พร้อมรับมือ?

เสือตัวที่ 6 รัสเซียได้ส่งกำลังทหารพร้อมยุทโธปกรณ์เต็มอัตราศึก เข้าไปในประเทศเบลารุสเพื่อร่วมซ้อมรบ ทหารหน่วยนี้อาจอยู่ในเบลารุสและเสริมกำลังในการบุกเข้ายูเครนก็ได้ และล่าสุดได้ส่งกองทัพมากกว่า 1 แสนนายประชิดตามแนวชายแดนยูเครนอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งในแนวคิดทางทหารเห็นว่า การดำเนินการระดมกำลังทหารกว่า 1 แสนนายเข้าประชิดตามแนวชายแดนนั้น อาจเป็นการแสดงเจนารมณ์ให้เห็นว่า รัสเซียเอาจริงต่อการเปิดศึกครั้งนี้อย่างชัดเจน หากยูเครนและพันธมิตร ยังปฏิบัติการท้าทายอำนาจทางทหารของรัสเซียอยู่เช่นนี้ และนักวิเคราะห์ทางทหารทั่วโลก ต่างให้ความสนใจในสถานการณ์อันตึงเครียดครั้งนี้ ที่ยูเครนเองต่างก็รับรู้ดีว่า กำลังเข้าเป็นพันธมิตรองค์กรความร่วมมือทางทหารในยุโรป (NATO) ที่มีสหรัฐอมริกาเป็นหัวเรือใหญ่ ซึ่งนั่นย่อมเป็นสัญญาณอันตรายยิ่งที่ชาติมหาอำนาจทางทหารของโลกกำลังเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่ชาติที่กำลังเผชิญหน้ากันนี้ ต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธร้ายแรงที่สุดอย่างนิวเคลียร์ ทั้งต่างฝ่ายต่างมีพันธมิตรมากมายในแต่ละฝ่าย นั่นหมายความว่าถ้าลุกลามกันไปใหญ่โต ความรุนแรงแห่งสงครามครั้งนี้ จะไม่ได้เกิดเฉพาะในภาคพื้นยุโรปเท่านั้น สถานการณ์ปัจจุบันตึงเครียดเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนทำให้ล่าสุดรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ นายแอนโทนี บลิงเคน ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อประเมินสถานการณ์โดยไปพบกับผู้นำยูเครนประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี จากนั้นได้เดินทางไปพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีในกรุงเบอร์ลิน เพื่อปรึกษาหารือและกำหนดมาตรการในการเผชิญวิกฤตครั้งนี้ร่วมกันกรณีการแสดงท่าทีคุกคามยูเครนของรัสเซีย ในขณะที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ต่างก็มีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยประเมินว่ารัสเซียอาจจะเริ่มการรุกโจมตีเข้ายูเครนเมื่อใดและบริเวณใดก็ได้ ซึ่งนับเป็นสภาวะที่อันตรายต่อทุกประเทศของโลกใบนี้อย่างยิ่ง จากที่ได้ประเมินการชุมนุมของทหารรัสเซียจำนวนมากกว่า 1 แสนคนบนชายแดนกับยูเครน สถานการณ์นี้ ทำให้ผู้นำยูเครน เรียกร้องให้รัฐบาลกลุ่มประเทศตะวันตก ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างจริงจังในทันที ขณะที่รัสเซียก็ได้ย้ำถึงข้อเรียกร้องว่านาโตจะต้องไม่รับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เพราะรัสเซียเห็นว่านั่นจะเป็นการรุกคืบของนาโตเข้าประชิดชายแดนรัสเซียซึ่งเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงทางทหารของรัสเซียโดยตรง เมื่อรัสเซียประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายรัสเซียก็มองว่าถ้าหากยูเครนและโปแลนด์อยู่ภายใต้วงจรของโลกตะวันตก ก็จะเป็นภัยอย่างมหาศาลต่อรัสเซีย เพราะสามารถนำขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้ามรัสเซีย เข้าไปติดตั้งประชิดชายแดนรัสเซียได้ ทั้งรัสเซียยังต้องการให้กลุ่มประเทศ NATO จำกัดหรือลดกิจกรรมต่างๆ ในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกอย่างเช่นโปแลนด์ลงอย่างสิ้นเชิง ความตึงเครียดในภูมิภาคยุโรปได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ โดยเมื่อช่วงกลางเดือน ม.ค.65 อังกฤษได้ส่งจรวดต่อสู้รถถังเข้าไปเสริมกำลังในยูเครนและได้ส่งทหารเข้าไปเป็นที่ปรึกษาและอบรมให้กับกองทัพยูเครน โดยก่อนหน้านี้ก็ได้ส่งทหารเข้าไปอยู่ในยูเครนส่วนหนึ่งแล้วในฐานะที่ปรึกษาทางทหารให้กับกองทัพยูเครน ถ้าวิกฤตอันเปราะบางครั้งนี้ เกิดอุบัติเหตุจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่กดปุ่มเปิดศึก เชื่อว่าน่าจะลุลามเป็นสงครามโลกครั้งต่อไป ด้วยศักยภาพที่มากขึ้นเป็นทวีคูณจากทั้งสองฝ่ายนับแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งล่าสุด ซึ่งย่อมวินาศกันเป็นวงกว้างหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยับยั้งในการใช้อาวุธโดยเฉพาะอาวุธนิวเคลียร์ นั่นหมายถึงจุดจบของคนเกือบทั้งโลก แม้ว่าทั้ง 5 ชาติมหาอำนาจด้านอาวุธนิวเคลียร์ของโลกในขณะนี้ได้มีข้อตกลงว่า ถ้ามีกรณีพิพาทจนถึงขั้นใช้อาวุธ ก็จะไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครรับประกันได้ หากเกิดเข้าตาจนจริงๆ สถานการณ์ก็อาจจะพาไปก็เป็นได้ เช่น ครั้งหนึ่งเมื่อผู้นำรัสเซีย ในปี 2014 ที่นายปูติน ผู้นำรัสเซีย ก็ส่งกองทัพเข้าไปผนวกพื้นที่แหลมไครเมียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน และทำได้สำเร็จโดยที่ยูเครนไม่สามารถต่อต้านได้ แม้ประธานาธิบดีปูติน เคยกล่าวว่าไม่มีแผนจะบุกเข้ายูเครนก็ตาม จนทุกวันนี้แหลมไครเมียก็ตกเป็นของรัสเซียโดยสมบูรณ์ แม้ครั้งนี้ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวเชิงข่มขู่ว่า สหรัฐฯ และชาติพันธมิตร จะดำเนินมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างจริงจังและรุนแรงหากรัสเซียส่งกำลังทหารรุกรานยูเครน หากแต่ว่าหาได้ทำให้ผู้นำรัสเซียสะทกสะท้านไม่ เพราะเขาเคยได้รับการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ มานับไม่ถ้วนแต่ก็ยังดำรงสถานนของประเทศรัสเซียอยู่ได้ โดยยังสามารถอยู่รอดมาได้แม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งยังได้เสริมแสนยานุภาพของกองทัพจนน่าเกรงขาม โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธจรวดไฮเปอร์โซนิกที่ล้ำหน้าฝ่ายโลกตะวันตก อันเป็นการท้าทายแสนยานุภาพของสหรัฐฯ อีกด้วย ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลยูเครนและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียหนุนหลังอยู่ ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน และห้วงเวลานี้สิ่งที่น่าวิตกมากที่สุดคือการที่รัสเซียได้เสริมกำลังพลบริเวณชายแดนยูเครน ซึ่งหน่วยข่าวกรองชาติตะวันตกเชื่อว่าอาจมีทหารมากกว่า 100,000 นาย แม้ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าจะเกิดภัยคุกคามอย่างที่กังวล หรือไม่มีสัญญาณชัดๆ จากประธานาธิบดีปูติน ของรัสเซียที่บ่งบอกถึงการตัดสินใจที่จะส่งทหารบุกยูเครน และโฆษกรัฐบาลทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอย่าตื่นตระหนก หากแต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่า ความตึงเครียดอาจนำไปสู่สถานการณ์แบบเดียวกับวิกฤตขีปนาวุธคิวบาในปี 1962 ซึ่งครั้งนั้น เกือบเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์ และแน่นอนว่า แม้เวลานี้จะยังไม่เกิดสงครามขึ้นจริงๆ หากแต่ก็สั่นคลอนความมั่นคงของทุกประเทศในโลกในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมัน ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่างตระหนักถึงวิกฤติการณ์จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่ อีกทั้งวิกฤติการณ์ในทะเลจีนใต้ โดยมีจีนเป็นคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ รวมทั้งวิกฤติในเกาะไต้หวัน และคาบสมุทรเกาหลี ตลอดจนอิหร่านคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ย่อมส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกที่ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากวิกฤติโรคระบาด COVID-19 คำถามจึงอยู่ที่ว่า รัฐไทยมีความตระหนักและเตรียมพร้อมที่จะรับมือวิกฤติโลกครั้งนี้แล้วหรือไม่ อย่างไร
เสือตัวที่ 6 |

ผลสืบเนื่อง

เสือตัวที่ 6 การถ่ายทอดความคิดต่างจากรัฐและการดำเนินการของรัฐที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พบว่า สภาพปัญหาอันเกิดจากแนวคิดอันแปลกแยกแตกต่างจากรัฐ ของผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงฯ ที่อยู่ในแดนลับจากการรับรู้ของสังคมภายนอก อย่างเรือนจำในพื้นที่แห่งนี้ ยังมีความหวาดระแวงรัฐและคุกรุ่นอยู่ในใจตลอดมา และมีแนวโน้มที่จะมีความคับข้องใจมากขึ้นๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไปหากหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะระดับนโยบายยังให้ความสำคัญต่อกระบวนการถ่ายทอดสืบต่อแนวคิดแปลกแยกจากรัฐเหล่านี้ไม่มากเท่าที่ควร แม้กระบวนการในสถานที่เหล่านี้ จะมุ่งเน้นการผ่อนคลายความตึงเครียดของผู้ต้องขังตามวิถีของคนในพื้นที่ที่เป็นผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงที่ยังเหนียวแน่นต่อวิถีปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือศรัทธาอย่างเคร่งครัด แต่กระบวนการของเรือนจำ ก็ยังมีเป้าประสงค์ในการปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติให้สอดรับกับวิถีทางศาสนาที่เน้นให้การควบคุมบรรดาผู้ต้องขังในเรือนจำให้อยู่อย่างสงบเรียบร้อย โดยที่ยังไม่ได้มุ่งเน้นที่การผ่อนคลายวิธีการต่างๆ เพื่อสนองเป้าประสงค์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ปลายด้ามขวานเป็นสำคัญ ผู้ต้องขังเกือบทั้งหมดในคดีความมั่นคง จะสามารถผ่อนคลายความอึดอัดใจในการถูกจองจำไปบ้าง แต่ก็ด้วยการผ่อนคลายความเครียดด้วยหลักคำสอนทางศาสนาที่ตนเองเคารพนับถือ โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้แนวคิดตามคำสอนที่ว่า ทุกสิ่งที่เกิดกับตนเอง แม้แต่การถูกจองจำในเรือนจำนั้น ก็เป็นประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งได้ลิขิตไว้แล้ว หากแต่นั่น ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดแปลกแยก แตกต่าง ขัดแย้งจากรัฐลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด ในขณะที่กระบวนการทำความเข้าใจรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของผู้ต้องขังโดยรัฐเหล่านั้น ยังไม่มีการดำเนินการเท่าที่ควร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สภาพการดำรงอยู่ทางความคิดคับข้องใจของผู้ต้องขังและถูกส่งต่อไปยังญาติพี่น้องและครอบครัว ตลอดจนเพื่อนในชุมชน ที่มีต่อกระบวนการพิจารณาคดีของรัฐ ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป โดยรัฐ ยังไม่ให้ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่จะมีผลสืบเนื่องต่อไปยังความเห็นต่างจนถึงขั้นเคียดแค้นเหล่านี้เท่าที่ควร ด้วยเหตุที่หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่เห็นว่า เมื่อกระบวนการยุติธรรม ถึงที่สุดแล้ว ทุกอย่างก็เป็นอันจบไป และหมดสิ้นการดำเนินการใดๆ ของรัฐอีกต่อไป รวมทั้งระบบและกระบวนการบริหารจัดการของเรือนจำของรัฐนั้น เปรียบเสมือนพื้นที่ปิด จึงไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ นักวิชาการ เข้าไปศึกษาข้อมูลเชิงลึกในอีกแง่มุมหนึ่งในเรือนจำหรือสถานกักขังเหล่านี้ได้เท่าที่ควร จึงขาดโอกาสในการเข้าใจรับรู้ความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนรูปแบบการส่งต่อ สืบเนื่องความคิดที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นช่องว่างเล็กๆ ที่อาจเป็นผลสืบเนื่องทำให้เกิดการพลิกฟื้นของความขัดแย้งในพื้นที่ในรูปแบบอื่นๆ โดยเฉพาะการพลิกฟื้นวิธีการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธจนอาจลุกลามไปเป็นความขัดแย้งด้วยอาวุธในพื้นที่ได้ อันเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้ในอนาคต นอกจากนั้น รัฐเองยังไม่มีกระบวนการในการสานต่อกระบวนการแก้ปัญหาการส่งต่อ สืบเนื่องความคิดความเชื่อในลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจนและเป็นระบบ โดยเฉพาะกระบวนการที่ควรจะมุ่งเน้นไปที่การสนองตอบงานด้านความมั่นคงปลายด้ามขวานเป็นสำคัญ มากกว่ากระบวนการยุติธรรมที่มุ่งสนองตอบเป้าประสงค์การหล่อหลอมให้ผู้พ้นโทษ สามารถออกไปใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมเฉกเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ เป็นสำคัญ ทั้งกลุ่มคนที่เป็นผู้ต้องขัง ตลอดจนญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของผู้ต้องขัง ที่ยังขาดการดูแล ให้แนวคิดและความเข้าใจที่ถูกต้องเหมาะสมเท่าที่ควร ด้วยรัฐ ยังขาดหน่วยงานเจ้าภาพที่จะเป็นหน่วยงานในการบูรณาการการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการบูรณาการกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบระหว่างกระทรวงยุติธรรมโดยเรือนจำ กับหน่วยงานความมั่นคง และกระทรวงหรือหน่วยงานในการศึกษานอกระบบ การพัฒนาอาชีพ รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งหน่วยงานส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงภยันตรายที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ ซึ่งกำลังถูกส่งต่อความขัดแย้งกับรัฐบนเงื่อนไขของการไม่ได้รับความเป็นธรรมในระบบยุติธรรมของรัฐ โดยส่งผ่านไปยังเพื่อนผู้ต้องขัง และสืบเนื่องไปถึงกลุ่มคนในครอบครัวและเพื่อนในชุมชนจนขยายเป็นวงกว้างในความเห็นต่างและออกห่าจากรัฐอย่างเงียบๆ เป็นวงกว้าง ประดุจดังกำลังก่อตัวของคลื่นใต้น้ำ ที่พร้อมจะถาโถมเข้าหาฝั่งเมื่อโอกาสอำนวย ณ วันนี้ ปรากฏการณ์ของการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ตั้งแต่ปลายปี 64 มาจนถึงเดือนแรกของปีใหม่ 2565 ก็ยังคงอยู่ต่อไป อาทิ 7 ม.ค. เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรถบรรทุกหกล้อของเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.4304 สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 บนถนนสาย 418 เส้นทางบ้านมะพร้าวต้นเดียว-แยกดอนยาง หมู่ 6 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 6 กม. เหตุนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นาย และเมื่อ 18 ม.ค. 65 เหตุคนร้ายจุดชนวนระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.จะแนะ บนถนนสายจะแนะ-ดุซงญอ ช่วงบริเวณบ้านจะแนะ ม.2 ต.จะแนะ จ.นราธิวาส แม้ว่าเหตุร้ายครั้งนี้ จะไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับอันตรายถึงขั้นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หากมันได้บ่งบอกว่า ยังมีกลุ่มคนที่ถูกส่งต่อแนวคิดเกลียดชังจนถึงขั้นรุนแรงด้วยหมายเอาชีวิตคนเห็นต่างดังกล่าว แม้จะเป็นการก่อเหตุที่มีไม่บ่อยครั้งเหมือนช่วงแรกๆ ของการต่อสู้ยุคใหม่หลังปล้นปืน 2547 หากแต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ความเห็นต่าง จนเป็นความเคียดแค้นชิงชังจนหมายเอาชีวิตเจ้าหน้าที่รัฐและคนไทยที่มีความต่างทางความเชื่อทางศาสนานั้น ยังคงมีช่องว่างที่คนกลุ่มหนึ่ง ถูกทำให้เชื่อว่า พี่น้องของพวกเขา ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐอย่างต่อเนื่อง เป็นการถ่ายทอด ส่งต่อความคิดแปลกแยกทั้งในชุมชน สถานศึกษาในพื้นที่ และในสถานที่จำขังในพื้นที่ให้ขยายเป็นวงกว้างสู่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงของผู้ต้องขังอย่างเงียบๆ จนเป็นความรุนแรงที่เป็นผลสืบเนื่องให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งหากหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับชาติ ยังคงมุ่งมั่นสกัดกั้นกระบวนการบ่มเพาะเพื่อส่งต่อ ถ่ายทอดความเห็นต่าง สุดโต่งเหล่านี้ในหลากหลายวิธีการ ในหลากหลายพื้นที่ให้จริงจังต่อเนื่องต่อไปจนกว่ากระบวนการส่งต่อบ่มเพาะแนวคิดที่เป็นภัยต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติจะสิ้นซากอย่างแท้จริงแล้ว ก็เชื่อว่า การก่อเหตุร้ายทำลายล้างกันด้วยความรุนแรงนี้ จะไม่เกิดผลสืบเนื่องที่เกิดจากความคิดสุดโต่งให้เราเห็นอีกต่อไป
เสือตัวที่ 6 |

เงื่อนไขในแดนลับ

เสือตัวที่ 6 ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการพิสูจน์ทราบอย่างแน่ชัดว่า เป็นการกระทำอย่างเป็นกระบวนการ มียุทธศาสตร์ และแผนงานการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ จึงส่งผลให้การต่อสู้กับรัฐสามารถกระทำได้อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน การขับเคลื่อนการต่อสู้ของขบวนการแห่งนี้ ให้ยังคงดำรงความต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยเน้นยุทธศาสตร์การยึดครองประชาชนในหมู่บ้านเป็นฐาน และอาศัยการบ่มเพาะแนวความคิดการก่อความไม่สงบให้กับประชาชนเป้าหมายในพื้นที่ โดยอาศัยรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ เป็นเงื่อนไขสำคัญ ร่วมกับการใช้ความเป็นตัวตนเฉพาะถิ่นในพื้นที่ และหลักความเชื่อ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การสร้างความรู้สึกนึกคิดให้ประชาชนในพื้นที่มีความเป็นต่างจากรัฐ เพื่อนำประชาชนเหล่านั้น มาเป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่แห่งนี้ในที่สุด ซึ่งรัฐได้ใช้ความพยายามอย่างแรงกล้าที่จะลดและขจัดเงื่อนไขต่างๆ ดังกล่าว โดยเฉพาะเงื่อนไขที่แกนนำขบวนการฯ มักจะปลุกปั่นว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ ด้วยบริบทของคำว่า ยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน เป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับประเทศไทย ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีความคุ้นเคยในเรื่องนี้ หากแต่สามารถใช้แนวทางยุติธรรมเปลี่ยนผ่านนี้ มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวานได้ ซึ่งจำเป็นที่ต้องมีการดำเนินงานที่เข้มแข็ง เป็นระบบ มีการไปพูดคุยกับผู้คนที่เกี่ยวข้อง ด้วยการเข้าไปรับฟัง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และค้นหาความจริง ทั้งนี้ อาจจะเป็นในรูปแบบของการทำประชาพิจารณ์เพื่อให้ได้ความรู้ที่เป็นองค์รวม ทั้งนี้ กระบวนการทางยุติธรรม สามารถหล่อหลอมให้ประชาชนผู้หลงผิด และเคยเห็นต่างจากรัฐให้เปลี่ยนความคิด ปรับทัศนคติในการมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่อีกแง่มุมหนึ่ง และรอบด้านมากขึ้น เพื่อให้เกิดการคิดเชิงบวก (Positive Thinking) มากขึ้น ด้วยการสีส่วนร่วมของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและเคยหลงผิด เห็นต่างจากรัฐ ไม่ให้สร้างและขยายเครือข่ายแบ่งแยกดินแดน ตลอดจนไม่ให้กลับมากระทำความผิดซ้ำ อันเป็นการตัดวงจรขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างแท้จริง ด้วยยุติธรรมเปลี่ยนผ่านเพื่อการร่วมมือกันแก้ปัญหาและร่วมพัฒนาท้องถิ่นตามแนวทางสันติวิธี (Peaceful Way) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำความสงบสุขมาสู่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อีกครั้งหนึ่งนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ระบบกลไกของเรือนจำที่ควบคุมผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงในพื้นที่ปลายด้ามขวาน จะต้องสอดประสานกันอย่างแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกันกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อให้เกิดระบบยุติธรรมเปลี่ยนผ่านนี้ เกิดประโยชน์กับงานด้านความมั่นคงโดยเฉพาะผู้หลงผิดทั้งที่ยังเป็นจำเลยและผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงและมีโอกาสสูงในการส่งต่อขยายความคิดเห็นต่างในแง่มุมต่างๆ กับรัฐไปยังผู้ต้องขังคดีอื่นๆ ที่มีอยู่จำนวนมากในเรือนจำตางๆ ในพื้นที่ แม้กระบวนการในเรือนจำที่มีในปัจจุบัน จะดำเนินการด้วยการเคารพในสิทธิความเชื่อ และวิถีชีวิตตามหลักศาสนาอย่างมากแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารฮาลาล ที่ประกอบอาหารด้วยผู้ต้องขังชาวมุสลิมเอง หรือการละหมาดตามห้วงเวลาที่กำหนดในหลักศาสนาอิสลาม การปรับห้วงเวลารับประทานอาหารของพี่น้องผู้ต้องขังชาวมุสลิมให้เหมาะสมในห้วงถือศีลอด ตลอดจนการถ่ายทอดคำสอนตามหลักศาสนาก็ตาม หากแต่สภาพของความคิดที่ยังเป็นปัญหาคับข้องใจของผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงก็คือ การที่พวกเขาไม่ได้รับความยุติธรรมเท่าที่ควร เหล่านี้คือเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลให้ผู้พ้นโทษและออกไปจากเรือนจำไปแล้ว ตลอดจนครอบครัว มีโอกาสความเป็นไปได้สูงที่จะมีความหวาดระแวงการดำเนินการของรัฐอยู่ต่อไป ซึ่งล่อแหลมต่อการตกเป็นเป้าหมายในการขยายแนวร่วมของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในรูปแบบต่างๆ ที่สืบทอดและร่วมขยายแนวคิดการเห็นต่างจากรัฐ เพราะความคิดของการไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมเหล่านั้น ได้ถูกแผ่ขยายถ่ายทอดไปยังกลุ่มผู้ต้องขังรายอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงฯ ด้วยกันในเรือนจำ ตลอดจนบุคคลในครอบครัว ที่มาเยี่ยมในเรือนจำ อันจะเป็นการขยายต่อความเห็นต่างจากรัฐให้กว้างขวางออกไป ด้วยเงื่อนไขความไม่เชื่อมั่นในระบบของรัฐตามที่กล่าวอ้าง ด้วยสภาพของความคิดในปัจจุบันของผู้ต้องขัง ที่สืบเนื่องจากการที่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ยอมรับในกระบวนการพิจารณาคดีที่ผ่านมาข้างต้น ยังส่งผลให้กลุ่มผู้ต้องขังเหล่านั้น มีความคิดที่ขุ่นเคืองรัฐ ด้วยคิดว่า รัฐ โดยเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้นเหตุที่ทำให้คนในครอบครัวของเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ด้วยความยากลำบาก ด้วยผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นหลักสำคัญในการหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งเมื่อคนเหล่านี้ ถูกพิจารณาว่ามีความผิดในคดีความมั่นคงฯ ตามที่ถูกกล่าวหา จึงทำให้ถูกจำขังในเรือนจำ อันส่งผลให้คนอันเป็นที่รักของคนเหล่านี้ ต้องลำบากในการใช้ชีวิต ความรู้สึกเหล่านี้ ยิ่งตอกย้ำความคับข้องใจของผู้ต้องขังเหล่านี้ ให้มีความเห็นต่างจากรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มของความคับข้องใจจนเป็นเหตุของความคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐมากขึ้น รวมทั้งสมาชิกในสมาชิกครอบครัวของผู้ต้องขัง ที่ยังคงรู้สึกไม่ปลอดภัยในการดำรงชีวิตในท้องถิ่นเดิมของตน ด้วยหวาดระแวงจากการสืบทอดความคิดต่อๆ กัน และคิดไปเองว่า อาจถูกเจ้าหน้าที่รัฐเพ่งเล็ง ตรวจสอบพฤติกรรมเป็นพิเศษ จนถึงขั้นคิดไปว่าอาจถูกยัดเยียดข้อหาความมั่นคง เหล่านี้คือต้นตอของความเห็นต่างจากรัฐ อันเป็นเงื่อนไขในเรือนจำซึ่งถือเป็นแดนลับจากโลกภายนอกที่ล่อแหลมต่อการขยายแนวคิดแปลกแยกจากขบวนการแบ่งแยกดินแดน ให้เกิดแนวร่วมขบวนการฯ ได้โดยง่าย บนพื้นฐานของการไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ซึ่งนั่น จะเป็นมูลเหตุสำคัญในการขยายความคิดคับข้องใจ ออกห่างจากรัฐ และมีแนวโน้มในการปลีกตัวออกห่างจากรัฐมากขึ้น ทั้งตัวผู้ต้องขังเอง ตลอดจนสมาชิกในครอบครัว และมิตรสหายในพื้นที่ ให้ออกห่างจากรัฐ และมีโอกาสเข้าเป็นแนวร่วมในขบวนการแบ่งแยกดินแดน 3 จชต. ได้ในที่สุด กระบวนการสร้างความเห็นต่างจากรัฐในเรือนจำ จึงเป็นเงื่อนไขในแดนลับที่หน่วยงานความมั่นคงจะมองข้ามไม่ได้
เสือตัวที่ 6 |

วางใจ

เสือตัวที่ 6 ความพยายามในการก่อเหตุร้ายหลายครั้งหลายหน ตั้งแต่ปลายปี 2549 ที่ผ่านมา จวบจนต้นปี 2565 ของบรรดากลุ่มคนหัวรุนแรงในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ภายใต้การสนับสนุนอย่างลับๆ ของบรรดาแนวร่วมของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่มีจำนวนมากและแอบซ่อนตัวอำพรางสายข่าวของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างแนบเนียนยิ่ง โดยการส่งสัญญาณจากแกนนำขบวนการที่ชี้เป้าการปฏิบัติการร้ายในพื้นที่ให้สอดรับสนับสนุนการขับเคลื่อนการต่อสู้ในรูปแบบต่างๆ ของขบวนการกับรัฐ ให้สามารถดำรงความได้เปรียบในการต่อสู้ในรูปแบบที่สอดรับกับสถานการณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อันเป็นการขับเคลื่อนอย่างมีจังหวะจะโคนระหว่างส่วนต่างๆ ของขบวนการร้ายเหล่านี้ให้มีพลังในการเอาชนะฝ่ายรัฐได้ในโอกาสที่เหมาะสม อย่างเช่นในห้วงนี้ การก่อเหตุร้ายต่างๆ ไม่ได้เกิดอย่างสะเปะสะปะ หากแต่มีความพายามในการเร่งเร้าความรุนแรงให้เอื้อประโยชน์กับขบวนการต่อสู้ในการพูดคุยสันติสุขกับรัฐที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งในเร็ววันนี้ ดังเช่นกรณีต้นปี 2565 ที่ผ่านมาซึ่งล่วงเลยเทศกาลปีใหม่มาได้ไม่กี่วัน กลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ ที่ซ่องสุมกำลัง พร้อมปฏิบัติการในพื้นที่เมื่อโอกาสอำนวยและโอกาสสำเร็จงานร้ายอยู่ในระดับสูงบนความปลอดภัยของฝ่ายกองกำลังในระดับ 100% ในเกือบทุกครั้งที่ผ่านมา ย่อมแสดงให้เห็นว่า บรรดากองกำลังติดอาวุธของขบวนการเหล่านี้ มีกลุ่มมวลชนที่เป็นแนวร่วมขบวนการในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ คอยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่อย่างไร และบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเข้าใจ เข้าถึงพี่น้องคนในพื้นที่เหล่านี้ของหน่วยงานภาครัฐตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น มีผลสัมฤทธิ์มากหรือน้อยแค่ไหน และการปฏิบัติการทุกครั้งก็จะบรรลุแผนการร้ายเหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์ และที่สำคัญ หลังปฏิบัติการทุกครั้ง กลุ่มคนร้ายเหล่านี้ สามารถล่องหน หลบหนีการติดตาม จับกุม ไล่ล่าของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอยู่มากมายในพื้นที่ ได้อย่างเหลือเชื่อ ดังเช่นกรณีเมื่อกลางวันเสกๆ ห้วงเวลา 12.00 น. วันที่ 3 ม.ค 2565 ที่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้กว่า 10 คน รวมกำลังปฏิบัติการครั้งนี้อย่างที่เรียกได้ว่าลับสุดยอด และลอบโจมตีถึงฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4513 บ้านลาแป ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส อย่างอหังการแม้จะเป็นห้วงเวลาเที่ยงวัน กลุ่มก่อความไม่สงบได้เปิดฉากยิงใส่เจ้าหน้าที่ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในฐานปฏิบัติการ จนกระทั่งเกิดการยิงปะทะกันนานหลายนาที เป็นเหตุทำให้ สิบตรี เอกชัย มูเก็ม เสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธพร้อมอาวุธปืนครบมือ ได้ใช้อาวุธปืนระดมยิงใส่ทหาร ทั้ง 6 นาย ก่อนเกิดการปะทะกัน โดยมีทหารที่อยู่ภายในฐาน ได้เข้าต่อสู้นานกว่า 30 นาที ก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะล่าถอยไป โดยอาศัยความชำนาญพื้นที่และการสนับสนุนจากแนวร่วมขบวนการ หลบหนีไปได้ แม้กองกำลังของรัฐจะไล่ล่า ตรวจค้นบ้านต้องสงสัยในพื้นที่บ้านลาแป หมู่ 2 และบ้านสาเมาะ หมู่ 1 ตำบลบองอ แต่ยังไม่พบร่องรอยของคนร้ายแต่อย่างใด ต่อมา พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ .รมน.ภาค 4 ได้สั่งการ ให้ทุกฐานปฏิบัติการของรัฐในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มข้น เพราะการปฏิบัติการครั้งหลังๆ และครั้งนี้ มีการสัญญาณบ่งชี้ว่า กองกำลังติดอาวุธของขบวนการมีความฮึกเหิมในการปฏิบัติการด้วยอาวุธกับกองกำลังติดอาวุธของรัฐมากขึ้น แม้จะเป็นกำลังทหารหลัก หรือทหารพรานซึ่งได้รับการฝึกฝนเตรียมความพร้อมในการใช้อาวุธเพื่อต่อสู้กับกลุ่มคนหัวรุนแรงของขบวนการทุกรูปแบบก็ตาม ภายใต้การสนับสนุนจากกลุ่มมวลชนที่เป็นแนวร่วมของขบวนการในพื้นที่ที่ซ่อนพรางในชุมชนได้อย่างกลมกลืน เพื่อเข้าโจมตีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธของรัฐตามฐานปฏิบัติการในหลายพื้นที่ การปฏิบัติการด้วยอาวุธที่ผ่านมาจวบจนต้นปี 2565 และที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปตลอดห้วงเวลานี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า เป็นการปฏิบัติการที่สอดรับกับการขับเคลื่อนในระดับยุทธศาสตร์ของขบวนการที่กำลังเข้าสู่โหมดของการพูดคุยสันติสุขกับรัฐ เพื่อสร้างน้ำหนักของความเหนือกว่าในการต่อสู้ ตอกย้ำให้เห็นว่า ภาครัฐต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อกระบวนการพูดคุยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และชี้ให้เห็นว่า กลุ่มขบวนการยังมีศักยภาพในการก่อความไม่สงบอยู่ได้หากการพูดคุย ไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายขบวนการคาดหวัง พวกเขามีความพร้อมอยู่ในระดับสูงแค่ไหน ถึงหาญกล้าโจมตีกองกำลังทหารของรัฐได้อย่างมืออาชีพ ทั้งยังส่งสัญญาณให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐจะต้องโอนอ่อนผ่อนตมเป้าประสงค์ระดับยุทธศาสตร์ของพวกเขาหากรัฐต้องการความสงบสุขอย่างแท้จริง ความคืบหน้าการพูดคุยสันติสุข เมื่อปลายปี 2564 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์ล่าสุดที่คณะประสานงานระดับพื้นที่ (สล.3) ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับพื้นที่ โดยเป็นการมุ่งแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยแนวทางสันติวิธีด้วยการเปิดพื้นที่และเวทีการพูดคุยกับทุกกลุ่ม เพื่อแสวงหาแนวทางสันติวิธีร่วมกันระหว่างฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนแห่งนี้ และเตรียมเดินหน้าเปิดเวทีการพูดคุยสันติสุขแบบ Face to Face อีกครั้งต้นปี 2565 นี้ และไม่กี่วันข้างหน้านี้ แล้วเปิดพื้นที่รับฟังข้อเสนอภาคประชาชน เพื่อพัฒนากระบวนการสันติภาพอย่างครอบคลุม (Inclusive) เพื่อเตรียม kick off การพูดคุยสันติสุขกับ BRN ในช่วงต้นปี 2565 เตรียมนำเสนอกับดำเนินการโต๊ะพูดคุยสันติสุขต่อไป การขับเคลื่อนการต่อสู้ในสถานการณ์ที่ขับเคลื่อนไปในแต่ละห้วงเวลาของขบวนการแห่งนี้ จึงเห็นได้ว่า ล้วนสอดรับกันตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์นั่นคือ ความสำเร็จของการปกครองดูแลกันเองตามวิถีที่กลุ่มแกนนำและคนในขบวนการทั้งหลายต้องการ จนถึงระดับยุทธวิธีของกองกำลังติดอาวุธที่มุ่งเป้าหมายของการก่อเหตุร้ายที่สนับสนุนระดับยุทธศาสตร์ของขบวนการอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อใดที่สถานการณ์เปลี่ยนไป พวกเขาก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนกระบวนการการต่อสู้ได้อย่างกลมกลืนและทรงพลังยิ่ง จนภาครัฐไม่อาจปรามาสแม้แต่น้อย เพราะขบวนการแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ ลุ่มลึกและเก่งกล้าเกินกว่าที่จะวางใจได้
เสือตัวที่ 6 |

โลกใหม่

เสือตัวที่ 6 ก้าวสู่ศักราชใหม่ ปี 2565 แต่เป็นปีใหม่ที่ทุกคนในโลกมีความสบายใจไม่เต็มร้อย เพราะเป็นห้วงเวลาใหม่ที่เต็มไปด้วยการแปรปรวนในหลากหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่มีการคุกคามของฝุ่นขนาดจิ๋วที่เรียกว่า PM2.5 ที่พร้อมจะคุกคามปกติชีวิตของมนุษย์ได้ไม่ยาก การแปรปรวนของธรรมชาติที่มากขึ้นทุกวันอันกลายเป็นภัยทางธรรมชาติหลายๆ แบบที่เกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมมันได้ และการคุกคามของโรคอุบัติใหม่อันเป็นสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ที่สายตามนุษย์ปกติไม่สามารถมองมันเห็นได้ ซึ่งสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ดังกล่าวที่คุกคามชีวิตมนุษย์ถึงตายก็คือ ไวรัสโควิด-19 ที่ห้ำหั่นเอาเป็นเอาตายกับชีวิตมนุษย์ในโลกใบนี้มากว่า 2 ปีที่ผ่านมา และไม่มีทีท่าว่า พวกมันจะพ่ายแพ้ต่อศักยภาพมนุษย์ลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่นี้ กลับพัฒนาศักยภาพตัวมันเอง ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีศักยภาพสูงขึ้น และพร้อมที่จะทำลายวิถีชีวิตมนุษย์ทุกชีวิตลงได้อย่างไม่ยากนัก สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงไปทั่วโลกแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีเทคโนโลยีด้านไวรัสวิทยาสูงอันดับนำของโลก ก็ยังวิตกกังวลกับการแพร่ระบาดมากขึ้นนับจากนี้เป็นต้นไปอย่างยากที่จะคาดถึงจุดสิ้นสุดของสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้ ห้วงเวลาก่อนส่งท้ายปีเก่าในปลาย 2564 ที่ผ่านมา สถานการณ์อันเลวร้ายจากการคุกคามของไวรัสร้ายสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อโอไมครอน ได้ส่งสัญญาณให้มนุษย์โลกได้ตระหนักอีกครั้งว่า อย่าได้นิ่งนอนใจว่ามนุษย์สามารถควบคุมการขยายเผ่าพันธุ์ของพวกมันได้ง่ายๆ อย่างที่คิด ไวรัสโควิด-19 ทั้งเดลตาและโอไมครอน อาจเป็นเพียงปฐมบทของการเผชิญความเลวร้ายของชีวิตผู้คนเท่านั้น เพราะมันอาจผสมผสานกันระหว่างสายพันธุ์ ให้เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่เก่งกาจกว่าเดิม คำเตือนของประธานคณะกรรมการอียู มีขึ้นหลังจากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงในวันอังคารว่า เชื้อไวรัสโอไมครอนอาจจะระบาดเข้าไปในประเทศส่วนใหญ่ของโลกแล้ว แม้ว่าหลายประเทศยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ก็ตาม โดยประเทศสมาชิกอียูหลายประเทศตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทั้งจากสายพันธุ์โอไมครอนและเดลตา ซึ่งยุโรปกำลังเตรียมตัวรับมือการระบาดระลอกใหม่นี้ในห้วงเวลาศักราชใหม่ 2565นี้ ด้วยการเร่งขยายการฉีดวัคซีนโควิดให้แก่ประชาชนในประเทศของตน และยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นไปทั่วโลก ในปลายปี 2564 ที่ผ่านมา นาย เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวที่นครเจนีวาว่า เชื้อโอไมครอนกำลังแพร่ระบาดในอัตราที่รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นนี้อาจสร้างภาระหนักที่เกินกว่ากำลังของระบบสาธารณสุขที่จะรองรับผู้ป่วยที่ทวีมากขึ้นในหลายประเทศอีกครั้ง แม้จะมีข้อมูลเบื้องต้นก่อนหน้านี้ที่ว่า เชื้อโอไมครอนอาจไม่อันตรายเท่ากับเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์อื่น ๆ หากแต่ไม่อาจประเมินความรุนแรงของไวรัสโอไมครอนต่ำเกินไป เพราะนักไวรัสวิทยาชั้นนำของโลก ยังยอมรับว่า ขณะนี้ยังรู้จักไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนนี้น้อยมาก มันใหม่เกินกว่าที่จะวิเคราะห์ คากดการณ์ได้ว่า จะสามารถควบคุมการขยายเผ่าพันธุ์คร่าชีวิตผู้คนได้อย่างที่เคยทำมา ประธานคณะกรรมการสหภาพยุโรป กล่าวต่อรัฐสภายุโรปในห้วงปลายปีที่ผ่านมา โดยอ้างข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เตือนว่า ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน อาจกลายเป็นสายพันธุ์หลักในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ภายในช่วงกลางเดือนมกราคม 2565 นี้เป็นต้นไป ตัวอย่างสำคัญที่เห็นถึงความกังวลในหลายๆ ประเทศก็คือ หลายๆ ประเทศในยุโรป ได้กำหนดมาตรการที่เข้มงวดในการเดินทางเข้าประเทศระหว่างกันมากขึ้น หลังจากการตรวจพบผู้ป่วยโอไมครอนรายใหม่ในประเทศต่างๆ สำนักงานสาธารณสุขแห่งสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์กล่าวในทวิตเตอร์ โดยกำหนดว่านักเดินทางจากสหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเช็ก เนเธอร์แลนด์ อียิปต์ และมาลาวี จะต้องมีการทดสอบ COVID-19 เป็นลบและกักกันเป็นเวลาสิบวันเช่นกัน ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า ยุโรปได้กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดแล้ว โดยผู้อำนวยการประจำภาคพื้นยุโรปขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้เตือนประชาชนในยุโรปว่า เชื้อโควิด-19 ทั้งสายพันธุ์หลักอย่างเดลตา และสายพันธุ์ใหม่อย่างโอไมครอน และอาจผสมพันธุ์ระหว่างกันเป็นสายพันธุ์ใหม่ขึ้นไปอีก ทั้งจะมีศักยภาพที่เก่งกล้าสามารถมากขึ้นในการดำรงชีวิตและขยายเผ่าพันธุ์ของมันโดยเฉพาะการทำลายสิ่งมีชีวิตพันธุ์อื่น โดยเฉพาะเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้น จะเป็นเสมือนพายุลูกใหม่ ที่มาพร้อมกับปีใหม่ในโลกใหม่ ที่กำลังจะซัดกระหน่ำ ผู้คนในทุกๆประเทศในยุโรปและขยายไปในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกเป็นอัตราเร่งสูงขึ้นหลายเท่าทวีคูณ จากการติดเชื่อที่ง่ายขึ้น มากกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้าถึง 8.5 เท่า จึงเป็นห้วงเวลาของโลกใหม่ที่ยังเป็นเรื่องน่าวิตกกังวลยิ่ง ซึ่งจะทำให้ระบบสาธารณสุขทั่วโลกที่เป็นปัญหาอยู่แล้ว จะต้องกลับมาเผชิญกับวิกฤตการณ์อีกครั้ง ความร้ายกาจน่ากังวลของการแพร่ระบาดจาดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนหนนี้ เกิดจากการติดเชื่อที่ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น องค์การอนามัยโลกออกมาเปิดเผยว่าเชื้อโอไมครอนมีการระบาดเร็วมากขึ้น หรือระบาดเพิ่ม 2 เท่าใน 3 วัน ซึ่งแน่นอนว่า หากเป็นอย่างนี้ต่อไปย่อมส่งกระทบต่อระบบสาธารณะสุขของแต่ละประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้หลายประเทศในยุโรป ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของไวรัสโอไมครอนขณะนี้ ต้องระมัดระวังและเตรียมรับมือกับสถานการณ์อันเลวร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา อาทิเช่น เนเธอร์แลนด์ ได้ประกาศล็อกดาวน์ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่ผ่านมาในทันที และขอให้ประชาชนอยู่ในบ้านมากขึ้น รวมทั้งมีการปิดสถานประกอบการที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เหล่านี้คือปรากฏการณ์ใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่า โลกใหม่ในปี 2565 ที่มาถึงวันนี้ เป็นโลกใหม่ในยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนของทุกสรรพสิ่งที่จะเกิดขึ้น สภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไป ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ภัยร้ายจากฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว โรคอุบัติใหม่ที่ไม่ใช่เพียงโควิด-19 หากแต่หมายรวมถึงวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนั่น ทุกองค์กรย่อมต้องการผู้นำที่มีแนวคิดใหม่ ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คนในสังคมนั้น จึงจะสามารถเผชิญกับโลกใหม่ในปี 2565 และปีต่อๆ ไปได้อย่างผู้ชนะ
สยามรัฐออนไลน์ |

ทันโลก

เสือตัวที่ 6 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทั้งภายในประเทศเองและสภาพแวดล้อมภายนอกประเทศ อันเป็นสภาวะแวดล้อมของโลกประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวางในโลกใบนี้ ที่ล้วนส่งผลกระทบต่อวิถีการขับเคลื่อนการจัดการ หรือการดำเนินการในทุกองคาพยพอย่างมหาศาล เพราะบริบทหรือสภาพแวดล้อมในโลกยุคใหม่ย่อมมีความใกล้ชิดอย่างแยกไม่ออกของทุกมิติทุกเรื่องอย่างแนบแน่น หากแต่ว่าผู้นำในองค์กรหรือผู้ร่วมอุดมการณ์ ผู้ร่วมสังคมนั้นๆ จะสามารถเรียนรู้ ให้ความสำคัญ และปรับกระบวนการให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงทีมากน้อยอย่างไรเหล่านี้เราเรียกกันว่า การปรับตัวให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอันหลากหลายและมากมายให้ยังคงอยู่ในเส้นทางที่จะนำไปสู่ชัยชนะในการต่อสู้ทุกสมรภูมิ ซึ่งนั่นเป็นแนวคิดที่เป็นจริงและสามารถใช้ได้กับทุกประเทศ ทุกองค์กร ทุกขบวนการ ทุกสังคม ทุกมิติอย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยการยอมรับ และปรับตัวทั้งวิธีคิด และการกระทำ ที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมนำมาซึ่งความได้เปรียบในการต่อสู้ เรียกได้ว่า เป็นความชาญฉลาดในการขับเคลื่อนการต่อสู้เพื่อชัยชนะที่แท้จริง และในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทย ก็อยู่ในสัจจะอันนี้อย่างชัดเจน สภาพแวดล้อมของโลก ย่อมส่งผลต่อความสำเร็จหรือชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เรียนรู้ ให้ความสำคัญ และมีความสามารถในการปรับวิธีคิด ปรับแนวทางให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ การต่อสู้ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ความได้เปรียบหรือตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ จนเสียเปรียบกระบวนวิธีของอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมเป็นการยากที่จะพลิกกลับมาเป็นฝ่ายเหนือกว่าอีกฝ่ายหึ่ง หากตกเป็นฝ่ายที่ล้าหลังทางความคิดอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นเพียงกลไก ฟันเฟืองตัวเล็กๆ ในกระบวนการที่ล้าหลังทางความคิด ยังคงมุ่งมั่นในการเดินทางบนวิถีอันล้าหลังไม่ทันโลก ก็ย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อภาพรวมของขบวนการทั้งหมดอย่างคาดไม่ถึงหากผู้นำขบวนการร้ายแห่งนี้ รวมทั้งกลุ่มคนที่ไม่ทันโลก คอยแต่จะยึดมั่นในแนวทางการต่อสู้ที่ล่วงเลยเงื่อนไขและคัดง้างกับสภาพแวดล้อมที่รายรอบการต่อสู้ ที่กำลังบ่งบอกว่า แนวคิดและวิธีการต่อสู้ที่คอยแต่จะยุแหย่ให้เกิดความคับข้องใจ รวมทั้งลงมือก่อเหตุร้ายอย่างไร้ทิศทาง จะนำพาขบวนการของฝ่ายนั้นไปสู่หายนะ ด้วยจากปรากฏการณ์ของการคงการต่อสู้อย่างสะเปะสะปะ ไม่เลือกเป้าหมาย ทำอะไรรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้ามอย่างใดก็จะลงมือกระทำ ยิ่งแสดงให้มวลชนคนในพื้นที่ปลายด้ามขวนเห็นชัดเจนว่า ควรจะเชื่อถือ และให้การสนับสนุนฝ่ายใดอย่างที่ตัดสินใจให้เชื่อได้ไม่ยาก ฝ่ายใดเป็นฝ่ายทำให้เขาและคนที่เขารักได้ประโยชน์ครบทุกด้านมากกว่ากัน ฝ่ายใดเป็นผู้สร้างสรรค์ ฝ่ายใดเป็นผู้เหนี่ยวรั้งวิถีที่คนในพื้นที่ปรารถนา การก่อเหตุร้ายอย่างไม่มีทิศทาง ปละไม่ดำรงเป้าหมายในการต่อสู้ที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อสู้ในวิถีที่ไม่ทันโลก ทันเหตุการณ์ สอดคล้องกับสภาพแวดล้มของโลกและในชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมเป็นที่มาของการเลือกอยู่กับฝ่ายใดได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนที่มีแนวคิดสุดโต่งอันล้าหลัง ไม่ทันต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการต่อสู้ที่ไม่สนองตอบต่อความต้องการของมวลชนคนในพื้นที่อันเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้แบบใต้ดินอย่างขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่กระทำเหตุร้ายต่อผู้บริสุทธิ์ ผู้คนที่ไม่พร้อมจะต่อสู้ โดยเฉพาะนักบวชไม่ว่าจะเป็นศาสนาความเชื่อใด ย่อมทำให้มวลชนในพื้นที่ ต่างถอยห่างออกจากฝ่ายนั้น และอย่างน้อยก็ไม่ให้การสนับสนุนใดๆ อย่างที่ผ่านมา เพราะพวกเขาเห็นแล้วว่า การดำเนินการของคนกลุ่มนี้ในขบวนการ ไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เลย และหากแย่ไปกว่านั้นคือ หากมวลชนคนส่วนใหญ่ในพื้นที่เชื่อมั่นเห็นจริงในการดูแลช่วยเหลือจากรัฐ ก็มีแนวโน้มสูงว่า จะมีการย้ายฝั่งมาให้การสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกับขบวนการร้ายแห่งนี้ ซึ่งนั่นก็คือฝ่ายรัฐในที่สุด ซึ่งนั่น เป็นการปิดประตูตายของการบรรลุเป้าหมายสุดท้ายของขบวนการที่ต้องการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่กับคนส่วนใหญ่ในประเทศลงไปอย่างสิ้นเชิง จากกรณีตัวอย่างอันหนึ่ง ในเหตุระเบิดที่กลุ่มคนหัวรุนแรง แนวคิดสุดโต่งล้าหลังไม่ทันโลก ที่ลอบทำร้ายนักบวช 2 รูป ในศาสนาพุทธที่กำลังเดินบิณฑบาตอันเป็นวัตรปฏิบัติทางศาสนา ในเขตเทศบาล ต.รือเสาะ จ.นราธิวาส โดยเป็นชนิดแสวงเครื่อง ประกอบใส่ถังแก๊สขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม น้ำหนักระเบิดประมาณ 20 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ถูกนำไปวางไว้ในถังขยะหน้าบ้านชาวบ้าน โดยคนร้ายรู้ว่าบ้านเรือนประชาชนในละแวกนี้จะออกมาใส่บาตรทุกเช้า โดยหวังจะสังหารพระสงฆ์จากวัดราษฎร์สโมสรที่กำลังเดินบิณฑบาต พร้อมกับทหารชุดคุ้มครองพระ จึงนำระเบิดมาวางดักสังหารในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งนักบวชและเจ้าหน้าที่ทหารรวม 4 ราย การหมกมุ่นอยู่กับวิธีคิดเดิมๆ ที่เคยถูกเสี่ยมสอน แต่งเติมความเห็นต่างกับฝ่ายอื่นที่แม้เป็นคนร่วมสังคมประเทศเดียวกัน จากการเป็นเพียงแนวร่วมที่คอยสนับสนุนการต่อสู้จนถลำลึกไปเป็นกลุ่มคนติดอาวุธและลงมือก่อความรุนแรงด้วยคนหนึ่ง จากงานวิจัยฉบับหนึ่ง พบว่าเป็นการยากที่คนกลุ่มนี้จะยอมรับว่า ความคิดและการกระทำของตนนั้นผิดพลาดและถูกหลอกจากนักสร้างมวลชนในขบวนการร้ายแห่งนี้ คนกลุ่มนี้ไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนความคิดสุดโต่งรุนแรงเหล่านี้ เหตุรุนแรงในพื้นที่ปลายด้ามขวานจึงมีโอกาสเกิดขึ้นซึ้แล้วซ้ำเล่าไม่สิ้นสุดแม้ว่าในมโนสำนึกลึกๆ ของคนกลุ่มนี้จะรับรู้ว่า มันเป็นวิธีคิดและการต่อสู้ที่ไม่ทันโลกเสียแล้ว เพียงแต่หลอกตัวเองไปวันๆ ว่า เป็นความสะใจมากกว่าการบรรลุเป้าหมายสุดท้ายของกลุ่มคนในขบวนการที่ต้องการแยกปกครองกันเองของคนในพื้นที่ เมื่อเป็นดังนี้ รัฐจึงมีหนทางเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ ปิดล้อมกลุ่มคนล้าหลังสุดโต่งที่หลงเหลืออยู่ให้ทำอะไรไม่ได้ ด้วยคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ที่มีความรับรู้เข้าใจให้ความสำคัญกับการแสวงหาความร่วมมือระหว่างกัน แม้ว่าจะมีความคิดความเห็นที่ระหว่างกลุ่มต่างๆ ไม่ตรงกัน 100% โดยเฉพาะกลุ่มแกนนำที่หูตาสว่างและพร้อมที่จะปรับแนวคิด เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้จากการต่อสู้ด้วยความรุนแรงทุกรูป มาเป็นการต่อสู้ทางความคิดอย่างมีเหตุมีผล ยอมรับแนวคิด Win-Win Solutions ในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่แต่ละฝ่ายต้องการให้ดีที่สุด โดยนำเสนอให้เห็นอย่างกว้างขวางว่า โลกวันนี้ เป็นโลกใหม่ที่ต้องการความร่วมมือ การแสวงประโยชน์ร่วมกันเพื่อเอาชนะภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาทิ Covid-19 นี้ให้ได้ เพราะนั่นคือความคิดที่ทันโลกที่คนในทุกสังคมกำลังต้องการ
เสือตัวที่ 6 |

คำถามสำคัญ

เสือตัวที่ 6 ความพยายามในการก่อเหตุร้ายเพื่อหล่อเลี้ยงกระแสของการต่อสู้ของบรรดาคนในขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานกับรัฐนั้น ยังคงดำรงมั่นอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย แม้ว่าการเวลาจะผ่านพ้นไปเนิ่นนานสักเพียงใด และสถานการณ์ในขณะนี้ที่ไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยการต่อสู้ด้วยความรุนแรงด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทุกชีวิตต้องเอาตัวรอดจากการติดเชื้อไวรัสร้ายตัวนี้ไปให้ได้ก่อน ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของเหล่าขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ว่า คนเหล่านั้นไม่มีศักยภาพพอที่จะปกป้องหรือปกครองคนในพื้นที่ได้แม้แต่นิดเดียว โดยเฉพาะระบบด้านสาธารณสุขที่คนในพื้นที่ต่างแลเห็นแล้วว่า จำเป็นต้องพึ่งพาการดูแลจากรัฐอย่างชัดเจน ดังนั้นคำถามสำคัญที่บรรดาแกนนำขบวนการแบ่งแยกผู้คนยังหาคำตอบไม่ได้ก็คือ เมื่อแยกการปกครองของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ออกจากการดูแลของรัฐไปได้จริงๆ แล้ว คนในพื้นที่จะมีชีวิตที่สุขสบาย ได้รับการดูแลจากรัฐได้ดีอย่างนี้หรือไม่ เป็นคำถามที่คนในพื้นที่ท้องถิ่นที่มีใจเป็นกลางตั้งขึ้น และพยายามได้รับคำตอบจากบรรดาแกนนำขบวนการและแนวร่วมระดับนำทั้งหลายมาโดยตลอด หากแต่หาได้คำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำไม่ คำตอบต่อคำถามสำคัญอันนี้ เพียงแต่เป็นคำตอบข้างๆ คูๆ ไปวันๆ หนึ่งว่า ให้ได้แยกการปกครองออกเป็นอิสระจากรัฐก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน ซึ่งเป็นคำตอบที่คลุมเครือไร้อนาคตและไม่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม คำถามที่ว่า จะแยกการปกครองออกไปจากรัฐเพื่ออะไร และหากแยกการปกครองออกไปได้จริงๆ แล้ว วิถีชีวิตของพี่น้องส่วนใหญ่ในพื้นที่ จะดีกว่าที่อยู่ในปัจจุบันหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะศักยภาพในการดูแลสารทุกข์สุกดิบของพี่น้องให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ มีสกุลเงินเป็นของตัวเอง มีจำนวนเงินมากพอในการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้นอย่างในปัจจุบันอย่างไร มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรบ้างที่จะเป็นต้นทุนในการทำมาค้าขายระหว่างประเทศเพื่อความเจริญผาสุกของคนในพื้นที่ มีพลังงานไฟฟ้าเป็นของคนในท้องถิ่นเองหรือยัง มีระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานพอหรือไม่ และที่สำคัญคือ บรรดาขบวนการร้ายแห่งนี้ มีระบบการรักษาพยาบาล ที่เรียกกันว่าระบบสาธารณสุข ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมทั้งระบบยารักษาโรคโดยเฉพาะวัคซีนที่จะใช้ป้องกันไวรัสร้ายตัวนี้เหล่านั้น คนในขบวนการแบ่งแยกดินแดน มีความพร้อมเพียงใด จะเทียบเท่าหรือดีกว่าระบบสาธารณสุขของรัฐได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเกิดโรคระบาดจากไวรัสโควิด-19 ล่าสุด ที่กำลังไล่ล่าทุกชีวิตในโลกใบนี้อย่างบ้าคลั่ง ย่อมสะท้อนให้เห็นเป็นที่ประจักษ์กับผู้คนในพื้นที่ว่า คนในขบวนการไม่มีศักยภาพที่จะทำได้เมื่อเทียบกับระบบสาธารณสุขของรัฐ และการที่จะหวังพึ่งการช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศหรือประเทศมุสลิม ก็ยิ่งเห็นแล้วว่า ณ เวลานี้ เป็นยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ที่ทุกประเทศ ทุกองค์กร ต่างพยายามช่วยเหลือตัวเองเพื่อหนีตายก่อนที่จะช่วยเหลือรัฐอื่น ในขณะที่คนในขบวนการ โดยเฉพาะแกนนำและกลุ่มคนที่นิยมความรุนแรงหัวคิดสุดโต่ง ยังไม่นำพาสถานการณ์แวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยในการต่อสู้ของขบวนการกับรัฐเช่นกล่าวมาข้างต้นนี้ คนกลุ่มนี้ ยังปฏิบัติการสวนทางกับสถานการณ์แวดล้อมที่ทุกชีวิตในพื้นที่ต่างต้องการความช่วยเหลือจากรัฐด้วยศักยภาพของรัฐที่มีสูงกว่ามากในการปกปักรักษาสุขภาพให้คนในพื้นที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด คนกลุ่มนี้ยังดันทุรังในความพยายามที่จะก่อเหตุร้ายทำลายชีวิตอันเป็นปกติของพี่น้องในพื้นที่ ขัดขวางเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และแก้ปัญหาโดยเฉพาะวิกฤติโควิด–19 ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ที่มีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์โอไมครอนที่มีอานุภาพในการแพร่ระบาดได้มากขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว หากแต่กลุ่มคนหัวคิดรุนแรงสุดโต่งก็ยังไม่ตระหนักต่อสถานการณ์การต่อสู้ที่ไม่เอื้ออำนวย พวกเขายังพยายามก่อเหตุร้ายต่างๆ เรื่อยมาเท่าที่โอกาสจะเปิดให้ โดยไม่แยแสต่อความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องในพื้นที่แม้แต่น้อย ทั้งที่เชื่อแน่ว่า ขบวนการทั้งหลายในการต่อสู้แบบใต้ดินกับรัฐที่มีศักยภาพในทุกด้านที่มากกว่านั้น ขบวนการเหล่านั้น ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในพื้นที่ที่เรียกว่ามวลชน เป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้ทุกสมรภูมิรบแบบใต้ดิน สงครามการแย่งชิงหัวใจของมวลชนซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะฝ่ายตรงข้ามเสมอมา ดังตัวอย่าง ที่อาจจะไม่ใช่ตัวอย่างสุดท้ายของความสุดโต่งโดยไม่สนใจสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอันหนึ่งก็คือ กรณีกลุ่มคนร้ายก่อเหตุลอบวางระเบิดขบวนรถไฟขบวนที่ 986 เมื่อ 28 ส.ค.64 ซึ่งกำลังบรรทุกสินค้าการเกษตรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร 3 จังหวัด โดยกำลังนำส่งที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเที่ยวแรก บริเวณระหว่างสถานีป่าไผ่-ตันหยงมัส โดยคนร้ายนำระเบิดวางบริเวณกลางรางรถไฟ ทำให้ขบวนรถไฟได้รับความเสียหายจำนวนหนึ่ง และเมื่อ 13 ธ.ค.64 คนร้ายลอบวางระเบิดรถไฟสายสุไหงโก-ลก-เมืองคอน ที่ ม.8 บ้านสามยอด ต.โคกโพธิ์ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งต่อมา จนท.พบหลุมระเบิดและตรวจพบสายไฟ ลากเข้าไปในป่า คาดคนร้ายเป็นกลุ่มคนในขบวนการร้ายที่อำพรางตัวเองอยู่ในพื้นที่ โดยมุ่งสร้างสถานการณ์ความไม่สงบเพื่อหวังจะหล่อเลี่ยงสถานการณ์การต่อสู้ของพวกเขาให้ดำรงคงอยู่ต่อไปโดยไม่แยแสต่อความรู้สึกของพี่น้องมวลชนในพื้นที่ที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐในหลายๆ เรื่อง โดยก่อนเกิดเหตุ รถไฟขบวนดังกล่าวเพิ่งรับผู้โดยสารจากสถานีรถไฟปัตตานี (โคกโพธิ์) จากนั้นขบวนรถไฟได้วิ่งต่อไปยังสถานีรถไฟตาแปด การก่อเหตุร้ายครั้งนี้ส่งผลให้ขบวนรถจากสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ไปยังภาคใต้ตอนบนรวมถึงกรุงเทพฯ ทั้ง จ.พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกรุงเทพฯ แม้ยังให้บริการตามปกติทุกขบวนแต่จะสิ้นสุดการเดินทางแค่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่เท่านั้น ทำให้พี่น้องมวลชนซึ่งเป็นผู้โดยสารที่มีความจำเป็นในการเดินทางด้วยรถไฟ และมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างระบุว่า หากรถไฟหยุดวิ่งจะทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เพราะต้องเดินทางมาเรียนและมาทำงาน โดยการเดินทางด้วยรถไฟจะประหยัดและสะดวก จึงอยากขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ยุติการก่อเหตุรุนแรงทุกรูปแบบโดยเฉพาะกับรถไฟทุกขบวน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในการเดินทางสัญจรไปมา และสนับสนุนการดูแลประชาชนจากรัฐให้จะดีกว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้ จึงยิ่งซ้ำเติมคำถามสำคัญที่ยังไม่ได้รับคำตอบว่า อนาคตของคนในพื้นที่ ควรอยู่กับฝ่ายใดจะดีกว่าและอยู่ในโลกความเป็นจริงมากกว่ากัน
เสือตัวที่ 6 |

พร้อมรับมือ

เสือตัวที่ 6 ในขณะที่ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของทุกประเทศในโลกขณะนี้ คือภัยคุกคามที่มองไม่เห็นอย่างโควิด-19 ซึ่งแน่นอนว่า ภัยคุกคามตัวใหม่นี้กำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยในทุกมิติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบที่มีต่อความมั่นคงของไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลกในระยะยาวได้ เชื้อไวรัสโควิด–19 ตัวนี้ เป็นสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ที่พร้อมจะพัฒนาตนเอง อย่างที่มนุษย์เรียกปรากฏการณ์การพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น มีศักยภาพในการดำรงชีวิตได้สูงขึ้นนี้ว่า เป็นการกลายพันธุ์ของพวกมันอย่างไม่อาจกระพริบตาได้ เพราะสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่นี้ อุบัติขึ้นด้วยเป้าหมายในการอยู่รอดบนโลกใบนี้ที่สามารถกลายพันธุ์ด้วยตัวมันเองและการกลายพันธุ์จากการผสมผสานพันธุกรรมที่มีอยู่อย่างหลากหลายให้เป็นสายพันธุ์ใหม่ได้ตามหลักชีววิทยาของไวรัสที่มนุษย์เคยรู้จักกันมา และสิ่งเหล่านี้ ย่อมส่งผลให้ความมั่นคงในมิติดั้งเดิมที่มนุษย์เคยเชื่อนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งผลกระทบใหม่เหล่านี้ ย่อมส่งผลให้ทุกองคาพยพของชาติด้านความมั่นคงของมนุษยชาติ ต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมของสถานการณ์ใหม่ๆ ที่ผันแปรไปอย่างรวดเร็วนี้อย่างทันท่วงที และในขณะที่มนุษย์โลกกำลังเผชิญกับการปรับตัวเพื่อพร้อมรับมือกับภัยคุกคามตัวใหม่อย่างไวรัสโควิด-19 อย่างขมีขมัน กลับเกิดสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นภาวการณ์คุกคามทางทหารของประเทศที่มีอิทธิพลต่อทุกประเทศในโลกใบนี้ในห้วงเวลาเดียวกัน ยิ่งซ้ำเติมภาวะไม่มั่นคงของคนในทุกประเทศของโลกใบนี้ให้เลวร้ายลงไปอีกอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น ด้วยห้วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง หลังกองทัพรัสเซียได้เปิดฉากยิงและยึดเรือรบของยูเครนในน่านน้ำทะเลดำ ซึ่งสร้างความวิตกกังวลอย่างกว้างขวางว่าอาจก่อให้เกิดการปะทะรุนแรง จนนำไปสู่สงครามที่จะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้ทุกประเทศอันยากจะประเมินได้ ยูเครนซึ่งมีพรมแดนทางตะวันออกเกือบทั้งหมดติดกับรัสเซีย มีประชากรส่วนหนึ่งที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกมีแนวคิดและวิถีชีวิตคล้ายคลึงไปในทางรัสเซีย และใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาราชการ ขณะที่ประชากรในฝั่งตะวันตกซึ่งมีพื้นที่ติดกับยุโรปกลับมีแนวคิดและวิถีชีวิตใกล้เคียงกับชาวยุโรป และเริ่มเปิดรับระบบทุนนิยมเข้ามา ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกและตะวันออก ส่งผลให้ประชาชนในประเทศซึ่งแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่ฝักใฝ่สหภาพยุโรป (Pro-Euromaiden) และฝ่ายที่ฝักใฝ่รัสเซีย (Pro-Russian) ส่งผลให้เกิดปัญหาการเมืองภายในยูเครนมาโดยตลอด ขณะที่ฝ่ายรัสเซียก็ได้ยกกองกำลังทหารพร้อมยุทโธปกรณ์หนักเข้ามาประชิดพรมแดนยูเครน ทำให้ความขัดแย้งภายในประเทศลุกลามบานปลายจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากกองทัพรัสเซียได้ยิงและยึดเรือรบยูเครน 3 ลำ บริเวณนอกชายฝั่งของไครเมีย โดยอ้างว่าเรือของยูเครนรุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของรัสเซียอย่างผิดกฎหมายและได้ดำเนินการที่อันตราย การปะทะกันระหว่างรัสเซียและยูเครนในทะเลดำได้สร้างความไม่พอใจ และก่อให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นในหมู่ประชาชนว่าอาจทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั่วโลก โดยทั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ต่างออกมาประกาศเตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินขึ้นทันทีในวันถัดมา ก่อนที่นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) จะแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนในบริเวณช่องแคบเคิร์ช ซึ่ง ณ เวลานี้ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อมายาวนานจวบจนปะทุขึ้นมาอีกครั้งล่าสุดนี้ ยังไม่มีวี่แววว่าที่จะยุติลงง่ายๆ ฟางเส้นสุดท้ายอันเปราะบางต่อการปะทะรุนแรงของรัสเซียที่พร้อมเข้าเผชิญหน้าด้วยสงครามนิวเคลียร์โดยไม่สนใจต่อมหาอำนาจอย่างองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ซึ่งยูเครนเป็นสมาชิกอยู่และมีชาติตะวันตกหนุนหลังอยู่ก็ตาม ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั่วโลก ในขณะเดียวกันความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวันก็คุกรุ่นมากขึ้น โดยนายจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาประณามคำพูดของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน พร้อมกับเตือนว่าสหรัฐและไต้หวันกำลังเล่นกับไฟด้วยการยั่วยุจีน โดยนายแอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่าสหรัฐมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจว่าไต้หวันมีวิธีการที่จะปกป้องตนเอง ในขณะที่นายจ้าว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แสดงที่ทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า "ประเด็นไต้หวันเป็นเรื่องภายในของจีน ขณะที่นักการเมืองสหรัฐฯ บางคน ต้องการท้าทายหลักการจีนเดียวด้วยการละเมิดแถลงการณ์ร่วมสามฉบับระหว่างจีน-สหรัฐ และจีนส่งสัญญาณว่าเป็นการผิดพลาดอย่างรุนแรงของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชของไต้หวัน กองกำลังแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชของไต้หวันกำลังเรียกร้องการสนับสนุนจากต่างชาติและพึ่งพาสหรัฐในการเรียกร้องเอกราช และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันในขณะนี้ โดยจีนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรวมชาติอย่างสันติ แต่จีนจำเป็นต้องตอบโต้อย่างรุนแรงหากกองกำลังแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชของไต้หวัน" ในขณะที่ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีก็ประทุขึ้นอีกครั้ง โดยเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือผู้ประกาศชัดว่าเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯ และพันธมิตรของเกาหลีใต้นั้น แจ้งว่าเกาหลีเหนือได้ทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง(HGV) รุ่นใหม่ ชื่อ Hwasong-8 ซึ่งทดสอบเมื่อวันอังคารประสบความสำเร็จ โดยระบุว่าขีปนาวุธเหนือเสียงที่ว่านี้เป็นไปแล้วสามครั้ง ทำให้นักวิเคราะห์เตือนว่า ขีดความสามารถในการโจมตีที่เพิ่มขึ้นของเกาหลีเหนือ แม้จะยังไม่มีการทดสอบอย่างสมบูรณ์ก็ตาม ทำให้สหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที ความตึงเครียดในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปหลากหลายรูปแบบ ทั้งภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมมันได้ ประกอบกับความตึงเครียดของภัยคุกคามแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นภัยคุกคามทางทหารในหลายภูมิภาคพร้อมๆ กันในขณะนี้ จึงจำเป็นและสำคัญยิ่งที่ทุกประเทศจะต้องตื่นตัว เร่งสร้างสรรค์เตรียมความพร้อมรับมือจากผลกระทบของภัยคุกคามทุกรูปแบบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้าให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
เสือตัวที่ 6 |

รวมพลัง

เสือตัวที่ 6 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำเตือนเมื่อ 29 พ.ย.64 ว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่มีชื่อว่า “โอไมครอน” มีแนวโน้มที่จะแพร่ระบาดไปทั่วโลก โดยการเกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์ของไวรัสตัวนี้ ยังไม่มีข้อค้นพบที่แน่ชัดว่า มันกลายพันธุ์มาจากไวรัสตัวไหนกับตัวไหน แต่ที่แน่ๆ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ โอไมครอนนี้ ได้สร้างความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งต่อประชากรในประเทศทั่วโลก และการที่มีโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนนี้ กำลังมีแนวโน้มที่เป็นไปได้สูงว่า พวกมันมีประสิทธิภาพสูงขึ้นทั้งการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้น จากความสามารถในการหลบหลีกภูมิต้านทานในตัวมนุษย์ที่เกิดจากวัคซีนทั้งหลายในปัจจุบัน ทั้งพวกมันยังสามารถติดต่อกระจายไปได้อย่างกว้างขวางแม้ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกันตามมาตรการที่เคยทำสำเร็จมาแล้วจากการป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดิม ซึ่งก็อาจนำไปสู่สถานการณ์อันเลวร้ายต่อมวลมนุษยชาติอีกครั้งหนึ่ง ด้วยโอไมครอนส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ การเพิ่มขึ้นในส่วนการส่งผ่านการแพร่เชื้อ หรือการก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายโดยมีการเปลี่ยนแปลงในทางระบาดวิทยา (การพัฒนาของเชื้อโรค) ของโควิด-19 ความรุนแรงของโรค หรือการเปลี่ยนแปลงในอาการของโรคทางคลินิกที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขและมาตรการทางสังคม หรือการวินิจฉัย วัคซีน รวมทั้งระบบการบำบัดรักษาโรคที่มีอยู่ ทั้งนี้ WHO ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนนี้ มีจำนวนการกลายพันธุ์บนโปรตีนหนาม (Spike Protein) ในหลายตำแหน่งอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งบางตำแหน่งก็น่าหวั่นวิตกว่าจะมีอิทธิพลต่อแนวโน้มของสถานการณ์โรคระบาด ดังนั้นความเสี่ยงโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจึงอยู่ในระดับสูงอย่างยิ่งในสถานการณ์ขณะนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไวรัสโอไมครอนตัวนี้ ยังเป็นไวรัสที่มนุษย์พบเจอครั้งแรกที่ประเทศอาฟริกาใต้ ที่ WHO ได้รับรายงานเรื่องไวรัสตัวนี้ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 64 ซึ่งเป็นไวรัสตัวใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ความรู้ความเข้าใจของสิ่งมีชีวิตตัวนี้ยังมีไม่มากพอ ข้อมูลต่างๆ ในห้วงเวลานี้ จึงเป็นเพียงข้อสันนิฐานของนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับไวรัสวิทยาเท่านั้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน เพื่อทำความเข้าใจถึงความสามารถของสายพันธุ์โอมิครอนในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนและการติดเชื้อครั้งก่อนหน้า โดยคนทั้งโลกต่างคาดหวังว่า น่าจะมีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ในขณะที่คนทั้งโลก กำลังตื่นตัวเรื่องโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่อย่างโอไมครอนที่อุบัติขึ้นใหม่อย่างน่ากังวล แต่อย่าลืมว่าไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดิมที่เรียกว่า สายพันธุ์เดลตา ก็ยังไม่ได้จางหายไปเท่าใดนัก สายพันธุ์เดลตายังคงเป็นสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้อย่างประมาทไม่ได้ การควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อเดลตายังไม่สามารถควบคุมได้เท่าที่ควร จึงคงปรากฏการณ์ของคนติดเชื้อทั่วโลกมากที่สุดในปัจจุบัน ดร.โซเมีย สวามินาธาน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ WHO กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อกว่า 99% ทั่วโลกเกิดจากสายพันธุ์เดลตา และอัตราการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกลุ่มที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน จึงคิดว่านั่นคือเรื่องที่คนทั้งโลกต้องให้ความสำคัญก่อน ในขณะที่ผู้คนต่างเฝ้ารอข้อมูลเพิ่มเติมอย่างใจจดใจจ่อเกี่ยวกับสายพันธุ์โอไมครอน จากประสบการณ์ของมนุษยชาติที่ต่อสู้กับภัยคุกคามตัวใหม่ที่มนุษย์มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมานี้ มีบทเรียนสำคัญว่า ไวรัสร้ายตัวนี้ที่ชื่อ โควิด-19 สามาถแพร่กระจายไปได้ทั้งโลกไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ใด ด้วยการเกาะติดกับมนุษย์ที่มีเชื้อซึ่งมันแอบซ่อนตัวไปกับมนุษย์ที่เดินทางไปมาหาสู่กันจากทวีปสู่ทวีป จากประแชทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง โดยมีมนุษย์เป็นพาหะในการเดินทางเพื่อขยายเผ่าพันธุ์ของมัน พร้อมกับการคร่าชีวิตผู้คน และทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมอันเป็นปกติสุขของผู้คนในโลกมาอย่างมากมายอย่างที่มนุษย์หยุดยั้งมันได้ยาก ปรากฏการณ์นี้ จึงเป็นข้อเตือนใจให้ทุกประเทศต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับการเตรียมรับมือกับไวรัสร้ายตัวใหม่นี้อย่างจริงจังและทันการณ์ เพราะมันสามารถเดินทางไปยังคนในทุกดินแดนได้แม้จะอยู่ห่างไกลกัน อาทิ วันที่ 28 พ.ย.2564 สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า อังกฤษ เยอรมนี และอิตาลี เป็นสามประเทศที่พบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ขณะที่หลายประเทศได้ระงับการเดินทางจากกลุ่มประเทศแอฟริกาตอนใต้แล้ว และล่าสุด ทางการประเทศญี่ปุ่น ได้ยืนยันการพบผู้ติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์โอไมครอนรายแรกที่พบในญี่ปุ่น เป็นทูตจากประเทศนามิเบีย โดยถูกตรวจพบเชื้อที่สนามบินนาริตะ นับเป็นผู้ติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์รายแรกที่พบในญี่ปุ่น หลังจากที่ทางการญี่ปุ่นเพิ่งจะประกาศปิดประเทศ ห้ามชาวต่างชาติจากทุกประเทศเข้ามายังญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 เดือน โดยเริ่มมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อโอไมครอน กำลังเป็นเชื้อโควิดกลายพันธุ์ที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำ ถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักวิทยาศาสตร์ในแอฟริกาใต้ และตั้งแต่นั้นได้มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อในเบลเยียม บอตสวานา อิสราเอล และฮ่องกง และแม้ว่านักระบาดวิทยาจะกล่าวว่า การระงับการเดินทางอาจสายเกินไปที่จะหยุดไม่ให้โอไมครอนระบาดไปทั่วโลก แต่ก็เป็นมาตรการฉุกเฉินเร่งด่วนประการเดียวที่มีอยู่ในขณะนี้ที่หลายประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกา บราซิล แคนาดา และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป รวมทั้งประเทศไทยและประเทศต่างๆ เริ่มทยอยประกาศระงับการเดินทางหรือจำกัดการเดินทางจากแอฟริกาใต้แล้ว ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และเริ่มใกล้ประเทศไทยเข้ามาทุกที เมื่อสิงคโปร์ ตรวจพบผู้โดยสาร 2 ราย ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน โดยเป็นผู้ที่เดินทางจากประเทศแอฟริกาใต้ มาเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินชางงีของสิงคโปร์ เพื่อไปยังปลายทางนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย โอไมครอนคือตัวอย่างของภัยร้ายของคนทั้งโลกที่สายตามนุษย์มองไม่เห็น มันจึงเป็นสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวที่กำลังก่อสงครามกับมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรตระหนักถึงภยันตรายที่มีต่อมนุษย์ทั้งโลกร่วมกันอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสิ่งมีชีวิตพันธุ์นี้ มันพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพสูงขึ้นตลอดเวลาเพื่อต่อสู้กับศักยภาพของมนุษย์อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งนั่นน่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่มนุษย์โลกต่างต้องตระหนักถึงสงครามครั้งใหม่นี้ร่วมกัน เพื่อละวางอุดมการณ์หรือแนวความคิดใดๆ อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าของมนุษย์ และมุ่งมั่นรวมพลังของทุกคนในโลกเพื่อเอาชนะสงครามครั้งนี้ให้ได้
เสือตัวที่ 6 |

กลไกสำคัญ

เสือตัวที่ 6 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) โดยเฉพาะ องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. นั้น เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนหรือแปลงนโยบายจากส่วนกลางไปสู่การปฏิบัติให้เกิดมรรคเกิดผลกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ท้องถิ่นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้น บทบาทสำคัญของ อบต. ก็คือการนำความทุกข์ยากและความต้องการที่เกินกำลังของตน มาสู่หน่วยงานท้องถิ่นที่สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือหน่วยงานราชการในระดับภูมิภาค เพื่อการแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนคนรากหญ้า และการพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง หากองค์กรปกครองท้องถิ่นนี้ มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ก็จะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ได้ในทุกเรื่อง เพราะองค์กรท้องถิ่นในลักษณะนี้ มีกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง และที่สำคัญยิ่งก็คือ องค์กรปกครองท้องถิ่นนี้ เป็นการปกครองท้องถิ่นขนาดเล็กที่สุด แต่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด จึงเป็นที่รับรู้ว่า คนที่ได้รับเลือกตั้งมาจากคนในท้องถิ่นเหล่านั้น ย่อมเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และเชื่อว่า เป็นบุคคลที่ทรงบารมีในการนำความคิดของคนในพื้นที่ในระดับที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ยอมรับนับถือและเชื่อฟัง ด้วยการได้มาซึ่งผู้นำระดับ อบต.นั้น ก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) แต่ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองอย่างการเลือกตั้ง ส.ส. คนเป็นผู้นำที่เรียกว่า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือนายกเทศบาลระดับต่างๆ ตลอดจนสมาชิกสภาองค์กรปกครองท้องถิ่นเหล่านั้นทั้งหลาย จึงต้องเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับนับถือในความเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยบารมีที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องเดินตาม นอกจากนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เหล่านี้ ยังทรงพลังในด้านการขับเคลื่อนงานหลากหลายในท้องถิ่น ด้วยเม็ดเงินงบประมาณจำนวนมากที่สามารถดำเนินการใดๆ ตามอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎหมาย ซึ่งแหล่งที่มาของงบประมาณนั้น มาจาก 4 แหล่งสำคัญ ได้แก่ เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ รายได้ที่รัฐจัดเก็บให้ รายได้ที่รัฐจัดเก็บแล้วแบ่งให้ และภาษีที่แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บได้เอง ซึ่งงบประมาณในแต่ละปีเหล่านั้นมีจำนวนไม่น้อยที่สามารถนำมาแก้ปัญหา และพัฒนาในหลากหลายด้านเพื่อคนในท้องถิ่นเองที่เชื่อมโยงกับงบประมาณจากรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อาทิ ในปีที่ผ่านมา อบต. ที่มีรายได้มากที่สุดของประเทศคือ อบต.บางพลีใหญ่ จ.สมุทรปราการ มีรายได้ 638 ล้านบาท ขณะที่ อบต.แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช แม้จะมีรายได้ต่ำที่สุดของประเทศ แต่ก็มีมากถึง 15.91 ล้านบาท และหากคิดเป็นค่าเฉลี่ยของ อบต. ทั้ง 5,300 แห่ง พบว่ามีรายได้เป็นงบประมาณอยู่ที่ 45.70 ล้านบาท จากข้อมูลสำคัญที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยข้อมูลพบว่า ในจำนวนผู้สมัครชิงเก้าอี้นายก อบต. 12,309 คน เป็นนายกฯ เดิม 2,811 คน หรือคิดเป็น 22.84% ของผู้สมัครทั้งหมด แต่ถ้าเทียบกับจำนวน อบต. ที่มีทั้งหมด 5,300 แห่ง จะคิดเป็นจำนวน 53.03% ส่วนผู้สมัครหน้าใหม่มีทั้งสิ้น 9,498 คน หรือคิดเป็น 77.16% ของผู้สมัครทั้งหมด นั่นวิเคราะห์ได้ว่า แม้คนหน้าเดิมที่ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นในระดับ อบต. มีสัดส่วนที่น้อยกว่ากลุ่มคนหน้าใหม่ หากแต่ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ผู้สมัครหน้าเดิม ก็น่าจะเป็นกลุ่มคนที่ทรงอิทธิพลในท้องถิ่นไม่ใช่น้อย ในขณะที่กลุ่มคนหน้าใหม่ที่เข้ามา ก็น่าจะเป็นผู้ทรงบารมีกลุ่มใหม่ในท้องถิ่นที่น่าจับตามองไม่ใช่น้อย เพราะคนทั้งสองกลุ่มนี้ ในท้ายที่สุด ทั้งนายก อบต. และสมาชิกสภา อบต. ที่เพิ่งจะได้มาหลังเลือกตั้ง 28 พ.ย. ก็ล้วนแล้วจะเป็นกลุ่มคนที่เป็นที่ยอมรับ ที่มีบารมีน่าเชื่อถือของผู้คนในท้องถิ่นส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั่นเอง และในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทย ก็อยู่ในร่มเงาของความเป็นจริงที่กล่าวมาข้างต้น หน่วยงานความมั่นคงระดับชาติ จึงควรตระหนัก และเล็งเห็นความสำคัญของกลไกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ท้องถิ่นชายแดนใต้ ซึ่งมีการจัดให้มีการเลือกตั้งคนกลุ่มดังกล่าวเข้ามาใน 28 พ.ย.64 แล้ว ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนที่ทรงบารมี มีความเคารพเชื่อฟัง เป็นผู้นำชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ห่างไกลเฉกเช่นชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนท้องถิ่นที่คนในท้องถิ่น มีความรู้จักมักคุ้น สนิทสนมกันเป็นอย่างดี ดังนั้น บุคคลที่ถูกเลือกขึ้นมา จึงเป็นบุคคลที่พวกเขาเคารพนับถือ และเชื่อฟัง ยอมรับให้เป็นผู้นำที่ชาวบ้านในพื้นที่พร้อมที่จะเดินตาม หน่วยงานของรัฐในทุกระดับ จึงควรนำพาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จชต.เหล่านั้น เข้าร่วมการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะ อบต. เป็นหน่วยงานที่เป็นกลไกสำคัญ อันใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มากที่สุด จึงทรงพลังในการเชื่อมโยงความเข้าใจ ร่วมมือกันระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ท้องถิ่น ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และการแก้ปัญหาค้างคาใจทั้งหลายให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้นำและกลุ่มคนเหล่านี้ เป็นคนในท้องถิ่นเอง พวกเขาจึงเข้าใจปัญหา รู้ถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ รู้ถึงขนบธรรมเนียมประเพณีใน การปฏิบัติให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถเข้าถึงพี่น้องในท้องถิ่นได้ดีกว่าหน่วยงานราชการจากส่วนกลางและภูมิภาค ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า การน้อมนำความคิด ความเข้าใจให้เกิดร่วมกันระหว่างผู้นำท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ในภาระหน้าที่ที่จะต้องสานประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่ายในทุกมิติ ทั้งการเมืองระดับชาติ การเมืองท้องถิ่น เศรษฐกิจมหภาค และเศรษฐกิจปากท้องในพื้นที่ ตลอดจนการศึกษา ความเชื่อ วิถีชีวิต และด้านความสงบเรียบร้อยในแง่มุมของความมั่นคงของชาติโดยรวมเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องในท้องถิ่นนั้น แต่ละฝ่าย จะเปิดใจ เปิดโอกาสให้เกิดเวทีในการพูดคุยเพื่อนำพาการสนองความต้องการของทุกฝ่ายแบบ WIN-WIN ให้เกิดเป็นรูปธรรมร่วมกันได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหากรัฐตระหนักรู้และพยายามวางย่างก้าวของการน้อมนำความร่วมมือของคนมากบารมีในท้องถิ่นเหลานี้ได้มากเพียงใด ก็จะสามารถนำองค์กรท้องถิ่น มาเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหา พัฒนาได้ทุกเรื่องแม้กระทั่งในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ด้วยเช่นกัน
เสือตัวที่ 6 |