สังคมอุดมคติ

เสือตัวที่ 6 สถานการณ์ในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจครั้งใหญ่ หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตัดสินใจถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ที่ถูกส่งเข้าไปปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่ชื่อตาลีบัน ที่อาจหาญถล่มตึกเวิลด์เทรด ถึงใจกลางประเทศ ในเหตุการณ์9/11 ซึ่งการถอนกำลังทหารของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดนั้น ส่งผลให้กองกำลังตาลีบันสามารถรุกไล่ เข้ายึดครองประเทศอัฟกานิสถานได้ในเวลาอันรวดเร็ว กลุ่มตาลีบัน ใช้กลยุทธ์ในการทำสงครามและการโจมตีรัฐบาลอัฟกานิสถานและกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลอัฟกานิสถานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และสามารถยึดเมืองใหญ่ต่าง ๆ และกรุงคาบูลสำเร็จลงได้ในที่สุด นั่นแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตาลีบันไม่เคยว่างเว้นความพยายามในการเสริมสร้างกองกำลังอันเข้มแข็ง ไว้ต่อสู้กับกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตร ความพร้อมของกองทัพตาลีบันจึงปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ผ่านการยึดครองดุลอำนาจทั้งประเทศได้อย่างง่ายดาย และส่งผลต่อดุลอำนาจในตะวันออกกลางที่แน่นอนว่า ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก เป้าหมายคือพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลประโยชน์ของชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อันเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของกลุ่มต่างๆ ในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็น ตาลีบัน อัลเคดา และไอเอส ต่างสามารถหาสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มจากคนในท้องถิ่นมาร่วมต่อสู้ เพื่ออุดมการณ์ของพวกเขา โดยอ้างว่าการทำจีฮัดจะช่วยพิทักษ์ และทำให้ศาสนาของพวกเขาบริสุทธิ์ตามสังคมอุดมคติของพวกเขาที่ถูกหล่อหลอมขึ้นอย่างแข็งแกร่งมาเป็นเวลานาน ด้วยเป้าหมายระดับโลกที่ กลุ่มอัลเคดาและไอเอส ต่างก็สามารถระดมสมาชิกร่วมอุดมการณ์ผ่านหลักความเชื่อทางศาสนาแบบสุดโต่ง ทำให้คนกลุ่มนี้สามารถหาคนจากทั้งในภูมิภาคนี้และนอกภูมิภาคตะวันกลางเข้าร่วมกลุ่มได้อีกด้วย กลุ่มไอเอส ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเรื่องนี้ โดยแสวงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ใช้พลังของอินเตอร์เน็ตในการชักนำผู้คน ให้เกิดแนวคิดสังคมในการร่วมกันสร้างสังคมมุสลิมตามอุดมคติที่ต้องการ จนเกิดการเข้าร่วมกับกลุ่มในดินแดนที่พวกเขายึดครองในอิรักและซีเรีย ในกรณีศึกษาหนึ่งคือ การใช้แนวคิดสังคมความเชื่อตามหลักศาสนาในอุดมคติ จนสามารถดึงดูดผู้คนจากชาติตะวันตกให้เข้าร่วมกับกลุ่มในซีเรียและอิรักได้อย่างมีประสิทธิภาพ และวางแผนโจมตีประเทศที่สมาชิกเหล่านี้อาศัยอยู่ หนึ่งในนั้นคือ การก่อการร้ายที่กรุงปารีสเมื่อปี 2015 ซึ่งสมาชิกไอเอสได้สังหารผู้คนไปมากถึง 130 คน นับเป็นเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของฝรั่งเศส ในขณะที่กลุ่มตาลีบัน สามารถเข้ายึดครองหลายพื้นที่ของอัฟกานิสถาน ด้วยการโน้มน้าวใจชาวบ้านในท้องถิ่น ในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะในเขตชนบทที่ผู้คนเต็มไปด้วยปัญหามากมาย จากการปกครองของรัฐบาลที่มีสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลัง ซึ่งตาลีบันได้แสดงบทบาทให้ผู้คนในชนบทเหล่านั้นเห็นว่า พวกเขาเป็นทางออกของปัญหามากมายของประเทศ โดยเฉพาะการถูกละเลย ทอดทิ้งจากรัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรมรวมทั้งการทุจริต ไม่โปร่งใสของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างมากมาย อันเป็นผลให้คนชนบท ต้องพบกับความยากจนข้นแค้น ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามหลักศาสนาได้อย่างอุดมคติ ส่วนกลุ่มไอเอสนั้น ใช้การก่อการร้ายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามปฏิวัติ โดยดินแดนภายใต้การปกครองของคนกลุ่มนี้ นิยมใช้ความรุนแรงโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการสังหารหมู่ การตัดหัวในที่สาธารณะ และการซ้อมทรมาน เพื่อข่มขวัญคนในท้องถิ่นเพื่อให้ยอมจำนน ในขณะที่กลุ่มของอัลเคดา จะใช้การโฆษณาชวนเชื่อ โดยจะมุ่งเน้นไปที่แนวคิดเรื่องการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ โดยคนมุสลิมที่เน้นว่าเป็นหน้าที่ของชาวมุสลิมทุกคน ที่ต้องทำหน้าที่นี้ ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งหลักการตามคำสอนที่บริสุทธิ์นี้ให้ได้ การต่อสู้กับศัตรูของศาสนาไม่ว่าจะเป็นศัตรูหลักๆ หรือพันธมิตร ล้วนเป็นเป้าหมายในการทำลายล้างทุกรูปแบบ แต่มีเป้าหมายในการระดมคนผ่านการปลุกเร้าความคิดสุดโต่ง ที่เรียกว่าการโฆษณาชวนเชื่อไปที่คนในท้องถิ่นเป็นหลัก กลุ่มก่อการร้ายที่ชื่ออัลเคดา ใช้วิธีการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ โดยคนมุสลิมที่เชื่อมั่นและศรัทธาคำสอน ด้วยการปลุกระดมแนวคิดสังคมทางศาสนาอันบริสุทธิ์ในอุดมคติ เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่สร้างขึ้นในทุกรูปแบบ ด้วยพลังของความเชื่อละความศรัทธาเหล่านี้ จึงสร้างพลังในการขับเคลื่อนการต่อสู้กับศัตรูของผู้ร่วมอุดมการณ์เหล่านี้มาได้อย่างยาวนาน แม้จะมีศักยภาพในการต่อสู้ที่น้อยกว่าคู่สงครามอย่างเทียบกันไม่ได้ ทำให้การต่อสู้กับคู่ขัดแย้งที่ถูกสร้างขึ้น ให้ไปก่อเหตุที่สร้างความเสียหายรุนแรงนี้ เกิดขึ้นได้อย่างทรงพลังยิ่ง โดยปลุกใจนักรบมุสลิมทั่วโลกให้ฮึกเหิมอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง และเพื่อขับไล่สหรัฐฯ ออกจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากซาอุดิอาระเบีย และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในขณะที่กลุ่มตาลีบัน มุ่งเป้าหมายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงประเทศอัฟกานิสถาน หลังจากยึดครองดินแดนแห่งนี้สำเร็จ ด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการฟื้นฟูอัฟกานิสถาน ให้กลับคืนสู่สังคมมุสลิมในอุดมคติที่สร้างขึ้น แบบในอดีตที่เคยเป็นมา หากแต่ว่ากลุ่มตาลีบัน ยังไม่มีความชัดเจนในความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศอื่นให้เป็นสังคมมุสลิมในอุดมคติตามแบบของกลุ่ม ในขณะเดียวกัน ลักษณะของกลุ่มอัลเคดาและไอเอส มีหลักการของกลุ่มที่บ่งบอกถึงความสุดโต่ง และนิยมความรุนแรงยิ่งกว่ากลุ่มตาลีบัน นอกจากนั้น ทั้งกลุ่มอัลเคดาและไอเอส จะมีเป้าหมายในการสร้างรัฐอิสลามอันบริสุทธิ์ตามแบบสังคมมุสลิมในอุดมคติ ให้ขยายวงกว้างไปทั่วโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งตาลีบัน อัลเคดา และไอเอส ต่างก็มีศัตรูที่สำคัญร่วมกัน นั่นคือสหรัฐฯ และชาติตะวันตกที่ร่วมกับสหรัฐฯ การต่อสู้ของคนที่มีความเชื่อความศรัทธาของทั้งสามกลุ่ม จึงสอดประสานกันอย่างทรงพลัง ด้วยการต่อสู้ในสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อศาสนาที่คนในกลุ่มนี้คิดว่าดีที่สุด ถูกต้องที่สุด และเป็นหน้าที่ของคนในศาสนาทุกคนที่จะต้องสานต่อจากรุ่นสู่รุ่น จากคนในดินแดนหนึ่งไปสู่คนในอีกดินแดนหนึ่ง เพื่อขยายแนวทางตามแนวคิดอันศักดิ์สิทธิ์นี้ให้เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาไปสู่ผู้คนให้มากที่สุดในโลกใบนี้ ด้วยอุดมการณ์การร่วมกันขับเคลื่อนการต่อสู้กับใครก็ตามที่ขัดขวางแนวคิดตามสังคมอุดมคตินี้ให้สำเร็จให้จงได้
เสือตัวที่ 6 |

ผลข้างเคียง

เสือตัวที่ 6 หลังจากกลุ่มกองทัพตาลีบันสามารถยึดทั้งอัฟกานิสถานได้แล้ว ทำให้หลายชาติตะวันตก ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อการขึ้นสู่อำนาจของตาลีบัน ด้วยความสุดโต่งของแนวคิดเชิงศาสนาอันบริสุทธิ์ที่สะท้อนออกมาในช่วงที่กลุ่มตาลีบันเรืองอำนาจ ก่อนที่จะถูกกองทัพสหรัฐฯ กรีฑาทัพเข้าขับไล่ตาลีบันออกไปและตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่ หลังเหตุการณ์ 9/11 หากแต่ความกังวลของชาติตะวันตกดังกล่าว เริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อกลุ่มตาลีบันได้รุกไล่ยึดครองพื้นที่อัฟกานิสถานได้อย่างรวดเร็ว หลังจากการประกาศถอนทหารสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน อย่างสิ้นเชิงภายใน ส.ค.64 จนกระทั่งสามารถเข้ายึดกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานภายใต้รัฐบาลที่รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ความเข้มงวดในหลักการความเชื่อทางศาสนาเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น อันเป็นแนวทางเดิมๆ ที่กลุ่มตาลีบันเชื่อและเคยทำมาในครั้งก่อนที่เคยมีอำนาจปกครองอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นการสวนทางกับความเชื่อของคนในโลกตะวันตกที่มุ่งมั่นในความเท่าเทียมทางเพศ และสิทธิมนุษยชน โดยสิ่งที่ปรากฏอันเป็นเค้าลางของความกังวลของคนตะวันตก อาทิ ล่าสุดมีภาพบรรยากาศการเรียนการสอนที่ถูกเผยแพร่ออกมาทางสื่อสาธารณะที่แสดงให้เห็นว่า แม้จะให้ผู้หญิงเข้าเรียนได้ก็จริง แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเข้ามา คือต้องแบ่งแยกที่นั่งระหว่างชายหญิง ด้วยฉากกั้นระหว่างนักศึกษาทั้งสองเพศ และผู้หญิงต้องแต่งตัวมิดชิดห้ามเผยเนื้อหนัง โดยผู้หญิงที่ต้องการเรียนในมหาวิทยาลัยต้องสวมชุดอาบายะห์และคลุมนิกอบ ซึ่งเป็นผ้าคลุมที่ปิดทั้งใบหน้า ให้เห็นเฉพาะดวงตา นอกจากนี้ในการเรียน จะให้เฉพาะอาจารย์ผู้หญิงเท่านั้นที่สอนได้ หรือหากเป็นอาจารย์ผู้ชายต้องมีการสอบประวัติอย่างละเอียด หรือให้เป็นอาจารย์ชายอาวุโสที่มีประวัติความประพฤติดีมาสอนแทน นอกจากความกังวลของชาติตะวันตกในเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศแล้ว การเข้าเรืองอำนาจของกลุ่มตาลีบันครั้งล่าสุดนี้ ยังส่งผลกระทบข้างเคียงในด้านอื่นๆ อีก ซึ่งกำลังปรากฏให้เห็น อาทิ ด้านสาธารณสุข จากรายงานจากสหประชาชาติออกมาแสดงความกังวลว่า ระบบสาธารณสุขในหลายเมืองกำลังใกล้ที่จะล่มสลาย จากการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ปกติแล้วอัฟกานิสถานได้รับจากการบริจาคโดยนานาชาติ แต่หลังตาลีบันขึ้นสู่อำนาจ หลายชาติระงับความร่วมมือกับอัฟกานิสถาน รวมถึงระงับเงินทุนช่วยเหลือ ซึ่งแน่นอนว่า ผลที่เกิดขึ้นด้านความเป็นอยู่และสุขอนามัยของคนในอัฟกานิสถานนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อคนในโลกใบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อ 7 ก.ย. 2564 กลุ่มตาลีบันได้ประกาศชัยชนะ เหนือกลุ่มกองกำลังฝ่ายต่อต้านตาลีบันในพื้นที่จังหวัดปันจ์ชีร์ที่เป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มต่อต้านได้สำเร็จ โดยธงใหม่ถูกชักขึ้นสู่ยอดเขาในปัญจชีร์ หน้าอาคารที่ทำการรัฐบาลของจังหวัดปัญจชีร์ บ่งชี้ถึงการยึดครองจังหวัดอย่างสมบูรณ์ ธงนั้นเป็นธงสีขาว ที่มีตัวอักษรอารบิกเขียนว่า “Islamic Emirates of Afghanistan” หรืออัฟกานิสถานของผู้เจ้าของนครรัฐ ในขณะที่นาย ซาบีฮุลลาห์ มูจาฮีด หัวหน้าโฆษกตาลีบัน ประกาศว่าพวกเขาได้รับชัยชนะ และถือว่าเป็นการปิดฉากปฏิบัติการยึดครองประเทศอัฟกานิสถานได้สำเร็จอย่างสินเชิง หลังจากยึดเมืองหลวงกรุงคาบูลได้ก่อนหน้านี้ แม้ว่ากลุ่มต่อต้านตาลีบันที่ชื่อว่า "แนวร่วมต่อต้านแห่งชาติ" (NRF) จะยังไม่ยอมพ่ายแพ้ โดยมีเสียงประกาศว่า กลุ่มของเขาจะต่อสู้กับตาลีบันอยู่ต่อไปในหุบเขาปันจ์ชีร์ โดยอาห์หมัด มาสซูด ผู้นำกลุ่มต่อต้านแถลงว่า พวกเขาอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อต่อต้านกลุ่มตาลีบันต่อไป ทั้งยังเรียกร้องให้ประชาชนชาวอัฟกานิสถานลุกขึ้นสู้เพื่อศักดิ์ศรี สิทธิ เสรีภาพและความเจริญของคนอัฟกัน ท่ามกลางสถานการณ์คุกรุ่นที่เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มตาลีบันเข้ายึดครองอำนาจสำเร็จ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายฟาอิซ ฮามีด หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองของปากีสถาน ได้เดินทางไปกรุงคาบูล เพื่อหารือกับกลุ่มตาลีบัน โดยปากีสถานเสนอตัวว่า จะช่วยตาลีบันจัดระเบียบกองทัพเสียใหม่ อันเป็นการบ่งบอกถึงสายสัมพันธ์ระหว่างปากีสถานกับตาลีบัน นี่เองจึงทำให้ นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปที่กาตาร์ ซึ่งมีสำนักงานผู้แทนตาลีบันตั้งอยู่ เพื่อหารือเรื่องผลข้างเคียงที่ตามมา หลังจากที่สหรัฐฯ ถอนกองทัพออกจากอัฟกานิสถานโดยสิ้นเชิง โดยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ คาดหวังว่า ประเทศปากีสถาน จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางในอัฟกานิสถาน เพื่อลดผลกระทบข้างเคียงได้มากมายในการยึดครองของกลุ่มตาลีบัน แต่ก่อนหน้านี้ทางวอชิงตันเคยมีท่าทีในทำนองว่า พร้อมร่วมงานกับรัฐบาลตาลีบันได้ บนเงื่อนไขที่ว่ารัฐบาลใหม่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชน ในขณะที่สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ได้ออกมาแสดงจุดยืนเช่นเดียวกับสหรัฐฯ ขณะนี้ต่างชาติที่ตาลีบันให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ประเทศจีน เพราะจากการแถลงการณ์ของ ซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกตาลีบัน ระบุชัดเจนว่า จีนเป็นประเทศหลักที่อัฟกานิสถาน(ตาลีบัน) ตั้งเป้าหมายว่าจะร่วมลงทุนในด้านต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน ไปจนถึงเศรษฐกิจ ด้านจีนเองก็ตอบรับความสัมพันธ์นี้อย่างดี เพราะที่ผ่านมา หวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกแถลงการณ์ว่ายังคงสถานทูตจีนในกรุงคาบูลตามปกติ รวมทั้งรัสเซีย ปากีสถาน และอิหร่านที่ยังคงสถานทูตไว้ในกรุงคาบูล เหล่านี้ บ่งบอกว่า ตาลีบัน ไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่คิด ในทางตรงข้าม กลุ่มตาลีบัน ผู้ทรงอำนาจในอัฟกานิสถานในปัจจุบัน ยังมีพันธมิตรระดับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและยังมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ซึ่งเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่ต้องคิดหนักหากใครคิดที่จะขัดแย้งจนถึงต้องใช้กำลังทหาร การเปลี่ยนกลุ่มครองอำนาจในประเทศที่มีคนที่มีความเชื่อทางศาสนาอย่างเข้มข้นอย่างอัฟกานิสถาน ทั้งยังเป็นดินแดนที่เป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศมหาอำนาจต่างๆ ในโลก ในการให้ได้มาและรักษาผลประโยชน์ของคนในชาติตน บ่งบอกถึงความยุ่งเหยิงครั้งใหม่ของโลกใบนี้ที่ต้องจับตามอง ด้วยการเคลื่อนไหวของประเทศยักษ์ใหญ่ล้วนมีผลกระทบต่อประเทศเล็กๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญยิ่งคือ ดินแดนอัฟกานิสถานภายใต้กลุ่มตาลีบันหนนี้ แม้จะอยู่ห่างไกล แต่เป็นไปได้สูงที่จะเป็นแหล่งสร้างสมบ่มเพาะแนวคิดและทักษะที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงในหลายๆ ประเทศ นี่จึงเป็นผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจากการยึดครองของตาลีบันที่ฝ่ายความมั่นคง ต้องจับตามอง
เสือตัวที่ 6 |

พยายาม

เสือตัวที่ 6 กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวาน โดยเฉพาะแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้และกลุ่มหัวรุนแรงฝักใฝ่ความขัดแย้ง ยังคงดำรงความพยายามในการก่อความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง แม้จะเว้นระยะห่างในเหตุความไม่สงบไปอย่างมาก หากแต่คนกลุ่มนี้ ก็ยังไม่ลดลาความพยายามในการจ้องก่อเหตุร้ายในพื้นที่เพื่อหล่อเลี้ยงสัญญาณของการต่อสู้เชิงอัตลักษณ์ความเห็นต่างของคนในพื้นที่ส่วนหนึ่งกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกรับรู้ต่อสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศมากนัก หากแต่ก็บ่งบอกว่า คนกลุ่มนี้ ยังไม่ล้มเลิกหรือเปลี่ยนแปลงความตั้งใจฝักใฝ่การต่อสู้กับคนอื่นด้วยความรุนแรงอันล้าหลัง แม้ฝ่ายรัฐจะพยายามระดมนักคิด นักวิชาการ ผู้นำทางความคิด โดยเฉพาะคนในพื้นที่แห่งนี้ ให้มาร่วมกันกับรัฐ เปิดโลกทัศน์ให้คนกลุ่มล้าหลังเหล่านี้ ได้มีมุมมองที่เปิดกว้าง ยอมรับการมองโลกและคนอื่นในแง่มุมอื่นที่ไม่เคยรับรู้และยอมรับมาก่อน โดยพยายามนำความจริงที่จริงกว่าอีกแง่มุมหนึ่งสื่อสารสู่คนกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น หากแต่คนกลุ่มล้าหลังนี้ ก็ยังปิดประตูการรับรู้เหล่านั้น และพยายามในการก่อเหตุร้ายทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์อยู่ต่อไปเท่าที่พวกเขาจะเสาะหาโอกาสได้ โดยในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ กลุ่มคนหัวรุนแรงสุดโต่งจึงแสดงให้เห็นความพยายามในการต่อสู้ด้วยอาวุธ อาทิ ลอบวางระเบิด และระดมยิงด้วยอาวุธไม่ทราบชนิด เข้าใส่ขบวนรถไฟขนส่งสินค้า จ.นราธิวาส โบกี้สินค้าเสียหาย ซึ่งเป็นรถไฟขบวนพิเศษขนส่งสินค้า กำลังเดินรถอยู่ในท้องที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยขบวนรถไฟขบวนพิเศษดังกล่าวจะแวะรับสินค้าเกษตรกร (ผลไม้) ตลอดเส้นทางตั้งแต่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มาถึงรอยต่อจังหวัดสงขลา หลังเกิดเหตุขึ้น เบื้องต้นทราบว่า เป็นระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิก หนัก 20 กก. จุดชนวนด้วยแบตเตอรี่ที่มีการลากสายไฟเข้าไปในป่ารกทึบริมทาง ความพยายามในการก่อเหตุร้ายครั้งนี้ เพื่อส่งสัญญาณให้ฝ่ายรัฐและสื่อสารไปยังสังคมโลกรับรู้ว่า ยังมีความขัดแย้งด้วยอาวุธดำรงอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ทั้งยังบ่งบอกว่า คนกลุ่มนี้ ไม่ยอมคบค้าสมาคม ค้าขายกับคนนอกพื้นที่แต่อย่างใด สินค้าผลไม้ในพื้นที่ เป็นของคนในพื้นที่ที่คนกลุ่มนี้ ไม่ยินยอมให้นำออกไป และเชื่อว่า เหตุร้ายลักษณะนี้ ยังคงมีอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่คนกลุ่มนี้ยังสบโอกาส และที่สำคัญคือ การจุดระเบิดด้วยการลาดสายไฟไปข้างทาง ย่อมแสดงให้เห็นว่า คนร้ายหัวรุนแรงของกลุ่มนี้ ฝังตัวอยู่ในพื้นที่ รอคอยโอกาส ทั้งคนที่เชี่ยวชาญในการประกอบระเบิดแสวงเครื่องที่ยังหลุดรอดการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ยังคงมีอยู่ ภายใต้การสนับสนุนของแนวร่วมขบวนการอย่างปฏิเสธไม่ได้ ขณะที่ในวันเดียวกัน ของช่วงเช้า คนหัวรุนแรงในขบวนการอีกกลุ่มหนึ่ง ยังพยายามเกิดเหตุร้ายให้เกิดขึ้น โดยลอบวางระเบิดรถกำนันรือเสาะ ระเบิดกลางเมืองยะลา เป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ 4 ประตู สีดำ สภาพถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งคันและพบเศษซากชิ้นส่วนรถกระจัดกระจายจากแรงระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย เป็นกำนันตำบลสามัคคี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส แม้ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า สาเหตุการถูกลอบทำร้ายในครั้งนี้ น่าจะมีประเด็นความขัดแย้งเรื่องส่วนตัว เนื่องจากทราบมาว่าก่อนหน้านี้ ผู้ได้รับบาดเจ็บทราบว่ากำลังถูกปองร้าย และค่อนข้างระมัดระวังตัว แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงก็ยังไม่ตัดประเด็นความไม่สงบในพื้นที่ ด้วยเหยื่อของการก่อเหตุร้ายครั้งนี้ ยังเกิดในพื้นที่ความขัดแย้งอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐมาอย่างต่อเนื่อง และเหยื่อของการก่อเหตุร้ายครั้งนี้ ก็เกิดกับกำนัน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมาย ย่อมเป็นไปได้สูงที่คนร้ายในขบวนการต้องการส่งสัญญาณไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครองและฝ่ายอื่นๆ ในท้องถิ่นรับรู้ว่า ใครก็ตามที่อยู่ร่วมกับรัฐ ย่อมเป็นปฏิปักษ์กับคนกลุ่มนี้ ทั้งยังส่งสัญญาณให้เห็นว่า พวกเขายังไม่ลดละความพยายามในการต่อสู้กับรัฐเพื่อความมุ่งหมายที่แกนนำบ่มเพาะให้ การก่อเหตุต่อกำนันรือเสาะ ครั้งนี้ ยังต้องการสื่อสารให้เห็นว่า ฝ่ายรัฐ ไม่อาจดูแลคุ้มครองความปลอดภัยใดๆ ต่อคนที่ร่วมมือกับฝ่ายรัฐได้ อันเป็นความพยายามในการดำรงความมุ่งหมายในความมีอิสระในการปกครองกันเองในพื้นที่แห่งนี้ บนเส้นทางคู่ขนานกับการตระเตรียมผู้คนระดับนักคิดระดับมันสมอง นักสร้างมวลชน นักพูด นักโน้มน้าว นักโต้วาที พร้อมชุดข้อมูลในทุกแง่มุมในการต่อสู้ทางความคิด ในทุกเวทีของการพูดคุยเพื่อสันติภาพในทุกโอกาสที่จะเกิดขึ้น และแม้ว่าการก่อเหตุร้ายสองครั้งข้างต้น จะไม่ได้สร้างผลกระทบต่อความรู้สึกด้านความมั่นคงเท่าใด หากแต่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ก็มิอาจเพิกเฉยต่อกรณีดังกล่าวได้ เพราะเหตุร้ายทั้งสองครั้งนี้ ได้บ่งบอกให้เห็นว่า ความพยายามของฝ่ายรัฐในการเอาชนะทางความคิด และทุ่มเทความพยายามในการจำกัดวงล้อมกลุ่มคนหัวรุนแรง ด้วยการสกัดกั้นการสนับสนุนจากแนวร่วมขบวนการ ที่แฝงตัวอยู่ในชุมชนอย่างกลมกลืน รวมทั้งความพยายามของรัฐในการจำกัดการเข้าถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำมาประกอบเป็นอาวุธทำลายล้างผู้เห็นต่างอย่างต่อเนื่อง หากแต่ก็ยังไม่สามารถลดความตั้งใจในความพยายามในการต่อสู้กับรัฐเพื่อเป้าหมายในการปกครองกันเอง โดยแอบอ้าง หลอกล่อผู้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการร้ายแห่งนี้ ให้หลงเชื่ออย่างสนิทใจ เพื่อการร่วมขบวนการต่อสู้กับรัฐอย่างไม่มีลดราวาศอก นั่นแสดงให้เห็นว่า การก่อเหตุร้ายที่สำเร็จตามเป้าหมายทั้งสองครั้งนั้น เป็นความสุดโต่งของกลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ถูกสร้างสมบ่มเพาะมาอย่างได้ผลยิ่ง รวมทั้งการให้การสนับสนุน ร่วมมือของคนในพื้นที่ท้องถิ่นแห่งนี้ ที่พยายามปกปิดข้อมูลข่าวสารการตระเตรียมการก่อเหตุร้าย และการเล็ดลอดหลบหนีอย่างลอยนวลไปได้หลังก่อเหตุร้ายสำเร็จลงได้อย่างมืออาชีพ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เหตุร้ายสองครั้งข้างต้นนั้น จะไม่ใช่สองครั้งสุดท้ายของการต่อสู้ในดินแดนแห่งนี้อย่างแน่นอน ตราบใดที่ความพยายามของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐยังคงมีอยู่ในระดับสูง และเป็นความพยายามที่มากกว่า ทรงพลังกว่า จริงจัง ต่อเนื่องกว่า มีความมุ่งประสงค์ที่ขัดเจนกว่า เป็นความพยายามบนพื้นฐานของจิตวิญญาณที่มากกว่าความพยายามของรัฐในการเอาชนะฝ่ายขบวนการนี้ ที่ยังดูประหนึ่งว่า ยังเป็นความพยายามในการเอาชนะที่ทำตามหน้าที่ ทำให้โมเมนตัม (Momentum) ในการขับเคลื่อนการต่อสู้ที่ยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่าที่ควร ซึ่งในท้ายที่สุด ความพยายามในการต่อสู้ของฝ่ายใด เหนือว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ผลลัพธ์สุดท้ายคงทำนายได้ไม่ยาก
เสือตัวที่ 6 |

พื้นที่พิเศษ

เสือตัวที่ 6 ยาเสพติดถือเป็นหนึ่งในภัยแทรกซ้อนที่ทําให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีข้อมูลชัดเจนว่า ยาเสพติดในพื้นที่ โดยเฉพาะพืชกระท่อมนั้น มีส่วนสำคัญที่เกี่ยวโยงกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยาเสพติด ที่นิยมใช้กันของกลุ่มวัยรุ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากที่สุด คือ ใบกระท่อม สาเหตุที่ ใบกระท่อมเป็นยาเสพติดที่มีการแพร่ระบาดสูงมาก เนื่องจากมีความนิยมสูงของกลุ่มผู้เสพโดยเฉพาะวัยรุ่นในพื้นที่ จึงมีขบวนการลักลอบนําเข้าจํานวนมาก จากสถิติของสํานักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 9 รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคง พบว่า การจับกุมคดียาเสพติดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อําเภอของจังหวัดสงขลา คือ เทพา นาทวีจะนะ และสะบ้าย้อย แต่ละปีมีการจับกุมยาเสพติด เพิ่มสูงขึ้น โดยการปลูกสําหรับการบริโภค หรือการแบ่งจําหน่ายแบบไม่เป็นทางการ การลักลอบปลูก ลักษณะนี้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พบมากในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานีและยะลา ตามลําดับ ต่อมา เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8 ) พ.ศ. 2564 สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยที่ปัจจุบันพืชให้ยกเลิก “พืชกระท่อม” จากยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 มีผลบังคับใช้ในอีก 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล และบริบทของสังคมไทยในบางพื้นที่ กระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แต่ในหลายประเทศมิได้กำหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษ ประกอบกับอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ.1961 และพิธีสารแก้ไขอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. 1972 มิได้กำหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษ ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากลและบริบทของสังคมไทยในบางพื้นที่ที่มีการบริโภคพืชกระท่อม ตามวิถีชาวบ้าน สมควรยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะตรงกับวันที่ 24 ส.ค.64 โดยประชาชนสามารถนำพืชกระท่อมมาใช้ประโยชน์ ในรูปแบบวิถีชาวบ้านได้โดยไม่ผิดกฎหมาย รวมถึงการใช้พืชกระท่อมทางการแพทย์ ในขณะนี้ได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ.... ซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งร่างกฎหมายมีหัวใจการกำหนดมาตรการกำกับดูแล และป้องกันการนำพืชกระท่อมไปใช้ในทางที่ผิดภายหลังถอดให้โทษ โดยเฉพาะควบคุมไม่ให้เด็กและเยาวชน นำกระท่อมไปใช้ในทางที่ผิด และให้ชาวบ้านเข้าถึงการปลูกและแปรรูปพืชกระท่อมได้ สามารถรวมกลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือเป็นรายบุคคลเพื่อจำหน่ายเองได้ ดังนั้น พ.ร.บ.พืชกระท่อมฉบับนี้จึงถือเป็นกฎหมายที่มาจากวิถีชาวบ้าน ตามความต้องการของประชาชนโดยประชาชน เป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง หากแต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่มองแต่ประโยชน์ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8 ) พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิก “พืชกระท่อม” จากยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ครั้งนี้ ที่มองว่ามีความรอบคอบแล้ว ในแง่มุมที่สังคมบางส่วนยังห่วงกังวล โดยเฉพาะปัญหาพืชชนิดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของยา 4 คูณ 100 โดยเห็นว่า จากนี้ไปการปลูกพืชกระท่อม การนำเข้า การส่งออกเชิงพาณิชย์ การขายในระบบอุตสาหกรรม จะต้องดูเรื่องปริมาณ จะต้องอยู่ในปริมาณที่กำหนดไว้ในกฎหมาย รวมถึงเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ผู้ขอรับอนุญาต หรือผู้ปลูก ผู้ขาย ผู้นำเข้า ผู้ส่งออกพืชกระท่อม ก็จะต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนด้วยเช่นกัน จะมีการออกมาตรการมาคุ้มครองว่าจำนวนเท่าไหร่ที่บริโภคแล้วถือว่าเป็นอันตราย เพราะจะต้องจำกัดในการบริโภคด้วย โดยย้ำว่า เรื่องการขายน้ำต้มกระท่อม อาหารที่มีส่วนผสมของใบกระท่อมให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร ไม่สามารถทำได้ หรือแม้แต่การขายใบกระท่อม น้ำต้มกระท่อม ในสถานศึกษา หอพัก หรือในวิธีอื่นๆ ที่ไม่สามารถควบคุมดูแลได้ เช่น การขายโดยวิธีอิเล็กทรอนิกส์นั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ แม้ว่ามุมมองที่เห็นประโยชน์ของการออกกฎหมาย ยกเลิกพืชกระท่อม เป็นสารเสพติด จะมีอยู่มากมาย รวมทั้งมีความพยายามในการออกมาตรการในการควบคุม ไม่ให้มีการใช้โอกาสนี้ ในการนำไปเป็นส่วนประกอบสำคัญของยากล่อมประสาทให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่มีความฮึกเหิมลืมตัวร่วมขบวนการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยได้ง่ายมากขึ้น หากแต่ที่ผ่านมา กฎหมายและมาตรการหลายครั้งหลายอย่างของรัฐ มักมีช่องว่างในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ปลายด้ามขวานซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษ ที่ยังมีความล่อแหลมที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐอย่างเห็นได้ชัด ด้วยมีข้อมูลชัดเจนว่ากลุ่มก่อความไม่สงบรวมทั้งแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนแห่งนี้ มีการใช้พืชกระท่อม เป็นส่วนผสมหลักของยากระตุ้นประสาทที่เรียกว่า 4 คูณ 100 ที่กลุ่มวัยรุ่นนิยมเสพ เพื่อให้เกิดความฮึกเหิมอย่างลืมตัว ลืมตายในการก่อเหตุร้ายทำลายผู้คนที่บริสุทธิ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด มีผู้นำชุมชนหลายคน มีความกังวลว่า หากมีการซื้อขายกันได้สะดวก ไม่ผิดกฎหมาย จะทำให้กลุ่มวัยรุ่น หันมา เสพน้ำกระท่อม สูตร 4 คูณ 100 กัน เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีใบกระท่อมเป็นตัวผสมหลัก นำไปสู่ ยาเสพติดประเภทอื่นต่อไป โดยเฉพาะการเป็นยากระตุ้นประสาท ที่เรียกว่า 4 คูณ 100 ให้เป็นตัวกระตุ้นจิตใจให้หาญกล้าทำเรื่องเลวร้ายที่กระทบต่อความมั่นคงหรือความสงบสุขในพื้นที่ ผู้นำชุมชนในพื้นที่ ที่เห็นด้วยและชื่นชอบการการยกเลิกพืชกระท่อม เป็นพืชเสพติด โดยเล็งเห็นให้เป็นพืชเศรษฐกิจในภาพรวม ที่ครอบคลุมหลายจังหวัดภาคใต้ เพราะเป็นการประกาศอิสรภาพให้พืชประจำถิ่นชนิดนี้ ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นยาเสพติดมาเป็นเวลาหลายสิบปี ให้มีโอกาสเติบโต ต่อยอดไปในแง่มุมอื่นๆ เพื่อสร้างเศรษฐกิจของท้องถิ่นให้มีโอกาสก้าวหนาทัดเทียมประเทศข้างเคียง หากแต่ในอีกมุมหนึ่ง ผู้นำชุมชนและฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ยังมีความห่วงกังวลผลกระทบและโอกาสร้ายๆ ที่ฝ่ายขบวนการและกลุ่มที่มีผลประโยชน์ร่วมกับความไม่สงบในพื้นที่ จะใช้โอกาสนี้ในการมอมเมาเยาวชนในท้องถิ่น ให้ร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว จึงต้องการให้ รัฐเร่งหามาตรการป้องกันที่เข้มข้น และทำได้จริงในพื้นที่ปลายด้ามขวาน เพราะพื้นที่แห่งนี้ มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น จึงต้องให้ความรอบคอบ รัดกุมเป็นพิเศษนั่นเอง
เสือตัวที่ 6 |

บทเรียน ตาลีบัน

ตีโฉบฉวย / เสือตัวที่ 6 ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2001 สหรัฐฯ ร่วมกับ สหราชอาณาจักร บุกโจมตีตาลีบันอย่างรวดเร็ว ข้อกล่าวหาว่า มีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 9/11 ในการขับเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในสหรัฐฯ โดยผู้ประกาศตัวว่าเป็นคนก่อการร้าย คือ โอซาม่า บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ และเชื่อว่ากลุ่มอัลกออิดะห์ กับ ตาลีบัน มีความสัมพันธ์ต่อกันในฐานะ กองทหารอิสลาม (Islamist Militant Group) แบบเดียวกัน เหล่านี้คือที่มาของการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรจำนวนหนึ่ง โดยการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด ถล่มทำลายที่มั่นของตาลีบันทั่วประเทศ และสุดท้ายใช้ระยะเวลาการรบแค่ 1 เดือนเท่านั้น ตาลีบันก็แตกพ่าย ขณะที่บิน ลาเดน ก็หนีออกจากอัฟกานิสถานไปกบดานที่ปากีสถานแทน การเข้ายึดครองของกองทัพสหรัฐฯ หลังจากการแตกพ่ายของกลุ่มตาลีบันในครั้งนั้น ทำให้สหรัฐฯ ต้องเข้าไปติดหล่มการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายโดยเฉพาะกลุ่มตาลีบันที่ใช้กลยุทธ์แบบกองโจร รบยืดเยื้อยาวนาน ทำลายศักยภาพของกองทหารสหรัฐฯ ที่รบแบบคนรวย ด้วยค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณอย่างมหาศาล ที่ใช้เวลาทำสงครามนอกประเทศยาวนานร่วม 20 ปี ในระหว่างปี 2002-2020 สหรัฐอเมริกา ใช้เงินไปกับสงครามครั้งนี้ เพื่อต่อสู้กับตาลีบัน และปกป้องคนอัฟกานิสถาน ตลอดจนสร้างประเทศอัฟกานิสถานตามแบบที่สหรัฐฯ ต้องการนั้น ได้ใช้เงินไปแล้ว 815,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และใช้เงินสำหรับสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่โดนทำลายจากสงคราม เป็นเงินอีก 130,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมแล้วเป็นเงิน 946,200 ล้านดอลลาร์ ถ้าแปลงเป็นเงินไทย ก็เท่ากับ 31 ล้านล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ คือภาษีของคนสหรัฐฯ นอกจากนั้น ยังมีทหารในสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตที่อัฟกานิสถานอีกจำนวนมากหลักสองพันกว่าคน อนาคตอันมืดมน และคำถามที่เกิดขึ้นจากคนในสหรัฐฯ รวมทั้งภาวะทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จากปัญหาโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ เอง ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในที่สุด สิ่งที่กลุ่มตาลีบัน วิเคราะห์บทเรียนในอดีต และคาดการณ์ธรรมชาติของกองทัพสหรัฐฯ และคนสหรัฐฯ ที่เป็นจริงก็มาถึง การรบด้วยทหารแบบคนรวย ที่มีค่าใช้จ่ายสูง และสงครามยืดเยื้อที่หาวันสิ้นสุดไม่ได้ ตลอดจนสงครามแบบกองโจรที่ฝ่านทหารสหรัฐฯ มีโอกาสเสียชีวิตแบบไม่รู้ตัวได้ทุกเมื่อ รวมทั้งการรบที่ต้องห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนเป็นเวลานาน เป็นคำถามขึ้นในใจทหารเหล่านั้นว่า พวกเขาต้องมาทำสงครามที่นี่อย่างยาวนานเพื่ออะไร เหล่านี้จะบั่นทอนขวัญทหารฝ่ายสหรัฐฯ โดยเฉพาะประชาชนสหรัฐฯ ที่ตั้งคำถามว่าสหรัฐฯ จะสร้างสันติภาพในอัฟกานิสถานไปอีกนานแค่ไหน คำถาม และข้อคับข้องใจในประเด็นต่างๆ ข้างต้น ได้ละม้ายคล้ายคลึงกับคำถามและข้อคับข้องใจในสงครามเวียดนามเมื่อหลายปีก่อน ที่สหรัฐฯ ต้องถอนทหารออกจากเมืองหลวงเวียดนามใต้ จนทหารเวียดกงรุกเข้ายึดเวียดนามทั้งประเทศได้อย่างราบคาบในที่สุด นี่คือบทเรียนราคาแพงที่สหรัฐฯ เจ็บปวดอย่างมากเมื่อครั้งนั้น และเป็นบทเรียนที่กลุ่มตาลีบันได้ถอดบทเรียนเหล่านั้น มาวิเคราะห์จนตกผลึกว่า ธรรมชาติของกองทัพอันยิ่งใหญ่ รบแบบผู้ดี มีความหรูหรา แม้จะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยมากมายเพียงใด หากต้องตกอยู่ในสงครามยืดเยื้อ แบบกองโจรที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้ วันแห่งความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์โดยการต้องถอนทหารออกไปจากสมรภูมิ ก็จะต้องเกิดขึ้น นี่คือยุทธศาสตร์การทำสงครามแบบเจ้าถิ่นมีความถนัด ทหารกองโจรกลุ่มตาลีบัน กินง่าย อยู่ง่าย รบด้วยอุดมการณ์เพื่อแผ่นดินเกิด แผ่นดินแห่งความเชื่อ แผ่นดินแห่งความศรัทธาโดยมีหลักการทางศาสนาเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งต่างกับทหารสหรัฐฯ ที่นับวันจะมีคำถามขึ้นในใจมากขึ้นๆ เป็นเงาตามตัวกับกาลเวลาที่ผ่านไป ว่า พวกเขาทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาให้มารบที่นี่ รบกับกลุ่มกองโจรที่เคยทำร้ายทำลายผู้คนสหรัฐฯ ทำลายเกียรติภูมิของประเทศสหรัฐฯ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน และมันเพียงพอหรือยังที่จะปล่อยให้คนอัฟกานิสถานโดยการอุ้มชู สร้างเสริมเติมแต่งให้ตลอด 20 ปีนี้ ได้รับผิดชอบแผ่นดินและคนของตัวเองได้แล้ว ด้วยความฝืดเคืองของฐานะทางเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐฯ เอง ที่ตกต่ำย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ล้วนเป็นตัวเร่งให้ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่อย่าง โจ ไบเดน ต้องตัดสินใจทำอย่างนี้ ตามที่เคยกล่าวตอนหาเสียงเลือกตั้งว่า “End the forever wars” หรือจบสงครามที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ และย้ำเมื่อ 14 เมษายน 2021 อีกว่า จะถอนทหารสหรัฐฯ ทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานในวันที่ 11 กันยายน 2021 และจากนั้น ก็ให้เป็นภาระหน้าที่ของอัฟกานิสถาน ที่จะต้องดูแลตัวเองแล้ว และเมื่อสหรัฐฯ เริ่มถอนกองทัพออกไปทยอยบางส่วนเรื่อยๆ แล้ว ทำให้ตาลีบันที่สร้างสมกองกำลังเอาไว้ตลอดมา โดยมีทหารพร้อมรบมากกว่า 85,000 คน ด้วยอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่จะต่อสู้เพื่อแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่จะสร้างแผ่นดินนี้ให้เป็นพื้นที่อันบริสุทธิ์ที่สุดตามหลักการทางศาสนาที่พวกตนเชื่อมั่นศรัทธา ทหารตาลีบันจึงสามารถรุกคืบเข้ายึดเมืองต่างๆ จนถึงเมืองหลวงคาบูลอันเป็นเมืองหลวงของประเทศได้อย่างรวดเร็ว โดยที่กองทัพของรัฐบาลอัฟกานิสถาน ที่ถูกสร้างมาด้วยมือของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน ไม่สามารถต่อต้านใดๆได้เลย แม้จะมีกำลังทหารที่ได้รับการฝึกปรือมาอย่างยาวนาน ทั้งมีอาวุธยุทโธปกรณ์อันล้ำสมัยที่กองทัพสหรัฐฯ หยิบยื่นให้ไว้อย่างมากมาย กลุ่มตาลีบันประกาศชัยชนะ หลังสามารถยึดครองเมืองต่าง ๆ ทั่วอัฟกานิสถานได้โดยสมบูรณ์ ทั้งยังแถลงว่าสงครามที่ยาวนานถึง 20 ปีได้สิ้นสุดลงแล้ว ในขณะที่รัฐบาลพลเรือนของอัฟกานิสถานล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ประธานาธิบดีของอัฟกานิสถาน บินหนีออกนอกประเทศไปแล้ว เช่นเดียวกับประชาชนนับแสนคน ที่ต้องการหนีออกจากประเทศเช่นกัน ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนราคาแพงไม่เพียงแต่สหรัฐฯ เท่านั้น หากแต่เป็นบทเรียนที่กลุ่มตาลีบันได้ตอกย้ำให้ทหารในกองทัพทุกประเทศในโลกนี้ ได้ตระหนักว่า การทำสงครามแบบคนรวย ใช้ชีวิตหรูหรา บนผลประโยชน์ทางสวัสดิการทหารที่มากเกินไป และทำไปตามหน้าที่ ตามบัญชาของผู้บังคับบัญชา ทั้งไม่รู้ว่ารบกับใคร รบไปเพื่ออะไร ไม่เห็นจุดสุดท้าย (End State) ที่ชัดเจน ย่อมพ่ายแพ้ต่อฝ่ายตรงข้ามที่รบเพื่อแผ่นดินบรรพบุรุษ และรบเพื่ออุดมการณ์ตามความเชื่อที่ทรงพลัง
เสือตัวที่ 6 |

พิสูจน์ความจริง

เสือตัวที่ 6 สถานการณ์และจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในรอบ 24 ชั่วโมงจากทั่วโลก พบว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 6 แสนคน และมีผู้เสียชีวิตรายวัน เกือบหมื่นคน ส่งผลให้ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมอยู่ที่ 2 แสนกว่าคน และเสียชีวิตสะสม 4 ล้านกว่าคน และยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะบ่งบอกว่า คนในโลกนี้ จะสามารถควบคุมการระบาดของไวรัสร้ายตัวนี้ได้ ทั้งนี้ 10 ประเทศที่พบผู้ติดเชื้อรายวันสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย สหราชอาณาจักร อิหร่าน ฝรั่งเศส ตุรกี รัสเซีย และไทย ตามลำดับ ขณะที่ ประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสม 3 อันดับสูงสุดยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา อินเดีย และบราซิล ในขณะที่ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า มีสายพันธุ์ไวรัสที่กลายพันธุ์ใหม่ ชื่อ “เอปซิลอน” ที่กำลังระบาดในสหรัฐ และมีการแพร่กระจายไปหลายประเทศแล้ว และเชื่อว่าอีกไม่นานสายพันธุ์นี้อาจจะเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย พร้อมเตือนและแนะนำว่า รัฐบาลต้องเร่งการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรให้ได้ 80 ถึง 90% ในระยะเวลาเร็วที่สุดภายใน 3 เดือนนี้ ทั้งยกตัวแบบการควบคุมการกลายพันธุ์จนเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มีความกล้าแข็งต่อการคุกคามชีวิตมนุษย์อย่างน่านำมาเป็นบทเรียนสำคัญของไทย นั่นคือ ประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้บริบทของการควบคุมภายในร่างกายมนุษย์ และภายนอกร่างกายมนุษย์ ในการคุมสายพันธุ์เดิมในพื้นที่ไม่ให้กลายพันธุ์ผิดเพี้ยนไปจากสายพันธุ์เดิมของมัน กลยุทธ์ที่ประเทศจีนใช้อย่างจริงจังเข้มงวด คือ การสร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงไม่ให้มีการแพร่กระจายเชื้อจากคนหนึ่งไปหาคนอื่น รวมทั้งทำความสะอาดพื้นผิวสาธารณะต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ และมีการเข้มงวดตรวจคัดกรองและแยกตัวออกทันที ที่วินิจฉัยได้ว่ามีการติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใดก็ตาม ดังจะเห็นได้จากการที่สามารถตรวจคนได้เป็น 1,000,000 คนภายในระยะเวลาไม่กี่วันในพื้นที่หนึ่ง และมีวินัยสูงสุด การสร้างแรงกดดันที่สำคัญต่อเชื้อที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ ได้แก่ การวินิจฉัยได้เร็วที่สุดและให้การรักษาเร็วที่สุด ตั้งแต่นาทีแรกควบรวมการใช้สมุนไพรที่มีดาษดื่นและขึ้นทะเบียนในระบบสาธารณสุขของจีนอยู่แล้ว และยกระดับเป็นขั้นเป็นตอน ควบกับการรักษาแผนปัจจุบัน แรงกดดันที่สำคัญอีกประการคือ การใช้วัคซีน เป็นจำนวนมหาศาลในเวลารวดเร็วให้แก่ประชากรมากกว่าที่คิดคือตัวเลข 60% แต่เป็นเกือบทั้งประเทศ ยกเว้นในเด็กซึ่งในระยะแรกข้อมูลความปลอดภัยอาจจะยังไม่พอ แต่ในปี 2564 นี้เอง ที่ประเทศจีนใช้วัคซีนที่มีอยู่ดังเดิมที่เป็นเชื้อตายฉีดให้แก่เด็กด้วย การให้วัคซีนอย่างเข้มข้นเช่นนี้ เป็นการปิดโอกาสหรือเปิดโอกาสน้อยที่สุดให้กับไวรัสที่จะมีการแพร่กระจายจากคนสู่คนไปเป็นลูกโซ่ และกดดันไม่ให้มีการกลายพันธุ์หรือรหัสพันธุกรรมเพี้ยนจนกระทั่งสามารถตั้งตัวกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ ควบคู่กับการวิจัยพัฒนาวัคซีนอย่างก้าวกระโดด เพื่อให้มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ก่อนที่ไวรัสร้ายตัวนี้ จะกลายพันธุ์ไปเป็นตัวใหม่ที่มีศักยภาพในการคุกคามชีวิตมนุษย์อย่างรุนแรงขึ้น ด้วยการที่ประเทศจีนกำลังนำวัคซีนคู่แฝดไฟเซอร์ เข้ามาเสริมป้องกัน เดลต้า และการพัฒนาวัคซีนโปรตีนย่อยแบบโนวาแวกซ์ แต่แทนที่จะผลิตในระบบเซลล์แมลงหรือใบพืชแบบของใบยาจะผลิตในเซลล์เพาะเลี้ยงแทน รวมถึงวัคซีนอีกหลายเทคนิค มหันตภัยจากการคุกคามของไวรัสร้ายสายพันธุ์นี้ ไม่หยุดนิ่งลงง่ายๆ อย่างแน่นอน และเมื่อมันมีโอกาสผสมพันธุ์ หรือเรียนรู้กลไกในการต่อสู้กับมัน มันก็พร้อมที่จะพัฒนาตัวเองได้อย่างอัศจรรย์จนกลายเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่า สายพันธุ์ใหม่ของพวกมัน ต้องเก่งกว่า ฉลาดกว่า และรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดิมที่เป็นต้นกำเนิดเผ่าพันธุ์ของมัน ซึ่งนั่น จึงเป็นที่มาของคำว่า สงครามครั้งนี้ยังอีกยาวไกลกว่าที่มนุษย์ทั้งหลายคาดคิดและวิเคราะห์จากบทเรียนที่เคยต่อสู้และเอาชนะไวรัสได้ในอดีต ความร้ายกาจของภัยคุกคามที่มองไม่เห็น แต่เกิดขึ้นจริง ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของทุกชาติทุกภาษาทุกสังคมมนุษย์ได้จริง จึงเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดของมวลมนุษยชาติของโลกใบนี้อย่างเห็นได้ชัด ทำให้เห็นได้ว่า ณ เวลานี้ ไม่มีปัญหาใดที่ร้ายแรงเท่ากับการคุกคามจากไวรัสโควิด-19 ตัวนี้อีกแล้ว ความเป็นไปของมนุษย์ที่เคยยิ่งใหญ่ในโลกในอดีต กำลังถูกท้าทายจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้อย่างไม่ต้องสงสัย และหากคนในระดับนำของประเทศใด ไม่ตระหนัก ไม่กลั่นกรองปัญหาอุปสรรคทั้งหลายให้เห็นมหันตภัยตัวนี้ได้ ไม่สามารถคาดการณ์วิเคราะห์ และเรียนรู้เพื่อจะต่อสู้กับไวรัสร้ายสายพันธุ์ใหม่นี้ได้อย่างทันท่วงทีแล้ว ก็เป็นไปได้ว่า หายนะทั้งทางชีวิตผู้คน สังคมที่ล่มสยาย ระบบการศึกษาที่ย่อยยับ เศรษฐกิจที่พังทลาย ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สูง รวมทั้งภัยคุกคาม คนทั้งโลกกำลังขะมักเขม้นกับการเอาชนะสงครามกับไวรัสร้ายตัวนี้อย่างเข้มข้น จริงจัง พักเรื่องบาดหมางทั้งหลายลงไป เพื่อทุ่มเทศักยภาพทั้งมวลในการเอาชนะข้าศึกของมนุษยชาติครั้งนี้ให้ได้ เพราะพวกเข้เชื่อว่า ภัยคุกคามตัวนี้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่เรื่องที่จะใช้วิธีคิด วิธีวิเคราะห์ และวิธีบริหารจัดการแบบเดิมๆ ในการเอาชนะภัยร้ายตัวนี้ได้ หากแต่ต้องคิดใหม่ วิเคราะห์ใหม่ คาดการณ์ไปข้างหน้า หาหนทางในการบริหารจัดการใหม่ๆ ด้วยการจัดลำดับความสำคัญของภัยคุกคาม จัดลำดับความเร่งด่วนของงานที่จะต้องทำ และลงมือทำให้ได้เป็นผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว มากกว่าการเป็นเพียงนักคิด นักบริหารแบบคนในยุคก่อนๆ ที่ไม่ตอบสนองกับสิ่งมีชีวิตตัวใหม่นี้ได้เลยแม้แต่น้อย โลกเสมือนจริงในวันนี้ กลับมีโลกของความจริงควบคู่ไปด้วย โลกเสมือนจริงที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บน Online ในทุกกิจกรรมของมนุษย์ โลกเสมือนจริงที่ต้องต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น หากแต่เก่งกาจสามารถมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และมันเป็นโลกของความจริงที่ศัตรูตัวนี้ มีตัวตนอยู่จริง พัฒนาตัวเอง ให้กลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา มีศักยภาพในการอยู่รอดได้ในทุกสภาพพื้นผิวได้หลายๆ วัน และมันเป็นความจริงที่สามารถเข่นฆ่าทำลายชีวิตมนุษย์ได้จริงอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งยังสามารถทำลายระบบสังคมมนุษย์ การศึกษา และทำลายระบบเศรษฐกิจที่มนุษย์เคยทำมาอย่างมหาศาล ภาพที่สร้างได้ในยุคเดิม ให้เห็นว่าเก่ง หรือดี ได้ไม่ยาก กำลังท้าทายในการพิสูจน์ฝีมือคนระดับนำ ว่ามีความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการจริงๆ แค่ไหน
เสือตัวที่ 6 |

เสียมวลชน

เสือตัวที่ 6 ห้วงสถานการณ์โรคระบาดใหม่ครั้งล่าสุดที่คร่าชีวิตพี่น้องประชาชนทั้งโลก ทุกหัวระแหง ไม่เว้นจะเป็นพื้นที่ใดในโลกใบนี้ ต่างต้องเผชิญชะตากรรมร่วมกันในการถูกคุกคามรุกไล่เอาชีวิตจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้อย่างทั่วหน้า แม้กระทั่งคนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ที่ยังมีกลุ่มคนแปลกแยกทางความคิด คอยปลุกปั่นให้พี่น้องร่วมชาติในพื้นที่หลงเชื่อ ให้เดินร่วมขบวนการต่อสู้กับรัฐอย่างไร้เหตุไร้ผลที่ทันยุคทันเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลกใบใหม่นี้ แกนนำของคนกลุ่มนี้ที่เรียกว่าขบวนการก็ยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่อำนาจรัฐมาสู่กลุ่มตนที่คาดหวังจะได้มาหากแบ่งแยกการปกครองสำเร็จ ก็ยังคงมุ่งมั่นสร้างความร้าวฉานระหว่างเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ร่วมชะตากรรมจากภัยร้ายของโควิดครั้งนี้อย่างหน้ามืดตามัว แกนนำเหล่านี้ ได้ปลุกปั่น สะสมบ่มเพาะ จนสามารถสร้างกลุ่มคนในพื้นที่ให้เป็นกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงแนวคิดสุดโต่ง คอยปฏิบัติการลอบทำร้ายผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ต่อไปอย่างไม่ลดละ แม้ว่าในห้างเวลานี้ คนทั้งโลก รวมทั้งคนในพื้นที่แห่งนี้ ต่างต้องร่วมผจญทุกข์ยากจาการคุกคามของไวรัสร้ายพันธุ์นี้ ที่กำลังไล่ล่าผู้คนในพื้นที่อยู่ในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านชีวิต สุขภาพ และการทำมาหาเลี้ยงชีพ ต่างได้รับผลกระทบในวงกว้างมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในมวลมนุษยชาติก็ว่าได้ หากแต่แกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังมุ่งมั่นสร้างความเสียหายรุนแรงอย่างไร้จิตสำนึก ขาดความรู้สึกรักและห่วงใยในความทุกข์ยากแสนเข็ญของพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ เพราะในขณะที่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคสังคม ต่างพยายามเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาทุกข์ยากอันแสนสาหัสให้แก่พี่น้องในพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างแข็งขันและสุดกำลัง แต่คนระดับนำในขบวนการแห่งนี้ ยังสั่งการให้กองกำลังติดอาวุธ ออกปฏิบัติการทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังออกไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์จากการคุกคามของไวสโควิด-19 ให้พี่น้องในพื้นที่อย่างน่าละอายที่สุด แกนนำและกองกำลังติดอาวุธได้แสดงให้พี่น้องร่วมชาติ ร่วมเผ่าพันธุ์ในพื้นที่เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า นอกจากคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ ไม่พยายามมาช่วยเหลือพี่น้องร่วมชะตากรรมจากโควิดแล้ว ยังขัดขวางการช่วยเหลือพี่น้องร่วมพื้นที่จากหน่วยงานภาครัฐ ให้รอดพ้นจากมหันตภัยโควิดครั้งนี้อย่างชัดเจนที่สุด ปรากฏการณ์การก่อความไม่สงบ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างบ้าคลั่ง ไร้เหตุผลใดๆ จะนำมารองรับได้ อาทิ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 64 ที่ผ่านมา คนร้ายกลุ่มหนึ่งที่เป็นกองกำลังติดอาวุธแนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ ได้ลอบวางระเบิดรถกระบะหุ้มเกราะของ นาย อรุณ ศรีใส นายอำเภอสุคิริน บริเวณริมถนนสายยี่งอ มะรือโบตก ช่วงบริเวณบ้านต้นตาล หมู่ 2 ต.จอเบาะ ในขณะที่นายอำเภอและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำลังออกไปให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์จากไวรัสโควิด ให้กับพี่น้องในพื้นที่ อ.รือเสาะ โดยโจรใต้ได้ประกอบระเบิดใส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิก หนัก 20 กก. จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ คือ อส.มะเซาตี นิมุได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถออกไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องประชาชนตามเจตนาที่ดีได้ และเมื่อกลางดึง เมื่อ 3 ส.ค. เวลา 02.20 น. ที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ กองร้อยทหารพรานที่ 4514 ได้ถูกกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ภายใต้การสนับสนุนทางอ้อมจากแนวร่วมขบวนการร้ายในพื้นที่แห่งนี้ ได้ร่วมกันก่อเหตุความไม่สงบ โดยใช้อาวุธปืนยิงลูกระเบิด แบบเอ็ม79 ยิงจากฝั่งประเทศมาเลเชีย เข้าใส่ฐานปฏิบัติการ จรยุทธ์ บริเวณ บ.แฆแบะ (สามแยก ) ม.1 ต.นานาค อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยไม่สนใจต่อความเดือดร้อนของพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ในพื้นที่ที่ควรจะได้รับการดูแล ช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มนี้ หรือกลุ่มใดๆ เสียก่อน เพราะโรคร้ายจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ รุนแรง กำลังรุกไล่เข่นฆ่าชีวิตผู้คนร่วมชาติอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่เห็นแล้วว่า พี่น้องในท้องถิ่นเอง ไม่อาจรับมือกับไวรัสร้ายตัวนี้ได้เพียงลำพัง โดยการโจมตีอย่างไร้เหตุอันควรนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการ ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 4 นาย และเสียชีวิต จำนวน 1 นาย คือ อาสาสมัครทหารพราน เกียรติขจร นาคดี ที่สละชีวิตเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้พี่น้องประชาชน ทั้งยังให้การช่วยเหลือ พัฒนาความเป็นอยู่ให้คนในพื้นที่ได้อยู่ได้ในสถานการณ์โควิดนี้เสมอมา ความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสของพี่น้องร่วมชะตากรรมในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วประเทศนี้ และทั่วโลก ในขณะที่คนทั้งโลก ต่างพยายามช่วยเหลือกัน ดูแลสนับสนุนกันให้สามารถฟันฝ่าวิกฤติจากไวรัสร้ายตัวนี้ไปให้ได้ในทุกวิถีทาง ผู้คนทั่วโลก ต่างพักความขัดแย้ง หยุดการต่อสู้กันเองอย่างที่เคยมีมา และผนึกกำลังกันและกันเพื่อให้ได้ ผู้นำทั่วโลกต่างตระหนักดีว่า แม้คนในประเทศของตนที่พัฒนาแล้ว จะอยู่รอดปลอดภัยจากโรคร้ายนี้ แต่หากคนในประเทศหรือพื้นที่ที่ไม่พัฒนายังคงถูกคุกคามจากไวรัสร้ายตัวนี้ คนของพวกเขา ก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี นั่นคือที่มาของประเทศที่พัฒนาแล้ว พยายามให้การสนับสนุนวัคซีนป้องกันไวรัสร้ายตัวนี้ รวมทั้งเวชภัณฑ์ที่จำเป็นอย่างทั่วถึงให้ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกตามโครงการโคแวกซ์ (Covax) อันเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จำนวนสองพันล้านโดส ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2564 ให้กับประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาให้ได้อย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งภาครัฐของประเทศไทย ก็พยายามดูแลและกระจายการเข้าถึงวัคซีนป้องกันไวรัสร้ายตัวนี้อย่างทั่วถึงเท่าทำได้ แม้จะยังไม่ทันการ หากแต่ก็เห็นแล้วว่า ความปลอดภัย รอดพ้นจากการคุกคามของสงครามเชื้อโรคนี้ได้ ทุกคนในโลก ก็ยังพอมีโอกาสเดินหนาต่อไปแม้วิถีชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอย่างที่ผ่านมา แต่ก็เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเหนืออุดมการณ์แนวคิดสุดโต่งใดๆ ในอดีต มุ่งมั่นก่อเหตุร้ายทำลายความสงบสุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยบรรดาคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ ด้วยการก่อกรรมทำเข็ญ สร้างความร้าวฉานในหมู่ผู้คนในพื้นที่กับคนของรัฐ ถลำลึกไปจนถึงขั้นลอบทำร้าย โจมตีเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างไร้สติครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะเป็นความสะใจของกลุ่มคนหัวรุนแรง หากแต่ในห้วงเวลานี้ จึงเป็นการทำลายโอกาสในการเข้าถึงยารักษาพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ที่กำลังป่วยติดเชื้อจากไวรัสโควิด รวมทั้งเป็นการขัดขวางการได้รับวัคซีนป้องกันโรคร้าย ท้ายที่สุด การกระทำเหล่านี้ จึงเป็นการทำลายแนวร่วมขบวนการ ทำให้เสียมวลชนอันเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้ในพื้นที่อย่างไม่คุ้มค่าเลย
เสือตัวที่ 6 |

เห็นแล้ว

เสือตัวที่ 6 สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 64 จนถึงปลาย กรกฎาคม 64 มีแนวโน้มน่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อฯ กระจายตัวไปทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด อย่างหาต้นสายปลายเหตุไม่ได้แล้ว ทำให้การระบาดระลอกใหม่ครั้งล่าสุดนี้ มีผู้ติดเชื้อสะสมไปแล้วกว่า 5 แสนราย ในขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโควิด 19 ครั้งนี้ ที่พื้นที่ปลายด้ามขวานของประเทศ อันเคยเป็นพื้นที่เป้าหมายในการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงเพื่อนำไปสู่การแบ่งแยกการปกครองออกไปจากรัฐไทยนั้น บัดนี้ เชื้อโควิด-19 ได้คุกคามคนทุกกลุ่ม ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกพื้นที่ให้รับรู้และเข้าใจอย่างแจ่มชัดแล้วว่า มนุษย์ ณ วันนี้ ควรจะต้องปรับความคิดเพื่อความอยู่รอดกันอย่างไร แนวทางไหนกันแน่ที่มนุษย์โลกควรจะต้องเร่งขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายปลายทาง บทเรียนจากไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ กำลังสั่งสอนคนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ให้คิดใหม่ ว่าภัยคุกคามต่อมนุษย์ทุกชีวิตอันหนักหน่วงยิ่งนักคืออะไร การแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถรุกคืบไปได้อย่างรวดเร็วในทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ซึ่งขณะนี้ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง จากยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีจำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศ และมีแนวโน้มที่จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีปัจจัยเสี่ยง จนถึงวันนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี พบผู้ป่วยรายใหม่ และผู้เสียชีวิตสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นไฟลามทุ่ง ขณะที่ ทางจังหวัดปัตตานีได้มีคำสั่งประกาศปิดพื้นที่เสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก 9 หมู่บ้าน ใน 4 อำเภอ ทำให้ขณะนี้ จังหวัดปัตตานีมีพื้นที่เสี่ยงที่ต้องปิดหมู่บ้านแล้วอย่างน้อย 26 หมู่บ้าน ใน 9 อำเภอ อาทิ อ.เมือง อ.แม่ลาน อ.กะพ้อ อ.ไม้แก่น อ.ปะนาเระ อ.โคกโพธิ์ อ.มายอ อ.ทุ่งยางแดง และ อ.ยะหริ่ง นอกจากนั้นยังมีมัสยิดถูกปิดไปเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ทำให้จังหวัดปัตตานีมีเตียงไม่พอสำหรับคนไข้ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อโควิดในบางช่วง ต้องไปรักษาตัวต่อที่บ้านนั้น ด้านนายแพทย์รุซตา สา และ ผอ.รพ.สนามจังหวัดปัตตานี ได้กล่าวว่า สำหรับเตียงรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ต้องยอมรับว่า ในบางช่วงมีผู้ป่วยติดเชื้อเป็นจำนวนมากต่อวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ป่วยติดเชื้อเกินหลักร้อยทุกวัน บางวันเกิน 200 คน ทำให้เตียงไม่เพียงพอต่อผู้ป่วยจริงๆ นอกจากนั้น การระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์ สายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) ซึ่งพบในเป็นครั้งแรกที่ จ.นราธิวาส โดยยืนยันว่าการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เบตาได้ลุกลามออกนอก จ.นราธิวาส แล้ว ทั้งนี้ แม้ว่าสายพันธุ์เบตาจะมีการแพร่กระจายได้ช้ากว่าสายพันธุ์อื่น แต่ทำให้เกิดการป่วยและเสียชีวิตได้มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม โดย นพ.ศุภกิจอธิบายว่า วัคซีนที่ไทยมีอย่างแอสตราเซเนกามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการ 10.4% แต่ไม่สามารถประเมินการป้องกันอาการรุนแรงได้ ส่วนวัคซีนซิโนแวคมีผลการศึกษาในห้องทดลองว่า น้ำเหลืองของผู้ที่ได้รับวัคซีนมีความสามารถในการยับยั้งสายพันธุ์เบตาลดลง 70% เมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดิม และนี่คือเครื่องมือสำคัญในการเอาชนะสงครามโรคร้ายครั้งนี้ได้ นั่นคือการได้มาซึ่งวัคซีนป้องกันโรคจากไวรัสโควิด-19 ที่มีคุณภาพและทันท่วงทีที่สามารถฉีดให้พี่น้องประชาชนได้ในวงกว้าง ซึ่งรัฐที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ทำได้ รวมทั้งความเป็นรัฐเท่านั้น ที่จะมีศักยภาพด้านระบบสาธารณสุขที่มากพอจะสู้ศึกครั้งนี้ได้ ความจริงดังกล่าว เห็นได้อย่างชัดเจน โดยการตอกย้ำผ่านการบอกเล่าในการเสวนาออนไลน์ หัวข้อ “โควิดกับผู้หญิง ณ 3 จังหวัดชายแดนใต้” จัดโดย สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (GDRI) นั้น ปาตีเมาะ นายกสมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ (We Peace) กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์โควิด-19 ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา เกิดจากการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของพี่น้องที่ไปทำงานประเทศเพื่อนบ้านกลับมายังประเทศไทย อีกทั้งประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ใช้สื่อออนไลน์ ทำให้เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง เพื่อห่างไกลจากโรคระบาด จึงเห็นปรากฏการณ์ที่คน 3 จังหวัดชายแดนใต้แห่ไปธนาคารจนแน่น เพื่อลงทะเบียนรับเงินเยียวยาจากรัฐ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราการติดเชื้อโควิด-19 ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สูงมาก กอปรกับความรุนแรงของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ ที่สามารถขยายพันธุ์ของพวกมันได้ง่ายขึ้น ทำให้การติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ปลายด้ามขวานก้าวกระโดดมาอยู่อันดับต้นๆ ของประเทศ นายกสมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ (We Peace) ท่านนี้ ยังกล่าวในสาระส่วนหนึ่งสรุปได้ว่า ที่น่าสนใจคือ โรคโควิด-19 ครั้งนี้ เป็นโรคอุบัติใหม่ที่คนในโลกไม่เคยพบเจออย่างนี้มาก่อน มันติดเชื้อกันง่ายมากทั้งพยายามกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนมนุษย์แทบจะรับมือกันไม่ไหว ความรุนแรงของการแพร่ระบาดในวงกว้างอย่างรวดเร็วของโรคใหม่นี้ ทำให้เหตุการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงอย่างมาก เธอมองว่า อาจเพราะประชาชนขณะนี้ กำลังตึงเครียดกับความอยู่รอดและโรคภัยตัวใหม่นี้ ฉะนั้นไม่ว่าฝ่ายไหน หากยังออกมาสร้างความขัดแย้งเกลียดชัง นำอาวุธมาสู้รบ แบ่งแยก สร้างความรุนแรง ก็จะไม่ได้รับความชอบธรรมจากประชาชนในพื้นที่อย่างแน่นอน ฉะนั้นการที่เหตุการณ์ความรุนแรงลดลง ก็อาจมาจากทั้ง 2 ฝ่ายเห็นความสำคัญตรงนี้ และอยากให้มีการแก้ไขสถานการณ์โรคระบาดจากไวรัสโควิด-19 นี้ ให้ได้ก่อน บทเรียนจากวิกฤติโควิด 19 หนนี้ จึงได้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า การต่อสู้กับวิกฤติโรคร้ายที่กำลังคุกคามพี่น้องในพื้นที่แห่งนี้ จึงต้องใช้ศักยภาพของรัฐ ร่วมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้มาซึ่งวัคซีนป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ครั้งนี้ ไม่สามารถกระทำได้ด้วยเอกชนหรือภาคประชาชนทั่วไป เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่บริษัทผู้ผลิตวัคซีนทั่วโลกคิดค้นมาในภาวะฉุกเฉินเร่งด่วน ดังนั้น ผลข้างเคียงใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนคนรับวัคซีน จึงเป็นความรับผิดชอบของรัฐของแต่ละประเทศเอง และนั่นคือเงื่อนไขสำคัญที่เห็นแล้วว่า ความเป็นรัฐหรือประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือตามกติกาโลก รวมทั้งศักยภาพของความเป็นรัฐ จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการเอาชนะทุกๆ ภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
เสือตัวที่ 6 |

ต้องเร็วกว่า กลายพันธุ์

เสือตัวที่ 6 ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เป็นแบบเดียวกันอย่างหนึ่งคือ การต่อสู้เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป และการขยายเผ่าพันธุ์ ซึ่งไวรัสร้ายที่เราเรียกกันว่า Covid-19 ก็เป็นเช่นนั้น และนั่น จึงเป็นที่มาของการพัฒนาสายพันธุ์ที่เราเรียกกันว่า การกลายพันธุ์อย่างไม่หยุดยั้งของสิ่งมีชิวิตพันธุ์ใหม่นี้เพื่อความอยู่รอด และการขยายเผ่าพันธุ์ออกไปให้มากที่สุดไม่ว่าจะโดยวิธีการใด การพัฒนาตัวเองเพื่อการดำรงอยู่และการขยายพวกพ้องเผ่าพันธุ์ของตน ซึ่งเป็นธรรมชาติในการดำรงชีวิตและขยายเผ่าพันธุ์ออกไปให้ได้โดยการกลายพันธุ์เพื่อความอยู่รอดของมัน มิฉะนั้น มันจะสูญพันธุ์ในที่สุด และไวรัส COVID-19 ที่ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อการต่อสู้กับยาปฏิชีวนะของมนุษย์โลก ที่เรียกว่าวัคซีนหรือยาที่จะเอาชนะมัน แม้ว่ามนุษย์จะคิดค้นวัคซีนในการปกป้องชีวิตจากการคุกคามของไวรัสตัวนี้ในรูปแบบใด หากแต่เมื่อใดที่ไวรัสตัวนี้ได้เรียนรู้ศัตรูตัวใหม่ของมันแล้ว มันจะพัฒนาศักยภาพการต่อสู้ของตัวมันเองเพื่อเอาชนะความพยายามของศัตรูของมันให้ได้อย่างไม่สิ้นสุด และในวันนี้ สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นความท้าทายความสามารถของมนุษย์ที่จะเรียนรู้ศักยภาพของไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่นี้และคิดค้นวัคซีนป้องกันการคุกคามของมันได้รวดเร็วแค่ไหน หากแต่ไวรัสตัวนี้ จะพัฒนาตัวเองให้แกร่งกล้ามากกว่าอย่างไม่สิ้นสุด สงครามโรคร้ายที่กำลังคุกคามมนุษยชาติครั้งนี้ จึงเป็นสงครามใหญ่ที่ยิ่งใหญ่กว่าสงครามครั้งใดๆ ในโลก สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้ มีความกล้าแข็งมากมายอย่างที่มนุษย์จะดูแคลนไม่ได้แม้แต่น้อย ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกยังคงกำหนดให้สายพันธุ์แลมบ์ดาเป็น Variant of Interest (VOI) หรือไวรัสกลายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจเฝ้าระวังไว้ก่อน ซึ่งต่างจากสายพันธุ์เดลตาที่มีสถานะเป็น Variant of Concern (VOC) หรือไวรัสกลายพันธุ์ที่น่าเป็นห่วงและวิตกกังวลไปเสียแล้ว มีการตรวจพบสายพันธุ์แลมบ์ดาครั้งแรกที่ประเทศเปรูเมื่อเดือนสิงหาคมของปีก่อน โดยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้สูงถึง 81% ของผู้ป่วยโควิดในเปรู และพบมากถึง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโควิดในประเทศชิลี รวมทั้งพบผู้ติดเชื้อเกือบร้อยรายในประเทศเม็กซิโกและอาร์เจนตินาอีกด้วย แต่เปรูนั้นมีอัตราการเสียชีวิตจากโควิดสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อปลายเดือนมิถุนายน พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้ที่สหรัฐฯ กว่า 600 ราย และที่สหราชอาณาจักรอีก 7 ราย โดยคาดว่าส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ การปรากฏตัวของไวรัสกลายพันธุ์นี้ขึ้นในชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งมีลักษณะการกลายพันธุ์ที่ส่อแววว่าอาจมีผลต่อการแพร่ระบาดในอนาคต ไวรัสโควิดสายพันธุ์แลมบ์ดานั้นมียีนกลายพันธุ์ที่ซับซ้อนในหลายตำแหน่ง โดยพบการกลายพันธุ์ถึง 7 จุดบนโปรตีนที่เป็นส่วนหนามของไวรัส เมื่อนำไปเทียบกับพันธุกรรมของไวรัสโควิดดั้งเดิมซึ่งพบครั้งแรกที่นครอู่ฮั่นของจีน การกลายพันธุ์บางลักษณะที่พบในสายพันธุ์แลมบ์ดานี้ มีศักยภาพสูงที่จะทำให้ไวรัสมีความสามารถในการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล รวมทั้งสามารถลดทอนประสิทธิภาพของแอนติบอดีบางตัวที่ใช้เพื่อยับยั้งไวรัสได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่นการกลายพันธุ์ที่เรียกว่า F490S ซึ่งอยู่บนพื้นที่จับกับตัวรับ (RBD) ของหนามไวรัสสายพันธุ์แลมบ์ดา ถือว่าเป็นการกลายพันธุ์ที่อาจจะทำให้ไวรัสรอดพ้นจากวัคซีนไปได้ โดยจะทำให้แอนติบอดีที่วัคซีนสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพต่ำลง ไม่อาจทำให้ภูมิคุ้มกันจดจำและเข้าทำลายไวรัสกลายพันธุ์ได้ ล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาว่าด้วยไวรัสสายพันธุ์แลมบ์ดาในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ bioXiv โดยระบุว่าสายพันธุ์นี้มีความสามารถในการต้านทานแอนติบอดีจากวัคซีน สูงกว่าไวรัส SARS-CoV-2 แบบดั้งเดิม 3.3 เท่า จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ณ เวลานี้ โดยการวิจัยระบุว่าแม้ไวรัสกลายพันธุ์แลมบ์ดาจะทำให้แอนติบอดีจากการฉีดวัคซีนมีประสิทธิภาพต่ำลง แต่ก็เป็นตัวเลขที่ลดลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเมื่อทดลองใช้วัคซีนป้องกันโควิดชนิด mRNA ซึ่งได้แก่วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์และโมเดอร์นากับไวรัสสายพันธุ์แลมบ์ดา ผลปรากฏว่าไวรัสมีความสามารถต้านทานแอนติบอดีจากวัคซีนต่ำลงกว่าเดิม โดยอยู่ในเกณฑ์ที่วัคซีน mRNA ซึ่งใช้กันอยู่ทั่วไป จะสามารถรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบจากการวิจัยข้างต้นนั้น ก็ยังเป็นการค้นพบในเบื้องต้น ด้วยภัยคุกคามต่อมวลมนุษยชาติจากสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่นี้ ยังเป็นเรื่องใหม่ที่กำลังท้าทายศักยภาพของมนุษย์ที่เคยลำพองตนว่า มนุษย์ชาญฉลาดกว่าทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ไวรัสพันธุ์ใหม่นี้กำลังกลายพันธุ์ พัฒนาศักยภาพของตัวพวกมันเองอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้สาธารณสุขทั่วโลก ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ชื่อว่า "แลมบ์ดา" (Lambda) หรือสายพันธุ์ C.37 ซึ่งกำลังแพร่ระบาดหนักในภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยการกลายพันธุ์ที่ซับซ้อนและมีลักษณะพิเศษของพวกมัน ทำให้น่าหวั่นเกรงว่า อาจเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่พัฒนากลายพันธุ์มาทดแทนสายพันธุ์ดั้งเดิมของมันจนสามารถเกิดการระบาดได้รวดเร็วและรุนแรงเกินคาด และปัจจุบันพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์แลมบ์ดาแล้วในอย่างน้อย 29 ประเทศทั่วโลก โดยเมื่อต้นเดือน ก.ค.64 ที่ผ่านมานี้ กระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์เตือนว่า ไวรัสโควิดกลายพันธุ์ใหม่ชนิดนี้ เป็นอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่าสายพันธุ์เดลตา หรือสายพันธุ์อินเดียที่กำลังแพร่ระบาดเป็นหลักหมื่นในประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศเสียอีก ไวรัสทุกชนิดสามารถกลายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ และเชื้อ Sars-CoV-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 ก็ไม่มีข้อยกเว้น โดยนับแต่เชื้อถูกตรวจพบครั้งแรก ในช่วงปลายปี 2019 ก็พบการกลายพันธุ์เกิดขึ้นหลายพันครั้ง และเป็นที่แน่นอนว่า ไวรัสตัวนี้ จะกลายเผ่าพันธุ์ของมันต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งการกลาพันธุ์ของมันจะมีอัตราเร่งที่มากขึ้นๆ ตราบเท่าที่มันจะสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ของมันอยู่ในโลกใบนี้ได้ เพราะจวบจนบัดนี้ มนุษยโลก ยังไม่สามารถหาเครื่องมือใด หยุดยั้งการคุกคามของมันได้อย่างแท้จริง และมันพร้อมที่จะกลายพันธุ์พัฒนาตนเองจนสามารถคุกคามมนุษยโลกได้ทุกโอกาส เพราะที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ไวรัสตัวนี้สามารถกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าไวรัสพันธุ์ใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นในโลกมาก่อนหน้านี้ และนี่คือธรรมชาติของทุกชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการดำรงชีวิตของกลุ่มตนเท่าที่จะทำได้ สถานการณ์ ณ เวลานี้ จึงไม่มีเรื่องใดที่สำคัญไปกว่าการคุกคามชีวิตมนุษย์จากภัยร้ายของไวรัสพันธุ์นี้ได้ และหากประเทศใด ต้องการนำพาพี่น้องร่วมชาติของตนให้อยู่รอดได้ ผู้นำประเทศนั้นต้องกล้าปรับเปลี่ยนวัคซีนที่พอจะรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ได้ ต้องเปลี่ยนระบบการจัดการให้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นั่นคือหัวใจที่ผู้นำประเทศนั้น ต้องคิดและทำทุกสิ่งที่ต้องทำ ให้เร็วกว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสร้ายตัวนี้ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
เสือตัวที่ 6 |

ไม่ธรรมดา

เสือตัวที่ 6 ปฏิบัติการไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 วัน ด้วยกองกำลังติดอาวุธฝ่ายความมั่นคงหลายฝ่ายทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหารมากมายหลักร้อยคน กว่าที่จะปิดปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อบังคับใช้กฎหมายของบ้านเมืองในการนำผู้ต้องสงสัยในการป่วนเมืองตลอดห้วงระยะเวลาอันยาวนานในพื้นที่แห่งนี้ได้นั้น ก็ต้องทุ่มเททรัพยากรคนและเครื่องมือมากมายเพื่อจะไล่ล่าจับกุมคนร้ายเหล่านี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ หากแต่ว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้หาใช่กลุ่มคนร้ายระดับล่างธรรมดาๆ ไม่ ในทางตรงข้าม การหลบหลีกหลีกหนีการไล่ล่าของกองกำลังของรัฐหลายร้อยคนมาได้ยาวนานถึง 7-8 วัน ย่อมแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คนกลุ่มนี้ ได้ถูกขบวนการแบ่งแยกดินแดน สร้างมาเพื่อการต่อสู้กับรัฐไทยแม้จะต้องยอมแลกด้วยชีวิตก็ตาม นั่นแสดงให้เห็นว่า คนกลุ่มนี้เป็นคนระดับมืออาชีพที่ไม่ธรรมดา ทั้งยังบ่งชี้ว่า ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ธรรมดา แอบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนอยู่ไม่น้อย ที่พร้อมจะขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐได้อย่างทรงพลัง ลำพังยุทธวิธีในการต่อสู้ด้วยอาวุธด้วยลำพังคนจำนวนไม่ถึง 10 คน กับกำลังเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลักหลายร้อยคน มาได้ถึง 7-8 วัน ก็นับว่าเป็นมือระดับพระกาฬแล้ว ยังสามารถวิเคราะห์ได้ว่า กองกำลังติดอาวุธของขบวนการ ยังมีมวลชนที่เป็นแนวร่วมของขบวนการในการแบ่งแยกดินแดน แบ่งแยกการปกครองจากรัฐ เป็นจำนวนมาก และมวลชนแนวร่วมเหล่านี้ มีความเข้มแข็งลึกๆ อยู่ในรูปของประชาชนในพื้นที่ท้องถิ่นที่ใสซื่อบริสุทธิ์ และมวลชนแนวร่วมเหล่านี้ พร้อมให้การสนับสนุนอย่างลับๆ ในทุกรูปแบบ เพื่อให้กองกำลังติดอาวุธของขบวนการ และแนวร่วมการต่อสู้ในมิติอื่นๆ สามารถต่อสู้กับรัฐไทยได้อย่างทรงพลังต่อไปไม่สิ้นสุด ปฏิบัติการไล่ล่าหนนี้ สะท้อนความกล้าแข็งของขบวนการที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐได้อย่างชัดเจน กลุ่มก่อความไม่สงบพร้อมอาวุธปืนสงครามหลบหนีการจับกุมจากเหตุปะทะในพื้นที่ ต.เตราะบอน อ.สายุบรี ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิต 2 รายในเวลานั้น ขณะที่คนร้ายกลุ่มนี้ได้หลบหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวในป่าสาคูร่วมกับเพื่อนที่สร้างเป็นฐานพักพิง ในพื้นที่ ม.5 ต.กะดุนง อ.สายบุรี กว่าที่จะถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าปิดล้อมจนเกิดการยิงปะทะกันขึ้นอย่างดุเดือด หลังจากการพยายามที่ล้มเหลวลง ในการเจรจาโดยผู้นำศาสนาและผู้นำชุมชนเพื่อให้ยอมวางอาวุธและมอบตัวสู้คดีตามกฎหมายของรัฐ ซึ่งตลอดระยะเวลาการปิดล้อมและปะทะจนจับตายหนนี้ ใช้เวลาถึง 7 วัน ทำให้วิสามัญคนร้ายไป 2 ศพ โดยแต่ละคน ล้วนไม่ธรรมดา เพราะมีหลักฐานจนศาลอนุมัติออกหมายจับหลายหมาย และทั้งสองคนร้าย มีประวัติอันโหดเหี้ยม หลายเหตุการณ์ร้ายในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ศพแรกเสียชีวิตบริเวณริมคลอง ทราบชื่อ นายสุไลมาน ดอเลาะ อายุ 33 ปี มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 3 หมาย อยู่บ้านเลขที่ 37 ม.4 ต.กะดุนง อีกรายทราบชื่อ นายอัซมาน สะมะแอ อายุ 30 ปี มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 3 หมาย อยู่บ้านเลขที่ 52 ม.4 ต.กะดุนง อ.สายบุรี โดยทั้งสองศพมีบาดแผลจากกระสุนปืนเหตุปะทะ นอกจากนี้ยังพบวงจรประกอบระเบิด จำนวนมาก และอาวุธปืน จำนวน 5 กระบอก เป็นปืนลูกซอง จำนวน 3 กระบอกที่ได้จากการปล้นชุดรักษาความปลอดภัยโรงเรียนบ้านสือดัง ต.เตราะบอน เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 61 และ อาวุธปืนกลมือ จำนวน 2 กระบอกประวัติอันโชคโชนที่บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดา อาทิ นายสูไลมาน ดอเลาะ เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง ระดับปฏิบัติการและเป็นมือระเบิด มีหมายจับ ป.วิอาญาฯ จำนวน 3 หมาย คือ 1. เมื่อ 22 ก.ย. 60 เหตุ ลอบวางระเบิด จนท.ทพ.ร้อย ทพ.4412 บริเวณถนนสาย 42 บ้านเจาะกือแย ม.1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ทำให้ทหารเสียชีวิต 4 นาย ส่วนนายอัซมาน สะมะแอ เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ มีหมายจับ จำนวน 3 หมาย คือ 1. ยิง ด.ต.พิทักษ์ฯ เสียชีวิต เมื่อ 21 ก.ค. 60 และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลอบยิง ด.ต.พิทักษ์ รัตนหิรัญ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สายบุรี บริเวณถนนริมทะเลชุมชนบางตาหยาด ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อ 21 ก.ค. 60 กว่าที่จะปิดปฏิบัติการล่าสุดหนนี้ ต้องใช้เวลาถึง 7 วัน จึงแน่นอนว่า คนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนที่ได้รับการติดอาวุธทั้งทายกายภาพและทางความคิดอย่างที่เรียกว่าสุดโต่ง คนกลุ่มนี้ถูกบรรดานักจัดตั้งของขบวนการร้ายแห่งนี้ สร้างพวกเขาขึ้นมาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพราะลำพังการเล็ดรอดหลบหนีคนหลายร้อยคนที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบมือมาได้ถึงกว่า 8 วัน โดยต้องใช้ความพยายามในการดำรงชีพท่ามกลางการกดดันอย่างไม่ลดละของเจ้าหน้าที่รัฐหลายฝ่าย ย่อมบ่งชี้ว่า หากคนกลุ่มนี้ ไม่ได้รับการสนับสนุนอาหาร เวชภัณฑ์ และความหวังจากมวลชนแนวร่วมและแกนนำ หรืออุดมการณ์ทุถูกปั่นหัวมาอย่างมืออาชีพแล้ว คนเพียงกลุ่มเล็กๆ ย่อมจะต้องถอดใจและยอมวางอาวุธเข้ามอบตัวสู้คดี แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ในทางตรงข้าม คนร้ายในฐานะกองกำลังหรือนักรบของขบวนการ กลับมีหัวใจที่กล้าแข็ง พร้อมที่จะต่อสู้จนตัวตาย อันเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ หรือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของคนรุ่นปัจจุบันที่ถูกส่งต่อมาจากคนรุ่นก่อนๆ อันเป็นกระบวนความคิดความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาอย่างแยบยล หากแต่เต็มไปด้วยการบิดเบือนไปจากหลักคำสอนยิ่ง และเชื่อได้ว่า หนทางของการต่อสู้ของพวกเขา จะทำให้เขาเป็นวีระบุรุษของบรรพชนอันควรยกย่อง และเป็นไปได้สูงว่า ขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังมีกลุ่มคนติดอาวุธที่มีความเชื่ออย่างนี้อยู่อีกไม่น้อยที่พร้อมจะต่อสู้กับรัฐเยี่ยงนี้อยู่ต่อไป ทั้งยังสะท้อนถึงมวลชนแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกผู้คนแห่งนี้ ที่ยังสามารถอำพรางตนแอบแฝงปะปนไปกับผู้คนในชุมชนในหลายบทบาทอย่างแนบเนียนที่รัฐไม่สามารถเอาชนะทางความคิดคนเหล่นี้ได้ง่ายๆ อย่างที่คิดเสียแล้ว ความพยายามในการพูดคุยเพื่อเปิดโลกทัศน์และมุมมองใหม่ให้เกิดกับผู้คนในอินแดนแห่งนี้ จึงไม่สามรถบรรลุผลสำเร็จดังที่หวังได้โดยง่าย หากรัฐเองไม่พยายามทุมเททรัพยากรและความพยายามทั้งมวลเพื่อให้เกิดน้ำหนักในการขับเคลื่อนการต่อสู้ทางความคิดกับคนในพื้นที่อย่างจริงจัง เพราะหากมองแต่เพียงว่าปรากฏการณ์ไล่ล่าหนนี้ เป็นการเด็ดหัวโจรใต้ธรรมดาๆ อันเป็นการปิดบัญชีหมายจับคนร้ายทั่วไปแล้ว ก็เชื่อว่า การต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้ ก็คงจะต้องใช้เวลาอีกยาวนาน และต้องสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปอีกมากมาย เพราะคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ ไม่ใช่คนธรรมดาๆ ที่รัฐจะดูแคลนศักยภาพของพวกเขาได้
เสือตัวที่ 6 |