เผชิญหน้า

เสือตัวที่ 6 รัฐบาลยูเครนร้องขอความช่วยเหลือจากองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต อย่างเปิดเผยมาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งที่รัสเซีย แสดงท่าทีว่าจะคุกคามด้วยกำลัง เมื่อ 24 ก.พ.65 ที่ผ่านมา โดยผู้นำยูเครนเรียกร้องความช่วยเหลือทางทหารจากนาโต และสหรัฐอเมริกาอย่างแข็งขันในการช่วยปกป้องยูเครนจากการรุกรานด้วยกำลังจากรัสเซีย ว่า ประเทศยูเครนจะสามารถป้องกันตนเองจากการโจมตีของรัสเซียในภูมิภาคดอนบาสทางภาคตะวันออกได้นั้น ก็จะต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในการจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งยุทธปัจจัยสงครามเพิ่มเติมอย่างจริงจังมากกว่ามาตรการคว่ำบาตรรัสเซียภายใต้การนำของสหรัฐฯ เท่านั้น ยุทโธปกรณ์สำคัญๆ ที่ยูเดรนต้องการ อาทิเช่น ขีปนาวุธต่อต้านรถถัง แจฟเวอลีน (Javelin) จรวดต่อสู้รถถังน้ำหนักเบา NLAW ขีปนาวุธสติงเกอร์ (Stinger) และขีปนาวุธ สตาร์สตรีก (Starstreak) เป็นต้น ซึ่งยุทโธปกรณ์เหล่านี้ จะทำให้กองทัพยูเครนมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเพียงพอที่จะสามารถต้านทานการรุกรานจากกองทัพรัสเซียได้ หากแต่ในช่วงเดือนแรกของ นาโตภายใต้การนำของสหรัฐฯ ยังไม่กล้าพอที่จะนำโลกเข้าสู่สงครามใหญ่ที่อาจจะนำไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรงกับกองทัพอันเกรียงไกรของรัสเซียซึ่งสหรัฐฯ และนาโต รู้ดีว่ากองทัพรัสเซียมีขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองจำนวนมากที่สุดในโลก ทำให้ ณ เวลานั้น ฝ่ายสหรัฐฯ และสมาชิกนาโต ยังไม่สนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารให้กองทัพยูเครนอย่างออกนอกหน้า จึงทำได้เพียงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย โดยให้การสนับสนุนทางทหารอย่างลับๆ ต่อยูเครนเท่าที่จะไม่ไปเพิ่มความตึงเครียดให้มากขึ้นจนนำไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ความขัดแย้งจากการเผชิญหน้าทางทหารกันโดยตรงระหว่าประเทศมหาอำนาจในยุคนี้ จะนำไปสู่หายนะจากสงครามใหญ่ยุคศตวรรษที่ 21 ต่อมวลมนุษยชาติอย่างที่มาอาจประเมินความเสียหายได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้นำชาติตะวันตกต่างกังวลว่า หากสถานการณ์เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้น ก็เป็นไปได้สูงที่จะทำให้รัสเซียภายใต้การนำของผู้นำที่ผู้นำชาติตะวันตกจะอ่านความคิดเขาออกได้อย่างกระจ่างแจ้ง ทำให้การคาดการณ์การตัดสินใจในการใช้อาวุธทำลายล้างสูงรวมทั้งอาวุธสมัยใหม่ อย่าง ประธานาธิบดีปูตินนั้นกระทำได้ยาก ผู้นำชาติมหาอำนาจทางตะวันตกจึงไม่กล้าผลีผลามในการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์หลักๆ ให้ยูเครนตามที่ยูเครนต้องการ ความห่วงกังวลของผู้นำทั่วโลกต่างกังวลว่า ผู้นำรัสเซียอย่างปูตินอาจหันไปใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี (Tactical Nuclear Weapon) ซึ่งเป็นการโจมตีศัตรูที่อยู่ในระยะใกล้ หรืออาจทำให้สงครามขยายวงกว้างมากขึ้นจนลุกลามเข้าไปในยุโรป ทั้งสงครามยังอาจขยายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกก็เป็นได้ นั่นคือสิ่งที่ผู้นำชาติตะวันตกที่อยู่ตรงข้ามกับรัสเซียที่เห็นตรงกันว่า ณ เวลานั้น สถานการณ์อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุดในท่าทีที่จะแสดงออกต่อสงครามรัสเซียกับยูเครน ในขณะที่ยูเครนมีความต้องการการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์มากกว่าที่ชาติตะวันตกและสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในแบบที่ผ่านมา ยูเครนเรียกร้องความช่วยเหลืออย่างจริงจังจากชาติตะวันตก ที่เป็นยุทโธปกรณ์ทางสงครามหลักๆ อาทิ รถถัง เครื่องบินรบ โดรน และระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากกว่าอาวุธป้องกันภัยทางอากาศแบบที่ใช้ยิงโดยบุคคล เพื่อรับมือกับการที่รัสเซียเพิ่มการโจมตีทางอากาศอย่างหนักต่อยูเครน โดยใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลในการถล่มคลังเชื้อเพลิง ที่เก็บยุทธภัณฑ์สงคราม และสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของยูเครนตลอดมา ในขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้ประกาศเตือนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสงครามจนถึงทุกวันนี้ว่า การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์หลักๆ ทางทหารของชาติใดก็ตาม ย่อมเป็นการประกาศเป็นประเทศที่เป็นปรปักษ์กับรัสเซียโดยตรง ทั้งยังย้ำเตือนให้คิดหน้าคิดหลังให้ดีในการสนับสนุนทางทหารต่อยูเครนอย่างออกนอกหน้า เพราะนั่นคือการเผชิญหน้าโดยตรงต่อรัสเซีย และเมื่อถึงเวลานั้น รัสเซียก็มีความชอบธรรมในการดำเนินการใดๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของรัสเซีย และพร้อมที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์ของรัสเซีย โดยตอกย้ำว่า รัสเซียคือชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ด้านอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งพร้อมแล้วในการใช้กองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียตามคำสั่งการของประธานาธิบดีปูติน หากแต่สถานการณ์ต่อมา ผู้นำชาติตะวันตกได้แสดงท่าทีที่เป็นการเผชิญหน้ากับรัสเซียอย่างเปิดเผยมากขึ้น เป็นการส่งสัญญาณที่เป็นปรปักษ์กับรัสเซียมากขึ้นเป็นลำดับด้วยการกระชับแน่นการเยือนและการต่อสายพูดคุยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ระหว่างกันมากขึ้น การแสดงออกในห้วงเวลานี้เป็นการบ่งบอกถึงความเหนียวแน่นของนาโตอย่างเป็นปึกแผ่นมากขึ้น เพื่อความเป็นเอกภาพอย่างแข็งแกร่งต่อการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ทั้งยังมีการเยือนยูเครนของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ นอกจากนั้น ชาติตะวันตก ยังมีท่าทีให้การสนับสนุนทางทหารต่อยูเครนอย่างเปิดเผยมากขึ้น อาทิ รัฐบาลเยอรมนี กำลังพิจารณาอนุญาตให้บริษัทไรน์เมทัล ผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์สัญชาติเยอรมัน ให้เตรียมส่งรถถังเลพเพิร์ด 1 (Leopard 1) จำนวน 50 คันให้แก่ยูเครน ซึ่งหากรัฐบาลเยอรมนีอนุมัติ ก็จะจัดส่งรถถังชุดแรกให้ยูเครนได้ภายใน 6 สัปดาห์ และจะทยอยส่งส่วนที่เหลือให้ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ในขณะที่สงครามในยูเครนยังไม่มีทีท่าจะบรรเทาเบาบางลง โดยรัสเซียยังคงมุ่งโจมตีเป้าหมายในหลายเมือง หลายแห่งของยูเครนทั้งทางตะวันออกเฉียงเหนือและทางใต้ โดยมุ่งเป้าทำลายระบบขนส่งหลายแห่งซึ่งยูเครนใช้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้า ขณะที่สหราชอาณาจักรเตือนว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะใช้อาวุธฟอสฟอรัสในการโจมตี โดยยูเครน กล่าวหารัสเซียว่า ใช้ระเบิดฟอสฟอรัสโจมตีใส่กองทัพยูเครนในแคว้นลูฮานสค์ ในภูมิภาคดอนบาส ทางตะวันออกของประเทศ ด้วยอานุภาพของอาวุธฟอสฟอรัส ทำให้กฎหมายระหว่างประเทศ ห้ามใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาวในที่ชุมชนหนาแน่น ในขณะที่รัสเซียประกาศว่าสหรัฐฯ ควรหยุดใช้วาจาข่มขู่รัสเซียและหยุดสนับสนุนอาวุธให้ยูเครน แต่ขณะนี้มีแนวโน้มแย่ลงสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเนื่องจากท่าทีแข็งกร้าวของทั้งสองฝ่าย และนี่คือการนำไปสู่การเผชิญหน้ากันมากขึ้นจนเป็นที่วิตกกังวลของชาติต่างๆ ทั่วโลก
เสือตัวที่ 6 |

หมุดหมาย

เสือตัวที่ 6 เดือนรอมฎอน เป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและถือเป็นเดือนแห่งการอุทิศร่างกายและจิตวิญญาณให้แก่พระผู้เป็นเจ้า และยังเป็นหนึ่งในธรรมเนียมมุสลิมที่คุ้นเคยของประชาชนต่างศาสนาเป็นอย่างดี ในฐานะเทศกาลถือศีลอด ซึ่งชาวมุสลิมทุกคนจะไม่รับประทานอาหารและเครื่องดื่มใดๆ แม้กระทั่งการกลืนน้ำลายของตนเองตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อเป็นการฝึกความอดทนต่อความหิวกระหาย ทั้งยังเรียนรู้ให้เห็นใจผู้ที่ยากจนและขาดโอกาสในสังคม พร้อมทั้งงดเว้นจากการร่วมประเวณี และต้องเข้มงวดระมัดระวังตนเองไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งต้องห้ามของศาสนาและการกระทำในสิ่งที่ไร้สาระ รวมทั้งต้องไม่กระทำใดๆที่ ขัดต่อคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าอย่างเคร่งครัด โดยแก่นแกนของเทศกาลถือศีลอดจึงเป็นการปฏิบัติศาสนกิจเพื่อให้รู้จักอดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ยากต่างๆ ด้วยความเพียรและสติปัญญา เป็นการขัดเกลาจิตใจให้อิสลามิกชนเป็นผู้มีสติหนักแน่น อดทนต่อความหิวโหย อดทนต่อความโกรธ ไม่ปล่อยจิตใจไหลไปตามสิ่งเย้ายวนอารมณ์ โดยเทศกาลถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยที่ผ่านมาจวบจนทุกวันนี้ มักจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการแสดงศักยภาพและการมีตัวตนของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ที่มีเป้าหมายสำคัญในการแบ่งแยกปกครองกันเองของคนในพื้นที่แห่งนี้เรื่อยมาอย่างยาวนาน ทั้งก่อนเข้าเทศกาล ระหว่าง และหลังจากออกเทศกาลสำคัญดังกล่าวของพี่น้องชาวมุสลิมตลอดมา และครั้งนี้เดือนรอมฎอนเป็นช่วงต้นเดือน พ.ค. 65 โดยสำนักจุฬาราชมนตรีได้ประกาศเรื่อง การดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราห์ศักราช 1440 ความว่าให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์ในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งมีผู้เห็นดวงจันทร์ในวันและเวลาดังกล่าว มีการแจ้งตรวจสอบและรายงานผลการดูดวงจันทร์ไปยังจุฬาราชมนตรี และมีการประกาศกำหนดเดือนรอมฎอนอย่างเป็นทางการ เทศกาลถือศีลอดก็จะเริ่มขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสถานที่ดูดวงจันทร์บริเวณศาลาดูดวงจันทร์ เขาปาเร๊ะ ตำบลยะหา อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เพื่อกำหนดวันแรกของการถือศีลอดอดในเดือนรอมฎอน กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้สั่งการให้สร้างสถานการณ์ในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลรือเสาะ ก่อนห้วงเดือนรอมฎอน และ ห้วง 10 วันแรกในเดือนรอมฎอน โดยปฏิบัติการก่อเหตุระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการจู่โจม 1 พร้อมกำลังชุดลาดตระเวน ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เดินทางไปส่งหมายเรียกพยานคดีจราจรในพื้นที่ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เมื่อ ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้กำลังพลเสียชีวิต 2 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 นาย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของ นายอาหามัด ลือแบซา แกนนำ RKK ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ เพื่อสร้างสถานการณ์และแสดงศักยภาพ อันเป็นการส่งสัญญาณให้ฝ่ายรัฐรับรู้ว่า คนกลุ่มที่ต่อต้านรัฐกลุ่มนี้ ยังคงมีความเหนือกว่าหน่วยงานภาครัฐและพร้อมที่จะลงมือก่อเหตุรุนแรงต่อฝ่ายรัฐได้ทุกเมื่อถ้าแกนนำกลุ่มต้องการ ทั้งยังสร้างอำนาจต่อรองแฝงที่ส่งไปให้กลุ่มตัวแทนขบวนการร้ายแห่งนี้ ให้มีความกล้าแข็งมากขึ้นในการพูดคุยสันติสุขกับผู้แทนขอรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้น ช่วงทีมการเจรจาสันติสุขระหว่างขบวนการแบ่งแยกการปกครองที่ชื่อบีอาร์เอ็นกับผู้แทนรัฐบาลไทยที่มาเลเซีย คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ฝ่ายรัฐบาลไทยนำโดย พล.อ. วัลลภ รักเสนาะ กับคณะผู้แทนขบวนการบีอาร์เอ็น นำโดยอุซตาส อานัส อับดุลเราะห์มาน เป็นหัวหน้าคณะบีอาร์เอ็น โดยมี ตันซรี อับดุล ราฮิม บิน โมฮัมหมัด นอร์ เป็นผู้อำนวยความสะดวกและมีผู้เชี่ยวชาญร่วมสังเกตการณ์ โดยเนื้อหาสำคัญของแถลงการณ์บีอาร์เอ็นเป็นภาษาไทยระบุว่า เป็นผลจากการเจรจาสันติภาพระหว่างบีอาร์เอ็นกับรัฐบาลไทยครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 31 มี.ค. - 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่า ในการเจรจาครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในบางประเด็น ได้แก่ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่จะยุติปฏิบัติการทางการทหารตลอดช่วงเดือนรอมฎอน จนถึงวันที่ 10 ของเดือนเชาวัล ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. ถึงวันที่ 14 พ.ค. 2565 เป้าหมายของข้อตกลงดังกล่าวคือเพื่อให้เกิดบรรยากาศที่สงบสุขสำหรับสังคมปาตานีที่อยู่ในพื้นที่ และยังเป็นกระบวนการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อสร้างสันติภาพอันแท้จริงที่ปาตานี ทั้งสองฝ่ายได้นำเสนอกรอบการทำงานหรือ TOR เกี่ยวกับการจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group, JWG) เพื่อประเด็นสารัตถะ ได้แก่ 1) ทางออกทางการเมือง 2) การรับฟังความเห็นสาธารณะ และ 3) การลดการใช้ความรุนแรงของทั้งสองฝ่าย พล.อ.วัลลภ กล่าวว่า จากการเดินทางไปพูดคุยที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียกับฝ่ายของบีอาร์เอ็น และมีผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย มีท่าทีที่มีมิตรไมตรีต่อกัน ผลสรุปในการหารือกันนั้น ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยและถกแถลงหลักการสำคัญที่จะยึดถือร่วมกันตลอดมาในการพูดคุยและจะถูกนำไปสานต่อในการพูดคุยระยะต่อไป มีด้วยกัน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ทั้งสองฝ่ายต้องลดความรุนแรงลง การแสวงหาทางออกของปัญหาทุกอย่างด้วยการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ และการแสวงหาทางออกทุกอย่างด้วยกระบวนการทางการเมือง ซึ่งการพูดคุยของทั้งสองฝ่ายเห็นว่าหลักการดังกล่าวนั้น เป็นไปตามเจตนารมณ์และความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือความสงบสุขในพื้นที่ ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขในพื้นที่ และการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมทั้งอยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าของปัญหา อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนอย่างสันติสุขอย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งถือเป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแสวงหาทางออกของปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนในพื้นที่กลุ่มนี้กับรัฐที่มีมาอย่างยาวนาน หากแต่ประเด็นสำคัญน่าจะไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางของหลักการสำคัญ 3 ประการดังกล่าวอย่างผิวเผินเท่านั้น เพราะหากพิจารณาเนื้อแท้ของสาระสำคัญระหว่างทางจะเห็นได้ว่า มีสาระสำคัญมากมายที่แต่ละฝ่ายจะต้องเตรียมเนื้อหาสาระของการต่อสู้ทางความคิดเพื่อนำไปสู่หมุดหมายสำคัญ นั่นคือการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายบนวิถีของแนวคิดพหุวัฒนธรรมนำสู่สันติสุข บนแนวคิดที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับชัยชนะร่วมกัน มากกว่าการถูกดึงรั้งไปสู่หมุดหมายสำคัญของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะสันติสุขที่แอบซ่อนการบรรลุหมุดหมายในการปกครองกันเองอย่างเป็นอิสระจากรัฐ
เสือตัวที่ 6 |

สายป่าน

เสือตัวที่ 6 การรุกไล่ด้วยยุทธการปิดล้อมยูเครนของกองทัพรัสเซีย มหาอำนาจทางทหารชาติหนึ่งของโลกในขณะนี้ โดยเฉพาะการปิดล้อมเมืองใหญ่ๆ ที่อยู่รายล้อมเมืองหลวงของยูเครนที่กำลังกระชับวงล้อมเข้าไปทุกที สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อท่าทีของผู้นำยูเครน รวมทั้งกองทัพและประชาชนชาวยูเครน ตลอดทั้งประชาคมโลกที่มีความลังเลในท่าทีที่จะกดดันรัสเซียให้อ่อนกำลังลงและยอมเลิกราการบุกยูเครนลงในที่สุด เพราะท่าทีของผู้นำรัสเซียเองที่ไม่มีท่าทีโอนอ่อนผ่อนลงแต่อย่างใด หากแต่กลับมีความแข็งกร้าวและมุ่งมั่นมากขึ้นในการปฏิบัติการพิเศษทางทหารเพื่อปลดปล่อยรัฐโดเนสต์-ลูฮันสก์ อันเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคแคว้นดอนบาส ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีปูตินในการดำรงความมุ่งหมายปฏิบัติการพิเศษทางทหารหนนี้มีให้ประชาคมโลกได้แลเห็นกันมาอย่างต่อเนื่อง แม้ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนี ได้หารือทางโทรศัพท์เป็นเวลากว่าชั่วโมง หากแต่ผู้นำรัสเซียไม่ได้แสดงความประสงค์ที่จะยุติสงครามในยูเครนแต่อย่างใด ในขณะที่ชาติมหาอำนาจทุกด้านอย่างสหรัฐฯ เอง ก็ทำได้แต่เพียงสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย โดยไม่กล้าผลีผลามส่งกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าไปช่วยเหลือยูเครนโดยตรงแต่อย่างใด ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กล่าวย้ำอีกครั้งเมื่อ 11 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะไม่ส่งกองกำลังทหารสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมรบในสงครามยูเครน เนื่องจากเกรงว่าความขัดแย้งจะลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นชนวนเหตุของสงครามโลกครั้งใหม่ที่ไม่อาจประเมินความสูญเสียได้ เพราะกองทัพรัสเซียมีอาวุธทำลายล้างสูงอย่างนิวเคลียร์ในครอบครองจำนวนมากที่สุดในโลก โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอย่างชัดเจนว่า เราจะปกป้องดินแดนทุกตารางนิ้วของพันธมิตรนาโตอย่างสุดกำลัง ด้วยกองกำลังที่แข็งแกร่งและมีความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว แต่จะไม่รบกับรัสเซียในสงครามที่ยูเครน เพราะการเผชิญหน้ากันโดยตรงระหว่างนาโตกับรัสเซียก็คือสงครามโลกครั้งที่สาม ทำให้ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรสหภาพยุโรป บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันรัสเซียอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากแต่การกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และพันธมิตร ก็ไม่ทำให้รัสเซียอ่อนกำลังลงแต่อย่างใด เพราะรัสเซียเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งของโลก ทั้งยังมีทรัพยากรมากมายในการยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเองในระยะยาว รวมทั้งยังมีพันธมิตรยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้น ซึ่งจีนเองก็มีความห่างเหิรกับสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน อันเป็นการตอกย้ำความไม่เป็นมิตรต่อจีนอย่างเห็นได้ชัดตลอดมา การร้องขอเชิงข่มขู่ของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนล่าสุด ในการปรามไม่ให้จีนเข้าสนับสนุนหรือช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย จึงถูกจีนเมินเฉย ทั้งกลับมีการโทรศัพท์พูดคุยระหว่างผู้นำจีนกับปูตินเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง แสดงถึงความแนบแน่นของจีนที่มีต่อรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด ท่าทีเหล่านี้ ล้วนทำให้สายป่านของการปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียมีความหนุนเนืองมากขึ้นๆ จนไม่อาจประเมินความอ่อนล้าของรัสเซียได้อย่างแท้จริง ยิ่งหากเปรียบเทียบสายป่านของยูเครนแม้จะได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จากสหรัฐฯ และพันธมิตร จะเห็นได้ว่ามีความต่างชั้นทางการหนุนเนื่องการรบอย่างมาก เพราะการสนับสนุนของสหรัฐฯ และพันธมิตรนั้น จะกระทำได้ยากลำบากมากกว่า ด้วยต้องระมัดระวังการเข้าไปติดบ่วงสงครามที่มีคู่สงครามยักษ์ใหญ่อย่างรัสเซียเป็นคู่ขัดแย้ง ในขณะที่ผู้นำรัสเซียก็ได้แสดงความมุ่งมั่นในการปิดล้อมให้ผู้นำยูเครนสงบยอมต่อเงื่อนไขที่จะให้รัสเซียยุติการปฏิบัติการพิเศษทางทหาร ด้วยการลงนามวางสถานะของประเทศยูเครนที่เป็นกลาง ซึ่งนั่นก็คือการแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า จะไม่เข้าเป็นสมาชิกองค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) อีกต่อไป และยอมให้สถานะสาธารณะรัฐโดเนสต์-ลูฮันสก์ อันเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคแคว้นดอนบาสเป็นรัฐเอกราช โดยการใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง คินซาล (KinZhal) อันเป็นอาวุธที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้ ที่มีการใช้จริงเป็นครั้งแรกในสงคราม เพื่อโจมตีคลังอาวุธใต้ดินในยูเครนเป็นครั้งแรก หลังจากรัสเซียได้เปิดฉากบุกยูเครน ยุทธการอัดให้น่วมของกองทัพรัสเซียที่กระทำต่อยูเครนเริ่มส่งผลให้ผู้นำยูเครนและกองกำลังพันธมิตรในทางลับของยูเครนทั้งการแอบส่งกำลังสนับสนุนยุทธปัจจัยสงครามเกิดความระส่ำสะสายมากขึ้นเป็นลำดับ การโจมตีด้วยอาวุธนานาชนิดเข้าใส่เมืองใหญ่สำคัญในการรุกคืบเข้าปิดล้อมเมืองหลวงของยูเครนเริ่มได้ผล พร้อมกับการบ่งบอกให้ประชาคมโลกได้แลเห็นว่ารัสเซียเอง ไม่ได้มุ่งหวังจะทำลายล้างยูเครนให้ราบคาบ เพียงแต่ต้องการให้ผู้นำยูเครนและกองทัพของเขา สงบยอมและวางอาวุธ ยอมทำตามเงื่อนไขที่รัสเซียต้องการ ด้วยท่าทีการเปิดทางระเบียงมนุษยธรรม ให้ประชาชนชาวยูเครนเดินทางออกนอกเมืองที่กำลังถูกปิดล้อมได้อย่างปลอดภัย ผ่านเส้นทางและยานพาหนะที่จัดเตรียมไว้ แถลงการณ์ของรัสเซีย ที่แจ้งให้กองทัพยูเครนในเมืองมาริอูโปล อันเป็นเมืองท่าสำคัญทางใต้ของยูเครน ยอมวางอาวุธ ภายในเวลาที่กำหนด เนื่องจากเล็งเห็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมในเมืองมาริอูโล ที่กำลังขาดทั้งน้ำ ไฟฟ้า อาหาร และยารักษาโรค ได้ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประชาชนชาวยูเครนและผู้ที่ยอมปฏิบัติตามยอมวางอาวุธ จะสามารถเดินทางออกนอกเมือง ได้อย่างปลอดภัย ผ่านทางระเบียงมนุษยธรรม ที่จัดเตรียมไว้ดังกล่าว พร้อมกับการรุกคืบอย่างช้าๆ แต่หนักหน่วง เพื่อปิดล้อมกดดันผู้นำยูเครนไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่เดินไป อันเป็นการเพิ่มความบอบช้ำทั้งทางกายและจิตใจของผู้นำและกองทัพตลอดจนชาวยูเครนพร้อมพันธมิตรให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ ในขณะที่ยูเครนก็ยังยืนหยัดต่อสู้อยู่ต่อไป กาลเวลาที่ผ่านไป จึงเป็นการเดินหน้าต่อสู้ระหว่างรัสเซียและยูเครนซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จากพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งอาจหมายรวมถึงชาติสมาชิก NATO บางส่วนที่ร่วมปฏิบัติการต่อสู้กับรัสเซียครั้งนี้ ทั้งการสนับสนุนกำลังรบอย่างลับๆ และยุทธปัจจัยสงคราม ควบคู่กับการกดดันทางเศรษฐกิจที่หมายจะบั่นทอนกำลังรบและศักยภาพของรัสเซียโดยรวม ในขณะที่รัสเซียก็ยังคงตอบโต้ทางเศรษฐกิจต่อฝ่ายตรงข้ามในทุกรูปแบบพร้อมกับการเร่งปฏิบัติการทางทหารอย่างรุนแรงต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งการทำสงครามที่ไม่สามารถจบได้ในเร็ววันนั้น ฝ่ายใดมีสายป่านยาวกว่ากัน ก็จะมีโอกาสยืนหยัดสู้รบได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง และความหนุนเนื่องในการปฏิบัติการรบ จากสายป่านการรบนี้แหละที่เป็นปัจจัยสำคัญของชัยชนะในสงคราม
เสือตัวที่ 6 |

หมิ่นเหม่

เสือตัวที่ 6 สงครามข่าวสาร (Information Warfare : IW) ในสงครามรัสเซียบุกยูเครนเมื่อ 24 ก.พ.2022 ที่ผ่านจนถึงปัจจุบันนั้น จะเห็นได้ว่าคู่ขัดแย้งและพันธมิตรทั้งสองฝ่าย ต่างใช้ยุทธการในแบบสงครามข้อมูลข่าวสาร(IW) ในยุคศตวรรษที่ 21 กันอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้สงครามข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อ Social Media ที่มีเครื่องมือทันสมัยในทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ จนยากที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลสู่สาธารณะในประชาคมโลกในวงกว้างเป็นวินาทีได้อย่างเช่นสงครามในอดีตอีกต่อไป การช่วงชิงการนำ ทำลายล้างทางความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม พร้อมการปลุกปลอมขวัญและกำลังใจของฝ่ายตน มีให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้ทุกวันนี้ ผู้เสพสื่อสารมวลชนทั้งโลก พึงให้ความระมัดระวังต่อการตกเป็นเหยื่อของสงครามข้อมูลข่าวสาร (IW) ยุคใหม่นี้มากเป็นพิเศษ เพราะอาจตกเป็นเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่งของคู่ขัดแย้งไปได้โดยไม่รู้ตัว และการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร (IW) ในสงครามยุคใหม่ล่าสุดนี้ ล้วนมีความล่อแหลม หมิ่นแหม่ต่อการตกลงใจเข้าสู่สงครามครั้งนี้โดยพลั้งเผลอ ซึ่งนั่น หากประเทศมหาอำนาจทางทหารอันหมายถึงประเทศที่มีอาวุธทำลายล้างสูงอย่างนิวเคลียร์ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ ณ ประเทศใด นักการทหารอาชีพจะตระหนักรู้ดีว่า การสื่อสารข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะในภาวะสงคราม ล้วนแล้วแต่มีวาระซ่อนเร้นอันเป็นข้อมูลที่เป็นจริงทั้งหมดไม่ ข้อมูลข่าวสารทั้งหลายที่ออกมาจากแต่ละฝ่ายนั้นล้วนแล้วแต่แฝงไว้ซึ่งประโยชน์ที่คาดหวังว่าจะได้รับจากการตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อในสงคราม คนในโลกยุคใหม่ในขณะนี้ จึงต้องสร้างภูมิต้านทานการรับสื่อในมาจากทั่วทุกสารทิศทุกเครื่องมือในหลากหลายช่องทางในปัจจุบัน อาทิ การให้ข่าวถึงความอ่อนล้าของกองทัพรัสเซียที่ไม่สามารถเข้ายึดเมืองใหญ่ของยูเครนได้ รวมทั้งการขาดการส่งกำลังน้ำมันรถถัง การขาดเสียงอาหารของนักรบแนวหน้าเพราะตามส่งให้ไม่ทัน หรือการยอมมอบตัวของทหารรัสเซียต่อยูเครนพร้อมคำรับสารภาพว่าถูกหลอกมาทำสงครามที่พวกเขาไม่ได้เต็มใจ ที่ถูกปล่อยออกมาจากฟากฝั่งตรงข้ามรัสเซียมาอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงการใช้สงครามข้อมูลข่าวสาร (IW) ในการทำสงครามอย่างเต็มกำลังของทั้งสองฝ่าย หากแต่การทำสงครามข่าวสาร (IW) เหล่านั้น อาจส่งผลเชิงยุทธศาสตร์ไม่มากนัก แต่อาจมีผลในแง่ของสภาพขวัญและกำลังใจของบรรดาทหารนักรบในแนวหน้าและในกองทัพของรัสเซียเท่านั้น หาเป็นผลในทางจิตวิทยาเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งหวังการก่อให้เกิดผลในวงกว้างในระดับนานาชิติไม่ ด้วยการทำสงครามข่าวสาร(IW) นั้น โดยเนื้อแท้แล้ว มุ่งหวังผลลัพธ์สุดท้ายก็คือการทำลายความชอบธรรมของชาติคู่สงครามในหมู่พันธมิตรและประชาคมโลกมากกว่า อาทิ ล่าสุดเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวสารทางฝ่ายตรงข้ามรัสเซียส่งถึงสาธารณะชนว่า กองทัพรัสเซียยิงขีปนาวุธโจมตีศูนย์ฝึกทหารยาโวริฟ ซึ่งอยู่ใกล้กับโปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกของ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization) หรือ นาโต ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะเป้าหมายที่ถูกโจมตีครั้งนี้ อยู่ใกล้พรมแดนของโปแลนด์ ห่างจากพรมแดนโปแลนด์ไปเพียง 9.6 กม และ NATO มีพันธสัญญาว่า NATO จะร่วมต่อต้านด้วยอาวุธ หากประเทศสมาชิกถูกคุกคามหรือถูกโจมตีด้วยอาวุธ นอกจากนี้ยังมีรายงานนักข่าวต่างชาติถูกยิงเสียชีวิตเป็นครั้งแรกในสงครามที่ยูเครนด้วย ในขณะที่รัสเซียกล่าวว่า ศูนย์ฝึกแห่งนี้ เป็นแหล่งซ่องสุมอาวุธยุทโธปกรณ์ของฝ่ายตรงข้าม และของนักรบต่างชาติที่มาช่วยยูเครนจึงสมควรแล้วที่จะต้องถูกทำลาย ในขณะที่การยั่วยุของทั้งสองฝ่าย ล้วนเป็นประเด็นหมิ่นแหม่ต่อการเกิดสงครามทำลายล้างขนาดใหญ่ที่ทุกประเทศในโลกขณะนี้ พึงระมัดระวังทุกย่างก้าวอย่างสูงสุด ล่าสุด ประธานาธิบดีอันเดรจ ดูดา ของโปแลนด์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า หากรัสเซียใช้อาวุธเคมี อาจทำให้ NATO ต้องตัดสินใจใหม่ในการเข้าช่วยเหลือทางทหารต่อยูเครน เพราะก่อนหน้านี้ NATO นั้นตัดสินใจว่า จะไม่เข้าแทรกแซงการทหารต่อการรุกรานยูเครนของรัสเซียด้วยเกรงว่าจะลุกลามบานปลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น พร้อมการออกมาตรการกดดันเชิงเศรษฐกิจและสังคมจิตวิทยาต่อรัสเซียอันอาจเป็นการยั่วยุผู้นำรัสเซียให้จนตรอก และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้อาวุธและกำลังทหารที่รุนแรงขึ้น อาทิ นายไมเคิล โกฟ รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี สหราชอาณาจักร กล่าวกับบีบีซีว่า เขาได้เพิ่มช่องทางขอวีซ่าเข้าสหราชอาณาใหม่ให้กับผู้อพยพชาวยูเครน นอกจากนี้ก็ได้ประกาศว่า จะให้เงินอุดหนุน 350 ปอนด์ต่อเดือนสำหรับชาวสหราชอาณาจักรที่ให้ที่พักแก่ชาวยูเครนที่หนีสงครามมา สงครามข่าวสาร ยั่วยุฝ่ายตรงข้ามรัสเซียมีอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ผู้หนึ่งกล่าวหาว่ารัสเซียขอการสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์กับจีน เพื่อนำไปใช้ทำสงครามรุกรานยูเครน นอกจากนี้รัสเซียยังขอให้จีนมอบความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เพื่อลดผลกระทบจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ถึงขั้นว่านายเจก ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ จะเข้าพบกับนายหยาง เจี๋ยฉือ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านนโยบายต่างประเทศของจีน เพื่อแสดงเจตจำนงว่าไม่ยอมให้จีนหรือชาติใดชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับรัสเซียเด็ดขาด ในขณะที่รัสเซียตอบโต้ว่า ไม่เคยร้องขอให้จีนช่วยเหลือทางการทหารแต่อย่างใด และล่าสุด แต่สำนักงานประธาน EU ได้ระบุว่า รัสเซียจะถูกเพิกถอนสถานะการค้า ในฐานะชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation) ซึ่งสามารถเปิดทางให้ EU ออกคำสั่งห้ามหรือจัดเก็บภาษีลงโทษต่อสินค้าของรัสเซีย และกำหนดให้รัสเซียมีสถานะเทียบเท่ากับเกาหลีเหนือหรืออิหร่าน รวมถึงการสั่งห้ามนำเข้าเหล็กกล้าและเหล็กของรัสเซีย การสั่งห้ามส่งออกสินค้าหรู อาทิ รถยนต์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ยูโร (55,000 ดอลลาร์) และการสั่งห้ามลงทุนในบริษัทน้ำมันและภาคพลังงาน สถานการณ์ในยูเครนขณะนี้ พัฒนาผันแปรไปอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือทางเทคโนโลยีอันทันสมัยยุค Online มีการยั่วยุ ตอบโต้กันไปมาระหว่างคู่ขัดแย้ง สร้างแรงกดดันที่จะเกิดมหันตภัยในอนาคต ล้วนส่งผลให้ทางจิตวิทยาเชิงยุทธศาสตร์ในวงกว้างที่ล่อแหลมต่อการตัดสินใจใดๆ ของผู้นำมหาอำนาจทั้งหลายที่กำลังขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ซึ่งจะมีผลในระยะยาวต่อปฏิสัมพันธ์และกติกาโลกใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายสำคัญอันดับต้นๆ ของทุกประเทศในโลกใบนี้ จึงไม่ใช่การเอาชนะกันเฉพาะหน้าในสงครามหนนี้ หากแต่คือการป้องกันไม่ให้การกระทำใดๆ ที่เป็นการชักนำความขัดแย้งครั้งนี้เดินไปสู่ภาวะความหมิ่นแหม่ ในการยกระดับสงครามให้สูงขึ้น จนลุกลามไปถึงขั้นที่ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป
เสือตัวที่ 6 |

ท่าทีที่ต้องระวัง

เสือตัวที่ 6 การสู้รบในยูเครนที่มีรัสเซียเป็นฝ่ายเปิดฉากตั้งแต่วันแรกมาจนถึง ณ เวลานี้ หลายฝ่ายกำลังจับตามองและวิเคราะห์ท่าทีของรัสเซียโดยผู้นำอย่างประธานาธิบดีปูติน ผู้คว่ำหวอดในเวทีการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำอย่างประธานาธิบดีปูติน เป็นผู้มีประสบการณ์สูงในระดับต้นๆ ของเวทีการช่วงชิงความเป็นมหาอำนาจของโลกระหว่างรัสเซียกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนาน ประกอบกับบุคคลท่านนี้เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญงานข่าวกรองในหน่วยงานสายลับอย่าง KGB อันลือลั่นของสหภาพโซเวียตในห้วงสงครามเย็น ส่งผลให้ประธานาธิบดีปูติน เป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดา ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้หล่อหลอมให้ปูตินมีทัศนคติและแนวความคิดอันสุดโต่งในความเป็นชาตินิยมของตนสูงมากคนหนึ่ง ประสบการณ์ทางการเมืองโลกของปูติน ทำให้คนๆ นี้ มีความลุ่มลึกทางความคิดอย่างที่หลายๆ คนคาดเดาไม่ถึง และนั่นคือสิ่งที่นักวิเคราะห์สถานการณ์สงครามของรัสเซียในยูเครนหนนี้ ไม่อาจประมาณสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าแท้ที่จริงแล้วผู้นำรัสเซียกำลังคิดและกำลังจะทำอะไรต่อไปกันแน่ ตลอดทั้งบุคลิกภาพที่มีความเคร่งขรึม ดูจริงจัง ดุดัน อันแฝงไว้ได้ความเป็นผู้นำยามวิกฤติ ย่อมส่งผลเชิงจิตวิทยาให้บรรดาผู้คนทั้งหลายในรัสเซียเชื่อมั่นในสิ่งที่ปูตินคิดและกำลังทำอยู่ ซึ่งแน่นอนว่า นั่นก็ส่งผลให้ผู้นำชาติทั้งหลายในโลกใบนี้ส่วนใหญ่ พยายามสงวนท่าที มีความระมัดระวังอย่างสูงในอันที่จะแสดงออกต่อความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน และทันทีที่ชาติพันธมิตรของคู่ขัดแย้งในสงครามหนนี้อย่างยูเครน ไม่ว่าจะเป็นองค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ชาติในสหภาพยุโรปส่วนหนึ่ง สหรัฐอเมริกา และพันธมิตรอันแนบแน่นของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกส่วนหนึ่ง ได้ร่วมแสดงออกถึงการต่อต้านรัสเซียอย่างออกนอกหน้าเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการร่วมต่อต้านทางเศรษฐกิจและการค้า หรือที่เรียกกันว่า การคว่ำบาตร ในทุกรูปแบบต่อรัสเซีย รวมทั้งการแถลงการณ์ประณามการใช้กำลังทหารของกองทัพรัสเซียต่อยูเครนหนนี้ ทำให้ผู้นำอย่างประธานาธิบดีปูติน ได้แสดงออกอย่างแข็งกร้าวต่อกลุ่มประเทศเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวว่าการดำเนินการต่างๆ ของประเทศที่แสดงออกว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัสเซียนั้น เป็นการประกาศตัวว่าเป็นปรปักษ์ต่อรัสเซีย และรัสเซียจะตอบโต้ประเทศเหล่านั้นทุกรูปแบบที่เป็นไปได้เช่นกัน ซึ่งการดำเนินการส่งสารถึงผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกของปูตินในลักษณะนี้ ได้ผลตามที่ปูตินคาดหวัง เพราะทันทีที่ปูตินส่งสัญญาณชัดๆ ออกไปสู่ประชาคมโลก ทำให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี หยุดชะงักการแสดงท่าทีที่ส่งสัญญาณเชิงท้าทายรัสเซีย ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังสงวนท่าทีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงตรงรัสเซีย อาทิ นายเบน วอลเลซ รัฐมนตรีกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวชัดเจนว่า อังกฤษจะไม่ช่วยบังคับใช้เขตห้ามบิน (No-Fly Zone) เหนือยูเครน ตามคำเรียกร้องของผู้นำยูเครน ในขณะที่ นายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต ปฏิเสธความเป็นไปได้ว่านาโตจะเข้าไปจัดการเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า NATO ไม่มีความตั้งใจที่จะนำกำลังพลเข้าไปในยูเครน ไม่ว่าจะทางบกหรือทางอากาศ เพราะนั่น จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างยูเครนกับ NATO ซึ่งจะทำให้สงครามขยายตัวไปทั่วยุโรป และหมิ่นเหม่ต่อการทำลายล้างด้วยอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่อาจประเมินความเสียหายได้ แต่อังกฤษจะให้การสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์แก่ยูเครนแทน และนั่นเป็นการแสดงถึงความช่ำชองของผู้นำอย่างประธานาธิบดีปูตินในเวทีโลก การออกมาส่งสารถึงผู้นำทั้งหลายในโลกที่กำลังเกาะกระแสโจมตีทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศตามไปกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจฝ่ายตรงข้ามรัสเซียอย่างสหรัฐฯ เหล่านั้น ต้องหยุดชะงักลง อันเป็นยุทธศาสตร์ในการโดดเดี่ยวยูเครนให้อ่อนกำลังในการต่อสู้กับรัสเซียลงอย่างมาก ล่าสุด ประธานาธิบดีปูตินได้ออกแถลงการณ์ประกาศชัดๆ ว่า 22 ประเทศนี้ เป็น ประเทศซึ่งมีการกระทำที่ไม่เป็นมิตร (TASS ใช้คำว่า unfriendly countries and territories) หรือแปลง่ายๆว่า เป็นฝ่ายตรงข้าม หรือประเทศศัตรูของรัสเซียก็ว่าได้ ซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา รัฐในสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร (รวมถึงดินแดนในอาณัติ ได้แก่ เจอร์ซีย์ แองกวิลลา หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ยิบรอลตาร์) ยูเครน มอนเตเนโกร สวิตเซอร์แลนด์ แอลเบเนีย อันดอร์รา ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ โมนาโก นอร์เวย์ ซานมารีโน มาซิโดเนียเหนือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ไมโครนีเซีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ไต้หวัน (ถือว่าเป็นดินแดนของจีน แต่ปกครองโดยรัฐบาลของตนเองมาตั้งแต่ปี 2492) โดยให้เหตุผลว่า ประเทศเหล่านั้น แสดงตนชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายตงข้ามกับรัสเซียในการปฏิบัติการพิเศษต่อยูเครนครั้งนี้ โดยเฉพาะการร่วมคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ เป็นกลุ่มประเทศที่ขัดต่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชนชาวรัสเซียอย่างโจ่งแจ้ง จึงจะได้รับการปฏิบัติอย่างที่ชาติศัตรูพึงจะได้รับ ซึ่งผลจากการประกาศรายชื่อดังกล่าว รัฐบาลรัสเซีย รวมทั้งประชาชนและบริษัทของรัสเซีย ซึ่งมีภาระผูกพันจ่ายเงินต่อเจ้าหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในรายชื่อประเทศที่ไม่เป็นมิตร จะต้องชำระเป็นสกุลเงินรูเบิลของรัสเซียเท่านั้น นอกจากนี้ การทำข้อตกลงทางธุรกิจกับบริษัทหรือนักธุรกิจจากประเทศที่ไม่เป็นมิตร จะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลรัสเซียก่อน เป็นต้น ความช่ำชองในเวทีโลกของประธานาธิบดีปูติน บนลีลาทางการเมืองระหว่างประเทศโดยเฉพาะภาวะสงครามกับยูเครน ที่เขายังเลี่ยงว่า นี่ไม่ใช่สงคราม หากแต่เป็นปฏิบัติการพิเศษของรัสเซียเพื่อเสถียรภาพของประเทศและภูมิภาคนี้ ตลอดจนการแสดงท่าทีแข็งกร้าวในการออกคำสั่งพร้อมรบขั้นสูงสุดให้กับหน่วยขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่มีหัวรบมากที่สุดในโลก ทำให้ประเทศมหาอำนาจฝ่ายตรงข้ามของรัสเซียทั้งหลาย ต้องคิดหนัก และระมัดระวังท่าทีการสนับสนุนทางทหารโดยตรงให้กับยูเครนมากขึ้นอย่างชัดเจน รวมทั้งการตอบโต้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อฝ่ายตรงข้าม โดยเริ่มจากการงดการส่งก๊าซธรรมชาติและนำมันออกสู่ประเทศในยุโรป อันเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้กับอากาศที่หนาวเย็นในยุโรป จนกระทั่งการออกประกาศรายชื่อประเทศซึ่งมีการกระทำที่ไม่เป็นมิตรออกมาอย่างชัดเจนล่าสุดนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำประเทศทั้งหลายในโลกใบนี้ อย่าได้เกาะกระแสการสร้างมวลชนในประชาคมโลกของสหรัฐฯ เพราะนั่น จะไม่เป็นผลดีต่อประชาชนของประเทศตน และท่ามกลางสถานการณ์อันเปราะบางครั้งนี้ ต่อนี้ไป ผู้นำประเทศทั้งหลายโดยเฉพาะประเทศเล็กๆ จึงต้องระมัดระวังท่าทีที่จะแสดงออกใดๆ ให้รอบคอบมากขึ้นอย่างที่สุด
เสือตัวที่ 6 |

เปราะบาง

เสือตัวที่ 6 การสู้รบของกองทัพรัสเซียกับยูเครนและพันธมิตรของยูเครนที่ไม่เปิดเผยตัว ได้พัฒนาไปสู่ความหวาดวิตกขั้นสูงสุดของมวลมนุษยชาติ เป็นความเปราะบางที่หมิ่นแหม่ต่อสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า อาจเป็นหายนะของคนในโลกยุคนี้ที่ซ้ำเติมจากความบอบช้ำมาจากวิกฤติโรคระบาดจากไวรัส COVID-19 ที่ทำลายระบบของโลกในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการดำรงชีวิตของมนุษย์ และระบบเศรษฐกิจของโลกให้ค่อยๆ ย่อยยับมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมาและยังไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไป ซึ่งลำพังแม้ไม่มีไวรัสร้ายตัวนี้บังเกิดมาคุกคามมนุษย์โลกอย่างที่เป็น ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ย่ำแย่อยู่แล้วเป็นลำดับ และในห้วงนี้ ที่มีการใช้กำลังทหารจากประเทศยักษ์ใหญ่ในฐานะที่มีอาวุธทำลายล้างสูงซึ่งก็คือขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์เรียกได้ว่า มีจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองมากที่สุดในโลกอย่างรัสเซียเข้าไปหมายยึดครองประเทศเล็กกว่าอย่างยูเครน ก็สร้างความตกตะลึงต่อการตัดสินใจในการใช้กำลังกองทัพของผู้นำรัสเซียครั้งนี้มากที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมื่อสถานการณ์การรุกคืบของกองทัพรัสเซียยังไม่บรรลุเป้าหมายทางทหารในห้วงเวลาที่ประมาณการไว้ ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อรัสเซีย อันจะทำให้รัสเซียยิ่งถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่กระทำต่อรัสเซียโดยขยายวงกว้างไปในประเทศต่างๆ ในโลกที่กลังออกมาแสดงท่าทีต่อวิกฤตการณ์ครั้งนี้อย่างระมัดระวังยิ่ง เพราะรัสเซียที่ยังมียักษ์ใหญ่ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองอย่างจีนเป็นพันธมิตรอยู่ในเอเซีย ย่อมส่งผลต่อการแสดงท่าทีใดๆ ของประเทศเล็กๆ และประชาคมเล็กเล็กอย่างไทยและอาเซียนที่ต้องระมัดระวังอย่างสูงในสถานการณ์อันเปราะบางเช่นนี้ และหากสถานการณ์การสู้รบในยูเครนที่ยืดเยื้อเท่าใด ย่อมส่งผลต่อท่าทีของผู้นำรัสเซียอย่างปูตินให้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการใช้กำลังกองทัพและอาวุธที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ จากตัวกระตุ้นสำคัญคือท่าทีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจองประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ NATO ซึ่งเป็นปรปักษ์โดยตรงต่อรัสเซีย ที่จะเป็นตัวเร่งให้ปูตินอาจตัดสินใจใช้กำลังที่รุนแรงขึ้นจนถึงขั้นใช้อาวุธนิเคลียร์ โดยเมื่อการสู้รบยืดเยื้อขึ้น และปูตินรับรู้ว่า ท่าทีของฝ่ายตรงข้ามรัสเซียทั้งหลาย กำลังสนับสนุนยูเครนในรูปแบบต่างๆ ผู้นำอบย่างปูตินย่อมตัดสินใจตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามของเขาในทุกรูปแบบเช่นกัน ซึ่งนั่น นักความมั่นคงทั้งโลก ไม่อาจประเมินการตัดสินใจของผู้นำอย่างปูตินได้ เพราะปูตินได้แสดงออกมาชัดเจนแล้วว่า รัสเซียจะใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหายูเครนและกลุ่ม NATO ที่กำลังรุกคืบเข้ามาใกล้รัสเซียโดยการขยายสมาชิก NATO ในภูมิภาคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซียโดยตรง เมื่อประธานาธิบดีปูติน เห็นว่า ชาติตะวันตกได้ดำเนินท่าทีที่ไม่เป็นมิตร อีกทั้งใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงโดยมิชอบด้วยกฎหมายต่อรัสเซีย เขาจึงตัดสินใจสั่งการให้กองทัพรัสเซียจัดการให้กองกำลังที่รับผิดชอบด้านอาวุธนิวเคลียร์เตรียมพร้อมขั้นสูงสุดเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นระดับการแจ้งเตือนสูงสุดของกองกำลังขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ (Strategic Missile Forces) ของรัสเซีย คำสั่งดังกล่าวของนายปูตินจะเปิดทางให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ได้ง่ายขึ้นและมีความเป็นไปได้สูง แม้จะมีบางคนเห็นว่า คำสั่งนี้ เป็นเพียงวิธีที่รัสเซียใช้ในการส่งสัญญาณเตือนเชิงข่มขู่ไปถึงองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO เพื่อเป็นการป้องปรามการสนับสนุนทางทหารต่อยูเครน และเพื่อตอบโต้การแสดงท่าทีต่อหลายๆ ประเทศในประชาคมโลกในการอยู่ตรงข้ามรัสเซียมากกว่าจะเป็นการส่งสัญญาณว่ามีความตั้งใจที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์จริงก็ตาม หากแต่ว่านักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงย่อมตระหนักดีว่า คนอย่างปูตินนั้น ไม่ใช่คนธรรมดาที่จะคาดการณ์การตัดสินใจใดๆ ของเขาได้ อีกทั้งมีอีกหลายฝ่ายที่วิตกกังวลต่อคำสั่งของปูตินเรื่องนิเคลียร์ครั้งนี้ที่วิเคราะห์ว่านี่เป็นสัญญาณถึงความโกรธเกรี้ยวของนายปูติน ต่อมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของชาติตะวันตก และความหวาดวิตกว่ารัสเซียกำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามจาก NATO โดยนายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ก็ออกมาวิจารณ์ท่าทีของรัสเซียต่อคำสั่งเตรียมพร้อมขั้นสูงสุดของกองกำลังด้านอาวุธนิวเคลียร์ว่าเป็นสิ่งที่อันตราย และทำให้เห็นความก้าวร้าวของรัสเซียที่มีต่อยูเครนมากยิ่งขึ้น ขณะที่นายดมีโทร คูเลบา รัฐมนตรีต่างประเทศของยูเครน ก็ออกมากล่าวว่า หากรัสเซียใช้อาวุธนิวเคลียร์กับยูเครนจริงๆ มันคงเป็นหายนะของคนทั้งโลก หลังสหภาพยุโรปมีคำสั่งห้ามเกี่ยวกับเครื่องบินของรัสเซียเข้าน่านฟ้าของตัวเอง นอกจากนี้สวิตเซอร์แลนด์ได้ร่วมกับสหภาพยุโรปคว่ำบาตรรัสเซียด้วย รัสเซียจึงตอบโต้ด้วยการประกาศห้ามเที่ยวบินจากสายการบินใน 36 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร เยอรมนี สเปน อิตาลี และแคนาดา การกดดันจากหลายๆ เรื่องของพันธมิตรของ NATO ยิ่งทำให้รัสเซียถูกบีบจากทุกทิศทุกทาง ซึ่งปูตินย่อมคิดได้ว่าหากเผด็จศึกครั้งนี้ยืดยาวออกไป ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของรัสเซียในวงกว้างและตกต่ำถึงขีดสุดไปอีกนานหลายปี ขณะที่การเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนได้เริ่มขึ้นแล้วในเบลารุส ประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรอันแนบแน่นของรัสเซีย กล่าวว่าเบลารุสจะกลับมาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง หากชาติตะวันตกนำเอาอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงเหล่านี้ เข้ามาติดตั้งใกล้กับพรมแดนของตน หาก MATO ส่งอาวุธนิวเคลียร์ให้โปแลนด์หรือลิทัวเนีย หรือเอาเข้ามาประจำการตามแนวพรมแดนของเบลารุส นายลูกาเชนโก ก็พร้อมให้ประธานาธิบดีปูตินคืนอาวุธนิวเคลียร์ที่เบลารุสเคยส่งมอบให้กลับมาติดตั้งในเบลารุสโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อแลกกับการรับประกันความปลอดภัยให้ประเทศของตน ซึ่งพร้อมจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับรัสเซียในการต่อต้านอิทธิพลของ NATO สถานการณ์ที่พัฒนาไปจากวัน D-DAY ที่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการทางทหารในช่วงต้นของปี 2022 จนถึงวันนี้ จึงไม่มีใครสามารถคาดเดาจุดสุดท้ายของแต่ละฝ่ายได้ ยิ่งนานวัน การช่วงชิงความได้เปรียบของทั้งสองฝ่ายยิ่งพัฒนาไปในรูปแบบที่มีแนวโน้มอันรุนแรงขึ้น สงครามในยุคนี้ ย่อมแตกต่างจากสงครามยุคก่อน ด้วยต่างฝ่ายต่างมีอาวุธทำลายล้างสูงอยู่ในครอบครองจำนวนมหาศาล ซึ่งหากมองในมุมหนึ่ง อาจวิเคราะห์ได้ว่า ต่างฝ่ายต่างต้องมีความยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลังมากขึ้นหลายเท่า หากแต่อีกแง่มุมหนึ่ง เมื่อเข้าตาจน ผู้นำคู่ขัดแย้งอาจไม่มีทางเลือกอื่น อาวุธทำลายล้างสูงจึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในสงคราม ซึ่งนั่น เป็นความเปราะบางที่ผู้นำทุกประเทศต้องระมัดระวังอย่างสูงสุด
เสือตัวที่ 6 |

จุดยืนที่แตกต่าง

เสือตัวที่ 6 ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ที่มียูเครนเป็นตัวแสดงหลัก อันเป็นพรมแดนที่อยู่ติดกับดินแดนของประเทศรัสเซียที่กำลังคุกรุ่นและมีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงว่า อาจจะเกิดสงครามยุคใหม่ที่เกิดขึ้นโดยการเริ่มปฏิบัติการของกองทัพรัสเซียในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้เป็นการต่อสู้กันโดยตรงระหว่างกองทัพรัสเซียกับกองทัพขององค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) หากแต่จะเป็นการต่อสู้ระหว่างกองทัพรัสเซียกับยูเครนภายใต้การสนับสนุนทางทหารจาก UN และสหรัฐอเมริการอย่างเต็มรูปแบบที่เรียกกันว่าสงครามตัวแทน (Proxy War) ซึ่งประเด็นสำคัญของวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในครั้งนี้ ก็คือความขัดแย้งที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนานในภูมิภาคดอนบัส และยิ่งตอกย้ำความเข้มข้นรุนแรงซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงมากขึ้น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรของรัสเซียลงมติเมื่อวันที่ 15 ก.พ.65 ที่ผ่านมา อนุมัติร่างกฎหมายรับรองสถานะ การเป็นรัฐอิสระของ โดเนตสก์ (Donetsk) และ ลูฮันสก์ (Luhansk) ซึ่งเป็นดินแดนตะวันออกของยูเครนและอยู่ติดกับรัสเซีย ซึ่งมีผู้คนในดินแดนทั้งสองนี้ เป็นคนที่ใช้ภาษารัสเซียและฝักใฝ่รัสเซีย ซึ่งต้องการเป็นอิสระจากการปกครองของยูเครน ในขณะที่ยูเครนถือว่าคนในโดเนตสก์ และลูฮันสก์นั้น เป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนของยูเครน หากแต่รัสเซียเห็นว่า คนในดินแดนทั้งสองแห่งนั้น เป็นบริวารของรัสเซียที่จะต้องได้รับการสนับสนุน โดยในขณะนี้ ประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน ได้ลงนามรับรองกฎหมายให้สถานะ การเป็นรัฐอิสระของดินแดนทั้งสองอย่างเป็นทางการแล้ว อันส่งผลให้ความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ทวีคูณขึ้นไปอีก ฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า หากรัสเซียยอมรับโดเนตสก์ และลูฮันสก์ เป็นรัฐอิสระ ถือเป็นการโจมตียูเครนโดยไม่ต้องใช้อาวุธ และละเมิดอธิปไตยของยูเครนอย่างชัดเจน และการกระทำเช่นนี้ถือว่ารัสเซียถอนตัวออกจากข้อตกลงมินสก์ ซึ่งข้อตกลงกรุงมินสก์ (Minsk Accords) นี้ถูกทำขึ้นที่เมืองหลวงของประเทศเบลารุส เพื่อมุ่งหวังจะยุติการสู้รบและให้แนวทางด้านการเมืองเพื่อการมอบพื้นที่ๆ ถูกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนยึดครองไว้คืนให้กับรัฐบาลยูเครน โดยฝ่ายต่างๆ ที่ร่วมลงนามประกอบด้วยองค์การเพื่อความร่วมมือและความมั่นคงในยุโรป (OSCE) รัสเซีย ยูเครน รวมทั้งผู้นำของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเขตพื้นที่บริเวณ Donetsk กับ Luhansk ของยูเครนด้วย อย่างไรก็ตามข้อตกลงดังกล่าวในขณะนั้นเพื่อมุ่งยุติการสู้รบระหว่างกำลังฝ่ายรัฐบาลยูเครนกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพรัสเซีย ทำให้เกิดการหยุดยิงของทั้งยูเครนและชนกลุ่มน้อยทั้งสองเมืองนั้นไม่เกิดสันติภาพขึ้นอย่างแท้จริง และเจ็ดปีให้หลังคู่กรณีที่สำคัญคือยูเครนกับรัสเซียยังไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายของตนในกรณีดังกล่าวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จวบจนปัจจุบัน ล่าสุดประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวว่า ข้อตกลงมินสก์ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น ปูตินได้ลงนามรับรองร่างกฎหมายให้สถานะ การเป็นรัฐอิสระของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์-ลูฮันสก์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว จึงเป็นการฉีกข้อตกลงมินสก์อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคนี้เลวร้ายลงไปอีกเป็นทวีคูณ และล่าสุด วุฒิสภารัสเซียมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีอำนาจใช้กองทัพรัสเซียนอกประเทศได้ เพื่อให้การสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน (โดเนตสก์ และลูฮันสก์) ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนได้ โดยอ้างว่า เป็นการส่งกำลังทหารไปเพื่อรักษาสันติภาพในพื้นที่ดังกล่าว หาใช่เป็นการส่งกำลังทหารไปรุกรานประเทศยูเครนตามข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ และ NATO ไม่ ด้วยเหตุผลว่า ผู้นำยูเครนใช้ความรุนแรงและการนองเลือดต่อกลุ่มคนที่ต้องการเป็นรัฐอิสระจากยูเครน ซึ่งคนเหล่านั้นต่างภักดีต่อรัสเซีย อีกทั้ง NATO ก็ได้ให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยแก่ยูเครนเพื่อใช้ในการเผชิญหน้ากับรัสเซียอีกด้วย โดยจุดเปราะบางที่ปูติน ตัดสินใจส่งกำลังทหารไปรักษาสันติภาพในดินแดนโดเนตสก์ และลูฮันสก์ ก็เพราะเห็นว่า ทางการยูเครนสั่งให้ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเข้าปราบผู้ประท้วง จนในที่สุดเกิดเป็นจลาจลด้วยอาวุธ และเข้าสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบ จากประเด็นอ่อนไหวเปราะบางในกรณีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนยูเครน ทั้งโดเนตสก์ และลูฮันสก์ ที่คุกรุ่นมาโดยตลอด ยิ่งทวีความหมิ่นแหม่ในการก่อสงครามหรือความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ดั่งเป็นการเติมน้ำมันเข้ากองไฟก็คือ การแสดงท่าทีขององค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในการรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งนั่นจึงซ้ำเติมจุดเปราะบางให้แทบจะขาดสะบั้นลง จากความไม่ไว้วางใจยูเครนของรัสเซีย อันเปรียบเสมือนเป็นหอกข้างแคร่ของรัสเซียที่เห็นว่าปัญหาโดเนตสก์ และลูฮันสก์ ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากยูเครน การแสดงท่าทีสนับสนุนให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิก NATO ที่รัสเซียแสดงจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดว่าต้องการให้ NATO หยุดแผ่ขยายอิทธิพลโดยรับประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นอาณานิคมของรัสเซียเข้าเป็นสมาชิกมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัสเซียไม่ต้องการให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิก NATO จนเมื่อต้นปี 2021 ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ และ NATO เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของรัสเซียดังกล่าว รัสเซียจึงแสดงกำลังทหารของกองทัพอันเกรียงไกร ด้วยการระดมกำลังทหารจำนวนมากเข้าประชิดชายแดนยูเครน รวมถึงบริเวณภูมิภาคดอนบัสเพื่อกดดันสหรัฐฯ และ NATO ให้ยุติความตั้งใจดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง วิกฤตการณ์รัสเซีย-ยูเครนได้เดินทางมาถึงจุดตึงเครียดถึงขีดสุดอย่างหลีกหนีไม่พ้น เมื่อต่างฝ่ายต่างยืนหยัดอยู่ในจุดยืนของตน และในที่สุดประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ตัดสินใจออกคำสั่งให้กองทัพส่งกำลังทหารเข้าไปรักษาสันติภาพในเมืองโดเนตสก์ และลูฮานสก์ อันเป็นดินแดนทางภาคตะวันออกของยูเครนที่ยูเครนกล่าวว่าเป็นกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน ในขณะที่กลุ่มคนในดินแดนดังกล่าวและรัสเซียกล่าวว่า เป็นกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่ออิสระในการปกครองตนเองซึ่งมีความชอบธรรมในการต่อสู้ หลังจากประธานาธิบดี ปูติน ได้ลงนามรับรองให้ทั้งสองเมืองนี้เป็นรัฐอิสระจากการปกครองของยูเครน และรัสเซียมีความจำเป็นที่จะต้องส่งกองกำลังของตนเพื่อเข้าไปรักษาสันติภาพ นำความสงบสุขมาสู่ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ดังกล่าวอย่างถูกต้องตามกฎหมายหาใช่เป็นการรุกรานยูเครนไม่ เหล่านี้คือที่มาของความขัดแย้งอันกำลังส่งผลต่อความมั่นคงของคนทั้งโลก เพราะจุดยืนที่แตกต่างอย่างชัดเจน
เสือตัวที่ 6 |

เป้าหมายยุทธศาสตร์

เสือตัวที่ 6 ความตึงเครียดในภูมิภาคของชาติตะวันตกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมากจนส่งผลสะท้านไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วทั้งโลก ระหว่างมหาอำนาจทางอาวุธนิวเคลียร์อย่างรัสเซียที่มีพันธมิตรอันแนบแน่นกับสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เป็นมหาอำนาจอาวุธนิเคลียร์เช่นกันกับยูเครนภายใต้การหนุนหลังจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสมาชิกกลุ่มนาโต้(NATO) ที่มีมหาอำนาจในทุกมิติอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่ ซึ่งต่างฝ่ายต่างแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวเข้าใส่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายรัสเซียภายใต้การนำของปูติน ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศมาอย่างยาวนานกว่าผู้นำของประเทศใดๆ ในความขัดแย้งครั้งนี้ ทำให้ท่าทีที่แสดงออกของรัสเซียตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลทางจิตวิทยาต่อผู้นำชาติต่างที่เป็นคู่กรณีอย่างมาก เพื่อต่อต้าน ยับยั้งการรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกองค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่ผ่านมา จวบจนปรากฏการณ์ล่าสุดนี้ จึงสร้างความวิตกต่อผู้นำประเทศในกลุ่ม NATO ที่ห่วงกังวลต่อภาวะสงครามใหญ่ในการตัดสินใจใช้กำลังกองทัพบุกยูเครนของรัสเซีย จนกระทั่ง นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เห็นว่ามี หลักฐานที่ชัดเจนอย่างมากว่า รัสเซียจะรุกรานยูเครนจริง โดยวิเคราะห์จากท่าทีที่สะท้อนให้เห็นว่ารัสเซียกำลังเตรียมการอย่างจริงจังอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ก็ยังเรียกร้องให้รัสเซียหันหน้ามาเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการบุกโจมตีที่มีแต่จะก่อให้เกิดหายนะของทุกฝ่าย เพราะต่างฝ่ายต่างมีอาวุธทำลายล้างสูงอย่างอาวุธนิเคลียร์อันเป็นอาวุธที่หากมีการใช้แล้ว จะเกิดหายนะในวงกว้างอย่างที่ประเมินความเสียหายไม่ได้ ทั้งยังเห็นด้วยว่า ชาติตะวันตกโดยเฉพาะที่เป็นสมาชิกกลุ่ม NATO ที่มีมหาอำนาจในทุกด้านอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่ จะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากถึงเวลาต้องคว่ำบาตรรัสเซียทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นหาได้ทำให้ท่าทีของผู้นำรัสเซียเกิดความสะทกสะท้านใดๆ ไม่ ทำให้ขณะนี้ชาติต่าง ๆ มากกว่า 12 ประเทศ รวมทั้งสหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ได้ขอให้พลเมืองของชาติตน เร่งเดินทางออกจากยูเครนโดยด่วน ทั้งได้ย้ำเตือนพลเมืองของชาติตนว่า โอกาสที่รัสเซียจะรุกรานยูเครนด้วยกองทัพนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ แท้ที่จริงแล้ว ความตึงเครียดที่ทวีความเข้มข้นในภูมิภาคนี้ ส่วนใหญ่แล้ว เป็นการส่งสัญญาณจากผู้นำชาติตะวันตกที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัสเซีย โดยตอกย้ำอย่างต่อเนื่องว่า ในสถานการณ์ขณะนี้ เป็นภาวะใกล้จะเกิดสงครามอย่างชัดเจน ภาวะใกล้จะเกิดสงครามในยูเครนครั้งนี้ ล้วนสะท้อนมาจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหราชาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยบรรดาผู้นำชาติตะวันตก ต่างกล่าวอ้างว่า ได้พยายามหาทางออกไม่ให้เกิดสงคราม แต่ในทางตรงข้าม โฆษกของนายจอห์นสัน ผู้นำสหราชอาณาจักร กลับออกมาระบุว่า ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะบ่งบอกได้ว่า รัสเซียจะยอมถอย หรือล้มเลิกความตั้งใจในการใช้กำลังทหารรุกรายยูเครน ทั้งยังตอกย้ำความตึงเครียดให้ทวีความรุนแรงต่อไปอีกว่า อังกฤษมีความเป็นห่วง กังวลเป็นอย่างยิ่งที่รัสเซียจะบุกยูเครนจริง ในเวลาเดียวกันกระทรวงกลาโหมอังกฤษ ยังเพิ่มระดับความตึงเครียดเข้าไปอีกว่า ภูมิภาคยุโรปในขณะนี้ กำลังเดินหน้าเข้าใกล้สงครามครั้งใหม่มากที่สุดในรอบ 70 ปี เหล่านี้ คือส่วนสำคัญที่รัสเซียกลับเห็นว่า ชาติตะวันตกซึ่งเป็นพันธมิตรกับยูเครน โดยเฉพาะสหรัฐฯกำลังยั่วยุรัสเซียให้เดินหน้าเข้าสู่สงคราม ทั้งที่รัสเซียเองก็แสดงเจตนาในการเคลื่อนกำลังพลเรือนแสนพร้อมยุทโธปกรณ์ทางทหารครั้งใหญ่ในหนนี้ เพื่อแสดงออกถึงการยับยั้ง ไม่ให้ NATO รับยูเครน เป็นสมาชิก และเพื่อแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยที่ยูเครนจะยอมให้ใช้พื้นที่ของตน ในการติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ของกลุ่มประเทศ NATO ซึ่งรัสเซียเห็นว่า เป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัสเซียโดยตรง หากแต่รัสเซียก็ยังส่งสัญญาณอย่างชัดเจนเสมอมาว่า รัสเซียปฏิเสธว่า ไม่ได้มีความตั้งใจหรือแผนการใดๆ ที่จะโจมตียูเครน แม้ว่าขณะนี้ได้วางกำลังทหารราว 1 แสนนาย ที่พรมแดนด้านที่ติดกับยูเครน นอกจากนี้มีรายงานว่า มีกองทหารรัสเซียอีกราว 3 หมื่นนาย ประจำการอยู่ใกล้ชายแดนเบลารุส-ยูเครน ก็ตาม หากแต่สิ่งที่รัสเซียแสดงกำลังทางทหารหนนี้อย่างมโหฬารนั้น เพียงต้องการคำยืนยันจากบรรดาหัวเรือใหญ่ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ว่า จะไม่รับยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรทางทหารที่ทรงพลังมากที่สุดในขณะนี้ที่อยู่ใกล้กับรัสเซีย เพราะที่ผ่านมา รัสเซียได้ส่งสัญญาณในการต่อต้านไม่ให้ NATO รับยูเครน เป็นสมาชิกตลอดมา หากแต่ NATO ก็หาได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญต่อความกังวลของรัสเซียไม่ รัสเซียจึงต้องแสดงออกด้วยการเคลื่อนพลจำนวนมากในหนนี้ ซึ่งรัสเซียกลับมองว่า เขาทำเพื่อป้องตนเองจากการคุกคามของ NATO ต่างหาก เพราะชาติสมาชิก NATO เพิกเฉย ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของรัสเซียด้วยดี ขณะที่สมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 หรือจี 7 กลับเตือนอันเป็นการยั่วยุรัสเซียว่า รัสเซียจะต้องเผชิญมาตรการแทรกแซงทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง หากบุกยูเครนจริง ซึ่งรัสเซียหาได้วิตกไม่ โดยรัสเซียขู่กลับว่าจะตอบโต้ชาติตะวันตกทั้งหลายเหล่านั้นให้ได้ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงเช่นกัน เมื่อรัสเซียไม่ส่งแก๊สให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ในการต่อสู้กับภัยหนาวที่กำลังเกิดขึ้น ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น จึงเห็นได้ว่า แม้จะเป็นความเปราะบางจากภาวะใกล้จะเกิดสงคราม ที่ผู้นำชาติตะวันตกทั้งหลายจะพยายามตีฆ้องร้องป่าวให้ชาวโลกได้เห็น หากแต่แท้ที่จริงแล้ว การที่ต่างฝ่ายต่างมีอาวุธทำลายล้างสูงอย่างเช่นนิวเคลียร์ ตลอดจนศักยภาพทางทหารในยุคนี้ที่มีอานุภาพสูงยิ่ง รวมทั้งต่างฝ่ายต่างมีพันธมิตรยักษ์ใหญ่ไม่แพ้กัน ย่อมส่งผลให้ทุกฝ่ายต้องคิดหนักจนไม่อยากให้เกิดสงครามกันจริงๆ และโดยเนื้อแท้แล้ว การแสดงกำลังของรัสเซียห้วงนี้ มีเป้าประสงค์ระดับสูงสุด คือการที่รัสเซียต้องการให้กลุ่ม NATO หันมาให้ความสำคัญกับความต้องการของรัสเซีย จนกระทั่งในท้ายที่สุด ยูเครนยังอยู่ในสถานะเดิมดังที่เป็นอยู่ เท่านี้ก็นับว่าบรรลุเป้าหมายระดับยุทธศาสตร์ของรัสเซียแล้ว ดังนั้นสงครามใหญ่ในจินตนาการ จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง
เสือตัวที่ 6 |

ส่งต่อในแดนลับ

เสือตัวที่ 6 ระบบยุติธรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมาของรัฐ จากการวิจัยของนักวิชาการด้านความมั่นคง พบว่า ยังไม่สามารถสร้างหลักประกันความเชื่อมั่นให้กับผู้เห็นต่างจากรัฐ ในระบบยุติธรรมได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะผู้ที่เป็นจำเลยในความผิดในคดีความมั่นคง ซึ่งถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ระหว่างการพิจารณาคดี และผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำในคดีความมั่นคงเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ซึ่งประเด็นความยุติธรรมในพื้นที่ขัดแย้งแห่งนี้ เป็นเงื่อนไขหลักประการหนึ่งการปลุกระดม สร้างความแตกแยก แตกต่างทางความคิดของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานกับคนถิ่นอื่นของประเทศ เพื่อร่วมกันต่อต้านการปกครองจากรัฐในรูปแบบต่างๆ แล้วแต่ระดับความถลำลึกของการเข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกการปกครอง คำถามสำคัญที่น่าสนใจว่า การส่งต่อความคิดแปลกแยก แตกต่าง จนถึงขั้นเกลียดชังกับคนที่มีวิถีที่แตกต่างจากคนในกลุ่มตน ในทัณฑสถาน หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าเรือนจำ อันเป็นดินแดนลับที่ผู้คนในสังคมภายนอกมีโอกาสที่จะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นหรือความเป็นไปของคนในพื้นที่เรือนจำทั้งหลายได้น้อยมาก อันเป็นช่องว่างให้ผู้ต้องขังในคดีด้านความมั่นคง ทั้งในฐานะจำเลยและที่เป็นผู้ที่เป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดแล้วเหล่านั้น มีการสื่อสารถ่ายทอดความคิดและความเชื่อของการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งมีการส่งต่อความคิดแปลกแยกเหล่านั้นไปยังกลุ่มคนในคดีอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในเรือนจำ ให้ขยายแนวร่วมขบวนการอย่างลับๆ ในแดนลับเหล่านั้นหรือไม่ อย่างไร ล้วนเป็นคำถามสำคัญที่ต้องค้นหา เพื่อให้การดำเนินการสกัดกั้นการบ่มเพาะแนวคิดการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ภาคใต้ สามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุมในทุกพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนในแดนลับเหล่านั้นก็ตาม นอกจากนั้น การเข้ามาเป็นผู้ต้องขังในแดนลับเหล่านี้ ย่อมเป็นโอกาสที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งผู้คุมเรือนจำและฝ่ายความมั่นคง จะได้ร่วมมือกันดำเนินการที่ตอบสนองการแก้ไขปัญหาการบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยก ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยจะต้องบูรณาการความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย ให้มีเป้าหมายเดียวกันในการดำเนินการทุกรูปแบบเพื่อสนองเป้าหมายด้านความมั่นคงเป็นสำคัญสูงสุด ซึ่งต้องแตกต่างจากการดำเนินการของกรมราชทัณฑ์ที่มีต่อผู้ต้องขังในเรือนจำอื่นๆ ของประเทศ ทั้งยังต้องมีกระบวนการทำให้บุคคลที่อยู่ในความควบคุมของรัฐ (เรือนจำ) เหล่านั้น กลับมาเป็นประโยชน์ในการแสวงหาความร่วมมือ สร้างความเข้าใจอันดีกับรัฐ เพื่อเป็นพลังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ได้โดยสมบูรณ์ ด้วยความยุติธรรมเปลี่ยนผ่านในรูปแบบเฉพาะเรือนจำปลายด้ามขวาน ให้เป็นหลักความยุติธรรมที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดจากการกระทำที่ร้ายแรง โดยมีเป้าหมายในการทำความเข้าใจผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการแบ่งแยกดินแดน และการส่งเสริมกลไกและความร่วมมือที่จะนำพาคนที่ตกเป็นเหยื่อหรือหลงผิดเหล่านั้นไปสู่สันติภาพ สันติสุข ด้วยกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สังคมได้เดินหน้าต่อไปในทางสร้างสรรค์และไม่ให้ผู้คนที่ได้รับโทษทัณฑ์เหล่านั้น หวนกลับมาใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความเห็นต่างอีกครั้ง หากแต่สามารถใช้แนวทางยุติธรรมเปลี่ยนผ่านที่เป็นรูปแบบเฉพาะในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงปลายด้ามขวานแห่งนี้ มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ซึ่งหากต้องการความสำเร็จ จำเป็นที่ต้องมีการดำเนินงานที่เข็มแข็ง เป็นระบบ มีการไปพูดคุยกับผู้คนที่เกี่ยวข้อง ด้วยการเข้าไปรับฟัง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และค้นหาความจริง ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านที่เป็นรูปแบบเฉพาะนั้น จะสามารถหล่อหลอมให้ประชาชนผู้หลงผิด และเคยเห็นต่างจากรัฐ จนกลายเป็นแนวร่วมขบวนการจนถึงขั้นการใช้ความรุนแรงต่อรัฐ ให้สามารถเปิดกว้างทางความเข้าใจรับรู้ จนมีโอกาสมากขึ้นในการเปลี่ยนความคิด อันเป็นการปรับทัศนคติในการมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่อีกแง่มุมหนึ่ง และรอบด้านมากขึ้น เพื่อให้เกิดการคิดเชิงบวก (Positive Thinking) ด้วยการสีส่วนร่วมของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและเคยหลงผิด เห็นต่างจากรัฐในการแสวงหาทางออกของปัญหาคับข้องใจโดยสันติวิธี รวมทั้งลดโอกาสการส่งต่อ ขยายแนวคิดแปลกแยกให้ขยายไปยังกลุ่มผู้ต้องขังคดีอื่นๆ ที่อยู่ด้วยกันในเรือนจำ จนเป็นการสร้างและขยายเครือข่ายแบ่งแยกดินแดนให้ขยายตัวออกไปอย่างเงียบๆ อันเป็นการตัดวงจรการส่งต่อแนวคิดแปลกแยกของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างแท้จริง และขยายผลไปสู่การร่วมมือกันแก้ปัญหาและร่วมพัฒนาท้องถิ่น ตามแนวทางสันติวิธี (Peaceful Way) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำความสงบสุขมาสู่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อีกครั้งหนึ่ง แม้กระบวนการของเรือนจำในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่มีในปัจจุบัน จะดำเนินการด้วยการเคารพในสิทธิความเชื่อ และวิถีชีวิตตามหลักศาสนาของผู้ต้องขังความมั่นคงอย่างมากแล้วก็ตาม อาทิเช่น การรับประทานอาหารฮาลาล ที่ประกอบอาหารด้วยผู้ต้องขังชาวมุสลิมเอง หรือการรำมาดตามห้วงเวลาที่กำหนดในหลักศาสนาอิสลาม การปรับห้วงเวลารับทานอาหารของพี่น้องผู้ต้องขังชาวมุสลิมให้เหมาะสมในห้วงถือศีลอด ตลอดจนจัดให้มีการถ่ายทอดคำสอนตามหลักศาสนาตามวิถีความเชื่อทางศาสนาอิสลามอย่างเข้มข้นตามที่ผู้ต้องขังต้องการแล้วก็ตาม หากแต่สภาพของความคิดที่ยังเป็นปัญหาคับข้องใจของผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงก็คือ การที่พวกเขาไม่ได้รับความยุติธรรมเท่าที่ควร เหล่านี้คือเงื่อนไขสำคัญที่อาจส่งผลให้แนวโน้มในอนาคต เมื่อผู้ต้องขังได้พ้นโทษและออกไปจากเรือนจำไปแล้ว ตลอดจนญาติพี่น้อง คู่สมรส บุตร หลาน ตลอดจนเพื่อพ้อง ล้วนมีโอกาสสูงที่จะมีความหวาดระแวงการดำเนินการของรัฐอยู่ต่อไป ซึ่งความรู้สึกเหล่านั้นมีความล่อแหลมต่อการตกเป็นเป้าหมายในการขยายแนวร่วมของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งอย่างน้อย บุคคลเหล่านี้ ก็จะเป็นกลุ่มที่สืบทอดและร่วมขยายแนวคิดการเห็นต่างจากรัฐในรูปแบบต่างๆ ไปได้ เพราะความคิดของการไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมเหล่านั้น ได้ถูกถ่ายทอด ส่งต่อความคิดแปลกแยก เกลียดชังไปยังกลุ่มผู้ต้องขังรายอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงฯ ด้วยกันในเรือนจำ รวมทั้งการส่งต่อความแปลกแยกทางความคิด ส่งต่อความเครียดแค้นชิงชังไปยังญาติพี่น้อง และบุคคลในครอบครัว ที่มาเยี่ยมในเรือนจำ อันจะเป็นการส่งต่อขยายต่อความเห็นต่างจากรัฐให้กว้างขวางออกไป นอกจากนั้น ในสภาพของความคิดในปัจจุบันของผู้ต้องขังคดีความมั่นคง ที่สืบเนื่องจากการไม่ยอมรับในกระบวนการพิจารณาคดีที่ผ่านมาข้างต้น ยังส่งต่อให้กลุ่มผู้ต้องขังเหล่านั้น มีความคิดที่ขุ่นเคืองรัฐ ด้วยคิดว่า รัฐ โดยเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้นเหตุที่ทำให้คนในครอบครัวของเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ด้วยความยากลำบาก ด้วยผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นหลักสำคัญในการหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งเมื่อคนเหล่านี้ ถูกพิจารณาว่ามีความผิดในคดีความมั่นคงฯ ตามที่ถูกกล่าวหา จึงทำให้ถูกจำขังในเรือนจำ อันส่งผลให้คนอันเป็นที่รักของคนเหล่านี้ ต้องลำบากในการใช้ชีวิต ความรู้สึกบาดหมางเหล่านี้ ยิ่งตอกย้ำความคับข้องใจของผู้ต้องขังเหล่านี้ ให้มีความเห็นต่างจากรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นการส่งต่อความคับข้องใจให้คนในแดนลับเหล่านี้ อย่างลับๆ จนเป็นชนวนเหตุของการขยายผล ส่งต่อความขัดแย้งแตกต่างจากรัฐให้คนในพื้นที่แห่งนี้มากขึ้น อย่างไม่รู้จบ
เสือตัวที่ 6 |

โจทย์ยาก

เสือตัวที่ 6 นักวิชาการทั่วโลกต่างเห็นสอดคล้องและกล่าวในทำนองเดียวกันว่า โลกใหม่ในศตวรรษที่ 21 นี้ เป็นโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีซึ่งมีผลต่อการปรับตัวของมนุษย์โลกอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตของคนในโลกอย่างมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะที่ยังมีการสืบทอดวิธีคิดของคนกลุ่มหนึ่งในแบบฉบับของคนในโลกในศตวรรษที่ 20 ปะปนอยู่ในทั่วทุกสังคมจำนวนมากด้วย ความมั่นคงใหม่ในศตวรรษใหม่ของโลกใบใหม่ในปี 2022 จึงสร้างความสับสนวุ่นวายในหลากหลายเรื่องรางที่ทับซ้อนปะปนกันอย่างลึกลับจนกลุ่มนักความมั่นคงของทุกประเทศในโลกต่างจับต้นชนปลายกันไม่ถูกต่อวิถีทางที่จะนำพารัฐนาวาของตนให้สามารถฝันฝ่าต่อความสับสนอลหม่านเหล่านี้ไปได้โดยที่ยังคงรักษาความมั่นของของรัฐตนต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ในขณะที่โลกใหม่ปี 2022 นี้ เป็นโลกใหม่ที่คนส่วนใหญ่มีปฏิสัมพันธ์กันในแบบเสมือนจริง (Virtual) ผ่านโลก Online ในรูปแบบที่เรียกกันว่า Social Network ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของคนในโลกใหม่นี้ มีความเป็นอัตตาหรือเห็นแก่ตนเองมากขึ้น คนกลุ่มใหม่นี้จึงขาดสำนึกเดิมที่ควรให้ความสำคัญกับการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนร่วมสังคม ซึ่งนั่น เราจึงเห็นความรุนแรงของคนในสังคมโลกแม้กระทั่งคนในประเทศไทยเองที่นับวันจะมีแต่การใช้ความรุนแรงเข้าใส่กันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมากมาย ทั้งการใช้ความรุนแรงทางพฤติกรรมอย่างอุกอาจ และการใช้ความรุนแรงทางวาจาให้เห็นกันอยู่ทุกวัน ในขณะที่โลกใหม่ในปัจจุบัน พัฒนาไปอีกก้าวสู่เทคโนโลยี AI อันเป็นเทคโนโลยีสมองกลที่มาทำหน้าที่แทนมนุษย์และเก่งกว่ามนุษย์ ยิ่งทำให้โลกเปลี่ยน ก็ยังมีแนวความคิดแบบคนในโลกศตวรรษก่อน ปะปนอยู่ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์ แนวคิดของคนในยุคก่อนที่เอาชนะกันด้วยกำลัง(ทหาร) ด้วยวิธีสู้รบแบบทหารยุคก่อน ยังมีให้เห็นในยุคนี้ เหล่านี้คือความยากที่นักความมั่นคงในยุคนี้ จะหาวิธีเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ที่ทับซ้อนกันอย่างแนบสนิทนี้ได้ ภาวะที่ทับซ้อนกันเหล่านี้จึงยิ่งซ้ำเติมความสลับซับซ้อนอย่างรุนแรงในโลกใหม่ในปัจจุบันให้เป็นโจทย์ที่ยากยิ่งของผู้นำประเทศตลอดจนนักความมั่นคงทั่วโลก ปฏิกิริยาของความขัดแย้งที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงหรืออย่างน้อยก็เป็นท่าทีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงร่วมกันของคนในโลก ทำลายบรรยากาศการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของทุกสังคมประเทศในโลกในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก แนวคิดของคนในยุคก่อนที่เอาชนะกันด้วยกำลัง(ทหาร) ด้วยวิธีสู้รบแบบทหารยุคก่อน สร้างความอึมครึมจากความตึงเครียดของประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก มีความคล้ายคลึงกับในภาวะตึงเตรียดในยุคสงครามเย็นเมื่อครั้งก่อนระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตในอดีต จากกรณีการแสดงท่าทีว่าจะคุกคามของรัสเซียที่มีต่อยูเครน ล่าสุดรัสเซียได้ส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์มากกว่า 1 แสนนายประชิดตามแนวชายแดนยูเครนอย่างโจ่งแจ้ง โดยรัสเซียย้ำถึงข้อเรียกร้องอย่างชัดเจนว่า การแสดงท่าทีของรัสเซียครั้งนี้ เพื่อต้องการบ่งบอกว่านาโตจะต้องไม่รับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เพราะรัสเซียเห็นว่านั่นจะเป็นการรุกคืบของนาโตเข้าประชิดชายแดนรัสเซียซึ่งเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงทางทหารของรัสเซียโดยตรง เมื่อรัสเซียประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายรัสเซียก็มองว่าถ้าหากยูเครนและโปแลนด์อยู่ภายใต้วงจรของโลกตะวันตก ก็จะเป็นภัยอย่างมหาศาลต่อรัสเซีย เพราะสามารถนำขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้ามรัสเซีย เข้าไปติดตั้งประชิดชายแดนรัสเซียได้ ความเปราะบางต่อภาวะขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ได้เกิดในวงจำกัดเฉพาะรัสเซียกับยูเครนเท่านั้น หากแต่มีองค์กรความร่วมมือทางทหารในยุโรป (NATO) ที่มีสหรัฐอมริกาเป็นหัวเรือใหญ่ ซึ่งนั่นย่อมเป็นสัญญาณอันตรายยิ่งที่ชาติมหาอำนาจทางทหารของโลกกำลังเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่ชาติที่กำลังเผชิญหน้ากันนี้ ต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธร้ายแรงที่สุดอย่างนิวเคลียร์ซึ่งเป็นอาวุธทำลายล้างสูงที่สืบทอดมาจากพัฒนาการในโลกทางทหารยุคศตวรรษก่อน และต่างฝ่ายต่างมีพันธมิตรมากมายในแต่ละฝ่าย นั่นหมายความว่าถ้าลุกลามกันไปใหญ่โต ความรุนแรงแห่งสงครามครั้งนี้ จะไม่ได้เกิดเฉพาะในภาคพื้นยุโรปเท่านั้น หากแต่จะลุกลามส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในสังคมโลกในวงกว้างมากกว่าเมื่อครั้งภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผ่านมาอย่างประเมินความรุนแรงไม่ได้หลายเท่า อีกทั้งวิกฤตการณ์ในทะเลจีนใต้ โดยมีจีนเป็นคู่ขัดแย้งกับกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวเสริม จนกระทั่งเกิดพันธกรณีการสนับสนุนการพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ให้กับออสเตรเลีย ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ยักษ์ใหญ่ทางทหารที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างจีนแบบไม่เกรงใจ รวมทั้งวิกฤติในเกาะไต้หวันที่สหรัฐฯ ขายและให้เปล่าอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ทันสมัยสุดๆ ให้ไต้หวันอย่างเต็มรูปแบบ ย่อมส่งสัญญาณการเผชิญหน้ากับจีนอย่างชัดเจน รวมทั้งปัญหาการเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือที่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธปล่อยความเร็วเหนือเสียงอันเป็นการท้าทายสหรัฐฯ และพันธมิตรโดยตรง ตลอดจนอิหร่านคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ ตลอดกาลในตะวันออกกลางที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับสหรัฐและพันธมิตรในรูปแบบสงครามไม่ตามแบบต่อผลประโยชน์ของฝ่ายตรงข้ามในทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งการทำสงครามสู้รบด้วยกำลังทหารแบบยุคก่อนระหว่างกองทัพเมียนมาร์กับกองกำลังชนกลุ่มต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงชายแดนไทยในห้วงเวลานี้ โลกใหม่ปี 2022 นี้ จึงเป็นทั้งโลกใหม่ที่คนส่วนใหญ่มีปฏิสัมพันธ์กันในแบบเสมือนจริง (Virtual) ผ่านโลก Online ในรูปแบบ Social Network ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของคนในโลกใหม่นี้เปลี่ยนไป จนกระทั่งเกิดผลข้างเคียงที่เห็นได้ชัดว่า ณ วันนี้ คนในโลกใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหา หรือสนองความต้องการของตนได้ทุกรูปแบบผ่านโลกเสมือนจริงจนเกิดความคิดแปลกแยกแตกต่างระหว่างกันจนบานปลายเป็นความขัดแย้งไปทั่วโลก ควบคู่กับแนวคิดแบบโลกก่อนที่มุ่งเอาชนะ ทำลายล้างกันด้วยกำลังทหารแบบยุคเดิม จึงเป็นทั้งมิติเก่าและใหม่ที่ทับซ้อนกันอย่างแนบแน่น ภาวะในห้วงศตวรรษที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่นี้ จึงเป็นโจทย์ยากที่กำลังท้าทายภูมิปัญญาของผู้นำประเทศและนักความมั่นคงทั่วโลก
เสือตัวที่ 6 |