ตอกย้ำความคิด

เสือตัวที่ 6 ปฏิบัติการไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกการปกครองในแดนใต้ของไทย ในห้วงเวลานี้ ได้มีการปฏิบัติการรุกไล่ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธของขบวนการอย่างต่อเนื่อง ด้วยคนกลุ่มนี้ ล้วนถูกหล่อหลอมบ่มเพาะในหลายแง่มุมจากกลุ่มคนที่อิทธิพลทางความเชื่อในพื้นที่มาอย่างเป็นขบวนการและต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่มีแนวความคิดในการแบ่งแยกการปกครองของรัฐต่อคนในพื้นที่แห่งนี้ และแนวคิดในการแปลกแยกจากรัฐ ได้มีการส่งต่อสืบทอดมาคนแล้วคนเล่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า ปีแล้วปีเล่า จนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการ ได้รับการตอกย้ำอย่างเป็นระบบ จนเชื่ออย่างสนิทใจกลายเป็นความศรัทธาว่า กลุ่มคนในพื้นที่ ได้รับความอยุติธรรม โดนกดขี่ รังแกต่างๆ นานา ซึ่งพวกเขาต้องร่วมกันสานต่อแนวคิดนี้ และร่วมกันต่อสู้กับผู้กดขี่ จนเชื่ออย่างสนิทใจว่า พวกเขา (คนรุ่นปัจจุบัน) ต้องเข้ามารับผิดชอบการต่อสู้กับผู้กดขี่ เพราะถูกบ่มเพาะว่า นี่คือหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนจะปฏิเสธไม่ได้ แนวคิดความคิดแปลกแยกแตกต่างจนกลายเป็นความเคียดแค้นรัฐอย่างฝังรากลึก โดยการกระทำอย่างเป็นขบวนการและปิดลับมาอย่างยาวนาน กลายเป็นความยากลำบากที่รัฐ จะหาหนทางใดในการเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ และความศรัทธาของมวลชนในพื้นที่ได้โดยง่าย การเอาชนะกันด้วยอาวุธ เป็นหนทางเล็กๆ หนทางหนึ่งซึ่งเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่ฝังรากลึกในสมองของพี่น้องในพื้นที่ในวงกว้าง การป้องกันเหตุร้ายที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐ และการไล่ล่าเพื่อนำกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐ อันเป็นการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มคนที่ก่อเหตุร้ายของขบวนการ จึงเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุความสำเร็จในระดับยุทธศาสตร์ นั่นคือการยุติการต่อสู้กับรัฐอย่างสิ้นเชิง และการนำสันติสุขมาสู่พื้นที่แห่งนี้โดยสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่เป็นกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ ก็ยังเป็นเป้าหมายสำคัญในระดับยุทธการ ที่รัฐต้องป้องกันและปราบปรามคนเหล่านี้ ไม่ให้ก่อเหตุร้าย สร้างอิทธิพลทางความคิด และบรรยากาศของการแก้ปัญหาในมิติอื่นๆ โดยเฉพาะมิติของการพัฒนาเพื่อความมั่นคง รวมทั้งมิติของการเอาชนะทางความคิด ผ่านกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่กำลังรออยู่ข้างหน้า หากแต่ว่า คนในกองกำลังติดอาวุธเหล่านั้น หาใช่กลุ่มคนที่โดดเดี่ยวไม่ ในทางตรงข้าม กองกำลังติดอาวุธของขบวนการล้วนได้รับการอุ้มชูจากแนวร่วมในพื้นที่ชุมชน ที่ซ่อนพรางไปในกลุ่มประชาชนที่มีความเหนือชั้นในการตบตาเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ทำให้กองกำลังติดอาวุธของขบวนการ สามารถปฏิบัติการร้ายได้ตลอดมา แม้ในบางช่วงบางขณะจะเบาบางลงบ้าง แต่นั่น ไม่ได้หมายความว่า คนกลุ่มนี้ ล้มเลิกความตั้งใจในการป่วนเมืองอย่างสิ้นเชิง พวกเขายังคงรวมตัว หาโอกาสในการปฏิบัติการร้ายทุกนาที ทั้งยังสามารถล่องหน หลบหนีการจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างยาวนาน ที่เป็นดังนี้ ก็เพราะคนกลุ่มนี้ ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จากมวลชนที่เป็นแนวร่วมของขบวนการที่มีอยู่แทบทุกหัวระแหง ยิ่งไปกว่านั้น กองกำลังติดอาวุธเหล่านี้ ถูกติดอาวุธทางความคิด ความเชื่อ จนกลายเป็นความศรัทธาอย่างบ้าคลั่งอย่างฝังรากลึกยาวนาน การที่จะหวังให้คนกลุ่มนี้ ยอมวางอาวุธและกลับออกมามอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐด้วยความสมัครใจนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย นั่นย่อมสะท้อน ตอกย้ำ ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งว่า คนกลุ่มนี้ ถูกฝังลึกให้เกิดมีความคิดสุดโต่งและนิยมใช้ความรุนแรงทุกวิถีทางกับกลุ่มคนที่ถูกล้างสมองให้เชื่อว่าเป็นศัตรูของพวกเขา ปรากฏการณ์ของการไล่ล่า และปิดล้อมคนกลุ่มนี้หนแล้วหนเล่า จึงจบลงด้วยการวิสามัญฆาตกรรม ด้วยกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ ถูกสร้างมาอย่างเป็นระบบ พวกเขาพร้อมที่จะสู้ตาย ยอมสละชีวิตเพื่อคงแนวคิดการต่อสู้กับรัฐไว้ตามที่ถูกสั่งสมบ่มเพาะมาอย่างเข้มข้น และล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์การไม่ยอมรับในกระบวนการตามกฎหมายของรัฐ จึงปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อีกครั้งหนึ่ง เป็นการตอกย้ำให้ฝ่ายรัฐเห็นว่า การเอาชนะทางความคิดโดยการเปลี่ยนความคิด ความเชื่อของคนกลุ่มนี้นั้น เป็นไปไม่ได้เลย ปรากฏการณ์ที่ตอกย้ำความสุดโต่งทางความคิดที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐ มีความชัดเจนยิ่ง โดยเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ ม.3 ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ทำให้เกิดการยิงปะทะกันขึ้นก่อนที่คนร้ายหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักของเจ้าของโรงเรียนปอเนาะแห่งหนึ่ง ทำให้มีการปิดล้อมก่อนจะเจรจาให้คนร้ายออกมามอบตัว แต่คนร้ายได้ยิงและขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ก่อนที่เหตุปะทะจะยาวนานถึง 7 ชั่วโมง ส่งผลให้คนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิต 2 ราย คือ นายคูไมดี รีจิ อายุ 33 ปี มีหมายจับ จำนวน 2 หมาย ส่วนอีกราย คือ นายอัมรี มะมิง อายุ 26 ปี มีหมายจับ 1 หมาย คดีลอบวางระเบิด กรุงเทพฯ เมื่อปี 62 รวมทั้งการติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่เหลือและหลบหนีจากเหตุปะทะ ได้เกิดปะทะกับกลุ่มคนร้ายซึ่งมีประมาณ 3 คนพร้อมอาวุธครบมือ โดยคนร้ายกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวกันที่ถูกวิสามัญ 2 ศพเมื่อวันก่อน และเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ นายยาการียา บาโง แกนนำคนสำคัญมีหมายจับ 19 หมาย ที่รับผิดชอบในการก่อเหตุใน จ.ปัตตานี แม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐ จะพยายามเชิญผู้นำศาสนา และผู้นำท้องถิ่น มาเจรจาพูดคุยกับกลุ่มคนร้าย เพื่อให้เปลี่ยนความคิด ความเชื่อ ให้มีความคิดในแนวทางของศาสดาที่ถูกต้องตามหลักคำสอนที่แท้จริงก็ตาม โดยหวังให้คนร้ายกลุ่มนี้มอบตัว ตามนโยบายแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ต้องการปฏิบัติภารกิจจากเบาไปหาหนักและเพื่อลดความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย ทั้งยังมีการประสานไปยัง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เฝ้าดูพฤติกรรมคนในหมู่บ้าน ด้วยเกรงว่าจะมีแนวร่วมขบวนการที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชน แอบส่งเสบียง หรือเคลื่อนไหวออกมาช่วยเหลือคนร้ายกลุ่มนี้ ปรากฏการณ์ไล่ล่า ปิดล้อมคนร้ายที่เป็นกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ จึงจบลงด้วยการวิสามัญฆาตกรรมอย่างที่เห็น ภายใต้การแอบสนับสนุนของคนในพื้นที่ที่ฝ่ายรัฐมองไม่เห็น หรือแยกไม่ออก สิ่งเหล่านี้ นักความมั่นคงของรัฐ จะต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์ให้ดีว่า คนในขบวนการแห่งนี้ เปลี่ยนความคิด ความเชื่อไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะกระบวนการคิดของพวกเขาได้ถูกฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ความแปลกแยกแตกต่างทางความคิด ถูกขยายผลเป็นความเกลียดชังจนยากจะแก้ไข
เสือตัวที่ 6 |

พลวัตการต่อสู้

เสือตัวที่ 6 การขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐ ของกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกผู้คนปลายด้ามขวานนั้น มีความเป็นพลวัตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ด้วยผันแปรไปตามสถานการณ์และกาลเวลาที่สอดรับและเอื้ออำนวยให้การต่อสู้ของขบวนการแห่งนี้ ยังดำเนินต่อไปอย่างมีความหวังและทรงพลัง ที่แม้ไม่สามารถขับเคลื่อนการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นผู้คน สร้างสถานการณ์ความรุนแรงเพื่อต้องการสื่อไปถึงสังคมภายนอก โดยเฉพาะประชาคมโลก ให้เห็นว่า มีความขัดแย้งด้วยอาวุธอย่างรุนแรงระหว่างรัฐผู้ปกครองกับพี่น้องมุสลิมท้องถิ่นในพื้นที่ได้ก็ตาม กลุ่มคนในขบวนการก็ยังคงการขับเคลื่อนการสั่งสมบ่มเพาะสร้างแนวคิดที่เป็นปรปักษ์กับรัฐและคนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้าน อย่างแยบยล แนบเนียน จนสามารถขยายแนวร่วมในหมู่มวลชนทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ได้อย่างกว้างขวางอย่างเงียบๆ ทำให้กว่าที่หน่วยงานด้านความมั่นคงจะแกะรอย ติดตามและเข้าสกัดกั้นการบ่มเพาะได้บ้าง ก็ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน ถึงกระนั้นก็ตาม กระบวนการสั่งสมบ่มเพาะความแปลกแยกจากรัฐและผู้คนที่มีความแตกต่างกันทางชาติพันธุ์และความเชื่อทางศาสนา ให้กับคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่น ก็ปรับเปลี่ยน ผันแปรไปตามสถานการณ์ของการเข้าถึงของหน่วยงานความมั่นคงของรัฐมากขึ้นได้อยู่ต่อไป คนกลุ่มนี้ ยังคงดำรงความมุ่งหมายในการขยายแนวคิด ส่งต่อความแปลกแยกในทุกๆ ด้านให้เกิดขึ้นในมโนสำนึกของคนรุ่นใหม่ในทุกภาคส่วน โดยกระทำในรูปแบบที่หลากหลาย ผ่านกลุ่มคนที่เรียกกันว่า ภาคประชาสังคม อาทิ กลุ่มเยาวชนรักษ์ถิ่น ภาคการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่มีความล่อแหลมต่อการถูกบิดเบือน เติมต่อเพียงบางจุด บางด้าน บนฐานคิดของผู้เขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเอง อันคลาดเคลื่อนแตกต่างจากประวัติศาสตร์นบีและรอซูล (ศาสดา) (Rosul History) หรือประวัติศาสตร์บริสุทธิ์ที่มีความตรงไปตรงมาสูง เพราะไม่มีความเห็นส่วนตัวที่แฝงไว้ด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ ดร.ปรีดี มะนีวัน นักวิชาการท่านหนึ่ง กล่าวให้เห็นอย่างชัดเจน โดยให้สติและปัญญาแก่ผู้คนโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานว่า ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องอดีตที่อาจส่งผลต่อวิถีชีวิตปัจจุบันได้ ไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ประวัติศาสตร์ใดที่สร้างสรรค์ สามารถหนุนเสริมให้เกิดความศรัทธา หรือ "ตักวา" ต่อพระองค์อัลลอฮฺ ประวัติศาสตร์นั้นย่อมเป็นประวัติศาสตร์ที่บารอกัต (เป็นสิริมงคล) ส่วนประวัติศาสตร์ใดที่มิอาจหนุนเสริมศรัทธาหรือตักวาได้ ย่อมเป็นประวัติศาสตร์ที่ไร้สาระและไร้คุณค่าต่อชีวิต ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้น ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง เพราะสิบคนเขียนก็อาจเขียนไม่เหมือนกัน บางคนเขียนเชิงสร้างสรรค์ ปลูกฝังแนวคิดสันติสุข ปรองดอง สามารถอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายอย่างสันติในแบบพหุวัฒนธรรมอย่างเช่นในอดีต ในขณะที่ยังมีคนบางกลุ่มพยายามเขียนประวัติศาสตร์เชิงลบ ให้ร้ายสร้างความแตกแยกแบ่งฝ่าย สร้างความเห็นต่างในทุกรูปแบบนำไปสู่ความเกลียดชัง และชี้นำให้เกิดแนวคิดการต่อสู้กับผู้เห็นต่าง โดยปลูกฝังแนวคิดชาติพันธุ์นิยม (Nationalism) สร้างอคติ สร้างการไม่ยอมรับผู้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ก่อความขัดแย้งจนเกิดการต่อสู้ เข่นฆ่าผู้เห็นต่างและผู้มีแตกต่างทั้งหลายอย่างไร้เหตุผล และพยายามถ่ายทอดแนวคิดผิดๆ เหล่านี้ โดยแอบอ้างว่าเป็นอุดมการณ์ อันผิดเพี้ยนของตนเอง ไปสู่ลูกหลานคนรุ่นต่อๆ มาให้เข้าใจในประวัติศาสตร์และการต่อสู้ที่คลาดเคลื่อน นักวิชาการท่านดังกล่าว ยังย้ำต่อว่า ประวัติศาสตร์นบีและรอซูลต่างหาก ที่เป็นประวัติศาสตร์อันบริสุทธิ์ และสัจธรรม(บิลฮัก) ควรค่าแก่การศึกษา ยอมรับและนำไปปฏิบัติ เพราะพระองค์อัลลอฮฺ ทรงตรัสไว้เองผ่านคัมภีร์อัลกุรอาน และคัมภีร์ก่อนหน้านั้น (ที่มิได้มีการแก้ไขดัดแปลง) โดยประวัติศาสตร์นบีและรอซูลนั้น เป็นประวัติศาสตร์ที่นำเสนอข้อเท็จจริงเชิงสร้างสรรค์ ด้วยมีสาระสำคัญในการสร้างความรัก ความเมตตา ความปรองดอง ยุติธรรม เคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะมีความแตกต่างในด้านใด ทั้งยังชี้แนวทางสันติภาพแก่มวลมนุษย์ต่อการดำเนินชีวิตทั้งโลกนี้และส่งผลถึงโลกหน้าอย่างสันติ หากมนุษย์ต้องการแสวงหาสันติสุขที่แท้จริง ควรยิ่งกับการศึกษาเรียนรู้และยอมรับประวัติศาสตร์ของบรรดาท่านนบีและรอซูล เพราะเป็นประวัติศาสตร์สัจธรรมที่พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงตรัสเอง ปรากฏการณ์อันแนบเนียนของขบวนการร้ายแห่งนี้ ผันแปรเป็นพลวัตการต่อสู้กับรัฐอย่างไม่เคยหยุดยิ่ง พวกเขาเหล่าบรรดานักคิด แกนนำขบวนการทั้งหลาย ต่างค้นหาเส้นทางของการต่อสู้กับรัฐใหม่ๆ ให้ยังคงพลังในการต่อสู้อยู่ต่อไป แม้ว่า ณ ห้วงเวลานี้ ยังไม่อาจใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงต่อไปได้อย่างเมื่อ 3 – 4 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ใช่ว่า คนกลุ่มนี้ จะยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง ในทางกลับกัน คนกลุ่มนี้ ยังคงตระเตรียมกำลังคนรุ่นใหม่ให้มีแนวคิดแปลกแยกแตกต่าง จนไปถึงขั้นสุดโต่งได้ทุกนาทีที่ทำได้ อย่างน้อย การติดอาวุธทางปัญญาให้กล้าแข็ง บังเกิดกับคนรุ่นใหม่ในวงกว้างได้สำเร็จ นั่นจะเป็นการต่อสู้ทางความคิดที่มีธงนำในการพูดคุยสันติสุขที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันไม่ไกล โดยการขับเคลื่อนอย่างลี้ลับผ่านกลุ่มคนในรูปแบบภาคประชาสังคม และกลุ่มเยาวชนต่างๆ โดยยังคงเนินการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น(Local History) ที่คนบางกลุ่มพยายามเขียนประวัติศาสตร์เชิงลบ แทรกปนความแตกต่างระหว่างคนในท้องถิ่นกับคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง ให้ร้ายสร้างความแตกแยกแบ่งฝ่าย สร้างความเห็นต่างในทุกรูปแบบนำไปสู่ความเกลียดชัง และชี้นำให้เกิดแนวคิดการต่อสู้กับผู้เห็นต่าง โดยปลูกฝังแนวคิดชาติพันธุ์นิยม (Nationalism) สร้างอคติ สร้างการไม่ยอมรับผู้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ก่อความขัดแย้งจนเกิดการต่อสู้ เข่นฆ่าผู้เห็นต่างและผู้มีแตกต่างทั้งหลายอย่างไร้เหตุผล ทั้งปนเปื้อนความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในความคิด ความเชื่อ ผ่านคำสอนทางศาสนาที่ชี้นำให้เกิดการต่อสู้กับรัฐอย่างไม่สิ้นสุด จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายปลายทาง และนี่คือปรากฏการณ์หนึ่งของการต่อสู้กับรัฐของขบวนการแห่งนี้ที่มีความเป็นพลวัตไม่สิ้นสุด
เสือตัวที่ 6 |

สองมุมมอง

เสือตัวที่ 6 การไล่ล่าโจรใต้กลุ่มหนึ่งที่ก่ออาชญากรรมสุดโหดเหี้ยมได้ จากกรณีที่คนร้ายในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ได้ก่อไว้ ด้วยการยิงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ พ่อ หลานชาย และลูกสาว เสียชีวิตทั้งหมดระหว่างครอบครัวผู้บริสุทธิ์เหล่านั้นกำลังเดินทางไปทำมาหากินตามวิถีของชาวบ้าน ซ้ำยังเผาผู้เสียชีวิตทั้งสามอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ทั้งที่บุคคลทั้งสาม ไม่เคยก่อความเดือดร้อนใดๆ ให้ฝ่ายกลุ่มก่อเหตุในขบวนการเลยแม้แต่น้อย หากเพราะกลุ่มก่อความไม่สงบหัวคิดสุดโต่งในขบวนการร้ายแห่งนี้ ต้องการเพียงความสะใจที่ได้ฆ่าคนต่างถิ่น ทั้งยังต้องการแสดงให้เห็นว่า ยังคงมีความพยายามในการต่อสู้กับรัฐอยู่ต่อไป เพื่อแยกตัวเป็นอิสระในการปกครองของรัฐนั่นเอง พล.ต.คมกฤช รัตนฉายา ผบ.ฉก.ปัตตานี กล่าวว่า เหตุปะทะครั้งนี้ เจ้าหน้าที่มีความพยายามที่จะเจรจาเพื่อให้คนร้ายมอบตัวในทุกวิถีทาง เพื่อให้ออกมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐที่เปิดโอกาสให้ต่อสู้อย่างเต็มที่ แต่กลับถูกยิงตอบโต้จนมีการยิงปะทะกันต่อเนื่องกินเวลาร่วม 10 ชั่วโมง กระทั่งคนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิต ส่วนอาวุธปืนและระเบิดที่ยึดได้นั้น จะได้นำไปตรวจสอบที่มาที่ไปว่าเป็นของใคร จากการสอบสวนผู้ดูแลรีสอร์ตให้การว่า ไม่รู้จักและไม่ทราบว่าทั้งสองเป็นคนร้าย ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสองคนมาสมัครงานเป็นคนงานก่อสร้างต่อเติมรีสอร์ต และก็ได้ให้คนงานพักอาศัยอยู่บ้านพักชั้นสองหลังดังกล่าว โดยชั้นล่างเป็นห้องครัว กระทั่งเมื่อคืนมีเจ้าหน้าที่ปิดล้อมและได้ให้คนในบ้านเปิดไฟแล้วออกมาด้านนอก ตนและพนักงานอีก 5 คนก็วิ่งออกมา กระทั่งมารู้ว่าทั้งสองเป็นคนร้ายที่เจ้าหน้าที่ต้องการตัว การเจรจาพูดคุยให้กลุ่มคนร้ายออกมาสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐ กลับถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แม้เจ้าหน้าที่รัฐ จะเชิญผู้นำศาสนาหลากหลายท่าน มาช่วยพูดคุยทำความเข้าใจต่อวิธีการต่อสู้จากการใช้ความรุนแรง มาเป็นการต่อสู้ด้วยพยานหลักฐาน ที่สำคัญคือ เพื่อให้มีความเข้าใจในหลักการของศาสนาที่ถูกต้องว่า การต่อสู้ด้วยอาวุธที่กลุ่มคนเหล่านี้คิดนั้นไม่ใช่วิถีทางตามคำสอนของศาสนาแต่อย่างใด ที่คนร้ายกลุ่มนี้ กำลังมีความเชื่อผิดๆ ที่ถูกสั่งสมบ่มเพาะมาจนถึงรากเหง้าให้เชื่ออย่างสนิทใจว่า การกระทำของพวกเขานั้น เป็นการต่อสู้เพื่อพวกพ้องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และพร้อมจะตายในการต่อสู้ เพื่อหวังจะเป็น"ชาฮีด" หรือ “วีรบุรุษ” ตามที่เชื่อมา หากความจริงทางศาสนาในกรณีความเชื่อเรื่อง "ชาฮีด" หรือ “วีรบุรุษ” เป็นความสำคัญลำดับต้นๆ ของการปลุกระดมหล่อหลอมผู้คนโดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นหนุ่มให้เชื่ออย่างสนิทใจในการการจับอาวุธเข้าต่อสู้ด้วยความรุนแรงกับรัฐ กลายเป็นกลุ่มคนในพื้นที่ที่จับอาวุธเข้าต่อสู้กับรัฐ อาละวาดสร้างความเสียหายสะเทือนขวัญผู้คนไปทั่ว โดยมีกลุ่มคนที่เป็นแนวร่วมมวลชนที่คอยให้การสนับสนุนการต่อสู้ด้วยความรุนแรงดังกล่าวอย่างสนิทใจว่ากลุ่มตนกำลังต่อสู้เยี่ยงวีระบุรุษแม้จะต้องสูญเสียอะไรไป และเมื่อคนสองกลุ่มนี้ มารวมตัวร่วมขบวนการกันต่อสู้กับรัฐ จึงเป็นการยากที่ฝ่ายรัฐจะสอดแทรกทำความเข้าใจที่ถูกต้องใหม่ได้ว่า ความเชื่อเรื่อง "ชาฮีด" หรือ “วีรบุรุษ” เหล่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะประเด็นคือว่าการกระทำด้วยความรุนแรงอย่างที่ผ่านๆ มา จนถึงวันนี้นั้น จะเป็นวีรบุรุษ หรือชาฮีด ตามที่กล่าวอ้างได้อย่างไร การขัดขืนการจับกุม ไม่ยอมรับฟังการให้สติปัญญาแง่คิดใหม่ๆ ที่ถูกต้องตามหลักการของศาสนา แม้กระทำโดยผู้นำศาสนาในท้องถิ่น คนกลุ่มนี้ ก็ยังไม่เปิดใจรับฟังและไม่ยอมเปลี่ยนความคิด ความเชื่อแม้แต่น้อย หากยังคงยืนกรานในวิถีการต่อสู้ของคนอย่างสุดโต่ง มุ่งต่อต้านอำนาจรัฐโดยการฝ่าฝืนกฎหมายของรัฐในทุกวิถีทาง โดยเข้าใจผิดว่าเป็นการต่อสู้เยี่ยงวีระบุรุษ หรือ ชาอีด การไม่ยอมออกมามอบตัวของคนกลุ่มนี้ จึงชี้ชัดว่า คนในขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังคงมีคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่ออย่างสนิทใจ มีความคิดสุดโต่งที่เห็นแปลกแยกจากคนกลุ่มอ่านของรัฐอย่างสิ้นเชิง โดยไม่มีช่องทางในการเปลี่ยนความคิดความเชื่อแต่อย่างใดทั้งสิ้น การต่อสู้ด้วยอาวุธจนตัวตาย หลังจากการเจรจาพูดคุยทำความเข้าใจใหม่จากผู้นำศาสนาครั้งนี้ จึงชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พวกเขาจึงต้องการเดินทางไปในแนวทางการเป็น“ชาอีด” หรือการสร้างให้ตนเองเป็นวีรบุรุษ ตามขบวนการ“ชาอีด” เพื่อสร้าง “วีรบุรุษผู้พลีชีพ” อย่างเลื่อนลอยที่ได้รับการปลุกปั่นมา หากแต่แท้ที่จริงแล้วการ “ชาอีด” นั้น ต้องเป็นการต่อสู้เพื่อศาสนา หาใช่การต่อสู้อย่างเลื่อนลอยเช่นนี้ไม่ ในขณะที่ยังมีคนบางกลุ่มพยายามเขียนประวัติศาสตร์เชิงลบ ให้ร้ายสร้างความแตกแยกแบ่งฝ่าย สร้างความเห็นต่างในทุกรูปแบบนำไปสู่ความเกลียดชัง และชี้นำให้เกิดแนวคิดการต่อสู้กับผู้เห็นต่าง โดยปลูกฝังแนวคิดชาติพันธุ์นิยม (Nationalism) สร้างอคติ สร้างการไม่ยอมรับผู้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ก่อความขัดแย้งจนเกิดการต่อสู้ เข่นฆ่าผู้เห็นต่างและผู้มีแตกต่างทั้งหลายอย่างไร้เหตุผล และพยายามถ่ายทอดแนวคิดผิดๆ เหล่านี้ โดยแอบอ้างว่าเป็นอุดมการณ์ อันผิดเพี้ยนของตนเอง ไปสู่ลูกหลานคนรุ่นต่อๆ มาให้เข้าใจในประวัติศาสตร์และการต่อสู้ที่คลาดเคลื่อน ชี้นำให้เข้าใจว่า คนรุ่นปัจจุบันต้องเข้ามารับช่วงแบกภาระ รับผิดชอบต่อเรื่องราวของบรรพบุรุษในอดีตที่ได้กระทำหรือถูกกระทำมาอย่างไม่เป็นธรรม เหล่านี้คือมุมมองหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่า การต่อสู้ทางความคิดกับคนในขบวนการแห่งนี้ ที่รัฐ หมายมั่นปั้นมือว่า จะสามารถนำความจริงที่จริงกว่า มาเปิดโลกทัศน์ให้คนในขบวนการทั้งหลายได้มีมุมมองใหม่ และยอมรับความเห็นต่างจนนำไปสู่การเปลี่ยนความคิด ความเชื่อที่ถูกปลุกปั่นมาในอดีต ให้กลับมาคิดใหม่ เดินตามแนวทางสันติวิธีที่ศาสนาสั่งสอนให้เป็นหนทางของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และมองเพื่อนมนุษย์เฉกเช่นญาติมิตรของตน แม้ว่าจะต่างความคิดความเชื่อและต่างวิถีชีวิตก็ตาม สันติสุขจึงเป็นเป้าหมายปลายทางของชีวิตตามหลักการของศาสนาที่แท้ หากแต่ว่า ปรากฏการณ์การต่อสู้จนตัวตายของคนในกลุ่มก่อความไม่สงบที่ติดอาวุธครั้งนี้ ได้ตอกย้ำฝ่ายความมั่นคงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า การเอาชนะทางความคิด โดยเอาความจริงที่จริงกว่าเข้าไปต่อสู้กับคนหัวคิดสุดโต่งของขบวนการแห่งนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะให้ผู้นำศาสนาที่น่าเชื่อถือ มาร่วมให้แสงสว่างอีกมุมหนึ่ง ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนมุมมองคนเหล่านี้ได้ ความเชื่อของการต่อสู้เยี่ยงวีระบุรุษ หรือ ชาอีด จึงชี้ให้เห็นว่าเหนียวแน่นในมโนสำนึกของกลุ่มคนหัวคิดสุดโต่ง จนไม่น่าจะเสียเวลาไปกับการเอาชนะทางความคิดของคนในลักษณะนี้ที่ยังแอบแฝงอยู่ในชุมชนนับไม่ถ้วนได้ อย่างไรก็ตาม หากแต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ยังพอใจชื้นอยู่บ้าง เมื่อการปฏิบัติการไล่ล่า จนสามารถรู้แหล่งกบดาน แอบซ่อนตัวในรีสอร์ทแห่งนี้ จนสามารถปิดล้อมเพื่อพยายามนำตัวมาสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐนั้น เป็นผลมาจากความร่วมมือในการให้ข่าวของมวลชน แหล่งข่าวในพื้นที่ ปรากฏการณ์นี้ จึงเป็นสองมุมมองที่น่าศึกษา หาจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อหนทางในการนำสันติสุขมาสู่พี่น้องคนไทยในพื้นที่นี้ได้อย่างแท้จริง
เสือตัวที่ 6 |

ประวัติศาสตร์ สร้างสรรค์

เสือตัวที่ 6 คำว่า “ปาตานี” (Patani) หรือที่ในภาษามลายูถิ่นออกเสียงว่า “ปตานี” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่ผู้อาศัยส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูมุสลิมและเป็นพื้นที่ของความขัดแย้ง ซึ่งกล่าวรวมๆ ได้ว่า คือพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคอาณาจักรปาตานีอันรุ่งเรืองเมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่แล้ว ก่อนที่จะถูกสยามยึดครองประมาณต้นยุครัตนโกสินทร์ ซึ่งต่อมามีการแบ่งพื้นที่นี้ออกเป็นเจ็ดหัวเมือง และแบ่งเป็นจังหวัดแบบปัจจุบัน กระแสความนิยมการใช้คำว่า ปาตานี ในภาคประชาสังคมและสื่อนั้น ขัดแย้งกับผลการสำรวจของ Deep South Watch ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในสามจังหวัดและสี่อำเภอ จำนวน 2,104 คน พบว่า 63 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าควรใช้ “สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ในขณะที่ 15 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าควรใช้คำว่า “ฟาฎอนี” (ชื่อภาษาอาหรับของปาตานี) และมีเพียง 11.4 เปอร์เซ็นต์ ที่เห็นว่าควรใช้คำว่า “ปาตานี” นักวิชาการตัวแทนกลุ่มมาร่า ปาตานี กล่าวว่า ปาตานี คือ พื้นที่ซึ่งเคยเป็น อาณาจักรปาตานีดารุสซาลาม ก่อนที่สยามจะเข้ามายึดครองในปี 2329 อาณาเขตของปาตานีครอบคลุมจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของจังหวัดสงขลา (อำเภอเทพา จะนะ สะบ้าย้อย นาทวี และสะเดา ซึ่งเป็นอำเภอที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม) และยังรวมถึงรัฐกลันตันและตรังกานู ในบางช่วงเวลาอีกด้วย ด้วยเพราะสนธิสัญญาแองโกล-สยาม ปี 2452 ซึ่งทำให้รัฐกลันตันและตรังกานูตกเป็นของอังกฤษ ซึ่งต่อมาได้รับเอกราชในฐานะส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซียในปี 2500 ดังนั้น เมื่อพูดถึง ปาตานี ในการสนทนาหรือเอกสารต่างๆ จะหมายถึง พื้นที่ซึ่งครอบคลุมจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของจังหวัดสงขลา (อำเภอเทพา จะนะ สะบ้าย้อย นาทวี และสะเดา ซึ่งเป็นอำเภอที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม) หากแต่แท้ที่จริงแล้ว ปาตาเนียนคือพลเมืองของปาตานี โดยไม่สำคัญว่าเป็นชาติพันธุ์หรือศาสนาอะไร ในช่วงอาณาจักรปาตานีดารุสซาลาม นอกจากประชากรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวมลายูมุสลิมแล้ว ก็ยังมีชาวจีน ชาวสยาม ชาวยุโรป ชาวญี่ปุ่น ชาวชวา ชาวอาหรับ ชาวอินเดีย อีกด้วย มันจึงเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม พหุชาติพันธุ์ และพหุศาสนา มาตั้งแต่ต้นในครั้งประวัติศาสตร์เลยทีเดียว หาใช่หมายถึงคนมลายูมุสลิมเพียงชาติพันธุ์เดียวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้อย่างที่คนบางกลุ่มที่กำลังสร้างความปั่นป่วนให้เกิดการเกลียดชังแบ่งแยกผู้คนออกจากกัน เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมืองส่วนตนเฉพาะกลุ่ม ดังที่พยายามเสี้ยมสอนผู้คนในรุ่นต่อๆ มาให้เข้าใจคลาดเคลื่อน จนนำไปสู่ความแตกแยกแบ่งฝ่ายระหว่างคนต่างชาติพันธุ์ต่างความเชื่อทางศาสนาไม่ นักวิชาการกลุ่มมาร่า ปาตานี ยังกล่าวต่ออีกว่า ดังนั้น เมื่อกาลเวลาได้เคลื่อนตัวมาสู่ยุคปัจจุบัน เมื่อพูดว่า เราจะต่อสู้เพื่อประชาชนชาวปาตานี เราหมายถึงการต่อสู้เพื่อทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นั่น และเป็นเหยื่อของความขัดแย้ง แต่กระนั้นก็ตาม นักวิชาการกลุ่มนี้ ยังใช้ความเหนือชั้นทางสติปัญญาและการต่อสู้ทางความคิด โดยได้พยายามชี้ช่องให้เห็นเหตุผลของการต่อสู้กับรัฐอย่างแนบเนียนว่า เนื่องจากคนมลายู คือกลุ่มคนที่ต้องทุกข์ทรมานจากความขัดแย้งมากที่สุด มันจึงเป็นธรรมดาที่พวกเขา(ชาวมลายู) ให้ความสำคัญกับคนมลายู โดยให้เหตุผลที่ย้อนแย้งอีกว่า อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ได้ละเลยสิทธิและความมีอยู่ของคนกลุ่มอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในปาตานี ในขณะที่คำว่า ปาตานี ยังคงเป็นของแสลงสำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและชาวไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งมองว่า ปาตานี มีนัยยะทางการเมืองของการแบ่งแยกดินแดน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกิดกลุ่มภาคประชาสังคมชาวมลายูได้พยายามใช้คำนี้ในชื่อองค์กร และการจัดงานต่างๆ จนทำให้คำว่าปาตานีเป็นที่แพร่หลายและสร้างความเข้าใจรับรู้ในความหมายที่พยายามสื่อให้เห็นถึงการแบ่งกลุ่มแบ่งผู้คนออกจากกันในวงกว้างมากขึ้น ในขณะที่ ดร.ปรีดี มะนีวัน นักวิชาการท่านหนึ่ง กล่าวให้เห็นอย่างชัดเจน โดยให้สติและปัญญาแก่ผู้คนโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานว่า ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องอดีตที่อาจส่งผลต่อวิถีชีวิตปัจจุบันได้ ไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ประวัติศาสตร์ใดที่สร้างสรรค์ สามารถหนุนเสริมให้เกิดความศรัทธา หรือ "ตักวา" ต่อพระองค์อัลลอฮฺ ประวัติศาสตร์นั้นย่อมเป็นประวัติศาสตร์ที่บารอกัต (เป็นศิริมงคล) ส่วนประวัติศาสตร์ใดที่มิอาจหนุนเสริมศรัทธาหรือตักวาได้ ย่อมเป็นประวัติศาสตร์ที่ไร้สาระและไร้คุณค่าต่อชีวิต สำหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้น จะมีอยู่ 2 ด้านทางประวัติศาสตร์ ก็คือ 1.ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (Local History) และ 2.ประวัติศาสตร์นบีและรอซูล (ศาสดา) (Rosul History) สำหรับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้น ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง เพราะสิบคนเขียนก็อาจเขียนไม่เหมือนกัน บางคนเขียนเชิงสร้างสรรค์ ปลูกฝังแนวคิดสันติสุข ปรองดอง สามารถอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายอย่างสันติในแบบพหุวัฒนธรรมอย่างเช่นในอดีต ในขณะที่ยังมีคนบางกลุ่มพยายามเขียนประวัติศาสตร์เชิงลบ ให้ร้ายสร้างความแตกแยกแบ่งฝ่าย สร้างความเห็นต่างในทุกรูปแบบนำไปสู่ความเกลียดชัง และชี้นำให้เกิดแนวคิดการต่อสู้กับผู้เห็นต่าง โดยปลูกฝังแนวคิดชาติพันธุ์นิยม (Nationalism) สร้างอคติ สร้างการไม่ยอมรับผู้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ก่อความขัดแย้งจนเกิดการต่อสู้ เข่นฆ่าผู้เห็นต่างและผู้มีแตกต่างทั้งหลายอย่างไร้เหตุผล และพยายามถ่ายทอดแนวคิดผิดๆ เหล่านี้ โดยแอบอ้างว่าเป็นอุดมการณ์ อันผิดเพี้ยนของตนเอง ไปสู่ลูกหลานคนรุ่นต่อๆ มาให้เข้าใจในประวัติศาสตร์และการต่อสู้ที่คลาดเคลื่อน ชี้นำให้เข้าใจว่า คนรุ่นปัจจุบันต้องเข้ามารับช่วงแบกภาระ รับผิดชอบต่อเรื่องราวของบรรพบุรุษในอดีตที่ได้กระทำหรือถูกกระทำมาอย่างไม่เป็นธรรม แท้ที่จริงแล้ว ประวัติศาสตร์นบีและรอซูลต่างหาก ที่เป็นประวัติศาสตร์อันบริสุทธิ์ และสัจธรรม(บิลฮัก) ควรค่าแก่การศึกษา ยอมรับและนำไปปฏิบัติ เพราะพระองค์อัลลอฮฺ ทรงตรัสไว้เองผ่านคัมภีร์อัลกุรอาน และคัมภีร์ก่อนหน้านั้น (ที่มิได้มีการแก้ไขดัดแปลง) โดยประวัติศาสตร์นบีและรอซูลนั้น เป็นประวัติศาสตร์ที่นำเสนอข้อเท็จจริงเชิงสร้างสรรค์ ด้วยมีสาระสำคัญในการสร้างความรัก ความเมตตา ความปรองดอง ยุติธรรม เคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะมีความแตกต่างในด้านใด ทั้งยังชี้แนวทางสันติภาพแก่มวลมนุษย์ต่อการดำเนินชีวิตทั้งโลกนี้และส่งผลถึงโลกหน้าอย่างสันติ หากมนุษย์ต้องการแสวงหาสันติสุขที่แท้จริง ควรยิ่งกับการศึกษาเรียนรู้และยอมรับประวัติศาสตร์ของบรรดาท่านนบีและรอซูล เพราะเป็นประวัติศาสตร์สัจธรรมที่พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงตรัสเอง
เสือตัวที่ 6 |

รู้เท่าทัน

เสือตัวที่ 6 ความพยายามในการต่อสู้ของบรรดานักคิดนักยุทธศาสตร์ในขบวนการแบ่งแยกการปกครองให้เป็นอิสระจากรัฐกับนักคิดนักการทหารของรัฐนั้น มีการขับเคลื่อนการต่อสู้อย่างเป็นขบวนการในหลากหลายมิติไปพร้อมๆ กัน อย่างแนบเนียน จนยากที่นักคิด นักการทหาร หน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ จะสามารถหยั่งรู้ตื้นลึก หนาบางในความคิดที่แอบซ่อนอยู่ในใจของนักคิด นักยุทธศาสตร์ของขบวนการปลายด้ามขวานเหล่านี้ได้อย่างง่ายๆ หากไม่วิเคราะห์เจาะลึกอย่างจริงจังในประเด็นความเคลื่อนไหวที่ขบวนการแห่งนี้ ที่พยายามขับเคลื่อนให้การแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐอยู่ทุกวันเวลาได้ การขับเคลื่อนในหลากหลายมิติ อย่างคู่ขนานในหลากหลายกลุ่มทั้งแนวร่วมในระดับกับผู้นำทางความคิดระดับนำที่มีชื่อเสียง พยายามสอดแทรกนำเสนอแนวคิด แนวทางอย่างหลากหลาย เพื่อเป็นประโยชน์ในการต่อสู้ไปสู่จุดหมายปลายทาง ร่วมกับนักการเมืองในทุกระดับที่เป็นแนวร่วมขบวนการ ตลอดจนกลุ่มมวลชนในพื้นที่ที่ให้การสนับสนุนและพร้อมจะเดินไปกับขบวนการอย่างลับๆ คู่ขนานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่มีหัวคิดสุดโต่ง นิยมความรุนแรงที่จ้องหาโอกาสในการลอบทำร้ายชีวิตเจ้าหน้าที่ของรัฐ และไม่ละเว้นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์และไม่มีทางต่อสู้ตลอดมา เพื่อหล่อหลอมความรุนแรงให้ประจักษ์ในสายตาคนภายนอกต่อไป ทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณว่า กลุ่มของพวกเขาในขบวนการ ยังมีตัวตนอยู่และยังดำรงความมุ่งหมายในการดูแลปกครองกันเองตามเจตนารมณ์เดิมที่มีมาช้านาน การต่อสู้ด้วยอาวุธ พยายามก่อเหตุด้วยความรุนแรงที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน จึงไม่ได้หดหายไปจากพื้นที่แห่งนี้ เพียงแต่รอคอยจังหวะและโอกาสในการสร้างเหตุร้ายทุกเวลาที่สามารถทำได้ และเมื่อทำแล้วต้องสำเร็จและรอดพ้นจากการถูกตอบโต้จากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการสนับสนุนจากแนวร่วมมวลชนในพื้นที่ที่อำพรางตนเองอยู่ในพื้นที่อย่างแนบเนียนยิ่ง ทำให้แทบทุกครั้งที่กองกำลังติดอาวุธปฏิบัติการ มักจะก่อการสำเร็จและล่องหนหายไปในกลีบเมฆย่างเหลือเชื่อ อาทิ การก่อเหตุลอบโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานในพื้นที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจบริเวณหน้าโรงเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณโรงเรียน ตชด.บ้านตืองอ หมู่ที่ 3 ต.ศรีบรรพต อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ ใช้อาวุธสงครามระดมยิงใส่เจ้าหน้าที่หลายนัด ทำให้เจ้าหน้าที่ถูกยิงบาดเจ็บ 1 นาย หลังเกิดเหตุกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ได้หลบหนีอย่างไร้ร่องรอยอีกตามเคย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องไล่ล่า โดยได้สนธิกำลังร่วม กว่า 100 นาย ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เกิดเหตุในรัศมี 500 เมตรเพื่อระดมกำลังไล่ล่า ตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า กองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้ได้ซุ่มอยู่ บริเวณหลังโรงเรียน เมื่อสบโอกาสจึงโจมตีเจ้าหน้าที่ ก่อนจะหลบหนีเข้าไปในป่า เชื่อเป็นฝีมือกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่พยายามสร้างสถานการณ์ ตัวอย่างข้างต้น เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งในหลายๆ เหตุร้ายที่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการ มีการเกาะติดกองกำลังของรัฐอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะลงมือปฏิบัติการทันทีที่มีโอกาส ทั้งยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยังคงมีแนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างเข้มแข็ง พร้อมที่จะให้การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแห่งนี้ ทั้งก่อน - ระหว่าง และหลังการก่อเหตุ ให้ปฏิบัติการได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่หน่วยข่าวกรองของฝ่ายความมั่นคงที่มีอยู่มากมายก่ายกอง ไม่สามารถเจาะลึกถึงแผนการร้ายเหล่านี้ได้ก่อนที่คนกลุ่มนี้จะลงมือ การต่อสู้อย่างหลากหลายมิติไปพร้อมๆ กันของบรรดานักคิดในขบวนการ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนมาตลอดว่า การต่อสู้ของคนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา หากแต่เป็นการต่อสู้ที่ล้วนมีความเป็นมืออาชีพที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐยากที่จะรู้เท่าทันได้ หากรัฐยังคงใช้กระบวนการวิเคราะห์อย่างพื้นๆ เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา การต่อสู้กับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งการปกครองดูแลกันเองของขบวนการ นับวันจะเหนือชั้น แยบยล สอดแทรกไปทุกอณูของการขับเคลื่อนอย่างยากที่นักคิดของรัฐจะรู้เท่าทันด้วยตาเปล่า ด้วยมิติของการต่อสู้ทางความคิดกับรัฐ มีความลุ่มลึกมากขึ้นๆ ในทุกเวลาที่เคลื่อนตัวไป กระบวนการนำเสนอแนวคิดผ่านเวทีวิชาการนั้น บรรดานักคิดของขบวนการรู้จังหวะเวลาดีว่า พวกเขาควรจะส่งผ่านแนวทางอันเป็นประโยชน์ในชัยชนะของขบวนการอย่างไร เมื่อใด และผ่านเวทีใด อาทิ แนวคิดการต่อสู้กับขบวนการแห่งนี้ที่นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ได้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาไฟใต้อย่างลุ่มลึกและแยบยลว่า “การสร้างชุมชนมุสลิมให้เกิดความเข้มแข็งนั้น ต้องให้ทุกคนในชุมชนร่วมปฏิรูปมัสยิดให้เป็นศูนย์รวมของการบริหารจัดการชุมชนเองทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ละหมาด 5 เวลา ละหมาดศพ ละหมาดตาราเวียะ หรือร่วมละศีลอด” และเสนอว่า “มัสยิดไม่ใช่เป็นเพียงศาสนสถานเพื่อประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่มัสยิดต้องเป็นศาสนสถานเพื่อการดำเนินชีวิตที่สันติ เราต้องร่วมสร้างมัสยิดให้เป็นเสมือน "รัฐสภา" คือ รัฐสภาชุมชน (Community Parliament) หรือที่เรียกกันว่า "สภาชูรอ" ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาและหารือแก่ผู้คนในชุมชนในการพัฒนาและแก้ปัญหาชุมชนตนเองด้วยคนในพื้นที่เอง” โดยอ้าง อัล-กุรอาน ที่ทรงกล่าวว่า “เจ้าจงปรึกษาหารือกับพวกเขาในกิจการงานต่างๆ ครั้นเมื่อเจ้าได้ตัดสินใจแล้ว ก็จงมอบหมายต่ออัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ที่มอบหมาย” และย้ำว่า “เราสังกัดอีกรัฐบาลหนึ่ง คือ รัฐบาลอัลลอฮฺ โดยมี นบีมูฮำหมัด เป็นต้นแบบของการดำเนินชีวิตที่สันติ การพัฒนาและแก้ปัญหาชุมชนตามวิถีอัลกุรอานนี้ต่างหากคือหนทางแก้ปัญหา ซึ่งนั่นจะเป็นหนทางที่จะนำสันติสุขมาสู่คนในดินแดนแห่งนี้อย่างแท้จริง ความลุ่มลึกในการต่อสู้ของขบวนการแห่งนี้ มีเงื่อนไขแห่งทางเดินไปสู่จุดหมายปลายทางที่ทับซ้อนกันหลายชั้น ที่กระบวนการทางความคิดธรรมดาๆ ไม่สามารถแกะปมเงื่อน วาระที่ซ่อนเร้นออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนได้ การแกะปมเงื่อนที่ทับซ้อนหลายชั้นเหล่านี้ จึงต้องอาศัยกระบวนการที่เหนือชั้นเช่นกัน เพื่อให้หน่วยงานด้านความมั่นคงสามารถหยังรู้ไปถึงจุดที่เรียกว่า รู้เท่าทันได้อย่างแท้จริง
เสือตัวที่ 6 |

ชนะโดยไม่ต้องรบ

ตีโฉบฉวย / เสือตัวที่ 6 การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความขัดแย้งอันเกิดจากคนกลุ่มหนึ่งที่มีวาระซ่อนเร้นในการยุแหย่ บ่มเพาะ ปลุกระดมให้เกิดความคิดความเชื่อกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ให้เกิดความเห็นต่าง จนนำไปสู่ความเกลียดชังคนไทยในพื้นที่อื่นรวมทั้งพี่น้องร่วมแผ่นดินที่มีความเชื่อทางศาสนาต่างกัน มีวิถีชีวิตที่ต่างกัน จนเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนเพื่อประโยชน์ของคนระดับแกนนำโดยอาศัยกลุ่มคนในพื้นที่ที่ตกเป็นเหยื่อให้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้สู่ความบาดหมางกับรัฐและคนส่วนใหญ่มาอย่างยาวนาน หากแต่ว่าในวันนี้ ขบวนการร้ายเหล่านั้น เริ่มเข้าสู่ทางตัน หลายยุทธศาสตร์การแบ่งแยกได้ถูกฝ่ายรัฐจับทางได้ และนำไปสู่การปิดช่องว่างทางใจระหว่างรัฐกับพี่น้องประชาชนคนพื้นถิ่นได้อย่างเห็นมรรคเห็นผล ทำให้การสร้างสถานการณ์เลวร้ายให้เห็นถึงความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างคนในพื้นที่กับรัฐแทบจะเกิดขึ้นได้อย่างจำกัด การไล่ล่าด้วยนักรบติดอาวุธเชิงจรยุทธ์เกาะติดพื้นที่หมู่บ้านและพื้นที่ซ่องสุมให้การสนับสนุนติดกับป่าเขา ตั้งแต่แม่ทัพภาค 4 คนก่อนๆ จนถึงแม่ทัพคนปัจจุบัน เป็นการปฏิบัติการเชิงรุกเข้าใส่กลุ่มคนหัวรุนแรงที่พยายามก่อเหตุร้ายอย่างไม่ลดละให้มีโอกาสน้อยลงจนแทบจะเอาตัวไม่รอด เหตุร้ายรายวันจึงลดลงแทบจะไม่หลงเหลือพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้สร้างความไม่สงบได้อย่างหลายปีที่ผ่านมาอย่างสนุกมือ ประกอบกับยุทธศาสตร์การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาในการแก้ปัญหาความไม่สงบปลายด้ามขวานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ถูกแม่ทัพนายกองรุ่นแล้วรุ่นเล่า นำมาใช้อย่างจริงจัง เป็นรูปธรรมและต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ได้บีบบังคับให้แกนนำนักคิดระดับนำของขบวนการต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การต่อสู้กับรัฐไปสู่แนวทางการต่อสู้ทางความคิดมากขึ้นอย่างไม่มีทางเลือกมากนัก หลายๆ ปรากฏการณ์ของขบวนการจึงแปรเปลี่ยนไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองระดับนโยบายของชาติ ผ่านนักการเมืองบางคนที่แฝงตัวอยู่ในทุกองคาพยพ และพร้อมจะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบในการต่อสู้กับรัฐ สู่ได้รับการตอบสนองตามที่แกนนำขบวนการแห่งนี้ต้องการในระดับสูงสุด เวทีการพูดคุยสันติสุข จึงเป็นเวทีระดับยุทธศาสตร์ของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่ประสงค์จะใช้เวทีนี้ ต่อสู้ทางความคิด นำเสนอความต้องการของขบวนการโดยแอบแฝงว่าเป็นความต้องการของคนในพื้นที่และพร้อมที่จะอยู่ในรูปแบบใดก็ได้ที่คนในพื้นที่ได้รับการตอบสนองตามวิถีที่กลุ่มตนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับของรัฐให้คนในพื้นที่ปกครองดูแลกันเองตามวิถีที่กลุ่มตนต้องการ การยอมรับให้ใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเป็นภาษาราชการอีกภาษาหนึ่ง การยอมรับให้ใช้กฎทางศาสนาเป็นกฎหมายในกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ การยอมรับให้การเรียนการสอนทางศาสนาเป็นทางเลือกหลักสำคัญมากกว่าการเรียนสายสามัญทั่วไป รวมทั้งการยอมรับให้คนในพื้นที่มีวิถีชีวิตตามที่ความเชื่อความศรัทธาในหลักศาสนาต้องการ ในขณะที่การยอมรับนับถือของรัฐเฉกเช่นเดียวกับการเป็นพื้นที่พิเศษก็เป็นเป้าหมายระดับยุทธศาสตร์ของคนกลุ่มนี้ เป็นต้น เหล่านี้คือเป้าประสงค์ระดับยุทธศาสตร์ที่มาเหนือความคิดธรรมดาทั่วไป เมื่อคนระดับนำของขบวนการแห่งนี้ ไม่สามารถขับเคลื่อนการต่อสู้ไปสู่เป้าหมายเหมือนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการอาละวาดอย่างสะเปะสะปะ เพื่อให้ประชาคมโลกเห็นว่า มีความขัดแย้งด้วยอาวุธอย่างรุนแรงระหว่างรัฐผู้ปกครองกับคนในพื้นที่ท้องถิ่น หรือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐผู้ปกครองที่มีต่อคนพื้นถิ่นอย่างกว้างขวาง หรือการพยายามแสดงออกให้ประชาคมโลก เห็นว่าคนในพื้นที่ท้องถิ่นแห่งนี้ มีอัตลักษณ์เป็นของตนเองซึ่งแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในพื้นที่รัฐไทย อันเป็นเงื่อนไขไปสู่การตัดสินใจด้วยคนในท้องถิ่นเองว่าจะเลือกอยู่กับฝ่ายใด ตามกติกาการกำหนดใจตนเอง (RSD) หากแต่กระบวนการต่อสู้ทั้งหลายทั้งปวงที่ผ่านมาเหล่านั้น ถูกฝ่ายรัฐตามแก้ไข ลดความขัดแย้งและทำลายความพยายามใดๆ ให้กาต่อสู้ต้องเดินไปสู่เป้าหมายตามเงื่อนไข RSD เหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีควันหลงการก่อเหตุร้ายอยู่บ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อยมาก อันเกิดจากกลุ่มคนที่มีความคิดสุดโต่ง นิยมความรุนแรงที่ชีวิตนี้ ก็ไม่ยอมลดราวาศอก หรือเปลี่ยนความคิดความเชื่อใหม่ แนวทางใช้ความรุนแรงเข้าต่อสู้ของคนกลุ่มนี้ จึงคงมีอยู่ต่อไปตราบใดที่เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่พลั้งเผลอหรือเปิดโอกาสให้ก่อเหตุร้ายได้ ด้วยเหตุนี้ แม่ทัพภาค 4 คนปัจจุบันจึงต้องใช้กองกำลังติดอาวุธแบบจรยุทธ์ เกาะติดพื้นที่ล่อแหลมต่างๆ ที่ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธของขบวนการซ่องสุมเตรียมก่อเหตุร้ายให้ได้เสียก่อนคนพวกนี้จะลงมือและกลับเป็นฝ่ายหลบหนีเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไม่มีทางก่อเหตุร้ายได้อีกต่อไป โดยร่วมกับใช้วิธีจำกัดเสรีภาพของ “แนวร่วม” ขบวนการ ในการให้ความช่วยเหลือไว้ก่อน ควบคู่กับการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการลงพื้นที่ โดยปรับเปลี่ยนยุทธวิธีให้เข้ากับสถานการณ์ โดยนำ ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ ออกลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ และกดดัน เพื่อจำกัดเสรีการปฏิบัติของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่เป้าหมาย และค้นหาแหล่งหลบซ่อน พื้นที่ฝึก พื้นที่พักพิง เพื่อทำลายความพยายามในการก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เพื่อชิงความได้เปรียบให้ได้มาซึ่งภารกิจในการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกื้อกูลตามแนวทางสันติวิธี ตามแนวทางยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” สู่การดำเนินการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน ถึงกระนั้นก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 4 ยังมีความเชื่อว่า แนวทางแก้ปัญหาในพื้นที่แห่งนี้ ก็ต้องใช้แนวทางสันติวิธี ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์การต่อสู้ในปัจจุบันของขบวนการ โดยกล่าวว่า “การพูดคุยเท่านั้นที่จะเป็นการทำความเข้าใจ เป็นหลักในการนำมาซึ่งการร่วมกันแก้ไขปัญหา ที่ต้องใช้ความเข้าใจ เข้าถึงปัญหา และเรียนรู้ปัญหาต่างๆ ผ่านการพูดคุย นำมาสู่การแก้ไขด้วยแนวทางสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง ยึดหลักความถูกต้อง ไม่สร้างความแตกแยก เป็นกลาง สร้างความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย ไม่สุด ไม่ตึง และไม่หย่อนเกินไป หากแต่อยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความหลากหลายภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม การสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เข้าไปให้ถึงความต้องการของพี่น้องประชาชน แล้วนำมาเสนอต่อผู้บังคับบัญชาสู่แนวทางแก้ไขปัญหา” อันเป็นไปในแนวทางยุทธศาสตร์ที่ว่า สุดยอดของการต่อสู้คือ การเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ โดยไม่ต้องรบ หากแต่คำถามอยู่ที่ว่า การชนะโดยไม่ต้องรบนั้น จะเป็นผลสำเร็จของฝ่ายใดมากกว่ากัน
เสือตัวที่ 6 |

ฉกฉวย ศรัทธา

เสือตัวที่ 6 เดือนรอมฎอน เดือนแห่งการถือศีลอด หรือ "เดือนปอซอ" ของพี่น้องมุสลิมทั่วโลก รวมทั้งพี่น้องในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทย นับเป็นเทศกาลที่งดงามมีความขลังและทรงพลังยิ่ง ด้วยแฝงไว้ด้วยกุศโลบายในการบ่มเพาะนิสัยให้คนในศาสนามีความกล้าแข็งกับความทะยานอยาก มีความเข้มแข็งอดทนต่อความหิวโหยในการต้องการอาหารและเครื่องดื่มที่มนุษย์ธรรมดาๆ ทั่วไปอดทนได้ยาก เพราะเป็นธรรมชาติโดยทั่วไปของสิ่งมีชีวิตที่ต้องการอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปประทังชีวิต ดังนั้นการฝึกให้อดทนต่อความต้องการของร่างกายผ่านจิตใจในการต่อสู้กับความหิวกระหาย จึงเป็นความเข้มแข็งที่คนในศาสนาอิสลามทุกคนต้องฝึกฝน และเอาชนะตัวเองให้ได้อันเป็นหลักการตามคำสอนทางศาสนาอิสลาม นอกจากนั้น "การถือศีลอด" ยังมีความหมายที่กว้างขวางออกไป โดยการตั้งใจประกอบศาสนกิจเพื่ออัลลอฮ์ ด้วยการอดอาหาร งดเครื่องดื่ม และการบริโภคทุกชนิด งดเว้นจากการร่วมประเวณี ระมัดระวังตนเองไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งต้องห้ามของศาสนา และการกระทำในสิ่งที่ไร้สาระ ทั้งทางตา มือ เท้า หู ปาก เริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน ซึ่งการถือศีลอดนั้นไม่ได้จำกัดเพียงเฉพาะการอดอาหารดังที่เข้าใจกันโดยทั่วไป หากยังรวมถึงการระมัดระวังตนมิให้ประพฤติผิดในเรื่องอื่นๆ ด้วย หัวใจสำคัญของเดือนรอมฎอน หรือการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ก็คือ เพื่อให้ผู้คนที่มีความเชื่อ ความศรัทธาในหลักศาสนา ได้สัมผัสและรับรู้ถึงความทุกข์ยากลำบากของการดำเนินชีวิต รู้จักอดทน อดกลั้นต่อความทุกข์ยากต่างๆ ด้วยความพยายามอย่างแรงกล้าและสติปัญญา เป็นการฝึกฝนจิตใจของมุสลิมให้เป็นผู้มีสติ หนักแน่น มีจิตใจอดทน อดกลั้น ทั้งต่อความหิวโหย ความโกรธ ความปรารถนาแห่งอารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน และอดทนต่อสิ่งยั่วยวนต่างๆ ในแวดล้อมในการดำเนินชีวิต สู่การพัฒนาตนเองไปในทางที่ดี สงบนิ่ง แน่วแน่ และมีพลังกล้าแข็งที่จะเผชิญปัญหาและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ในบัญญัติของศาสนาอิสลาม ให้มุสลิมที่จะถือศีลอดได้จะต้องบรรลุศาสนภาวะ มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และหญิงที่เริ่มมีประจำเดือนจะต้องเริ่มถือศีลอดในปีนั้นๆ แต่ต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์ ไม่เจ็บป่วย ไม่อยู่ในระหว่างการเดินทาง หากมีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นสามารถขอผ่อนผันได้ โดยเมื่อหายป่วยไข้โดยสมบูรณ์ หรือเสร็จสิ้นจากภารกิจการเดินทาง จะต้องกลับมาถือศีลอดให้ครบตามจำนวนวันที่ขาดหายไป การปอซอคือฝึกความอดทนของตัวเอง อดทนเพื่ออัลลอฮ์ ให้ได้ผลบุญมาเกิดประโยชน์กับตัวเอง ทำให้นึกถึงคนที่อดอยาก หิวโหย ไม่มีกิน การถือศีลอด จึงเป็นการฝึกฝนทางจิตใจให้สามารถหักห้ามใจในการอดอาหาร ให้เกิดความรับรู้และสงสารผู้อื่นที่หิวโหยว่าจะรู้สึกอย่างไร ทรมานอย่างไร หากเป็นเราที่ไม่มีอาหารกินในแต่ละวันจะรู้สึกอย่างไร ได้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น นอกจากนั้น ผู้ที่ได้รับการยกเว้นเข้าถือศีลอดในเดือนรอมฎอน จะต้องจ่ายซะกาต (บริจาค) ประเภทอาหารแก่ผู้ยากไร้เป็นการทดแทน ได้แก่ คนชรา คนป่วยเรื้อรังที่แพทย์วินิจฉัยว่ารักษาไม่หาย หญิงมีครรภ์และแม่ลูกอ่อนที่ให้นมทารก ในกลุ่มแม่ลูกอ่อนนั้นไม่จำเป็นต้องปอซอ เพราะเกรงว่าการถือศีลอดอาจเป็นอันตราย การถือศีลอดของพี่น้องมุสลิมทั่วโลก จึงเป็นการปฏิบัติศาสนกิจอันสูงส่ง ยิ่งใหญ่ในหลักการ ที่มีเนื้อหาสาระสำคัญคือ เพื่อขัดเกลาจิตใจของผู้ปฏิบัติ ต่อสู้กับอุปสรรคและความยากลำบาก เพื่อให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง อดทนต่อความยากลำบากต่างๆ ที่ต้องเผชิญ เพิ่มความมุ่งมั่นในการเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง หนักแน่นคงทนแน่วแน่ต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งยังฝึกให้เกิดความรู้สึกในการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กันและกันของเพื่อนร่วมศรัทธา เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะร่วมกัน และพร้อมที่จะช่วยเหลือดูแลสนับสนุนซึ่งกันและกันดุจพี่น้องร่วมสายโลหิตในทุกกิจกรรมที่มี ทั้งยังสามารถปฏิบัติได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่เพียงแต่เดือนรอมฎอนเท่านั้น การปฏิบัติศาสนากิจตามหลักศาสนาดังกล่าว จึงเป็นหัวใจสำคัญของการหล่อหลอมผู้คนในสังคมท้องถิ่นของตนให้เป็นปึกแผ่น สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมที่ต้องอาศัยความเกื้อกูลและไมตรีจิตที่ดีต่อกันอย่างยากที่ผู้ใดจะสอดแทรกเข้ามาเปลี่ยนความคิดความเชื่อแบ่งแยกพวกเขาได้ ความสวยงามของหลักการและเจตนารมณ์ทางศาสนาดังกล่าวข้างต้น น่าจะนำพาให้การอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนที่มีความศรัทธาเหมือนกัน ให้สามารถรักและเอื้ออาธรต่อผู้คนได้ในวงกว้างแม้ว่าจะมีความเชื่อ ความศรัทธาที่แตกต่างกันอย่างสันติสุข หากแต่ในทางตรงข้าม กลับมีคนบางกลุ่มที่ฉกฉวยหลักการและเจตนารมณ์อันสวยงามและยิ่งใหญ่เหล่านั้น ไปใช้เพื่อการเป็นประโยชน์กับกลุ่มตน นำความบาดหมาง แยกเขา แยกเรา แยกกลุ่มคนของสังคมประเทศให้ออกห่างจากกัน ประหนึ่งว่า เป็นคนละพวก และที่ร้ายหนักไปกว่านั้นก็คือ การตีความ เบี่ยงเบนสาระสำคัญของหลักการดังกล่าว ไปในทำนองว่า กลุ่มตนมีความเหนือกว่าคนกลุ่มอื่นที่มีความคิดแตกต่างกัน ทั้งยังนำพาให้คิดสุดโต่งจนเป็นความเกลียดชังคนต่างความเชื่อ โดยหยิบยกประวัติศาสตร์เพียงบางส่วน ที่มุ่งการชี้ประเด็นให้เป็นประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลอันเจ็บปวดในอดีต เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มแกนนำเท่านั้น การฉกฉวยใช้พลังจากความเข้มแข็ง อดทนของผู้คน อันเกิดจากการปฏิบัติตนตามหลักศาสนากิจของเดือนรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอด จึงเป็นการแฝงเร้นเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ มุ่งนำความเข้มแข็ง อดทนดังกล่าว ไปต่อสู้กับคนกลุ่มอื่นอย่างไม่ย่อท้อ ยึดมั่นในการต่อสู้กับคนกลุ่มอื่นอย่างไม่สร้างสรรค์แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความลำบาก และการสูญเสียโอกาสในการก้าวเดินไปข้างหน้าสู่ชีวิตที่ดีกว่าของพี่น้องร่วมความศรัทธา การเบี่ยงเบน ตีความเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องปลายด้ามขวานแห่งนี้ จึงมีให้เห็นตลอดห้วงเวลาของการต่อสู้ ผ่านแนวคิด คำกล่าว คำสอน ที่อ้างอิงอย่างบิดเบือนอย่างแยบยล จนคนต่างศรัทธาจะสามารถติดตามและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งในเจตนาแฝงเร้นที่ซ่อนอยู่ ภารกิจของเราคือการช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกอธรรม ด้วยการร่วมกันปกป้อง คุ้มครองรักษา และช่วยเหลือผู้ที่อธรรมต่อผู้บริสุทธิ์ ด้วยการต่อต้าน ขัดขวางพวกเขาทุกวิถีทาง ดังคำสอนที่ว่า "ท่าน จงช่วยเหลือพี่น้องของท่านไม่ว่าเขาจะเป็นผู้อธรรมหรือถูกอธรรมก็ตาม”
ตีโฉบฉวย |

ไม่ใช่วีรบุรุษ

เสือตัวที่ 6 ความจริงทางศาสนาในกรณีความเชื่อเรื่อง “ชาฮีด” หรือ “วีรบุรุษ” เป็นความสำคัญลำดับต้นๆ ของการปลุกระดมหล่อหลอมผู้คนโดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นหนุ่มให้เชื่ออย่างสนิทใจในการการจับอาวุธเข้าต่อสู้ด้วยความรุนแรงกับรัฐ กลายเป็นกลุ่มคนในพื้นที่ที่จับอาวุธเข้าต่อสู้กับรัฐ อาละวาดสร้างความเสียหายสะเทือนขวัญผู้คนไปทั่ว โดยมีกลุ่มคนที่เป็นแนวร่วมมวลชนที่คอยให้การสนับสนุนการต่อสู้ด้วยความรุนแรงดังกล่าวอย่างสนิทใจว่ากลุ่มตนกำลังต่อสู้เยี่ยงวีระบุรุษแม้จะต้องสูญเสียอะไรไป และเมื่อคนสองกลุ่มนี้ มารวมตัวร่วมขบวนการกันต่อสู้กับรัฐ จึงเป็นการยากที่ฝ่ายรัฐจะสอดแทรกทำความเข้าใจที่ถูกต้องใหม่ได้ว่า ความเชื่อเรื่อง "ชาฮีด" หรือ “วีรบุรุษ” เหล่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะประเด็นคือว่าการกระทำด้วยความรุนแรงอย่างที่ผ่านๆ มา จนถึงวันนี้นั้น จะเป็นวีรบุรุษ หรือชาฮีด ตามที่กล่าวอ้างได้อย่างไร ในเมื่อต่อสู้ของคนในขบวนการปลายด้ามขวานเหล่านี้ ล้วนเป็นการต่อสู้เพื่อชาติพันธุ์ ที่อ้างเหตุมาแต่ต้นโดยแท้ หาใช่การต่อสู้เพื่อศาสนาแต่อย่างใดไม่ กรณีเมื่อ 4 พ.ค.64 ที่ผ่านมา ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง จาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้สนธิกําลัง 3 ฝ่าย ได้ปิดล้อมและปะทะเดือดกับกองกำลังบีอาร์เอ็น(โจรใต้) ในพื้นที่ จากเหตุการณ์ไล่ล่าเพื่อจับกุมบังคับใช้กฎหมายบ้านเมือง ที่กลุ่มคนร้าย จำนวน 3 คน ซึ่งเป็นกองกำลัง BRN. ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญ เข่นฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยม ด้วยการกราดยิงและเผารถยนต์ส่งสินค้าจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่จะไปส่งสินค้ายัง จ.นราธิวาส อันทำให้คนไทยพุทธในตระกูลกิตติประภานันท์ พ่อ-ลูกสาว-หลานชาย เสียชีวิตรวม 3 ศพ บริเวณ ต.ละหาร อ.สายบุรี จ.ปัตตานี นั้น จากการปิดล้อมตรวจค้นไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้ มีการต่อสู้ด้วยอาวุธจากกลุ่มคนร้าย มีการปะทะอย่างดุเดือด ทำให้กองกำลัง BRN. (โจรใต้) เสียชีวิต 2 นาย ทราบ ชื่อ นาย รีสวัน เจ๊ะโซะ และ นาย อีลียัส เวาะกา จนท.และสามารถจับกุมได้ 1 นาย ทราบชื่อคือ นายวันฮาซัน อายุ 30 ปี ส่วนฝ่ายรัฐ ต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ทหารพรานไป 1 นาย บริเวณ พื้นที่ บ้านบาตูบือเลาะห ม.2 ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา เหตุการณ์ครั้งนี้ มีปรากฏการณ์แปลกใหม่ คือ กลุ่มคนร้ายได้ใช้โทรศัพท์มือถือทำการ “วิดีโอคอล” ถ่ายทอดการถูกปิดล้อมและการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อเป็นการปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ต่อคนในกลุ่มตนโดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีจิตใจฝักใฝ่และหลงเชื่อในขบวนการแบ่งแยกผู้คนแดนใต้ของรัฐตามวิถี "ชาฮีด" หรือ “วีรบุรุษ” ที่ได้รับการปลูกฝังมาอย่างยาวนาน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีของไฟใต้ระลอกใหม่ที่ “จูแว” หรือกลุ่มแนวร่วมกระทำเช่นนี้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นตามมากลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เนื่องจากมีการนำคลิปวิดีโอคอลชุดนี้ ไปเผยแพร่อย่างขวางกว้างในยุคโลกาภิวัตน์ เพื่อต้องการสื่อสารอย่างรวดเร็วไปในวงกว้าง เป้าประสงค์สำคัญที่สุดของวิดีโอคอลครั้งนี้ อยู่ที่ความต้องการให้เข้าเงื่อนไขของการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ขัดขืนการจับกุม ฝ่าฝืนกฎหมายของรัฐ ครั้งนี้ให้เห็นว่า เป็นการ “ชาอีด” หรือการสร้างให้ตนเองเป็นวีรบุรุษ ตามที่ได้รับการปลุกปั่นมา หากแต่แท้ที่จริงแล้วการ “ชาอีด” นั้น ต้องเป็นการต่อสู้เพื่อศาสนา หาใช่การต่อสู้อย่างเลื่อนลอยเช่นนี้ไม่ แม้เป็นที่รับรู้ของผู้คนทั่วไปว่าโจรใต้ที่เสียชีวิตไปทั้ง 2 ศพ มีหลักฐานชัดเจนทั้งอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ตกอยู่ใกล้ตัวนั้น เป็นคนในขบวนการก่อการร้ายที่มุ่งหวังแบ่งแยกดินแดน ผิดกฎหมายในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และได้เข่นฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยมด้วยการฆ่าแล้วเผาซ้ำ ถึง 3 คนมาก่อนหน้านี้ จึงได้ถูกวิสามัญ เพราะมีการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐด้วยอาวุธของตนมาก่อน โดยไม่ยอมมอบตัว ทั้งยังยิงเจ้าหน้าที่ต้องเสียชีวิตไปด้วย 1 ศพอีกด้วย หากแต่ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสังเกตว่า มีกลุ่มคนที่คาดว่าจะเป็นแนวร่วม ทั้งชาว ต.สะเอ๊ะ และคนนอกพื้นที่ ซึ่งมาจาก จว.นราธิวาส จำนวนหนึ่ง ที่มาร่วมพิธีศพของฝ่ายตน ต่างมีความเข้าใจว่าเป็นการกระทำเยี่ยงวีรบุรุษตามที่มีความเชื่อสุดโต่งจากการถูกปลูกฝังมาอย่างเป็นขบวนการ โดยสามารถสังเกตได้ว่า ทั้ง 2 ศพที่เสียชีวิตจากการต่อสู้กับเจ้าหน้าท่ารัฐ ได้รับการยกย่องและถูกจัดการเสมือนว่า เป็นการ “ชาอีด” ที่ถือว่าเป็น “วีรบุรุษผู้พลีชีพ” ตามหลักศาสนา ในระหว่างพิธีศพผู้เข้าร่วมมีการเรียงแถวแล้ว “จูบลงบนใบหน้าผู้ตาย” อีกทั้งยังทำการ “วิดีโอคอล” เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางด้วย ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว การสังหารโหดชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ทั้งชายหรือหญิงที่ผ่านมาของคนกลุ่มนี้ ได้ก่อเหตุร้ายแล้วหลบหนีมาจนมาถูกเจ้าหน้าที่รัฐไล่ล่ามาพบ และพยายามเข้าจับกุมมาดำเนินคดีตามหลักกฎหมายของรัฐ เพื่อพยายามนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐ หากแต่ถูกคนร้ายกลุ่มนี้ ขัดขืนการจับกุมและตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐ จนทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐสูญเสียชีวิตไป 1 คน โดยหลงเชื่อตามที่ถูกปลุกปั่นมาว่า มีการครอบงำจากรัฐต่อชาติพันธุ์มลายูปาตานีของตน การกระทำจนต้องเสียชีวิตของบุคคลทั้งสองจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามเลยแม้แต่น้อย นอกจากนั้น กลุ่มแนวร่วมของขบวนการบีอาร์เอ็น ยังได้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ต่อคนในกลุ่มตนโดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีจิตใจฝักใฝ่และหลงเชื่อในขบวนการแบ่งแยกผู้คนแดนใต้ของรัฐ ที่ได้รับการปลูกฝังมาอย่างเป็นขบวนการ ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารบริเวณที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะสภาพบ้านที่ปรุพรุนไปด้วยรอยกระสุนอย่างละเอียดทุกซอกมุม แม้แต่เสื้อผ้าของคนในบ้านก็ยังถูกนำมาแสดงให้เห็นรอยกระสุน เพื่อต้องการทำลายความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีเป้าประสงค์ในการสื่อสารไปในทำนองว่า มีปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรงของฝ่ายเจ้าหน้าที่แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่กล่าวถึงต้นสายปลายเหตุของความจำเป็นต้องใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่จนมีการสูญเสียอย่างที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นดังกล่าวแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่กล่าวถึงความผิดของเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว ที่ให้กลุ่มคนร้ายใช้หลบซ่อน และสื่อออนไลน์ของขบวนการ ยัง IO แสดงความเห็นใจผู้คนในบ้านหลังเกิดเหตุเอาเสียด้วย ถึงวันนี้หน่วยงานความมั่นคง ต้องตระหนักและให้ความสำคัญมากขึ้นในยุทธศาสตร์และยุทธวิธีการต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้กับรัฐ เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า หลายปีที่ผ่านมาการแก้โจทย์ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ของกลุ่มบีอาร์เอ็นในพื้นที่ มีการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการคู่ขนานกับการปฏิบัติการระดับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างมีจังหวะจะโคนยิ่ง ในขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐกลับไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการตอบโต้เมื่อถูกตอกย้ำในขบวนการ“ชาอีด” เพื่อสร้าง “วีรบุรุษผู้พลีชีพ” อย่างเลื่อนลอย คู่ขนานกับการปฏิบัติการข่าวสาร (IO) เพื่อมุ่งทำลายความชอบธรรมไม่ว่าจะเป็นการกระทำการใดๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการใส่ร้ายป้ายสีหรือสร้างความเข้าใจผิดๆ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมืออาชีพ ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องตอกย้ำให้เห็นว่าการก่อเหตุร้ายที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน เป็นการกระทำของโจรร้าย หาใช่"ชาฮีด" หรือ “วีรบุรุษ” แต่อย่างใดไม่
เสือตัวที่ 6 |

หลงดี

เสือตัวที่ 6 ความเชื่อตามคำสอนทุกศาสนาล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น้อมนำให้ผู้ที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาในหลักคำสอนทางศาสนาเหล่านั้นเป็นคนดี เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นคนเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ หากแต่ถ้าความศรัทธาเชื่อมั่นเหล่านั้น ถูกบิดเบือนให้เข้าใจไปในทำนองว่า กลุ่มของตน เป็นกลุ่มคนที่เป็นคนดี คนบริสุทธิ์มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ที่มีความเชื่อ ความศรัทธาในแนวทางศาสนาอื่นๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่เคร่งครัดในหลักคำสอนทางศาสนานั้นๆ มากเท่าใด ย่อมมีโอกาสสูงที่สิ่งเหล่านั้น จะถูกโน้มนำซึ่งความเชื่อสุดโต่งที่ว่า กลุ่มของตนมีความเหนือกว่าคนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้เชื่อถือตามแนวทางที่ตนศรัทธา ทั้งยังมีความเป็นไปได้สูงว่า คนกลุ่มที่เชื่อมั่นศรัทธาตามหลักคำสอนอื่นๆ เหล่านั้น เป็นคนบาป และสมควรถูกทำลาย ด้วยกระแสของความเชื่อทางศาสนาบางศาสนา มีการออกแบบให้ทวนกระแสความต้องการของมนุษย์ทั่วไป เพื่อให้เกิดความรู้สึกรับรู้ว่า มีความเหนือกว่าคนกลุ่มความเชื่ออื่นโดยไม่รู้ตัว อาทิ สอนให้มอบความเมตตาต่อทุกสรรพสิ่งในสากลจักรวาล สอนให้ดูแลครอบครัวให้พ้นภัยจากไฟนรก สอนให้สู่ขอสตรีเป็นภรรยา มิให้อยู่ด้วยกันก่อน หรืออยู่เพื่อศึกษาดูก่อน หรือเป็นแฟนกันก่อน โดยมิได้แต่งงาน สอนให้ปกปิดอวัยวะที่จะก่อให้เกิดอารมณ์แก่ผู้คนที่มีตัณหา ราคะทั้งหลาย สอนมิให้แปลงเพศ ศัลยกรรมร่างกาย เชื่อว่าธรรมชาติให้มาว่าชายคือชาย หญิงคือหญิง และต่อต้านการแต่งงานเพศเดียวกัน สอนให้ดูแลคุ้มครองเพศสตรี มิให้เสียเกียรติและศักดิ์ศรีในความเป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะนำสตรีมาประกวดความสวยงามของหน้าตาและเรือนร่าง โชว์แฟชั่นยั่วยุกามารมณ์ หรือนำผู้หญิงมาเป็นของบำเรอผู้ชาย สอนให้แบ่งปัน ดูแล ช่วยเหลือเด็กกำพร้า คนยากจน และอนาถา สอนให้ช่วยเหลือครอบครัวคนต่างศาสนิกที่เสียชีวิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สอนให้เข้าหาพระเจ้า เพื่อสร้างวินัยแก่ตนเองและรำลึกถึงพระเจ้าตลอดเวลา สอนให้ถืออด ในเดือนที่กำหนด เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งทางจิตใจ และรำลึกถึงความลำบากของคนยากจน คนอนาถาที่อดอยาก ยากไร้ สอนให้เคารพให้เกียรติศพ ไม่ทำลาย ศพ ไม่เผาศพ ไม่ว่าศพนั้นจะนับถือศาสนาใดๆ ก็ตาม สอนให้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดๆ หากประสบกับความเดือดร้อน เกิดวิกฤติภัยพิบัติต่างๆ สอนให้เป็นมือบน เป็นผู้ให้ เสียสละ มิให้มีความโลภ โกรธ หลง กอบโกย เห็นแก่ตัว สอนมิให้ทะนงตัว โอหัง อิจฉาริษยา ลืมตัวตน ลุแก่อำนาจ ออกห่างพระเจ้า สอนให้รักษาความเป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความแตกต่างระหว่างกัน สอนให้เหินห่าง รังเกียจเหล้า เบียร์ บุหรี่ ยาเสพติดและสิ่งมึนเมาทั้งหลาย สอนให้ปฏิเสธแนวคิด "ดอกเบี้ย" ซึ่งเป็นการเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สอนมิให้โกงตาชั่ง ทุจริต คอรัปชั่น ฉ้อราษฎรบังหลวงหรือเรียกร้องเงื่อนไขใดๆ สอนให้ดำเนินธุรกิจภายใต้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มิใช่แสวงหาผลกำไรเป็นที่ตั้ง สอนมิให้งมงาย อุปโลกน์ความเชื่อ คาดหวังกับสิ่งที่เสี่ยงทายเสี่ยงโชค การพนัน และของขลังต่างๆ สอนมิให้งมงาย จินตนาการกับวัตถุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้เหตุผลไร้สาระ ไร้ความเป็นจริง สอนไม่ให้ก้มกราบมนุษย์ด้วยกัน เพื่อรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรี สร้างความเสมอภาคเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ด้วยกัน สอนให้มนุษย์รักใคร่ ปรองดอง สมานฉันท์ ทำความรู้จัก สานไมตรีที่ดีต่อกัน สอนให้ยอมรับในความเป็นพี่น้องกันในฐานะมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน สอนให้มีความกตัญญูต่อบิดา มารดา และผู้มีพระคุณทั้งหลาย สอนมิให้แบ่งชนชั้น วรรณะ เกียรติ ศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ด้วยกัน ทุกคนเท่าเทียมกันต่อหน้าพระเจ้า สอนให้เหินห่างสิ่งอบายมุขทั้งมวล ไม่ว่าจะถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม สอนให้ต่อสู้กับสิ่งมดเท็จ โกหก หลอกลวงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สอนไม่ให้มนุษย์ต่อสู้ เพื่อการล่าอาณานิคม เพื่อชาติพันธุ์ วงศ์ตระกูลและภาษา เพื่อขยายดินแดน แยกดินแดน หรือเพื่อสู่ตำแหน่ง อำนาจ ผลประโยชน์ สอนให้ต่อสู้ ภายใต้สงครามสันติภาพ กำหนดเงื่อนไขการต่อสู้ว่า ห้ามฆ่าเด็ก ผู้หญิง คนชรา ผู้หมดทางสู้ ผู้ยอมแพ้ เชลยศึก ห้ามทำลายศาสนสถาน บ้านเรือน สิ่งเพาะปลูก สิ่งเพาะปลูกใดๆ ห้ามทำลายศพ ดูแลเชลยด้วยความรักและความเมตตา ให้โอกาสเชลยไถ่ตัวเองเป็นอิสระ สอนให้มนุษย์ยอมรับมติส่วนรวมในกระบวนการประชาธิปไตย สอนให้มนุษย์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยการตักเตือน ชี้แนะ ชักชวนให้กลับมาสู่สัจธรรมแห่งพระเจ้าที่แท้จริง โดยปราศจากการบังคับในการนับถือศาสนา คำสอนของศาสนาดังตัวอย่างข้างต้นนั้น หากมองอย่างใจที่เป็นธรรม ไม่มีอคติ มองตามเนื้อหาสาระ จะเห็นได้ว่า เป็นคำสอนที่ประสงค์ให้ศาสนิกทางศาสนาเหล่านั้นคิดดี คิดชอบ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นแนวทางให้คนในหลักการนั้น เป็นผู้ให้ รู้จักเสียสละ มีความเป็นธรรมไม่เอารัดเอาเปรียบ มีความเข้มแข็งทางจิตใจในการอดทนต่อความหิวกระหาย ในห้วงเวลาที่กำหนด รักเพื่อนมนุษย์แม้จะมีความเชื่อถือศรัทธาต่างกัน ให้มนุษย์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยปราศจากการบังคับในการนับถือศาสนา ให้เกียรติ ศักดิ์ศรี สร้างความเสมอภาคเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ด้วยกัน ไม่ดูแคลน ไม่ดูถูกเหยียดหลามผู้ต่างศาสนิกหรือต่างความเชื่อของกลุ่มตน หรือแม้ว่าจะต้องต่อสู้ในสงคราม ก็จะทำเพื่อการดำรงอยู่ของกลุ่มตนที่จะมีโอกาสในการปฏิบัติศาสนกิจตามหลักความเชื่อของกลุ่มตน เพื่อความเป็นธรรม ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อความสนองตอบความโกรธแค้นชิงชังคนกลุ่มต่างความเชื่อ การต่อสู้จะต้องทำภายใต้สงครามสันติภาพ กำหนดเงื่อนไข ห้ามฆ่าเด็ก ผู้หญิง คนชรา และผู้หมดทางสู้ รวมทั้งการห้ามทำลายศพ ที่สำคัญคือ การต่อสู้นั้น จะไม่ใช่เพื่อการล่าอาณานิคม เพื่อชาติพันธุ์ เพื่อขยายดินแดน แยกดินแดน หรืออำนาจ ผลประโยชน์ เหล่านี้ คือคำสอนทางศาสนาที่เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า มุ่งหวังให้ศาสนิกทางศาสนานั้น คิดดี คิดชอบ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รักเพื่อนมนุษย์ และไม่ต่อสู้เพื่อแยกดินแดน หากแต่แกนนำกลุ่มหนึ่ง ได้ใช้ความเหนือชั้นทางสติปัญญา หลอกล่อผู้คนในท้องถิ่น ให้เข้าใจเฉไฉไปในทิศทางที่ตนเองต้องการ ในการต่อสู้กับรัฐผู้ปกครองอย่างแยบยลยิ่ง อีกทั้งหลายๆ แนวทางคำสอนที่ถูกตีความไปในทำนองว่า กลุ่มของตนนั้น เป็นกลุ่มคนที่บริสุทธิ์ ด้วยมีความเคร่งครัดในคำสอนตามแนวทางดังกล่าว และชี้นำไปว่า กลุ่มของตนมีความเหนือกว่าคนต่างความเชื่อ ซึ่งเป็นคนบาป ไม่คู่ควรกับการอยู่ร่วมกับพวกตน อันจะเป็นการง่ายต่อการสั่งสมบ่มเพาะให้เป้าหมายของการปลุกระดม มีความคิดสุดโต่ง แสวงหาทางออกของความคิดต่างเหล่านั้นด้วยความรุนแรง ในทรรศนะของนักวิชาการที่คว่ำหวอดกับไฟใต้หลายๆ ท่าน จึงมองไปในทำนองเดียวกันว่า การลดพลังทางประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล ที่ขับเคลื่อนความเข้มข้นทางชาติพันธุ์ชาตินิยมมลายู-ปาตานี พร้อมๆกับการต่อสู้ทางความคิด ด้วยการนำความจริงทางศาสนาเข้าสู่มวลชนทุกระดับ ที่ไม่ได้มุ่งให้เกิดความเกลียดชังกับคนต่างความเชื่อ และไม่ได้มุ่งให้เกิดการหลงดีว่ากลุ่มตน เหนือกว่าคนกลุ่มอื่น จึงเป็นทางออกของการแก้ปัญหาในกลุ่มที่จับอาวุธและมวลชนแนวร่วมที่สนับสนุนการต่อสู้ด้วยความรุนแรงเป็นสำคัญ ควบคู่กับการพัฒนาในทุกมิติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องใน จชต. ไปพร้อมๆกัน
เสือตัวที่ 6 |

ดับฝัน สุดโต่ง

เสือตัวที่ 6 ห้วงเวลานี้ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในโลกใบนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อมวลมนุษยชาติอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งส่งผลต่อสถานการณ์การต่อสู้ในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่มคนในขบวนการร้ายในพื้นที่แห่งนี้ ที่จำต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการต่อสู้ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในขณะนี้ จากการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบต่างๆ เพื่อประสงค์ให้ประชาคมโลก ได้แลเห็นถึงความขัดแย้งด้วยอาวุธอย่างรุนแรงระหว่างคนในท้องถิ่นกับรัฐผู้ปกครอง อันจะนำไปสู่ความคาดหวังให้ประชาคมโลก ยื่นมือเข้ามาช่วยยุติความขัดแย้งด้วยอาวุธที่พยายามอ้างถึงดังกล่าวมาตลอดห้วงเวลาของการต่อสู้กับรัฐ ซึ่งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และความตีบตันของวิถีการต่อสู้ที่ผ่านมา ทำให้แกนนำนักคิดของขบวนการจำต้องปรับเปลี่ยนการต่อสู้ด้วยอาวุธดังกล่าว ไปเป็นการต่อสู้ทางความคิดในทุกเวทีการต่อสู้กับรัฐ พร้อมๆ กับการตระเตรียมผู้คนในพื้นที่ให้มีแนวคิดไปในแนวทางเดียวกับขบวนการร้ายแห่งนี้ในทุกวิถีทาง โดยในห้วงนี้ แม้ว่าสถานการณ์การต่อสู้ด้วยอาวุธ การสร้างความรุนแรง ไม่สงบให้เกิดขึ้นในพื้นที่ได้จางหายไปด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวข้างต้น แต่ขบวนการร้ายแห่งนี้ หาได้ล้มเลิกเป้าหมายในการแยกตัวเป็นอิสระของคนในพื้นที่ไม่ ทั้งยังไม่ผ่อนคลายความพยายามใดๆ ในการต่อสู้กับรัฐแต่อย่างใด หากแต่กลับปรับเปลี่ยนไปสู่การเติมเต็มแนวคิดความเห็นต่างของคนในท้องถิ่นกับคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้อย่างเข้มข้นกว่าเดิม การขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐของบรรดาขวนการเหล่านี้ที่มีต่อรัฐ ด้วยการหล่อหลอมแนววามคิด ความเชื่อให้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ท้องถิ่น ด้วยการสร้างวาทกรรมของ ขบวนการชาติพันธุ์ชาตินิยมอย่างเข้มข้นและเป็นการกระทำอย่างเป็นกระบวนการ ต่อเนื่องทั้งยังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากรัฐไม่ตระหนักรู้ท่าทีที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ อาจมีความไม่พร้อมในการเตรียมคน เตรียมข้อมูล เตรียมเนื้อหาสาระ หรือองค์ความรู้ในการเข้าต่อสู้ทางความคิดในเวทีพูดคุยเพื่อสันติสุขหรือเวทีอื่นใดในอนาคตได้ องค์ความรู้ที่ควรนำมาเป็นประเด็นสำคัญในการเตรียมเนื้อหาสาระไว้ต่อสู้ทางความคิดในทุกเวทีของรัฐ มีมากมาย อาทิ องค์ความรู้ที่ว่า “ขบวนการชาติพันธุ์ชาตินิยมอย่างเข้มข้น" ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว มีอยู่ทุกแห่งหนในโลกใบนี้ เป็นปกติธรรมดาของมนุษยชาติ แต่รัฐจะต้องเข้าใจ และเข้าต่อสู้กับแนวคิดนี้อย่างเป็นกระบวนการและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ขบวนการแบ่งแยกผู้คนเหล่านี้ สามารถนำพาไปสู่แนวคิดอันสุดโต่ง จนกระทั่งถึงขั้นต้องทำลายล้างหรือปฏิเสธชาติพันธุ์อื่น หรือไม่ยอมรับการแม้แต่การปกครอง ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์ชาติไม่ว่าจะเป็นที่ใด มีการเปลี่ยนผ่านมาในแต่ละยุค แต่ละสมัยตามสภาพแวดล้อมหรือบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับอย่างเป็นเหตุเป็นผลของมัน ผู้คนในยุคใหม่หรือยุคปัจจุบัน จึงไม่ควรติดกับดักของประวัติศาสตร์อันนั้นจนไม่อาจยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ สังคมใหม่ของคนรุ่นปัจจุบันได้อย่างไม่มีประโยชน์ต่อการก้าวย่างไปในอนาคตของคนในยุคนี้ ด้วยประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด จึงเห็นการเคลื่อนย้ายของผู้คน การขยายตัวของสังคม หรือเสื่อมอำนาจไปของรัฐผู้ปกครองในแต่ละยุคสมัยมาอย่างต่อเนื่องมานับพันปี จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาหนึ่งการเคลื่อนย้ายที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นรัฐได้ค่อยๆยุติลง เมื่อโลกทั้งใบได้เกิดประเทศน้อยใหญ่และตามมาด้วยพรมแดนระหว่างประเทศที่ถูกกำหนดขึ้นตามสภาพบริบทแวดล้อมในขณะนั้น หลายบริเวณของโลกที่ถูกกำหนดเป็นเขตแดนนั้น ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนต่างแนวคิด ต่างชาติพันธุ์ มาอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างงดงามยิ่ง ความเป็นพหุชาติพันธุ์และพหุวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องที่ผู้คนในยุคนี้สมัยนี้ ควรนำมาขบคิดเพื่อทำความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายได้อย่างสันติสุข นักวิชาการผู้มีคุณูปการต่อการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายได้อย่างสันติสุขท่านหนึ่ง ได้พยายามนำเสนอแนวคิดและองค์ความรู้ในการเตรียมผู้คน เตรียมเนื้อหาสาระไว้ต่อสู้ทางความคิด เตรียมข้อมูลในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักคิดของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่ไม่ยอมลามือ ด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจในทำนองว่า ประเทศไทยนั้นก็เช่นเดียวกัน ในแผ่นดินนี้มีชาวมลายู และชาติพันธุ์อื่นๆ อีกจำนวนมากในหลายพื้นที่ ไม่เฉพาะแต่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ที่เมื่อเวลาหนึ่ง ประเทศไทยมีเขตแดนชัดเจนแล้ว ชาวมลายูทุกคนเป็นพลเมืองไทย (คนไทยเชื้อสายมลายู) โดยสมบูรณ์ มีสิทธิเสรีภาพในการศึกษา การใช้ภาษา การนับถือศาสนา การประกอบอาชีพและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกระดับ บางครอบครัวภาคภูมิใจที่บรรพบุรุษที่เคยร่วมสร้างชาติไทย มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่นเดียวกับชาวสยามหรือคนไทยในประเทศมาเลเซีย ที่ถูกแบ่งด้วยเส้นพรมแดนเส้นเดียวกัน วันนี้เขาเป็นชาวมาเลเซียที่มีเชื้อสายไทย ได้มีสิทธิทางการเมือง และมีเสรีภาพทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนาและวัฒนธรรมของตนโดยสมบูรณ์ เฉพาะ 6 รัฐตอนบนของมาเลเซีย มีวัดไทยในพุทธศาสนาถึง 86 วัด เฉพาะเคดาห์รัฐเดียว มีวัดในศาสนาพุทธถึง 41 วัด เหล่านี้คือความแตกต่างหลากหลายที่ผู้คนในยุคปัจจุบันควรเรียนรู้เพื่อให้สามารถก้าวข้ามอดีตทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นอย่างเข้าใจ อันจะนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ความผาสุกได้ร่วมกัน การต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่มีกลุ่ม BRN เป็นกลุ่มเข้มแข็งสำคัญในการต่อสู้กับรัฐมาตลอดห้วงหลังๆ ของการต่อสู้กับรัฐ ที่พยายามหยิบยกมาตลอด ด้วยการสร้างเงื่อนไขที่ BRN ใช้ในการขับเคลื่อนสถานการณ์ความขัดแย้งเข้าสู่แนวทางของการปฏิวัติเชิงชาติพันธุ์ชาตินิยมอย่างเข้มข้น สุดโต่ง เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการแยกตัวปกครองตนเองของคนในขบวนการเหล่านี้ จึงตีบตันลงเรื่อยๆ หากคนระดับมันสมองของรัฐ นักวิชาการทั้งหลายทั้งในและนอกพื้นที่ ต่างพยายามวิเคราะห์วิจัย สรรหาองค์ความรู้ ผลิตข้อมูลอันเป็นความจริงที่จริงกว่า มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้ทางความคิดขบวนการชาติพันธุ์ชาตินิยมอย่างเข้มข้น ของขบวนการได้มากเท่าใด ก็จะเป็นการดับฝันแนวคิดแบบสุดโต่งลงได้ในที่สุด
เสือตัวที่ 6 |