สัญญาณเตือน

เสือตัวที่ 6 ความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจของโลกในพื้นที่รอยต่อของกลุ่มประชาคมอาเซียนซึ่งมีประเทศไทยของเราเป็นสมาชิกอยู่ด้วยครั้งล่าสุดนี้ โดยเฉพาะบริเวณทะเลจีนใต้ ยังปรากฏขึ้นท่ามกลางการช่วงชิงอิทธิพลในภูมิภาคอาเซียนบนท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกันระหว่างรัฐบาลปักกิ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน ยักษ์ใหญ่ของโลกตัวใหม่ กับตัวแสดงอีกฝ่ายหนึ่งคือรัฐบาลวอชิงตันแห่งสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจตลอดกาลของโลก ที่ต่างก็มีพันธมิตรของแต่ละฝ่ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและในภูมิภาคอื่นๆ รวมทั้งมหาอำนาจทางทหารอย่างรัสเซีย ความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจของโลกทั้งสองฝั่งรวมทั้งพันธมิตรครั้งล่าสุด ได้สั่นสะเทือนวงการความมั่นคงของโลกในยุคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในประเด็นอ่อนไหวในภูมิภาคแปซิฟิกต่อกรณีการส่งสัญญาณจากสหรัฐอเมริกาในการสนับสนุนไต้หวันให้เข้าเป็นสมาชิกในองค์กรของโลก และความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองน่านน้ำแทบทั้งหมด ซึ่งเป็นกรณีพิพาทกับสมาชิกอาเซียน เพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตใกล้ชิดกับไทย ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ความคุกรุ่นที่มีมากขึ้นจากการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของสหรัฐฯและสหราชอาณาจักรต่อกรณีทำความร่วมมือกับออสเตรเลีย ประเทศที่มีดินแดนใกล้ชิดกับอินโดนีเซีย โดยดำเนินการผ่านสนธิสัญญาความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกฉบับใหม่ และจัดตั้งความร่วมมือครั้งนี้ว่า “พันธมิตรไตรภาคีด้านความมั่นคง” หรือที่เรียกว่า AUKUS แม้ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าเป็นความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในระยะยาว หากแต่ภายใต้กรอบความร่วมมือไตรภาคีนี้ คือ เนื้อหาข้อตกลงในสนธิสัญญา ที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร จะสนับสนุนอย่างเต็มกำลังในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ให้ออสเตรเลียซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นเป้าหมายหลัก เพื่อช่วงชิงการนำจากจีน เพื่อกลับมามีอำนาจ มีบทบาทในการรักษาผลประโยชน์ของตนในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก โดยอาศัยพันธมิตรอย่างฟิลิปปินส์ ที่สหรัฐฯ กลับมามีฐานทัพครั้งใหม่ในยุคนี้อีก เป็นที่ทราบกันดีว่า ลำพังออสเตรเลียนั้น ไม่อาจพัฒนาเรือดำนำพลังงานนิวเคลียร์ได้ในห้วงเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งในแวดวงทางทหารรู้ดีว่า เรือดำน้ำนั้น เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์เชิงรุกที่สำคัญทางทหาร และเมื่อเรือดำน้ำสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ด้วยแล้ว จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพทางทหารได้มากมายอย่างมหาศาล เพราะมันจะสามารถเดินทางใต้ทะเล ล่องหนใต้น้ำไปได้ในระยะใกล้มากขึ้นเป็นทวีคูณ ด้วยเทคโนโลยีในการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์นั้น เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและมีความซับซ้อนยากที่คนในประเทศทั่วไปจะเข้าถึง การเข้ามาดำเนินการทางทหารโดยผู้นำประเทศเองอย่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วย บอริส จอห์นสัน แห่งสหราชอาณาจักร ย่อมไปได้เข้ามาลงทุนใดๆ เพื่อผลประโยชน์ในระยะสั้นและผลประโยชน์เพียงทางทหารเท่านั้น คนระดับนำของโลก และทีมงานของพวกเขาย่อมมองกาลไกล ซึ่ง Sam Roggeveen ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงระหว่างประเทศของสถาบัน Lowy Institute ในซิดนีย์ ระบุว่า ประกาศที่ออกมาของผู้นำทั้ง 3 ประเทศนั้นย่อมเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เนื่องจากหลายสิบปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีการแบ่งปันเทคโนโลยีนี้กับสหราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งการเข้าร่วมในฐานะพันธมิตรไตรภาคีของออสเตรเลียถือเป็นก้าวย่างสำคัญในห้วงเวลา ทั้งนี้ เพื่อท้าทายต่อการขยายอิทธิพลของจีน ขณะที่ความเคลื่อนไหวนี้ยังเป็นสัญญาณและหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสหรัฐฯ หันกลับมาเอาจริงเอาจังกับการช่วงชิงอิทธิพลกับจีนอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการส่งสัญญาณการสนับสนุนไต้หวันเข้าสู่เวทีโลก และความร่วมมือ AUKUS และเชื่อว่า เป็นการเตรียมพร้อมเข้าสู่สงครามเย็น หรือพร้อมเปิดสงครามร้อนๆ กับจีน ในห้วงเวลาของศตวรรษนี้อย่างน่าสนใจยิ่งของทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่อาณาเขตประเทศไม่ห่างไกลจากปรากฏการณ์ของยักษ์ใหญ่ครั้งนี้แต่อย่างใด บทบาทของจีนที่ชี้ชัดถึงการเข้ามามีอิทธิพลครอบครองเหนือภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะทะเลจีนใต้ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จีนได้ขยายอิทธิพลเหนือทะเลจีนใต้ ด้วยการสร้างเกาะเทียมขนาดเล็กหลายเกาะ และสร้างสิ่งอำนายความสะดวกให้เป็นฐานทัพ พร้อมจัดส่งกองกำลังรักษาการทางทะเลและหน่วยคุ้มกันชายฝั่งเข้าคุมพื้นที่ นอกจากนั้น ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งยังผ่านกฎหมายเพียงลำพังของประเทศตนเอง โดยอนุญาตให้หน่วยคุ้มกันชายฝั่งของจีน สามารถโจมตีเรือต่างชาติใดๆ ที่รุกล้ำน่านน้ำที่จีนอ้างเอาเองว่าเป็นเขตอธิปไตยของจีนได้ ท่าทีและปรากฏการณ์ของจีนเหล่านี้ จึงเป็นตัวเร่งให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร เข้ามามีบทบาทในการสร้างเสริมพลังอำนาจทางทหารผ่านประเทศพันธมิตรอย่างออสเตรเลียอย่างรวดเร็วขึ้น การเข้ามาสร้างเสริมเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้กับออสเตรเลียหนนี้ ตลอดจนความร่วมมือในการสร้างเสริมพลังอำนาจทางทหารอื่นๆ อีกในอนาคตอันใกล้นั้น มหาอำนาจเหล่านี้ ไม่ได้มุ่งหมายเพียงประเด็นทางทหารเท่านั้น สำนักข่าว Reuters เห็นว่า ความร่วมมือไตรภาคีที่เกิดขึ้น ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จีนหรือประเทศอื่นใดเพียงประเทศเดียว แต่ยังมีภารกิจความร่วมมือที่ครอบคลุมในหลายด้าน ทั้งการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการป้องกันความมั่นคง ต่อขยายกับความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอื่นๆ เช่น พันธมิตรสี่เส้าด้านความมั่นคง (Quadrilateral Security Dialogue) หรือ Quad ซึ่งสหรัฐฯ และออสเตรเลีย จับมือกับอินเดียและญี่ปุ่น จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2007 ตลอดจนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เทคโนโลยีควอนตัม และความร่วมมือในการสร้างความมั่นคงด้านไซเบอร์ รวมถึงความร่วมมือในการเป็นฐานอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ที่จะกลับมาตักตวงผลประโยชน์ทางการค้าในภูมิภาคแต่เพียงผู้เดียวอีกครั้งหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจของโลกครั้งล่าสุดนี้ ย่อมเล็งเห็นผลไปในหลายด้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การช่วงชิงบทบาทนำและแย่งยึดอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้ หากแต่จีนเองก็มีพันธมิตรที่เคียงบ่าเคียงไหล่ในเวทีโลกอย่างรัสเซีย ซึ่งก็เป็นมหาอำนาจทางทหารอีกฝ่ายหนึ่ง ความคุกรุ่นในท่าทีของแต่ละฝ่ายหนนี้ จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ไทยจะมองข้ามไปได้ ประเทศไทยได้ตระหนักในภัยใกล้ตัว ผ่านสัญญาณเตือนที่ยักษ์ใหญ่ส่งมาครั้งแล้วครั้งเล่าแค่ไหน อย่างไร เพราะมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเสียแล้ว
เสือตัวที่ 6 |

เปิดโอกาส

เสือตัวที่ 6 จากนโยบายของรัฐในการเปิดประเทศของไทย เมื่อ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา จนถึงสัปดาห์แรก พบว่ามีผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาทุกท่าอากาศยานมีจำนวนมากร่วม 2 หมื่น 5 พันราย พบผู้ติดเชื้อ 26 ราย คิดเป็น 0.10% ของผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ โดยท่าอากาศยานสุวรณภูมิ มีผู้เดินทางเข้ามามากที่สุดจำนวน 1 หมื่น 5 พันราย สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศต้นทางที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรมากที่สุด อันดับ 1 เป็นสหรัฐอเมริกา จำนวนกว่า 3 พันคน รองลงมาได้แก่ เยอรมนี สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย สวีเดน และฝรั่งเศส ตามลำดับ ทั้งยังมีแนวโน้มว่า จะมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศมากขึ้น ด้วยความนิยมในทรัพยากรธรรมชาติอันสวยงามเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง รวมทั้งสภาพอากาศที่ตรงกับความต้องการของคนในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ทั้งนี้ การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) คาด 2 เดือนสุดท้ายของปี เดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเดือนละ 300,000 คน รวมนักท่องเที่ยวที่เข้ามาก่อนหน้านี้ตลอดปีนี้อยู่ที่ประมาณ 700,000 คน จากการปิดประเทศพร้อมมาตรการอันเข้มงวด เพื่อป้องกันระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ประชาชนทั้งประเทศต้องอัดอั้นมายาวนานร่วม 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดกระแสกดดันรัฐบาลเพื่อให้ผ่อนคลายมาตรการในการควบคุมโรค และสนองความต้องการในการกลับมาใช้ชีวิตเพื่อทำมาหากินเลี้ยงปากท้องมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดจนการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศมีอัตราที่สูงขึ้น รวมทั้งภาวะทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับมหภาคที่เริมเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความจำเป็นในการผ่อนคลายให้เศรษฐกิจทุกระดับของประเทศได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนในซีกโลกตะวันตก อยู่ในภาวะอากาศหนาวเย็นและเป็นช่วงเวลาของการเดินทางไปพักผ่อนในประเทศในฝัน ทำให้รัฐบาลต้องฉกฉวยโอกาสนี้ เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่การเปิดประเทศทำให้ภาวะเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีอนาคตอันสดใส ด้วยบรรยากาศของความหวังใหม่ในชีวิต กระแสของเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศและกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศมีมากขึ้น ราคาสินค้าจะปรับตัวดีขึ้น ทำให้เกิดความต้องการแรงงานต่างด้าว เข้ามาเป็นแรงงานในธุรกิจการงานหลากหลายรูปแบบสูงขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ความไม่มั่นคงในการดำเนินชีวิตของประเทศข้างเคียงโดยเฉพาะประเทศทางตะวันตกและภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ตกต่ำลงโดยทั่วไป ทำให้สอดรับกันระหว่างความต้องการแรงงานของผู้ประกอบการที่เริ่มตั้งหลักและเดินต่อไป กับความต้องการในการทำงานหารายได้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของผู้คนที่อยู่รอบประเทศ ทำให้เกิดการลักลอบหลั่งไหลเข้ามาของผู้คนรอบประเทศมากมายเป็นเงาตามตัว ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าว และจะเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในมิติอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ จะอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐ อยู่นอกระบบใดๆ ทั้งสิ้นของรัฐ อันอาจจะนำพาปัญหาที่ยากจะแก้ไขได้ทันท่วงที และการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของบรรดาแรงงานต่างด้าวทั้งหลายนั้น มีแนวโน้มมากขึ้น จากสถิติการจับกุมได้ของฝ่ายความมั่นคง แต่อย่าลืมว่า สถิติเหล่านี้ เป็นเพียงข้อมูลที่ตรวจพบและจับกุมได้เท่านั้น ยังคงมีความจริงที่ว่า กลุ่มคนที่หลุดรอดจากการตรวจพบและจับกุมของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น น่าจะมีอยู่จำนวนไม่น้อย ด้วยขบวนการลักลอบนำเข้าและขนย้ายผู้คนที่ต้องการเข้ามาใช้ชีวิตแรงงานในประเทศไทย มีผลประโยชน์มากมายจากกลุ่มนายจ้างที่แสวงเพียงประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงภัยร้ายต่างๆ ที่จะตามมาจากแรงงานนอกระบบเหล่านี้ ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าวเหล่านั้น มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง จากการจับกุมกลุ่มตามแนวชายแดน อาทิ เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2564 เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายได้ร่วมกันควบคุมตัวแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จำนวน 10 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวโรฮีนจา สัญชาติเมียนมา โดยคนกลุ่มนี้ได้ลักลอบข้ามแนวชายแดนผ่านทางช่องทางธรรมชาติมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาหลบซ่อนตัวในพื้นที่ชายแดนอำเภอแม่สอด ซึ่งแรงงานทั้งหมดต้องจ่ายค่านายหน้าให้การช่วยเหลือนำตัวไปส่งปลายทางที่กรุงเทพฯ เป็นเงินรายละ 35,000 บาท ซึ่งแรงงานผิดกฎหมายทั้งหมดอยู่ในสภาพอิดโรยอย่างหนัก เนื่องจากขาดอาหารและต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าข้าวโพดเป็นเวลานาน และเมื่อย้อนไปช่วงปลายเดือน ต.ค. หลังจากที่มีกระแสข่าวว่า รัฐจะมีนโนบายเปิดประเทศใน 1 พ.ย.64 ทำให้เกิดกระแสความต้องการผู้คนไปเป็นแรงงานจำนวนมาก และเป็นกลุ่มคนที่เป็นแรงงานจากประเทศรอบบ้าน ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง จนมีข่าวการสนธิกำลังฝ่ายความมั่นคง เข้าทำการจับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมายจำนวนมากถึง 120 คน โดยซ่อนตัวพักรอที่ชายป่า ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี จากการสอบสวนพบว่า คนเหล่านี้เดินทางมาจาก จ.ทวาย, จ.เมาะละแหม่ง, จ.ย่างกุ้ง และ จ.พะโค โดยจะเข้าไปทำงานที่ กทม. เเละ จ.นครปฐม โดยยอมเสียค่าใช้จ่าย คนละ 17,000-20,000 บาท รวมประมาณ 2.4 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากมีนายทุนออเดอร์แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อสถานประกอบการ ร้านค้าต่างๆ เปิดทำการ จากกรณีดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ในโอกาสที่เศรษฐกิจปากท้องระดับรากหญ้าจนถึงระดับประเทศจะลืมตาอ้าปากจากการเปิดประเทศของรัฐหนนี้ ย่อมเป็นโอกาสให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง แสวงประโยชน์เข้าสู่ตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประเทศเป็นส่วนรวม โอกาสในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ กลับเปิดโอกาสให้ขบวนการค้าแรงงานและแสวงประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายได้เติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว และหากภาครัฐไม่เร่งจัดการกับปรากฏการณ์เหล่านั้นให้ทันท่วงที จะเป็นการเปิดโอกาสให้ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติได้เติบโตขึ้น อันจะกระทบต่อคนไทยทุกคน จนต้องลำบากยากเข็ญในต่อการดำเนินชีวิตจากปัญหาซ้ำซากเดิมๆ และปัญหาใหม่ๆ อีกต่อไปไม่สิ้นสุด
เสือตัวที่ 6 |

ชี้เป้า

เสือตัวที่ 6 ความพยายามในการต่อสู้กับรัฐ เพื่อเดินหน้าไปสู่การแยกตัวเป็นอิสระในการปกครองดูแลกันเองของกลุ่มคนในขบวนการในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ยังคงมีความพยายามอยู่ต่อไปแม้ว่าสภาพแวดล้อมของสถานการณ์ในขณะนี้ที่ไม่เอื้ออำนวยให้กลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ได้เดินหน้าได้อย่างที่ตั้งใจ ด้วยการเข้าถึงของหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงหน่วยงานระดับปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีมากขึ้นเป็นลำดับ นับตั้งแต่ช่วงหลังๆ ของทศวรรษนี้ ที่หน่วยงานภาครัฐ สามารถควบคุมเหตุร้ายรายวันได้อย่างที่เรียกได้ว่าเหตุร้ายรายวันที่ฝ่ายก่อการทั้งหลาย พยายามที่จะกระทำเพื่อหล่อเลี้ยงสถานการณ์ความรุนแรงให้ปรากฏอยู่ทั้งในสายตาชาวโลก พันธมิตรทั้งนอกและในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนในขบวนการแห่งนี้ ทั้งที่เปิดเผยตัวตนและที่กำบังซ่อนพรางอยู่ในสาขาอาชีพต่างๆ ให้ลดลงไปอยู่ในระดับที่น่าพอใจ สาเหตุที่การก่อเหตุร้ายรายวันทั้งหลาย สามารถควบคุมให้ลดลงไปอยู่ในระดับที่พอจะรับได้ก็น่าจะมีมาจากการต่อสู้ของขบวนการที่มีต่อรัฐนั้น ยืดเยื้อ ยาวนานจนมวลชนในขบวนการเริ่มหูตาสว่างมากขึ้น ด้วยมุมมองที่คิดได้เองว่า กลุ่มคนในขบวนการทั้งหลายที่กำลังต่อสู้กับรัฐเหล่านั้น จะยังประโยชน์อันใดให้พี่น้องคนในพื้นที่ที่สามารถจับต้องได้เมื่อเปรียบเทียบกับที่อยู่กับรัฐตามวิถีที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็ได้ทุกอย่างแล้วอย่างที่ประสงค์ของวิถีชีวิตในรูปแบบที่ท้องถิ่นต้องการ ภายใต้การสนับสนุนดูแลจากรัฐในทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดการระบาดของไวรัส COVID-19 ที่มีรัฐโดยระบบสาธารณสุขของรัฐเท่านั้นที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือคนในพื้นที่ ให้รอดพ้นจากการคุกคามของโรคระบาดได้อย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ และเมื่อเทียบกับความมุ่งประสงค์ของขบวนการที่ต้องการนำวิถีชีวิตอย่างอุดมคติ มาสู่พี่น้องคนในพื้นที่เมื่อบรรลุการแยกตัวแล้ว นับได้ว่าเป็นจินตนาการที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้แม้แต่น้อย ประกอบกับการที่กองกำลังทั้งหลายเริ่มอ่อนล้า ในสงครามยืดเยื้อไร้จุดจบอย่างที่ปลุกระดมไว้ จึงเป็นการต่อสู้ที่ไม่เห็นแม้กระทั่งแสงสวางที่ปลายอุโมงค์ก็ว่าได้ รวมทั้งการต่อสู้ที่หน่วยงานภาครัฐ ได้เรียนรู้ ถอดบทเรียนครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดเกือบ 18 ปีในยุคหลัง ที่เกิดการต่อสู้อย่างรุนแรงนับจากการปล้นปืนปี 2547 โดยความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายได้บ่งชี้ว่า การต่อสู้กับกลุ่มคนติดอาวุธของขบวนการนั้น ควรจะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและต้องเป็นฝ่ายสูญเสียในที่สุด ด้วยชีวิตแล้วชีวิตเล่าของเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย ตลอดจนพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ ได้ทำให้กองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงสุดโต่งของขบวนการ ไม่เหลือโอกาสในการลงมือเป็นฝ่ายกระทำกับคนของรัฐได้ตามอำเภอใจอย่างที่เคยเป็นมามากนัก หากแต่ว่าความพยายามในการก่อเหตุร้ายของกลุ่มคนหัวรุนแรงสุดโต่ง ก็ยังไม่หมดสิ้นไปเสียทีเดียว เพราะความทรงจำและความคิดที่ถูกนักสร้างมวลชนของขบวนการ ได้ปลูกฝังจนติดแน่นในความคิดจนเป็นความเชื่อที่ยากจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คนกลุ่มนี้จึงฝังหัวจนเชื่ออย่างสุดชีวิตว่า ต้องใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กับรัฐเท่านั้นที่จะบรรลุเป้าหมายได้ เหล่านี้คือที่มาของการติดตามคนกลุ่มนี้ของขบวนการอย่างต่อเนื่อง เกาะติดคนระดับนำที่พยายามสั่งการ สนับสนุนและชี้เป้าให้กลุ่มคนหัวคิดสุดโต่ง นิยมความรุนแรงเหล่านี้ เดินหน้าก่อเหตุร้ายใดๆ อันเป็นการหล่อเลี้ยงสถานการณ์ความรุนแรงไว้ไม่ให้มอดดับลงไปง่ายๆ เสริมสร้างเติมพลังขวัญกำลังใจของมวลชนในพื้นที่ให้ยังคงภักดีต่อขบวนการการต่อสู้กับรัฐอยู่ต่อไป ส่วนความพยายามเหล่านี้ จะก่อให้เกิดความรุนแรงได้มากหรือน้อย ถี่หรือห่าง ก็สุดแล้วแต่สถานการณ์และโอกาสที่อำนวย ล่าสุดช่วงปลายเดือนตุลาคม จนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ขบวนการร้ายแห่งนี้ ก็ได้โอกาสในการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงจนได้ แม้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ มากนัก หากแต่ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า การต่อสู้ของคนกลุ่มนี้ ยังไม่สิ้นสุด คนกลุ่มนี้ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าเพื่อการแยกปกครองกันเองอยู่ต่อไปแม้จะเป็นเพียงความฝันที่ยากจะเป็นจริงแล้วก็ตาม อาทิ กองกำลังและแนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ ได้ก่อเหตุระเบิดแสวงเครื่อง ที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิก หนัก 25 กก.จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร เพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารชุดลาดตระเวนเส้นทาง สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4809 กรมทหารพรานที่ 49 ริมถนนในหมู่บ้านสือแด ม.7 ต.สากอ จ.นราธิวาส จนทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ในขณะที่กลุ่มคนร้ายได้อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป จึงเชื่อได้ว่า เป็นคนในพื้นที่ที่แอบแฝงตัวอยู่ปะปนอยู่กับแนวร่วมขบวนการในชุมชนแห่งนี้และพื้นที่ใกล้เคียง และในวันเดียวกัน คนร้ายไม่ทราบกลุ่ม และจำนวน ลอบวางระเบิดรถยนต์กระบะ 4 ประตู ของตำรวจ ชุด ร้อยเวร 20 สภ.จะกว๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา ขณะลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จุดเกิดเหตุบริเวณสะพาน ในพื้นที่หมู่ที่ 3 บ้านตะเน๊าะปูโย๊ะ รอยต่อ หมู่ที่ 6 บ้านปูลามอง ต.เกะรอ อ.รามัน จ.ยะลา แรงระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย อันเป็นความพยายามในการหล่อเลี้ยงสถานการณ์ความรุนแรงและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้มีความหวังต่อไป ทั้งยังต้องการแสดงศักยภาพการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ให้คงอยู่ต่อไป แม้ว่าการก่อเหตุร้ายทั้งสองกรณีข้างต้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความรุนแรงอันเป็นประโยชน์ต่อขบวนการร้ายแห่งนี้มากนัก หากแต่ว่า สถานการณ์นี้ ได้บ่งชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนในขบวนการแห่งนี้ ยังคงหลงเหลืออยู่ปะปนกับคนในท้องถิ่นอย่างแนบสนิท ด้วยความสามารถในการก่อเหตุลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐด้วยการวางระเบิดได้สำเร็จตามเป้าหมายระดับยุทธวิธี จนสร้างบาดแผลให้คนของรัฐทั้งทางกายและทางใจ ที่ทำลายขวัญของคนของรัฐ ทำลายบรรยากาศของความสันติสุขในพื้นที่ และทำลายบรรยากาศของการแก้ปัญหาความเห็นต่าง หาทางออกของความขัดแย้งบนเส้นทางของสันติวิธีที่รัฐพยายามหยิบยื่นให้ก็ตาม หากมองอีกแง่มุมหนึ่ง จะพบว่า การก่อเหตุร้ายที่ผ่านมาจนถึงล่าสุดนี้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงจะต้อใช้โอกาสนี้ ในการวิเคราะห์เชิงลึกให้พบว่า คนในพื้นที่เกิดเหตุเหล่านั้น ยังเป็นกลุ่มคนที่มีหัวคิดแปลกแยกกับรัฐและคนไทยโดยทั่วไปที่รัฐต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งการเข้าถึงมวลชนและการกดดันกลุ่มติดอาวุธให้ยอมจำนน เพราะความสำเร็จและการล่องหนของคนร้ายกลุ่มนี้ไปได้ ย่อมเป็นเครื่องชี้เป้าเป็นอย่างดีว่า คนในพื้นที่แห่งนี้ ต้องถูกจับตาและดำเนินการเป็นพิเศษ
เสือตัวที่ 6 |

แผลเป็น

เสือตัวที่ 6 เหตุการณ์ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน จากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้ง อันเกิดจากความจงใจให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้ปรากฏขึ้นของคนระดับแกนนำในขบวนการสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในหัวใจของคนในพื้นที่แห่งนี้กับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2547 จวบจนถึงวันนี้ แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะล่วงเลยมาเป็นเวลานานร่วม 17 ปี หากแต่ก็ยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการต่อสู้กับรัฐในยุคใหม่นี้ อันกล่าวได้ว่า เป็นบาดแผลสำคัญที่จะคงถูกหยิบยกขึ้นมาจากกลุ่มแกนนำขบวนการและแนวร่วมทั้งหลายทั้งที่ตั้งใจและที่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ ให้ถูกนำเหตุการณ์ตากใบมาเป็นชนวนเหตุในการยุยงปลุกปั่น สร้างความบาดหมางให้เกิดขึ้นในใจคนในพื้นที่แห่งนี้รุ่นแล้วรุ่นเล่าได้อย่างเป็นผล แม้การดำเนินการนำความจริงทุกแง่มุมมาตีแผ่ และเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลายของคนทุกกลุ่มทุกฝ่ายโดยรัฐและภาคประชาสังคม หากแต่ว่ากรณีที่สลับซับซ้อน ลุ่มลึกอย่างกรณีตากใบ ย่อมมีความยากที่จะหาทางออกทางความคิดที่เป็นฉันทามติหรือเป็นแนวทางเดียวกันได้ ด้วยเจตจำนงของการทำให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าว ถูกซุกซ่อนความต้องการให้เกิดความรุนแรงจากรัฐอย่างที่เห็น และเป็นที่มาของความยากจากรัฐที่จะรักษาบาดแผลอันนี้ให้เป็นปกติได้ แม้รัฐจะพยายามแสดงความเสียใจ และยอมรับความพลั้งพลาดให้เกิดความสูญเสียโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็หาได้ทำให้ความขุ่นเคืองของกลุ่มคนในพื้นที่ลดลงไปเท่าที่ต้องการได้ ความพยายามในการเปิดบาดแผลที่ล่วงเลยมาเป็นเวลานานร่วม 17 ปี อย่างต่อเนื่องของคนกลุ่มหนึ่ง จึงถูกสะกิดเร่องราวตากใบ ให้เป็นแผลใหม่อยู่ร่ำไป และบาดแผลจากครั้งนั้นก็ยังคงส่งผลให้คนในพื้นที่ยังคงหวนคิดความรุนแรงของเหตุการณ์ดังกล่าวได้ พร้อมความเครียดแค้นชิงชังรัฐ ผ่านการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในครั้งกระนั้นที่ตกหลุมพรางของฝ่ายตรงข้าม จนเกิดหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอการสลายการชุมชุมพี่น้องมวลชนโดยเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่รู้ไม่เท่าทันคนระดับมันสมองของขบวนการร้ายแห่งนี้ การถ่ายคลิปวีดีโอเหตุการณ์ครั้งนั้น ถูกบันทึกและส่งต่อไปให้คนในพื้นที่รุ่นแล้วรุ่นเล่า ทำให้ภาพของการสลายการชุมนุมของประชาชนบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธร อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ยังคงติดตาของผู้คนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง ครบรอบ 17 ปี อ.ตากใบ จึงเป็นเวทีของการเสวนาอีกครั้งหนึ่งของนักคิดและแนวร่วมขบวนการทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ที่พยายามสานต่อรอยร้าวในใจของคนในพื้นที่ที่ยังกังขาต่อการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อครั้งกระโน้น ทั้งยังพยายามลากโยงมาจนถึงความไม่จริงใจในการสะสางบาดแผลของรัฐบาลยุคแล้วยุคเล่าจนถึงยุคนี้อย่างได้ผล โดยอ้างเพียงแง่มุมเดียวว่า เหตุการณ์ครั้งนั้น เกิดจากความไม่ไว้วางใจของรัฐต่อชาวบ้านในพื้นที่ ทำให้ครอบครัวและชาวบ้าน รับผลกระทบทางด้านจิตใจ และนำมาซึ่งความโกรธแค้น รู้สึกไม่เป็นธรรมของชาวบ้านในพื้นที่จวบจนทุกวันนี้ อันเป็นการไม่กระทำการตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล อาทิเช่น มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ได้โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความ ร่วมรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว ความว่า ครบรอบ 17 ปี เหตุจลาจลที่ตากใบ (25 ตุลาคม 2547) การสลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นอกจากนี้ กระบวนการในการสานต่อบาดแผล ให้คงอยู่ในมโนสำนึกของคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นขบวนการ ทั้งที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการปกป้องสิทธิ เรียกคืนความเป็นธรรมให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งครั้งนั้น และที่มีเจตนาแอบแฝงที่ต้องการนำเหตุการณ์ครั้งนั้น มาเป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมคนรุ่นใหม่ ให้มีความคิดแปลกแยกจากรัฐ และร่วมขบวนการแยกตนเองออกจากการปกครองของรัฐในที่สุด ด้วยการเปิดเผยภาพการทำกิจกรรมทางศาสนาอิสลามของชาวบ้าน ในงานรำลึก 17 ปี เหตุจลาจลที่ตากใบ ซึ่งจัดขึ้นที่โรงเรียนตาดีกา หมู่บ้านจาเราะ ตำบลไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ตั้งแต่เวลา 13.30-14.00 น. โดยมีการละหมาดฮายัติ, อ่านอัรวะห (อ่าน “อัลกุรอ่าน” แก่ผู้สูญเสีย) และการกินเลี้ยงขนมจีน, ละแซ ไปจนถึงการชูป้ายข้อความร่วมรำลึก อาทิ “จำได้ตลอด ไม่เคยลืม” “เมืองที่สวย เต็มไปด้วยเรื่องเศร้า” “น้ำตาและความสูญเสียของมนุษย์” “ไต่สวนการตาย ความจริงยังไม่ปรากฏ” “25 ตุลาคม 2547 วันแห่งความเศร้าโศก” “ตาบา ดารุ้ลนาอีม : ตากใบ ถิ่นที่สวยงาม” เป็นต้น ซึ่งภาพเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ตากใบ กิจกรรมอันหลากหลาย และข้อความจากป้ายต่างๆ ที่จัดทำขึ้น ล้วนแสดงออกถึงความคิดและความตั้งใจให้เห็นว่า คนกลุ่มหนึ่งยังคงสานต่อการต่อสู้กับรัฐ โดยผ่านการเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มข้นเช่นที่ผ่านมา พร้อมทั้งชี้เป้าให้เห็นความไม่จริงใจของรัฐในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อันเป็นการมองและชี้เป้าให้มวลชน ได้แลเห็นภาพเหตุการณ์ดังกล่าวเพียงด้านเดียว ปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า บาดแผลจากการก่อสถานการณ์ที่ อ.ตากใบ เมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา ยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างแนวร่วมได้มากมาย รวมทั้งสร้างความบาดหมางในจิตใจให้ผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อให้ร่วมขบวนการก่อความไม่สงบได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการหยิบยกเหตุการณ์อื่นๆ มาประติดประต่อ ร้อยเรียงให้เป็นเรื่องเป็นราวจนน่าเชื่อได้ว่า รัฐมีเจตนาไม่บริสุทธิ์กับคนในพื้นที่ จนเป็นที่มาของการตัดสินใจร่วมขบวนการเห็นต่าง และนำไปสู่วิธีคิดในการก่อเหตุร้ายเพื่อตอบโต้เอาคืนเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อสบโอกาส ทำให้การต่อสู้กับรัฐของกลุ่มคนในขบวนการแห่งนี้ยังคงทรงพลังมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พลังความต่อเนื่องในการดำรงอยู่ของกลุ่มคนในพื้นที่แห่งนี้ มีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์เรื่อยมา อาทิ เมื่อปลายสัปดาห์ ต.ค.64 กองกำลังผสมในจังหวัดปัตตานี ได้เข้าตรึงกำลังพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและเป็นกรณีพิเศษ ภายหลังจากชุดจู่โจม กองกำลังผสม จ.ปัตตานี เข้าพิสูจน์ทราบแหล่งหลบซ่อนที่พักพิงสมาชิกกลุ่มผู้ก่อการความไม่สงบในพื้นที่ ต.กระโด และบริเวณพื้นที่เขตรอยต่อระหว่าง ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี สามารถตรวจยึดสิ่งของที่เป็นยุทธภัณฑ์หลายรายการ ซึ่งเชื่อว่าสิ่งของทั้งหมดที่ตรวจเจอนั้นเป็นของกลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบที่เตรียมเคลื่อนไหวเพื่อก่อเหตุในช่วงครบรอบ 17 ปีเหตุตากใบ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้น จึงบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ เป็นส่วนสำคัญในการเปิดบาดแผลที่แม้จะล่วงเลยมาจนเป็นแผลเป็นแล้ว ให้เป็นแผลใหม่ เพื่อเป็นเงื่อนไขในการต่อสู้กับรัฐอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
เสือตัวที่ 6 |

ปลุกปั่น

เสือตัวที่ 6 ในขณะที่จังหวัดชายแดนใต้ยังคงรุนแรง มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นวันละหลายร้อยคน ทำให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำด่าน เพิ่มความเข้มตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดชายแดนใต้ (สงขลา ปัตตานี นราธิวาส) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคCOVID -19 นั้น กลับมีกระแสข่าวที่เป็นเชิงลบและหมิ่นเหม่ในการถูกนำไปเป็นเงื่อนไขสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ที่มีต่อรัฐ จึงทำให้นักวิชาการท่านหนึ่งซึ่งคว่ำหวอดอยู่กับคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย มีความกังวลกับมาตรการการควบคุมโรคระบาดจากไวรัส COVID-19 หนล่าสุด โดยมีกระแสข่าวว่าหน่วยงานรัฐ ได้ออกข้อกำหนดที่หมิ่นเหม่ ล่อแหลมต่อการถูกนำไปสร้างเงื่อนไขจากขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ ให้พี่น้องประชาชนแดนใต้เกิดความขัดแย้งกับรัฐและพี่น้องคนไทยโดยทั่วไปมากขึ้นไปอีก แม้ว่าจะเป็นเจตนาที่ดีในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคร้ายนี้ ที่กำลังไล่ล่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างบ้าคลั่งอยู่ในขณะนี้ หากแต่ว่าข้อกำหนดและมาตรการทั้งหลายที่กำหนดขึ้นนั้น หน่วยงานรัฐ น่าจะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ ก่อนที่จะถูกนำมาใช้ในพื้นที่พิเศษอย่างพื้นที่ปลายด้ามขวานที่ยังคงมีขบวนการแบ่งแยกดินแดนคอยแสวงหาเงื่อนไขในการยุยงปลุกปั่นผู้คนในพื้นที่ให้มีจิตใจออกห่างจากรัฐ และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความพยายามที่จะสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหัวใจพี่น้องในท้องถิ่นต่อรัฐและคนไทยโดยทั่วไปอีกด้วย ซึ่งความพยายามในการขับเคลื่อนการต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ ย่อมหนีไม่พ้นการแย่งชิงมวลชนในพื้นที่อันจะเป็นเป้าหมายสำคัญในการเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ในที่สุด และการออกแบบใดๆ ของรัฐ ย่อมต้องศึกษา พิจารณาให้รอบคอบในทุกมิติ ทั้งมิติด้านสาธารณสุข และมิติด้านสังคมวัฒนธรรม รวมทั้งมิติด้านวิถีชีวิตที่ผู้คนแห่งนี้ปฏิบัติเป็นเนื้อเดียวกับวิถีทางศาสนาของท้องถิ่นอย่างแนบแน่น นักวิชาการท่านนี้ จึงให้ข้อคิดต่อรัฐที่ควรพิจารณาอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้กลุ่มแกนนำ นักคิด นักสร้างมวลชนของขบวนการร้ายแห่งนี้ หยิบยกไปเป็นประเด็นอ่อนไหวเหล่านี้ สร้างเงื่อนไขในการต่อต้านรัฐมากขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ ด้วยข้อกำหนดตามมาตรการการควบคุมโรคที่ต้องไม่ขัดแย้งเป็นอุปสรรคต่อวิถีชีวิตตามหลักศาสนกิจและความเชื่อของผู้คนแห่งนี้ที่มีต่อความเชื่อทางศาสนาที่เข้มข้น นักวิชาการท่านนี้ ยังเสนอความคิดเห็นอันน่ารับฟังต่อไปว่า “การทำงานกับพี่น้อง 3 จชต.นั้น ต้องให้ภาคประชาสังคม ภาคอาสาสมัคร เป็นหัวหอก จะสร้างความไว้วางใจได้มากกว่า ปฏิบัติการภาครัฐเป็นหน่วยนำ รวมทั้งยังเสนอทางออกต่อเรื่องนี้ที่กำลังเป็นเงื่อนไขให้แกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ นำไปเป็นประเด็นสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในมวลชนต่อรัฐ ว่า “การเข้าตรวจเชิงรุกในชุมชน รักษาดูแลผู้ติดเชื้อทำความเข้าใจ และ นำเสนอข้อมูล ผลดีการฉีดวัคซีน อย่างเข้าถึง ด้วยภาคประชาสังคม ภาคอาสาสมัครเป็นตัวนำ และมีหน่วยงานภาครัฐเป็นเพียงผู้สนับหนุนอยู่ห่างๆ ย่อมได้ผลที่ดีกว่าทั้งการควบคุมโรคร้ายนี้ และการชนะใจพี่น้องมวลชนในพื้นที่ ปิดโอกาสการสร้างเงื่อนไขในการปบลุกระดมมวลชนของแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ ที่จับจ้องทุกโอกาสที่เป็นไปได้ในการสร้างความเกลียดชังให้เกิดในหัวใจประชาชนในพื้นที่ให้มีต่อรัฐอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งแม้การดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวข้างต้น อาจต้องใช้เวลาบ้าง หากแต่ในท้ายที่สุดแล้ว จะได้ผลดีกว่าอย่างแน่นอน” ที่สำคัญคือมาตรการการควบคุมโรค COVID-19 ของรัฐในพื้นที่นี้ ต้องระมัดระวังความล่อแหลม หมิ่นเหม่ต่อการสร้างเงื่อนไขให้ถูกนำไปขยายผลได้ว่า คนในพื้นที่กำลังถูกจับเป็นตัวประกัน และอาจถูกกล่าวหาได้ว่า เป็นการชี้ชัดให้เห็นว่า รัฐกำลังละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ ละเมิดวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น อันเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างยิ่ง ซึ่งในท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้จะเป็นเงื่อนไขเชิงประจักษ์ให้คนในพื้นที่เกลียดชัง เห็นต่างจากรัฐมากขึ้นๆ จนทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีก และไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้คนที่หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อในการปลุกปั่นของแกนนำขบวนการร้ายครั้งนี้ อีกทั้งจะเกิดการต่อต้านจากคนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง จนอาจนำให้ไม่ได้ผลบรรลุเป้าหมายการควบคุมโรคตามที่ภาครัฐต้องการ และต่อมาล่าสุด ได้รับการยืนยันจากนายภิรมย์ นิลทยา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ว่ามาตรการการควบคุมโรคระบาดจาก ไวรัส COVID-19 ดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นข่าวปลอม ที่มีการบิดเบือน โดยเป็นความพยายามของฝ่ายแกนนำขบวนการร้ายที่พยายามยุแหย่ สร้างความแตกแยก เกลียดชังให้เกิดขึ้นกับประชานชนที่มีต่อรัฐ ปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริงหวัดยะลาขอความร่วมมือประชาชนนับตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.นี้ อาทิ หากใครไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ให้งดเข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาภายในวัด มัสยิด และโบสถ์ ทุกแห่ง รวมถึงงดติดต่อทำธุรกรรมทุกประเภทกับทุกภาคส่วนราชการ ห้ามทำธุรกรรมทางการเงินกับทุกธนาคาร ซึ่งพี่น้องประชาชนสามารถติดต่อขอรับการฉีดวัคซีนได้ทันทีที่ว่าการอำเภอนั้น หากแต่แท้ที่จริงแล้ว คำสั่ง ศบค.ยะลา ที่ 295/2564 นั้น มีประเด็นสำคัญเพียงเน้นย้ำด่านตรวจ จุดสกัด รอยต่อ พื้นที่ จ.ยะลา ทุก 11 ด่านตรวจ ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างเข้มงวด ตามมาตรการที่ทางราชการกำหนดปฏิบัติงานด้วยความถูกต้อง โปร่งใสและจริงจัง โดยไม่มีสาระสำคัญในการห้าม หรืองดเข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาภายในวัด มัสยิด และโบสถ์ ทุกแห่ง รวมถึงงดติดต่อทำธุรกรรมทุกประเภทกับทุกภาคส่วนราชการ ห้ามทำธุรกรรมทางการเงินกับทุกธนาคารแต่ประการใด ในกรณีดังกล่าวข้างต้นล่าสุดนี้ จึงเป็นอีกกรณีหนึ่งในหลายๆ กรณีที่ฝ่ายขบวนการ โดยบรรดาแกนนำ นักคิด นักปลุกระดม นักสร้างมวลชน มีความพยายามในการปลุกปั่นสร้างกระแสความเห็นต่าง จนถึงขั้นเกลียดชังต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนโดยทั่วไปที่มีวิถีอันหลากหลายในรูปแบบพหุวัฒนธรรมระหว่างคนในพื้นที่กับคนนอกพื้นที่ให้ถอยห่างออกจากกันมากขึ้น ดังนั้น การดำเนินการใดๆ ของรัฐจะต้องตระหนักรู้ เท่าทันความคิดและความพยายามของแกนนำขบวนการร้ายเหล่านี้ เพื่อระงับยับยั้งการถูกฉกฉวยเรื่องดีๆ ของรัฐ ไปปลุกปั่น สร้างกระแสให้เป็นผลร้ายต่อการเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ
เสือตัวที่ 6 |

ถอยห่าง

เสือตัวที่ 6 ท่ามกลางความทุกข์ร้อนต่อภยันตรายจากภัยคุกคามที่มองไม่เห็นอย่างไวรัสร้าย COVID-19 ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตและลมหายใจของคนในพื้นที่แห่งนี้ แต่กลับมีกลุ่มคนที่คอยขัดขวางการเข้ามาบรรเทาความทุกข์ร้อนของพี่น้องในดินแดนปลายด้ามขวานโดยหน่วยงานภาครัฐ เพื่อต่อลมหายใจให้พี่น้องในพื้นที่ยังคงดำรงอยู่และสามารถดำเนินชีวิตบนวิถีทางตามหลักศาสนาที่ตนนับถือให้ก้าวหน้าต่อไปได้ หากแต่คนกลุ่มนี้กลับไม่สนใจไยดีต่อวิถีทางของหลักศาสนาที่มุ่งสั่งสอนอบรมให้ผู้คนที่มีความเชื่อศรัทธาในหลักศาสนาต้องให้ความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ในโลกอย่างเท่าเทียมโดยไม่บ่งแยกความเชื่อและแบ่งแยกชาติพันธุ์ระหว่างกันแต่อย่างใด ทุกวิถีตามคำสอนจึงมุ่งไปที่วิถีทางของสันติภาพอย่างแท้จริง แต่น่าเสียดายที่ยังมีกลุ่มคนเล็กๆ จำนวนหนึ่ง ยังคงมีความคิดสุดโต่งด้วยการคิดและยังนิยมใช้ความรุนแรงในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอันเกิดจากความเห็นต่างของกลุ่มตน คอยก่อกวน คอยทำลายความสำเร็จของหน่วยงานภาครัฐที่มีเจตนาอันบริสุทธิ์ในการเข้าช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ยากอันแสนสาหัสจากไวรัสร้ายที่กำลังคุกคามผู้คนในดินแดนแห่งนี้อย่างบ้าคลั่ง ด้วยยอดผู้ติดเชื้อไวรัสร้ายตัวนี้ ที่เป็นรายใหม่ของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อยู่ในระดับสูงมากในระดับต้นๆ ของประเทศหลายวันติดต่อมา นั่นเป็นข้อมูลที่เป็นความจริงที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาที่กำลังรุมเร้าผู้คนในพื้นที่แห่งนี้คืออะไร ปัญหาความทุกข์ยากใดที่ผู้คนทุกกลุ่มทุกฝ่ายควรจะให้ความสำคัญและมีความตระหนักรู้ในการเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงไปได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งแม้คนในพื้นที่หรือบรรดาแกนนำในขบวนการสร้างความเห็นต่างเหล่านั้น จะไม่มีศักยภาพมากพอในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องร่วมถิ่นเกิดเหล่านั้นได้หลุดพ้นจากมหันตภัยร้ายนั้นได้ก็ตาม หากแต่คนกลุ่มนั้นก็สามารถช่วยเหลือได้ ก็ด้วยการพักความคิดความเห็นขัดแย้งกับรัฐ หยุดและเลิกการกระทำความรุนแรงใดๆ เพื่อก่อกวนเหนี่ยวรั้งการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐที่กำลังช่วยชีวิตพี่น้องร่วมชาติร่วมกำเนิดของตน ความทุกข์ยากบนความเป็นความตายของพี่น้องร่วมชาติพันธุ์ในพื้นที่ปลายด้ามขวานในห้วงนี้ เห็นได้ชัดจากยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในช่วงเวลา 7 วันย้อนหลัง จำนวนผู้ติดเชื้อหน้าใหม่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สูงติด 5 อันดับแรก ของผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งประเทศ ส่วนอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 0.8% น้อยกว่าภาพรวมประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 1% และด้วยสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส สงขลา ปัตตานี และยะลา พุ่งสูงขึ้น จนมีสัดส่วนผู้ป่วยรายใหม่ราว 20% ของผู้ป่วยทั้งประเทศ ในช่วงกว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาดังกล่าว สร้างความวิตกกังวลและความห่วงใยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้กระทรวงสาธารณสุข เร่งควบคุมพื้นที่ที่กำลังตัวเลขผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างมาก และยิ่งตอกย้ำความรุนแรงของสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ใน 4 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งประกอบไปด้วย จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา ว่าผู้ป่วยรายใหม่ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (11 ต.ค.64) มีรายงานว่า ยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 รวม 2,185 ราย ซึ่งมากกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เคยพบการระบาดสูงก่อนหน้านี้ ที่คิดเป็น 22% ในขณะที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีเพียง 19% ทั้งนี้ ประชากรใน 4 จังหวัดภาคใต้ มีทั้งสิ้น 3.58 ล้านคน โดยยอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่การระบาดระลอกเดือน เม.ย. จนถึงปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 1 แสน 3 หมื่นคน หากคิดภาพรวม 10 อันดับจังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด เป็นจังหวัดในภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช และนราธิวาส ตามลำดับ นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในขณะนี้ ภัยคุกคามตัวใดที่กำลังก่อความทุกข์ยากอันส่งผลต่อความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายต่อชีวิตผู้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน และเรื่องใดที่คนทุกกลุ่มทุกฝ่ายจะต้องเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันแก้ไจปัญหาที่กำลังเผชิญหน้าต่อชีวิตของพี่น้องร่วมถิ่นกำเนิดในพื้นที่ นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความคิดความเห็นที่แตกต่างจากการสั่งสมบ่มเพาะมาจากคนกลุ่มหนึ่งนั้นควรจะพักควรจะวางไว้ก่อนเพื่อให้หน่วยงานรัฐ เข้าช่วยชีวิตผู้คนในพื้นที่ก่อนหรือไม่ แนวคิดแนวทางที่เคยดำเนินมาในภาวะปกติในอดีตนั้น เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องร่วมชาติของตนหรือไม่ และมันใช่เวลาที่จะก่อกวนเหนี่ยวรั้งองคาพยพของรัฐในการแก้ไขปัญหาให้คนในพื้นที่หรือไม่ ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐให้ความห่วงใยไม่แยกฝักฝ่าย ให้สำคัญต่อชีวิตผู้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ และกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มกำลังในอันที่จะช่วยชีวิตผู้คนแห่งนี้ โดยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นพ. โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า ในพื้นที่ 4 จังหวัด หน่วยงานสาธารณสุขได้เร่งฉีดวัคซีนให้พี่น้องประชาชนได้ครอบคลุม 30 - 40% และในสัปดาห์นี้ หน่วยงานสาธารณสุขจะส่งวัคซีนให้เพิ่มเติมเพื่อระดมฉีดในพื้นที่ระบาดให้มากขึ้น เพื่อระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสร้ายนี้ให้ได้โดยเร็ว ควบคู่กับมาตรการควบคุมโรคที่กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการล่าสุด คือ ล็อกดาวน์พื้นที่เป้าหมาย (Target Lockdown) คือ ปิดเป็นตำบล หมู่บ้าน หรือพื้นที่ระบาด รวมทั้งการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ชายแดนใต้จะเป็นพื้นที่แรกในประเทศไทยที่จะฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็ม 1 และ 2 ซึ่งมีระยะห่าง 3 สัปดาห์ ตามมาตรฐานการควบคุมโรค ในขณะที่กลุ่มแบ่งแยกผู้คนด้วยกระบวนการบ่มเพาะสร้างความเห็นต่างจนเกิดความขัดแย้งบาดหมางกลุ่มนี้ กลับไม่นำพาความทุกข์ยากของพี่น้องร่วมถิ่นกำเนิด รวมทั้งพยายามขัดขวางเหนี่ยวรั้งการดำเนินการ และลดทอนความพยายามทุกรูปแบบของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งก็เป็นพี่น้องร่วมชาติร่วมแผ่นดินเกิดแห่งนี้ด้วยกัน ด้วยการก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่องทุกรูปแบบทั้งการลอบวางระเบิด และการปฏิบัติการข่าวสารเพื่อลดทอนความชอบธรรมและต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างคนในพื้นที่กับรัฐ โดยคาดหวังว่า การกระทำเฉกเช่นนี้ จะสาสามารถสานต่อแนวคิดของขบวนการให้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ หากแต่ว่า แท้ที่จริงแล้ว ยิ่งกลุ่มก่อเหตุรุนแรง ปฏิบัติการเลวร้ายมากเท่าใด ยิ่งตอกย้ำความไม่เป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ ซึ่งยิ่งทำให้คนในพื้นที่ถอยห่างออกจากกลุ่มเห็นต่างมากขึ้น รวมทั้งเป้าหมายที่ขบวนการเพ้อฝันที่จะปกครองดูแลกันเอง ยิ่งถอยห่างจากความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น
เสือตัวที่ 6 |

เหนี่ยวรั้ง

เสือตัวที่ 6 ท่ามกลางความเดือดร้อนจากความเป็นความตายอันเกิดจากพิษของโรคร้าย COVID-19 ที่กำลังไล่ล่าชีวิตพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างหนักหน่วงทุกวันนี้ โดยสถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 64 ถึง 6 ต.ค. 64 พบจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่เพิ่ม 9,866 ราย ทำให้การระบาดระลอกใหม่ มีผู้ติดเชื้อสะสมไปแล้ว 1,638,234 ราย ในจำนวนนี้ เป็นการติดเชื้อรายใหม่เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างน่ากังวล โดยทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้ง จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสนั้น มีผู้ติดเชื้อสะสมไล่เลี่ยกันในหลักสองหมื่น ทั้งนี้ จากข้อมูลเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (5 ต.ค.64) พบว่า จ.นราธิวาส มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 472 คน รองลงมาคือ จ.ยะลา มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 431 คน และ จ.ปัตตานี เพิ่มขึ้น 281 คน ซึ่งนับว่า เป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดที่สวนทางกับยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่มีแนวโน้มลดลง ต่ำกว่าหลักหมื่นมาหลายวันแล้ว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคร้ายที่ยังไม่นิ่งดังกล่าว ทำให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความกังวลต่อการแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในขณะนี้ที่ต้องเร่งแสวงหาวิธีการในการควบคุมการแพร่ระบาดห้วงนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อชีวิตพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ ซึ่งขณะนี้ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าในส่วนของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนมากอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศ อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีปัจจัยเสี่ยง ศอ.บต. จึงได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในการหารือเพื่อแก้ไขสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่พี่น้องประชาชน ทั้งแบบรายบุคคลและการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อชีวิตพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ระบาดรุนแรงอยู่ในขณะนี้ ทำให้ ศอ.บต. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานในทุกๆ เรื่อง ในอันที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ตลอดจนเป็นสะพานเชื่อมโยงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ไปสู่หน่วยงานรัฐ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ดังนั้น การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดรุนแรงห้วงนี้ ศอ.บต. จึงเร่งการจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพและเพียงพอให้ครอบคลุมประชากรร้อยละ 70 เป็นอย่างน้อย และให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือในการจัดหา สั่ง หรือนำเข้า วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 อย่างเร่งด่วนมาให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ และต้องสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่ปกติในพื้นที่อย่างแท้จริง ศอ.บต. จึงได้ร่วมกันหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกัน โรค COVID-19 อย่างเร่งด่วนแต่ต้องรอบคอบ ในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ในแนวทางที่ทุกภาคส่วนของรัฐ มีความเห็นร่วมกันในการร่วมมือกันสนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็วที่สุด โดยที่ทุกหน่วยงานของรัฐได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อให้เกิดความมั่นคงและสร้างความผาสุกให้เกิดกับพี่น้องในดินแดนแห่งนี้อย่างแท้จริง หากแต่การดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้การนำของ ศอ.บต. หัวเรือใหญ่ด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาอันเป็นภัยคุกคามที่มองไม่เห็นจาก COVID-19 ที่กำลังคร่าชีวิตผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ โดยมีหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหารในพื้นที่เป็นส่วนสนับสนุนในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาจากวิกฤติ COVID -19 ดังกล่าว สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างทันท่วงที แต่ยังมีกลุ่มคนที่คอยเหนี่ยวรั้งการดำเนินการของภาครัฐดังกล่าว ไม่ให้เข้ามาดำเนินการแก้ไขวิกฤตจากโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งที่การดำเนินการของรัฐเพื่อการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคร้ายตัวนี้ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ท้องถิ่นเอง เชื้อโรคร้ายอย่าง COVID-19 ในขณะนี้ ชี้ให้เห็นแล้วว่า พวกมันมีความเก่งกาจขนาดไหน หากผู้คนในพื้นที่แพร่ระบาดเหล่านั้น ไม่เร่งดำเนินการควบคุมและเอาชนะการคุกคามของไวรัสนี้ได้ ย่อมกระทบต่อชีวิตคนแห่งนั้นอย่างมีข้อสงสัย ซึ่งหน่วยงานภาครัฐโดยการนำของ ศอ.บต. กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา ท่ามกลางการเหนี่ยวรั้ง ขัดขวางของคนบางกลุ่มที่ไม่ยอมรับความจริงที่เห็นแล้วว่า ลำพังคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวาน ไม่มีศักยภาพในการช่วยชีวิตพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เลย แต่คนที่คิดสวนทางเหล่านั้น ก็ยังก่อเหตุรุนแรง สร้างสถานการณ์อันไม่ปกติอย่างไม่มีเหตุผลเพื่อพี่น้องคนในพื้นที่เลย ทำให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการควบคุมโรคร้าย เพื่อช่วยชีวิตผู้คนในพื้นที่จากการคุกคามของ COVID-19 ด้วยความยากลำบากยิ่ง ความพยายามในการก่อเหตุรุนแรงเพื่อเหนี่ยวรั้งการแก้ปัญหาของหน่วยงานรัฐและขัดขวางความเจริญที่หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานกำลังดำเนินการให้คนในพื้นที่โดยกลุ่มคนหัวรุนแรงแนวคิดสุดโต่งในขบวนการ ซึ่งยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องโดยไม่แยแสต่อความเป็นความตายของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จากโรคร้าย COVID-19 ทำให้ล่าสุด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ต้องสูญเสียวีรบุรุษไปถึง 2 นาย คือ ร.ท.กฤษณะ เพ็ชรจำรัส และ อส.ทพ.วัฏจักร พรหมนุ้ย ที่ต้องสูญเสียจากการปฏิบัติการเพื่อบังคับใช้กฎหมายของประเทศ ในขณะที่สมาชิกกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงของขบวนการร้ายแห่งนี้ ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญเสียชีวิต จำนวน 4 คน พร้อมอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมาก จากกรณีการก่อเหตุร้ายโดยไม่มีเหตุผลใดๆ รองรับการกระทำดังกล่าวของกลุ่มคนทั้งหลายในขบวนการแบ่งแยกดินแดนแห่งนี้ได้ และเชื่อว่าครั้งนี้ คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในความพยายามก่อความไม่สงบให้เกิดขึ้นในพื้นที่โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์สุขของพี่น้องในพื้นที่เลยแม้แต่น้อย เพราะในขณะที่คนในท้องถิ่นกำลังเดือดร้อนจากวิกฤต COVID-19 และกำลังได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ กลับมีคนกลุ่มหนึ่งเห็นแต่ประโยชน์เฉพาะกลุ่มตนที่เพ้อฝัน แต่สิ่งนั้นกลับเหนี่ยวรั้งความอยู่รอดของพี่น้องตนเองจากการช่วยเหลือของรัฐอย่างชัดเจน
เสือตัวที่ 6 |

ราคาของนักการเมือง (2)

ทวี สุรฤทธิกุล ถ้าจะติดตามการเมืองไทย จงใส่ใจที่แก่น และไม่ควรสนใจที่กระพี้ น่าเห็นใจสื่อมวลชนในทุกวันนี้ ที่ต้อง “ขายข่าว” ตามกระแสของสังคม เมื่อสังคมต้องการข่าวสีสันและหวือหวา แบบว่าตื่นเต้นน่าสนใจ โดยไม่ต้องคิดมากกว่าจะได้สาระอะไรหรือไม่ หรือจะเกิดผลกระทบอะไรหรือไม่ ขอให้มีคนเข้ามาดูเข้ามาอ่านมาก ๆ สร้างยอดแชร์ ยอดไลค์ ให้เยอะ ๆ ก็เป็นอันใช้ได้ อย่างกรณีความเคลื่อนไหวของนักการเมืองในสภาและพรรคการเมืองบางพรรค สื่อก็ให้ความสนใจแต่ว่า ส.ส.คนโน้นคนนนี้ ส.ว.คนโน้นคนนี้ จะทำอะไรโฉ่งฉ่าง กร่างกล้า บ้าเบ่ง สร้างอารมณ์ออกมาอย่างไรบ้าง ทั้งที่ถ้าหากจะมองด้วย “คุณค่า” หรือ “ราคา” ของนักการเมืองคนนั้น อาจจะไม่มีอะไรเลย ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ที่สังคมไทยยอมรับว่าท่านเป็น “พหูสูต” และ “ปรอทวัดอุณหภูมิทางการเมือง” เคยให้ข้อคิดถึงการมองการเมืองไทยไว้ว่า “จงสนใจที่แก่น และไม่ควรสนใจที่กระพี้” เริ่มจากการมองภาพสังคมให้กว้าง ๆ เสียก่อน ว่าในสังคมอย่างสังคมไทยนี้มีอะไรเป็นแกนหลักของบ้านเมือง ซึ่งก็คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จากนั้นก็มองลงไปในสังคมย่อยแต่ละส่วน อย่างในกรณีของการมองการเมืองก็ต้องมองไปที่สถาบันสำคัญ ๆ ของระบบการเมืองไทย ซึ่งถ้าจะว่าตามโครงสร้างในรัฐธรรมนูญ ก็ต้องประกอบด้วย รัฐสภา รัฐบาล และศาล แต่ถ้าจะว่าตามวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทย เราก็ยังให้ความสำคัญกับพระมหากษัตริย์มาเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยทหารและระบบราชการ ส่วนพรรคการเมืองกับประชาชนนั้นยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร ทั้งที่สองสถาบันนี้ควรจะเป็นสถาบันหลักในการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่สุดคือการมองไปที่ระบบย่อย เช่น ถ้าจะมองรัฐสภา ก็ต้องแยกแยะว่า “ใครสำคัญ หรือไม่สำคัญ” แล้วก็ติดตามพฤติกรมหรือความเคลื่อนไหวของคนเหล่านั้นเป็นหลัก เราก็จะเข้าใจและทราบความเป็นไปของการเมืองไทยได้อย่างชัดเจน รวมถึง “ความแม่นยำ” ในการทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอนาคตนั้นด้วย ถ้าจะมองการเมืองไทยในขณะนี้ตามทฤษฎีของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ในภาพกว้างเราก็จะยังมองเห็นว่า ทหารกับพระมหากษัตริย์ยังอยู่ในส่วนบนของการเมืองไทย ทหารนั้นยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองไทยไว้ได้ทั้งระบบ ในขณะที่พระมหากษัตริย์ก็ยังคงเป็นสถาบันที่ผู้ใดจะลบหลู่ดูหมิ่นไม่ได้ ส่วนสถาบันที่อ่อนแอมาก ๆ ก็ยังคงเป็นพรรคการเมืองและภาคประชาชน ที่ถึงแม้ว่าในภาคประชาชนจะมีการเคลื่อนไหวที่ต่อต้านรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังขาดพลังในการล้มล้างที่เปิดเผย รวมถึงเป้าหมายและแกนนำที่กระจัดกระจาย ในขณะที่พรรคการเมืองก็เป็นแค่ “ตัวประกอบ” ที่ทหารนำมาประกอบให้ระบอบทหารที่เป็นอยู่นี้ดูดี และมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่ “ราคา” ของพรรคการเมืองนั้นแทบจะเป็น 0 โดยเชื่อกันว่าทหารนั่นเองที่ต้องการให้พรรคการเมืองมีสภาพเป็นแบบนั้น เพื่อให้ผู้คนยังคงชื่นชมทหาร ในขณะที่เบื่อหน่ายเกลียดชังนักการเมือง ที่จะทำให้ทหารนี้ได้ครองอำนาจด้วยความเชื่อใจจากประชาชนนั้นต่อไป เหตุการณ์ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กล้าปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ด้วยวาทะก่อนหน้านั้นว่า “ผมสามารถทำได้แต่เพียงผู้เดียว” ย่อมแสดงให้เห็นว่าพลเอกประยุทธ์นี่แหละคือ “แกนอำนาจ” ที่ใหญ่ที่สุด ในขณะที่บางคนบอกว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ละมั๊ง เพราะไม่เห็นใครจะทำอะไรแกได้ แม้แต่นายกรัฐมนตรียังต้องเกรงใจ ตามไปประคับประคองขึ้นลงรถในทุกการประชุม แถมยังให้เป็นรองนายกฯที่ยังคงมีอำนาจในอีก 4 กรมของกระทรวงเกษตรฯ ที่ทำเอารองนายกฯจุรินทร์ได้แต่มองตาปริบ ๆ เหมือนพลเอกประยุทธ์ยังต้องปลอบขวัญพี่ใหญ่ด้วยตุ๊กตาหมีกระนั้น แต่นั่นแหละก็ยิ่งทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่า พลเอกประยุทธ์นั้น “ใหญ่” แค่ไหน ในขณะที่นักการเมืองคนอื่น ๆ รวมถึงพลเอกประวิตร ก็ยังเป็นแค่ “ของเล่น” ของพลเอกประยุทธ์เท่านั้น ดังนั้นถ้าหากจะแยกแยะ “ราคา” หรือความสำคัญของนักการเมืองต่อไป เมื่อเราจัดพลเอกประยุทธ์ว่าเป็น “แกน” ของการเมืองไทย คนในระดับรองก็จะจัดเป็นนักการเมืองในระดับ “ก้อน” คือเป็นที่รวมกลุ่มกันของนักการเมืองเพื่อกิจกรรมเฉพาะกิจเท่านั้น เช่น หัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็คือพวกก้อนเหล่านี้ ที่เริ่มแรกก็แค่ให้นักเลือกตั้งได้มารวมกันลงสมัครรับเลือกตั้ง พอเลือกตั้งได้ ส.ส.เข้ามาแล้วก็มารวมก้อนกันจัดตั้งรัฐบาล และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วก็ต้องพยุงกันไปให้เป็นกลุ่มก้อน แบบที่เรียกว่า “ถูลู่ถูกัง” พากันไปให้รอดให้ได้ ซึ่งในพรรการเมืองเหล่านี้ก็จะมีนักการเมืองหลายประเภท แต่ในที่นี้ผู้เขียนอยากแยกแยะออกเป็นสัก 2 ประเภท คือ พวก “เกล็ด” กับพวก “กระพี้” พวกเกล็ดนั้นก็คือ ส.ส.ที่พยายามสร้างตัวเองให้โดดเด่น สร้างอัตลักษณ์ให้กับตนเอง เช่น ชอบพูดหรือทำอะไรบ้า ๆ เพื่อให้เป็นข่าว แต่ข่าวนั่นแหละที่ทำให้ ส.ส.คนนั้นได้เกิดเป็นเกล็ด พอให้คนเห็นอยู่บ้าง ส่วนพวกกระพี้ ก็คือ ส.ส.ที่ไม่ได้สนใจที่จะมีบทบาทอะไรมากนัก หรือถ้าจะมีก็แค่ร่วมกระแสและทำตามแบบที่คนอื่น ๆ เขาทำกัน ชีวิตของนักการเมืองแบบนี้จึงไม่มีคุณค่าอะไรเลย คนพวกนี้มีให้เห็นอยู่มากในวุฒิสภา ที่เข้ามานั่ง ๆ นอน ๆ รับเงินภาษีประชาชน แต่ทำได้แค่ยกมือตามที่ผู้มีอำนาจจะสั่งเท่านั้น จึงยิ่งแย่กว่า ส.ส.เสียอีก ที่อย่างน้อยก็ยังได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน ที่ประชาชนอาจจะลงโทษโดยไม่เลือกเข้ามาอีกได้ แต่บรรดา ส.ว.ลากตั้งเหล่านั้น ประชาชนไปทำอะไรไม่ได้เลย ในขณะที่ผู้มีอำนาจก็ไม่สนใจที่จะไปปรับปรุงคุณภาพของคนเหล่านี้ เพราะยังต้องมีไว้ใช้เป็นไม้ค้ำอำนาจ เพื่อที่จะร่วมกันเสวยสุขในอำนาจนั้นให้นานเท่านาน สุภาษิตที่ว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” นั้นน่าจะไม่เป็นจริงในทางการเมืองไทย เพราะมีความเชื่อกันว่าในทางการเมืองไทย(และในสังคมไทย) “ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร” นั้นมากกว่า
ทวี สุรฤทธิกุล |

ส่งสัญญาณ

เสือตัวที่ 6 แม้ประเทศอัฟกานิสถาน ภายใต้การปกครองของกลุ่มตาลีบันยุคใหม่ล่าสุดนี้ จะยังคงเป็นสังคมอนุรักษนิยมที่ยึดโยงกับศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้งและเข้มงวด ท่ามกลางเงาทะมึนของความเหี้ยมโหด อันเกิดจากการเชื่อมั่นศรัทธาในคำสอนทางศาสนาตามแบบฉบับอันเป็นการเฉพาะของกลุ่มตน ที่ยังคงติดตราตรึงใจ หลอกหลอนผู้คนทั้งโลก เมื่อครั้งเคยปกครองดินแดนแห่งนี้ก่อนที่จะถูกขับไล่ออกไปจากกองทัพสหรัฐฯ แต่กระนั้นก็ตาม การกลับเข้ามามีอำนาจรัฐโดยสมบูรณ์ของกลุ่มตาลีบันหนนี้ ผู้นำตาลีบัน ยังคงความพยายามในการสื่อสาร ส่งสัญญาณให้ชาวโลกได้รับรู้ โดยพยายามแสดงออกถึงการให้สิทธิมนุษยชนกับคนในปกครองให้ปรากฏในสายตาชาวโลกอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการที่ตาลีบันเปิดพื้นที่ให้กับเทคโนโลยี ภาพถ่าย วิดีโอ โทรศัพท์มือถือ ที่ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิถีชีวิตของคนอัฟกานิสถานรุ่นใหม่ที่เติบโตมาบนความทันสมัยในโลกออนไลน์ตลอด 20 ปี ของการปกครองของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ เพื่อลดกระแสต่อต้านของคนอัฟกันรุ่นใหม่เหล่านี้ และลดกระแสการต่อต้านจากสังคมโลกไปบ้าง อีกทั้งในมิติหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสะพานการสื่อสาร ส่งสัญญาณและสาระสำคัญบางอย่างจากสังคมอัฟกันภายใต้ตาลีบันครั้งใหม่สู่คนกลุ่มอื่นๆ อีกหลายล้านคนในประชาคมโลก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันบุกยึดกรุงคาบูล เมืองหลวงของอาฟกานิสถานลงได้อย่างเด็ดขาด และสามารถโค่นล้มรัฐบาลอัฟกันของอดีตประธานาธิบดีอัชราฟ กานี จนได้ขึ้นควบคุมอำนาจรัฐ ปกครองประเทศแห่งนี้อีกครั้งในรอบเกือบ 20 ปี ทำให้ประชาคมโลกต่างวิตกกังวลในชีวิตและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้คนในอัฟกานิสถาน ประเทศต่างๆ ในโลกเฝ้าจับตาทิศทางการบริหารประเทศของกลุ่มตาลีบันว่าจะทำให้อัฟกานิสถานอยู่ในสถานะไหน พวกเขาจะมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร การละเมิดสิทธิสตรีจะมีหน้าตาอย่างไรแค่ไหน รวมทั้งบทลงโทษต่อผู้ละเมิดกฎกติกาของรัฐตามกฎหมายอิสลามที่ถูกนำกลับมาบังคับใช้อย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่งด้วยความเข้มงวด ดังเช่นที่เคยใช้ในอดีตจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่มากน้อยเพียงใด หากแต่ช่วงแรกของการยึดครองประเทศอัฟกานิสถาน กลุ่มตาลีบัน ได้พยายามส่งสัญญาณเชิงบวกต่อแนวนโยบายการบริหารประเทศ แต่ก็ไม่ได้สร้างความนิ่งนอนใจ เชื่อมั่นในสัญญาณเหล่านั้นที่ถูกส่งมาให้ประชาคมโลกได้รับรู้ จนกระทั่งเริ่มมีกระแสข่าว เล็ดลอดออกมาจากคนบางคนในกลุ่มตาลีบัน ที่เป็นสัญญาณเชิงลบ ให้สังคมโลกวิตกกังวลต่อชะตาชีวิตของคนอัฟกันที่ไม่มีความแน่นอนตามสัญญาณที่ส่งมาในช่วงแรก อาทิ นาย มุลเลาะห์ นูรุดดิน ตูราบี (Mullah Nooruddin Turabi) สมาชิกระดับสูงและหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มตาลีบัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม เผยว่า บทลงโทษที่เข้มงวด ตัดมือ ตัดเท้า รวมถึงประหารชีวิต จะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในอัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของกลุ่มตาลีบัน โดยนาย ตูราบี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมผู้นี้ เคยมีอำนาจควบคุมดูแลตำรวจศาสนา เพื่อป้องกันและลงโทษผู้ฝ่าฝืนและผู้กระทำผิดในช่วงก่อนหน้านี้ที่กลุ่มตาลีบันเคยบริหารประเทศ การลงโทษผู้กระทำผิดในเวลานั้นได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เป็นการลงโทษเพื่อประจานต่อหน้าสาธารณชน มีชายชาวอัฟกันจำนวนมากเข้าดูการตัดสินโทษดังกล่าวที่จัดขึ้นทั้งในสนามกีฬาและลานกว้าง อาทิเช่น หากผู้ใดมีความผิดฐานฆาตกรรมผู้อื่น ส่วนใหญ่มักต้องโทษประหารชีวิตด้วยการยิงปืนเข้าที่ศีรษะ ในขณะที่ครอบครัวของเหยื่อผู้เสียชีวิตสามารถเลือกได้ว่าจะยอมรับเงิน (Blood Money) และปล่อยให้นักโทษมีชีวิตต่อไปได้ หรือจะยอมให้ประหารชีวิตนักโทษ และผู้ใดมีความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นขโมย ต้องถูกลงโทษด้วยการตัดมือ ส่วนผู้ใดทำการปล้นชิงทรัพย์ ต้องถูกลงโทษด้วยการตัดมือและตัดเท้า เป็นต้น บทลงโทษที่เหี้ยมโหด รุนแรง ย้อนยุคของโลกปัจจุบัน สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวโลกในภาพลักษณ์ของกลุ่มตาลีบันอย่างไม่อาจยอมรับได้ แม้จะเป็นบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิดของคนในประเทศอาฟกานิสถานเอง หากแต่โลกใหม่ เป็นโลกของมวลมนุษยชาติที่เป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ระเบียบโลกใหม่อันเป็นกระแสโลกที่ทุกประเทศในโลกพึงให้การเคารพและปฏิบัติตาม หากแต่ข้ออ้างของตาลีบันที่ปกป้องแนวทางปกครองคนในดินแดนแห่งนี้ พยายามส่งสัญญาณว่า บทลงโทษที่เข้มงวดและรุนแรงของพวกเขาเหล่านั้น มีความจำเป็นและสำคัญมากต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคมอัฟกัน และเป็นไปตามกติกาที่ต้องการทำให้สังคมอิสลามแห่งนี้ มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นไปตามวิถีแห่งความศรัทธาที่เข้มงวดตามแนวทางที่ตาลีบันเชื่อถือ ทั้งยังเป็นการป้องปรามหรือเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อไม่ให้ผู้อื่นประพฤติปฏิบัติตามผู้กระทำผิดเหล่านั้น อันจะทำให้สังคมของพวกเขาสงบเรียบร้อยลงได้อย่างแท้จริง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มมีการประจานผู้กระทำความผิดไปรอบๆ เมืองในกรุงคาบูล เพื่อให้เกิดความอับอายและไม่กระทำความผิดซ้ำอีก สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คนทำผิดสมควรถูกลงโทษและประจาน เพราะมันสามารถช่วยลดการเกิดอาชญากรรมในสังคมอัฟกันลงได้ บนความวิตกกังวลของประชาคมโลกและชาวอัฟกันส่วนหนึ่ง ที่มีต่อท่าทีของกลุ่มตาลีบันที่ส่งสัญญาณออกมา แต่กระนั้น ก็ยังมีคนอัฟกันสวนหนึ่งที่ชื่นชอบท่าทีที่เด็ดขาดแกมโหดเหี้ยมของกลุ่มตาลีบัน โดยเฉพาะบทลงโทษผู้กระทำผิดละลานผู้อื่นให้เดือดร้อน รวมทั้งการนำแนวทางความเข้มงวดทางศาสนากิจมาใช้บังคับเพื่อความบริสุทธิ์ทางศาสนาตามความเชื่อของพวกเขา ความเปลี่ยนแปลงที่เรียกได้ว่า เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากสังคมแห่งสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคโดยเฉพาะความเสมอภาค และสิทธิของสตรี การปกครองแบบอารยะตามแบบฉบับของชาวตะวันตก ถูกส่งผ่านมาจากสหรัฐฯ มายังผู้คนในดินแดนแห่งนี้กว่า 20 ปี กลายมาเป็นสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ จำกัดสิทธิของสตรีให้น้อยที่สุด รวมทั้งอิสรภาพที่หดหายไปจนมีไว้เท่าที่ผู้ปกครองจะหยิบยื่นให้ รวมทั้งการปกครองที่มองประชาชนในชาติเป็นผู้ถูกปกปกครอง โดยใช้บทลงโทษที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการส่งสัญญาณให้ประชาคมโลกได้แลเห็นแล้ว ยังเป็นสัญญาณที่ถูกส่งมายังผู้คนที่เห็นต่างจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทย ให้ฮึกเหิม และเชื่อมั่นในแนวทางสุดโต่ง นิยมใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กับผู้เห็นต่างให้มากขึ้นอย่างแน่นอน
เสือตัวที่ 6 |

รากเหง้าเดียวกัน

เสือตัวที่ 6 ความเชื่อทางศาสนาเกือบทุกศาสนา ล้วนมีความเชื่อกันว่า มนุษยชาติในโลกใบนี้ ล้วนมีเผ่าพันธุ์ ที่มาจากรากเหง้าเดียวกัน ตั้งแต่ยุคแรกของการกำเนิดโลก แล้วก็แตกเหล่าแตกกอ ออกไปสร้างรกรากถิ่นฐานกระจายและขยายเผ่าพันธุ์ไปยังพื้นที่ต่างๆ พร้อมทั้งมีผู้นำทางจิตวิญญาณที่พยายามค้นหาหลักความจริงของชีวิต นำมาสั่งสอนให้ผู้คนที่ศรัทธามีความคิดความเชื่อตามหลักการที่ผู้นำทางศาสนาท่านนั้นค้นพบ จนขยายวงผู้คนที่มีความเชื่อความศรัทธาเดียวกันให้กว้างขวางออกไปจนกลายเป็นศาสนาต่างๆ มากมายในโลกใบนี้ ซึ่งแม้จะมีหลักการทางความเชื่อ การปฏิบัติที่แตกต่างกันบ้าง หากแต่ทุกความเชื่อทางศาสนา ก็ล้วนแต่มุ่งประสงค์ให้คนในกลุ่มคนเป็นคนดี และที่สำคัญ หลักการตามคำสอนตามความเชื่อทางศาสนาเหล่านั้น แม้จะมีการปฏิบัติตามศาสนากิจของแต่ละศาสนาแตกต่างกัน หากแต่ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อการไปเบียดเบียนกัน จนกระทั่งกาลเวลาผ่านพ้นมาเป็นเวลานาน กลับมีคนบางกลุ่ม พยายามทำหลักความเชื่อของตน ให้ดูประหนึ่งว่าอยู่เหนือกว่า ดีกว่า ถูกต้องกว่าความเชื่อของกลุ่มอื่น รวมทั้งใช้แนวทางดังกล่าว ในการทำให้ผู้คนในสังคมโลกมีความขัดแย้งแตกต่างระหว่างความเชื่อของตนกับคนกลุ่มอื่นอย่างไม่มีเหตุผลตามความเชื่อดั้งเดิม หากแต่แอบซ่อนความมุ่งประสงค์เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มคนชั้นนำของความเชื่อเหล่านั้นอย่างน่าละอายยิ่ง ความจริงจากหนังสือประวัติและเรื่องน่ารู้ของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ สยาเราะห์มลายู บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า หลักฐานต่างๆ มาแล้ว ชาวมลายูนี้มาจากชาวน้ำผสมกับชาติไทย ทางเมืองละโค (นครศรีธรรมราช) ชุมพร ไชยา ก่อนชาติอื่นๆ แล้วยังมีชาติยะวา (ชวา) มาภายหลังจึงได้มีชาติอื่นๆ มาผสมด้วยชาติไทยได้มาเป็นเจ้าเมืองปาหัง และมาตั้งเมืองลังกาสุระ (ปัตตานี) เพราะฉะนั้นเชื่อแน่ว่า ชาติมลายูนี้ มีโลหิตไทย อยู่มากกว่าชาติอื่น ยิ่งไปกว่านั้น จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีความชัดเจนว่า ผู้คนในภาคใต้มีเลือดผสมผสานระหว่างคนเชื้อชาติต่างๆ ที่ยังคงมีร่องรอยแสดงให้เห็นชัดเจนที่สุด จากผลของสงคราม และการติดต่อสัมพันธ์กันทางการค้า และสภาพการทางภูมิศาสตร์ ได้แก่ ไทย จีน อินเดีย เขมร มอญ ชวา มลายู เซมัง และชาวน้ำ มาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ อีกทั้งปรากฏหลักฐานที่ชี้ชัดของ ดร.ปอลเบนดิต (Dr.Poul Benediet) ชาวอเมริกัน และ มร.อีริคไซเดนฟาเดน (Mr.Erick Seidenfaden) ชาวเดนมาร์คกล่าวว่า ผู้คนในตระกูลไทยและมาเลย์นั้น สืบสายเลือดมาจากชาติพันธุ์เดียวกัน ซึ่งตรงกับผลของการศึกษาค้นคว้า ของพระยา สมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลล่าห์ ภายหลังใช้นามสกุลพระราชทานว่า สมันตรัฐ) ซึ่งล้วนมีที่มาจากรากเง้าเดียวกันทางชาติพันธุ์โดยแท้ รากเหง้าเผ่าพันธุ์เดียวกันนี้ มีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ว่า ชาติมลายูนี้มาจาก โอรังลาโวค คือชาวน้ำเป็นแน่นอน ผสมกับพวกต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว ชาวน้ำตามประวัติศาสตร์แหลมมลายูกล่าวว่า มาจากแหลมอินโดจีน และเห็นว่าชาวมลายูนี้มาจากชาวน้ำผสมกับชาติไทย ทางเมืองละโค (นครศรีธรรมราช) ชุมพร ไชยา ก่อนชาติอื่นๆ แล้วยังมีชาติยะวา (ชวา) มาภายหลังจึงได้มีชาติอื่นๆ มาผสมด้วย นอกจากนั้น จากร่องรอยทางประวัติศาสตร์ บ่งชี้รากเหง้าเดียวกันของผู้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานและแหลมมลายูว่า มีที่มาจากเผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์เดียวกันอย่างชัดเจน หากแต่ได้แผ่ขยายเผ่าพันธุ์ด้วยการผสมผสานของชนเผ่าต่างๆ จนกลายเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วไปตามแต่วิถีชีวิตและวิถีความเชื่อทางศาสนาของแต่ละกลุ่ม ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รู้จักกันในนาม "โอรังเสียม" หรือชาวสยาม อันเป็นนามประเทศ และชื่อของคนที่เป็นเจ้าของประเทศมาก่อนคนเสียมเข้ามาสู่ไทย-มลายูนานเท่าไร ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอนชัดเจน จากการสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ อาทิ อิบรอฮิม ซุกรี กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าดินแดนแห่งนี้มีนามว่า ดินแดนมลายู แต่ก็มิได้หมายความว่าชาวมลายู เป็นชนชาติแรกที่เข้ามาอาศัยอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้ แต่แท้ที่จริงแล้ว ชาวมลายูต่างหาก ที่เป็นชาติหลังที่สุดที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนแห่งนี้ หลังจากที่มีชนชาติอื่นได้เข้ามาอยู่ก่อนแล้ว โดยก่อนหน้านี้ มีชาวฮินดู เดินทาง มาจาก อินเดีย และมีชาวสยาม ซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่เดิม ได้เข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนสยาม จนกระทั่งช่วงสุดท้าย ชาวมลายูจึงเพิ่งได้เข้ามาอาศัยในดินแดนแห่งนี้” หลักฐานความเป็นมาของผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ พบว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรแรกของมลายูก็คือรัฐมะละกา ราชาปรเมศวร เชื้อสายกษัตริย์ แห่งราชอาณาจักรมัชฌปาหิต ในเกาะชวา เป็นผู้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1946 ในรัฐเกดาห์ (ไทรบุรี) คนเผ่าไทยพื้นเมืองดั้งเดิมถูกเรียกว่า “พวกซัมซัม” หรือ “สามสาม” ซึ่งเป็นคำที่เลือนมาจากคำ “เสียม-เซียม” หรือ “สยาม” ตำนานเมืองไทรบุรี-ปัตตานี ตอนหนึ่งกล่าวว่า เมื่อราชามารงมหาวังสา พร้อมด้วยอำมาตย์ ข้าราชบริพาร ขึ้นฝั่ง เพื่อสำรวจ ภูมิประเทศ บนเกาะสรี พบว่า “ชาวพื้นเมืองล้วนแต่เป็นพวก Gergasi หรือ อสูร” ราชามารงมหาวังสา เป็นคนอินเดีย จึงมองเห็นคนพื้นเมือง ที่ด้อยความเจริญกว่า ว่าเป็นพวกยักษ์พวกมาร ดังที่เคยมองชาวศรีลังกามาแล้วในอดีต และอีกตอนหนึ่งว่า “บรรดาเหล่าอสูร มีพระเจะเสียม และนางสุตามัน เป็นหัวหน้า” จากข้อความในตำนานเมืองไทรบุรี-ปัตตานี แสดงให้เห็นว่า คนเสียมได้มาอาศัยอยู่ในแหลมมลายูมาช้านาน ทั้งจำนวนผู้คน และความเจริญ ก็คงจะเหนือกว่าชนเผ่าอื่นๆ จึงได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำของชุมชนซึ่งอยู่ร่วมกันหลากหลายเผ่าพันธุ์ ผู้คนเหล่านั้น ได้ประสมประสาน สืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์ จนเกิดลักษณะทางกายภาพดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ต่อมาผู้คนเหล่านี้ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นชุมชนขึ้นทำการปกครองกันเอง โดยมีหัวหน้าเผ่าเป็นผู้นำ ราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 และได้มีการติดต่อ รับวัฒนธรรม จากชนชาติอินเดียที่เดินทางเข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า จึงเกิดการพัฒนาชุมชน ขึ้นเป็นบ้านเมือง และแคว้นน้อยใหญ่ขึ้นมา บ้านเมืองยุคแรกที่ตั้งอยู่บนแหลมไทย-มลายู ที่ปรากฏชื่ออยู่ในจดหมายเหตุของชาวจีน ได้แก่ เมืองตันซุน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือบริเวณท้องที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประเทศที่มีชาวเมืองเป็นเชื้อชาติเดียวกับประเทศฟูนัน ประชาชนนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็มีพวกที่นับถือพราหมณ์อยู่ด้วย เหล่านี้ คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งหลักฐานทางวัตถุที่บ่งชี้ที่มาที่ไปของผู้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ ว่ามีรากเหง้าเดียวกันกับคนในแผ่นดินไทยอย่างแท้จริงจนแยกไม่ออก หากแต่ผู้คนรุ่นปัจจุบันที่มีความขัดแย้งแตกต่างทางความคิด เพียงเพราะต้องการผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มตนต่างหาก ที่พยายามบิดเบือนให้เห็นเป็นคนละชาติพันธุ์ เพื่อเดินทางไปสู่เป้าหมายแห่งจินตนาการ โดยอาศัยความเชื่อทางศาสนาให้เป็นพลังในการขับเคลื่อน และตั้งใจในการบิดเบือนให้ความเป็นคนที่รากเหง้าเผ่าพันธุ์เดียวกันนี้ ผิดเพี้ยนไป
เสือตัวที่ 6 |