เงื่อนไขที่ไม่ตาย

เสือตัวที่ 6 กรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมและมีการจับกุมผู้ประท้วงจำนวนมาก เหตุเกิดบริเวณหน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ต.ค. 2547 และเหตุการณ์ต่อเนื่อง เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 78 คน นับเป็นเวลาร่วม 20 ปีมาแล้วที่กรณีมีผู้ชุมนุมประท้วงต้องเสียชีวิตจำนวนมากจากการขนย้ายผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมขึ้นรถบรรทุกของทางราชการ จนเป็นเงื่อนไขที่จับต้องได้ในการปลุกระดมบ่มเพาะความเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานของรัฐอย่างได้ผลต่อเนื่องยาวนาน นับเป็นบาดแผลทางใจของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ที่ยากจะลืมเลือนซึ่งเพิ่มเติมความบาดหมางทางใจให้รุนแรงร้าวลึกเข้าไปถึงก้นบึงของหัวใจให้บังเกิดกับคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจากการตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกของกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกผู้คนให้เห็นต่างจากการปกครองจากรัฐ ความเข้มข้นของการเกลียดชังถูกถ่ายทอดออกมาหลากหลายรูปแบบ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวตากใบในครั้งนั้นในสถานศึกษาทุกประเภท ผ่านคนวัยทำงานในชุมชน ตลอดจนสื่อสาธารณะไปยังผู้คนในวงกว้าง รวมทั้งการขับเคลื่อนเรื่องราวอันลสดหดหู่และความไม่เป็นธรรมผ่านการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมอย่างได้ผล จนกระทั่งล่าสุดเมื่อ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุด แถลงสั่งฟ้อง 8 ผู้ต้องหาคดีขนย้ายกลุ่มผู้ชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส ไปค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี จนเป็นเหตุมีผู้เสียชีวิต 78 คน เพราะขาดอากาศหายใจ โดยมี พล.อ.เฉลิมชัย อดีตผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5 ตกเป็นหนึ่งในการเป็นจำเลยร่วมกับ  พล.อ.พิศาล อดีตแม่ทัพภาค 4 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีตากใบ คดีตากใบที่ใกล้ครบอายุความคดีอาญา 20 ปี ซึ่งทั้ง 2 คดีมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลยและผู้ต้องหารวม 14 คน โดยคดีแรก เป็นการฟ้องโดยประชาชนซึ่งศาลประทับรับฟ้องแล้ว แต่ต้องเลื่อนวันนัดสอบคำให้การครั้งแรก เนื่องจากจำเลยทั้งหมด 7 คนไม่ปรากฏตัวที่ศาล อีกคดี อสส. เพิ่งมีคำสั่งฟ้องและได้แจ้งให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติติดตามตัวผู้ต้องหารวม 8 คนมาส่งอัยการ เพื่อให้อัยการทำสำนวนฟ้องพร้อมตัวผู้ต้องหาส่งศาล สำหรับ พล.อ.พิศาล อดีตแม่ทัพภาค 4 จำเลยที่ 1 ซึ่งปัจจุบันเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนั้น แม้ได้รับความคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญด้วยอยู่ในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่กระนั้น ล่าสุดศาลอนุมัติออกหมายจับ พล.อ.พิศาล อดีตแม่ทัพภาค 4 จำเลยที่ 1 แล้ว อย่างไรก็ตามคดีตากใบนี้จะหมดอายุความในวันที่ 25 ต.ค. นี้ ซึ่งยังไม่มีการนำตัวจำเลยทั้งหมดมาขึ้นศาล ทำให้เหตุดังกล่าวคงเป็นแรงกระตุ้นให้เงื่อนไขการเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่เป็นธรรมดังกล่าวนั้น ยังคงเป็นประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลในยุคปัจจุบันที่ถูกขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐใช้เป็นเงื่อนไขในการต่อสู้กับรัฐที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความพยายามในการแก้ปัญหาเพื่อเอาชนะขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานอยู่ต่อไปอย่างเห็นได้ชัด ข้อหาร้ายแรงที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มนี้ได้รับจากคดีตากใบก็คือ ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายดังกล่าวนั้น นอกจากผลกระทบต่อฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายตลอดจนการควบคุมสถานการณ์ที่อาจลุกลามบานปลายจนยากจะควบคุมไว้ได้จากการรวมตัวประท้วงของผู้คนจำนวนมากบริเวณหน้า สภ.ตากใบในครั้งนั้น ที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ในเวลานี้ต่างรู้สึกไม่มั่นใจในการต่อสู้กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนกลุ่มนี้เท่าที่ควร ด้วยอาจตกเป็นเหยื่อทางกฎหมายที่ไม่ได้ให้การคุ้มครองจากรัฐเท่าที่ควร เพราะขาดเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงชั้นแม่ทัพภาค ยังได้รับผลกระทบตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาที่แม้การกระทำดังกล่าวเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้มีเจตนาในการทำให้ผู้ใดเสียชีวิต และแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาเป็นเวลาร่วม 20 ปีแล้วก็ตาม จึงย่อมเป็นบทเรียนอันเจ็บปวดของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อการต่อสู้กับกลุ่มคนต่อต้านรัฐ ด้วยเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างรุนแรง และแน่นอนว่าการดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความถูกผิดของทั้งสองฝ่ายนั้น แม้ว่าเป็นสิ่งที่ควรดำเนินไปตามครรลองของกฎหมาย หากแต่การดำเนินการนั้นกลับเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเห็นต่างจากรัฐอย่างเห็นได้ชัด การตอกย้ำให้เห็นถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐตลอดจนการไม่มาแสดงตัวของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ถูกกล่าวหาซึ่งใกล้จะหมดอายุความจนกระทั่งมีการออกหมายจับจากศาล ส่งผลให้แกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้นำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการเกลียดชังและต่อต้านรัฐอย่างได้ผล เหตุการ์ก่อการร้ายเมื่อ วันที่ 29 ก.ย. ที่กองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐได้ปฏิบัติการคาร์บอมบ์หน้าบ้านพักนายอำเภอตากใบ จ.นราธิวาส จนทำให้บ้านพักนายอำเภอและบ้านที่อยู่ใกล้เคียงถูกแรงระเบิดเสียหายหลายหลัง มีเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 คน โดยคนร้านได้ปล้นรถของ น.ส.มาเรียม แล้วมาประกอบระเบิดได้อย่างรวดเร็วอย่างมืออาชีพภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แล้วนำมาก่อเหตุ คาร์บอมบริเวณดังกล่าว เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าปรากฎการณ์ของคดีตากใบ ยังคงถูกใช้เป็นประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลที่ตามหลอกหลอนผู้คนเพื่อการปลุกระดมการต่อสู้กับรัฐในวงกว้าง จึงแสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์หน้า สภ.ตากใบเมื่อปี 2547 แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาร่วม 20 ปี หากแต่ยังคงถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการร่วมขบวนการต่อสู้กับรัฐอย่างเป็นผลต่อเนื่อง เป็นเงื่อนไขที่ใช้สร้างความเกลียดชังจากรุ่นสู่รุ่นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนบาดลึกไปถึงก้นบึ้งของหัวใจมวลชนคนในพื้นที่อย่างยากที่จะแก้ไข ทั้งยังเป็นการทำลายพลังในการสู้รบฝ่ายรัฐที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อในคดีอาญาเฉกเช่นข้าราชการทหารระดับสูงในอดีต และแม้อดีตข้าราชการระดับสูงดังกล่าวจถูกดำเนินการตามกฎหมาย หากแต่คดีตากใบก็ยังถูกใช้เป็นเงื่อนไขก่อความไม่สงบอยู่ต่อไป ด้วยเป็นเงื่อนไขที่ไม่มีวันตายอย่างแน่นอน
สยามรัฐออนไลน์ |

ภัยคุกคามใกล้ตัว

เสือตัวที่ 6 การสู้รบในเมียนมาครั้งใหญ่ในช่วงหลังนี้เป็นสงครามภายในครั้งใหญ่ที่สุดเท่ที่เคยมีมา ด้วยเป็นการสู้รบกันระหว่างกองกำลังทหารของรัฐเมียนมากับกลุ่มต่อต้านที่รวมตัวกันเป็นปึกแผ่นมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของมหาอำนาจโลกต่อทั้งสองฝ่าย ทำให้การสู้รบครั้งนี้มีความยืดเยื้อมาร่วม 2 ปี และสงครามในเมียนมาจะยังคงยืดเยื้อ อันจะส่งผลกระทบจนเป็นภัยคุกคามที่นอกจากจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐไทยในหลากหลายมิติแล้วยังจะเป็นภัยคุกคามความมั่นคงปลอดภัยอยู่ใกล้ตัวของคนไทยทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2023 เมื่อกองกำลังติดอาวุธของทั้ง 3 กลุ่ม รวมตัวกันปฏิบัติการ 1027 เข้าโจมตีทั่วรัฐฉานเพื่อต่อต้านกองทัพเมียนมาของรัฐบาลกลางซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อว่าทัตมาดอว์ (Tatmadaw) ด้วยการใช้กำลังพลร่วม 10,000 นาย จนกระทั่งกลุ่มพันธมิตรฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเมียนมาสามารถยึดครองฐานปฏิบัติการของกองทัพเมียนมารวมทั้งสามารถยึดเมืองต่างๆ ได้หลายแห่ง โดยกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารในสงครามครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา หรือ เอ็มเอ็นดีเอเอ (Myanmar National Democratic Alliance Army-MNDAA) 2.กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง หรือ ทีเอ็นแอลเอ (Ta’ang National Liberation Army-TNLA) ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกของเมียนมา และ 3.กองทัพอาระกัน (Arakan Army – AA) จากภาคตะวันตกของเมียนมา การรุกไล่ระหว่างกันของคู่สงครามที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบทางลบต่อไทยทีละน้อยจนแทบจะมองไม่เห็นผลร้ายที่กำลังเกิดขึ้นต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ไม่ใช่เกิดขึ้นกับคนไทยตามแนวชายแดนเท่านั้น ผลกระทบต่อคนไทยที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐอาจมองข้ามด้วยคิดแต่เพียงมุมมองด้านการสู้รบและเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในของประเทศเมียนมาเองทั้งที่การสู้รบเหล่านั้นย่อมส่งผลข้างเคียงจนเป็นภัยคุกคามใกล้ตัวที่มองไม่เห็น ในขณะที่รัฐมองและให้ความสนใจความมั่นคงในด้านอื่น สถานการณ์การสู้รบในเมียนมาก็เข้มข้นมากขึ้นทุกที โดยกลุ่ม MNDAA ได้รุกคืบไปยังเมืองล่าเสี้ยวซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐฉานและสามารถยึดเมืองไว้ได้ นอกจากนี้ พวกเขายังสามารถยึดศูนย์บัญชาการใหญ่ของกองทัพทัตมาดอว์ในเมืองล่าเสี้ยวได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญเป็นครั้งแรกของศูนย์บัญชาการหลักต่อกลุ่มกบฏของรัฐบาลเมียนมา ในขณะที่กลุ่ม TNLA ก็รุกคืบจากรัฐฉานไปสู่ตอนกลางของประเทศ และกำลังเข้าใกล้เมืองมัณฑะเลย์ซึ่งป็นเมืองสำคัญที่ตั้งอยู่ใจกลางประเทศ เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของเมียนมาซึ่งมีประชากรมากถึง 1.5 ล้านคน แม้ว่าเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา กลุ่ม MNDAA ออกแถลงการณ์ระบุว่าจะไม่โจมตีเมืองมัณฑะเลย์ หรือเมืองตองจีซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐฉาน โดยจะตกลงรับข้อเสนอหยุดยิงและยอมให้จีนเป็นตัวกลางในการสร้างสันติภาพระหว่าง MNDAA กับรัฐบาลทหาร ด้วยความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาก็คืออำนาจในการปกครองตนเองหรือความเป็นเอกราชของพวกเขาที่เป็นรูปธรรมมากกว่าเดิม ดังนั้น การรุกคืบมายังตอนกลางของเมียนมาจึงมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่แท้จริงก็เพื่อกดดันให้รัฐบาลทหารตัดสินใจยอมจำนนและให้อิสรภาพในการปกครองกันเองของกลุ่มต่อต้านตามที่พวกเขาต้องการในที่สุด และท่ามกลางสงครามภายในเมียนมาที่เกิดขึ้นมา 2 ปีกว่าแล้วนั้น ส่งผลให้ประเทศเมียนมาเกิดสูญญากาศในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่รัฐไทยไม่สามารถประสานงานการเมืองใดๆ ได้อย่างสมบูรณ์อันเนื่องจากขาดความชัดเจนในอำนาจรัฐที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอำนาจรัฐที่แท้จริงของคนกลุ่มใด เหล่านั้นย่อมส่งผลกระทบที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดประเทศเมียนมาในหลากหลายมิติ อาทิ ปัญหายาเสพติดที่ทะลักเข้าไทยในปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลุ่มผู้ผลิตยาเสพติดค่อนข้างมีเสรีในการผลิตโดยเฉพาะเขตรัฐฉานเหนือที่ติดกับประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ สืบเนื่องจากกำลังภาครัฐส่วนใหญ่ ยังอยู่ในภารกิจสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ ทำให้ในขณะนี้ ยาเสพติดเป็นภัยคุกคามต่อคนในสังคมไทยอย่างรุนแรงมากขึ้นจนน่ากังวล นอกจากนั้นการสู้รบในเมียนมายังส่งผลให้เกิดการหลบหนีเข้าเมืองของประชาชนในดินแดนเมียนมาเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยหลบหนีภัยสงครามและความยากลำบากในการดำรงชีพ ผ่านตามช่องทางธรรมชาติมายังประเทศไทย เพื่อมาดำรงชีวิตแบบผิดกฎหมายในหลายรูปแบบ ทั้งแรงงานผิดกฎหมาย การลักลอบประกอบอาชีพโดยผิดกฎหมายอันส่งผลกระทบต่ออันตรายต่อสุขอนามัยในการบริโภคของคนในประเทศ รวมถึงการร่วมเป็นเครือข่ายในการค้ายาเสพติดซึ่งเป็นภัยคุกคามหลักประการหนึ่งของชาติในขณะนี้ การทะเลาะวิวาทและการก่ออาชญากรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านั้นย่อมส่งผลกระทบจนเป็นภัยคุกคามที่อยู่ใกล้ตัวผู้คนในสังคมไทยอย่างน่าสะพรึงกลัว ในขณะเดียวกัน สงครามในเมียนมาก็เกิดผลกระทบต่อระบบสาธารณะสุขของไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอันเกิดจากการทะลักเข้ามาของผู้ลี้ภัยสงครามในแผ่นดินเมียนมาที่มีมากขึ้นเป็นทวีคูณ อันเป็นภาระด้านสาธารณะสุขทั้งบุคลากรทางการแพทย์และยาเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมต่อผู้ลี้ภัยสงครามจำนวนมาก ตลอดจนเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคระบาดในบริเวณศูนย์ฯ ที่ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งประเทศไทยต้องมีการจัดระเบียบระบบสาธารณสุขในค่ายมนุษยธรรมอย่างมีระบบ เพื่อไม่ให้ระบาดภายในประเทศ อย่างไรก็ตามก็เกิดการหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายของกลุ่มคนจำนวนมากที่ไม่ผ่านการตรวจคัดกรองโรคอันอาจเป็นกลุ่มผู้แพร่เชื้อโรคจนกระทั่งเกิดการระบาดโรคใหม่หรือโรคที่เคยหมดไปจากประเทศไทยไปแล้วกับประชาชนคนไทยในประเทศ เหล่านั้นคือผลสืบเนื่องจากการขาดเสถียรภาพในการปกครองประเทศ เกิดสูญญากาศในการบริหารจัดการบ้านเมืองของเมียนมาที่เกิดจากการสู้รบแม้เป็นความขัดแย้งภายในของประเทศเมียนมาเอง หากแต่ได้ส่งผลข้างเคียงจนเป็นภัยคุกคามใกล้ตัวประชาชนคนไทยและประเทศชาติโดยรวมที่รัฐจะมองข้ามไม่ได้
สยามรัฐออนไลน์ |

ศักยภาพ

เสือตัวที่ 6 เหตุอุกอาจที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ด้วยขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่นำโดยกลุ่มบีอาร์เอ็นได้ส่งกองกำลังติดอาวุธจำนวนไม่น้อยกว่า 10 คน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นขบวนการของบรรดาแนวร่วมมวลชนของขบวนการร้ายแห่งนี้ในพื้นที่อย่างสอดประสานเยี่ยงกองโจรและขบวนการแนวร่วมมืออาชีพ โดกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้เข้าโจมตีเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา ซึ่งตั้งอยู่บ้านบาลา ม.5 ต.โละจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาส พร้อมทั้งได้ใช้อาวุธปืนข่มขู่มัดมือมัดเท้าเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งหมดจำนวน 10 คน ก่อนที่จะทำลายทรัพย์สินของรัฐด้วยการเผาอาคารสำนักงานและบ้านพักของเจ้าหน้าที่ จำนวน 4 หลัง ได้รับความเสียหายทั้งหมด และได้ยึดอาวุธประจำกายของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา ไปทั้งหมดไม่น้อยกว่า 10 กระบอก อย่างอหังการ ทั้งคนร้ายกลุ่มนี้ยังสามารถหลบหนีไปได้อย่างลอยนวลเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาโดยหน่วยงานภาครัฐที่มีอยู่มากมายในพื้นที่ไม่มีข้อมูลข่าวสารการวางแผนเข้าโจมตีครั้งนี้แต่อย่างใดอีกเช่นเคย ปรากฏการณ์ก่อการร้ายของกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐทุกครั้งที่ผ่านมารวมถึงครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของผลพวงที่เกิดจากปฏิบัติการหลายมิติที่มุ่งลดทอนศักยภาพในการต่อสู้ของรัฐให้น้อยลงจนไม่สามารถตอบโต้ปฏิบัติการของกองโจรกลุ่มนี้ได้อย่างเต็มกำลัง ทำให้ศักยภาพในการต่อสู้ของรัฐต่อขบวนการร้ายแห่งนี้เป็นฝ่ายเสียเปรียบกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่การบั่นทอนศักยภาพด้วยการด้อยค่าของหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ โดยมุ่งเป้าไปที่ กอ.รมน. รวมทั้งกองทัพที่เกี่ยวเนื่องกับการต่อสู้กับพวกเขา ผ่านการให้ความเห็นสาธารณะและการผลักดันกฎหมายที่จะส่งผลให้เป็นการมัดมือมัดเท้าหน่วยงานทั้งสองดังกล่าวข้างต้นให้อ่อนแอลง อาทิ นักวิชาการและนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เป็นแกนนำต่อสู้ทางความคิดของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐได้พยายามผลักดันแนวคิดการแก้กฎหมายของ กอ.รมน. ที่จะส่งผลให้ กอ.รมน. ง่อยเปลี้ยเสียขามากที่สุดโดยกล่าวอ้างสิทธิและเสรีภาพของประชาชน(ในพื้นที่ปลายด้ามขวาน) ตามรัฐธรรมนูญ การมุ่งสาระสำคัญคือ การยุบเลิก กอ.รมน. อย่างสิ้นเชิงโดยไม่ใช่เป็นเพียงการปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญใดๆ ทั้งที่ กอ.รมน.เป็นหน่วยงานที่ถูกออกแบบมาเพื่อปฏิบัติงานที่มีความยืดหยุ่นสูงด้วยมีเครื่องมือพิเศษที่สามารถต่อกรกับการก่อการร้ายหรือขบวนการใดๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ได้อย่างเหมาะสมเท่าเทียม โดยประเด็นความสำคัญของ กอ.รมน. ที่มีหน้าที่ในการระงับยับยั้งภัยความมั่นคงของประเทศ ซึ่งภัยปัจจุบันมีพัฒนาการขึ้นมาต่างจากอดีต เช่น ภัยคอมมิวนิสต์ ภัยสงคราม ภัยการก่อการร้าย จวบจนปัจจุบันนี้ ภัยคุกคามต่อความเป็นเอกภาพของชาติได้แปรผันไปเป็นภัยจากขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่กำลังเป็นภัยคุกคามหลักที่มีต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐอย่างชัดเจน  การต่อสู้กับขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังและการบูรณาการทุกหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อตอบสนองภัยได้อย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมี พ.ร.บ. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 หรือ จำเป็นต้องมี กอ.รมน. เพื่อตอบสนองภัยคุกคามจากขบวนการร้ายแห่งนี้ในรูปแบบเฉพาะ ที่มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะตอบสนองภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหากออกกฎหมายยุบเลิก กอ.รมน. หรือปรับแก้อำนาจหน้าที่ใหม่ที่ไม่สอดคล้องกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติในพื้นที่ จชต. ย่อมเป็นกระบวนการที่ถูกวางไว้เพื่อนำไปสู่การลดทอนศักยภาพในการต่อสู้ของรัฐที่จะมีต่อขบวนการ้ายแห่งนี้ ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ให้มากพอที่จะนำไปสู่เอกราชของรัฐปาตานีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้ง่ายขึ้น การลดทอนศักยภาพในการต่อสู้ของรัฐกับขบวนการได้ถูกบั่นมอนตลอดมาจนส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐอ่อนแอในการต่อสู้ทุกรูปแบบด้วยเกรงว่าจะส่งผลให้เป็นการละเมิดกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้ต่อสู้นอกกติกามาตลอด ด้วยการก่อการร้ายทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ได้ตามอำเภอใจภายใต้การสนับสนุนของแนวร่วมขบวนการในทุกมิติ อาทิ การต่อสู้ทางกฎหมายในคดี อ.ตากใบ ทำให้เมื่อ 12 กันยายน 2567  อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นอดีตข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ จชต. ทั้ง 8 นาย โดยอัยการสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้ง 8 คน จะไม่ประสงค์ต่อผลที่จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตายก็ตาม แต่การบรรทุกผู้ชุมนุมกว่าพันคน อันเป็นการแออัดเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้ง 78 คน ขาดอากาศหายใจ ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้ง 8 คน จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ซึ่งผลของการสั่งฟ้องของอัยการสูงสุดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีตากใบครั้งนี้ จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่จะส่งผลต่อความมั่นใจตลอดจนขวัญและกำลังใจในการต่อสู้ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง การก่อเหตุร้ายของคนกลุ่มหัวรุนแรงของขบวนการร้ายแห่งนี้ กระทำการเยี่ยงมืออาชีพตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาครั้งแล้วครั้งเล่าจวบจนปัจจุบัน จึงเต็มไปด้วยความเหิมเกริม อุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมายและไม่ยำเกรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐแม้แต่น้อย ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นผลมาจากการต่อสู้ในมิติคู่ขนานกันหลายเวที ทั้งเวทีทางวิชาการที่มุ่งให้ความเห็นด้านเดียวที่เป็นประโยชน์ต่อการแยกการปกครองจากรัฐไทยต่อสาธารณะ การผลักดันกฎหมายในสภาที่มุ่งบั่นทอน ทำลายองค์กรด้านความมั่นคงซึ่งเป็นคู่ต่อสู้อันดับหนึ่งของพวกเขา เพื่อลดหรือทำลายศักยภาพในกรต่อสู้ของรัฐให้น้อยลงจนไม่เหลือพลังมากพอในการต่อสู้กับพวกเขา การเดินเกมที่มุ่งสร้างบทเรียนเป็นกรณีตัวอย่างต่อเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงในอดีตเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาจนมีการสั่งฟ้อง ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นจะกระทำเพื่อการรักษาความมั่นคงของชาติ และรักษาเอกภาพตลอดจนบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐก็ตาม การดำเนินการของขบวนการร้ายในทุกมิติดังกล่าว จึงเป็นการลดทอนศักยภาพในการต่อสู้ของรัฐโดยรวมในที่สุด  
สยามรัฐออนไลน์ |

แยกเดิน ร่วมตี

เสือตัวที่ 6 กลยุทธ์แยกกันเดินและร่วมกันตีเป็นแนวทางการต่อสู้หลักของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) ในอดีตที่ใช้ต่อสู้กับรัฐไทยเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่รูปแบบที่กลุ่มตนเองต้องการด้วยหลักการแยกกันเดินหน้าขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐในทุกรูปแบบที่ต่างคนต่างเดินเกมตามศักยภาพและบทบาทของแต่ละกลุ่มแนวร่วมขบวนการหากแต่ละกิจกรรมการขับเคลื่อนของแต่ละกลุ่มนั้นจะเป็นการเสริมพลังการต่อสู้ให้เข้มแข็งมากขึ้นจนเป็นการทวีกำลังการต่อสู้ฝ่ายตนเองขึ้นเป็นหลายเท่าทวีคูณทั้งยังเป็นการสร้างความสับสนให้ฝ่ายรัฐไปในตัวอีกด้วย ในขณะเดียวกันกิจกรรมเพื่อเดินหน้าของแต่ละกลุ่มที่แยกกันกระทำนั้นจะเป็นการมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างสัมพันธ์สอดรับกันนั่นคืออิสรภาพในการปกครองตามรูปแบบที่กลุ่มตนต้องการ และกลยุทธ์แยกกันเดินและร่วมกันตีดังกล่าวนั้นก็ถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐไทยของกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอย่างกลมกลืนและทรงพลังยิ่ง การขับเคลื่อนการต่อสู้ทางความคิดผ่านทุกเวทีที่มีโอกาสภายใต้ร่มใหญ่ของกระบวนการพูดคุยเจรจาสันติภาพระหว่างตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็นกับตัวแทนของรัฐไทยที่กำลังเดินหน้าอย่างเข้มข้นในเวลานี้ที่กล่าวอ้างข้อตกลงร่วมของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ JCPP (Joint Comprehensive Plan towards Peace) ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันของคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐหรือการเจรจาสันติภาพของขบวนการบีอาร์เอ็น ได้จัดทำขึ้นเมื่อ ก.พ. 2566 โดยทั้งผู้แทนรัฐและบีอาร์เอ็นต่างตกลงร่วมกันใน 3 ประเด็นสำคัญคือ 1.ลดความรุนแรงในพื้นที่ 2.จัดให้มีเวทีปรึกษาหารือกับประชาชน และ 3.การแสวงหาทางออกทางการเมือง โดยกลุ่มบีอาร์เอ็นยื่นเงื่อนไขอันเป็นการบ่งบอกว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นมีอำนาจเหนือรัฐอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังดำเนินการร่วมกับการแอบซ่อนแฝงเร้นการสั่งสมบ่มเพาะแนวคิดอันเป็นปรปักษ์กับความมั่นคงและบูรณภาพแห่งอาณาเขตของชาติให้เกิดกับเด็กและเยาวชนตลอดจนคนในชุมชน ขยายแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจนสร้างความเห็นร่วมในการให้อิสรภาพในการอยู่กันเองของคนในพื้นที่โดยอ้างหลักการตามรัฐธรรมนูญไทยที่ให้สิทธิและเสรีภาพในการดำรงชีวิตของประชาชนไทยพร้อมกับการสร้างความเห็นต่างจนเกิดความเกลียดชังคนต่างความคิดผ่านกิจกรรมที่แฝงไว้ซึ่งการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่กับคนต่างพื้นที่จนเป็นการสร้างแนวคิดอุดมการณ์การต่อสู้กับรัฐเพื่อเอกราชการปกครองของคนในพื้นที่อย่างโจ่งแจ้ง อาทิ ปรากฏการณ์ต้นเดือนสิงหาที่ผ่านมา เกิดการรวมตัวกันทำการแห่ศพผู้ก่อการร้ายที่ถูกวิสามัญอันเกิดจากการต่อสู้ด้วยอาวุธกับเจ้าหน้าที่รัฐ ในระหว่างแห่ศพคนร้ายได้มีการส่งเสียงตะโกน Patani Merdeka ซึ่งแปลเป็นไทยว่า เอกราชปาตานี เป็นระยะๆ ตลอดทาง อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อันเป็นการเชิดชูคนเหล่านี้ให้เป็นนักรบผู้กล้าในสงครามศักดิ์สิทธิ์ของขบวนการต่อสู้กับรัฐกลุ่มนี้อย่างออกนอกหน้า ทั้งยังเป็นการยกย่องให้เป็นเยี่ยงอย่างให้แนวร่วมขบวนการนำไปเป็นแบบอย่างให้สานต่อแนวคิดอุดมการณ์การต่อสู้ของพวกเขาให้สืบเนื่องต่อไปอย่างอหังการ การนัดแนะรวมตัวเพื่อร่วมขบวนแห่ศพเยี่ยงวีรบุรุษของพวกเขาสามารถกระทำได้อย่างรวดเร็วและสามารถสร้างแนวคิดอารมณ์ร่วมในการต่อสู้ของมวลชนคนในพื้นที่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อให้เกิดพลังในการร่วมกันต่อต้านรัฐอย่างได้ผลสะท้อนแนวคิดอุดมการณ์การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของพวกเขาที่ถูกสร้างสมมาบ่มเพาะมาอย่างยาวนาน การเดินเกมเพื่อการต่อสู้ทางความคิดกับรัฐผ่านเวทีตามกระบวนการและกิจกรรมต่างๆ ข้างต้นเพื่อสร้างแนวร่วมทางความคิดอุดมการณ์ให้กล้าแข็งพร้อมสร้างแนวร่วมระดับชาติทั้งที่ตั้งใจและที่ไม่ได้ตั้งใจ ให้เป็นแนวร่วมในการหนุนเสริมการได้มาซึ่งอิสรภาพและเสรีภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ ในขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็ได้ใช้บทบาทของการต่อสู้ด้วยอาวุธของกองกำลังติดอาวุธไปด้วยอย่างได้ผล ในขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ยังแยกการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่องด้วยการให้กองกำลังติดอาวุธและแนวร่วมที่จัดตั้งขึ้นอย่างเข้มแข็งแล้ว ร่วมกันก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบโดยมุ่งเป้าหมายหลักไปที่คนและสถานที่ของรัฐอันเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าเป็นการต่อสู้ของคนในท้องถิ่นกับรัฐผู้ปกครองเพื่อให้เกิดแนวร่วมระดับนานาชาติในการให้การสนับสนุนขบวนการนี้ให้มีเอกราชตามตั้งใจ อาทิ ล่าสุด เมื่อ 14 ก.ย. กองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้เข้าโจมตีหน่วยราชการโดยมีการสาดกระสุนหลายนัดและลอบจุดระเบิดตู้เอทีเอ็มและเผาอาคารสำนักงานและรถยนต์ทางราชการ อบต.บ้านโหนด จ.สงขลา เป็นต้น ซึ่งนั่นจะไม่ใช่การโจมตีครั้งสุดท้ายของพวกเขาอย่างแน่นอน กลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ ใช้แนวทางการต่อสู้ที่สืบทอดมาจากการต่อสู้ของ พคท. ในอดีต หากแต่มีการประยุกต์ใช้ให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งยังมุ่งสืบทอดแนวคิดหลักการของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ประธานกรรมการอิสลาม จ.ปัตตานี เมื่อ 3 เม.ย. 2490 อันบ่งบอกถึงความเป็นเอกราชของปาตานี อาทิ 1.ผู้มีอำนาจปกครองในพื้นที่นี้ต้องเป็นมุสลิมใน 4 จังหวัด  2.การศึกษาภาษามลายูควบคู่ไปกับภาษาไทย 3.ภาษีที่เก็บได้ให้ใช้ภายใน 4 จังหวัดเท่านั้น 4.ภาษาราชการ ให้ใช้ภาษามลายูควบคู่กับภาษาไทย 5.ให้ศาลรับพิจารณาตามกฎหมายอิสลาม เป็นต้น เหล่านี้จึงทำให้เห็นว่าการแยกกันเดินเกมการต่อสู้โดยคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้บทบาทของการเจรจาเพื่อสันติภาพ คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ใช้บทบาทของการกดดันการออกนโยบายและกฎหมายที่เอื้อให้เกิดอิสรภาพกับพวกเขา และอีกกลุ่มหนึ่งก็สั่งสมบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐให้เกิดกับคนคนพื้นที่จนเป็นการสะสมพลังทางความคิดแบ่งแยกกับรัฐอย่างสุดโต่ง ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ดำรงความพยายามในการใช้บทบาทความรุนแรงก่อเหตุโจมตีทุกเป้าหมายที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการแยกกันเดินเกมการต่อสู้ตามบทบาทของแต่ละกลุ่ม หากแต่เป็นเกมการต่อสู้ที่สอดประสานกันอย่างกลมกลืนอันเป็นการร่วมกันตีที่มีพลังมากขึ้นเป็นทวีคูณ
สยามรัฐออนไลน์ |

คลื่นใต้น้ำ

เสือตัวที่ 6 การขับเคลื่อนการต่อสู้ของกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐไม่ได้หยุดนิ่งไปตามภาพที่เห็นด้วยตาจากปรากฏการณ์ความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐแต่อย่างใด ในทางตรงข้าม ความสงบราบเรียบในการดำเนินชีวิตของผู้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ซ่อนความเคลื่อนไหวเงียบๆ ตลอดจนซ่อนปนการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายปลายทางสุดท้ายของพวกเขา นั่นคือเอกราชรัฐปาตานีที่กลุ่มขบวนการ บีอาร์เอ็นป่าวประกาศอย่างโจ่งแจ้งตลอดมา ด้วยการแอบซ่อนเจตนาอันเป็นปรปักษ์กับความมั่นคงของชาติผ่านการจัดกิจกรรมหลายครั้งที่อ้างว่าเป็นการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมประจำถิ่น เป็นการแสดงออกจากความคิดของเยาวชนนักเรียนนักศึกษาในพื้นที่โดยอ้างว่าเป็นไปตามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจนส่งผลให้หน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐยากลำบากในการเข้าไปเกาะติดแทรกแซง ทั้งที่การแสดงออกผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าเหล่านั้นได้ชี้ชัดถึงการเรียกร้องความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นซึ่งนำไปสู่การแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของรัฐ การประกาศในกิจกรรมว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นดินแดนแห่งสงคราม หรือดารุลฮัรบี จึงมีความชอบธรรมต่อกลุ่มก่อความไม่สงบในการทำญิฮาดหรือสงครามศาสนา ซึ่งกลุ่มบีอาร์เอ็นนำมาใช้เป็นเงื่อนไขเคลื่อนไหวปลุกระดมในพื้นที่อย่างเข้มข้น สอดรับกับปรากฏการณ์การแห่ศพโดยมีผู้คนเคลื่อนตัวเต็มถนน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อนำไปฝังที่กุโบร์ตามหลักศาสนาอย่างเอิกเกริก โดยมีการกล่าวสดุดีการกระทำของผู้สูญเสียทั้ง 3 ราย เป็นวีรกรรมที่ต้องยกย่องเป็นแบบอย่างดั่งนักรบผู้กล้าที่ต่อสู้จนตัวตายเพื่อแนวคิดอุดมการณ์ของขบวนการศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา หรือการจัดเวทีการเสวนาสัมมนาทางวิชาการต่างๆ สร้างความเข้าใจผิด บั่นทอน ลดคุณค่า สร้างความเห็นต่างจากรัฐและต่อต้านการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการอ้างสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมาย เชื่อมโยงกับการต่อสู้ในมิติทางการเมืองระหว่างประเทศ ล้วนเป็นการบ่งบอกว่าขบวนการบีอาร์เอ็นยังคงดำรงการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง นอกจากนั้นรูปแบบการปกปิดซ่อนเร้นอำพรางการอบรมบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐขยายผลเป็นสุดโต่งและถึงขั้นเกลียดชังจนกระทั่งเข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐด้วยความเต็มใจในที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงจากที่กระทำการบ่มเพาะความเห็นต่างกับรัฐในสถานศึกษาไปเป็นการกระทำนอกสถานศึกษา ในรูปแบบของการจัดกิจกรรมเข้าค่ายนอกสถานที่ในห้วงต่างๆ เช่น ห้วงการปิดภาคเรียน รวมทั้งการใช้สถานที่อื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของหน่วยงานด้านความมั่นคง ในการใช้เป็นแหล่งบ่มเพาะความเห็นต่างสร้างแนวคิดรุนแรง สร้างความเกลียดชังจนเป็นปรปักษ์กับรัฐ สู่การชักจูงเยาวชนให้เข้าร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างเต็มใจ นับเป็นการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐอย่างต่อเนื่องและแหลมคมด้วยการปิดบังอำพรางซ่อนเร้นการบ่มเพาะความเห็นต่างกับรัฐอย่างแนบเนียนจนได้แนวร่วมขบวนการหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น  สามารถปกปิดร่องรอยจากเจ้าหน้าที่รัฐจนสามารถดำรงความสามารถในการสร้างแนวร่วมขบวนการต่อสู้กับรัฐผ่านกระบวนการบ่มเพาะสานต่อแนวคิดการต่อสู้เพื่อรัฐปัตตานีได้อย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การสนองตอบเป้าหมายระดับยุทธศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้เพื่ออิสรภาพการปกครองโดยกลุ่มคนของพวกเขาเอง การดำรงการต่อสู้ของขบวนการที่เป็นปรปักษ์กับความเป็นเอกภาพของรัฐไทยยังคงเข้มข้นอยู่อย่างไม่หยุดยั้งแม้ภาพโดยรวมของสถานการณ์ความขัดแย้งแตกต่างจากรัฐจะดูสงบราบรื่น หากแต่แท้ที่จริงแล้ว ท่ามกลางความสงบราบเรียบเหล่านั้น ยังคงมีการขับเคลื่อนการต่อสู้เพื่อการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอยู่อย่างต่อเนื่องด้วยการขับเคลื่อนการบ่มเพาะแนวคิดความเห็นต่างจากรัฐอย่างเงียบๆ ไปในวงกว้างทั้งในระบบโรงเรียน สถานศึกษาทุกระดับ ในชุมชน ในเรือนจำ ในหมู่นักวิชาการทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ จนถึงระดับนักการเมือง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มคนเป้าหมายของขบวนการที่หวังจะบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐด้วยวิธีการที่แนบเนียนจนรัฐไม่อาจรับรู้ได้ สอดรับกับนักวิเคราะห์ความมั่นคงจากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศมาเลเซียท่านหนึ่ง กล่าวว่า บางทีการต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายสุดท้ายคือการได้รับเอกราช อิสรภาพในการปกครองกันเองหรืออำนาจในการปกครองตนเองของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐในพื้นที่จะไม่ใช่ ณ เวลานี้ ที่คนกลุ่มเห็นต่างกลุ่มนี้ยังรอคอยและต่อสู้มาได้มาเป็นเวลานานหลายสิบปี พวกเขาอดทนรอได้ด้วยย่างก้าวที่มีจุดหมายทีละก้าวอย่างมีนัย แม้อาจยังห่างไกล แต่อย่างน้อยพวกเขาได้เริ่มก้าวแรกและยังคงก้าวอยู่ต่อไปอย่างมั่นคงเข้มแข็งจนกว่าจะบรรลุสิ่งนั้น นั่นคือการได้รับเอกราช อิสรภาพในการปกครองกันเองของกลุ่มเห็นต่างจากรัฐ ท่ามกลางบรรยากาศของความสงบราบเรียบในพื้นที่สมรภูมิแห่งนี้ จึงนับเป็นโอกาสทองของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่จะสะสมศักยภาพในการต่อสู้ในทุกมิติ ทั้งยังหลอกล่อให้หน่วยงานภาครัฐหลงลำพองว่าสามารถควบคุมความสงบได้จนกระทั่งละเลยการเกาะติดและให้น้ำหนักในการต่อสู้กับพวกเขา จนทำให้ขบวนการร้ายแห่งนี้มีเสรีในการขับเคลื่อนการต่อสู้ได้มากขึ้น กลุ่มบีอาร์เอ็นยังคงการสั่งสมบ่มเพาะแนวคิดอันเป็นปรปักษ์กับความมั่นคงของรัฐอย่างเข้มข้นทั้งยังทำได้กว้างขวางมากขึ้นในชุมชน สถานศึกษาทุกระดับ ตลอดจนนักวิชาการในพื้นที่และนอกพื้นที่ผ่านการจัดกิจกรรมสัมมนาหลากหลายโอกาสที่มุ่งให้เกิดแนวคิดในการให้อิสระในการดูแลกันเองของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ทั้งยังส่งผ่านแนวคิดแปลกแยกไปสู่องค์กรระดับชาติเพื่อออกนโยบายตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาสในการปกครองกันเองของขบวนการแห่งนี้ได้มากขึ้นอย่างถูกกฎหมายในที่สุด ดังนั้นสถานการณ์ที่ดูราบรื่นเรียบร้อยจึงหาใช่เรื่องจริงไม่  หากแต่เป็นความราบรื่นที่มีการก่อตัวคลื่นลูกใหญ่ใต้น้ำที่พร้อมจะถาโถมเข้าใส่ทำลายทุกเป้าหมายได้เมื่อโอกาสนั้นมาถึง
สยามรัฐออนไลน์ |

สันติภาพกับบูรณภาพ

เสือตัวที่ 6 มาตรา 52 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดในหมวด 5 หน้าที่ของรัฐไว้ชัดเจนว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งยังเน้นย้ำในมาตรา 53 ไว้ว่า รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นั่นคือธงนำให้รัฐต้องมีหน้าที่ในการรักษาไว้ซึ่งบูรณภาพแห่งอาณาเขตของชาติไว้โดยจะต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อการนั้นอย่างเคร่งครัดและเท่าเทียมในทุกตารางนิ้วของประเทศรวมทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีกลุ่มคนกำลังพยายามต่อต้านรัฐทุกรูปแบบเพื่อขับเคลื่อนการต่อสู้ไปสู่อิสรภาพในการปกครองดูแลกันเอง ปลดปล่อยอำนาจรัฐเพื่อแยกตัวเป็นอิสระจนสู่การเป็นเอกราชของคนในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งนั่นคือการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอันเป็นการละเมิดความเป็นบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไทยซึ่งเป็นกติการกฎหมายสูงสุดของรัฐอย่างชัดแจ้ง บนเส้นทางของการต่อสู้ในสมรภูมินี้เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนหลายชั้นจนยากที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐจะมองเห็นกลยุทธ์อันลุ่มลึกของฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนกลุ่มนี้ได้โดยง่าย ด้วยความลุ่มลึกของวิถีการต่อสู้กับรัฐได้ซ่อนเจตนาที่แท้ของพวกเขาโดยฉาบทาด้วยวาทกรรมสวยหรูต่างๆ อาทิ การเจรจาสันติภาพเพื่อการแก้ปัญหาด้วยคนในพื้นที่เองโดยอ้างมาตรา 57 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย ทำให้เกิดปรากฏการณ์การจัดกิจกรรมทั้งในและนอกพื้นที่ โดยสร้างภาพให้เชื่อว่าเป็นการทำงานด้านสันติวิธีและด้านสิทธิมนุษยชน หากแต่มุ่งเน้นกิจกรรมปลุกกระแสอัตลักษณ์ ความมีตัวตนของขบวนการโดยเฉพาะกลุ่ม BRN เพื่อความชอบธรรมในการต่อสู้พร้อมกับเสนอที่อ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชนสู่การรับรู้ของสาธารณะโดยอาศัยการดำเนินงานของกลุ่มแนวร่วมสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือกลุ่ม PerMAS ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม พยายามมุ่งสู่หลักการสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (RSD) การปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแบบสุดโต่ง และความเข้าใจผิดในหลักศาสนา (ดารุลฮัรบี) ล้วนเป็นเป้าหมายสำคัญในการต่อสู้กับรัฐ โดยมุ่งเติมแต่งหลักการจากแนวทางสงบสันติไปสู่ความขัดแย้งกับคนต่างความเชื่อทางศาสนามากขึ้น พร้อมกับการปฏิเสธการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมกับสังคมใหญ่ของชาติเพื่อคงศักยภาพในการต่อสู้ (ทางความคิด) เอาชนะทางการเมืองนั่นคืออิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่อย่างสมบูรณ์ การแสดงออกถึงความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการแสดงออกด้วยกิจกรรมหลายครั้งดังกล่าว ด้วยสิ่งที่ได้จากการจัดกิจกรรมรวมตัวของเยาวชนได้ซ่อนความหมายที่พยายามหล่อหลอมความคิดให้คนรุ่นใหม่เชื่อว่า กลุ่มคนในพื้นที่แห่งนี้มีความเป็นชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของชนชาติของตน รวมทั้งมีอัตลักษณ์และวิถีชีวิตเป็นของตนเอง หากแต่แท้ที่จริงแล้วแนวคิดเหล่านั้นได้ส่งผ่านออกมาให้ได้รับรู้ในวงกว้างอย่างแยบยลผ่านวาทกรรมการแก้ปัญหาในพื้นที่แห่งนี้ ต้องแก้ด้วยการสร้างสันติภาพที่ประชาชนเป็นเจ้าของ แต่ซ่อนเป้าหมายที่แท้จริง นั่นคือการแบ่งแยกดินแดนจากรัฐเพื่ออิสระในการปกครองกันเองอันเป็นสันติภาพที่เป็นการละเมิดต่อความเป็นบูรณภาพแห่งอาณาเขตอย่างชัดเจน นอกจากนั้น การกล่าวอ้างว่ารัฐต้องให้การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วม หากแต่การดำเนินการดังกล่าวนั้นรัฐต้องดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติอย่างเคร่งครัดด้วย ในขณะที่ขบวนการบีอาร์เอ็นมีความชัดเจนในข้อเสนอของทางเดินไปสู่ทางออกทางการเมืองผ่านแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติภาพแบบองค์รวม (JCPP) โดยเป็นฝ่ายที่ยื่นเงื่อนไขของสาระในประเด็นทางออกทางการเมืองที่ชัดเจนหลายประเด็น อาทิ การยอมรับอัตลักษณ์ของชุมชนปาตานี สิทธิมนุษยชน การศึกษา ภาษา ระบบกฎหมาย ตลอดจนข้อเสนอที่อ้างว่าเป็นการเปิดกว้างให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการแสวงหาทางออกทางการเมือง หากแต่ซ่อนปมนำไปสู่การใช้สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองในอนาคตอันใกล้ แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติภาพแบบองค์รวม (JCPP) เป็นหลักการที่ทั้งผู้แทนรัฐและตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็น เห็นชอบร่วมกันว่ามันเป็นหนทางสู่สันติภาพ เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ข้อตกลงที่ก่อให้เกิดสันติภาพได้ในอนาคตซึ่งคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพของรัฐยังแสดงท่าทีมั่นใจว่า แนวทางดังกล่าวนี้จะเดินหน้าสู่สันติภาพอย่างยั่งยืนทุกด้านแบบองค์รวม โดยการดำเนินการตามกรอบ JCPP ดังกล่าว ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทยทั้งเห็นว่าบีอาร์เอ็นยังไม่ได้แสดงท่าทีว่าต้องการความเป็นรัฐเอกราช หากแต่รัฐต้องตระหนักว่า บีอาร์เอ็นกำลังกล่าวอ้างวาทะกรรมสวยหรูว่า การแสวงหาทางออกทางการเมืองตามแนวทาง JCPP สู่สันติภาพที่ยั่งยืนนั้นต้องให้คนในพื้นที่แก้ปัญหากันเอง และรัฐต้องให้การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ หากแต่การเดินตามหลักการการแก้ปัญหาความเห็นต่างในพื้นที่กับรัฐสู่เป้าหมายสันติภาพอย่างยั่งยืนที่แท้จริงนั้น ต้องเป็นสันติภาพที่คู่ขนานกับการรักษาบูรณภาพแห่งอาณาเขตตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
สยามรัฐออนไลน์ |

การต่อสู้ที่แหลมคม

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกการปกครองที่มีกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Patani Malayu National Revolutionary Front : BRN) เป็นตัวการหลักในการต่อสู้กับรัฐในขณะนี้ ที่ดำรงความมุ่งหมายในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพการปกครองกันเอง โดยทุ่มเทความพยายามทุกวิถีทางในการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐอย่างเข้มข้นต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 20 ปี หากแต่ปรับการต่อสู้ไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเป็นระยะๆ ตามห้วงเวลา จนกระทั่งการต่อสู้ของขบวนการ BRN ในขณะนี้ได้ปรับมามุ่งเน้นเป็นการต่อสู้ทางการเมืองกับรัฐโดยการส่งผ่านแนวคิดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐในทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างแนบเนียนท่ามกลางบรรยากาศในพื้นที่ที่ดูเสมือนว่ามีความสงบที่เหตุร้ายจากการลงมือของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่ลดน้อยลงอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ท่ามกลางบรรยากาศในพื้นที่ที่ดูเสมือนว่าสถานการณ์การต่อสู้ระหว่างรัฐกับขบวนการ BRN จะอยู่ในความควบคุมของรัฐด้วยตัวชี้วัดของจำนวนเหตุร้ายเป็นสำคัญ หากแต่นั่นเป็นเพียงตัวชี้วัดเดียวที่ไม่อาจสะท้อนความเป็นจริงได้ทั้งหมด ด้วยเพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากการปรับกลยุทธ์การต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่ผันแปรไปตามสถานการณ์ในห้วงเวลา แกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐเปลี่ยนน้ำหนักการต่อสู้ไปเป็นการต่อสู้ทางการเมืองเป็นหลักโดยยังคงความพยายามในการบรรลุเป้าหมายสุดท้ายนั่นคือเอกราชของปาตานีที่พวกเขาใฝ่ฝัน การมุ่งต่อสู้ทางการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐในการปกครองกันเองเยี่ยงรัฐเอกราช จึงทำให้บรรยากาศในพื้นที่กลับเป็นภาพลวงตาให้รัฐเชื่อว่ารัฐสามารถเอาชนะขบวนการร้ายแห่งนี้ได้แล้ว หากแต่แท้ที่จริงแล้วขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ กำลังมุ่งเน้นการต่อสู้ทางความคิดกับรัฐ ด้วยดำรงการหล่อหลอมกล่อมเกลา บ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐอย่างเข้มข้น ต่อเนื่องและเป็นระบบให้เกิดกับทุกกลุ่มเป้าหมายเพื่อก่อให้เกิดพลังในการบีบบังคับให้รัฐยอมจำนนจนให้อิสรภาพการดำเนินชีวิตตามวิถีทางที่พวกเขาต้องการให้กับคนในพื้นที่แห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การต่อสู้ทางการเมืองด้วยการดำรงการหล่อหลอมกล่อมเกลา บ่มเพาะ ขยายแนวความคิดให้กับกลุ่มเป้าหมายยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งเกิดความเกลียดชังรัฐและคนกลุ่มอื่นในพื้นที่ของรัฐอย่างสุดโต่งและคนกลุ่มนี้พร้อมที่จะร่วมมือกับขบวนการ BRN เข้าต่อสู้กับรัฐในทุกวิถีทาง ทุกเวทีการต่อสู้ที่มีโอกาสด้วยความเต็มใจและมีความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมในชัยชนะของพวกเขา การขยายแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐจนกระทั่งเกิดความเกลียดชังอย่างสุดโต่งในความเป็นรัฐ จึงยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้นต่อไปท่ามกลางความสงบเงียบในพื้นที่จากความตั้งใจที่จะซ่อนพรางการตรวจจับของรัฐ กลุ่มขบวนการขบวนการแบ่งแยกดินแดนเคลื่อนไหวการต่อสู้ทางการเมืองอย่างลับๆ อย่างต่อเนื่อง ที่ลดการใช้อาวุธไปเป็นการให้น้ำหนักกับการต่อสู้ทางความคิดเพื่อบรรลุผลทางการเมือง นั่นคือเอกราชการปกครองของปาตานี นับเป็นกลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐที่สามารถซ่อนพราง แนบเนียน และแหลมคมยิ่ง การต่อสู้ทางความคิดเพื่อบรรลุผลทางการเมืองของขบวนการเห็นต่างจากรัฐกลุ่มนี้ได้ขับเคลื่อนคู่ขนานกับความพยายามในการบั่นทอนศักยภาพ หรือพละกำลังในการต่อสู้ของรัฐกับขบวนการของพวกเขาในทุกรูปแบบ อาทิ ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐนำเสนอแนวคิดผ่านแนวร่วมระดับชาติ ที่เสนอให้ยุบเลิกหน่วยงานพิเศษที่เป็นหน่วยงานหลักในการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้ โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 และ ศอ.บต. ตลอดจนให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยอ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนในพื้นที่ รวมทั้งเสนอแนวคิดเงื่อนไขให้รัฐผ่อนปรนข้อปฏิบัติที่มีต่อผู้มีหมายจับในคดีความมั่นคงตามเงื่อนไขในข้อตกลงร่วมตามแนวทางของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) อาทิ เงื่อนไขให้รัฐต้องทำ 4 ไม่ กล่าวคือ ไม่ปิดล้อม ไม่ตรวจดีเอ็นเอ ไม่จับกุม ไม่ติดประกาศหมายจับและรัฐต้องทำ 3 ลด คือ ลดลาดตระเวน ลดจุดตรวจ ลดพื้นที่ พ.ร.ก. และรัฐต้องทำ 4 ยอม กล่าวคือ ยอมให้บีอาร์เอ็นเปิดเผยตัวโดยไม่มีการจับกุม ยอมให้เข้าเมืองได้ ยอมให้จัดเวทีประชุมระดมความเห็นเพื่อแสวงหาทางออกทางการเมือง นอกจากนั้น ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ ยังอ้างว่า กอ.รมน.ภาค 4 และ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานและกฎหมายที่สร้างเงื่อนไขให้คนในพื้นที่เห็นต่างจากรัฐเพราะความไม่เป็นธรรมของรัฐที่มีต่อคนในพื้นที่ ทั้งยังเสนอแนวคิดยื่นข้อเสนอให้รัฐถอนกำลังทหารติดอาวุธออกจากพื้นที่แห่งนี้โดยอ้างว่าคนในพื้นที่ชุมชนสามารถดูแลกันเองได้เฉกเช่นพื้นที่อื่นโดยทั่วไปของรัฐ การยื่นข้อเสนอ ข้อเรียกร้อง ตลอดจนเงื่อนไขต่างๆ ดังกล่าว คู่ขนานกับการสั่งสมบ่มเพาะ ปลุกระดมความคิดความเห็นต่าง จนกระทั่งเกิดความเกลียดชังรัฐอย่างสุดโต่งตลอดมา ตลอดจนการสร้างเงื่อนไขในประเด็นประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล ชาติพันธุ์ของคนในพื้นที่ที่เป็นของตนเอง จึงเป็นการต่อสู้ทางความคิดเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองซึ่งนั่นก็คือเอกราชรัฐปาตานีที่แกนนำใฝ่ฝัน ท่ามกลางการซ่อนพรางการขับเคลื่อนต่อสู้ทางความคิดในบรรยากาศของความสงบเรียบร้อย เป็นเพียงกลลวงให้ฝ่ายรัฐถูกตรึงให้อยู่กับที่ และเปิดโอกาสให้กองกำลังติดอาวุธของขบวนการได้พัฒนาตนเองให้กล้าแข็งขึ้นสู่การคงไว้ซึ่งการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างรุนแรงอีกครั้งตามจังหวะที่เอื้ออำนวย เพื่อนำสู่บรรยากาศของการขัดกันด้วยอาวุธระหว่างคนในพื้นที่กับรัฐ อันจะนำไปสู่การแสวงหาทางออกทางการเมือง รับฟังความเห็นของชุมชนสู่การกำหนดอนาคตของตนเอง (RSD.) ในที่สุด ท่ามกลางบรรยากาศของความสงบราบเรียบ หากแต่ซ่อนเร้นการต่อสู้ทางความคิดเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่ม BRN ที่มีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ พวกเขารู้ว่าจะอาศัยเงื่อนไขใด และผ่านเวทีไหน ส่งผ่านไปในห้วงเวลาใด เหล่านี้นับเป็นการต่อสู้ทางความคิดเพื่อเป้าหมายทางการเมืองที่เหนือชั้นและแหลมคมยิ่ง  
สยามรัฐออนไลน์ |

ต่อเนื่องทุกระดับ

เสือตัวที่ 6 ความต่อเนื่องคงเส้นคงวาและแน่วแน่ที่จะเป็นฝ่ายมีชัยชนะในสมรภูมิชายแดนใต้ของรัฐด้วยการดำรงความพยายามบนเส้นทางของการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐนั้นจะเห็นได้ว่ามีศักยภาพในการดำรงความมุ่งหมายสู่อิสรภาพในการปกครองดูแลกันเองในรูปแบบที่พวกเขาต้องการมากกว่าศักยภาพของรัฐอย่างเห็นได้ชัด ด้วยแม้ว่ากาลเวลาหรือสถาณการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หากแต่แกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ก็จะยังคงเส้นคงวาในเป้าหมายระดับยุทธศาสตร์นั่นคือเอกราชในดินแดนปาตานีที่พวกเขาคาดหวัง เรื่อยมาจนถึงความคงเส้นคงวาแน่วแน่ในระดับกลยุทธ์และระดับปฏิบัติการที่คู่ขนานกันไปทุกระดับของการต่อสู้ที่กลมกลืน ทรงพลังและแน่วแน่ด้วยความต่อเนื่องตลอดห้วงเวลาของสงครามครั้งนี้ ในขณะที่รัฐไทยจะขาดความแน่วแน่อย่างคงเส้นคงวาอันส่งผลต่อศักยภาพในการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างเห็นได้ชัด ด้วยการวางยุทธศาสตร์ตลอดถึงกลยุทธ์สู่การปฏิบัตินั้น ต้องมีผลจากระดับนโยบายของรัฐรวมถึงรูปแบบการบริหารจัดการในแบบระบบราชการที่มีข้อจำกัดในเสรีการปฏิบัติที่ขาดความคล่องตัวในการต่อสู้ของเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการเปลี่ยนแปลงในระดับชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่จะส่งผลต่อนโยบายที่เป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้กลยุทธ์และการปฏิบัติในพื้นที่ขาดความต่อเนื่องบนเส้นทางของการต่อสู้ในสมรภูมิที่เป็นสงครามยืดเยื้อเฉกเช่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐแห่งนี้ ในขณะที่รัฐกำลังมีการเปลี่ยนแปลงระดับรัฐ ฝ่ายแกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐยังคงเส้นคงวาในการต่อสู้กับรัฐอย่างเข้มข้นในทุกมิติอย่างต่อเนื่องและกลมกลืนยิ่ง ในขณะที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่กำลังรอคอยนโยบายใหม่ของกลุ่มผู้บริหารชุดใหม่ของรัฐ ก็ยังรอคอยผู้นำกองทัพชุดใหม่ตั้งแต่ระดับกองทัพบกจนถึงระดับแม่ทัพภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลงตามวาระของระบบราชการของรัฐ ย่อมเป็นโอกาสให้กลุ่มต่อต้านรัฐแห่งนี้ขับเคลื่อนการต่อสู้ของขบวนการในทุกมิติอย่างเข้มข้น ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐยังคงต่อเนื่องอย่างเข้มข้นในการสั่งสมบ่มเพาะแนวความคิดอันเป็นปรปักษ์กับรัฐต่อไปในทุกภาคส่วนและทุกพื้นที่ ด้วยความต่อเนื่องคงเส้นคงวาในการสอดแทรกแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐในทุกรูปแบบตั้งแต่สถานศึกษาระดับเล็กสุด จนถึงระดับอุดมศึกษาทุกประเภทอย่างแนบเนียน รวมถึงสร้างสมและตอกย้ำความคิดแปลกแยกดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นแห่งนี้  ในขณะที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐรอดูท่าทีและนโยบายจากรัฐชุดใหม่ ย่อมผ่อนกำลังในการต่อสู้ทางความคิดกับฝ่ายเห็นต่างจากรัฐและผ่อนกำลังในการสกัดกั้นการสั่งสมบ่มเพาะแนวคิดที่เป็นภัยต่อความเป็นปึกแผ่นของชาติ และขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังคงต่อเนื่องคงเส้นคงวาในการต่อสู้ด้วยอาวุธและใช้ความรุนแรงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างเข้มข้น ในขณะที่หน่วยงานความมั่นคงทำได้เพียงการประคับประคอง ควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ไม่ให้เลวร้ายมากขึ้นไปเท่านั้น หาใช่การปฏิบัติการต่อสู้เชิงรุกต่อขวนการต่อต้านรัฐซึ่งจะเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ไม่ ปรากฏการณ์การก่อเหตุร้ายในพื้นที่แม้จะเป็นพื้นที่ในความควบคุมของกองกำลังติดอาวุธของรัฐจึงบ่งบอกถึงศักยภาพของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างเห็นได้ชัดว่ามีความเหนือกว่ารัฐ ทั้งยังเป็นการท้าทายอำนาจรัฐครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยความอหังการในการก่อเหตุระเบิดรถยนต์บริเวณอาคารที่พักเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวในพื้นที่สถานีตำรวจในพื้นที่ชายแดนใต้หลายแห่งที่ผ่ายมาอย่างต่อเนื่องอาทิ แฟลตตำรวจ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมากรวมทั้งแฟลตของตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี แม้จะไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการก่อเหตุร้ายครั้งนี้ก็ตาม แต่เป็นการท้าทายอำนาจรัฐโดยตรงอย่างอุกอาจยิ่ง ด้วยแฟลตตำรวจ เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีสถานะเป็นหน่วยราชการอันเป็นตัวแทนรัฐ การโจมตีแฟลตตำรวจ จึงเท่ากับการโจมตีรัฐ ซึ่งฝ่ายขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐถือว่าเป็นศัตรูที่ต้องทำลายรวมทั้งการปล้นปืนชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านในพื้นที่ จ.ยะลา จำนวน 4 จุด ในค่ำคืนของวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา นับเป็นการท้าทายอำนาจรัฐโดยตรง ตลอดจนเมื่อ 12 ส.ค.67 ที่ผ่านมา กองกำลังติดอาวุธร่วมกับแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐได้ก่อเหตุรุนแรงอย่างเหิมเกริมด้วยการใช้ระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์ขว้างใส่ด่านจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ทหารพรานบาตู ม.6 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ถึง 4 จุด ซึ่งพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐในการจัดงานตลาดถนนคนเดินที่จัดขึ้นในวันที่ 9 - 12 ส.ค.67และในขณะนั้นมีประชาชนมาร่วมงานนี้เป็นจำนวนมาก นับเป็นความท้าทายอำนาจรัฐอีกครั้งหนึ่ง โดยการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเหตุให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และมีผู้บาดเจ็บเป็นเจ้าหน้าที่ทหารพรานและชาวบ้าน รวม 4 ราย ทั้งคนกลุ่มก่อเหตุนี้ยังสามารถหลบหนีไปได้ด้วยการสนับสนุนจากแนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ได้เช่นเคย การต่อสู้อย่างต่อเนื่องทุกระดับตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้มีความชัดเจนแน่วแน่อย่างต่อเนื่องคือการได้มาซึ่งอิสระและเสรีภาพในการเป็นอยู่ตามวิถีทางและรูปแบบที่พวกเขาต้องการที่เรียกได้ว่าเป็นเอกราชของดินแดนปาตานีที่พวกเขาปรารถนาอย่างแรงกล้า และมันได้ถูกถ่ายทอดสู่กลยุทธ์การต่อสู้ของขบวนการนี้ที่พลิกพลิ้วไปตามสถานการณ์แต่ละช่วงเวลาที่ผันผ่านไป หากแต่ยังคงเสมอต้นเสมอปลายคงเส้นคงวาในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายระดับยุทธศาสตร์เอกราชปาตานี ที่มีการปฏิบัติระดับพื้นที่เป็นกลไกขับเคลื่อนที่ทรงพลัง ตั้งแต่การหลอมรวมแนวคิดที่แน่วแน่ในการต่อสู้ให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่โดยมีการต่อสู้ด้วยอาวุธที่คงเส้นคงวาแม้กาลเวลาจะผ่านไปเพียงใด แกนนำขบวนการจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร พวกเขายังคงเดินหน้าต่อสู้กับรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งนั่นคือความต่อเนื่องทุกระดับการต่อสู้อันทรงพลังของขบวนการร้ายกลุ่มนี้ที่รัฐไทยยังไม่มี
สยามรัฐออนไลน์ |

อำนาจรัฐ

เสือตัวที่ 6 9 ส.ค. 2567 เกิดเหตุคนร้ายที่เป็นกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ก่อเหตุความไม่สงบด้วยการรวมกำลังคนจำนวนไม่ต่ำกว่า 7-8 คน ภายใต้การสนับสนุนของแนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ ได้ลอบวางระเบิดที่วางแผนมาอย่างมืออาชีพ เป็นกับดักซ้อนๆ กันถึง 3 ลูก ใน 3 จุด ที่แต่ละลูกล้วนมุ่งหมายที่จะล่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปในพื้นที่สังหารเพื่อให้เกิดการสูญเสียต่อเจ้าหน้าที่รัฐเป็นจำนวนมาก การก่อเหตุร้ายของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐครั้งนี้มีความมุ่งหมายชัดเจนที่จะสังหารผู้บริสุทธิ์โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งเป็นการแสดงศักยภาพของขบวนการร้ายแห่งนี้ว่าสามารถต่อสู้กับรัฐได้อย่างทรงพลัง รวมทั้งเป็นการท้าทายอำนาจรัฐที่แม้จะเป็นพื้นที่ที่น่าจะอยู่ในความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นตำรวจในพื้นที่เป็นอย่างดีก็ตาม หากแต่ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ไปได้หากเป็นความต้องการที่จะทำลายล้างของแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ และความเหนือชั้นของการก่อเหตุอย่างมืออาชีพของขบวนการก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งว่า พวกเขามีศักยภาพในการก่อเหตุร้ายมากมายเพียงใด การวางระเบิดที่หลอกล่อเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้าไปในพื้นที่สังหารหลัก แสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา ซึ่งรัฐไม่อาจเอาชนะด้วยกลยุทธ์ที่ธรรมดาด้วยการมองปรากฏการณ์ของการต่อสู้ในสมรภูมินี้ง่ายๆ เพียงชั้นเดียว การสร้างเหตุร้ายด้วยการจุดระเบิดแสวงเครื่องลูกแรกและลูกที่ 2 ซึ่งคนร้ายได้วางไว้บริเวณถังขยะ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน โดยแรงระเบิดทำให้แผงปลาของชาวบ้านได้รับความเสียหาย หากแต่ทั้งสองลูกแรกนั้นเป็นเพียงเหยื่อล่อให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปพิสูจน์ทราบ ก่อนที่จะจุดระเบิดประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นระเบิดลูกใหญ่ให้ทำลายล้างชีวิตผู้คนได้ในวงกว้าง โดยเป้าหมายของคนร้ายก็คืออาคารที่พักแฟลตของตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีซึ่งมีกำแพงติดกันระเบิดประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นระเบิดลูกใหญ่ถูกจอดทิ้งไว้ด้านหลังกำแพงของอาคารที่พักแฟลตตำรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวสถานีตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี อันเป็นพื้นที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐและผู้คนในชุมชนใกล้เคียงซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิต แต่ก็ถูกระเบิดทำลาย แม้จะไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการก่อเหตุร้ายครั้งนี้ก็ตามแต่เป็นการท้าทายอำนาจรัฐโดยตรงอย่างอุกอาจยิ่ง ปรากฏการณ์ที่คนกลุ่มกองกำลังติดอาวุธได้แฝงตัวเพื่อเฝ้าดูพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังเข้าพิสูจน์ทราบที่เกิดเหตุ และได้กดชนวนระเบิดรถยนต์ประกอบระเบิดคันดังกล่าวอย่างใจเย็น ทำให้เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว สะเก็ดระเบิดกระเด็นเจาะกระจกหุ้มเกราะหน้ารถและประตูด้านซ้ายเกือบทะลุโชคดีที่ตำรวจทั้งสองนายปลอดภัย อีกทั้งสะเก็ดระเบิดลูดังกล่าวยังส่งผลให้รถยนต์ของผู้กำกับ สภ.เมืองปัตตานี ได้รับความเสียหายโดยแรงระเบิดทำให้ไฟลุกไหม้รถกระบะ นอกจากนี้แรงระเบิดยังทำให้กระจกของแฟลตตำรวจ สภ.ปัตตานีแตกกระจายและข้าวของเครื่องใช้ภายในแฟลตพังเสียหายในวงกว้าง  แม้การก่อเหตุร้ายด้วยการวางระเบิดทำลายล้างของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐครั้งนี้ จะไม่ได้ทำให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตหนึ่งใดก็ตาม หากแต่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่ใช่คู่สงครามในวงกว้าง ทั้งเหตุการณ์ครั้งนี้ยังทำลายความเชื่อมั่นของผู้คนที่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่โดยทั่วไป ตลอดจนผู้คนในพื้นที่อื่นๆ ในผืนแผ่นดินไทย รวมทั้งผู้คนในต่างประเทศที่เมื่อรับรู้เหตุร้ายครั้งนี้ ในพื้นที่ในความดูแลของรัฐเช่นนี้ ย่อมคิดได้ว่าอำนาจรัฐไทยยังไปไม่ถึงสมรภูมิแห่งนี้อย่างสมบูรณ์ และการก่อเหตุจุดระเบิดประกอบรถยนต์ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐกำลังเข้าไปในรัศมีระเบิด ย่อมแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนร้ายสามารถเกาะติดเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างอุกอาจ คนร้ายของขบวนการสามารถหลบซ่อนหรือแฝงตัวอยู่ในจุดที่มีเจ้าหน้าที่รัฐอยู่มากมายได้จนสามารถจุดชนวนระเบิดรถยนต์ซึ่งเป็นระเบิดลูกที่ 3 และเป็นระเบิดสังหารลูกหลักของแผนการร้ายนี้ได้อย่างใจเย็น ทั้งคนร้ายกลุ่มนี้ยังสามารถเล็ดรอดหลบหนีการตรวจจับของเจ้าหน้าที่รัฐไปได้อย่างเหลือเชื่อ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีอยู่อย่างดาษดื่นในพื้นที่ที่รัฐเองยังไม่อาจเข้าถึงและแย่งชิงมวลชนเหล่านั้นกลับคืนมาได้ ปรากฏการณ์การลอบวางระเบิดทำลายล้างที่อาคารที่พักแฟลตตำรวจ สภ.เมืองปัตตานีครั้งนี้ ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ครั้งของการลอบวางระเบิดทำลายล้างของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งของการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีตามเจตนารมณ์ของกลุ่มคนเห็นต่างจากรัฐแบบสุดโต่ง ขบวนการร้ายกลุ่มนี้กำลังใช้กลยุทธ์หลากหลายในเวลาเดียวกัน ทั้งการเจรจาต่อรองในเวทีพูดคุยสันติภาพที่มีเป้าหมายหลักคือการเอาชนะทางความคิดที่หมายจะได้สิทธิในการตัดสินใจปกครองกันเองของคนในพื้นที่ แม้ปาตานียังไม่ได้เอกราชโดยสมบูรณ์ แต่ได้สิทธิในการปกครองดูแลกันเองในบริบทของเขตปกครองพิเศษที่สามารถสนองตอบเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาได้นั่นคืออิสรภาพในการปกครองของปาตานี ควบคู่กับการต่อสู้ทางการเมืองระดับชาติที่จะออกกฎหมายอันเอื้อต่อการให้สิทธิเสรีภาพที่อ้างแนวคิดของการแสวงหาทางออกของปัญหาด้วยคนในพื้นที่เอง คู่ขนานกับการต่อสู้ของภาคประชาชนโดยใช้เยาวชนในพื้นที่ในการแสดงกิจกรรมหลากหลายที่อ้างการทวงคืนและเชิดชูวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่แอบแฝงไปด้วยการปลุกระดมแนวคิดเกลียดชังคนเห็นต่าง และสร้างสมบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่งให้ต่อต้านรัฐ ในขณะเดียวกัน ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ ยังใช้กลยุทธ์ก่อเหตุร้ายทำลายล้างเป้าหมายเป็นเครื่องมือในการเร่งเร้าการยอมจำนนของรัฐในเวทีพูดคุยสันติภาพอย่างต่อเนื่อง แม้พื้นที่ก่อเหตุจะเป็นพื้นที่ในความควบคุมของรัฐก็ตามนับเป็นการท้าทายอำนาจรัฐอย่างอุกอาจ ซึ่งรัฐจะต้องตระหนักและต้องเร่งกระชับอำนาจรัฐด้วยการกระทำการใดๆ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งอำนาจรัฐ ด้วยการบังคับใช้กฎหมายกับคนกลุ่มนี้อย่างเข้มข้นและจริงจังเสียที
สยามรัฐออนไลน์ |

สะท้อนแนวคิด

เสือตัวที่ 6 ปรากฏการณ์ปลายเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคมของปี 2567 ได้สะท้อนความจริงให้เห็นถึงแนวความคิดของกลุ่มคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ปลายด้ามขวานอันเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกับรัฐไทยอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่าในห้วงเวลานี้แนวร่วมมวลชนของคนในพื้นที่แห่งนี้เป็นแนวร่วมของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐมากเกินกว่าที่รัฐจะปฏิเสธความจริงได้อีกต่อไป หลายครั้งที่เกิดปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายบ้านเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐโดยการไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์จนกลุ่มคนร้ายต้องถูกวิสามัญฆาตกรรมให้ต้องเสียชีวิตลงอันเนื่องจากกลุ่มคนร้ายเหล่านั้นขัดขืนการจับกุมและต่อสู้เจ้าหน้าที่รัฐ หากแต่การเสียชีวิตลงของกลุ่มคนร้ายเหล่านั้นมักถูกปฏิบัติการโต้กลับของคนในพื้นที่และแนวร่วมขบวนการต่อต้านรัฐ ด้วยการแย่งชิงร่างของผู้เสียชีวิตตลอดจนแห่ศพและกระทำพิธีกรรมเพื่อเชิดชูผู้เสียชีวิตเหล่านั้นที่กระทำการเยี่ยงวีรบุรุษหรือนักรบผู้ทรงเกียรติของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกันอย่างเอิกเกริกโดยไม่เกรงกลัวการจับตาของเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด และปรากฏการณ์ห้วงต้น ส.ค. 67 ที่ผ่านมานี้ ได้ตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า มวลชนคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้เกือบทั้งหมด มีจิตใจแนวคิดฝักใฝ่ฝ่ายใดมากกว่ากัน ปรากฏการณ์ที่มีมวลชนจำนวนมากแห่ร่างคนร้ายที่ต่อสู้การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐและเป็นกลุ่มคนที่เป็นกองกำลังติดอาวุธของขบวนการต่อต้ารัฐอย่างชัดเจนยิ่ง หากแต่มวลชนในพื้นที่ ยังกล้าแสดงออกถึงแนวคิดที่ฝักใฝ่ขบวนการร้ายแห่งนี้ด้วยการประท้วงต่อต้านการกระทำของรัฐจนนักรบของพวกเขาต้องเสียชีวิตลง ทั้งยังกล้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาเป็นมวลชนแนวร่วมของขบวนการที่ต่อสู้กับรัฐเพื่อเอกราชของชาวปาตานีโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองแม้แต่น้อยกลุ่มแนวร่วมและเพื่อนสมาชิกร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ รวมตัวกันทำการแห่ศพผู้ก่อการร้ายทั้ง 3 คน ที่ถูกวิสามัญอันเกิดจากการต่อสู้ด้วยอาวุธกับเจ้าหน้าที่รัฐจนตัวตาย ในระหว่างแห่ศพคนร้ายได้มีการส่งเสียงตะโกน Patani Merdeka ซึ่งแปลเป็นไทยว่า เอกราชปาตานี เป็นระยะ ๆ ตลอดทาง อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อันเป็นการเชิดชูคนเหล่านี้ให้เป็นนักรบอันศักดิ์สิทธิ์ของขบวนการต่อสู้กับรัฐกลุ่มนี้อย่างออกนอกหน้า ทั้งยังเป็นการยกย่องให้เป็นเยี่ยงอย่างให้แนวร่วมขบวนการนำไปเป็นแบบอย่างให้สานต่อแนวคิดอุดมการณ์การต่อสู้ของพวกเขาให้สืบเนื่องต่อไปอย่างทรงพลัง จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ใช้ยุทธการบ้านคลองช้าง โดยเจ้าหน้าที่เข้าบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ บ้านคลองช้าง ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ตั้งแต่ วันที่ 27 ก.ค. 2567 ถึง 1 ส.ค. 2567 รวมเวลา 6 วัน เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 2 นาย สมาชิกกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้เสียชีวิต 3 ราย โดยก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่ได้กระชับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ได้ตรวจพบรองเท้า กระเป๋าเป้ จำนวน 3 ใบ ภายในเป็นของใช้ส่วนตัว และวันที่ 30 ก.ค. 2567 เจ้าหน้าที่ได้ไล่ล่าคนร้ายกลุ่มนี้จนกระทั่งตรวจพบที่พักพิงชั่วคราว จำนวน 2 จุด โดยจุดแรก เป็นลักษณะป้อมเล็กๆ สำหรับเข้าเวรยาม มีเสบียงอาหารและของใช้ส่วนตัว พบบ่อน้ำ สำหรับดื่มกิน จุดที่ 2 เป็นที่พักชั่วคราว อันเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า คนร้ายกลุ่มนี้ เป็นกองกำลังติดอาวุธของขบวนการต่อต้านรัฐที่เป็นมืออาชีพตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากมวลชนคนในพื้นที่ที่มีการส่งเสบียงอาหารและการปกปิดแหล่งหลบซ่อนให้กองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายจนกระทั่งวันที่ 31 ก.ค. 2567 ได้เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ก่อการร้าย เป็นเหตุให้คนร้ายกลุ่มนี้ต้องเสียชีวิต จำนวน 3 คนซึ่งผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย มีหมายจับติดตัวจำนวนมาก ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานฯ เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ได้พบวัตถุพยาน ประกอบด้วย อาวุธปืนสงคราม AK-102 จำนวน 1 กระบอก, อาวุธปืนสงคราม M16 จำนวน 1 กระบอก และปืนพกสั้น จำนวน 2 กระบอก อันบ่งบอกได้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้ายตัวฉกาจของขบวนการและพร้อมจะต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างรุนแรงจนตัวตายเพื่อแนวคิดอุดมการณ์ที่พวกเขาได้ถูกสั่งสมบ่มเพาะมาอย่างเข้มข้น ปรากฏการณ์การจัดขบวนแห่ศพโดยมีผู้คนพร้อมยานพาหนะเคลื่อนตัวเต็มถนน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อนำไปฝังที่กุโบร์ตามหลักศาสนาอย่างเอิกเกริก โดยมีการกล่าวสดุดีการกระทำของผู้สูญเสียทั้ง 3 ราย เป็นวีรกรรมที่ต้องยกย่องเป็นแบบอย่างดั่งนักรบผู้กล้าที่ต่อสู้จนตัวตายเพื่อแนวคิดอุดมการณ์ของขบวนการศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาประกอบกับการสื่อสารของมวลชนคนในพื้นที่ที่ใช้สื่อโซเชียล (Social Media) เพื่อส่งต่อแนวคิดอันเป็นปรปักษ์กับรัฐ ตลอดจนให้รู้เหตุการณ์และนัดหมายการทำกิจกรรมใดๆ ของมวลชนในพื้นที่นั้น พวกเขากระทำได้ดีมีประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นจึงทำให้การขยายผลและตอกย้ำแนวคิดอันเป็นปรปักษ์กับรัฐจึงทำได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง การนัดแนะรวมตัวเพื่อร่วมขบวนแห่ศพเยี่ยงวีระบุรุษของพวกเขาจึงสามารถกระทำได้อย่างรวดเร็วและสามารถสร้างแนวคิดอารมณ์ร่วมในการต่อสู้ของมวลชนคนในพื้นที่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อให้เกิดพลังในการร่วมกันต่อต้านรัฐอย่างได้ผลและทรงพลังยิ่ง การออกมาร่วมแห่งศพวีระบุรุษของพวกเขาด้วยมวลชนจำนวนมาก จึงสะท้อนแนวคิดอุดมการณ์การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของพกเขาที่ถูกสร้างสมมาอย่างยาวนาน พร้อมแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งระหว่างแห่ศพด้วยการส่งเสียงตะโกน Patani Merdeka ตลอดทาง แม้ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 นั้น มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นสมาชิกกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ นับเป็นการท้าทายอำนาจรัฐอย่างโจ่งแจ้งเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นแนวคิดของคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ ให้การฝักใฝ่ เห็นด้วย และให้การสนับสนุน เป็นมวลชนของฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้มากกว่ารัฐอย่างชัดเจน
สยามรัฐออนไลน์ |