลูโบ๊ะยือริง จ.นราธิวาส ทำให้ครู ตชด.ทั้งสองท่านเสียชีวิตลงก่อนวันครูเพียง 1 วัน สร้างความสลดหดหู่กับคนทั่วไปที่โจรใต้ลงมือสังหารครูทั้งสองจากการลงมือโจรร้ายในขบวนการร้ายกลุ่มนี้ที่ทำร้ายทำลายชีวิตผู้คนที่กำลังสร้างคุณประโยชน์ให้คนในพื้นที่เช่นนี้ และเป็นการทำร้ายจิตใจให้กับคนทั่วไปเนื่องจากครูทั้ง 2 คนที่เสียชีวิตเป็นบุคคลที่เป็นที่รักของผู้ปกครองและชาวบ้านในพื้นที่ที่กำลังให้ความรู้แก่ลูกหลานของพวกเขา ด้วยความโหดเหี้ยมของกลุ่มโจรอย่างไร้เหตุผลใดๆ ในการสังหารคร่าชีวิตครูทั้งสองท่าน ทั้งที่กำลังทำหน้าที่ของความเป็นครูที่เสียสละความสุขสบายส่วนตัวเพื่อลูกหลานของคนในพื้นที่ด้วยอุดมการณ์ความเป็นครูอันบริสุทธิ์ และแม้การเป็นมุสลิมของผู้สูญเสียทั้งสองก็ตาม แต่กลุ่มบีอาร์เอ็นก็ยังคงลงมือลอบสังหารบุคลากรทั้งสองอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่กลุ่มบีอาร์เอ็นจะยกมากล่าวอ้างได้ และเป็นที่สังเกตได้ว่าการลงมือก่อการร้ายใดๆ แม้จะมีความอ่อนไหวเพียงใด หากแต่กลุ่มบีอาร์เอ็นก็จะไม่เกรงกลัวต่อการสูญเสียแนวร่วมทางการเมืองเพราะพวกเขามีกลุ่มคนที่เป็นแนวร่วมในระดับชาติที่กำลังโลดเเล่นอยู่ในระบบการเมืองไทยในขณะนี้ที่ช่วยปกป้องการก่อการร้ายอย่างกล้าแข็งตลอดมา นั่นจึงทำให้การต่อสู้ของขบวนการร้ายกลุ่มต่างๆ ในแดนมิคสัญญีแห่งนี้มีความเหิมเกริมมากขึ้นทุกที หลังเหตุการณ์ลอบทำร้ายและสังหารชีวิตครูผู้บริสุทธิ์ทั้งสองท่านนี้กลุ่มบีอาร์เอ็นก็ออกมาประกาศผ่านสื่อโซเชียลว่าเป็นผู้ลงมือปฏิบัติการร้ายครั้งนี้โดยอ้างว่าเป็นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงดินแดนปาตานีอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาคืนมาจากการยึดครองของชาวสยาม และด้วยครูคือผู้หล่อหลอมกล่อมเกลาสรรค์สร้างคนในพื้นที่ให้มีวิธีคิดและอุดมการณ์ในแบบอย่างที่คนเป็นครูสอนสั่งตั้งแต่เด็ก เยาวชน จนเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องดูแลบริหารจัดการงานในพื้นที่ท้องถิ่นตลอดถึงรัฐประเทศต่อไป อุดมการณ์จึงถูกหล่อหลอมจากครูสู่ลูกหลานให้สืบทอดวิธีคิดต่อไป ครูจึงเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญเป้าหมายหนึ่งของกลุ่มโจรในขบวนการบีอาร์เอ็นที่ต้องถูกทำลาย ปฏิบัติการสังหารครูที่เป็นชาวพุทธรวมทั้งครูที่เป็นมุสลิมแต่ฝักใฝ่รัฐไทยจึงถือเป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มโจรใต้อย่างชัดเจนซึ่งอยู่ในเป้าหมายหลักที่ต้องทำลาย เพื่อที่จะตัดขาดเด็กและเยาวชนรวมทั้งพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่พวกเขากล่าวอ้างว่าเป็นของบรรพชนของพวกเขาในอดีต ให้ออกจากสังคมไทยและกดทับด้วยอุดมการณ์รัฐปาตานีอันคับแคบอย่างบ้าคลั่งสุดโต่ง ด้วยการไม่ให้มีครูชาวพุทธ และสร้างความหวาดกลัวครูชาวมุสลิมที่อาจมีแนวโน้มเอาใจออกหากจากขบวนการร้าแห่งนี้ให้ดำรงคงอยู่ในอาณัติของแกนนำขบวนการเพื่อให้การหล่อหลอมกล่อมเกลาเด็กและเยาวชนในพื้นที่อยู่ในกรอบแนวคิดที่เป็นไปตามแนวทางของรัฐเอกราชปาตานีของขบวนการ ปรากฏการณ์การสังหารครูชาวพุทธและครูมุสลิมที่เอาใจออกห่างขบวนการร้ายของพวกเขาหลายคนในพื้นจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดมาจวบจนปัจจุบันและจะเกิดขึ้นต่อไปตราบใดที่รัฐไทยยังไม่ตระหนักรู้และยังไม่ทุ่มเททรัพยากรในการต่อสู้กับกองโจรกลุ่มนี้โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็นอย่างเต็มกำลังและจริงจังต่อเนื่อง นอกจากนั้น เป้าหมายในการทำลายของกองโจรในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐก็คือใครก็ตามที่ขัดขวางหรือเป็นปรปักษ์กับพวกเขา ก็จะถูกทำลายอย่างไม่เลือกหน้า ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกเวลาและไม่เลือกสถานที่ และไม่เลือกศาสนา อาทิ  เมื่อ 12 ธันวาคม 2567 เจ้าหน้าที่ทหารพราน 2 นาย ถูกกองโจรกราดยิงจนเสียชีวิตขณะกำลังช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมใหญ่ ในพื้นที่ ต.จะแนะ อ.จะแนะ จ. นราธิวาส โดยไม่ใยดีต่อความรู้สึกของคนในพื้นที่ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ แม้การกระทำของทหารพรานเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ แต่ด้วยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเป็นคนของรัฐไทยที่อาจส่งผลให้คนในพื้นที่ฝักใฝ่รัฐได้พวกเขาจึงต้องถูกทำลาย การบุกยิงนายกเทศมนตรีตำบลรือเสาะ  เสียชีวิต ขณะที่นั่งประชุมในการเตรียมงานวิสาหกิจชุมชนที่ ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อปลายปี 2567 ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนชาวพุทธที่สร้างการอยู่ร่วมกันระหว่างวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี จึงถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม หรือกระทั่งการสังหารทำลายชีวิตผู้นำทางศาสนาที่มีใจฝักใฝ่กับรัฐหรือไม่ให้ความร่วมมือกับการต่อสู้ของขบวนการร้ายของพวกเขาที่ต้องถูกกำจัด ปรากฏการณ์สังหารครูพุทธตลอดจนครูมุสลิมและผู้นำศาสนาที่เอาใจออกห่างขบวนการร้ายรวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐก็จะเกิดขึ้นต่อไปด้วยเป็นเป้าหมายที่เป็นอุปสรรคบนเส้นทางสู่เอกราชปาตานีที่เข้มข้นทั้งการสังหารด้วยอาวุธอย่างโหดเหี้ยมควบคู่กับการสนับสนุนทางความคิดที่กล่าวอ้างประเด็นด้านสิทธิเสรีภาพจากแนวร่วมอย่างเข้มข้นที่ส่งผ่านกลุ่มคนระดับชาติในระบบการเมือง ทำให้ความกล้าแข็งของกลุ่มบีอาร์เอ็นมีมากขึ้นทุกที ถึงกับวันนี้มีการประกาศอย่างโจ่งแจ้งถึงความต้องการที่ชัดเจนของกลุ่มก่อการร้ายบีอาร์เอ็น ด้วยการพ่นสีสเปรย์สีแดงด้วยคำว่า “PATANI MERDEKA” (เอกราชของปาตานี) ที่ป้ายด้านหน้าของโรงเรียนบ้านเตาปูน ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา อันเป็นสถานที่ให้การศึกษาลูกหลานคนในพื้นที่ เมื่อปลายปี 2567 บ่งบอกถึงเป้าหมายการต่อสู้กับรัฐที่ชัดเจนในการแบ่งแยกอำนาจการปกครองจากรัฐไทยสู่ความเป็นเอกราชปาตานีของพวกเขา นับเป็นการท้าทายอำนาจรัฐที่อหังการมากขึ้นทุกทีที่รัฐไม่อาจเพิกเฉยได้
สยามรัฐออนไลน์ |

พลังอำนาจของชาติ

เสือตัวที่ 6 การที่รัฐชาติใดรัฐชาติหนึ่งจะยังคงดำรงคงอยู่อย่างมีเสถียรภาพมั่นคงเข้มแข็งและดำรงเกียรติยศตลอดจนศักดิ์ศรีของประเทศอยู่ได้ก็ต้องมีพลังอำนาจของชาติอันเข้มแข็งที่เหนือกว่าหรืออย่างน้อยก็ไม่ด้อยกว่ารัฐประเทศอื่น เพื่อให้รัฐประเทศนั้นจะยังคงรักษาผลประโยชน์ของชาติตนเอาไว้ได้โดยสมบูรณ์ เพราะพลังอำนาจของชาติเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการบังคับให้รัฐอื่นต้องปฏิบัติตามเจตจำนงของรัฐชาติตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหากรัฐชาติอื่นมีการกระทำที่ละเมิดตลอดจนแสดงท่าทีคุกคามต่อผลประโยชน์หรือเกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศตนก็จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐประเทศนั้นจะต้องใช้พลังอำนาจของชาติในทุกมิติเพื่อบีบบังคับให้รัฐชาติที่กำลังคุกคามหรือละเมิดนั้นต้องปฏิบัติตามโดยเร็ว ด้วยพลังอำนาจแห่งชาติคือ ความสามารถของรัฐหนึ่ง ในอันที่จะก่อให้เกิดอิทธิพลแก่รัฐอื่น เพื่อคงรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีตลอดจนผลประโยชน์ของชาติไว้ได้ และพลังอำนาจของชาตินั้นมีองค์ประกอบสำคัญทั้งพลังอำนาจของชาติทางกรเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม และความเข้มแข็งของกองทัพที่จะเป็นเครื่องมือในการทำให้รัฐชาติอื่นให้ความยำเกรง ไม่กล้าท้าทายจนกระทั่งยอมปฏิบัติตามที่รัฐชาติที่มีความเข้มแข็งกว่านั้นต้องการ ต่อกรณีการจับกุมกลุ่มเรือประมงไทยของกองเรือเมียนมาเมื่อ 30 พ.ย.67 ด้วยการกระทำที่คุกคามต่อชีวิตชาวประมง ย่อมเห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่ออธิปไตยของไทย ทั้งต่อมาอีกเพียงไม่กี่วัน ก็ยังนำตัวชาวประมงทั้งหมดขึ้นศาลเมียนมาและตัดสินจำคุกเจ้าของเรือเป็นเวลา 6 ปี ลูกเรือไทยอีก 3 คน คนละ 4 ปี โดยถึงเวลานี้ การใช้การเจรจาพูดคุยทำความเข้าใจด้วยวิถีทางการทูตเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐไทยต่อเมียนมาเพื่อของตัวคนไทยกลับมาสู่ผืนดินไทยจนเวลาล่วงเลยมาเป็นเวลานานมากกว่า 1 เดือนแล้วก็ยังไม่บรรลุผล แม้รัฐไทยจะอ้างว่าไม่ต้องการใช้ความรุนแรงใดๆ และขณะนี้กำลังใช้การพูดคุยกับเมียนมาผ่านมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้ปล่อยตัวคนไทยทั้ง 4 คนดังกล่าว หากแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ(International Relation) ก็ต้องใช้พลังอำนาจของชาติที่เข้มแข็งในทุกมิติเพื่อให้มีอิทธิพลเหนือกว่าบีบบังคับให้เมียนมายอมอ่อนข้อมากกว่านี้ การเพิกเฉยละเลยต่อการร้องขอของรัฐไทยต่อการปล่อยตัวคนไทยย่อมบ่งบอกได้ว่าเมียนมาไม่ใยดีต่อรัฐไทยและไม่เคารพต่อกติกาสากลทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบบการเมืองระหว่างประเทศในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น แม้ประเทศเอกราชทั้งปวงต่างก็พยายามปฏิบัติการทุกวิถีทาง เพื่อที่จะรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติตนตามกติกาสากลเพราะประเทศเอกราชต่างก็ถือว่าประเทศตน ย่อมมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองและไม่อยู่ในอาณัติของผู้ใด หากแต่การคงอยู่ด้วยกันระหว่างรัฐไทยกับเมียนมานั้นต่างก็เป็นประเทศสมาชิกลุ่มอาเซียนและต่างก็พึ่งพาอาศัยระหว่างกันทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมอย่างแนบแน่น ดังนั้นปฏิกิริยาที่เมียนมามีต่อรัฐไทย จึงควรผสมผสานการรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีรวมทั้งผลประโยชน์ของชาติตนตลอดจนการรักษาอธิปไตยของประเทศกับการรักษามิตรภาพที่ดีกับรัฐไทยให้ดีกว่านี้ โดยการผ่อนปรนการดำเนินการต่อคนไทยที่ถูกจังกุมอยู่เป็นเวลานานทั้งที่ข้อหาการจับกุมในน่านน้ำทางทะเลที่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นเขตแดนของฝ่ายใด แม้กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการอย่างเต็มที่มาโดยตลอดและจะดำเนินการต่อไปโดยพยายามผลักดันให้เมียนมามีการปล่อยตัวลูกเรือประมงของไทยทั้ง 4 คนโดยเร็ว บนพื้นฐานของการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน หากแต่เวลาที่ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน ทางการเมียนมาก็ยังไม่ให้ความร่วมมือในการเรียกร้องของไทยผ่านวิถีทางทางการทูตแต่อย่างใด ปรากฏการณ์การโจมตีด้วยอาวุธสงครามของเรือรบเมียนมาที่กระทำต่อเรือประมงไทยที่เป็นชาวบ้านมาทำมาหากินจับสัตว์ทะเลโดยไม่มีอาวุธโดยวิถีกระสุนของทหารเรือเมียนมาบ่งบอกชัดเจนว่าหมายเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์มือเปล่าอย่างโหดเหี้ยม จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าเมียนมาไม่กริ่งเกรงต่อกติกาสากลแต่อย่างใด โดยเฉพาะการกระทำครั้งนี้เป็นการท้าทายรัฐไทยทั้งที่เป็นพันธมิตรข้างเคียงต่อกันอย่างอุกอาจ  ตอกย้ำที่เมียนมาเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการให้ปล่อยตัวคนไทยที่ถูกจับกุมมาเป็นเวลานานโดยไม่ใยดีแม้แต่น้อย ทั้งที่รัฐไทยและเมียนมาต่างมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยมีผู้ช่วยทูตทหารของทั้งสองฝ่ายประจำอยู่ในแต่ละประเทศ แต่กลับไม่สามารถประสานความเข้าใจให้ความร่วมมือในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีต่อกันเท่าที่ควรจะเป็น เห็นได้ชัดว่าในขณะที่ทางการเมียนมามีการปล่อยตัวนักโทษคนไทยจำนวน 152 คนในโอกาสวันชาติหรือวันเอกราชเมียนมาเมื่อ  4 ม.ค.68 ที่ผ่านมาแต่ยังคงจำคุกลูกเรือประมงของไทยทั้ง 4 คนไว้ ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าทางการเมียนมากำลังท้าทายต่อประเด็นอันอ่อนไหวที่ทางการไทยนี้อย่างไร ปรากฏการณ์เพิกเฉยต่อกรณีจับกุมและคุมขังชาวประมงไทยทั้ง 4 คน จึงเป็นการท้าทายรัฐไทยอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นว่าพลังอำนาจของชาติไทยอ่อนแอแค่ไหนในสายตาเมียนมา การที่จะรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติด้วยการมีอิทธิพลเหนือรัฐอื่นย่อมต้องใช้พลังอำนาจของชาติอันทรงพลัง ด้วยเหตุนี้เองทุกประเทศในโลกต่างก็มุ่งเสริมสร้างพลังอำนาจแห่งชาติของตนให้เข้มแข็งเหนือกว่าประเทศที่มีผลประโยชน์ของชาติขัดกันกับตน จึงจะสามารถบีบบังคับรัฐอื่นให้ทำตามประสงค์ของรัฐตนได้
สยามรัฐออนไลน์ |

สำนึกร่วม

เสือตัวที่ 6 ปัจจัยสำคัญในการปลุกระดมสร้างพลังเร่งเร้าให้มวลชนในพื้นที่ปลายด้ามขวนเข้าร่วมในขบวนการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกการปกครองจากรัฐไทยเพื่อเอกราชของคนในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างทรงพลังที่สุดคือการสร้างพลังของสำนึกร่วมในความเป็นมาของประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดพร้อมทั้งเชิดชูชาติพันธุ์ชาวปาตานีที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตเพื่อปลุกเร้าให้เกิดความโหยหาสร้างแรงบันดาลใจให้มวลชนต้องรวมพลังจากการกระตุ้นจิตสำนึกที่มีร่วมกันอย่างแรงกล้า ทำให้การหลอมรวมคนพื้นที่แห่งนี้มีความกระชับแน่นมากขึ้นๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐกลับภาคภูมิใจในสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ที่ดูประหนึ่งว่าจะลดลงจนเป็นที่น่าพอใจ หากแต่ว่าท่ามกลางความสงบเงียบเหล่านั้นบรรดาแกนนำขบวนการตลอดจนแนวร่วมขบวนการต่างเร่งสร้างพลังแห่งสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดจากการรุกรานของสยาม พร้อมทั้งเชิดชูชาติพันธุ์ของปาตานีที่ควรค่ากับการเรียกคืนจากการยึดครองและกดทับความยิ่งใหญ่ของชนชาติเขาให้ด้อยค่าลงของสยาม โดยมีการต่อสู้ด้วยอาวุธ การใช้ความรุนแรงทำลายชีวิตและทรัพย์สินผู้คนของรัฐไทยในพื้นที่นั้นเป็นเพียงเพื่อสนับสนุนให้การสร้างสำนึกร่วมในการถวิลหาชาติพันธุ์มลายูปาตานีมีความทรงพลังมากขึ้น ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวาน มีการกระทำอย่างเป็นกระบวนการเป็นระบบที่มีความต่อเนื่องคงเส้นคงวา ทำให้การสืบทอดส่งต่อความรู้สึกให้เกิดสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่และชาติพันธุ์ปาตานีที่ควรค่ากับการต่อสู้เพื่อให้ได้มาดังเดิมไปสู่ผู้คน จากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับร้อยปี มีผลให้เกิดสำนึกร่วมในการต่อสู้กับผู้รุกรานตามที่แกนนำกล่าวอ้างจนเกิดความรู้สึกเคียดแค้นเกลียดชังต่อคนที่มีชาติพันธุ์อื่นหรือคนที่มีความเชื่อแตกต่างกันไปอย่างได้ผลจนฝังแน่นเขาไปในจิตใต้สำนึกของแต่ละคนอย่างเหลือเชื่อ จึงเห็นได้ว่ากลุ่มคนที่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้เหล่านี้มีพลังในการต่อสู้กับรัฐมากน้อยเพียงใด แม้รัฐจะให้การดูแลพัฒนาสนับสนุนทรัพยากรทุกอย่างเข้าไปเพียงใดเพื่อหวังจะดึงความรู้สึกนึกคิดของมวลขนกลับมาเป็นของรัฐ ก็ไม่สามารถบรรลุผลได้ ด้วยจิตสำนึกอันทรงพลังที่ได้รับการปลุกปั่นจนฝังแน่นอย่างยากจะเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นได้โดยง่าย ปรากฏการณ์หลายครั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกลอบทำร้ายแม้เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นได้เข้าไปช่วยเหลือพัฒนาคนในพื้นที่แห่งนี้จึงเกิดขึ้นจนชินตา การมุ่งสร้างความเกลียดชังอย่างสุดโต่งโดยถ่ายทอดสื่อสารไปด้วยวิธีการอันลุ่มลึกทั้งในชุมชน สถานศึกษาต่างๆ ทั่วทุกพื้นที่จนเกิดเป็นสำนึกร่วมที่ต้องร่วมกันต่อสู้กับรัฐไทยจึงเข้มข้นอย่างไม่เสื่อมคลาย ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ใช้วาทกรรมอันลุ่มลึก หลากหลายเฉียบคมในการปลุกระดมสร้างจิตสำนึกร่วมจนเกิดเป็นพลังในการต่อสู้กับรัฐ โดยอ้างว่าดินแดนที่เรียกว่าปาตานีแห่งนี้ถูกรุกรานและยึดครองโดยสยามมาเป็นเวลานานนับร้อยปี และเป็นประวัติศาสตร์แห่งความเจ็บปวดของประชาชาติมลายูมุสลิมปาตานี เนื่องจากในอดีตที่นี่เคยเป็นดินแดนที่รุ่งเรือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า และที่สำคัญคือข ที่แห่งนี้มีศาสนาอิสลามอันบริสุทธิ์ เพราะมีการใช้ชารีอะห์และเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนา การกดขี่ประชาชาติมลายูมุสลิมปาตานีในอดีตจวบจนปัจจุบันนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อผู้คนในพื้นที่ แกนนำจึงอ้างว่าพี่น้องในพื้นที่จึงต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของคนมลายูมุสลิมปาตานีเพื่อความยิ่งใหญ่ของชาวปาตานีเฉกเช่นในอดีต และแกนนำขบวนการตอกย้ำเสมอว่าประชาชาติมลายูมุสลิมปาตานีต้องเผชิญหน้ากับการถูกกดขี่ข่มเหงด้วยความอยุติธรรมจากการรุกรานของสยาม และวันนี้พวกเขาต้องมีสำนึกร่วมกันในการต่อสู้กับผู้รุกรานด้วยความพร้อมสำหรับการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาตานีแล้วแม้จะต้องทำสงครามยืดเยื้อยาวนานเพียงใดก็ตาม ด้วยสำนึกร่วมอันทรงพลังเพื่อการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์ การสร้างสำนึกร่วมในชาติพันธุ์ปาตานีอันยิ่งใหญ่โดยมีความเชื่อทางศาสนาที่แกนนำขบวนการตีความเพียงด้านเดียว และสร้างศัตรูร่วมกันที่ชัดเจนคือรัฐไทย โดยตอกย้ำให้เห็นถึงศัตรูที่ทุกคนต้องร่วมกันขจัดออกไป พร้อมทั้งสร้างเอกราชในการดำรงอยู่ของคนในพื้นที่อย่างอิสระ จนเกิดเป็นจิตสำนึกร่วมในการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีร่วมกัน นับเป็นประเด็นสำคัญที่แกนนำขบวนการเลือกที่จะใช้เพื่อปลุกเร้าให้สถานการณ์ที่ปาตานีลุกเป็นไฟสงครามที่ยืดเยื้อแม้จะต้องใช้เวลาเพียงใดแต่ก็ต้องอดทนรอคอย โดยต้องมีมวลชนเป็นแนวร่วมสนับสนุนในวงกว้างทั่วทุกพื้นที่ แม้ว่าในห้วงเวลาที่อากีดะห์หรือความศรัทธาของประชาชาติปาตานียังไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะเสียสละเพื่ออิสลาม แต่แกนนำเชื่อมั่นว่านักรบและพลพรรคทุกคนเป็นผู้ที่ยึดมั่นในหลักการและเป้าหมายแห่งอิสลามอย่างเข้มแข็ง การต่อสู้ที่สร้างสำนึกร่วมจึงส่งผลให้เกิดการต่อสู้ที่ยืดเยื้อต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาหลายปีกำลังเดินหน้าไปอย่างไม่เคยหยุดยั้งทำให้ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่ประกอบกันด้วยคนหลากหลายกลุ่มมีความเข้มแข็งทางความคิดมากขึ้นเป็นลำดับ การมุ่งสร้างสำนึกร่วมและกำหนดศัตรูร่วมดังกล่าวด้วยสถานการณ์สงครามเป็นการสร้างหนทางเพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นเอกราช ทำให้ในขณะที่ฝ่ายรัฐตายใจคิดว่าสงครามเบาบางลงจนอยู่ในระดับที่ควบคุมได้แล้ว หากแต่ขบวนการร้ายแห่งนี้กลับได้โอกาสเร่งทำงานจัดตั้งและขยายมวลชนมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งด้วยสำนึกร่วมที่กล้าแข็งขึ้นทุกที
สยามรัฐออนไลน์ |

ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์

เสือตัวที่ 6 พลังของสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ปาตานีเป็นปัจจัยสำคัญในการปลุกเร้าให้มวลชนเชื้อสายมลายูเข้าร่วมในขบวนการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกการปกครองสู่อิสรภาพจากรัฐไทยได้อย่างทรงพลังที่สุด ส่วนปัจจัยอื่นเช่นการต่อสู้ด้วยอาวุธ การใช้ความรุนแรงทำลายชีวิตและทรัพย์สินผู้คนของรัฐไทยในพื้นที่นั้น เป็นเพียงปัจจัยร่วมเพื่อสนับสนุนให้การสร้างสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์มลายูปาตานีมีพลังมากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะได้มีการสืบทอดส่งต่อความสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ปาตานีดังกล่าวไปสู่ผู้คน จากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนานนับร้อยปี โดยมุ่งปลุกปั่นสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ปาตานีจนเกิดความรู้สึกเคียดแค้นเกลียดชังต่อคนไทยหรือสยามอย่างเข้ากระดูกดำต่อกลุ่มคนที่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้เหล่านี้ที่ได้รับการปลุกปั่นจนฝังแน่นอย่างยากจะเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นได้โดยง่าย ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์เพียงด้านเดียวที่มุ่งสร้างความเกลียดชังอย่างสุดโต่งโดยถ่ายทอดสื่อสารไปด้วยวิธีการอันลุ่มลึกทั้งในชุมชน สถานศึกษาต่างๆ ทั่วทุกพื้นที่ โดยกลุ่มแกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ใช้วาทกรรมอันลุ่มลึก หลากหลายในการปลุกระดมสร้างจิตสำนึกร่วมจนเกิดเป็นพลังในการต่อสู้กับรัฐ อาทิ ดินแดนที่เรียกว่าปาตานีแห่งนี้ถูกรุกรานและยึดครองโดยสยามมาเป็นเวลานานนับร้อยปี และเป็นช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดของประชาชาติมลายูมุสลิมปาตานี เนื่องจากในอดีตที่นี่เคยเป็นดินแดนที่รุ่งเรือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า และความบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลามเพราะมีการใช้ชารีอะห์และเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนา ที่นี่จึงเป็นดารุสลาม   การกดขี่ประชาชาติมลายูมุสลิมปาตานีในปัจจุบันหรือเหตุการณ์ร่วมสมัยสามารถมองเห็นอยู่ทุกวัน ดังนั้นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คือการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของคนมลายูมุสลิมปาตานีและการประกาศใช้ชารีอะห์ในดินแดนแห่งนี้ แกนนำขบวนการตอกย้ำสม่ำเสมอว่าประชาชาติมลายูมุสลิมปาตานีต้องเผชิญหน้ากับความอธรรมจากการรุกรานของสยาม และพวกเขามีความพร้อมสำหรับการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาตานีแล้ว รอเพียงจังหวะเวลาที่เหมาะสมแม้จะต้องทำสงครามยืดเยื้อยาวนาน การต่อสู้ทางความคิดเพื่อสร้างจิตสำนึกร่วมให้เกิดพลังการต่อสู้ ซึ่งต้องอาศัยความอดทนรอคอย การสร้างสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ปาตานี และศัตรูร่วมที่ชัดเจน โดยการทำให้ประชาชนรู้สึกต่อปัญหาด้วยตัวของเขาเอง จนเกิดเป็นจิตสำนึกในประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ปาตานีร่วมกัน นับเป็นประเด็นสำคัญที่แกนนำขบวนการเลือกที่จะใช้เพื่อปลุกเร้าให้สถานการณ์ที่ปาตานีลุกเป็นไฟสงครามที่ยืดเยื้อแม้จะต้องใช้เวลาเพียงใดแต่ก็ต้องอดทนรอคอย โดยต้องมีมวลชนเป็นแนวร่วมสนับสนุนในวงกว้างทั่วทุกพื้นที่ แม้ว่าในห้วงเวลาที่อากีดะห์หรือความศรัทธาของประชาชาติปาตานียังไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะเสียสละเพื่ออิสลาม แต่แกนนำเชื่อมั่นว่านักรบและพลพรรคทุกคนเป็นผู้ที่ยึดมั่นในหลักการและเป้าหมายแห่งอิสลามอย่างเข้มแข็ง และอ้างว่าการหลอมรวมมวลชนดังกล่าวนี้ จะต้องได้รับการพิพากษาตรวจสอบในโลกหน้าตามหลักศาสนา และใช้ความลุ่มลึกในการต่อสู้ของขบวนการนี้ด้วยการไม่มีการประกาศตัวขบวนการอย่างชัดเจน เพื่อให้การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้เป็นขององค์กรใดองค์กรหนึ่งดังเช่นอดีต แต่หากเป็นการต่อสู้ของมลายูมุสลิมในพื้นที่ทุกคนเพื่อให้ภาพของการลุกฮือของประชาชนมลายูปาตานีทำลายความชอบธรรมการยึดครองของรัฐ การต่อสู้ในสงครามทางความคิดที่ยืดเยื้อต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาหลายปีกำลังเดินหน้าไปอย่างไม่เคยหยุดยั้งทำให้ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่ประกอบกันด้วยคนหลากหลายกลุ่มมีความเข้มแข็งทางความคิดมากขึ้นเป็นลำดับ ในขณะที่ฝ่ายรัฐตายใจคิดว่าสงครามเบาบางลงจนอยู่ในระดับที่ควบคุมได้แล้ว ขบวนการร้ายแห่งนี้กลับได้โอกาสเร่งทำงานจัดตั้งและขยายมวลชนมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จะต้องมารับภาระการปฏิบัติงานเชิงรุกอย่างหลากหลายในระยะต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด การต่อสู้ยังคงดำรงความมุ่งหมายไม่เสื่อมคลาย เป้าหมายแห่งความเป็นเอกราชยังคงดำรงอยู่อย่างเด็ดเดี่ยวและไม่ย่อท้อ ด้วยการปกปิดโครงสร้างทางความคิดและจิตสำนึกร่วมประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์   ปาตานี ด้วยการบ่มเพาะความเกลียดชังต่อรัฐไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักต่อสู้เพื่อปาตานียังคงเดินหน้าต่อไปทั่วทุกพื้นที่ ควบคู่กับการหนุนเสริมด้วยการต่อสู้ด้วยอาวุธตามจังหวะเวลา ทั้งขยายแนวร่วมให้มากขึ้นกว่านี้ทั้งในระดับชาติและต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่พุ่งเป้าไปยังประเด็นสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการต่อสู้จนเกิดการเห็นร่วมสนับสนุนในระดับชาติและสากล    การสร้างจิตสำนึกร่วมและกำหนดศัตรูร่วมดังกล่าวด้วยสถานการณ์สงครามเป็นการสร้างหนทางเพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นเอกราช โดยกล่าวอ้างว่าเป็นสงครามญิฮาด หากแต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ ด้วยแนวทางของบทบัญญัติในศาสนาอิสลาม เนื่องจากเป็นการก่อสงครามที่ผิดเงื่อนไขทางศาสนา รัฐไทยไม่ได้กดขี่และขับไล่ชาวมุสลิมอย่างอยุติธรรมและไม่ได้ลิดรอนสิทธิ์ด้านศาสนาแก่บุคคลใดในดินแดนปัตตานีทั้งในอดีตและปัจจุบัน การสร้างสำนึกร่วมในการต่อสู้ในสงครามอันยืดเยื้อเพื่อไปบรรลุเป้าหมายทางการเมือง เป็นการปฏิบัติที่ขัดแย้งกับหลักการอิสลาม ฉะนั้น ใครก็ตามที่ใช้วิธีการสร้างจิตสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ มาใช้ปลุกระดมให้คนเกลียดชังจนทะยานเข้าสู่สงครามกับรัฐไทยโดยอ้างว่าเป็นสงครามญิฮาด จึงเป็นการบิดเบือนเงื่อนไขของสงครามญิฮาดตามหลักการของศาสนาอิสลามอย่างชัดเจน
สยามรัฐออนไลน์ |

ท้าทายอธิปไตย

เสือตัวที่ 6 ความหมายอันทรงคุณค่าที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐประเทศใดจะต้องรักษาไว้อย่างสูงสุดนั้นก็คืออธิปไตยของรัฐที่รัฐเอกราชจะต้องรักษาไว้อย่างเต็มกำลัง ด้วยอำนาจอธิปไตยของรัฐที่มีไว้เพื่อคุ้มครองป้องกันทุกชีวิตของรัฐ ไม่ให้รัฐอื่นคุกคามความมั่นคงของรัฐด้วยการเข้ามารุกรานหรือแสดงท่าทีที่จะคุกคามผู้คนของรัฐเอกราชนั้นๆ หรือไม่ให้รัฐอื่นหรือชนกลุ่มอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในรัฐได้ โดยรัฐสามารถที่จะดำเนินการใดๆ ในรัฐของตนได้อย่างอิสรภาพเสรีภาพ รวมถึงอำนาจของรัฐในการที่จะดำเนินกิจการระหว่างประเทศได้อย่างอิสระภายใต้กติกาสากลระหว่างประเทศ รวมทั้งการแก้ปัญหาต่างๆ ระหว่างประเทศ ต่างๆ เหล่านั้นจึงจะบ่งบอกถึงความเป็นเอกราชของรัฐนั้น ๆ ท่ามกลางประชาคมโลกโดยสมบูรณ์ ซึ่งการจะรักษาอธิปไตยอันเป็นสิ่งทรงคุณค่าสูงสุดของรัฐไว้ได้อย่างสง่างามนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐนั้นๆ ต้องแสดงท่าทีที่เข้มแข็งผสมผสานอย่างกลมกลืนและได้สมดุลกับการสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีกับรัฐประเทศอื่นอย่างกลมกลืนบนพื้นฐานของการยำเกรงศักดิ์ศรีให้เกียรติและเคารพอธิปไตยระหว่างกัน กรณีเรือรบเมียนมายิงเรือประมงไทยเมื่อปลาย พ.ย.67 ที่ผ่านมาทั้งที่พื้นที่นั้นยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นเขตแดนทางทะเลของฝ่ายใด ด้วยความคาบเกี่ยวในพื้นที่ทางทะเลที่ควรจะปฏิบัติต่อเรือประมงที่ไม่มีอาวุธอย่างละมุนละม่อม หากแต่เรือรบเมียนมากลับยิงเข้าใส่เรือประมงเหล่านั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน สูญหาย 2 คน บาดเจ็บ 2 และยึดเรือประมงไป 1 ลำ ถูกจับกุมไป 31 คน จึงเป็นการละเมิดอธิปไตยโดยไม่ยำเกรงต่อศักยภาพของรัฐไทย นับเป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่เรือประมงไทย ด้วยวิถีกระสุนที่บ่งบอกว่าเป็นการยิงที่ต้องการทำลายเป้าหมาย ทั้งที่ตามหลักการทั่วไปที่ระบุไว้ว่า เมื่อเกิดการรุกล้ำน่านน้ำหรือเขตแดน จะต้องมีการสื่อสารกันก่อนเป็นอันดับแรก มีการแจ้งเตือน และหากจะมีการใช้อาวุธก็ต้องยิงไปที่กราบเรือ ไม่ใช่เก๋งเรือ ไม่ได้หมายชีวิต เพียงเพื่อต้องการให้เรือหยุด ทำการจับกุมหรือควบคุมเรือเท่านั้น และหลังจากนั้นทางการเมียนมายังนำตัวผู้ถูกจับกุมเหล่านั้นขึ้นศาลและมีคำตัดสินว่ารุกล้ำเขตแดนเมียนมาและตัดสินจำคุกคนละ 4-5 ปี ทั้งที่ทางการไทยพยายามเจรจาขอให้ปล่อยตัวมาก่อนหน้านี้ ท่าทีแข็งกร้าวของเมียนมาจึงชัดเจนว่าเป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับรัฐไทยในทุกรูปแบบ ในขณะที่ทางการไทยพยายามเข้าใจท่าทีของเมียนมาและพยายามขออภัยโทษให้คนไทยทั้ง 4 คน หากแต่ผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นก็คือการขออภัยโทษปล่อยตัวคนไทยนั้นจะเป็นการยอมรับเขตอธิปไตยของเมียนมาในบริเวณน่านนั้นดังกล่าวซึ่งจะถูกนำไปเป็นข้อกล่าวอ้างในกระบวนการขององค์กรระหว่างประเทศหรือศาลโลกในอนาคตเฉกเช่นเดียวกับการเสียอธิปไตยของรัฐไทยในกรณีเขาพระวิหาร ในขณะเดียวกันการรุกล้ำพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีพื้นที่ที่ยังปักปันเขตแดนไม่แล้วเสร็จหลายพื้นที่ด้วยเป็นพื้นที่อิทธิพลในการครอบครองของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หลากหลายกลุ่มที่กำลังสู้รบกับรัฐบาลเมียนมา ทำให้การพยายามปักปันเขตแดนไทย- เมียนมา มีความสลับซับซ้อนจนไม่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยง่าย และปัญหาเขตแดนจึงเป็นช่องว่างให้กลุ่มชาติพันธุ์เข้ามามีอิทธิพลอยู่ตลอดตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และหนึ่งในนั้นก็คือดินแดนที่เป็นเขตอิทธิพลกลุ่มว้าแดงที่กำลังรุกล้ำเขตอธิปไตยของรัฐไทยบริเวณพื้นที่ อ.ปาย และ อ.ปางมะผ้า ของ จ.แม่ฮ่องสอน ในขณะที่รัฐไทยและฝ่ายความมั่นคงมีท่าทีประนีประนอมแม้จะผ่านพ้นเส้นตายที่ไทยยื่นให้กลุ่มว้าแดงถอนกำลังออกจากพื้นที่นั้นภายใน 18 ธ.ค. แล้วก็ตาม หากกลุ่มว้าแดงกลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวเพื่อสร้างอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นอันเป็นการท้าทายอธิปไตยของรัฐไทยอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่อธิปไตยของรัฐไทยก็กำลังถูกท้าทายตลอดทั่วเขตแดนไทยกับรัฐต่างๆ รอบด้าน สถานการณ์จากอดีตจนถึงปัจจุบันที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจึงส่งผลต่อชายแดนไทยรอบด้านตึงเครียด เช่น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ซึ่งมีพื้นที่พิพาทปักปันเขตแดนไม่แล้วเสร็จ เช่นเดียวกับ ด้านไทย-เมียนมา การคุกคามต่ออธิปไตยของรัฐในระยะนี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากเครื่องบินรบของเมียนมารุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยประเทศไทยทางด้าน อ.พบพระ จ.ตาก เมื่อ 30 มิ.ย. ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทางการไทยว่าได้ทำหน้าที่เพียงพอในการปกป้องอธิปไตยของชาติหรือไม่ รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในฝั่งไทย และเมื่อ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา กองทัพอากาศได้ตรวจพบอากาศยานไม่ทราบฝ่ายรุกล้ำน่านฟ้าไทยบริเวณแนวชายแดนไทย-เมียนมา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ทำให้หน่วยควบคุมการบินสกัดกั้น ได้สั่งให้เครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 2 เครื่อง จาก กองบิน 4 จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อพิสูจน์ฝ่ายและสกัดกั้นอากาศยานดังกล่าวให้ออกไปจากพื้นที่ แต่หากก็รับรู้โดยทั่วไปกันว่าเครื่องบินรบด้งกล่าวเป็นของกองทัพเมียนมาอย่างแน่นอนเพราะน่านฟ้าบริเวณนั้นเป็นแนวชายแดนรัฐไทยกับรัฐเมียนมาเท่านั้น ซึ่งไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใดมีศักยภาพพอที่จะมีเครื่องบินรบเช่นนี้ได้ และการส่งเครื่องบินรบจากประเทศหนึ่งรุกล้ำอย่างตั้งใจต่อประเทศอื่นนั้นนับได้ว่าเป็นการแสดงท่าทีที่จะคุกคามต่อความมั่นคงของชาตินั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการคุกคามที่ท้าทายอธิปไตยของรัฐนั้นอย่างอหังกา และแม้การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่อย่าให้มีกระทำใดๆ ที่เป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยจนเสียเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศ
สยามรัฐออนไลน์ |