(ไม่) เท่าทัน BRN

เสือตัวที่ 6 กลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชในการปกครองตนเองในพื้นที่ปลายด้ามขวานนั้น แน่นอนว่าเป็นการกระทำของกลุ่มคนที่ดำเนินการอย่างเป็นขบวนการ มีการจัดโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจนซึ่งซ้อนทับกับโครงสร้างการปกครองของรัฐตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด สู่พื้นที่ที่อ้างว่าเป็นรัฐปาตานีแต่เดิม มีการแบ่งกลุ่มแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งกลุ่มต่อสู้ทางการเมือง กลุ่มการต่อสู้ด้วยอาวุธ (การทหาร) กลุ่มดำเนินการทางเศรษฐกิจการงบประมาณ มีแผนยุทธศาสตร์การต่อสู้กับรัฐ หากแต่กลยุทธ์การทำสงครามในพื้นที่จะผันแปรไปตามสถานการณ์ในแต่ละสนามรบ บนพื้นฐานของการสร้างมวลชนแนวร่วมในหมู่บ้านอย่างเป็นระบบและแข็งแกร่ง มุ่งสู่การได้มาซึ่งอำนาจรัฐในพื้นที่แห่งนี้มาเป็นของขบวนการร้ายแห่งนี้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ในทางกฎหมายพวกเขาจะยังไม่ได้อำนาจรัฐในพื้นที่ถึงขั้นประกาศเอกราชได้ หากแต่ในทางปฏิบัติแล้ว ขบวนการสามารถควบคุมพื้นที่ปลายด้ามขวานได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว โดยมีตัวบ่งชี้คือการที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องคอยระวังตัวเองทุกฝีก้าว และไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้โดยอิสระ ขาดการให้ความร่วมมือจากพี่น้องมวลชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ในขณะที่กลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้สามารถดำเนินการใดๆ ได้อย่างอิสระ มีเสรีในการปฏิบัติใดๆ ได้อย่างเต็มที่ ด้วยมีมวลชนให้การสนับสนุนขบวนการอย่างเต็มที่ในทุกย่างก้าวของการต่อสู้ องค์กรอาชญากรรมมีความกล้าแข็งจนพวกเขาฮึกเหิมในการก่อการร้ายใดๆ ได้อย่างอหังการ การโจมตีฐานปฏิบัติการของกองกำลังติดอาวุธของรัฐครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทำลายขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่รัฐในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ประชาชนคนใดไม่ให้ความร่วมมือกับขบวนการหรือเป็นพี่น้องที่ต่างศาสนาก็จะตกเป็นเป้าหมายในการสังหารอย่างเลือดเย็นโดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินพี่น้องเหล่านั้นตลอดจนไม่สามารถรักษากฎหมายได้โดยสิ้นเชิง การเข่นฆ่าผู้คนเป็นว่าเล่นตามอำเภอใจด้วยความลำพองใจ ทำให้คนในขบวนการร้ายแห่งนี้ผันแปรปรับตัวไปจนกลายเป็นองค์กรอาชญากรรมอย่างชัดเจนมากขึ้นทุกทีโดยที่รัฐไม่อาจขัดขวางได้ และกลุ่มขบวนการร้ายแห่งนี้มีกลุ่ม BRN ที่ยังกล้าแข็งมากขึ้นๆ จนกระทั่งกลายเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มุ่งประสงค์ชัดเจนในการแย่งยึดดินแดนไปเป็นการปกครองของตนเองอย่างเป็นอิสระ มีกฎหมายเป็นของตนเองที่กำลังถูกเรียกร้องจากแนวรบในสภาให้พวกเขามีกฎหมายอิสลามในการปกครองกันเอง มีภาษาเป็นของตนเอง และที่สำคัญคือมีกองกำลังทหาร (กองกำลังติดอาวุธ) ของตนเอง หากแต่กระบวนการเหล่านั้นมิได้หยุดอยู่กับที่ ขบวนการขององค์กรอาชญากรรม BRN ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดตามห้วงเวลา ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่กระนั้น นักวิชาการ ฝ่ายความมั่นคงของรัฐส่วนใหญ่ยังติดกับดักของกระบวนทัศน์ที่มองและเข้าใจ BRN อย่างเหนียวแน่น จนเป็นห้องขังทางความคิดที่ยากจะหลุดกรอบเหล่านั้นออกมามองและเข้าใจ BRN ใหม่อย่างเท่าทัน ปรากฏการณ์ของการคัดง้างทางความคิด โต้แย้งทางความเห็น สวนทางกันในวิธีการในการต่อสู้กับ BRN ของฝ่ายรัฐจึงสับสนอลหม่าน หาจุดลงตัวให้เป็นแนวเดียวกันไม่ได้ ส่งผลให้รัฐขาดเอกภาพในความพยายาม ขาดพลังในการต่อสู้กับ BRN มาจนถึงทุกวันนี้ โดยปรากฏการณ์นี้สะท้อนออกมาจากนักวิจัยชาวเยอรมนีผู้ซึ่งเคยทำวิจัยเรื่องการถอดรหัสความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย: การจัดองค์กรและการปฏิบัติการของกลุ่ม BRN-แนวร่วม ได้ชี้ว่า ความเข้าใจของนักวิชาการและฝ่ายความมั่นคงของรัฐที่ว่า BRN ยังดำเนินการแบบสองฝ่าย การเมือง กับการทหาร เป็นรูปแบบเก่า แต่แท้ที่จริงแล้วมีการรวมศูนย์ที่สภาซูรอซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดและสภาองค์กรนำ ซึ่งเป็นสภาระดับสูง โดยมีการประชุมร่วมกันทุกเดือน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานทั้งหมดของ BRN ขบวนการ BRN ปรับองค์กรนำในการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐโดยมีสภาซูรอเป็นผู้กำหนดเป้าหมายหลักเรื่องการได้มาเอกราช ด้านอุดมการณ์ และด้านศาสนา ส่วนสภาองค์นำจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ทั้งสภาซูรอและสภาองค์กรนำ (DPPP) นี้ดำเนินการร่วมกันอยู่ในมาเลเซีย และสามารถสั่งการได้ทั้งด้านการบริหารและปฏิบัติการในทุกด้านไปยังพื้นที่ จชต. โดยสภาบริหารกลาง (DPP) จะบริหาร 4 สภาบริหารจังหวัด (DW) แต่ละสภาบริหารจังหวัด บริหาร 8-13 สภาบริหารอำเภอ แต่ละสภาบริหารอำเภอ บริหาร 3-5 สภาบริหารตำบล ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ และมีส่วนของกองกำลังติดอาวุธ สั่งการก่อเหตุร้ายใน 4 เขตทหาร แต่ละเขตทหาร มี 2 เขตย่อยทหาร แต่ละเขตย่อยมี 2 พื้นที่ แต่ละพื้นที่มี 3 หมวด รวม 48 หมวด ซึ่งในปัจจุบันของหน่วยงานรัฐ ไม่ได้คำนึงถึงลักษณะของ BRN ในฐานะองค์กรลับ และมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า BRN ไม่ใช่ชุมชนท้องถิ่นที่ก่อความไม่สงบขึ้นเองโดยอิสระ หากแต่การก่อเหตุทุกครั้งมีการสั่งการในระดับสูงขององค์กรอาชญากรรม BRN ตามท่วงทำนองของการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในสภาและในพื้นที่ปลายด้ามขวาน โครงสร้างการจัดขององค์กรอาชญากรรม BRN การบริหารจัดการการต่อสู้ ยุทธศาสตร์ ตลอดจนยุทธวิธีการสู้รบของ BRN แปรเปลี่ยนไปตามห้วงเวลาและสถานการณ์ที่พวกเขาได้เปรียบ พร้อมๆ กับการดำเนินการหล่อหลอมขยายฐานมวลชนในพื้นที่เป็นหนึ่งเดียวกับขบวนการได้อย่างเหนียวแน่น ในขณะที่รัฐยังไม่สามารถปรับมุมมองต่อ BRN ได้เป็นปัจจุบัน ต่างคนต่างสำนึกคิดก็มีมุมมองอันสุดโต่งและวิธีการต่อสู้กับ BRN ที่แตกต่างกันอย่างยากที่จะผสานความเห็นต่างเหล่านั้นได้ การเจรจาสันติภาพจึงไม่ถูกผสานเข้ากับยุทธศาสตร์การต่อต้านการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มียุทธศาสตร์เชิงรุกในการต่อต้านรัฐเงาของ BRN ตลอดจนขาดเอกภาพทางความคิด ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐไม่รู้เท่าทันวิธีคิดอันชาญฉลาดของ BRN นั่นเอง 
สยามรัฐออนไลน์ |

ซ่อนเร้น เอกราช

เสือตัวที่ 6 กลุ่มคนในขบวนการอาชญากรรมที่กำลังต่อสู้ในพื้นที่ปลายด้ามขวานมีหลากหลายกลุ่มที่แยกกันเดินแต่ร่วมกันตีเพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการแยกการปกครองเป็นอิสระของกลุ่มตนจากการปกครองของรัฐไทยในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ การก่อร่างสร้างขบวนการร้ายเหล่านี้ขึ้นมานั้นมีกระบวนการอย่างเป็นระบบที่ต่อเนื่องยาวนานและสามารถหลบซ่อน พรางตาการดำเนินการมาได้อย่างแยบยลจนหลุดพ้นการตรวจพบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างเหลือเชื่อ จนกระทั่งกลุ่มคนในขบวนการร้ายเหล่านี้ได้สะสมบ่มเพาะกำลังให้มีความกล้าแข็งทั้งแนวคิดการต่อสู้กับรัฐ ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ (การขับเคลื่อนของกลุ่มคนแกนระดับนำในระดับชาติและนานาชาติ) ระดับยุทธการ (การต่อสู้ในระดับพื้นที่แยกตัว) และการต่อสู้ระดับยุทธวิธี (การปฏิบัติการก่ออาชญากรรมในพื้นที่) จนทำให้ปัญหาไฟใต้คุกรุ่นและลุกลามต่อเนื่องจนไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้อย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ความรุนแรงเลวร้ายที่ล่อแหลมต่อการเสียอธิปไตยในการปกครองดินแดนของรัฐกลับมีมากขึ้น ในขณะที่รัฐกลับตระหนักถึงภัยคุกคามต่ออธิปไตยในพื้นที่แห่งนี้ไม่มากเท่าที่ควร จนกระทั่งการลุกลามระลอกใหม่เกิดขึ้นตั้งแต่วันปล้นปืนค่ายปีเหล็ง 4 มกราคม 2547 นับเป็นสัญญาณเปิดสงครามระลอกใหม่ที่ขบวนการร้ายแห่งนี้ต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจการปกครองของรัฐไปเป็นกลุ่มคนของตนเองจวบจนวันนี้ 21 ปีแล้วที่ขบวนการร้ายแห่งนี้เดินทางมาใกล้เป้าหมายของพวกเขาด้วยความแยบยล ซ่อนเร้น การแยกตัวเป็นเอกราชได้ด้วยความแนบเนียนยิ่ง ช่วงกลางเดือนเมษายน 2568 เป็นต้นมา กลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ก่อเหตุร้ายทำลายความสงบสุขของคนในพื้นที่อย่างถี่ยิบเป็นรายวัน เป็นการบ่งบอกว่าพวกเขามีศักยภาพมากพอที่จะต่อสู้แย่งชิงอำนาจการปกครองกันเองจากรัฐในขณะที่รัฐเองกลับมีความอ่อนแอในอำนาจรัฐที่เกิดจากความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลอันส่งผลให้หน่วยงานความมั่นคงของรัฐขาดเป้าหมายเชิงนโยบายในการต่อสู้กับขบวนการร้ายเหล่านี้อย่างชัดเจน ทั้งยังเปิดโอกาสให้ขบวนการร้ายเหล่านี้สร้างเสริมความเข้มแข็งมากขึ้นในทุกมิติที่น่าสะพรึงกลัว กองกำลังติดอาวุธสามารถก่อเหตุร้ายได้ง่ายดายตามต้องการ เหตุร้ายที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐตลอดจนประชาชนในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐต้องถูกคร่าชีวิตจึงเกิดขึ้นรายวัน อาทิ  4 มิ.ย.68 กองโจรในขบวนการร้ายร้ายลอบวางระเบิดรถยนต์ ของกำลังพล ร้อย.ทพ.4801 บริเวณ บ.ตาเซะใต้ ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี 3 กรกฎาคม 2568 คนร้ายลอบยิงผู้ใหญ่บ้าน พื้นที่ สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส 5 ก.ค.68 กองโจรก่อการร้ายในขบวนการแห่งนี้ ลอบวางระเบิด ชุด ชป.กร.4516 ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เป็นต้น หากแต่ปรากฏการณ์เหล่านั้นได้สะท้อนศักยภาพอันสูงพอในการ ก่อเหตุร้ายในการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐเพื่อการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐไปเป็นกลุ่มคนของตนเองได้ชัดเจน แกนนำระดับสูงของขบวนการติดอาวุธในพื้นที่ปลายด้ามขบวาน ให้ข้อมูลสำคัญว่า ที่ผ่านมาหลายสิบปีแกนนำขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่มีการส่งตัวแทนที่ไม่ใช่ผู้นำขบวนการตัวจริงไปเจรจาทางลับกับรัฐบาลไทยเป็นระยะๆ หลายครั้ง แต่ผลของการเจรจาก็ยังไม่เป็นที่พอใจของแกนนำขบวนการต่อสู้กับรัฐตัวจริง การต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ยังคงใช้กลยุทธ์การต่อสู้ทุกวิถีทางกับรัฐที่ซ่อนเร้นการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐไปเป็นอิสระในการปกครองกันเองที่จะเรียกว่าเอกราชหรือไม่ก็ได้ รวมทั้งการต่อสู้ที่ใช้วิธีซ่อนพราง ซ่อนเร้นการปฏิบัติและซ่อนเร้นเจตนาในการก่อการร้ายด้วยหลักการก่อเหตุร้ายทุกครั้งว่า เกิดเหตุร้ายที่กองโจรทำ ขบวนการร้ายก็ไม่รับ คนในขบวนการร้ายกลุ่มไหนทำ ขบวนการก็ไม่ปฏิเสธ ตลอดจนการสร้างมวลชนเข้าร่วมขบวนการการแบ่งแยกการปกครองเป็นอิสระก็กระทำอย่างปกปิดซ่อนเร้น หากแต่มีวิธีการที่บีบบังคับให้คนในพื้นที่จำเป็น จำใจต้องให้ความร่วมมือเข้าร่วมการต่อสู้ของขบวนการอย่างไม่มีทางเลือกเพราะรัฐให้ความคุ้มครองปลอดภัยกับพวกเขาไม่ได้ อย่างกรณีหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ตากใบ เป็นเงื่อนไขให้ขบวนการร้ายใช้ปลุกระดมพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่จำนวนมากเข้าร่วมกับขบวนการบีอาร์เอ็นที่เติบใหญ่และเป็นกลุ่มคนที่มีความเข้มแข็งมากที่สุดในกลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในวันนี้ โดยมีกลยุทธ์ที่ซ่อนเร้นการปฏิบัติที่รัฐจะระงับยับยั้งได้ยาก นั่นคือวิธีการที่สมาชิกขบวนการบีอาร์เอ็นแต่ละคน จะต้องบริจาคเงินให้ขบวนการวันละ 1 บาท ตั้งแต่ปี 2523 โดยแกนนำในระดับหมู่บ้านจะเป็นคนเก็บ ส่งให้แกนนำระดับตำบล อำเภอ จังหวัด แล้วส่งไปยังกองกลาง จากนั้นกระจายเงินเหล่านี้ไปเป็นกองทุนต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังเก็บเงินวันละ 1 บาท เหมือนเดิม โดยจะได้เงินที่ใช้ในการต่อสู้กับรัฐประมาณ 1 ล้านบาทต่อวัน นอกจากนั้นใครที่ทำสวนยาง จะต้องบริจาค 1 ต้นให้ขบวนการเข้าไปเก็บผลผลิต ส่วนใครที่ทำงานมีเงินเดือนประจำ จะต้องบริจาคเงินเดือน 1 เดือนต่อปี หรือไม่ก็ขอ 2.5 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ ทำให้ปัจจุบันมีสมาชิกของบีอาร์เอ็นจำนวนมากขึ้นเป็นทวีคูณแทรกซึมอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ของรัฐแทบทุกหน่วยงาน มีการจัดโครงสร้างการปกครองของตนเองตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และพื้นที่ 3 จังหวัด 5 อำเภอ ในชื่อรัฐเอกราชปาตานี ทั้งนี้ หากคนในพื้นที่คนใดไม่ให้การบริจาคตามข้างต้น จะถูกข่มขู่คุกคามชีวิตจนกระทั่งต้องทำตามขบวนการร้ายแห่งนี้เพื่อความอยู่รอดเพราะเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถปกป้องดูแลความปลอดภัยให้พวกเขาได้   ขบวนการก่อการร้ายในพื้นที่ปลายด้ามขวานนั้นแท้ที่จริงแล้วมีหลากหลายกลุ่มที่สับขาหลอกรัฐมาได้อย่างยาวนาน โดยกลุ่มขบวนการหลายกลุ่มนั้นรวมกันในชื่อมาราปัตตานี ที่ประกอบด้วยกลุ่มบีอาร์เอ็น กลุ่มพูโลเก่า กลุ่มพูโลใหม่ กลุ่มมูจาฮีดีน และอาจที่มีการแตกกลุ่มออกไปอีก โดยแต่ละขบวนการที่เกิดขึ้นในชายแดนใต้ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการปลดปล่อยอำนาจการปกครองจากรัฐ หรือการเป็นรัฐเอกราชโดยสมบูรณ์กล่าวคือมีอำนาจการปกครองของตนเอง มีโครงสร้างการปกครอง มีภาษา มีวัฒนธรรม และกองกำลังทหารของตนเอง โดยแต่ละกลุ่มเหล่านั้นมีกลยุทธ์ หนทางเดินไปสู่เป้าหมาย และวิธีการต่อสู้ที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็นที่อ้างว่าต้องการเพียงการปกครองตนเองอย่างสมบูรณ์โดยอาจเป็นเขตปกครองพิเศษเพื่ออิสรภาพของคนในพื้นที่อย่างที่ต้องการ แต่ทว่านั่นคือกลลวงที่เดินกลยุทธ์แบบซ่อนเร้นเจตนารมณ์สู่เป้าหมายเอกราชในที่สุด
สยามรัฐออนไลน์ |

เอาชนะที่ยุทธศาสตร์

เสือตัวที่ 6 ระยะ 3 – 4 เดือนหลังมานี้ กลุ่มองค์กรอาชญากรรม BRN พยายามก่อเหตุร้ายทำลายความสงบสุขของคนในพื้นที่ เข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์เป็นว่าเล่น โดยใช้วิธีการลอบกัดโจมตีด้วยการลอบวางระเบิดและการเข้าตีด้วยอาวุธแบบเข้าทำลายอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้นและการถอนตัวออกเร็วที่ทางยุทธวิธีทหารเรียกกันว่าการตีโฉบฉวย โดยมีเป้าหมายกองกำลังหรือกลุ่มคนที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐเป็นสำคัญเพื่อเป็นการประกาศให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ภายใต้อิทธิพลขององค์กรอาชญากรรม BRN ซึ่งรัฐไทยไม่อาจมีอำนาจรัฐในพื้นที่แห่งนั้นได้ ในทางกลับกันองค์กรอาชญากรรม BRN เป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้อย่างเห็นได้ชัด ผู้คนในพื้นที่ต้องสยบยอมต่อ BRN โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐเองยังปกป้องตัวเองไม่ได้ นั่นเป็นการบ่งบอกว่าอำนาจรัฐเป็นของกลุ่มอาชญากรรม BRN อย่างสมบูรณ์ นั่นคือเอกราชรัฐปาตานีที่แม้จะยังไม่เป็นทางการ หากแต่ในทางปฏิบัติแล้ว BRN ได้มาซึ่งเอกราชในพื้นที่แห่งนี้แล้ว ด้วยปรากฏการณ์ของการต่อสู้ด้วยอาวุธของ BRN ที่กล้าแข็งขึ้น หาญกล้าที่จะโจมตีที่ตั้งและกองกำลังติดอาวุธของรัฐไทยได้ทุกรูปแบบอย่างเหลือเชื่อ โดยแสดงออกทางอาวุธที่พัฒนาขึ้นจากปืนเล็กยาว M16 สู่อาวุธประจำหน่วยที่มีอานุภาพการทำลายล้างมากขึ้นอย่าง M60 ทั้งยังมีการใช้อาวุธปืนซุ่มยิงที่มีประสิทธิภาพสูงในการสังหารเป้าหมายได้อย่างแม่นยำเพียงกระสุนนัดเดียวของคนซุ่มยิงหรือคนแม่นปืน Sniper ที่บ่งบอกถึงการฝึกคนแม่นปืนนี้มาอย่างโชคโชน และใช้ยุทธวิธีการซุ่มโจมตีและการตีโฉบฉวยแบบเข้าเร็วออกเร็ว มีระบบการวางแผนและปฏิบัติการเป็นทีมเยี่ยงมืออาชีพ เป็นการปฏิบัติของกองโจรในสงครามนอกแบบอย่างชัดเจน กลุ่มองค์กรอาชญากรรมBRN นี้ กล้าแข็งขึ้นทุกวัน ศักยภาพในการทำลายล้างทางยุทธวิธีที่ทรงพลังมากขึ้นเป็นลำดับ อาทิ 20 มิถุนายน 2568 คนร้ายลอบวางระเบิดข้างฐานปฏิบัติการหมวดเฉพาะกิจตำรวจนราธิวาสที่ 9322 ในพื้นที่ ต.มะนังตายอ อ.เมืองนราธิวาส เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด 3 นาย ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บสาหัสขาขาด 1 นาย ขณะไปซ่อมแซมมอเตอร์ปั๊มน้ำที่ชำรุดซึ่งคาดว่าเป็นแผนของกองโจร BRN ที่ทำให้เครื่องปั้มน้ำไม่ทำงานและจะมีเจ้าหน้าที่ในฐานปฏิบัติการแห่งนี้ออกมาตรวจซ่อมโดยฝังกับระเบิดไว้ในจุดดังกล่าวไว้ และมีการก่อเหตุร้ายทำลายชีวิตเจ้าหน้าที่รัฐอีกหลายครั้งเป็นรายวัน ทั้งยังขยายพื้นที่ปฏิบัติการออกไปนอกเหนือจากการโจมตีด้วยอาวุธในพื้นที่ปลายด้ามขวานไปยังพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามันอย่างน่าตระหนกตกใจ แสดงถึงศักยภาพที่มากล้นของพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด 27 มิ.ย.68 เจ้าหน้าที่ จว.กระบี่ ได้ตรวจสอบพบ วัตถุต้องสงสัย จุดที่ 6 (ย่านท่องเที่ยวอ่าวนาง) ห่างจากลานประติมากรรมปลาใบประมาณ 50 เมตร ม.2 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จากการตรวจสอบเป็นวัตถุต้องสงสัยระเบิดแสวงเครื่องเป็นวัสดุคล้ายหิน(หินเทียม) ต่อมา 28 มิถุนายน 2568 เวลา 05.45 น. เกิดเหตุกองโจร BRN ได้โจมตีฐานปฏิบัติการ ชคต. เกียร์ จนกองโจร BRN ได้ล่าถอยไป และพบว่ากำลังพลได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 นาย เป็น จนท.ทหาร 1 นาย และ จนท. อส 1 นาย ในขณะที่ฝ่ายกองโจร BRN กลับถอนตัวออกจากพื้นที่ไปได้โดยไม่มีการบาดเจ็บหรือสูญเสียแม้แต่คนเดียว นับเป็นการปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายของกองโจรในองค์กรอาชญากรรม BRN ที่สำเร็จภารกิจขั่วร้ายนี้ได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติการรบของกองโจร BRN ที่เกิดขึ้นและจบลงโดยสมบูรณ์เยี่ยงนี้ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก องค์กรอาชญากรรม BRN ปฏิบัติการทำลายล้างลอบทำร้ายผู้บริสุทธิ์รายวันอย่างมืออาชีพ BRN สั่งสมความเข้มแข็งทางยุทธวิธีมากขึ้นจนขยายศักยภาพในการทำลายล้างไปนอกพื้นที่สู้รบปาตานีเดิมสู่พื้นที่ท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามันในห้วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ ที่สรุปได้คือ กลุ่มก่อความไม่สงบได้ลักลอบขนระเบิดด้วยรถยนต์ 1 คัน (ถูกจับกุมที่ จว.พังงา) และ จยย.3 คัน ประกอบระเบิดไปตั้งไว้ที่ สนามบินภูเก็ต และมัสยิด จว.กระบี่ และ อ.สิเกา และ อ.เมืองตรัง นอกจากนั้นยังมีการวางระเบิดในพื้นที่ จว.ภูเก็ต 5 จุด คือ ป่าตอง 2 จุด แหลมพรหมเทพ 1 จุด หาดสุรินทร์ 1 จุด สนามบินภูเก็ต 1 จุด (จยย.) รวมทั้งมีการวางระเบิด ที่ จว.กระบี่ จำนวน 5 จุด จากการพิสูจน์ทราบมีความชัดเจนว่าทั้งหมดเป็นการกระทำของกลุ่มคนในองค์กรอาชญากรรม BRN โดยถูกเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัวได้แล้ว 5 คนเหลืออีก 1 กำลังหลบหนี   เหล่านั้น บ่งบอกถึงศักยภาพอันทรงพลังในการปฏิบัติการระดับยุทธวิธีที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ยาวนานทั้งกล้าแข็งมากขึ้น และเป็นที่แน่ชัดว่าขีดความสามารถในการทำลายล้างที่กว้างขวางมากขึ้นนั้นมีพลังส่งมาจากการเดินเกมการเมืองระดับชาติในสภา พลังการทำลายล้างในพื้นที่ระดับยุทธวิธี ขององค์กรอาชญากรรม BRN ที่มากขึ้น จึงสามารถขยายเกมก่อการร้าย ที่เดินคู่ขนานกับเกมเพื่อเอาชนะการเมืองระดับชาติอย่างเข้มข้น และเป็นที่แน่ชัดว่าศักยภาพการต่อสู้ของ BRN นั้น ส่วนหนึ่งมาจากผลงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คณะต่างๆ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งใช้เทคนิคการจัดประชุมแบบมีวาระซ่อนเร้น โดยแนวร่วม BRN ได้เข้ามาปฏิบัติการระดับสภา ตามแผนการทำงานทางการเมืองระดับชาติ/ประเทศ ในรูปแบบของ กมธ. อนุ กมธ. ที่ปรึกษา นักวิชาการ ซึ่งเป็นพวกเดียวกันแทบทั้งห้อง  ไม่ใช่การประชุมสองฝ่าย (กมธ.พรรครัฐบาล ฝ่ายค้าน) ไม่ใช่ที่ปรึกษา นักวิชาการที่มีคุณวุฒิโดยตรง และเป็นกลาง พลพรรคนี้เริ่มตั้งแต่การหาเสียง ที่หาเสียงชูนโยบายว่า หากเลือกพรรคเขา  เขาจะสนับสนุนการแยกออกเป็นเขตปกครองตนเอง ซึ่งแฝงไปถึงการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ พลพรรคนี้ ใช้ กมธ. กัดเซาะบ่อนทำลายความมั่นคงใน จชต. มาตลอด ตั้งแต่การจัดทำผลงานวิจัยปลอมที่บิดเบือนข้อเท็จจริง มีอคติในการแปลความเป็นข้อค้นพบจากการวิจัยจำหน่ายไปทั้งโลก การเสนอยุบ กอ.รมน. เพื่อไม่ให้มี กอ.รมน.ภาค 4 สน. การมุ่งตัดทอนงบประมาณ จชต. ในส่วนงบกำลังพลเพื่อให้มีกำลังพลน้อยจนเกิดพื้นที่ว่างจนเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ การเสนอให้ยกเลิกด่านตรวจจุดตรวจเพื่อให้ BRN เคลื่อนไหวโดยอิสระ รวมทั้งการใช้โอกาสเข้าถึงข้อมูลสำคัญเพื่อสื่อไปถึง ฝ่าย BRN ในพื้นที่ เหล่านี้บ่งบอกชัดเจนว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธในพื้นที่ (ระดับยุทธวิธี) ที่กล้าแข็งกว้างขวางมากขึ้นทุกวันนี้ มีพลังที่ส่งมาจากพลพรรคระดับชาติ (ระดับยุทธศาสตร์)  อย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้น การอาชนะ BRN ให้ได้อย่างถอนรากถอนโคน จึงต้องเอาชนะที่ระดับยุทธศาสตร์เป็นสำคัญ
สยามรัฐออนไลน์ |

ภัยคุกคามของชาติ

เสือตัวที่ 6 สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาในห้วงนี้ เกิดจากการวางแผนเพื่อช่วงชิงดินแดนอันเป็นอธิปไตยของไทยอย่างออกนอกหน้า เริ่มตั้งแต่การสร้างสถานการณ์การอ้างสิทธิ์ทางทะเลบริเวณเกาะกูดขึ้นมาอย่างไม่มีที่มาที่ไป จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งกันระหว่างเพื่อนบ้านโดยไม่จำเป็น และล่วงเลยขยายความขัดแย้งให้บานปลายอย่างตั้งใจของฝ่ายกัมพูชามายังพื้นที่ 3 ปราสาทโบราณที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมาช้านาน และพื้นที่บริเวณช่องบก โดยรัฐบาลกัมพูชาส่งกำลังทหารลักลอบเข้ามาขุดสนามเพราะทางทหารบริเวณพื้นที่ดังกล่าวอันเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างจงใจและชัดเจน จนกระทั่งเกิดการปะทะกันระหว่างกำลังทหารทั้งสองฝ่าย ขยายตัวบานปลายไปสู่การเคลื่อนย้ายกำลังรบของทหารกัมพูชาจำนวนมากมาประชิดชายแดนที่ติดกับไทย อันเป็นการแสดงการคุกคามต่ออธิปไตยของชาติไทยโดยไม่สนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นการยั่วยุฝ่ายไทยจนเป็นการหมิ่นเหม่ต่อการเกิดสงคราม ทำให้เกิดปฏิกิริยาจากรัฐบาลไทยการปกป้องอธิปไตยของชาติด้วยการใช้มาตรการอื่นที่ไม่ใช่การทหาร นั่นคือการปรับและควบคุมการเปิดและปิดด่านจากฝั่งไทย จนกะทั่งผู้นำฝ่ายกัมพูชามีการตอบโต้ด้วยการห้ามนำเข้าสินค้าจากไทยและการยั่วยุด้วยการแสดงท่าทีว่าจะคุกคามด้วยกำลังทหารอย่างเปิดเผยมากขึ้น การกระทำของรัฐกัมพูชาที่ผ่านมาจนกระทั่งการเปิดคลิปเสียงในการเจรจาพูดคุยเป็นการส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศโดยผู้นำทางจิตวิญญาณของกัมพูชา ได้ส่งผลให้เกิดแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพความมั่นคงของชาติไทยโดยตรง การกระทำของเขมรครั้งนี้ได้ส่งผลให้เกิดการสั่นคลอนของรัฐบาลไทยและกระทบต่อความมั่นคงของคนในชาติโดยรวม เกิดความแตกแยกทางสังคมโซเชียลที่สร้างกระแสการโจมตีผู้นำรัฐไทยมากขึ้นจนกะทั่งกระทบต่อความเชื่อมั่นในตัวผู้นำไทย และเมื่อรัฐไทยเพิ่มมาตรการตอบโต้กดดันทางเศรษฐกิจต่อกัมพูชามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการห้ามคนไทยออกไปเล่นการพนันที่บ่อนและทำงานสถานบันเทิง ก็ยิ่งทำให้ผู้นำจิตวิญญาณกัมพูชาโกรธเคืองมากขึ้น ล่าสุด สมเด็จฮุนเซ็น ระบุว่า มีแนวคิดของไทยในการหยุดขายน้ำมันให้กับกัมพูชาเพื่อกดดันกัมพูชา เขาจึงยืนยันว่ากัมพูชาจะไม่ล้มเหลวเพียงเพราะไม่ได้ซื้อน้ำมันจากประเทศไทย ในทางกลับกันอาจเป็นบริษัทน้ำมันของไทยเองที่ต้องเผชิญกับผลกระทบ และเขาประกาศกร้าวว่าพร้อมแล้วที่จะรับมือกับสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า แรงงาน และน้ำมันก็ถูกใช้เป็นอาวุธอีกหนึ่ง พร้อมแนะนำอย่างอหังการให้รัฐบาลกัมพูชาและผู้ประกอบการพิจารณาหันเหการซื้อสินค้าจากไทย และควรระงับการนำเข้าสินค้ากระป๋องทุกชนิดจากประเทศไทย การกระทำของกัมพูชาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนับได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยคุกคามของชาติไทยอย่างชัดเจน ด้วยการแสดงท่าทีที่จะคุกคามด้วยกำลังทหารอย่างเต็มรูปแบบจากการเคลื่อนย้ายกำลังรบเข้าประชิดชายแดนไทย รวมทั้งการแสดงออกถึงความมุ่งประสงค์การแย่งยึดดินแดนอันเป็นอธิปไตยของไทยด้วยการยื่นฟ้องเป็นกรณีพิพาทต่อศาลโลกฝ่ายเดียวของกัมพูชาโดยไม่สนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศไทยโดยสิ้นเชิง นอกจากนั้นยังมีการยั่วยุทุกรูปแบบ ตั้งแต่ระดับพื้นที่จนถึงระดับชาติ พร้อมประกาศศึกการทำสงครามทางการค้ากับไทยตามลำดับ การเป็นภัยคุกคามของชาติไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญของทุกชีวิตของไทยต้องร่วมกันปกป้องต่อสู้กับภัยคุกคามของชาติดังกล่าวให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว และเมื่อกระทรวงพาณิชย์ไทย เพิ่มแรงกดดันตอบโต้ทางเศรษฐกิจต่อกัมพูชา ด้วยการให้กรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลัง เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าสินค้ามันสำปะหลังทางชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำทะลักเข้าสู่ตลาดในประเทศ อันอาจส่งผลกระทบต่อราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรไทยได้รับอยู่ในปัจจุบัน โดยกำหนดจุดที่อนุญาตให้นำมันสำปะหลังเข้ามาจากกัมพูชาได้จำนวน 5 จังหวัด นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังมีมาตรการควบคุมการขนย้ายมันสำปะหลังสดและมันเส้น โดยห้ามขนย้ายสินค้าดังกล่าวในปริมาณตั้งแต่ 10,000 กิโลกรัมขึ้นไป เข้าหรือออกจากพื้นที่ควบคุม 60 อำเภอใน 16 จังหวัด ซึ่งมาตรการห้ามนำเข้ามันสำปะหลังดังกล่าว ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อกัมพูชาเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 9,000 ล้านบาท ในขณะที่ผู้นำทุกระดับตั้งแต่ระดับรัฐบาลจนถึงล่างสุดในทุกภาคส่วนของไทยกำลังสนใจให้ความสำคัญกับความขัดแย้งกับกัมพูชา โดยที่รัฐมีการจัดองคาพยพและโครงสร้างการต่อสู้กับปัญหาฝั่งชายแดนกัมพูชา โดยรัฐไทยประกาศว่ากัมพูชาเป็นภัยคุกคามของความมั่นคงของชาติที่ต้องร่วมกันขจัดให้หมดสิ้นโดยเร็ว แม้ปัญหากับกัมพูชานี้จะยังไม่มีการเสียดินแดนแม้แต่น้อย ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีการยึดครองดินแดนไทย ฝ่ายทหารไทยและประชาชนไทยยังไม่มีการบาดเจ็บหรือสูญเสียแม้แต่คนเดียว ในขณะที่ไฟใต้ที่เกิดสงครามการต่อสู้ที่มีการสูญเสียชีวิตผู้คนผู้บริสุทธิ์จำนวนนับหมื่นชีวิตทุกเมื่อเชื่อวันนานนับ 21 ปี ด้วยฝีมือของกลุ่มคนในขบวนการ BRN เข่นฆ่าผู้คนด้วยความโหดเหี้ยม ป่าเถื่อน พวกเขาใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างเพื่อก่อความรุนแรง สังหารพระภิกษุ เณร ผู้นำศาสนาอิสลาม หญิงชรา เด็กเล็ก และประชาชนผู้บริสุทธิ์มาแล้วจำนวนมาก และ BRN ประกาศชัดเจนว่าจะแย่งยึดอำนาจรัฐ แบ่งแยกดินแดนจากรัฐไทยไปเป็นดินแดนเอกราชของตนเอง หากแต่ในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ กลับถูกเพิกเฉย ละเลยความใส่ใจชองรัฐในการต่อสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ ทั้งที่ BRN คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติที่มีอยู่จริงที่ส่งผลให้มีคนตายจริง เจ็บจริงในปัจจุบัน และไฟใต้จึงเป็นภัยคุกคามของชาติที่มองข้ามไม่ได้   
สยามรัฐออนไลน์ |

สงคราม สันติภาพ

เสือตัวที่ 6 แนวรบในสงครามบนพื้นที่สมรภูมิชายแดนใต้ปลายด้ามขวานที่ยืดเยื้อมา 21 ปี ยังคงโหมไฟแห่งสงครามโดยกลุ่มคนในขบวนการที่เรียกว่ากลุ่มอาชญากรรม BRN ที่ขับเคลื่อนทำสงครามสู้รบกับรัฐไทยอย่างเอาจริงเอาจังและเพิ่มความเข้มข้นในการต่อสู้ตลอดแนวรบทั้งแนวรบในพื้นที่จนเข้าขั้นแดนมิคสัญญีก็ว่าได้ ด้วยการทำสงครามกองโจร ที่ใช้การปฏิบัติการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐตลอดจนพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ด้วยอาวุธสงครามร้ายแรงอย่างโหดเหี้ยมและหนักหน่วงขึ้นทุกวัน ควบคู่กับแนวรบในระดับนโยบายรัฐทั้งในรัฐสภาและแนวรบทางวิชาการในอุดมศึกษาอย่างสอดประสานกันจนเป็นท้วงทำนองเดียวกันที่ทรงพลังยิ่ง ในขณะที่หน่วยงานระดับนโยบายของรัฐโดยเฉพาะในส่วนกลางยังสับสนกับกลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐว่าขบวนการร้ายแห่งนี้เป็นใครกันแน่ คนกลุ่มนี้ต้องการอะไร และจะใช้วิธีการใดในการยุติความเลวร้ายในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ได้ ความสับสนมึนงงของรัฐเหล่านี้จึงส่งผลให้รัฐไม่สามารถกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การต่อสู้กับขบวนการแย่งชิงอำนาจรัฐเหล่านี้ได้ และส่งผลให้หน่วยงานระดับพื้นที่ของรัฐขาดพลังในการต่อสู้กับคนร้ายกลุ่มนี้ ด้วยไม่สามารถดึงศักยภาพที่เหนือกว่ากลุ่มคนร้ายในพื้นที่มาใช้ได้อย่างสูงสุด ซึ่งนั่นจึงทำให้กลุ่มอาชญากรรม BRN เกิดความเหิมเกริมไล่ล่า เข่นฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นว่าเล่นเข้าข่ายรัฐล้มเหลวด้วยไม่สามารถทำให้คนปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐได้ ความเลวร้ายเดินหน้ามาจนถึง ณ ห้วงเวลานี้ เป็นการกระทำของกลุ่มอาชญากรรม BRN ที่หมายจะแย่งยึดดินแดนและอธิปไตยของรัฐด้วยการใช้กลยุทธ์ต่อสู้ด้วยอาวุธคู่ขนานกับการเจรจาต่อรองกับรัฐโดยแอบอ้างวาทกรรมสันติภาพมาบังหน้า สร้างความสับสนให้ระดับนโยบายของรัฐสับสนในวาทกรรมการต่อสู้ว่าจะเดินหน้าแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยการเจรจาพูดคุยสันติสุขเพื่อหวังสร้างสันติภาพคามที่ BRN ลวงตาให้เข้าใจอย่างนั้น ในขณะที่กลุ่ม BRN ยังคงเดินหน้าใช้กลยุทธ์ใช้สงครามกองโจรปฏิบัติการทำลายล้างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ไม่ให้ความร่วมมือกับขบวนการอย่างเข้มข้น ทำให้เกิดปรากฏการณ์การทำสงครามด้วยอาวุธมากขึ้นเป็นลำดับ ชีวิตเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์จึงตกอยู่ในอันตรายในทุกวันโดยไม่เป็นธรรม จากการปล่อยปละละเลยของรัฐที่ไม่เอาจริงเอาจังและไม่ชัดเจนในการแก้ปัญหาไฟใต้ที่โหมกระพือมากขึ้นทุกวัน ปรากฏการณ์แห่งสงครามบนแนวรบพื้นที่ปลายด้ามขวานจึงมีเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ 8 มิ.ย.68 เกิดเหตุระเบิดในย่านการค้า กลางเมืองปัตตานี 2 จุด จุดแรก เกิดเหตุระเบิด บริเวณหน้าตลาดโต้รุ่ง จุดที่สอง บริเวณซอยข้างโรงแรมจงอา หลังตลาดโต้รุ่ง สร้างความตื่นตระหนกของคนในพื้นที่ ทำลายล้างอำนาจรัฐไทยให้คนในพื้นที่เห็นว่า BRN คือผู้มีอำนาจเหนือดินแดนแห่งนี้ที่แท้จริง และบ่งบอกว่าหากต้องการสันติภาพความสงบ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแล้ว คนในพื้นที่ต้องเป็นฝ่าย BRN นอกจากนั้น กลุ่มอาชญากรรม BRN ยังมุ่งมั่นทำการรบตลอดแนวรบบนพื้นที่มิคสัญญีแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 14 มิ.ย.68 กองโจรในองค์กรอาชญากรรม BRN ปฏิบัติการเข่นฆ่าทำลายล้างชีวิตผู้คนด้วยการแอบลอบวางระเบิด และยิงซ้ำด้วยอาวุธสงครามร้ายแรงต่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน 4916 (ชุดจรยุทธ์) บริเวณหัวสะพาน ม.2 ต.ศรีบรรพต อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพราน เสียชีวิต จำนวน 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ทั้งที่บุคคลเหล่านี้ กำลังเดินทางกลับจากการรักษากฎหมายเพื่อนำความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ การกระทำของกองโจร BRN ยังเป็นการท้าทายอำนาจรัฐด้วยการโจมตีด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง เป็นการละเมิดอธิปไตยตลอดจนบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐไทยที่ชัดเจนยิ่ง และเมื่อตรวจที่เกิดเหตุโจมตีกลุ่มทหารพรานดังกล่าวแล้ว พบปลอกกระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. ซึ่งใช้กับอาวุธ M16 และปลอกกระสุนปืน ขนาด 7.62 มม. ซึ่งใช้กับอาวุธขนาดใหญ่ที่ใช้ประจำหน่วยรบ M60 โดยการใช้อาวุธเหล่านี้เป็นการตอกย้ำว่า BRN ทำการรบเข้าสู่สภาวะสงครามกับรัฐที่ต้องได้รับการปฏิบัติการตอบโต้จากรัฐในระดับเดียวกันเพื่อรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐให้คงอยู่ต่อไป และเมื่อค่ำของวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา จนท.รัฐตรวจพบโดรนต้องสงสัย 2 ลำ บรรจุในกล่องขนาดใหญ่ พร้อมอุปกรณ์ดัดแปลงติดตั้งให้กลายเป็นโดรนทิ้งระเบิด มีอุปกรณ์ดัดแปลงติดตั้งลูกระเบิดขนาด 60 มิลลิเมตร จำนวน 6 ช่อง พร้อมกลไกในการปล่อยลูกระเบิดซึ่งถูกฝังดินไว้บริเวณใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย พื้นที่ ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา แม้การใช้โดรนของกลุ่มอาชญากรรม BRN ในพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา จะไม่ถึงขั้นมีการนำโดรนติดอาวุธทิ้งระเบิด แต่หลายครั้งเจ้าหน้าที่รัฐก็เคยพบการนำโดรนมาใช้ในการติดกล้อง ถ่ายภาพ สอดแนม หาข่าวฐานที่ตั้งของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบข้อมูล แล้วนำมาวางแผนก่อนบุกโจมตีทางภาคพื้นดิน อาทิ เจ้าหน้าที่ได้พบเห็นโดรนต้องสงสัยบินวนรอบๆ ฐานในช่วงเวลากลางดึก ก่อนโจมตีฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) บาโงยซิแน อ.ยะหา จ.ยะลา จนทำให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย วิวัฒนาการการต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนและอธิปไตยของรัฐมีอย่างต่อเนื่อง และเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวในการทำการรบรุนแรงมากขึ้น ทั้งวิธีคิดหรือที่เรียกว่าการต่อสู้ทางความคิดอันแหลมคมและการใช้อาวุธในการทำสงครามที่มีทั้งอาวุธสงครามด้วยอาวุธประจำกายอย่าง M16 สู่อาวุธประจำหน่วยที่มีอานุภาพทำลายล้างมากขึ้น อย่าง M60 ตลอดจนอาวุธซุ่มยิงลอบสังหารบุคคลอย่าง Sniper สู่การใช้    โดรนถ่ายภาพสอดแนมหาข่าวก่อนโจมตีภาคพื้นดินที่เคยใช้มา ล่าสุดบ่งชี้ได้ค่อนข้างชัดว่าโดรนที่ตรวจพบเป็นโดรนดัดแปลงสำหรับทิ้งระเบิด เตรียมไว้ใช้สำหรับโจมตีเป้าหมายทางอากาศ อันเป็นสัญญาณที่ตอกย้ำชัดเจนว่า กลุ่มอาชญากรรม BRN กำลังยกระดับการรบเข้าสู่ภาวะสงครามอย่างเต็มรูปแบบ เป็นการกระทำเยี่ยงคู่สงครามกับรัฐไทยที่กำลังท้าทายอธิปไตยของรัฐที่ผู้มีอำนาจรัฐจะนิ่งเฉยหรือมัวยึดมั่นในวาทกรรมว่าสันติภาพเป็นทางออกของปัญหาเพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป   
สยามรัฐออนไลน์ |

อธิปไตยเหนือดินแดน

เสือตัวที่ 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 1 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ นอกจากนั้น ในหมวด 5 ซึ่งระบุหน้าที่ของรัฐ ในมาตรา 52 บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน และในมาตรา 53 ระบุว่า รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้น ในมาตรา 3 ยังบัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุขของประชาชนโดยรวม รวมทั้งในมาตรา 50 ได้ระบุหน้าที่ของปวงชนชาวไทยไว้ว่า ปวงชนชาวไทยมีหน้าที่ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นับเป็นข้อกำหนดที่ชัดเจนยิ่งในหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของรัฐและปวงชนชาวไทยทุกชีวิตที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้น พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ระบุอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมว่า พิทักษ์รักษาเอกราชและความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร จากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในราชอาณาจักร นอกจากนั้นยังกำหนดอำนาจหน้าที่ของทุกเหล่าทัพให้มีหน้าที่ป้องกันราชอาณาจักร นับเป็นหน้าที่โดยตรงของกองทัพและประชาชนจะนิ่งเฉยหรือให้ความสำคัญต่อกรณีการละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐไม่ได้โดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นการคุกคาม รุกล้ำ ละเมิด หรือเข้ายึดครองดินแดนของรัฐไทยในพื้นที่ใดของประเทศ ปรากฏการณ์การคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐด้วยการกระทำใดๆ ที่มีเจตจำนงในการยึดครองดินแดนอันเป็นอธิปไตยของประเทศย่อเป็นการกระทำความผิดในระดับรุนแรงเป็นอันตรายสูงสุดของชาติ กรณีการคุกคามความมั่นคงของรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่ยืดเยื้อมา 21 ปี ที่มีการประกาศชัดเจนจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนมาตลอดว่าเป็นการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน นับเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่รัฐจะเพิงเฉย หรือให้ความสำคัญต่อภัยคุกคามดังกล่าวนี้อยู่ในลำดับท้ายๆ ของการแก้ปัญหาไม่ได้ ในขณะที่รัฐกลับมองประเด็นที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปลายด้ามขวานเป็นการต่อสู้ในระดับทั่วไปที่ต้องใช้การประนีประนอมจนส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถต่อสู้กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการกระทำของบรรดากลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้เป็นการกระทำที่มีฐานบัญชาการและสั่งการมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ท้าทายและละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยเฉพาะที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ซึ่งรัฐจะต้องตระหนักและทุ่มเททุกองคาพยพของชาติเข้าขจัดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว ทั้งยังเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเพื่อการขจัดภัยคุกคามจากขบวนการร้ายปลายด้ามขวานด้วยความเด็ดขาดตามที่ระบุหน้าที่ของรัฐ หมวด 5 มาตรา 52 บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เพราะรัฐธรรมนูญเล็งเห็นว่าการยึดแย่งดินแดนของรัฐไปนับเป็นภัยร้ายแรงที่ต้องกำจัดให้สิ้นลงโดยเร็ว การแย่งยึด รุกล้ำ เข้ายึดครองอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐ นับเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐไม่ว่าจะเกิดในพื้นที่ใด รัฐต้องตระหนักและให้ความสำคัญสูงสุดในการใช้ทุกองคาพยพของชาติเข้าขจัดภัยเหล่านั้นให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว เพราะนอกจากเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยตามมาตรา 52 แห่งรัฐธรรมนูญแล้ว ยัง ระบุในมาตรา 53 ว่า รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ซึ่งหากละเลย เพิกเฉย ไม่เข้าขจัดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติเหล่านั้นอย่างจริงจังให้หมดสิ้นลงโดยพลันแล้ว ผู้บริหารของรัฐก็จะมีความผิดอาญาร้ายแรง ตามที่ระบุไว้ในหมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร มาตรา 119 ที่ระบุว่า ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรากฏการณ์การรุกล้ำข้ามเขตเข้ายึดครองดินแดนไทยบริเวณช่องบกของประเทศกัมพูชากว่า 200 เมตร ย่อมเห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ เฉกเช่นเดียวกับภัยคุกคามในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่กำลังคุกคามต่ออธิปไตยเหนือดินแดนไทย เป็นการกระทำที่ละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ระบุในมาตรา 1 อย่างชัดว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหารของรัฐจะต้องตระหนักและทุ่มเททุกองคาพยพของชาติเข้าขจัดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติเหล่านี้ที่กำลังคุกคามต่ออธิปไตยเหนือดินแดนให้หมดสิ้นไปอย่างเด็ดขาดโดยเร็ว
สยามรัฐออนไลน์ |

กองโจร BRN

เสือตัวที่ 6 การก่ออาชญากรรมเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ทั้งพี่น้องไทยพุทธและมุสลิม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่รวมทั้งคนสูงอายุ ทั้งชายและหญิง ทั้งคนปกติและคนพิการ ทำลายความสงบสุขตลอดจนเหนี่ยวรั้งความเจริญรวมทั้งทำลายอนาคตอันสดใสทัดเทียมคนในพื้นที่อื่นของประเทศนั้น ล้วนเกิดจากน้ำมือของกลุ่มคนร้ายที่ชื่อว่ากลุ่มขบวนการ BRN ที่นับวันจะเหิมเกริม โหดร้ายเกินกว่ามนุษย์ปกติจะยอมรับได้ โดยกลุ่มอาชญากรรม BRN เร่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงที่กระทบต่อเอกภาพแห่งดินแดนตลอดจนท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐอย่างโจ่งแจ้งตลอดมา การเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เป็นว่าเล่นโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ท้าทายอำนาจรัฐอย่างชัดเจนเยี่ยงองค์กรก่อการร้ายทำลายความมั่นคงของรัฐในทุกมิติ การกระทำขององค์กรอาชญากรรม BRN เป็นการก่อการร้ายอย่างชัดเจนที่สุด โดยเมื่อ 28 พ.ค.2568 กองโจรก่อการร้าย BRN ได้ลงมือปฏิบัติการโจมตีสถานีตำรวจจะแนะ จ.นราธิวาส อันเป็นสถานที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบสุขของผู้คนในพื้นที่และรักษากฎหมายของรัฐโดยตรง หากแต่องค์กรอาชญากรรม BRN ได้ซ่องสุมกำลังติดอาวุธและปฏิบัติการร้ายเยี่ยงกองโจรในสงครามนอกแบบ กองโจร BRN ได้รวมกำลังติดอาวุธร้ายแรง โจมตีโรงพักจะแนะ ด้วยอาวุธสงครามนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาวุธประจำกาย M.16 อาวุธ AK-47 (อากา) จนถึงขั้นอาวุธประจำหน่วยที่มีอานุภาพทำลายล้างร้ายแรงอย่าง M.60 ที่ใช้กระสุนขนาดใหญ่ขนาด 7.62 ที่สามารถเจาะทะลุเสื้อเกราะ ยานยนต์ และฝาผนังขนาดหนาๆ ได้ ด้วยกระสุนนับหลายร้อยนัด จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จะแนะ เสียชีวิต 1 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำนวน 1  นาย ทั้งกองโจร BRN เหล่านี้ สามารถหลบหนีอย่างไร้ร้องรอยไปได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกขององค์กรอาชญากรรม BRN ที่นำอาวุธสงครามขนาดใหญ่เช่น M.60 มาใช้ในการก่อการร้ายกับหน่วยงานความมั่นคงของรัฐอย่างอุกอาจยิ่ง และเป็นการรวมกำลังของกองโจรเป็นทีมปฏิบัติการร้ายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ มีการฝึกการปฏิบัติและการใช้อาวุธสงครามอย่างชำนาญเยี่ยงนักรบในสงคราม อีกทั้งมีการปกปิดด้านการข่าวทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการก่อการร้ายได้อย่างเหลือเชื่อ แสดงให้เห็นถึงมวลชนในพื้นที่ จชต,ตกเป็นแนวร่วมขององค์กรก่อการร้าย BRN อย่างสนิทแนบแน่น เพราะการโจมตีโรงพัก จะแนะ ครั้งนี้ กองโจร BRN มีการเตรียมการเป็นอย่างดี ใช้พื้นที่ชุมชนอาคารบ้านเรือนของคนในพื้นที่เป็นที่ตั้งการโจมตี ตั้งฐานยิงปืน M.60 ที่ซ่อนพรางการตรวจพบการเตรียมการ และป้องกันการตอบโต้จากเจ้าหน้าที่รัฐเพราะหากเจ้าหน้าที่รัฐยิงตอบโต้ไปยังพื้นที่ดังกล่าว จะทำให้ชาวบ้านสูญเสีย ซึ่งกองโจร BRN จะสามารถนำมาใช้ปลุกระดมชาวบ้านได้อีก นั่นก็หมายความว่ากองโจร BRN ตกต่ำทางความคิด เลวร้ายถึงขั้นใช้ชาวบ้านเป็นโล่มนุษย์ในการปฏิบัติการชั่วร้ายครั้งนี้ การโจมตี จนท.รัฐถึงที่ตั้งหน่วย ขององค์กรอาชญากรรม BRN ที่ใช้ยุทธวิธีกองโจรติดอาวุธ โดยใช้การโจมตีด้วยอาวุธสงครามร้ายแรงอย่าง M.60 ซึ่งเป็นอาวุธประจำหน่วยขนาดใหญ่ที่มีอำนาจทำลายล้างสูงได้ในวงกว้าง โดยทำการยิงมาจากชุมชนอาคารบ้านพักอาศัยฝั่งตรงข้ามโรงพักซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่ เพื่อจำกัดการยิงตอบโต้ของ จนท.รัฐ และหวังจะให้เจ้าหน้าที่รัฐยิงตอบโต้มายังพื้นที่บ้านพักชุมชนดังกล่าวเพื่อหวังจะให้มีชาวไทยมุสลิมเกิดการสูญเสีย จึงเป็นประเด็นที่ควรประณามการกระทำอันชั่วร้ายของกองโจรและผู้สั่งการของอาชญากรรม BRN อย่างรุนแรงที่สุด การกระทำของกองโจร BRN ครั้งนี้ เลวร้ายตกต่ำอย่างที่สุด ที่ BRN มีเจตนาชัดเจนในความต้องการที่ใช้ผู้คนบริสุทธิ์เป็นโล่มนุษย์ เจตนาให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ โดยหวังจะใช้การสูญเสียของมุสลิมผู้บริสุทธิ์ครั้งนี้เป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมความเกลียดชังสร้างความแตกแยกกับคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศให้ออกห่างกันมากขึ้นเฉกเช่นหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา  ความเลวร้ายของการต่อสู้ได้พัฒนามาเป็นลำดับ แกนนำผู้กำหนดนโยบายการต่อสู้เพื่อแย่งยึดอำนาจรัฐมาเป็นของ BRN ยังคงแน่วแน่ชัดเจนอย่างมียุทธศาสตร์ การต่อสู้กับรัฐเพื่อแย่งยึดอำนาจรัฐได้เดินหน้าไปสู่สถานการณ์สงครามอย่างเห็นได้ชัด การเข่นฆ่าทำลายล้างชีวิตผู้คนมีความโหดเหี้ยมและชั่วร้ายมากขึ้นไม่เว้นแม้กระทั่ง เด็ก สตรี คนสูงอายุ คนพิการ และนักบวช การใช้อาวุธในการก่อการร้ายมีความเข้มข้นและร้ายแรงมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นอาวุธพลซุ่มยิง (Sniper) และ อาวุธประจำหน่วยที่มีอำนาจทำลายล้างสูงอย่าง M.60 การโจมตีแบบตีโฉบฉวยอันเป็นยุทธวิธีการรบแบบกองโจรในสงครามนอกแบบซึ่งต้องมีการฝึกเป็นอย่างดี และสามารถปิดลับการฝึกกองโจรได้อย่างแนบเนียนจนมีความพร้อมปฏิบัติการโจมตีโรงพักจะแนะได้เป็นผลสำเร็จตามแผนร้ายนี้อย่างสมบูรณ์ระดับ 100% การใช้ยุทธวิธีอันชั่วร้ายของกองโจร BRN ที่ตกต่ำถึงขั้นเจตนาใช้พี่น้องชาวไทยมุสลิมเป็นโล่มนุษย์เพื่อจำกัดการยิงตอบโต้ของเจ้าหน้าที่รัฐ และเจตนาใช้ชาวบ้านตกเป็นเหยื่อการสูญเสียเพื่อใช้ปลุกระดมผู้คนให้เป็นแนวร่วมต่อสู้ยื้อแย่งอำนาจรัฐต่อไป ในขณะที่ผู้นำด้านความมั่นคงของรัฐยังมองปรากฏการณ์ความเลวร้ายในพื้นที่ปลายด้ามขวานไม่ออกว่าเกิดจากอะไร ใครเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐ อันนำมาซึ่งความไม่ชัดเจนว่าจะกำหนดแนวนโยบายในการต่อสู้เพื่อนำความสงบสุขมาสู่พี่น้องชาวไทยในพื้นที่แห่งนี้ ทำให้หน่วยระดับปฏิบัติตั้งแต่ กอ.รมน.ภาค 4 ลงไป ต้องอยู่ในสภาพตั้งรับกองโจร BRN อย่างเดียวดายไร้อนาคต การลงพื้นที่ของคนระดับนโยบายที่ยังต้องการฟังข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรงว่าเกิดอะไรขึ้น โดยอ้างว่าเนื่องจากข้อมูลข้อเท็จจริงมีมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย จึงอยากให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น นั่นก็แสดงให้เห็นว่า คนระดับนโยบายของรัฐ ยังสับสนในปรากฏการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ ยังไม่รู้ว่าใครคือคู่ขัดแย้งกับรัฐ ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาความเลวร้ายในพื้นที่นั้นเกิดจากเงื่อนไขใด ยังมองไม่ออกว่าสถานการณ์ในพื้นที่เข้าขั้นสถานการณ์สงครามนอกแบบแล้ว เหล่านี้คือต้นเหตุที่รัฐยังไม่สามารถกำหนดแนวทาง ไม่สามารถกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการยุติความขัดแย้งได้อย่างถูกฝาถูกตัว หากแต่แท้จริงแล้วการต่อสู้กับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวานนั้นจะสำเร็จลงได้ รัฐต้องตระหนักรู้ให้ชัดว่าคู่ขัดแย้งในการต่อสู้ครั้งนี้ก็คือ กลุ่ม BRN และการกระทำของกลุ่ม BRN เป็นการกระทำเข่นฆ่าผู้คนอันโหดเหี้ยมเกินมนุษย์ที่เข้าข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะมีฐานบัญชาการอยู่ในพื้นที่ประเทศมาเลเซีย ทั้งมีการปลุกระดมผู้คนให้หลงผิดเข้าร่วมกันแย่งยึดอำนาจอธิปไตยของรัฐอย่างเป็นระบบ มีการซ่องสุมและใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าทำลายล้างผู้บริสุทธิ์อย่างเป็นขบวนการด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง การต่อสู้เข้าสู่สถานการณ์สงครามอย่างชัดเจน โดยทำการรบตามยุทธวิธีกองโจรในสงครามนอกแบบ ซึ่งรัฐต้องตีโจทย์ให้แตกเพื่อกำหนดนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะกลุ่มอาชญากรรม BRN ให้ชัดเจนเสียที 
สยามรัฐออนไลน์ |

อาชญากรรมข้ามชาติ

เสือตัวที่ 6 ความอยู่ดีกินดีและความเจริญก้าวหน้าของประชาชนทุกชีวิตในพื้นที่ปลายด้ามขวานย่อมต้องอยู่บนพื้นฐานของความสงบร่มเย็นเป็นสุขจากการที่คนทุกคนในแผ่นดินนั้นต่างเคารพกฎกติกาบ้านเมืองที่เรียกกันว่ากฎหมายซึ่งเป็นกฎกติกาที่ออกมาเพื่อบังคับใช้อย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันโดยมีเป้าประสงค์ที่ต้องการให้ทุกชีวิตดำรงอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข ไม่มีการเบียดเบียน ไม่ละเมิดสิทธิของกันและกัน ไม่ทำร้ายทำลายกันในทุกกรณีตามอำเภอใจ ซึ่งนั่นจะเป็นที่มาของความสงบร่มเย็นเป็นสุขที่ทุกชีวิตพึงได้รับ และหากผู้ใดหรือกลุ่มใดก็ตามมีการกระทำที่ละเมิดกฎกติกาของบ้านเมือง มุ่งใช้กำลังเข้าประทุษร้ายทำลายกันตามใจตนเอง ย่อมเป็นการละเมิดกฎหมายบ้านเมืองอย่างป่าเถื่อนที่รัฐพึงบังคับใช้กฎหมายเข้าควบคุมคนเหล่านี้มาเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความผิดตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐโดยเคร่งครัด เพื่อพิทักษ์ชีวิตและความเป็นธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกคนร้ายเหล่านี้ละเมิดตามอำเภอใจอย่างป่าเถื่อนโดยเร็วและเท่าเทียมกันกับคนในพื้นที่อื่นของรัฐโดยไม่มีข้อยกเว้น กลุ่มคนร้ายในพื้นที่ปลายด้ามขวานในปัจจุบันยังคงมีกลุ่มคนที่เรียกว่า BRN ยังคงมีศักยภาพในการก่อการร้ายและมุ่งมั่นในการปลุกปั่นล้างสมองผู้คนในพื้นที่ให้หลงผิดจนเข้าร่วมกับคนใน BRN เข้าก่อการร้ายละเมิดกฎกติกาบ้านเมืองเข้าเข่นฆ่าผู้คนผู้เห็นต่างอย่างบ้าคลั่ง การปฏิบัติการร้ายต่างๆ ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยิ่งชี้ชัดว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎกติกาบ้านเมือง ละเมิดกฎหมายที่บัญญัติมาเพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็นของผู้คนในบ้านเมืองอันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความอยู่ดีกินดีตามวิถีที่คนในพื้นที่นั้นๆ เชื่อถือและต้องการให้พังทลายลง การกระทำดังกล่าวของกลุ่ม BRN จึงเป็นการก่ออาชญากรรมอันโหดร้ายทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์มาแล้วหลายพันชีวิต นับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ต้องถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายของรัฐ และเป็นการรวมตัวของผู้บงการในการก่อการร้ายจากดินแดนนอกรัฐโดยใช้พื้นที่อธิปไตยของมาเลเซียเป็นฐานบัญชาการ ที่คอยกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และสั่งการให้ขบวนการในพื้นที่ออกปฏิบัติการก่อการร้ายทำลายความสงบร่มเย็นเป็นสุข คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างเลือดเย็นทั้งเด็ก สตรี คนชรา นักบวช และผู้พิการอย่างไร้ความปราณีโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และตามความหมายของอาชญากรรมข้ามชาตินั้น เป็นการกระทำผิดทางอาญาในประเทศหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่ออีกประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะการก่อการร้ายของกลุ่ม BRN นับเป็นอาชญากรรมที่มีการสั่งการจากฐานบัญชาการอยู่นอกประเทศไทย เมื่ออาชญากรปฏิบัติการนอกอาณาเขตของรัฐไทย ตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้วรัฐที่ถูกกระทำความผิดอาจร้องขอไปยังรัฐที่อาชญากรปฏิบัติการอยู่เพื่อให้ดำเนินการบางอย่าง เช่น ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดภายในประเทศหรือส่งผู้กระทำความผิดข้ามแดนเพื่อให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษในรัฐที่ถูกกระทำความผิด เนื่องด้วยข้อจำกัดในการใช้เขตอำนาจศาลบังคับใช้กฎหมายนอกอาณาเขต รัฐต่างๆ จึงได้พัฒนากลไกในการให้ความร่วมมือในคดีอาญาข้ามชาติ กลไกหลักที่ใช้ในเรื่องนี้ ได้แก่ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน การขับไล่โดยชอบด้วยกฎหมาย และความช่วยเหลือทางกฎหมายซึ่งกันและกัน และบทบัญญัติทางกฎหมายอาชญากรรมข้ามชาติ ได้กำหนดลักษณะขององค์กรที่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรมข้ามชาติไว้ว่าคือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มีส่วนร่วมกระทำการใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และมีจัดการ สั่งการ ช่วยเหลือ ยุยง อำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาในการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้าม การเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติจะทำให้อำนาจรัฐมีศักยภาพมากขึ้นด้วยกฎหมายการป้องกันและปราบรามอาชญากรรมข้ามชาติมากขึ้น อาทิ ในกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ให้อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อาจใช้เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ หรือด้วยวิธีการอื่นใด เพื่อการสะกดรอยผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดหรือ จะกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อสืบสวน จับกุม แสวงหา และรวบรวม พยานหลักฐาน หรือให้การกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งสามารถเข้าถึงเส้นทางการเงินและสกัดกั้นเงินสนับสนุนของ BRN อันเป็นปัจจัยสำคัญในหยุดยั้งการขับเคลื่อนการก่อการร้ายของ BRN ได้อย่างสิ้นเชิง การก่อความไม่สงบด้วยการก่อการร้ายทำลายชีวิตผู้คนหลายพันชีวิตในพื้นที่โดยมีการบัญชาการจากกลุ่มคนที่อยู่นอกรัฐ จึงเข้าข่ายการกระทำที่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความร้ายแรงเพราะเป็นการกระทำการก่ออาชญากรรมด้วยการฆ่าคนและยุยงส่งเสริมสร้างความเกลียดชังให้เกิดกับคนในพื้นที่ให้มีต่อพี่น้องร่วมชาติ ก่อการร้ายสร้างความสะพรึงกลัวต่อคนในพื้นที่ อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างเห็นได้ชัด ด้วยมีความมุ่งหมายที่รับรู้ในวงกว้างว่ากลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ BRN ต้องการอำนาจอธิปไตยด้วยการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐไทย ให้เป็นรัฐเอกราชปาตานีอย่างชัดเจน จึงเป็นการกระทำที่ท้าทายอำนาจรัฐอย่างอหังการ ฆ่าคนเป็นว่าเล่นโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายแม้แต่น้อย และยิ่งเป็นการบงการจากกลุ่มคนที่มีฐานบัญชาการอยู่นอกประเทศก็ยิ่งชัดเจนว่า BRN เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อันเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง ซึ่งรัฐจะต้องเร่งทุ่มเททรัพยากรของชาติเข้าขจัดคนกลุ่มอาชากรรมข้ามชาติ BRN นี้ให้หมดศักยภาพลงโดยเร็ว
สยามรัฐออนไลน์ |

เอาชนะที่ฐานกำลัง

เสือตัวที่ 6 กลุ่มองค์กรอาชญากรรม BRN ปฏิบัติการละเมิดกฎหมายของรัฐตลอดเวลาหลายสิบปีอย่างอุกอาจและท้าทายอำนาจรัฐด้วยการปลุกระดมบ่มเพาะคนในพื้นที่ให้มีความคิดแปลกแยกเป็นปฏิปักษ์กับรัฐด้วยการล้างสมองคนในพื้นที่ให้ร่วมกันต่อต้านรัฐสู่การแยกตัวเป็นเอกราชเพื่อการการปกครองตนเอง ร่วมกับการสร้างกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ปฏิบัติการฆ่าคนเป็นว่าเล่น พรากชีวิตผู้รักษากฎหมายของรัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายอันเป็นการท้าทายอำนาจรัฐอย่างอหังการ์มาตลอดหลายสิบปี โดยกระบวนการที่เรียกได้ว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมอย่างชัดเจนที่ท้าทายด้วยการประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีโดยใช้คำว่า ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani : BRN ) และใช้การก่อการร้ายลอบทำร้ายทำลายชีวิตผู้คนของรัฐทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาขนทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ รวมทั้งปฏิบัติการเหนี่ยวรั้งความเจริญที่รัฐมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับคนในพื้นที่อย่างไร้เหตุผลโดยอ้างการทำสงครามเพื่อศาสนาที่เกิดจากการกดขี่ของรัฐ ซึ่งการกระทำของรัฐที่กล่าวอ้างเพื่อหลอกลวงคนในพื้นที่ให้ร่วมขบวนการอาชญากรรม BRN ดังกล่าวนั้นไม่มีอยู่จริง กลุ่มองค์กรอาชญากรรม BRN ต่อสู้กับรัฐเพื่อไปสู่เป้าหมายในจินตนาการของการเป็นเอกราชปาตานีนั้น ใช้การก่อการร้ายเข่นฆ่าชีวิตผู้คนในพื้นที่ทุกเพศทุกวัยทุกศาสนาอย่างโหดเหี้ยมโดยใช้การรวมกันเป็นขบวนการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ ปฏิบัติการลอบทำร้ายทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างไร้มนุษยธรรมโดยใช้การลอบวางระเบิด และอาวุธปืนลอบฆ่าบุคคลเป้าหมายซึ่งเป็นคนของรัฐทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ไม่ให้ความร่วมมือกับ BRN โดยหลอกลวงผู้ร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ว่าเป็นการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นหน้าที่ของชาวมลายูมุสลิมอันเป็นการต่อสู้ตามหลักศาสนาที่บิดเบือนว่าเป็นการทำสงครามญิฮาด เพื่อการเป็นเอกราชปาตานีที่สร้างภาพลวงตาขึ้น การลอบสังหารชีวิตเข่นฆ่าผู้คนในพื้นที่หลายพันชีวิตนับเป็นอาชญากรที่ต้องถูกนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐอย่างจริงจังเสมอภาคเฉกเช่นประชาชนไทยทั้งประเทศ การก่อการร้ายตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันเป็นการกระทำอย่างเป็นขบวนการในรูปแบบองค์กรอาชญากรรมที่มีการแบ่งแยกหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบทั้งการวางแผน ล็อคเป้าหมาย ชี้เป้า นำอาวุธหรือระเบิดแสวงเครื่องที่แอบประกอบแล้วมาให้มือสังหาร การนำพามือสังหารหลบหนีและจัดที่ซ่อนตัว การนำอาวุธจากมือสังหารไปแอบซ่อน การขัดขวางเหนี่ยวรั้งการเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่รัฐจากส่วนอื่น ปกปิดซ่อนเร้นจากมวลชนแนวร่วมขบวนการร้ายเหล่านี้อันเป็นฐานกำลังสำคัญที่มีอยู่ทุกหมู่บ้าน จึงทำให้เกือบทุกครั้งการก่ออาชญากรรมของ BRN สำเร็จตามแผนและบรรลุเป้าหมายอันเลวร้ายตามที่ต้องการ 16 พ.ค.2568 ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่องค์กรอาชญากรรม BRN ปฏิบัติลอบกัดด้วยการฆ่าคนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังดูแลบำบัดทุกข์ของชาวบ้านด้วยความบริสุทธิ์ใจในพื้นที่ จ.ปัตตานี กลุ่มอาชญากรรม BRN ได้ลอบวางระเบิดสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ละบาดเจ็บสาหัส 1 นาย บริเวณถนนชนบท ระหว่างบ้าน ตะโล๊ะดือรามัน -บ้านบีติง หมู่ 4 ต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ ด้วยการวางแผนให้เจ้าหน้าที่รัฐเดินทางเข้าพื้นที่สังหารที่กลุ่ม BRN ได้แอบวางระเบิดแสวงเครื่อง วางดักรอสังหารไว้ใต้ถนน โดยให้แนวร่วมที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ลวงขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ และด้วยความห่วงใยจากเจ้าหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ใจ จึงรีบเดินทางเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในทันที หากแต่กลุ่มอาชญากรรม BRN กลับมีเจตนาร้ายหมายจะสังหารพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ทั้งสองอย่างเหี้ยมโหด ซึ่งการก่อการร้ายจากการเข่นฆ่าผู้คนเป็นการปฏิบัติการระดับยุทธวิธีของกองโจรที่สร้างไว้เป็นฐานกำลังติดอาวุธในหมู่บ้านแนวร่วมขององค์กรอาชญากรรม BRN ที่ปัจจุบันเป็นฐานกำลังสำคัญที่เข้มแข็งทุกหมู่บ้าน และการปฏิบัติการทางยุทธวิธีโดยใช้ฐานกำลังสำคัญในหมู่บ้านก่อการร้ายทุกรูปแบบโดยเฉพาะการฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ จะเป็นการส่งผลไปถึงการต่อสู้ในระดับยุทธศาสตร์ที่จัดตั้งไว้ทั้งในการเมืองระดับชาติและแนวร่วมทางวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและนอกพื้นที่ การต่อสู้ขององค์กรอาชญากรรม BRN ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เป็นการต่อสู้อย่างเป็นระบบเป็นขบวนการ เป้าหมายสำคัญสุดท้ายเชิงยุทธศาสตร์หลักคือการเป็นเอกราชในพื้นที่ปาตานีที่ใช้หลอกลวงผู้คนในพื้นที่ให้ร่วมการต่อสู้กับพวกเขาโดยกล่าวอ้างจากประวัติศาสตร์เพียงด้านเดียว และมียุทธศาสตร์ระดับรองคือการได้รับความเห็นพ้องในการให้อิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่จากแนวร่วมที่เป็นผู้คนการเมืองระดับชาติทั้งในรัฐสภาและนักวิชาการตลอดจนคนในระดับอุดมศึกษา โดยก่อการร้ายด้วยกองกำลังติดอาวุธจะคู่ขนานอย่างมีจังหวะจะโคนกับการสร้างอำนาจเหนือในการต่อสู้ระดับยุทธศาสตร์ การเร่งเร้าก่อการร้ายที่มีฐานกำลังอยู่ในหมู่บ้านจัดตั้งอันเข้มแข็งด้วยการเข่นฆ่าผู้คนและทำลายความสงบสุขในพื้นที่ให้หมดไปจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลไปถึงชัยชนะทางยุทธศาสตร์ ดังนั้นสนามรบของกลุ่มองค์กรอาชญากรรม BRN จึงถูกออกแบบเป็นระบบเครือข่ายที่เกื้อหนุนกัน ความเข้มแข็งในระดับยุทธศาสตร์ย่อมต้องอาศัยความเข้มแข็งกร้าวร้าวของฐานกำลังในพื้นที่ การเอาชนะรัฐจนได้มาซึ่งเอกราชปาตานีได้ ย่อมต้องอาศัยการก่อเหตุร้ายที่ต่อเนื่องด้วยฐานกำลังที่เข้มแข็งในหมู่บ้าน หากกลุ่ม BRN จะมีสถานะเหนือกว่ารัฐและได้เปรียบรัฐทั้งการเจรจาสันติภาพ และการออกกฎหมายที่เอื้อให้ BRN บรรลุอิสรภาพในการปกครองตนเอง กลุ่มอาชญากรรม BRN จะต้องเหนือกว่ารัฐในการต่อสู้ด้วยอาวุธในพื้นที่จากฐานกำลังในหมู่บ้านที่รัฐต้องยอมจำนน ดังนั้นเป้าหมายสำคัญที่รัฐจะเอาชนะ BRN คือการทำลายศักยภาพกองกำลังติดอาวุธของ BRN ที่แฝงตัวอยู่เป็นฐานกำลังในหมู่บ้านที่เข้มแข็งให้ได้ก่อน จึงจะได้ชัยชนะในทางยุทธศาสตร์คือการรักษาแผ่นดินปลายด้ามขวานไว้ได้
สยามรัฐออนไลน์ |

ผนึกกำลัง

เสือตัวที่ 6 กลุ่มอาชญากรรม BRN ปฏิบัติการเข่นฆ่าผู้คนอย่างเหี้ยมโหดผิดมนุษย์เป็นเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน นับวันยิ่งเลวร้ายมากขึ้นจนยากที่จะให้อภัยได้ ทุกชีวิตที่เกิดมาล้วนได้รับฉันทามติให้ดำรงชีวิตของตนอย่างอิสระที่ไม่มีผู้ใดจะมีอำนาจตัดสินให้พวกเขาเสียชีวิตลงไปได้อย่างพลการ ปัจจุบัน กลุ่ม BRN กำลังกระทำการที่ขัดแย้งกับหลักการศาสนาของชาวมุสลิมทั่วโลกที่มุ่งเน้นสันติภาพ สันติสุขของการอยู่ร่วมกันของเพื่อนร่วมโลก ปรากฏการณ์ความเลวร้ายรุนแรงในพื้นที่ปลายด้ามขวานตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เกิดจากกลุ่มก่อการร้ายที่มุ่งพยายามแบ่งแยกการปกครองจากรัฐ โดยเฉพาะกลุ่ม BRN ที่เป็นกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มหลัก ปฏิบัติการขัดขวางความเจริญด้วยการเหนี่ยวรั้งทำลายการพัฒนาทุกรูปแบบของรัฐผ่านการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ของรัฐเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่มีความกินดีอยู่ดีมีมาตรฐานการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้นจนทัดเทียมคนในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ด้วยการปลุกปั่นบ่มเพาะคนในพื้นที่ให้เกลียดชังคนส่วนอื่นของประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ให้หลงเข้าร่วมทำลายความสงบสุขของคนในพื้นที่ตลอดมาด้วยการกล่าวอ้างบิดเบือนคำสอนทางศาสนา หล่อหลอมกล่อมเกลาให้พี่น้องมุสลิมในพื้นที่เข้าใจผิดว่ากำลังถูกกดขี่ ข่มเหง และได้รับความไม่เป็นธรรมต่างๆ จากรัฐ บิดเบือนใส่ร้ายว่ารัฐขัดขวางการดำเนินศาสนกิจของพี่น้องมุสลิมปลายด้ามขวาน เพื่อน้อมนำไปสู่หลักการการทำสงครามญิฮาดโดยบิดเบือนความหมายที่แท้จริง ซึ่งการกระทำดังกล่าวของรัฐเหล่านั้นกลับตรงกันข้าม เพราะแท้จริงแล้วรัฐได้ให้การส่งเสริมสิทธิเสรีภาพการนับถือและดำเนินชีวิตตามหลักศาสนาของคนในพื้นที่อย่างเต็มที่ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนำไปสู่การฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยมในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความเศร้าสลดแก่ประชาชนชาวไทยครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยการกระทำต่อผู้อ่อนแอ ผู้พิการ คนชรา ผู้หญิง เด็ก และนักบวชในศาสนาพุทธอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มบุคลดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับความขัดแย้ง โดยกลุ่มอาชญากรรม BRN ได้สร้างสถานการณ์อันเลวร้ายด้วยการใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นผู้สังหารอุสตาดหรือครูสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ อ.สุไหงโกลก เพื่อใช้เป็นข้ออ้างและสร้างความชอบธรรมในการสังหารนักบวชในศาสนาพุทธ และพี่น้องไทยพุทธผู้บริสุทธิ์ ทั้งที่กลุ่มผู้อ่อนแอเหล่านี้ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับ BRN และเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีอาวุธต่อสู้กับ BRN ซึ่งผู้อ่อนแอเหล่านั้นจะต้องได้รับการปกป้องในทุกกรณีจากเหตุการณ์ความรุนแรงในทุกรูปแบบ อันเป็นแผนการอันชั่วร้ายขององค์กรอาชญากรรม BRN ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ให้เลวร้ายลงเพื่อบีบบังคับให้รัฐยอมเปิดโต๊ะเจรจาและยอมรับเงื่อนไขของพวกเขา นั่นคือการยอมให้เอกราชปาตานีในที่สุด สำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นสถาบันสูงสุดของผู้นับถือศาสนาอิสลามในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำอันโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ดังกล่าวอย่างชัดเจนและเป็นการประณามกลุ่ม BRN ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่สำนักจุฬาราชมนตรีเคยออกแถลงการณ์มา โดยประกาศด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนที่สุด ว่า ไม่มีเหตุผล ข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าข้ออ้างทางการเมือง ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือประวัติศาสตร์ในการก่ออาชญากรรมอันโหดเหี้ยมเช่นนี้ ในแถลงการณ์ดังกล่าวยังกล่าวถึงบริบทของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ว่าพื้นที่ที่มีชาวมุสลิมผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นชนกลุ่มใหญ่ หาใช่เป็นชนกลุ่มน้อยไม่ การพยายามกล่าวอ้างเป็นการต่อสู้ตามหลักญิฮาดซึ่งเป็นการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมที่ถูกกดขี่จากคนส่วนใหญ่ของรัฐผู้รุกรานนั้นจึงไม่เป็นความจริง และการฆ่าชีวิตที่เกิดมาโดยประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮ์) นอกจากจะผิดกฎหมายบ้านเมืองและต้องได้รับโทษทางอาญาของรัฐขั้นสูงสุดแล้ว ยังถือเป็นความผิดทางศาสนาอย่างร้ายแรง ด้วยพระองค์อัลเลาะห์ (ช.บ.) ได้ตรัสไว้ในบทอัลอิสรออ์ โองการที่ 33 ความตอนหนึ่งว่า พวกเจ้า จงอย่าฆ่าชีวิตซึ่งอัลเลาะห์ทรงตราห้ามไว้ และถูกฆ่าอย่างอยุติธรรม เพราะเราได้ให้อำนาจแก่ผู้ปกครองของเขา ฉะนั้น อย่าได้ล่วงเกินขอบเขตในเรื่องการฆ่า แท้จริงเขา (ผู้ถูกอธรรม) จะได้รับความช่วยเหลือ การฆ่าคนใดคนหนึ่ง โดยปราศจากสาเหตุที่เที่ยงธรรม ถือว่าเป็นบาปใหญ่ ประหนึ่งว่าเป็นการฆ่ามนุษย์ทั้งมวล และการไว้ชีวิตหนึ่งชีวิตใดนั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ดี ประหนึ่งว่าเป็นการไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล และการก่อความวุ่นวายนั้น ร้ายแรงยิ่งกว่าการประหัตประหารเสียอีก มุสลิมได้รับการอนุญาตให้ตอบโต้ผู้ก่อการร้ายกลับไป อายะฮฺเหล่านี้ มิได้อนุญาตให้มีการก่อการร้าย และให้มีความระมัดระวังในการต่อสู้ กลุ่มอาชญากรรม BRN ได้บิดเบือน ตัดตอนคำสอนของพระองค์อัลเลาะห์ (ช.บ.) เพื่อการต่อสู้แบ่งแยกการปกครองจากรัฐสร้างความเลวร้ายอย่างไร้มนุษยธรรมมาโดยตลอด จนกระทั่งล่าสุด สำนักจุฬาราชมนตรี ออกแถลงการณ์ประณาม BRN อย่างชัดเจนและรุนแรงที่สุด ทั้งยังกล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว ญาติพี่น้องของผู้บาดเจ็บ ผู้สูญเสีย และยังสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว รวมทั้งให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ให้ช่วยกันดูแลสอดส่องความผิดปกติและเป็นหูเป็นตาให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียนกัน นอกจากนั้น ยังเรียกร้องให้กลุ่มอาชญากรรม BRN ยุติความรุนแรงในทุกรูปแบบ และหันมาใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหาอันเรื้อรังนี้อย่างจริงจังด้วยเจตจำนงอันบริสุทธิ์แน่วแน่และความหวังอันเต็มเปี่ยม เพื่อสังคมไทยได้เดินต่อไปข้างหน้าและสร้างความเจริญให้กับคนในพื้นที่ทุกหมู่เหล่าอย่างเท่าเทียมเช่นที่ผ่านมาต่อไป การกระทำของกลุ่ม BRN ที่เข่นฆ่าผู้คนนับไม่ถ้วนทั้งพี่น้องชาวไทยมุสลิมเองและชาวไทยพุทธในหลายสิบปีที่ผ่านมา จึงเป็นการก่ออาชญากรรมอย่างชัดเจน เป็นการกระทำผิดกฎหมายของรัฐซึ่งการฆ่าคนมีโทษทางอาญาสูงสุด ทั้งยังเป็นการกระทำอันผิดหลักคำสอนทางศาสนาอิสลามที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนจนกระทั่งองค์กรสูงสุดของศาสนาอิสลามในระเทศไทยคือสำนักจุฬาราชมนตรีได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำอันชั่วร้ายของกลุ่ม BRN ซึ่งที่จริงแล้ว กลุ่มอาชญากรรม BRN เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีแนวคิดผิดปกติเป็นอันตรายต่อการดำเนินชีวิตอันเป็นปกติสุขของคนในพื้นที่ ดังนั้นหากภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนร่วมใจกันผนึกกำลังกันอย่างจริงจังจริงใจต่อกันและมุ่งมั่นร่วมกันแล้ว ก็ย่อมเอาชนะ BRN ได้ไม่ยาก
สยามรัฐออนไลน์ |