(อ้าง)ความชอบธรรม

เสือตัวที่ 6 ห้วงเวลาที่ผ่านมา การก่อเหตุสร้างความรุนแรงอย่างบ้าคลั่งของกลุ่มอาชญากรรม BRN ในพื้นที่ปลายด้ามขวานเต็มไปด้วยความอำมหิตเกินมนุษย์ที่จะยอมรับได้ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดๆ มาเป็นตัวสนับสนุนการกระทำอันโหดร้ายผิดมนุษย์หรือนักรบโดยทั่วไปจะยึดถือปฏิบัติ ณ วันนี้ กลุ่มอาชญากรรม BRN เหิมเกริมทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่มิคสัญญีแห่งนี้ต่อเนื่องมาเป็นเวลาร่วมเดือนนับจากเดือนรอมฎอนเป็นต้นมา สร้างความสลดใจต่อผู้คนทั่วไปที่กลุ่มอาชญากรรม BRN กระทำถึงชีวิตต่อเด็ก ผู้หญิง คนสูงอายุ คนพิการ และนักบวชผู้ถือศีลบริสุทธิ์ขณะออกบิณฑบาตตามหลักศาสนาพุทธ การคร่าชีวิตและทำร้ายผู้คนเหล่านั้นอย่างอำมหิตผิดมนุษย์จึงไม่อาจยอมรับได้ ความโหดร้ายที่นักรบทั่วไปไม่ทำกัน คือการทำร้ายทำลายผู้ที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้หรือไม่ใช่นักรบฝ่ายตรงข้าม นักรบโดยทั่วไปจะละเว้นการทำร้ายทำลายนักบวชไม่ว่าจะเป็นนักบวชในศาสนาไหน ไม่ทำร้ายสตรี และเด็กผู้บริสุทธิ์ ไม่ทำลายสถานที่ทางศาสนาและโรงพยาบาลหรือสถานที่ให้การรักษาพยาบาล  เพราะเหล่านั้นคือหลักมนุษยธรรมในการต่อสู้อันจะนำมาซึ่งความชอบธรรมในการทำสงครามตามหลักสากล การทำสงครามนั้นยังคงมีความเป็นมนุษย์ผู้เจริญแล้วทั้งร่างกายและจิตใจ นักรบในสงครามจะมีเกียรติและศักดิ์ศรีอันเปี่ยมไปด้วยความเป็นสุภาพบุรุษในสนามรบ นักรบที่แท้จริงจะไม่ทำร้ายทำลายผู้ที่อ่อนแอกว่า นักรบที่แท้จะไม่ทำร้ายทำลายผู้ที่ไม่มีทางสู้แม้ผู้นั้นจะเป็นนักรบฝ่ายตรงข้ามก็ตามแต่หากถูกจับกุมแล้วก็จะอยู่ในฐานะเชลยศึกที่นักรบเหล่านั้นจะได้รับการคุ้มครองให้ปราศจาการถูกซ้อมทรมาน หากแต่ว่าในห้วงที่ผ่านมา กลุ่มอาชญากรรม BRN กระทำตรงข้ามกับหลักการทำสงครามหรือหลักการสู้รบเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง การกระทำเหล่านั้นไม่ใช่นักรบใดๆ ตามที่กล่าวอ้างล้างสมอง หากแต่เป็นโจรร้ายในองค์กรอาชญากรรมที่เข่นฆ่าผู้คนผู้บริสุทธิ์อย่างน่าอนาถใจ นับวันกลุ่มอาชญากรรม BRN ยิ่งเหิมเกริมกระทำยี่ยงโจรร้ายในองค์กรอาชญากรรม BRN กราดยิงที่บ้านสองหลังในเวลาค่ำคืนอย่างไม่มีเหตุผลใน ต.โฆษิต อ.ตากใบ ทำให้ผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นชาวบ้านไทยพุทธที่กำลังพักผ่อนอยู่ในบ้าน ต้องเสียชีวิตไปถึง 3 ราย หนึ่งในนั้นคือ เด็กหญิงวัยเพียง 8-9 ขวบ และบาดเจ็บอีก 2 ราย ในวันเดียวกันที่ อ.จะแนะ เกิดเหตุลอบฆ่าหญิงชราวัย 76 ปี ซึ่งตาบอดทั้ง 2 ข้าง และลูกชายที่มีปัญหาทางสมอง มีฐานะยากจนต้องอาศัยข้าวปลาอาหารจากวัดใกล้ที่พักกินประทังชีวิต ขณะเดินทางกลับจากโรงพยาบาล ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นไม่มีทางสู้และไม่ใช่คู่ต่อสู้ใดๆ การที่กลุ่มอาชญากรรม BRN ติดตามและรอบสังหารชาวไทยพุทธหลายรายที่ออกไปทำมาหากินเพื่อหาเลี้ยงชีพตามปกติวิสัย การที่กลุ่มอาชญากรรม BRN ปฏิบัติการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์โดยเลือกเป้าหมายชาวไทยพุทธผู้บริสุทธิ์และไม่มีทางสู้ จึงเป็นการกระทำเยี่ยงโจรอาชญากรรม กลุ่ม BRN ไม่ได้ฆ่าคนเพราะการสู้รบในสงครามตามหลักศาสนาอิสลามแต่อย่างใด พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขสงครามญิฮาดที่กล่าวอ้างหลอกลวงมวลชนให้หลงเชื่อ โดยเฉพาะการฆ่าคนผู้บริสุทธิ์ก็ยิ่งทำไม่ได้ แต่กองโจร BRN เลือกยิงผู้บริสุทธิ์ เด็ก สตรี คนชรา ผู้พิการ พระและเณรในศาสนาพุทธนั้นไม่ใช่การต่อสู้ทางอุดมการณ์ แต่มันคือการลอบสังหารอย่างป่าเถื่อน ไม่มีความเป็นมนุษยธรรมแม้แต่น้อย ความเหิมเกริมท้าทายอำนาจรัฐได้ลุกลามมากขึ้นในขณะที่รัฐยังไม่ชัดเจนในหัวหน้าทีมต่อสู้ของรัฐ กลุ่ม BRN ฉวยโอกาสความอ่อนแอในอำนาจรัฐ เข้าปฏิบัติการลอบสังหารและลอบโจมตีทำร้ายทำลายชีวิตชาวไทยพุทธในพื้นที่ในห้วงเวลาที่ผ่านมาอย่างป่าเถื่อน นอกจากส่งผลต่อความสะพรึงกลัวด้วยความหวาดระแวง รวมทั้งสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนทั้งชาวไทยพุทธและพี่น้องมุสลิมให้ถอยห่างออกจากกันอย่างรุนแรง ยังส่งผลให้ชาวไทยพุทธไม่กล้าอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ซึ่งนั่นคือเป้าหมายของกลุ่มอาชญากรรม BRN ที่ต้องการขับไล่คนต่างศาสนาออกจากพื้นที่ นอกจากนั้น การทำร้ายทำลายชีวิตชาวบ้านไทยพุทธที่ไม่มีทางสู้ยังส่งผลให้ชาวไทยมุสลิมเกิดความไม่เชื่อมั่นในอำนาจรัฐที่จะให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาได้ ซึ่งจะทำให้มวลชนในพื้นที่ไม่กล้าเลือกอยู่กับฝ่ายรัฐ มวลชนที่แม้ไม่เห็นด้วยกับกลุ่ม BRN แต่ก็ไม่กล้าขัดขวาง BRN แต่จะเลือกอยู่กับ BRN ในที่สุด ทั้งการก่ออาชญากรรมเหล่านั้นยังเป็นการปลุกกำลังใจในการสู้รบของสมาชิกกลุ่ม BRN ให้ฮึกเหิมในการต่อสู้กับรัฐอยู่ต่อไปอย่างทรงพลัง ในขณะเดียวกัน การก่อเหตุทำร้ายผู้คนเหล่านี้ ยังเป็นการทำลายขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่รัฐให้ท้อแท้หมดหวังกับความชัดเจนจริงจังในการแก้ปัญหาของรัฐ สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลเป็นภยันตรายต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง ในขณะที่กลุ่มอาชญากรรม BRN กำลังไล่ล่าชีวิตผู้คนผู้บริสุทธิ์ กำลังสนุกกับการคร่าชีวิตผู้ไม่มีทางสู้ ท่ามกลางนักการเมือง นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหลายที่ไม่แสดงท่าทีประณามการกระทำอันเลวร้ายของกลุ่มอาชญากรรม BRN อย่างจริงจัง นักการเมือง นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านั้นกลับให้ความเห็นเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการฆ่าคนของกลุ่ม BRN อีกด้วย หลายกลุ่มพยายามอ้างการฆ่าคนบริสุทธิ์ของกลุ่ม BRN ว่าเป็นการแก้แค้นที่รัฐทำร้ายคนมุสลิมหรือครูสอนศาสนาท่านหนึ่งซึ่งไม่เป็นความจริง หากแต่แท้ที่จริงแล้วกลุ่มอาชญากรรม BRN ได้วางแผนตระเตรียมการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงต่างๆ ขึ้นมาอย่างตั้งใจโดยใช้สื่อที่มีอยู่และการสร้างข่าวลือโหมกระพือผู้คนในพื้นที่โดยกล่าวอ้างว่าการฆ่าชาวไทยพุทธเหล่านั้น เป็นการแก้แค้น เพื่อให้การกระทำอันโหดร้ายนั้นมีความชอบธรรม แต่กระนั้น การฆ่าคนบริสุทธิ์ก็ไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างความชอบธรรมใดๆ ในการแก้แค้นใดๆ ได้ การฆ่าคนบริสุทธิ์จึงไม่อาจใช้โดยอ้างความชอบธรรมในการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนได้
สยามรัฐออนไลน์ |

องค์กรอาชญากรรม

เสือตัวที่ 6 เวลาที่ทอดยาวไปยิ่งนานวันกลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ยิ่งปรากฏภาพให้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ได้รับรู้และเข้าใจตัวตนของกลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้มากขึ้นๆ ผู้คนในพื้นที่ต่างรับรู้กระจ่างชัดกันมากขึ้นว่าความรุนแรงที่พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์และพรากความสงบสุขรวมทั้งพรากความเจริญที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่พร้อมทั้งอนาคตของลูกหลานของคนในพื้นที่ดีขึ้นนั้นหลุดหลายไป ด้วยเป็นเพราะว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามหลอกล่อ ชี้นำความคิดคนในพื้นที่ให้หลงเชื่อตามความคิดของขบวนการร้ายแห่งนี้ให้ร่วมขบวนการต่อสู้กับรัฐโดยอ้างประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ชาตินิยมที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ให้ออกห่างจากคนส่วนอื่นของรัฐ และนำความเชื่อตามหลักศาสนาอิสลามบางส่วนมาบิดเบือนให้เป็นพลังในการเดินหน้าต่อสู้กับรัฐด้วยภาพจินตนาการของสงครามญิฮาดที่ถูกแปลความให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่า คือการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อศาสนา จากการที่ชาวมุสลิมถูกกดขี่ ข่มเหงที่ถูกคนนอกศาสนาอิสลามกระทำ จนไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาอิสลามได้ ซึ่งประเด็นนั้นไม่มีอยู่จริง การกล่าวอ้างชี้นำปลุกระดมให้คนในพื้นที่ต่อสู้กับรัฐด้วยสงครามญิฮาดจึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย    วันนี้สังคมในพื้นที่ปลายด้ามขวานและสังคมโดยทั่วไปเริ่มรับรู้เข้าใจชัดเจนว่าความวุ่นวาย ความไม่ปกติสุขในการดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่และการไม่พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่นั้นเกิดจากกลุ่ม BRN เป็นตัวการสำคัญ ปรากฏการณ์ความไม่ปกติสุขของการดำเนินชีวิตและความล้าหลังที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน เกิดจาก BRN ที่เหนี่ยวรั้ง ทำลายอนาคตของคนในพื้นที่โดยเฉพาะลูกหลานที่ถูกปลุกระดมให้อยู่ในบรรยากาศของสงครามในจิตนาการของสงครามญิฮาดที่ไม่มีอยู่จริง และการยุยงให้คนในพื้นที่เกลียดชังคนต่างความเชื่อทางศาสนาอย่างไม่มีเหตุผล การทนอยู่อย่างยากลำบากโดยการปลุกปั่นว่าเป็นเพราะรัฐไม่ดูแลและไม่ให้ความเป็นธรรมกับคนในพื้นที่ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่ประการใด โดยพี่น้องในพื้นที่รับรู้เข้าใจว่า BRN เป็นฝ่ายทำลายความปกติสุขของคนในพื้นที่อย่างชัดเจนในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐพยายามดูแลพิทักษ์รักษาความสงบสุขให้คนในพื้นที่อย่างชัดเจน การที่ BRN ลอบวางระเบิดหลายครั้งหลายหนได้ทำลายความปกติสุข ได้พรากชีวิตและทรัพย์สินผู้บริสุทธิ์ทั้งชาวพุทธและมุสลิม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งชายและหญิงอย่างโหดร้ายตลอดมา ความชัดเจนในการละเมิดคำสอนของท่านนบีมูฮัมมัด ซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาอิสลาม ของ BRN ที่ชัดเจนคือแม้ในห้วงเดือนรอมฎอน นี้ นับเป็นเดือนที่คัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานลงมาให้แก่ท่านนบีมูฮัมมัด ซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาอิสลาม เพื่อใช้เป็นแนวทางแห่งชีวิต ทำให้ชาวมุสลิมได้ใกล้ชิดกับพระองค์อัลเลาะห์ผู้เป็นเจ้ามากยิ่งขึ้น เดือนรอมฎอน จึงเป็นเดือนอันประเสริฐ ที่มุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่กลุ่ม BRN ยังคงเดินหน้าก่อเหตุร้ายต่อพี่น้องชาวมุสลิมถึง 3 คน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารพรานสามคนที่อยู่ในมัสยิดเมาะตูรอ บ้านย่อยของบ้านจะแนะ หมู่ 2 ต.จะแนะ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อ 28 มี.ค.68 ขณะที่กําลังร่วมพิธี    ถือศีลอดกับชาวบ้าน เหตุร้ายนี้จึงทำให้พี่น้องในพื้นที่ตาสว่างชัดเจนว่าฝ่ายที่ขัดขวางก่อกวนทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยมุสลิมที่แท้จริงในพื้นที่ก็คือ BRN คนที่ฆ่าชาวไทยมุสลิมที่ทำงานฮาลาลกับรัฐคือ BRN สิ่งที่บ่อนทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยก็คือ BRN นั่นเอง ในขณะที่ผู้ที่ปกป้องชะตากรรมของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือรัฐไทย โดยรัฐพยายามสร้างสันติภาพในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยเพื่อให้ชาวไทยมุสลิมอยู่อย่างสงบสุข รัฐยังคงเต็มใจที่จะพูดคุยกับ BRN แม้ว่าฝ่าย BRN มักจะผิดสัญญามาตลอด การก่อการร้ายหลายครั้งรวมทั้งการลอบยิงนักบวชในศาสนาพุทธอย่างโหดเหี้ยม เมื่อ 22 เม.ย.68 ตอกย้ำความเลวร้ายของ BRN ที่ทำร้ายนักบวชผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ต่อสู้ของ BRN แต่ประการใด ขณะเดินทางออกไปบิณฑบาต จำนวน 6 รูป ในเขตเทศบาลสะบ้าย้อยจนมีสามเณรมรณภาพ นับเป็นความเลวร้ายอันเด่นชัดของกลุ่ม BRN ที่เป็นอาชญากรรมของกลุ่มคนที่สมควรนำมาลงโทษตามกฎหมาย รวมทั้งการลอบวางระเบิดข้างกำแพงแฟลตตำรวจโคกเคียน จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจและเด็กได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยเป็นเด็กชาวมุสลิมอายุระหว่าง 3-13 ปี จำนวนหลายคนถูกสะเก็ดระเบิดตามบริเวณร่างกายหลายแห่ง ในระหว่างที่เด็กชายมุสลิมเหล่านั้น กำลังเดินเป็นกลุ่มเพื่อเดินทางไปเรียนอัลกุรอ่าน จนเด็กๆ ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก อันเป็นการกระทำของกลุ่ม BRN อย่างไร้ความปราณีแม้เป็นเด็กเล็กชาวมุสลิมเอง ในขณะที่รัฐพยายามรักษาความสงบสุขเพื่อนำความผาสุกตามวิถีชาวมุสลิมมาสู่คนในพื้นที่อย่างจริงจัง หากแต่กลุ่ม BRN กลับสวนทางวิถีสันติสุขที่รัฐและคนในพื้นที่ต้อการไม่ และนอกจากความพยายามของรัฐในการมุ่งมั่นนำความสงบสุขมาสู่พื้นที่แล้ว รัฐยังมุ่งนำความกินดีอยู่ดีมาสู่คนในพื้นที่ตลอดมาด้วยโครงการพัฒนาอาชีพตามศักยภาพและบริบทในพื้นที่ การให้โอกาสในการส่งเสริมอาชีพตามวิถีที่สอดคล้องตามหลีกศาสนา ในขณะที่ BRN เหนียวรั้งทำลายขัดขวางโอกาสเหล่านั้นของพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่อย่างน่าเสียดาย ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมาร่วมหลายสิบปี ความรุนแรงจากคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ชี้ชัดว่าเกิดจากขบวนการ BRN เป็นกลุ่มหลัก ที่ยังคงศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐอย่างเข้มแข็งโดยเฉพาะปัจจุบันกลุ่ม BRN เป็นเพียงกลุ่มเดียวในบรรดากลุ่มต่างๆ ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนจากรัฐที่ BRN ยังคงมีกองกำลังติดอาวุธและกองกำลังที่พร้อมจะติดอาวุธในการต่อสู้ด้วยสงครามกองโจร นั่นจึงทำให้ BRN ใช้กลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐด้วยการปกปิดซ่อนเร้น อำพรางการต่อสู้และสร้างความสับสนให้รัฐในการหาโจทย์ที่แท้จริง ทั้งยังเป็นการสร้างความหวาดระแวงกันเองของหน่วยงานรัฐในการหาคู่ต่อสู้ไม่เจอและไม่รู้ว่ากำลังต่อสู้กับใคร และเมื่อเวลาผ่านไป องค์กร BRN ก็ถูกเปิดโปงให้เห็นตัวตน ให้รัฐได้เห็นตู่ต่อสู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อเอกราชของชาติ BRN ถูกเปิดโปงให้เห็นเจตนาร้าย แนวคิดอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และใช้วิธีการต่อสู้อันโหดร้ายผิดมนุษย์ตลอดมา ณ วันนี้ BRN จึงถูกเปิดโปงตัวตนให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันก่อการร้ายทำลายความสงบสุข ยุยงปลุกปั่นให้คนในพื้นที่แตกแยกเกลียดชังคนต่างวิถีความเชื่อทางศาสนาและชาติพันธุ์เพื่อเป้าหมายการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอันเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นปึกแผ่นของรัฐอย่างชัดเจน โดยกลุ่มคนระดับแกนนำได้ซ่อนพรางไปก่อตั้งบัญชาการขับเคลื่อนการเป็นปรปักษ์กับรัฐไทยในประเทศมาเลเซีย คนกลุ่มนี้จึงเข้าข่ายเป็นองค์กรอาญากรรมข้ามชาติที่น่าสะพรึงกลัว                                                                                                                       
สยามรัฐออนไลน์ |

แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง(กันเอง)

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ในดินแดนปลายด้ามขวานเป็นการต่อสู้อันลุ่มลึก ปกปิดซ่อนเร้น อำพราง และผันแปรไปตามสถานการณ์ที่ยากจะมีคนเข้าใจปรากฏการณ์นี้ด้วยชุดความคิดเดียวได้อย่างถ่องแท้ กาลเวลาที่ผ่านไปการสู้รบในสมรภูมิปลายด้ามขวานแห่งนี้ยิ่งทวีความลุ่มลึกและเต็มไปด้วยลีลาการขับเคลื่อนอย่างมีชีวิตชีวาตลอดเวลาในทุกย่างก้าว นี้เองจึงทำให้ผู้คนที่เคยมีประสบการณ์อันโชคโชนในห้วงเวลาหนึ่งนั้นไม่สามารถตอบโจทย์ของการสู้รบในห้วงเวลาต่อมาได้รอบด้านอย่างแท้จริง ผู้คนที่เคยมีประสบการณ์ในระดับของการปฏิบัติการหนึ่งจึงไม่สามารถตอบโจทย์ในมุมมองต่างระดับปฏิบัติการได้อย่างครอบคลุมในทุกด้านตามห้วงเวลาที่เปลี่ยนไป เพราะยุทธศาสตร์และยุทธวิธีการสู้รบในสมรภูมิปลายด้ามขวานแห่งนี้มีการระดับปฏิบัติการหลายชั้นตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ที่แกนนำหลบซ่อนกำหนดและบัญชาการระดับยุทธศาสตร์ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ระดับยุทธการที่กำหนดและบัญชาการในการสู้รบในพื้นที่ และระดับยุทธวิธีที่พร้อมขับเคลื่อนการปฏิบัติตามที่ได้รับบัญชามาอย่างเป็นผล ความหลากหลายระดับของโจรใต้จึงทำให้นักคิดนักต่อสู้ของรัฐที่ช่ำชองในระดับการต่อสู้หนึ่ง จึงไม่เข้าใจระดับการต่อสู้ในระดับอื่นที่ต่างไปอย่างถ่องแท้ ผนวกกับการซ่อนเร้นอำพรางของฝ่ายขบวนการที่สร้างความยากของการเข้าใจ เข้าถึงยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของพวกเขาได้ ทำให้นักคิดนักต่อสู้ของรัฐตีความไปคนละทิศละทาง หาความเป็นเอกภาพได้ไม่ นักคิดนักต่อสู้ของรัฐจึงแยกออกไปเป็นกลุ่มสำนักคิดที่เชื่อมั่นในชุดความคิดของตนเองอย่างเข้มข้นจนยากที่จะผสมผสานความเห็นต่างเหล่านั้นให้เป็นกรอบคิดในแนวทาเดียวกันได้ ซึ่งนั่นคือโจทย์ใหญ่ของฝ่ายเดียวกันที่รัฐยังหาทางแก้ไขด้วยการบูรณาการความเห็นต่างเหล่านั้นให้เป็นแนวคิดแนวทางที่สามารถเดินไปด้วยกันไม่ได้ สำนักคิดของรัฐที่เข้าใจรับรู้ในปรากฏการณ์การต่อสู้ในห้วงเวลาและด้านการรับรู้ที่ต่างกัน จึงทำให้ความคิดความเชื่อของคนแต่ละกลุ่มที่มองขบวนการร้ายแตกต่างกันไป บางสำนักคิดก็เชื่อว่าขบวนการร้ายแห่งนี้ไม่ได้มีจุดหมายสุดท้ายคือการแบ่งแยกดินแดน สำนักคิดนี้เชื่อว่าขบวนการร้ายแห่งนี้ทำเพื่อต้องการปกครองตนเองภายใต้รัฐไทย และเชื่อว่าคนเห็นต่างเหล่านี้มีด้วยกันหลายกลุ่มที่ต่างฝ่ายต่างชิงการนำด้วยศักยภาพที่มีใกล้เคียงกัน และเชื่อว่าการเอาชนะการต่อสู้ในสมรภูมินี้ต้องใช้การเจรจาสันติภาพเป็นสำคัญ ในขณะที่บางสำนักคิดเชื่อว่าขบวนการร้ายแห่งนี้มีจุดหมายสุดท้ายคือการแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชปาตานี และเชื่อว่าคนเห็นต่างเหล่านี้แม้จะมีด้วยกันหลายกลุ่ม หากแต่ปัจจุบันกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุดโดยเฉพาะเป็นกลุ่มที่มีกองกำลังติดอาวุธที่เข้มแข็งและพร้อมต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือกลุ่ม BRN ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐต้องแก้ให้ตรงเป้า นั่นก็หมายความว่า หากรัฐต้องการเอาชนะในสงครามครั้งนี้ รัฐต้องเอาชนะกลุ่ม BRN ให้ได้อย่างแท้จริง ในขณะที่สำนักคิดอื่นของรัฐไม่เชื่อว่า BRN คือโจทย์ใหญ่โจทย์เดียวและไม่เชื่อว่าการเอาชนะขบวนการร้ายในพื้นที่คือการเอาชนะกลุ่ม BRN เท่านั้น ในขณะที่บางสำนักคิดเชื่อว่าต้องเปิดตัว BRN ให้สาธารณะรับรู้เพื่อพุ่งเป้าคู่ต่อสู้ที่ชัดเจน ในทางตรงข้าม บางสำนักคิดเชื่อว่าไม่ควรยอมรับ BRN ให้เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะเพราะ BRN จะมีฐานะเทียบเท่ารัฐอันจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐมากขึ้น บางสำนักคิดเชื่อว่ารัฐควรประกาศให้ BRN เป็นกลุ่มก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้รัฐสามารถใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในฐานะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติได้เต็มที่ โดยเฉพาะการตัดเส้นทางทางการเงินซึ่งเงินทุนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการต่อสู้ของขบวนการร้ายในพื้นที่ได้อย่างทรงพลัง ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การแย่งชิงการนำกันเองของฝ่ายรัฐที่ทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาไฟใต้ และไม่สามารถแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐให้สำเร็จได้ตามที่คิด สำนักคิดในการต่อสู้ของรัฐในสมรภูมิแห่งนี้ที่เกิดกลุ่มมากมายโดยมีชุดความคิดความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างมากในการตอบโจทย์ที่แกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้สร้างขึ้น กระบวนการคิดของแต่ละสำนักคิดของรัฐที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อในชุดความคิดของตน มีความแตกต่างกันอย่างมากจึงยากที่จะบูรณาการชุดความคิดอันแตกต่างเหล่านั้นมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ทำให้การแต่งตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาไฟใต้เนิ่นช้ามาจนส่งผลให้หน่วยระดับรองลงมาขาดความชัดเจนในนโยบาย ต้องประคับประคองตัวจนไม่สามารถขับเคลื่อนการต่อสู้กับขบวนการร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สภาวการณ์ของการต่อสู้ในสมรภูมิปลายด้ามขวานแห่งนี้จึงอยู่ในสภาพที่กลุ่มขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีมีความกลมเกลียวมีเอกภาพในความพยายามเป็นหนึ่งเดียวแม้จะมีวิถีการต่อสู้ที่แตกต่างกัน หากแต่เป็นการแยกกันเดิน ร่วมกันตีที่ไม่มีการขัดแย้งกันและกัน ทั้งยังส่งเสริมเกื้อกูลกันและกันให้ก้าวย่างสู่เป้าหมายของพวกขา เพื่อชัยชนะต่อรัฐไทยด้วยความแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว แกนนำใหม่หรือคนในกลุ่มใหม่ต่างก็สานต่ออุดมการณ์การต่อสู้สู่เป้าหมายเอกราชปาตานีร่วมกันโดยไม่มีการขัดแย้งแข่งขันเพื่อเอาชนะกันจนเสียผลใหญ่ ที่เป็นดังนี้ก็เพราะพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างมีเอกภาพนั่นคือเอกราชของคนในพื้นที่เป็นอุดมการณ์ร่วมกัน เพื่อชัยชนะต่อรัฐไทยด้วยความแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว ในทางตรงข้าม รัฐไทยกลับมีหลากหลายสำนักคิดที่มีความคิดความเชื่อและความนิยมในวิธีการต่อสู้กับขบวนการร้ายในพื้นที่ที่เป็นของตนเอง แต่ละกลุ่มสำนักคิดล้วนมีความเชื่อมั่นในแนวคิดและความเชื่อของกลุ่มตนเป็นสำคัญแบบสุดโต่งซึ่งถูกฝังความเชื่อในแบบฉบับของกลุ่มตนที่ยากจะยอมรับแนวคิดความเชื่อของสำนักคิดของกลุ่มอื่นได้โดยง่าย ด้วยต่างฝ่ายต่างมีความรู้และประสบการณ์ที่เคยเรียนรู้จากการต่อสู้กับขบวนการร้ายในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่ต่างแง่มุม ต่างบริบท และต่างห้วงเวลาในการต่อสู้ ประกอบกับขบวนการร้ายแห่งนี้ก็ยังมีกลยุทธ์การซ่อนเร้นอำพรางกระบวนการต่อสู้ของพวกเขา สร้างโจทย์ซ้อนโจทย์ที่ยากจะทำความเข้าใจได้ ซึ่งแน่นอนว่าความคิดความเห็นต่างกันย่อมเป็นไปได้ หากแต่ในสมรภูมิแห่งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องเร่งบูรณาการความคิดต่างด้วยกลยุทธ์แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างฝ่ายเดียวกันเองให้ได้ก่อน จึงจะเอาชนะขบวนการร้ายเหล่านี้ได้ในที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

รอมฎอนสันติสุข

เสือตัวที่ 6 การถือศีลอดในช่วงเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นช่วงเวลาถือศีลอด ชาวมุสลิมจะต้องงดการดื่ม รับประทานอาหาร นอกจากนั้นสิ่งที่ชาวมุสลิมยังต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการหลีกเลี่ยงการกระทำที่ผิดศีลธรรม เช่น ควบคุมความโกรธและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในช่วงรอมฎอน การชำระล้างความคิดให้บริสุทธิ์ และให้ความสำคัญในการเข้าใกล้อัลลอฮ์มากขึ้น สำหรับชาวมุสลิมในประเทศไทย ชาวมุสลิม เริ่มเข้าสู่วันแรกของเดือนรอมฎอน ซึ่งจุฬาราชมนตรี ได้ประกาศให้วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1446 ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2568 ไปตลอด 1 เดือนเต็ม และปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาโดยเคร่งครัด เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่ 9 ตามปฏิทินอิสลามและเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดของศาสนาอิสลาม ถือเป็นช่วงเวลาที่ชาวมุสลิมทั่วโลกจะต้องปฏิบัติศาสนกิจด้วยความเคร่งครัดมากขึ้น โดยเฉพาะการถือศีลอด หนึ่งในหลักปฏิบัติ 5 ประการของอิสลาม ที่ชาวมุสลิมจะไม่รับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ตั้งแต่เวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งห้วงเดือนรอมฎอน นี้ นับเป็นเดือนที่คัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานลงมาให้แก่ท่านนบีมูฮัมมัด ซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาอิสลาม เพื่อใช้เป็นแนวทางแห่งชีวิต ทำให้ชาวมุสลิมได้ใกล้ชิดกับพระองค์อัลเลาะห์ผู้เป็นเจ้ามากยิ่งขึ้น เดือนรอมฎอน จึงเป็นเดือนอันประเสริฐ ที่มุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ให้ความสำคัญกับทุกชีวิตที่ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ให้ความรักความเป็นมิตรต่อกันอย่างแท้จริง หากแต่การเคลื่อนไหวในพื้นที่ปลายด้ามขวานยังคงคงกรุ่นเต็มไปด้วยกลิ่นไอของสงครามในจินตนาการที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า BRN พยายามวาดฝันขึ้นมา สร้างโลกในจินตนาการของความขัดแย้งทางความเชื่อตามหลักศาสนาเพื่อน้อมนำเข้าสู่หลักการของสงครามญิฮาด อันหมายถึง ความพยายามอย่างหนัก หรือดิ้นรนโดยสุดกำลัง หากแต่ถูกแปลความให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่า คือการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อศาสนา จากการที่ชาวมุสลิมถูกกดขี่ ข่มเหงที่ถูกคนนอกศาสนาอิสลามกระทำ จนไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาอิสลามได้ ซึ่งประเด็นเหลานั้นไม่มีอยู่จริง การญิฮาดเป็นสิ่งที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดและเป็นแง่มุมที่ถูกกล่าวหามากที่สุดของอิสลาม โดยมีมุสลิมบางคนหรือกลุ่มหนึ่งพยายามบิดเบือนหลักการนี้ไปใช้ประโยชน์และใช้แนวคิดนี้ในทางที่ผิดโดยใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของตัวเอง เพราะญิฮาดได้ภูกกลุ่ม BRN บิดเบือนเพื่อปลุกระดมคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานไปว่า ญิฮาดคือความพยายามทำในสิ่งที่ดีและต่อสู้เพื่อขจัดความไม่ยุติธรรม การถูกกดขี่และความชั่วร้ายออกจากสังคม การปกป้องความศรัทธาและสิทธิเสรีภาพของมนุษย์การต่อสู้นี้จึงเป็นการต่อสู้ในด้านจิตวิญญาณเพื่อการต่อสู้กับรัฐที่กำลังกดขี่พี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ปาตานี จึงเป็นหน้าที่ของชาวปาตานีที่ต้องกระทำ เหล่านี้คือการบิดเบือนหลักการตามคำสอนทางศาสนาที่ร้ายแรง เพื่อประโยชน์ของแกนนำ BRN ในการสร้างพลังการต่อสู้กับรัฐ ด้วยการสร้างจริตสำนึกร่วม จิตวิญญาณ จากสงครามตามจินตนาการที่ไม่มีอยู่จริง นอกจากนั้น การญิฮาดที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่การทำสงครามตามที่กลุ่ม BRN กล่าวอ้าง แม้ว่ามันสามารถทำในรูปแบบของสงคราม แต่ที่สำคัญยิ่งคืออิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าอิสลามจะยอมรับการถูกกดขี่ อิสลามสอนให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างสุดความสามารถเพื่อขจัดความ ตึงเครียดและความขัดแย้ง อิสลามส่งเสริมวิธีการที่ไม่รุนแรงเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูป แท้ที่จริงแล้ว อิสลามเรียกร้องให้แต่ละคนขจัดความชั่วด้วยสันติวิธีโดยปราศจากการใช้ความรุนแรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และอิสลามสอนจริยธรรมที่เหมาะสมในสภาวะของสงครามอีกด้วย โดยระบุว่าการทำสงครามเป็นที่อนุญาตในอิสลามก็ต่อเมื่อสันติวิธีอื่นๆ เช่น การสนทนา การเจรจาและการทำสนธิสัญญานั้นไม่เป็นผล การทำสงครามคือสิ่งสุดท้ายและควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งนี้ ประวัติศาสตร์อิสลามนับจากท่านนบี (ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบัน มุสลิมส่วนใหญ่ได้ต่อต้านการกดขี่และต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ด้วยวิธีที่ไม่รุนแรงและเดินตามแนวทางสันติวิธีสร้างสมานฉันท์เพื่อการแก้ปัญหา หากแต่ในปัจจุบัน กลุ่ม BRN กำลังกระทำการที่ขัดแย้งกับหลักการของศาสนาโดยเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอนอันเป็นเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมทั่วโลกที่มุ่งเน้นสันติภาพ สันติสุขของการอยู่ร่วมกันของเพื่อร่วมโลก ปรากฏการณ์ความเลวร้ายรุนแรงในพื้นที่ปลายด้ามขวานตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน เกิดจากกลุ่มแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ โดยเฉพาะกลุ่ม BRN ที่ก่อการร้าย ขัดขวางความเจริญ ทำลายความสงบสุขของคนในพื้นที่ตลอดมาด้วยการกล่าวอ้างบิดเบือนให้พี่น้องมุสลิมในพื้นที่เข้าใจผิดว่ากำลังถูกกดขี่ ข่มเหง และไม่เป็นธรรม ขัดขวางการดำเนินศาสนกิจของพี่น้องมุสลิมปลายด้ามขวาน เพื่อน้อมนำไปสู่หลักการญิฮาดที่ก็บิดเบือนความหมาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวของรัฐเหล่านั้นกลับตรงกันข้าม เพราะรัฐส่งเสริมสิทธิเสรีภาพการนับถือและดำเนินชีวิตตามหลักศาสนาของคนในพื้นที่อย่างเต็มที่ กลุ่ม BRN ก็คงสวนทางกับคำสอนทางศาสนาที่ชัดเจนคือในคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนสันติสุข โดยกระทำการชั่วร้าย เมื่อกลุ่ม BRN ยิงเจ้าหน้าที่ทหารพรานสามคนที่อยู่ในมัสยิดเมาะตูรอ บ้านย่อยของบ้านจะแนะ หมู่ 2 ต.จะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ขณะที่พวกเจ้าหน้าที่ทหารพรานชาวมุสลิมกําลังร่วมพิธีละถือศีลอดกับชาวบ้าน เหตุร้ายนี้จึงทำให้พี่น้องในพื้นที่ตาสว่างชัดเจนว่าฝ่ายที่ขัดขวางก่อกวนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยมุสลิม ที่แท้จริงในพื้นที่ก็คือ BRN คนที่ฆ่าชาวไทยมุสลิมที่ทำงานฮาลาลกับรัฐบาลไทยคือ BRN สิ่งที่บ่อนทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยก็คือ BRN นั่นเอง  ในขณะที่ผู้ที่ปกป้องชะตากรรมของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยคือรัฐไทย รัฐพยายามสร้างสันติภาพในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยเพื่อให้ชาวไทยมุสลิมอยู่อย่างสงบสุข รัฐยังคงเต็มใจที่จะพูดคุยกับ BRN แม้ว่าฝ่าย BRN มักจะผิดสัญญามาตลอด การก่อการร้ายหลายครั้งในห้วงเดือนรอมฎอน ตอกย้ำความเลวร้ายของ BRN โดยล่าสุดกลุ่ม BRN ที่ทำการโจมตีด้วยอาวุธต่อเจ้าหน้าที่ทหารพรานสามคนที่กําลังละศีลอดที่มัสยิดเมาะตูรอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 28 มีนาคม จึงเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย ด้วยเป็นการกระทำที่ขัดขวางทำลายเจนารมย์ที่ต้องการให้เป็นเดือนรอมฎอนสันติสุขร่วมกันของรัฐกับชาวมุสลิมในพื้นที่ที่กลุ่ม BRN ต้องถูกสาปแช่งโดยองค์อัลลอฮฺเจ้า 
สยามรัฐออนไลน์ |

ซ่อนเร้นอำพราง

เสือตัวที่ 6 ท่ามกลางความเงียบสงบที่ดูประหนึ่งว่าฝ่ายความมั่นคงของรัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ได้แล้ว หากแต่ว่าในความเงียบสงัดนั้นยังมีการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอยู่อย่างเข้มข้นตลอดเวลาด้วยการซ่อนเร้น แอบขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐในทุกมิติทั้งการต่อสู้ในองค์กรระหว่างประเทศที่กำลังรุกคืบด้วยวาทกรรมอันลุ่มลึกเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของคนในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งคนระดับนำของขบวนการต่อสู้กับรัฐของตนเข้าไปเป็นผู้แทนประชาชนในพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการต่อสู้ในเวทีระดับชาติด้วยการเป็นปากเป็นเสียงให้ขบวนการร้ายแห่งนี้อันเป็นการต่อสู้ทางความคิดอีกรูปแบบหนึ่ง พร้อมทั้งพยายามผลักดันการยกเลิกประกาศ กติกา และกฎหมายที่ขัดขวางการต่อสู้ของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการเห็นต่าง อันเป็นการลดทอนศักยภาพในการต่อสู้ของกองกำลังติดอาวุธของรัฐในขณะเดียวกันการยกเลิกประกาศ กติกา และกฎหมายที่เป็นอุปสรรคกับพวกเขา จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ให้มีมากขึ้นไปในตัว นอกจากนั้นกลุ่มคนระดับนำของขบวนการร้ายแห่งนี้ยังทำหน้าที่ส่งผ่านความคิดที่สนับสนุนสิทธิเสรีภาพของคนในพื้นที่สู่คนในสังคมที่ซ่อนเร้นอำพรางเป้าหมายการให้คนในสังคมรวมทั้งคนในรัฐสภาให้การยอมรับการแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของรัฐ นอกจากนั้นกระบวนการการต่อสู้เพื่อแยกตัวเป็นอิสระในการปกครองกันเองสู่เอกราชปาตานีที่พวกเขาใฝ่ฝันยังขับเคลื่อนคู่ขนานไปพร้อมๆ กับการปลุกระดมบ่มเพาะความเห็นต่างสู่ความเกลียดชังคนนอกพื้นที่ทั้งปวงที่แตกต่างทางชาติพันธุ์ วิถีวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาจนถึงขั้นพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับรัฐในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอย่างเต็มกำลังผ่านการปลุกระดมบ่มเพาะหล่อหลอมกล่อมเกลาเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาทุกรูปแบบทั้งในโรงเรียนตาดีกาที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในพื้นที่รวมทั้งปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่มีอยู่อย่างดาษดื่น ด้วยการส่งผ่านความคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐอย่างแยบยลซ่อนเร้นอำพรางกระบวนการหล่อหลอมกล่อมเกลาอันเป็นภัยต่อความเป็นเอกภาพของชาติสู่กลุ่มเป้าหมายโดยการนำหลักการทางศาสนามาเป็นเกราะป้องกันการแทรกแซง การเข้าถึงแก่นแกนของกระบวนการล้างสมองหรือสกัดกั้นกระบวนการบ่มเพาะเหล่านี้จากรัฐให้กระทำได้ยาก เพื่อให้ความเชื่อและอุดมการณ์การต่อสู้กับรัฐเพื่อเอกราชปาตานียังคงเดินหน้าต่อไปตราบนานเท่านานจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย การปลุกระดมล้างสมองฝังดีเอ็นเอความเห็นต่างถึงขั้นเกลียดชังรัฐรวมทั้งคนของรัฐ(ซีแยหรือสยาม) มีการดำเนินการมาอย่างเป็นระบบต่อเนื่องยาวนาน โดยที่หน่วยงานภาครัฐยังเข้าไม่ถึง ด้วยเพราะการเปลี่ยนแปลงคนระดับนำตามวาระการโยกย้ายของระบบราชการ ส่งผลให้ความช่ำชอง เท่าทันการต่อสู้กับแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ต้องขาดหายไป จนกระทั่งนโยบายการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ระดับรับรัฐที่ยังไม่ชัดเจน การแต่งตั้งคณะพูดคุยเจรจาสันติสุขกับตัวแทนขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่ยังหาจุดลงตัวไม่ได้จนทำให้หน่วยงานในพื้นที่ต้องประคองตัวรอดูทิศทางจากระดับนโยบายซึ่งนั่นเป็นโอกาสทองให้กองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้เร่งสร้างความเข้มแข็งเสริมศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธที่ทรงพลังเป็นระบบมากขึ้นตนถึงขั้นสามารถรบแบบกองโจรและพลแม่นปืนหรืพลซุ่มยิง(Sniper) ที่ต้องฝึกฝนจนช่ำชอง โดยการสร้างกองกำลังเหล่านี้จะกระทำอย่างเงียบๆ ซ่อนเร้นอำพรางการดำเนินการให้รอดพ้นการตรวจพบและการสกัดกันจากเจ้าหน้าที่ขอรัฐ และนอกจากการซ่อนเร้นอำพรางการบ่มเพาะความเกลียดชังรัฐจะไม่จืดจางลงตามเหตุร้ายที่ลดลงแล้ว ยังกลับมีการดำเนินการบ่มเพาะล้างสมองกลุ่มเป้าหมายของพวกเขาที่มีความเข้มข้นมากขึ้นด้วยซ้ำ การขยายตัวของกระบวนการบ่มเพาะที่แยบยลในโรงเรียนสอนศาสนาที่มีการสอนในวันธรรมดา มีการตอกย้ำความเห็นต่างอย่างสม่ำเสมอในโรงเรียนตาดีกาในวันหยุดซึ่งยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จากหน่วยงานภาครัฐ การซ่อนเร้นอำพรางการบ่มเพาะความเห็นต่างกับรัฐในสถานศึกษาเปลี่ยนแปลงขยายตัวไปเป็นการกระทำนอกสถานศึกษาในรูปแบบของการจัดกิจกรรมเข้าค่ายนอกสถานที่ในห้วงต่างๆ เช่นห้วงการปิดภาคเรียน รวมทั้งการใช้สถานที่อื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือหรือคาบเกี่ยวความรับผิดชอบของหน่วยงานด้านความมั่นคง ในการใช้เป็นแหล่งบ่มเพาะความเห็นต่างนิยมความรุนแรง สร้างความเกลียดชังจนเป็นปรปักษ์กับรัฐ ชักจูงเยาวชนให้เข้าร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างเต็มใจในรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่งที่อย่างน้อยก็เป็นส่วนช่วยสนับสนุนการก่อเหตุร้ายให้สำเร็จ 100% ดังจะเห็นได้ว่า การก่อเหตุร้ายนั้นจะสำเร็จตามแผนโดยที่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธไม่มีการสูญเสียและจะสามารถหลบหนีการสกัดจับจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร้ร่องรอยได้ทุกครั้ง การซ่อนเร้นอำพรางการต่อสู้กับรัฐเพื่อเอกราชปาตานีของขบวนการร้ายแห่งนี้มีการขับเคลื่อนอย่างแนบเนียนในทุกระดับ ทั้งการเมืองระดับชาติที่ส่งคนของขบวนการเข้าสภาเพื่อต่อสู้ทางความคิด อำพรางการโน้มนำความเห็นต่างกับรัฐให้เกิดกับเพื่อนสมาชิกในสภาและสังคมโดยรวม ซ่อนเร้นการบ่มเพาะความเกลียดชังรัฐให้เกิดกับคนรุ่นใหม่สร้างแนวร่วมขบวนการต่อสู้กับรัฐเพื่อเอกราชรัฐปัตตานีได้อย่างแนบเนียนและต่อเนื่อง สนองตอบยุทธศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการเพื่ออิสรภาพการปกครองที่กลุ่มแกนนำคาดหวัง และตราบใดที่รัฐยังไม่อาจทลายการซ่อนเร้นอำพรางกลยุทธ์ของพวกเขาได้ รัฐก็ไม่อาจหยั่งรู้เท่าทันวิธีคิดวิธีขับเคลื่อนการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างแท้จริง
สยามรัฐออนไลน์ |

เอกภาพทางความคิด

เสือตัวที่ ยุทธภูมิการต่อสู้เพื่อเอาชนะในสมรภูมิชายแดนใต้ที่กำลังครุกรุ่นขึ้นมาด้วยการก่อการร้ายสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในบรรยากาศการสู้รบของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีหลากหลายกลุ่ม หากแต่กลุ่มขบวนการต่อสู้กับรัฐที่มีหลากหลายกลุ่มนี้กลับมีเอกภาพทางความคิดที่มุ่งมั่นสู้เอกราชของดินแดนแห่งนี้ที่เรียกว่าเอกราชปาตานีเป็นเป้าหมายเดียวกัน แม้แต่การต่อสู้ของขบวนการร้ายเหล่านี้จะมีความเชื่อและความนิยมในวิธีการที่แตกต่างกันบ้าง หากแต่วิธีการต่อสู้เหล่านั้นได้สอดประสานเกื้อหนุนกัน อันจะก่อให้เกิดพลังในการเดินหน้าของขบวนการให้เข้มแข็งทรงพลังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่นิยมใช้การต่อสู้ทางการเมืองเป็นหลักด้วยการชี้นำโน้มน้าวทางความคิดในระดับชาติผ่านเวทีรัฐสภา ควบคู่กับการปลุกระดมสร้างแนวร่วมมวลชนที่เข้มแข็งและสนับสนุนด้วยการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ตามจังหวะก้าวเพื่อเร่งเร้าความสำเร็จในการต่อสู้ทางการเมือง หรือจะเป็นกลุ่มขบวนการร้ายที่นิยมใช้ความรุนแรงก่อการร้ายทุกรูปแบบเป็นหลัก ด้วยการสร้างกองกำลังติดอาวุธที่เข้มแข็งมีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมีขีดความสามารถระดับกองโจรติดอาวุธที่ใช้วิธีการของพลแม่นปืนที่ลอบสังหารเหยื่อได้อย่างแม่นยำได้เพียงนัดเดียวโดยใช้พื้นที่ที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยจะเข้าถึงได้ยาก โดยกลุ่มนี้ใช้ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ที่สร้างพลังการต่อสู้ด้วยความเชื่อทางศาสนาผ่านวาทะกรรมสงครามญิฮาดที่พยายามให้ความหมายอย่างคลาดเคลื่อนเพื่อปลุกพลังของผู้คนมุสลิมให้ลุกขึ้นสู้กับรัฐด้วยอาวุธอย่างแน่วแน่ แม้วิธีการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีที่คนกลุ่มเห็นต่างจากรัฐกลุ่มนี้จะนิยมใช้วิธีการที่แตกต่างกัน หากแต่กระบวนการเหล่านั้นมีความสอดประสานเกื้อกูลสนับสนุนก้าวย่างไปสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือเอกภาพทางความคิดของบรรดาขบวนการก่อการร้ายทั้งหลายที่มีความเป็นหนึ่งเดียวอย่างชัดเจน แม้แต่ละกลุ่มจะมีที่มาต่างกัน มีวิวัฒนาการการดำรงอยู่ของกลุ่มที่แตกต่างกัน หากแต่พวกเขาก็มีรากเหง้าเดียวกันและมีอุดมการณ์ทางความคิดแบบเดียวกัน และพวกเขาจะไม่มีทางจะขัดแย้งกัน ไม่มีทางที่จะต่อสู้กันเองเพราะนั่นจะทำให้ศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐไทยของพวกเขาอ่อนแอลงอย่างมากจนกระทั่งพ่ายแพ้ต่อรัฐไทยในที่สุด เหล่านั้นจึงทำให้กลุ่มขบวนการร้ายเหล่านี้มีความกลมเกลียวกัน เพราะความต้องการในเป้าหมายเดียวกัน มีความยิ่งใหญ่กว่าวิธีการหรือหนทางเดินไปสู้เป้าหมาย พวกเขาจึงเป็นหนึ่งเดียวในความคิดสู่เป้าหมาย ความหลากหลายของกลุ่มตรงข้ามกับรัฐมีทั้งกลุ่มขบวนการองค์การปลดปล่อยสหปัตตานี หรือพูโล (PULO) ที่เน้นการปลุกระดมมวลชนโดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ผู้นำศาสนาและผู้นำท้องถิ่น และพัฒนามาเป็นกลุ่มพลโลกใหม่ ที่เน้นการต่อสู้ด้วยอาวุธ หรือจะเป็นกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือที่เรียกกันว่าขบวนการ BRN ที่ปัจจุบันกลุ่มนี้มีความเข้มแข็งมาก มีขีดความสามารถในการรบแบบกองโจรด้วยกองกำลังติดอาวุธปลดแอกอิสลามปัตตานี ซึ่งเป็นทหารที่ถูกฝึกมาจากหน่วยรบพิเศษของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบัน แม้กลุ่ม BRN มีการแตกแยกออกเป็นหลายกลุ่ม หากแต่พวกเขายังคงเป็นหนึ่งเดียวทางความเชื่อและอุดมการณ์การต่อสู้กับรัฐ มุ่งมั่นร่วมกันไปสู่การได้มาซึ่งเอกราชของคนในดินแดนแห่งนี้ที่ชื่อปาตานี สภาวการณ์ของการต่อสู้ในสมรภูมิปลายด้ามขวานแห่งนี้จึงอยู่ในสภาพที่กลุ่มขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีมีความกลมเกลียวมีเอกภาพในความพยายามเป็นหนึ่งเดียวแม้จะมีวิถีการต่อสู้ที่แตกต่างกัน หากแต่เป็นการแยกกันเดิน ร่วมกันตีที่ไม่มีการขัดแย้งกันและกัน ทั้งยังส่งเสริมเกื้อกูลกันและกันให้ก้าวย่างสู่เป้าหมายของพวกขา เพื่อชัยนะต่อรัฐไทยด้วยความแย่งแน่เป็นหนึ่งเดียว การวิวัฒนาการของขบวนการดังกล่าวจึงไม่ส่งผลให้ศักยภาพการต่อสู้กับรัฐแผ่วเบาลงแม้แต่น้อย แกนนำใหม่หรือคนในกลุ่มใหม่ต่างก็สานต่ออุดมการณ์การต่อสู้สู่เป้าหมายเอกราชปาตานีร่วมกันโดยไม่มีการขัดแย้งแข่งขันเพื่อเอาชนะกันจนเสียผลใหญ่ ที่เป็นดังนี้ก็เพราะพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างมีเอกภาพนั่นคือเอกราชของคนในพื้นที่เป็นอุดมการณ์ร่วมกัน ในทางตรงข้าม รัฐไทยกลับมีหลากหลายสำนักคิดที่มีความคิดความเชื่อและความนิยมในวิธีการต่อสู้กับขบวนการร้ายในพื้นที่ที่เป็นของตนเอง แต่ละกลุ่มสำนักคิดล้วนมีความเชื่อมั่นในแนวคิดและความเชื่อของกลุ่มตนเป็นหลักสำคัญแบบสุดโต่งซึ่งถูกฝังความเชื่อในแบบฉบับของกลุ่มตนที่ยากจะยอมรับแนวคิดความเชื่อของสำนักคิดของกลุ่มอื่นได้โดยง่าย ด้วยต่างฝ่ายต่างมีความรู้และประสบการณ์ที่เคยเรียนรู้จากการต่อสู้กับขบวนการร้ายในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่ต่างมุมมอง ต่างบริบท ต่างตำแหน่งหน้าที่และต่างห้วงเวลาในการต่อสู้ ทำให้บางสำนักคิดเชื่อมั่นว่ากำลังต่อสู้กับขบวนการ BRN เป็นหลัก และเชื่อว่ากลุ่ม BRN เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุดในบรรดากลุ่มต่างๆ ที่กำลังต่อสู้กับรัฐ สำนักคิดกลุ่มนี้จึงเชื่อว่าต้องเปิดตัว BRN ให้ชัดเจนและเชื่อว่าหากเอาชนะกองกำลังติดอาวุธ BRN ได้ก่อน รัฐไทยก็จะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะได้ทั้งหมด ในขณะที่อีกสำนักคิดหนึ่งเชื่อว่า ไม่ควรเปิดตัว BRN เพราะจะเป็นการยอมรับตัวตนของ BRN ให้เทียบเท่ารัฐ ซึ่งไม่เป็นผลดี ทั้งยังเชื่อว่าต้องเอาชนะที่การเจราจาสันติภาพกับแกนนำให้ได้ก่อนจึงจะเอาชนะกลุ่มเห็นต่างได้ เหล่านี้เป็นการต่อสู้ระหว่างสำนักคิดของรัฐเองที่ยังไม่ลงรอยกันจนลดทอนศักยภาพในการต่อสู้ของรัฐ การที่รัฐยังตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพไม่ได้ ไม่สามารถกำหนดนโยบายการแก้ปัญหาไฟใต้ได้ ก็เพราะการกระชากลากถูแย่งชิงการนำของสำนักคิดต่างๆ ของรัฐนั่นเอง ซึ่งนั่น หากจะเอาชนะโจรใต้ได้ รัฐเองต้องหลอมรวมความคิดของสำนักคิดต่างๆ ของรัฐ เพื่อสร้างเอกภาพทางความคิดในการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้ให้เป็นรูปธรรมให้ได้ก่อนเพื่อการย่างก้าวต่อไปอย่างทรงพลัง
สยามรัฐออนไลน์ |

รบหลายมิติ

เสือตัวที่ 6 สมรภูมิสู้รบในพื้นที่ปลายด้ามขวานเป็นการต่อสู้ที่ลึกซึ้งผันแปรไปตามสถานการณ์ที่ยากจะมีคนเข้าใจปรากฏการณ์นี้ด้วยชุดความคิดเดียวได้อย่างถ่องแท้  กาลเวลาที่ผ่านไปการสู้รบในสมรภูมิปลายด้ามขวานนี้ยิ่งทวีความลุ่มลึกและเต็มไปด้วยลีลาการขับเคลื่อนที่ซับซ้อนซ่อนปมเงื่อนมากขึ้นเป็นทวีคูณ ผู้คนที่เคยมีประสบการณ์อันโชคโชนในห้วงเวลาหนึ่งอาจไม่สามารถตอบโจทย์ของการสู้รบในห้วงเวลาต่อมาได้อย่างตรงจุดและรอบด้าน ผู้คนที่เคยมีประสบการณ์ในระดับของการปฏิบัติการหนึ่งอาจไม่สามารถตอบโจทย์ในมุมมองต่างระดับปฏิบัติการได้อย่างครอบคลุมในห้วงเวลาที่เปลี่ยนไป การต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ในสมัยก่อนก็เป็นบทเรียนหนึ่งที่ควรค่ากับการศึกษา หากแต่ต้องเข้าใจว่าการสู้รบในห้วงเวลานั้น มีสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของความขัดแย้งที่แตกต่างกันอย่างมากกับภัยที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ปลายด้ามขวานในปัจจุบัน นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่เรียกว่านโยบาย 66/23 ที่ถูกกล่าวขานกันว่ารัฐบาลกำลังนำมาปัดฝุ่นเพื่อมาใช้ต่อสู้กับขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในขณะนี้จึงต้องทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขความขัดแย้งในสมรภูมิปลายด้ามขวานในปัจจุบันให้ถ่องแท้ เพราะแม้แต่สถานการณ์การสู้รบในสมรภูมิปลายด้ามขวานเองก็มีการผันแปรไปอย่างต่อเนื่อง นักต่อสู้ในสมรภูมิแห่งนี้จึงจำเป็นต้องศึกษาทบทวนการสู้รบของขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงพัฒนาการการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้และสามารถปรับยุทธศาสตร์การต่อสู้ของรัฐได้อย่างเท่าทัน กรณีชัยชนะของรัฐในสงครามความขัดแย้งทางความคิดห้วงลัทธิคอมมิวนิสต์นั้น มีสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวจักรสำคัญให้ความขัดแย้งในรัฐไทยดำรงอยู่อย่างเข้มเข็งได้ รัฐไทยจึงได้เจรจากับพรรคคอมมิวนิสต์จีนจนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนยุติการให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ซึ่งนั่นคือชัยชนะระดับยุทธศาสตร์ของรัฐที่สำคัญยิ่งที่ส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนกำลังลงอย่างมาก และทำให้ผู้ก่อการร้ายที่เป็นกองกำลังติดอาวุธสู้รบกับรัฐไทยด้วยวิธีการรุนแรงพลอยอ่อนกำลังลงไปด้วย ควบคู่กับการลดเงื่อนไขความขัดแย้งที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใช้เป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมผู้คนให้เข้ามาต่อสู้กับรัฐ อาทิ ความยากจน ความไม่เป็นธรรมของรัฐ ด้วยการเร่งพัฒนาความเจริญสู่ชนบทห่างไกลผ่านหน่วยงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (ในขณะนั้น) รวมทั้งการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น เป็นต้น และที่สำคัญ รัฐยังคงใช้กำลังทหารอย่างเข้มข้นเข้ากดดันกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยังคงดื้อดึงที่จะใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กับรัฐให้อ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการเปิดประตูให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ยอมวางอาวุธและเข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทยด้วยนโยบาย 66/23 อันเป็นการปิดจบการต่อสู้ในสงครามครั้งนั้นได้อย่างลุ่มลึกและสวยงาม    จวบจนถึงการสู้รบในพื้นที่ปลายด้ามขวานของรัฐอันเกิดจากความเห็นต่างของคนในพื้นที่กับรัฐ มีกลุ่มคนระดับนำของขบวนการร้าย พักอาศัยในพื้นที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และสั่งการการต่อสู้ในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ร่วมกับกลุ่มแกนนำของขบวนการร้ายที่ซ่อนปนไปกับพรรคการเมืองในสภาเพื่อขับเคลื่อนการต่อสู้ทางการเมืองระดับชาติ เป็นปากเป็นเสียงสร้างความชอบธรรมในการต่อสู้ของขบวนการร้าย ผลักดันการออกกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้ได้สิทธิเสรีภาพอิสรภาพในการปกครองกันเองของขบวนการเพื่อเอกราชปาตานี ขัดขวางและยกเลิกกฎหมายและกติกาที่เป็นเครื่องมือของรัฐในการต่อสู้กับพวกเขา ตลอดจนสร้างคนรุ่นใหม่สืบทอดสานต่อการต่อสู้ไปยังคนรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ก็มีการสร้างเสริมศักยภาพในการต่อสู้ของกองกำลังติดอาวุธในทุกมิติ พร้อมปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายที่กำหนดตามจังหวะโอกาสที่ส่งผลให้เห็นว่าขบวนการแบ่งแยกการกครองจากรัฐยังคงมีศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐได้อย่างเข้มแข็ง และพร้อมจะต่อกรกับกองกำลังติดอาวุธของรัฐได้ทุกรูปแบบเพื่อสร้างแรงกดดันให้รัฐยอมรับเงื่อนไขอิสรภาพในการปกครองกันเองของพวกเขาในเวทีการเจรจาสันติภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นบนความได้เปรียบด้วยเป็นฝ่ายมีอำนาจเหนือรัฐไทยบนโต๊ะเจรจา      ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในขณะนั้น มีความเป็นเอกภาพหนึ่งเดียว หากแต่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานกลับมีหลากหลายกลุ่มหลากหลายการนำ ทำให้การเจรจาพูดคุยเวทีเจรจาสันติภาพที่เกิดขึ้นกับ BRN ไม่เป็นผลสัมฤทธิ์สันติภาพอันเกิดจากการไม่ยอมรับของแกนนำกลุ่มอื่น รวมทั้งการชิงการนำของกลุ่มแกนนำภายในขบวนการ BRN เอง ที่กำลังเปลี่ยนผ่านและแย่งชิงการนำกันมาตลอดห้วงเวลา ปรากฏการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตลอดมาและเข้มข้นขึ้นในห้วงเดือนรอมฎอน 2568 เกิดจาก BRN กำลังเปลี่ยนผ่านผู้นำกลุ่มเก่าไปสู่กลุ่มใหม่ เกิดความไม่พอใจของแกนนำรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ รวมทั้งผู้นำกลุ่มใหม่เห็นว่าพลังการต่อสู้ของ BRN ลดลง จึงมีเจตจำนงที่จะสร้างการต่อสู้ในแบบที่กลุ่มตนเชื่อด้วยการโจมตีที่รุนแรง เพื่อสร้างพลังการต่อสู้รอบใหม่ให้รุนแรงเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นต่อไปในระยะยาว คู่ขนานกับปลุกระดมบ่มเพาะ หล่อหลอมกล่อมเกลาคนรุ่นใหม่ให้มีอุดมการณ์อย่างแรงกล้าในการต่อสู้ที่ต้องสู้รบอย่างดุดันกล้าแข็งในทุกมิติอย่างหลากหลายและต่อเนื่อง โดยใช้ศาสนาเป็นพลังในการต่อสู้กับรัฐที่บิดเบือนอ้างว่าเป็นการต่อสู้เพื่อศาสนา(ญิฮาด) ซึ่งถือเป็นหน้าที่(วาญิบ) อันศักดิ์สิทธิ์ที่พี่น้องในพื้นที่ต้องกระทำ ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกร่วมของชาติพันธุ์และชาตินิยมของปาตานี โดยผ่านครูสอนศาสนาในโรงเรียนตาดีกา และโรงเยนเกชยสอนศาสนาที่มีอยู่มากมายอย่างเข้มข้น   การสู้รบในหลากหลายมิติดังกล่าวข้างต้นจึงทำให้ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้มีความเข้มแข็งสามารถยืนหยัดสู้รบกับรัฐได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากรัฐต้องการชัยชนะในสมรภูมิแห่งนี้ รัฐต้องขับเคลื่อนการสู้รบในหลากหลายมิติไปพร้อมๆ กันอย่างมีจังหวะก้าวที่สอดประสนกันอย่างกลมกลืน ทั้งการสร้างสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่เอื้ออำนวยด้วยการเจรจาแสวงหาความร่วมมือกับผู้นำมาเลเซียให้ร่วมกดดันแกนนำขบวนการร้ายให้ยอมจำนน ควบคู่กับการต่อสู้ทางการเมืองระดับชาติในสภาอย่างเป็นระบบและเท่าทัน สลายโครงสร้างแนวร่วมขบวนการในพื้นที่หมู่บ้านจัดตั้ง และกดดันไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธของขบวนการด้วยกำลังทหารเพื่อลดทอนกำลังติดอาวุธให้อ่อนแอลงจนไม่อาจสร้างพลังต่อรองบนโต๊ะเจรจาได้ พร้อมทั้งยื่นเงื่อนไขให้ขบวนการยอมวางอาวุธกลับมาร่วมแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและร่วมพัฒนาชาติไทยด้วยคณะเจรจาที่เข้มแข็ง ทั้งหมดนี้รัฐจึงจะกำชัยชนะด้วยการสู้รบในหลายมิติดังกล่าวอย่างกลมกลืน
สยามรัฐออนไลน์ |

สงครามมีชีวิต

เสือตัวที่ 6 สมรภูมิปลายด้ามขวานที่ต่อเนื่องยาวนานอย่างมีพลังได้นั้นเป็นยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่มีชีวิตด้วยการทำสงครามที่พลิกพลิ้วไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามห้วงเวลาอันจะเป็นประโยชน์และเอื้ออำนวยต่อชัยชนะในการต่อสู้ที่วางเอาไว้ ไม่ว่าสถานการณ์การต่อสู้จะเป็นอย่างไร นักคิดแกนนำขบวนการรอแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ที่มีขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มนำจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การต่อสู้ได้อย่างสอดคล้องกับวิถีแห่งการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ถึง ณ วันนี้ แผนการต่อสู้ที่เคยรับรู้กันตั้งแต่แผนบันได 7 ขั้นสู่เอกราชปัตตานีจนกระทั่งสงครามปฏิวัติผ่านสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่การต่อสู้เป็นหน้าที่ที่เรียกว่าเป็น ญิฮาดซึ่งหมายถึงการใช้กำลังความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ทุกด้าน การเคลื่อนไปยังเป้าหมายข้างหน้าด้วยกำลังและความเข้มแข็งทั้งหมดแม้การต่อสู้จะยากลำบากเพียงใดก็ตามเพื่อศาสนาอิสลาม พลิกพลิ้วไปสู่การต่อสู้ทางความคิดที่หลอมรวมความคิดความเชื่อเป็นอุดมการณ์คนในพื้นที่ให้ร่วมกันต่อสู้กับผู้รุกรานนั่นคือสยามอย่างมีเป้าหมายอันแน่วแน่ จนกระทั่งแปรสภาพสู่การทำสงครามกองโจรด้วยการใช้กองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการฝึกฝนสร้างมาอย่างช่ำชองก่อสงครามทำลายล้างตัวแทนของรัฐอย่างดุดันคู่ขนานกับการเจรจาสันติภาพกับผู้รุกรานเพื่อเร่งเร้าให้ผู้รุกรานเร่งคืนอิสรภาพและเอกราชให้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ในที่สุด โดยอาจพลิกพลิ้วไปสู่การยอมรับบีอาร์เอ็นให้มีอิสรภาพการปกครองกันเองของคนในพื้นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งด้วยการจัดให้มีการลงประชามติคนในพื้นที่ซึ่งได้สะสมบ่มเพาะตระเตรียมความพร้อมในการลงคะแนนเสียงหากรัฐถูกบีบบังคับให้จำต้องเดินมาสู่จุดนั้น การปฏิบัติการโจมตีต่อเป้าหมายที่เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจการปกครองของรัฐในพื้นที่อย่างในกรณีเหตุโจมตีที่ว่าการอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นก้าวย่างสำคัญของ บีอาร์เอ็นด้วยการปฏิบัติการอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การรวมกำลังเป็นชุดปฏิบัติการ การซุ่มวางแผนอย่างปกปิดซ่อนเร้น การซักซ้อมการลงมือที่หน่วยข่าวกรองของรัฐไม่อาจล่วงรู้ได้แม้แต่น้อย การปฏิบัติการโจมตีที่แบ่งหน้าที่ลงมือได้อย่างสอดคล้องเฉียบขาด จนกระทั่งการเล็ดรอดหลบหนีได้อย่างแยบยล ล้วนเป็นการปฏิบัติการที่มีนัยยะสำคัญของการต่อสู้ที่ส่งผลไปถึงการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักมาระยะหนึ่งซึ่งเป็นการบีบให้รัฐโดยหัวหน้าคณะพูดคุยชุดใหม่มีโอกาสยอมจำนนต่อเงื่อนไขการเจรจาบนโต๊ะเจรจาได้ง่ายขึ้น การก่อเหตุโจมตีเป้าหมายสำคัญของรัฐได้กระตุกเตือนรัฐให้เร่งเจรจากับบีอาร์เอ็นอย่างไม่มีทางเลือก บนพื้นฐานที่ต้องตกลงกันบนเงื่อนไขที่บีอาร์เอ็นต้องการนั่นคือการยอมให้อิสรภาพในการปกครองดูแลกันเองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่บีอาร์เอ็นต้องการ ด้วยพัฒนาการของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการบีอาร์เอ็นที่มีศักยภาพสูงขึ้น พวกเขาสามารถโจมตีศูนย์กลางอำนาจการปกครองของรัฐได้อย่างเฉียบขาด การซุ่มโจมตีที่สำเร็จทุกครั้งโดยฝ่ายกองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็นปลอดภัยทั้งยังสามารถหลบหนีไปได้อย่างแยบยล จนมาถึงการใช้พลซุ่มยิง(sniper) ลอบสังหารนายทหารท่านหนึ่งของรัฐเพียงนัดเดียวเมื่อ 11 มีนาคม 2568 บริเวณหน้าฐานปฏิบัติการจาเต๊ะ มว.ปล.ที่ 1 ร้อย.ร. ที่ 2 พื้นที่ ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา นับเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าขบวนการบีอาร์เอ็นได้มีพัฒนาการนักรบในกองกำลังของพวกเขาให้กล้าแข็งมากขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว ด้วยการที่จะฝึกคนๆ หนึ่งให้เป็นพลซุ่มยิงอย่างแม่นยำขนาดนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ด้วยการเป็นพลซุ่มยิง(sniper) นั้นเป็นคนที่มีความสามารถสูงเพื่อหวังผลกำจัดเป้าหมายจากระยะไกล รวมถึงมีการอำพรางตัวเพื่อไม่ให้ข้าศึกรู้ตัวระหว่างรอยิง พลซุ่มยิงมักทำงานร่วมกับพลชี้เป้า(Spotter) ด้วยการซุ่มยิงเป็นงานที่ใช้ความอดทนในการรอคอยพร้อมกับต้องใช้อาวุธชนิดพิเศษที่ใช้เฉพาะการเล็งและเหนี่ยวไกสังหารเหยื่อได้อย่างแม่นยำเพียงนัดเดียว การปลุกระดมคนในพื้นที่ยังคงกระทำอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยห้วงเวลาสำคัญทางศาสนา อาทิ ข้อความครบครอบ 65 ปีที่มีสาระสำคัญว่า ในการยืนหยัดเจตนารมณ์ต่อประชาชน และแบกรับภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ด้วยความท้าทาย และเสี่ยงมากจากรุ่นสู่รุ่น เป็นเวลา 65 ปีแล้ว ที่บีอาร์เอ็นปฏิบัติตามอาณัติของประชาชนและข้อเรียกร้องอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินเกิดตามแนวทางเรียกร้องเอกราชอย่างเต็มที่ โดยสาเหตุ คือความขัดแย้งระหว่างลัทธิล่าอาณานิคมสยาม/ไทย เหนือมลายูปาตานี ด้วยปัญหาของปาตานี คือปัญหาเอกราชของชาติปาตานี เพราะมีชาวมลายูเพียงกลุ่มเดียวในภูมิภาคนี้ที่ยังตกเป็นอาณานิคมจนถึงปัจจุบัน แม้การต่อสู้จะยืดเยื้อต่อเนื่อง ก็ต้องเตรียมยุทธศาสตร์ที่ทันสมัย เข้มแข็งและทรงพลัง ปรับเปลี่ยนไปตามการพัฒนาของยุคสมัย เพื่อรวบรวมกำลังของประชาชนที่สามารถนำแรงบันดาลใจของประชาชนไปสู่จุดหมาย ซึ่งเป็นหลักในการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความประเสริฐของเดือนรอมฎอน ที่อยู่อย่างสูงส่งหรือตายอย่างชะฮีด เป็นต้น    การต่อสู้ในสมรภูมิปลายด้ามขวานที่ยืดเยื้ออย่างกล้าแข็งมาได้จนทุกวันนี้ จึงเห็นได้ชัดว่าเกิดจากยุทธศาสตร์การทำสงครามที่มีชีวิต แทรกปนกลยุทธ์การต่อสู้ในหลากหลายมิติ พลิกพลิ้วไปตามสถานการณ์อย่างมีชีวิต ผ่านการหล่อหลอมกล่อมเกลาความคิดความเชื่อสู่อุดมการณ์การต่อสู้ของมวลชนคนในพื้นที่อย่างเข้มแข็งผ่านกระบวนการซึมลึกความเชื่อทางศาสนา นำคนในพื้นที่ให้เกิดสำนึกร่วมสานพลังการต่อสู้กับรัฐที่อ้างว่าเป็นผู้รุกรานด้วยวิถีการต่อสู้ในหลากหลายวิธี เพื่อบีบให้รัฐยอมรับเงื่อนไขบีอาร์เอ็นด้วยการใช้กำลังโจมตีอันทรงพลัง หรือจะเป็นชัยชนะบนโต๊ะเจรจา หรือยอมให้ลงประชามติ(RSD) ก็ผันแปรปรับเปลี่ยนวิถีทางเน้นน้ำหนักไปตามสถานการณ์ในขณะนั้นได้อย่างรวดเร็วดั่งสงครามที่มีชีวิตชีวาเพื่อบรรลุเป้าหมายเอกราชปัตตานีในที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

สัญญาณอันตราย

เสือตัวที่ 6 ความไม่ชัดเจนในการกำหนดทิศทางการต่อสู้ของรัฐกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ซึ่งเป็นกรอบแนวทางปฏิบัติที่สำคัญยิ่งในการชี้ทางให้หน่วยงานที่มีมากมายหลากหลายของรัฐทุกระดับตั้งแต่สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลงลึกไปจนถึงหน่วยเฉพาะกิจทั้งทหารและตำรวจในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดจนหน่วยงานปกครองลงไปจนถึงกำนันผู้ใหญ่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ส่งผลให้หน่วยงานทั้งหลายเหล่านั้นมีความลังเลในการต่อสู้กับขบวนการเห็นต่างจากรัฐ หน่วยงานทั้งหลายเหล่านั้นไม่สามารถขับเคลื่อนการต่อสู้กับขบวนการร้ายเหล่านั้นได้อย่างมีพลัง ขาดการบูรณาการร่วมกันในการต่อสู้ ในทางกลับกัน ขบวนการร้ายแห่งนี้จึงมีโอกาสในการเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้ด้วยมีเสรีในการปฏิบัติมากขึ้นท่ามกลางความชะงักงันของหน่วยงานของรัฐด้วยยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนของรัฐในการกำหนดเป้าหมายและกรอบแนวปฏิบัติที่มากพอที่จะนำไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ความไม่ลงตัวในการระบุตัวบุคคลที่จะเป็นคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเป็นตัวแทนรัฐที่จะเข้าไปพูดคุยแสวงหาทางออกของปัญหาความขัดแย้งของแกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีกลุ่มบีอาร์เอนเป็นตัวแสดงนำ ที่แม้ห้วงเวลานี้ จะมีกระแสข่าวออกมาว่าจะเป็นอดีตนายทหารผู้มีชื่อเสียงเวทีอาเจะห์ที่แยกตัวเป็นเอกราชจากอินโดนีเซียเมื่อปี 2005 ทำให้อดีตนายทหารท่านนั้นมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับอินโดนีเซีย และเชื่อว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยนั้น ต้องดึงเอาอินโดนีเซียเข้ามาร่วมด้วย แนวคิดและความเชื่อของอดีตนายทหารดังกล่าวนี้ จึงถูกนำเสนอและส่งผลให้อดีตนายกฯ เกิดความคิดที่จะเดินทางไปพูดคุยเพื่อแสวงหาความร่วมมือในการแก้ปัญหาไฟใต้กับผู้นำอินโดนีเซีย หากแต่แนวคิดนั้นยังไม่ตกผลึกเป็นแนวทางเดียวกันเพราะมีกลุ่มความเชื่ออื่นที่เชื่อว่าปัญหาไฟใต้ต้องเริ่มต้นที่การพูดคุยกับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นซึ่งอยู่ในพื้นที่มาเลเซีย ซึ่งนั่น การพูดคุยสันติสุขจึงควรมุ่งเป้าไปที่การแสวงหาความร่วมมือกับผู้นำมาเลเซียก่อนเป็นลำดับแรกเพื่อกดดันให้แกนนำบีอาร์เอ็นยอมจำนนต่อรัฐไทยซึ่งจะส่งผลต่อสันติภาพในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญมากกว่า ความคลุมเครือ ไม่ชัดเจนในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานของรัฐที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือมีแนวคิดแปลกใหม่ที่ว่า กระบวนการตั้งคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐบาลครั้งนี้จะเป็นแนวใหม่ กล่าวคือรัฐบาลจะไม่เร่งประกาศแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขอย่างเป็นทางการ แต่จะใช้การทดสอบและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันโดยผ่านการทำโครงการรอมฎอนสู่สันติสุขที่มีการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ตลอดจนรัฐบาลมาเลเซีย และรัฐบาลอินโดนีเซีย เพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศความสงบในห้วงเดือนรอมฎอน ทั้งยังเป็นการทดสอบฝีมือการทำงานและแนวทางแก้ปัญหาไฟใต้ไปก่อนจนกว่าจะเห็นว่าเป็นของจริงจึงค่อยแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยมีตัวชี้วัดคือหากโครงการรอมฎอนสันติสุขสำเร็จไปด้วยดี จะเป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐบาลโดยมี พล.อ.นิพัทธ์ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ อย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งนั่นเป็นแนวคิดที่กำลังส่งสัญญาณอันตรายต่อเอกราชอธิปไตยตลอดจนบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐ เพราะเรื่องความขัดแย้งในพื้นที่ปลายด้ามขวาน มีความล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติซึ่งไม่อาจใช้ลองผิดลองถูกได้ หากรัฐบาลจะแต่งตั้งใครให้เป็นหัวหน้าทีมงานในการต่อสู้เรื่องที่มีความสำคัญยิ่งของชาติ จะต้องมีข้อมูลมากพอที่จะมั่นใจได้ว่าได้เลือกคนที่ใช่ คนที่เป็นของจริงในการเข้ามาทำภารกิจสำคัญยิ่งของชาติ เพราะหากได้คนที่รู้ไม่จริง ไม่ทันสมัย ไม่เท่าทันตัวแทนบีอาร์เอ็นแล้ว ก็หมิ่นเหม่ที่จะเพลี่ยงพล้ำในการเจรจาต่อรองกับแกนนำกลุ่มต่อต้านรัฐอันจะนำมาซึ่งการสูญเสียแผ่นดินในสมรภูมิแห่งนี้ไปได้ ประเด็นสำคัญอันเป็นปัญหาที่ส่งผลให้หน่วยระดับปฏิบัติทั้งในระดับพื้นที่จนกระทั่งถึงท้องถิ่นของรัฐนั้นก็คือความไม่ชัดเจนของรัฐอันเป็นการส่งสัญญาณอันตรายต่อความหมิ่นเหม่ในการสูญเสียบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐนอกเหนือจากความไม่ชัดเจนในการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้แล้ว ก็คือความไม่ชัดเจนในการกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานทั้งที่นายภูมิธรรม สั่งทบทวนยุทธศาสตร์ ตั้งแต่เมื่อต้นเดือน ม.ค.68 ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ตกผลึก ทั้งที่ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาไฟใต้นั้น มีความสำคัญยิ่งในการแปลงยุทธศาสตร์และนโยบายไปสู่การปฏิบัติอันเป็นแก่นสารสำคัญในการขับเคลื่อนการต่อสู้กับขบวนการบีอาร์เอ็นได้อย่างทรงพลัง การมีแนวคิดปัดฝุ่นนโยบาย 66/23 ที่เคยใช้ต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์นำสันติสุขมาสู่ประเทศมาแล้วเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว มาปรับใช้ จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนเชิงรูปธรรม ยุทธศาสตร์การดับไฟใต้จะต้องสอดรับกับสภาพการณ์การเคลื่อนตัวไปของการต่อสู้ ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์การต่อสู้ที่วันนี้มีกลุ่มบีอาร์เอ็นที่มีศักยภาพสูงสุดในบรรดากลุ่มความเห็นต่างจากรัฐกลุ่มอื่น ณ วันนี้กลุ่มคนในขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีกองกำลังติดอาวุธระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับคอมมานโดและกลุ่มรบพิเศษที่ศักยภาพชั้นสูงที่พร้อมจะปฏิบัติการก่อเหตุร้ายได้ทุกรูปแบบโดยมีแกนนำระดับสั่งการที่ฝังตัวอยู่ในมาเลเซีย ซึ่งหากยุทธศาสตร์การต่อสู้ไม่ชัด ก็จะไม่สามารถทำให้หน่วยระดับล่างลงไปปฏิบัติงานเพื่อเอาชนะขบวนการบีอาร์เอ็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อตั้งคนที่ไม่รู้จักบีอาร์เอ็นอย่างแท้จริง รู้ไม่เท่าทันวิธีคิดของบีอาร์เอ็นในยุคนี้ ย่อมเป็นการส่งสัญญาณอันตรายให้รัฐอาจสูญเสียอธิปไตยในสมรภูมิปลายด้ามขวานอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น
สยามรัฐออนไลน์ |

ชาติพันธุ์-ชาตินิยม

เสือตัวที่ 6 เดือนรอมฎอน (Ramadan) นับเป็นเดือนที่ชาวมุสลิมให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเดือนที่ต้องถือศีลอด งดเว้นจากการบริโภคอาหารและน้ำการรับประทานอาหารในช่วงถือศีลอดของเดือนรอมฎอน งดเว้นการบริโภคอาหารและน้ำตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก รวมถึงประพฤติตนอยู่ในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม โดยเชื่อว่าการถือศีลอดเป็นการแสดงความเคารพต่อพระเจ้า ฝึกวินัยเพื่อนำสู่ความเคร่งครัดในหลักคำสอนทางศาสนาและฝึกความอดทนเพื่อต่อสู้กับจิตใจให้ทนต่อแรงยั่วยุอันจะนำไปสู่การละเมิดคำสอนทางศาสนา รวมถึงได้รู้จักการเสียสละโดยการเป็นผู้ให้ด้วยการบริจาคและให้ทานแก่ผู้ด้อยโอกาส โดยในปีนี้ จุฬาราชมนตรี ได้ประกาศกำหนดวันดูพระจันทร์ให้วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1446 หรือวันรอมฎอน 2568 ตรงกับวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทั้งนี้เดือนรอมฎอน 2568 นับเป็นห้วงเวลาสำคัญยิ่งของชนชาวมุสลิมที่สืบต่อกันมาเป็นเวลานานว่าเป็นเดือนแห่งความศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมทั่วโลกรวมทั้งพี่น้องชาวมุสลิมในประเทศไทยโดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ปลายด้ามขวาน แม้เดือนรอมฎอนเป็นห้วงเวลาที่ดี ผ่านการปฏิบัติตนตามหลักการที่มุ่งความสงบความสันติสุขของมวลมนุษยชาติ ด้วยเป็นห้วงเวลาแห่งความศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมที่ต้องประพฤติตนอยู่ในหลักคำสอนของศาสนาอิสลามอย่าเคร่งครัด โดยผ่านการถือศีลอดเพื่อฝึกการละเว้นได้ในสิ่งที่จิตใจต้องการในเรื่องที่ทำได้ยากกล่าวคือการอดอาหารและน้ำในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกโดยถือเป็นการแสดงความเคารพด้วยศรัทธายิ่งต่อพระเจ้า ทั้งนี้หลักคำสอนสำคัญของอิสลามก็คือการรักเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด การให้อภัยและการมุ่งความสงบสันติในการดำเนินชีวิต หากแต่กลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ได้พยายามบิดเบือนหลักคำสอนทางศาสนา โดยเฉพาะประเด็นการชี้นำให้กลุ่มประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้เกิดความรู้สึกร่วมในการต่อต้านรัฐให้ไปสู่การต่อสู้กับรัฐผู้รุกราน โดยแอบอ้างหลักการไปสู่สงครามญีฮาดที่พยายามบิดเบือนตีความคำว่าญีฮาดให้เป็นประโยชน์ในปลุกระดมบ่มเพาะมวลชนในพื้นที่ให้ร่วมกันต่อสู้เพื่อแยกการปกครองจากรัฐ ทั้งที่โอวาทหรือการปฏิบัติตนของมุฮัมมัด ได้ให้ความหมายของญีฮาดในการต่อสู้เพื่อทำให้จิตใจของตนบริสุทธิ์ เช่นกล่าวว่าการรบในสมรภูมิเพื่อศาสนาเป็นญีฮาดเล็ก การต่อสู้กับความอ่อนแอของตนคือญีฮาดใหญ่ และญีฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการพูดความจริงต่อหน้าผู้กดขี่ ในความหมายของญีฮาดหมายถึงการใช้กำลังความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ทุกด้าน การเคลื่อนไปยังเป้าหมายข้างหน้าด้วยกำลังและความเข้มแข็งทั้งหมดและต่อสู้กับความยากลำบากทุกอย่าง ดังนั้น เมื่อตีความแล้ว การตื่นแต่เช้าและเบียดเสียดยัดเยียดขึ้นรถเมล์เพื่อทำงานเลี้ยงตัวเองและสมาชิกในครอบครัว ก็ถือเป็นการญีฮาดอย่างหนึ่ง การพยายามแสวงหาความรู้อย่างหนักเพื่อความสำเร็จในชีวิตของตัวเองและเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพ่อแม่ก็เป็นญีฮาดอย่างหนึ่ง การพยายามหักห้ามใจตัวเองให้ออกห่างจากการติดยาเสพติดและจากการทำความชั่วหรือสิ่งเลวทรามทั้งปวง ก็ถือเป็นการญีฮาดอย่างหนึ่ง ทำให้เห็นว่าญีฮาดจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการจับอาวุธขึ้นต่อสู้เสมอไปอย่างที่เข้าใจกัน เพราะถ้าหากญีฮาดหมายถึงการต่อสู้ด้วยอาวุธในสถานการณ์สงคราม แม้ไม่มีสถานการณ์สงคราม ก็หมายความว่ามุสลิมไม่สามารถทำการญีฮาดได้ เหล่านี้เองที่กลุ่มแกนนำและกลุ่มคนหัวสุดโต่งในพื้นที่ปลายด้ามขวานจึงพยายามกล่าวอ้างให้เห็นว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้กำลังอยู่ในสถานการณ์สงครามที่มวลชนชาวมลายูปัตตานีต้องลุกขึ้นร่วมกันต่อสู้กับสยามผู้รุกราน โดยพยายามก่อเหตุร้ายเพื่อหล่อเลี้ยงสถานการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตามห้วงเวลา การสร้างสำนึกและความเชื่อให้มวลชนในพื้นที่เห็นว่าในพื้นที่แห่งนี้เป็นสงครามที่พวกเขากำลังต่อสู้กับรัฐผู้รุกรานให้หลุดพ้นจากการถูกกดขี่จากรัฐผู้รุกรานด้วยการพยายามสลายชาติพันธุ์อันยิ่งใหญ่ของพวกเขาจากบรรพชนที่สืบต่อกันมา เป็นหน้าที่ของมวลชนในพื้นที่ทุกคนที่ต้องร่วมกันต่อสู้ผ่านคำว่าทำสงครามญีฮาดที่ตีความอย่างบิดเบือนสู่ประโยชน์ในการปลุกระดมบ่มเพาะหล่อเลี้ยงสร้างผู้คนร่วมอุดมการณ์ชาตินิยมหนุนส่งให้ขบวนการร้ายแห่งนี้คงมีพลังในการต่อสู้กับรัฐตราบนานเท่านาน ด้วยการสร้างสำนึกร่วมให้เกิดความเชื่อความศรัทธาในชาติพันธุ์ของตนเอง ที่ต้องลุกขึ้นสู้ทำสงครามญีฮาดอันเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องร่วมกันต่อสู้กับผู้รุกรานกดขี่ เพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งชาติพันธุ์อันยิ่งใหญ่ของบรรพชน และนั่นคือความพยายามในการต่อต้านแนวคิดของรัฐผ่านวาทกรรมคำว่าพหุวัฒนธรรมที่หมายถึงการอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขท่ามกลางความแตกต่างทางความเชื่อและชาติพันธุ์ ซึ่งขบวนการร้ายแห่งนี้ต่อต้านแนวคิดพหุวัฒนธรรมของรัฐด้วยการมุ่งบ่มเพาะแนวคิดอัตลักษณ์ชาติพันธุ์เฉพาะถิ่นในพื้นที่เพื่อสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมต่อกลุ่มเป้าหมายตลอดมา ผ่านวิถีปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม สร้างอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นเพื่อมุ่งสร้างความเป็นพวกเดียวกันของคนในพื้นที่แห่งนี้ ผ่านการใช้วิถีทางศาสนาพร้อมหล่อหลอมกล่อมเกลาชาติพันธุ์มลายูมุสลิมสู่อุดมการณ์ชาตินิยมที่ต้องต่อสู้กับผู้รุกรานเพื่อรักษาไว้ซึ่งชาติพันธุ์อันยิ่งใหญ่ เดือนรอมฎอน 2568 นี้ จึงเป็นอีกห้วงเวลาหนึ่งที่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้จะใช้เป็นข้ออ้างในการปลุกระดมเพิ่มกระแสชาติพันธุ์สู่ชาตินิยมในการต่อสู้กับรัฐอย่างเข้มข้น
สยามรัฐออนไลน์ |