ยืดเยื้อ

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ในสงครามรัสเซียกับยูเครนตั้งแต่ 24 ก.พ. 65 จวบจนวันนี้ ทำให้เห็นว่า ยิ่งนานวันสถานการณ์อันเลวร้ายได้กระจายไปทั่วโลก กระทบกับเศรษฐกิจทุกระดับอย่างกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยการต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ เปรียบเสมือนสงครามโลกยุคใหม่ที่แม้วันนี้ จะยังไม่มีการประกาศสงครามกันอย่างชัดเจนระหว่างคู่สงครามโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย หากแต่การกระทำผ่านนโยบายทั้งหลายของแต่ละฝ่าย ต่างบ่งบอกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นปรปักษ์หรือคู่สงครามกันอย่างชัดแจ้ง โดยผ่านการต่อสู้กันทางเศรษฐกิจเป็นหลักและการสนับสนุนการต่อสู้ด้วยอาวุธที่ทันสมัยให้กับพันธมิตรของตนอย่างออกนอกหน้า ทำให้การต่อสู้ในสงครามครั้งนี้เสมือนกับการทำสงครามตัวแทนของโลกตะวันตกผ่านยูเครนกับคู่สงครามอย่างรัสเซียที่มีพันธมิตรอย่างจีนและอินเดียเป็นประเทศสนับสนุนทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการค้าน้ำมันดิบกับรัสเซีย ทำให้รัสเซียยังคงสามารถยืนหยัดทั้งยังกลับผงาดขึ้นเป็นรายได้สูงขึ้นจากการขายน้ำมันให้จีนและอินเดียด้วยซ้ำ มาตรการการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการค้าน้ำมันกับรัสเซียและการคว่ำบาตรด้านอื่นๆ ต่อรัสเซีย จึงไม่ส่งผลให้รัสเซียอ่อนกำลังลงแต่อย่างใด             ต้องเข้าใจรับรู้ว่ารัสเซีย คือประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 2 ของโลกรองจากซาอุดิอาระเบีย และเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติอันดับ 1 ของโลกอีกด้วย โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของรัสเซียในยุคปัจจุบันนี้   มีความเข้มแข็งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสหรัฐอเมริกาเท่าใดนัก ทั้งยังมีพันธมิตรทางเศรษฐกิจกว้างขวางกว่าในอดีตมากมายนัก ดังนั้น จึงเป็นการยากที่สหรัฐฯ จะใช้วิธีที่ตนเองเคยเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลกเฉกเช่นอดีต ออกมาตรการใดๆ ที่หวังจะลดตอนความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการทหารของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างรัสเซียลงได้อย่างที่คิด การต่อสู้ในสงครามรัสเซียกับที่มีชาติตะวันตกที่มียูเครนเป็นตัวแสดงแทน จึงยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ และไม่มีทีท่าว่าจะบีบบังคับให้รัสเซียยอมยุติปฏิบัติการทางทหารแต่อย่างใด ในทางตรงข้าม มาตรการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนอาวุธยุทธภัณฑ์สงคราม การเงินการงบประมาณจำนวนมหาศาล และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย กลับสะท้อนกลับไปยังชาติตะวันตกทั้งหลายให้เกิดภาวะราคาน้ำมันแพงลิบลิ่ว การขาดแคลนก๊าซธรรมชาติในยุโรป เงินเฟ้อรุนแรง ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ภาวะวิกฤติด้านอาหารโลก เศรษฐกิจถดถอยลงอย่างน่ากังวล             ความพยายามตะวันตกที่หวังโดดเดี่ยวรัสเชีย ตอบโต้ปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียดังกล่าว ผลักให้ราคาธัญพืช น้ำมันประกอบอาหาร ปุ๋ยและราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น และความพยายามของสหรัฐฯ ในการปิดล้อมทางการค้าต่อรัสเซีย การบีบให้จีนและอินเดียไม่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียกลับล้มเหลว เพราะความเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเชียกับจีนนั้นแนบแน่นเกินกว่าที่สหรัฐฯ จะเข้าใจ โดยประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเชีย กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกกับจีน ถือว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา และยกย่องความเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ที่มีเป้าหมายตอบโต้อิทธิพลของสหรัฐฯ และมหาอำนาจยุโรป กล่าวโทษการตัดสินใจรุกรานยูเครนของปูติน ว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเชียกับตะวันตกดำดิ่งสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตขีปนาวุธคิวบาปี 1962 ในนั้นรวมถึงการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรหนักหน่วงที่สุด ในประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่             ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้กล่าวกับปูติน อย่างชัดเจนถึงพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันอย่างแนบแน่นระหว่างพูดคุยทางโทรศัพท์ในวันที่ 15 มิ.ย. 65 ว่าปักกิ่งและมอสโก มีความตั้งใจเดินหน้าสนับสนุนกันและกันในประเด็นอื่นๆ ซึ่งในนั้นรวมถึงผลประโยชน์สำคัญๆ และความกังวลหลักๆ อย่างเช่นประเด็นด้านอำนาจอธิปไตยและความมั่นคง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเชีย โดยผู้นำทั้งสองเน้นย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเชียกับจีน อยู่ในระดับสูงที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนและกำลังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และน่ากังวลต่อผู้นำทุกประเทศผ่านคำกล่าวของประธานาธิบดีจีน ที่เน้นย้ำว่าความเคลื่อนไหวของรัสเซียมีความชอบธรรม เพื่อป้องผลประโยชน์ของประเทศ ในขณะที่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่เกิดจากกองกำลังภายนอก ที่บ่งบอกว่า สงครามครั้งนี้คงไม่จบลงง่ายๆ ในเร็ววัน ในทางกลับกัน มันมีแนวโน้มสูงที่จะขยายวงกว้างไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของโลก อันจะส่งผลต่อความเลวร้ายทางเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกที่จะต้องเผชิญกับชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้โดยเฉพาะประเทศเล็กๆ             ล่าสุด เมื่อ 20 มิ.ย. รอยเตอร์รายงานว่า รัสเซียเตือนลิทัวเนีย สมาชิกองค์กรสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ว่าจะดำเนินการตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัสเซีย หลังลิทัวเนียสกัดกั้นการขนส่งสินค้าไม่ให้เข้าออกแคว้นคาลินินกราด ทำให้กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเรียกเอกอัครราชทูตลิทัวเนียประจำกรุงมอสโกเข้าพบเพื่อยื่นจดหมายประท้วงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าเป็นพฤติกรรมของลิทัวเนีย ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับรัสเซีย เป็นการละเมิดข้อบังคับทุกอย่างที่มีอยู่ โดยโฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า สถานการณ์นั้นมีความร้ายแรงอย่างมาก เพราะการตัดสินใจของทางการลิทัวเนียนับว่ารุนแรงอย่างที่สุดเท่าที่เคยมีมา และย้ำว่า หากเส้นทางการขนส่งสินค้าระหว่างรัสเซียกับแคว้น  คาลินินกราดยังไม่กลับมาเป็นปกติในอนาคตอันใกล้นี้ ทางการรัสเซียขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ เหล่านี้ยิ่งทำให้สถานการณ์วิกฤติของโลกเลวร้ายลงไปอีก             แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศลิทัวเนีย จะออกมาแก้ตัวกล่าวอ้างว่า ทางการลิทัวเนียไม่ได้ดำเนินการใดๆ เองตามลำพัง หากแต่เป็นการดำเนินการในนามของมติอียู ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ 17 มิ.ย. อันเป็นความพยายามในการปกป้องตนเองโดยการลากโยงความขัดแย้งในประเด็นดังกล่าวไปสู่กลุ่มประเทศนาโต ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้รัสเซียหวั่นเกรงและลดความแข็งกร้าวต่อลิทัวเนียแต่ประการใด หากแต่ยิ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้าเข้าใกล้สงครามทางทหารโดยตรงระหว่างกันมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการช่วยประคับประคองให้สถานการณ์ความเลวร้ายทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศกำลังประสบอยู่ทุกวันนี้ดีขึ้น    การต่อสู้ในรูปแบบใหม่ในโลกยุคใหม่จึงเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนลุ่มลึกและหมิ่นแหม่ต่อหายนะต่อมวลมนุษยชาติที่ทุกประเทศต้องจับตามอง และควรทุ่มเทความพยายามทั้งปวงไม่ให้สถานการณ์การต่อสู้ของมหาอำนาจครั้งนี้เลวร้ายลงไปกว่านี้ ที่สำคัญทุกประเทศต้องเตรียมความพร้อมให้กับคนในชาติสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางวิกฤติใหญ่หลวงหนนี้ เพราะหากการต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ยิ่งยืดเยื้อต่อไปเท่าใด หายนะของโลกก็จะยิ่งเกิดขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวีกว่าสงครามใดๆ ที่มนุษยชาติเคยเผชิญ
เสือตัวที่ 6 |

ซ้ำเติม

เสือตัวที่ 6   ความมั่นคงของโลกยุคศตวรรษที่ 21 นี้ ยืนอยู่บนความล่อแหลมที่จะเกิดหายนะใหญ่หลวงต่อมวลมนุษยชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สิ่งใดที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคก่อน ก็กำลังเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ทั้งยังลุกลามใหญ่โตจนยากที่จะมีนักวิชาการหรือนักความมั่นคงคนใดของโลกสามารถคาดการณ์สถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงของคนทั้งโลกได้ในอนาคตอันใกล้ หลายการกระทำจากน้ำมือมนุษย์โดยเฉพาะการกระทำจากผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างไม่พึงระมัดระวังต่อบทบาทและข้อคิดเห็นอันอาจกระทบให้สถานการณ์ของโลกเลวร้ายลงเท่าที่ควรจะทำ อันเป็นการกระทำที่ล้วนเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์ความมั่นคงของคนทั้งโลกดิ่งลงไปในระดับที่น่ากังวลใจยิ่ง เริ่มจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำคนก่อนของสหรัฐฯ ที่ประกาศนโยบายอเมริกันต้องมาก่อน (American First) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นนโยบายสุดโต่ง อย่างที่ไม่เคยเห็นมากก่อนในอเมริกายุคอื่นๆ ความเล่าร้อนจากนโยบายและการกระทำของผู้นำสหรัฐฯ เมื่อครั้งกระนั้น เป็นเรื่องใหม่และท่าทีของประเทศชั้นนำของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระเทือนไปทั่วโลก อาทิ การถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในช่วงที่องค์การนี้มีบทบาทสำคัญในการรับมือ COVID-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกด้วย              รวมทั้งการที่สหรัฐฯ ประกาศทำสงครามทางการค้ากับยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียจีนอย่างโจ่งแจ้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยกำหนดอัตราภาษี และมาตรการกีดกันทางการค้ากับจีน รวมถึงมีการกล่าวอ้างอย่างแข็งกร้าวในเวทีการเมืองระหว่างประเทศว่าจีนได้พยายามขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ และยังมีการตั้งบัญชีดำทางการค้ากับบริษัทสัญชาติจีน ไม่ว่าจะเป็น Huawei และบริษัทจีนอื่นๆ อีกหลายสิบราย จนทำให้สถานการณ์โลกคุกรุ่นต่อภาวะสงครามทางการค้าและเศรษฐกิจโลก ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจของโลกมากขึ้น ซึ่งจีนเองก็ได้ตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ อย่างสาสมเช่นกัน              ที่สำคัญก็คือ ผู้นำสหรัฐฯ ในปัจจุบันอย่างโจ ไบเดน ก็ได้สานต่อนโยบายที่แข็งกร้าวมากขึ้นโดยเฉพาะมาตรการทางทหารที่ล่อแหลมต่อการกระทบกระทั่งกันของประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจนอย่างชัดเจน โดยออกมาในรูปความร่วมมือในกลุ่มประเทศยุโรปเช่นสหภาพยุโรปที่กดดันคุกคามความมั่นคงของรัสเซียเพิ่มเติมความตึงเครียดให้กับโลกมากขึ้นเป็นลำดับ ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยังได้เดินหน้ากดดันซ้ำเติมสถานการณ์ความตึงเครียดให้ขยายตัวลุกลามมายังภูมิภาคเอเซีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศในคาบสมุทรเกาหลี ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอาเซียนและออสเตรเลียจากกรณีความร่วมมือทางทหารและการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ อาทิ การพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์กับกองทัพออสเตรเลีย เพื่อคานอำนาจและช่วงชิงอิทธิพลในบริเวณทะเลจีนใต้จากกองทัพจีนอย่างไม่เกรงใจใดๆ การกระทำของผู้นำสหรัฐฯ ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน จึงเป็นการกระทำที่ส่งผลให้ความมั่นคงของโลกตกต่ำลงไปถึงจุดวิกฤติยิ่งขึ้นตามลำดับ              การประกาศตัวชัดเจนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนต่อการสนับสนุนช่วยเหลือไต้หวันหากถูกยักษ์ใหญ่อย่างจีนปฏิบัติการรุกรานด้วยกำลังทหาร ล้วนเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ความมั่นคงของโลกให้เลวร้ายลงไปอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จนกระทั่งการยั่วยุมหาอำนาจในยุโรปอย่างรัสเซีย จากการแสดงท่าทีที่จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซีย โดยการแสดงความเป็นไปได้ในการตอบรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิดนาโต (NATO) อันเป็นสาเหตุหลักที่ผู้นำรัสเซียอย่างปูติน ตัดสินใจครั้งสำคัญ ส่งกำลังกองทัพอันเกรียงไกรของเขาเข้าปฏิบัติการพิเศษทางทหารตั้งแต่ 24 ก.พ. 65 จนถึงปัจจุบัน การประกาศมาตรการชัดเจนของผู้นำสหรัฐฯ ในการเป็นปรปักษ์กับรัสเซียทั้งมาตรการทำลายหรือบั่นทอนความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของรัสเซียอย่างโจ่งแจ้ง รวมทั้งการสนับสนุนยูเครนทั้งจำนวนเงินมหาศาล ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีสูงนานาชนิด ล้วนแสดงให้รัสเซียโกรธเกรี้ยวสหรัฐฯ และพวก จนผู้นำรัสเซียประกาศว่าใครก็ตามที่สนับสนุนยูเครนและกระทำต่อรัสเซียนั้น ถือว่าเป็นการประกาศสงครามกับรัสเซียโดยตรง และรัสเซียพร้อมจะตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามเหล่านั้นในทุกรูปแบบเช่นกัน ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจในยุโรปและสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจของโลกอย่างรุนแรงยิ่ง จนกระทบต่อคนทุกประเทศในขณะนี้     สถานการณ์ความมั่นคงของโลก ถูกซ้ำเติมมากขึ้น ความตึงเครียดลุกลามจากทวีปยุโรปมาถึงเอเชียอย่างน่ากังวล จากการเอเอฟพีรายงาน เมื่อวันศุกร์ที่ 10 มิ.ย. 2565 กล่าวว่า การประชุมสุดยอดความมั่นคงเอเชีย  (Shangri-La Dialogue: SLD) ในปีนี้จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายน จุดเด่นอยู่ที่การพูดคุยกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ในประเด็นสงครามยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นไต้หวัน ซึ่งสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้จีนละเว้นการกระทำที่เป็นการละเมิดความมั่นคงต่อไต้หวัน ขณะที่จีนตอบโต้อย่างแข็งกร้าวกลับไปว่า กองทัพจีนพร้อมทำสงครามเต็มรูปแบบหากไต้หวันพยายามแยกตัวออกจากจีนไม่ว่าทางใด  ที่สำคัญคือ กระทรวงกลาโหมจีนแถลงเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจีนจะทำลายแผนการประกาศเอกราชของไต้หวันให้แหลกเป็นชิ้นๆ และจะผดุงรักษาความเป็นเอกราชของมาตุภูมิไว้อย่างเด็ดขาด พร้อมย้ำหนักแน่นว่า ไต้หวันคือไต้หวันของจีน และใครก็ตามที่หวังจะใช้ไต้หวันเพื่อโจมตีจีนนั้น จะไม่มีวันชนะจีนอย่างแน่นอน ทั้งยังมีท่าทีแข็งกร้าวชัดเจนว่าไต้หวันเป็นเกาะที่ปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตยและอยู่ภายใต้การควบคุมของจีน ซึ่งจีนถือว่าเกาะไต้หวันนี้เป็นอาณาเขตของจีน และจีนเองก็พร้อมที่จะเข้ายึดไต้หวันด้วยการใช้กำลังกองทัพอันเกรียงไกรของจีนหากจำเป็น             โฆษกกระทรวงกลาโหมจีน อ้างถ้อยแถลงที่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจีน กล่าวกับรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ว่า ถ้ามีใครกล้ายุยงให้ไต้หวันแยกตัวออกจากจีน กองทัพจีนก็พร้อมทำสงครามอย่างไม่ลังเล ไม่ว่าจะต้องสูญเสียแค่ไหนก็ตาม การหวังจะใช้ไต้หวันเป็นเครื่องมือปิดล้อมจีน ย่อมไม่มีวันสำเร็จ ในขณะที่สหรัฐฯ ก็ประกาศว่าขอคัดค้านการกระทำฝ่ายเดียวเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ (Status Quo) รวมถึงขอให้จีนหยุดการกระทำใดๆ ก็ตามที่จะเป็นการบ่อนทำลายไต้หวัน ปัญหาไต้หวันเริ่มทวีความร้อนระอุ หลังจากที่จีนมีการส่งเครื่องบินรุกล้ำเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ของไต้หวันอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนมานี้ ยิ่งไปกว่านั้น ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ยังกล่าวระหว่างเยือนญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่แล้วว่า สหรัฐฯ พร้อมจะใช้กำลังทหารปกป้องไต้หวัน หากถูกจีนโจมตี ซึ่งเป็นถ้อยแถลงที่ฟังดูขัดแย้งกับนโยบาย ความกำกวมทางยุทธศาสตร์ (Strategic Ambiguity) ที่วอชิงตันใช้กับไต้หวันมาอย่างยาวนาน ทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้นำมหาอำนาจของโลกในปัจจุบัน ต่างไม่ระมัดระวังท่วงท่าใดๆ ที่ล่อแหลมต่อวิกฤติโลก ทั้งยังกลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นอันเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์โลกให้เลวร้ายลงไปอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น หายนะของมวลมนุษยชาติขนาดไหนและจะมาเมื่อไร จึงไม่มีใครคาดเดาได้   
สยามรัฐออนไลน์ |

สงครามตัวแทน

เสือตัวที่ 6   สถานการณ์การต่อสู้ในยูเครน ณ เวลานี้ถูกพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่ได้เป็นการต่อสู้ระหว่างกองทัพรัสเซียกับกองกำลังของยูเครนตามลำพังเท่านั้น หากแต่มีพันธมิตรยักษ์ใหญ่ทั้งสหรัฐอเมริกาและ ชาติมหาอำนาจตะวันตกหลายประเทศให้การสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับกองทัพรัสเซียในทุกรูปแบบ ทั้งเปิดเผยและปิดลับ ทั้งทางตรงด้วยการส่งกำลังอาวุธยุทธภัณฑ์ทางทหารตลอดจนกองกำลังส่วนหนึ่งและกลุ่มที่ปรึกษาเสนาธิการทางทหาร และการสนับสนุนในทางลับด้วยการช่วยตัดกำลังความเข้มแข็งของกองทัพรัสเซียให้อ่อนกำลังลงด้วยการปิดล้อมและตัดกำลังทางด้านเศรษฐกิจในทุกรูปแบบต่อรัสเซียอย่างออกนอกหน้า ที่นำโดยสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจการค้าและการไม่ซื้อน้ำมันตลอดจนก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งการยึดอายัดธุรกิจของชาวรัสเซียในสหรัฐฯ และการสนับสนุนงบประมาณจำนวนมหาศาลต่อยูเครนเพื่อใช้เป็นทุนในการต่อสู้กับรัสเซีย ทั้งหลายทั้งปวงทำให้การดำเนินไปของการต่อสู้ของรัสเซียกับยูเครนยืดเยื้อมาเกินกว่า 3 เดือนแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเมื่อใด     ศักยภาพทางทหารของกองทัพยูเครนจึงทวีกำลังขึ้นจนเข้มแข็งอย่างที่ประชาคมโลกคาดไม่ถึง ผู้นำยูเครนยังสามารถบัญชาการรบในสงครามครั้งนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ขีดความสามารถในการดำรงสถานภาพการสู้รบจึงสามารถหนุนเนื่องการรบได้อย่างอัศจรรย์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ย่อมไม่เกิดสายตาของรัสเซียไปได้ ผู้นำรัสเซียและผู้นำกองทัพต่างตระหนักดีว่าการต่อสู้ในการปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียนั้นจะไม่จบลงง่ายๆ อย่างที่วางแผนไว้แต่แรก และปรปักษ์สำคัญของรัสเซียก็คือสหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนยูเครนในการต้านทานรัสเซียอยู่ในขณะนี้ ซึ่งนั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ศัตรูตัวจริงของรัสเซียก็คือสหรัฐฯ ที่กำลังเปิดตัวออกมาต่อสู้กับรัสเซียอย่างชัดเจนเพื่อมุ่งทำลายรัสเซียให้ล่มสลายลงผ่านตัวแสดงอย่างยูเครนอันเป็นสงครามตัวแทน (Proxy War) เช่นเดียวกับสงครามตัวแทนในยุคสงครามเย็นในยุคศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา              หากแต่สงครามตัวแทนในยุคนี้ที่เป็นศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับรัสเซียผ่านตัวแทนซึ่งก็คือยูเครนในห้วงเวลานี้ มีความล่อแหลมและเป็นอันตรายยิ่งกว่าหลายเท่าจากการเผชิญหน้าระหว่างประเทศมหาอำนาจที่มีอาวุธทำลายล้างสูงและอาวุธยุคใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพซึ่งนั่นย่อมเป็นหายนะของมวลมนุษยชาติที่ไม่อาจประเมินได้ ด้วยการสนับสนุนการต่อสู้ของยูเครนที่มีต่อรัสเซียนั้น สหรัฐฯ ได้ป่าวประกาศชัดเจนมากขึ้นประหนึ่งว่า กำลังทำสงครามกับรัสเซียด้วยตนเอง อันเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ มองรัสเซียเป็นปรปักษ์สำคัญซึ่งจะต้องถูกทำให้ล่มสลายลง อันเป็นสิ่งที่รัสเซียซึ่งเป็นมหาอำนาจหนึ่งในยุคปัจจุบันย่อมยอมไม่ได้เด็ดขาด การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯ กับรัสเซียและพันธมิตร จึงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบและมันจะยิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ หากสหรัฐฯ ไม่แสวงหาหนทางอื่นที่จะลดความตึงเครียดลงในภูมิภาคนี้                ล่าสุดประธานาธิบดีโวโรดีมีร์ เซเลนสกี และเจ้าหน้าที่ทางการยูเครนหลายคนเรียกร้องให้ส่งมอบเครื่องยิงจรวด MLRS เพื่อต่อกรกับการระดมยิงของรัสเซียในพื้นที่ทางตะวันออกของภูมิภาคดอนบาส แม้ว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะกล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ส่งระบบการยิงจรวดที่สามารถโจมตีได้ถึงดินแดนรัสเซียให้กับยูเครน ด้วยหลายฝ่ายกังวลว่าการกระทำเช่นนั้น อาจส่งผลให้สหรัฐฯ และพันธมิตรนาโต (องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ) กลายเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับรัสเซียก็ตาม หากทว่าขณะนี้กองทัพยูเครนในกรุงเคียฟใช้ปืนครก เอ็ม 777 พิสัยการยิงไกล 25 กิโลเมตร ที่สหรัฐฯ ส่งมอบให้ก่อนหน้านี้ ในการโจมตี แต่ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง MLRS จะช่วยให้ยูเครนสามารถโจมตีเป้าหมายที่อยู่ไกลกว่าเดิมได้ โดยแบตเตอรี่ของระบบยิงจรวดหลายลำกล้องรุ่น เอ็ม 270 สามารถโจมตีเจาะเป้าหมายที่อยู่ออกไปได้ไกลถึง 300 กิโลเมตร และสามารถโจมตีเป้าหมายระยะใกล้ราว 70 กิโลเมตร ได้เช่นเดียวกัน ในขณะที่สหราชอาณาจักรก็มีระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง MLRS เช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เคยกล่าวว่ายูเครนควรมีจรวด MLRS เพื่อปกป้องตัวเองจากปืนใหญ่ที่โหดร้ายของรัสเซีย แต่กระนั้น นายจอห์นสัน ก็ยังไม่ได้ระบุว่าสหราชอาณาจักรจะส่งอาวุธดังกล่าวให้ยูเครนแต่อย่างใด หากแต่ไม่ไม่ข้อยืนยันใดๆ ได้ว่า ในอนาคตมหาอำนาจทั้งหลายที่อยู่ตรงข้ามกับรัสเซียจะให้การสนับสนุนอาวุธที่ทันสมัยและแม่นยำสูง โดยเฉพาะอาวุธหรือขีปนาวุธที่มีระยังยิงไกลจนเป็นภัยคุกคามต่อการทำสงครามของรัสเซียครั้งนี้หรือไม่              การจำกัดขีดความสามารถของอาวุธที่ส่งให้ยูเครน อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งกับรัสเซีย แต่ในเวลาเดียวกันยังสามารถเสริมกำลังให้กองทัพยูเครนในรูปแบบอื่นๆ อยู่ แต่สหรัฐฯ ก็ยังระบุว่าพร้อมที่จะส่งมอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง MLRS ให้ยูเครน แต่จะไม่ส่งมอบยุโธปกรณ์ที่มีวิถีทำลายล้างได้ไกลที่สุด ที่สามารถใช้ได้กับระบบยิงยุทโธปกรณ์หลายลำกล้องนี้ ในขณะที่รัฐบาลรัสเซีย ระบุว่า หากสหรัฐฯ ส่งมอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง MLRS ให้ยูเครน ก็ถือได้ว่าสหรัฐฯ ได้ล้ำเส้นความพอดีที่รัสเซียจะยอมรับได้แล้ว และอาจมองได้ว่าพยายามยั่วยุให้รัสเซียตอบโต้ยูเครนและทุกฝ่ายที่แสดงตนเป็นปรปักษ์ต่อรัสเซียอย่างรุนแรง นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวโจมตีชาติตะวันตกทั้งหลายที่ให้การสนับสนุนยูเครนในทุกรูปแบบในทุกกรณีทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับกองทัพยูเครนและกลุ่มชาตินิยมชาวยูเครนโดยเฉพาะการสนับสนุนอาวุธทันสมัยและมีอานุภาพสูงเพื่อต่อสู้กับรัสเซียที่ผ่านมาและที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น เป็นการกระทำที่กำลังทำสงครามตัวแทนกับรัสเซียอย่างชัดเจนซึ่งไม่เป็นผลดีแต่อย่างใดกับชาติเหล่านั้นในที่สุด และเตือนว่า การสนับสนุนอาวุธอานุภาพสูงใดๆ เหล่านั้น  หมายถึงการยกระดับการสู้รบให้รุนแรงและกว้างขวางขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้              ผู้นำรัสเซียยังได้เตือนชาติปรปักษ์ทั้งหลายว่า เป้าประสงค์ของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่มุ่งทำลายล้างรัสเซียให้ล่มสลายลงนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น และรัสเซียจะตอบโต้สหรัฐฯ และพันธมิตรทั้งหลายอย่างสาสม และล่าสุดปูตินได้ประกาศว่า หากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรสนับสนุนอาวุธที่มีความทันสมัยระยะยิงไกลแล้ว รัสเซียจะทำลายเป้าหมายใหม่ในยูเครนที่ยังไม่เคยถูกโจมตีมาก่อน จากบทเรียนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเขาจะสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการผนวกคาบสมุทรไครเมีย จุดชนวนสงครามในภูมิภาคดอนบาส หรือการรุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่ปูตินจะตัดสินใจทำในสิ่งที่เลวร้ายกว่าปัจจุบัน  รวมถึงเรื่องที่ว่าเขาจะกล้ากดปุ่มยิงอาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธทำลายล้างสูงใดๆ ในความครอบครองของรัสเซียเข้าโจมตียูเครน และสหรัฐฯ รวมทั้งประเทศใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนยูเครนให้เป็นตัวแทนของพวกเขาในการทำสงครามกับรัสเซียอยู่ในขณะนี้ สงครามตัวทนในศตวรรษนี้ จึงแตกต่างจากแนวคิดสงครามตัวแทนในอดีต เพราะมันเป็นสงครามตัวแทนของสหรัฐฯ และพันธมิตรเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมีคู่สงครามเป็นมหาอำนาจทางทหารอย่างรัสเซียโดยตรง มันจึงสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างหายนะต่อมวลมนุษยชาติของโลกใบนี้อย่างมิอาจประเมินได้
เสือตัวที่ 6 |

ขัดขวาง

เสือตัวที่ 6   วาระรอมฎอนสันติสุขปี 2565 เป็นวาระสำคัญของกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่แสวงหาจุดร่วมอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ปลายด้ามขวานนั้นคือเดือนรอมฎอนเพื่อเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายขบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐในพื้นที่แห่งนี้ที่จะแสดงออกถึงความจริงใจเบื้องต้นในกระบวนการพูดคุยแสวงหาทางออกของปัญหาความขัดแย้งด้วยวิถีทางแห่งสันติวิธี ซึ่งสาระสำคัญในการตกลงร่วมกันที่ว่านี้ก็คือการยุติการใช้ความรุนแรงระหว่างกันในช่วงเทศกาลถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิมที่เรียกกันว่าเดือนรอมฎอนซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวมุสลิมทุกชีวิต หากแต่ข้อตกลงในการยุติการใช้ความรุนแรงดังกล่าวระหว่างคณะผู้แทนรัฐนำโดย พล.อ.วัลลภฯ กับผู้นำขบวนการเห็นต่างซึ่งเป็นตัวแทนขบวนการที่มาจากกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นหลักนั้น ถูกท้าทายและทำลายข้อตกลงสันติสุขชั่วคราวด้วยการก่อเหตุรุนแรงขึ้นระหว่างเดือนศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมา ทั้งยังตอกย้ำให้เห็นถึงการมีตัวตนและการดำรงอยู่ซึ่งศักยภาพของคนในกลุ่มอื่นที่กำลังต่อสู้กับรัฐอย่างเข้มข้นด้วยการก่อเหตุโจมตีอย่างรุนแรงที่สถานีตำรวจน้ำตากใบ ริมฝั่งแม่น้ำโกลกเมื่อคืนวันพุธที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา    เหตุการณ์ผู้ก่อความไม่สงบโจมตีสถานีตำรวจน้ำ ริมฝั่งแม่น้ำโกลกด้วยอาวุธนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นระเบิดไปป์บอมบ์และอาวุธสงครามในช่วงกลางดึกทำให้มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บรวมสามนาย ขณะที่กำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้อีกส่วนก็ปิดทางเข้าออกและยิงสกัดเจ้าหน้าที่ไม่ให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ นับเป็นเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ที่มีการวางแผนปฏิบัติการเป็นอย่างดี หลังจากที่ฝ่ายรัฐและบีอาร์เอ็นดำเนินความริเริ่มให้เกิดสันติสุขในเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา อันเป็นการบ่บอกให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากลุ่มเห็นต่างจากรัฐในพื้นที่แห่งนี้นั้นหาใช่มีแต่กลุ่มบีอาร์เอ็นไม่ และกลุ่มกลุ่มบีอาร์เอ็นก็ไม่ได้มีอิทธิพลเหนือกลุ่มเห็นต่างจากรัฐกลุ่มอื่นๆ ในขบวนการต่อสู้กับรัฐแต่อย่างใด ในทางตรงข้าม แต่ละกลุ่มต่างก็มีอิสระในการต่อสู้เพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการปกครองกันเองในรูปแบบที่ขบวนการทั้งหลายต้องการ     แม้ว่าข้อสันนิษฐานจากรัฐจะคาดการณ์เหตุโจมตีครั้งนี้ที่ อ.ตากใบ ว่าน่าจะมีจาก 2 ประเด็นคือ ประเด็นที่หนึ่ง เป็นปัจจัยที่เกิดจากกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในขบวนการพูดคุยสันติสุขหนล่าสุดนี้ระหว่างรัฐและบีอาร์เอ็น จึงต้องการการเรียกร้องให้เห็นตัวตนของกลุ่มตน จึงกระทำการรุนแรงเพื่อขัดขวางกระยวนการพูดคุยสันติสุขที่ไม่มีกลุ่มของตนร่วมอยู่ด้วย เพื่อส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าขบวนการต่อสู้กับรัฐไม่ได้มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวอย่างที่รัฐเข้าใจ ประเด็นที่สอง เจ้าหน้าที่ให้น้ำหนักในเรื่องของการตอบโต้ผลจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปจัดการกับภัยแทรกซ้อนในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา หากแต่ประเด็นที่สองนี้ ยังมีน้ำหนักน้อยเมื่อพิจารณาจากจังหวะเวลาที่ก่อเหตุโจมตีที่ประจวบเหมาะกับห้วงเวลาหลังเดือนรอมฎอน นั่นคือมีความเป็นไปได้สูงที่คนกลุ่มนี้ต้องการขัดขวางกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ไม่เห็นพวกเขาในสายตา และอาจวิเคราะห์ได้ไกลไปกว่านั้นก็คือ การก่อเหตุร้ายรุนแรงครั้งนี้ที่ตากใบ เพื่อขัดขวางกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ไม่ใช่แนวทางการต่อสู้กับรัฐที่กลุ่มตนนิยมใช้การต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรงนำการเจรจา   การก่อเหตุร้ายโจมตีเป้าหมายเป็นพื้นที่พร้อมกันในวงกว้างครั้งนี้ แสดงถึงศักยภาพของกลุ่มติดอาวุธของตนที่มีขีดความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากลุ่มอื่นรวมทั้งกลุ่มบีอาร์เอ็นที่รัฐเห็นว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพมากที่สุดในขบวนการแบ่งแยกการปกครอง โดยก่อเหตุรวม 4 แห่งพร้อมกัน ทั้งการโจมตีสถานีตำรวจน้ำ  ตากใบ และคนร้ายยังได้ใช้ระเบิดไปป์บอมบ์และอาวุธสงครามระดมยิงเข้าใส่อาคารสำนักงานด่านศุลกากรตากใบ ซึ่งห่างออกไปจากสถานีตำรวจน้ำประมาณ 200 เมตร รวมทั้งวางระเบิดเสาไฟฟ้า ริมถนนสาย    ฮูมอลานัส-ตะปอเยาะ และหน้าร้านสะดวกซื้อ 7-11 ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลเจ๊ะเห อีกด้วย โดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มเห็นต่างกลุ่มนี้คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 10 คน และแยกเป็นชุดปฏิบัติการจู่โจมเข้าโจมตีพร้อมกันอย่างมืออาชีพ คาดว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อส่งสัญญาณขัดขวางกระบวนการพูดคุยสันติสุขปีนี้ที่มีวาระสำคัญคือเดือนรอมฎอนเพื่อสันติสุขให้เดินหน้าต่อไปด้วยความยากลำบาก   กระบวนการพูดคุยสันติสุขครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนมีนาคม - ต้นเดือนเมษายนนี้ โดยขบวนการแบ่งแยกดินแดนกลุ่มบีอาร์เอ็นและคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฝ่ายไทย ได้ตกลงร่วมกันในการดำเนินความริเริ่มรอมฎอนสันติสุข โดยสองฝ่ายหลีกเลี่ยงประเด็นใดๆ ที่ล่อแหลมต่อการใช้กำลังอาวุธหรือการปะทะกันขึ้นเป็นเวลา 40 วัน จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ เพื่อเป็นแนวทางนำร่องในการเดินหน้าสู่สันติสุขผ่านกระบวนการพูดคุยที่จะดำเนินต่อไป หากแต่มีกระบวนการขัดขวางเส้นทางแห่งสันติสุข ทำลายบรรยากาศและข้อตกลงใดๆ ระหว่างรัฐและกลุ่มขบวนการเห็นต่างที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วม โดยอย่างน้อยก็มีกลุ่มพูโลที่อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุวางระเบิดในพื้นที่ในห้วงดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเหตุรุนแรงล่าสุดในพื้นที่ อ.ตากใบ นายกัสตูรี มะห์โกตา ประธานองค์การปลดปล่อยสหปาตานี (PULO-MKP) กล่าวกับเบนาร์นิวส์ว่า พูโลไม่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์โจมตีดังกล่าว หากแต่ถ้าเป็นอย่างที่กลุ่ม   พูโลกล่าวจริง อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ มีกลุ่มเห็นต่างที่กำลังต่อสู้กับรัฐตามวิถีนิยมของเขาอีกหลายกลุ่มซึ่งเป็นสัญญาณให้รัฐตระหนักถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ต้องใช้ท่วงทีที่ลุ่มลึกและกว้างขวางครอบคลุมกลุ่มเห็นต่างอย่างทั่วถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้   เหตุการณ์ร้ายที่ อ.ตากใบ หนนี้มีสิ่งที่สำคัญที่ต้องวิเคราะห์ให้ดีคือ กลุ่มคนร้ายปล่อยคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีนัยยะอยู่ เพื่อต้องการป่าวประกาศ สื่อให้เห็นว่าในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอยู่ กระบวนการพูดคุยสันติสุขจะไม่เกิดขึ้นตราบใดที่ยังละเลยกลุ่มขัดแย้งเห็นต่างจากรัฐกลุ่มอื่นๆ ไม่เฉพาะบีอาร์เอ็นและพูโล ทั้งยังต้องการสื่อสารให้เห็นความเป็นตัวตนของกลุ่มและต้องการแสดงศักยภาพของกลุ่มตนว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาร์เอ็นหรือพูโล ทั้งที่ในห้วงเดือนที่ผ่านมากว่า 50-60 วัน พี่น้องในพื้นที่ต่างอยู่ในความสงบมาโดยตลอด แต่ก็ยังมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อาจเป็นกลุ่มใหม่ที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มเดิมๆ และยังไม่เปิดเผยตัวมากนัก หากแต่ยังดำรงแนวคิดอัน   แน่วแน่มุ่งมั่นสู่จุดหมายปลายทางด้วยความรุนแรงเป็นเครื่องมือ คนกลุ่มนี้จึงพยายามอย่างที่สุดในการขัดขวางวิถีทางแห่งสันติสุข เพื่อประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ
เสือตัวที่ 6 |

ผลประโยชน์ชาติ

เสือตัวที่ 6 ความคุกรุ่นตึงเครียดในภูมิภาคยุโรปตะวันออกโดยเฉพาะภูมิภาคดอนบัส เกิดขึ้นจากการก่อสงครามของรัสเซียที่มีต่อยูเครน ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครนที่ฝักใฝ่รัสเซียและต่อต้านรัฐบาลยูเครนในมณฑลโดเนตสก์ และลูฮันสก์ หรือที่มักเรียกรวมกันว่าดอนบัส จากการที่รัสเซียแสดงจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดว่าไม่ต้องการให้องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation: NATO) ขยายอิทธิพลในยุโรปตะวันออก และไม่ต้องการให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิก จนได้ลุกลามไปสู่สภาวะสงครามทางทหารตั้งแต่ 24 ก.พ.65 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สงครามทางทหารก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อใด เพราะยูเครนเองก็มียักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ เป็นผู้ให้การสนับสนุนการต่อสู้กับรัสเซียต่อยูเครนในทุกรูปแบบ ทั้งการเงินงบประมาณและกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ จนกระทั่งลุกลามไปสู่สงครามทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกที่ยากจะคาดเดาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ว่าจะเลวร้ายลงไปขนาดไหน แต่กระนั้น อย่างน้อยๆ ที่ผู้คนทั่วโลกก็กำลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งของรัสเซียกับยูเครนและพันธมิตรกันอย่างหนักหนาสาหัสทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ตลอดจนทุกประเทศในโลกกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ทะยานสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากสภาวะความตกต่ำทางเศรษฐกิจมหภาคและเศรษฐกิจระดับจุลภาคในครัวเรือนที่ผู้คนทุกประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้นั้น กำลังขยายตัวลุกลามอย่างเงียบๆ ในรูปแบบสงครามเย็นทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ท่ามกลางจังหวะก้าวของผู้นำประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาที่กำลังขับเคลื่อนย่างก้าวใหม่ในภูมิภาคเอเซีย บนวาระซ่อนเร้นที่กำลังถูกจับจ้องของประชาคมโลกและผู้นำเอเซียว่า สหรัฐฯ กำลังเดินเกมระดับยุทธศาสตร์ในการสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้ ผ่านการประชุมเอเซีย-แปซิฟิค ที่กำลังเริ่มต้นอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่งของสหรัฐฯ หลังจากห่างหายไประยะหนึ่งในช่วยประธานาธิบดียุคก่อนหน้านี้ โดยย่างก้าวเพื่อยุทธศาสตร์ดังกล่าวของโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ล่าสุดนี้ก็คือ การเดินทางเยือนญี่ปุ่น ผ่านการประชุมสุดยอดของกลุ่ม 4 ฝ่าย ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก หรือที่เรียกว่า Quad (Quadrilateral Security Dialogue ซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังคณะทำงานของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แสดงท่าทีที่จะส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคีของกลุ่ม Quad อีกครั้ง โดยนายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐระบุว่า เป็นรากฐานเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของสหรัฐในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การเดินทางเยือนญี่ปุ่นของประธานาธิบดีไบเดนเมื่อ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมานี้ นับเป็นครั้งแรกของผู้นำสหรัฐฯ หลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ โดยได้พบกับนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น นายฟูมิโอะ คิชิดะ และเข้าเฝ้าฯ จักรพรรดิ นารูฮิโตะในวันวันถัดไป (23 พ.ค.) จากนั้นเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่ม 4 ประเทศ (Quad : Quadrilateral Security Dialogue) เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี แอนโธนี อัลบานีส ผู้นำคนใหม่ของออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย และนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในฐานะผู้นำของกลุ่มประเทศ Quad และในโอกาสนี้ ประธานาธิบดีไบเดนจะเปิดตัวโครงการริเริ่มการค้าระดับภูมิภาค กรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework: IPEF) ซึ่งมีการนำเสนอในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ระหว่างวันที่ 12-13 พฤษภาคม เพื่อจัดระเบียบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ และในช่วงหนึ่งของวาระนี้ ประธานาธิบดีไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวย้ำเจตนารมณ์ของสหรัฐฯ อย่างชัดเจนว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก คือสมรภูมิสำคัญในการแข่งขันของสหรัฐฯ ในมิติต่างๆ ที่จะกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยตรง ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าจีนเป็นคู่แข่งหลักของสหรัฐฯ ทั้งในระยะนี้และในอนาคต ในขณะที่ในห้วงเวลานี้ สหรัฐฯ ก็กำลังมีความท้าทายจากประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของสหรัฐฯ ในภูมิภาคยุโรปอีกด้วย ในโอกาสนี้ นอกจากความมุ่งประสงค์เชิงลึกที่ต้องการปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งกำลังแผ่ขยายอิทธิพลในเอเซียในทุกมิติอย่างต่อเนื่องทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจผ่านอภิมหาโครงการ อย่างเช่นเส้นทางสายไหมใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่เรียกว่า One Belt One Road โดยโครงการนี้มีเป้าประสงค์เพื่อพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ระหว่าง 60 ประเทศ ซึ่งมีรายได้ประชาชาติรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 50 ของรายได้ประชาชาติของโลกแล้ว ประธานาธิบดีไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้กดดันให้นายโมดี ผู้นำประเทศอินเดีย ใช้มาตรการที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่อรัสเซีย หลังจากที่อินเดียมีท่าทีวางตัวเป็นกลางต่อการที่รัสเซียปฏิบัติการพิเศษทางทหารโจมตียูเครน ด้วยอินเดียแสดงท่าทีชัดเจนในการไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการเดินหน้ากดดันเพื่อสร้างสงครามทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย โดยอินเดียยังคงซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ทั้งยังงดออกเสียงต่อมติของสหประชาชาติในการระงับสมาชิกภาพของรัสเซียในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (UNHRC) ที่ผ่านมาอีกด้วย ท่าทีที่สหรัฐฯ กำลังขับเคลื่อนหนนี้จึงไม่ใช่การขับเคลื่อนทางการเมืองระหว่างประเทศในภาวะปกติที่ต้องการสร้างสรรค์ผลประโยชน์ของชาติเพื่อความเจริญก้าวหน้าของหลายๆ ประเทศที่เกี่ยวข้องไปพร้อมๆ กันอย่างแท้จริง ทุกย่างก้าวของผู้นำมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ช่วงเวลานี้ จึงมีวาระที่อาจแอบซ่อนอยู่บนผลประโยชน์ของชาติตนเป็นสำคัญ ซึ่งผู้นำประเทศทั้งหลายน่าจะมองไม่ยาก การเดินทางเยือนประเทศต่างๆ ตลอดจนการประชุมพหุภาคีในเวทีต่างๆ อย่างถี่ยิบของผู้นำสหรัฐฯ ในช่วงนี้ จึงย่อมมีผลประโยชน์ของชาติสหรัฐฯ เป็นที่ตั้ง ทั้งการแข่งขันช่วงชิงการนำของโลกต่อคู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ ในขณะนี้ ซึ่งก็คือรัสเซียในภูมิภาคยุโรป และจีนในภูมิภาคเอเชีย เพราะหากปล่อยให้คู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งสองประเทศนี้เติบโตเข้มแข็งยิ่งขึ้น ในไม่ช้าจะกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสภาวะตึงเครียดจากการแย่งชิงการนำของมหาอำนาจของโลก ทุกประเทศในโลก จึงกำลังประสบปัญหาวิกฤตที่ทำให้การค้า การลงทุนหยุดชะงัก ทั้งจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด และต้องเผชิญหน้ากับปัญหาค่าพลังงานสูงขึ้น ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อ อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในยูเครน และการปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน ทำให้ท่าทีของผู้นำประเทศ ต่างให้ความระมัดระวังอย่างที่สุดต่อกรณีการให้ความร่วมมือกับมหาอำนาจทั้งหลาย โดยเฉพาะปลายปีนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำเอปค (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) ซึ่งไทยต้องดำเนินงานการเมืองระหว่างประเทศอย่างรอบคอบโดยมีเป้าหมายสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติตนเป็นสำคัญเช่นกัน
เสือตัวที่ 6 |

เตรียมพร้อม

เสือตัวที่ 6 ท่ามกลางสภาวการณ์สู้รบในภูมิภาคยุโรปตะวันออกบนสมรภูมิสงครามการต่อสู้ทางทหารระหว่างรัสเซียกับยูเครนภายใต้การสนับสนุนอย่างออกนอกหน้าของสหรัฐอเมริกาและมหาอำนาจในยุโรปตะวันตกรวมทั้งองค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ(NATO) ที่สนับสนุนทางทหารให้กับยูเครนโดยตรงโดยเฉพาะอาวุธยุทโธปกรณ์และยุทธภัณฑ์สงครามอย่างหลากหลายประหนึ่งว่าเป็นโอกาสที่สหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจยุโรปจะใช้เป็นเวทีในการทดลองอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตขึ้นจากประเทศของตนก็ว่าได้ ทั้งยังให้การสนับสนุนทางอ้อมอีกหลายรูปแบบที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะประชาคมโลก และที่สำคัญคือการเปิดศึกสงครามเศรษฐกิจต่อรัสเซียที่กำลังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกอย่างหนักต่อทุกประเทศในโลก โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างไม่เคยอยู่ในสภาวะอย่างนี้มาก่อนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งภาวะราคาพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น ตลอดจนกระทบต่อภาวการณ์ขาดแคลนปัจจัยในการผลิตอาหารของโลกที่กำลังส่งผลต่อประชากรโลกในเวลาอันใกล้นี้ ผลกระทบต่อทุกประเทศในโลก ณ เวลานี้และในอนาคตอันใกล้ ได้ถูกซ้ำเติมความรุนแรงให้มีมากขึ้นไปอีก จากการประกาศตัวของฟินแลนด์และสวีเดนที่ขอสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก NATO ล่าสุดนี้ ที่สร้างความขัดเคืองใจให้รัสเซียไม่ใช่น้อย เพราะทุกประเทศรู้ดีว่า เหตุปัจจัยสำคัญยิ่งที่ทำให้ผู้นำรัสเซีย ตกลงใจใช้การปฏิบัติการพิเศษทางทหารต่อยูเครนตั้งแต่ 24 ก.พ.65 ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ก็เพราะการขัดขวางไม่ให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิก NATO อันจะเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซียโดยตรง หาก NATO มียูเครนเข้าเป็นสมาชิกชาติที่ 31 ตามความประสงค์ เพราะจะเป็นโอกาสให้สมาชิก NATO ที่ทราบกันดีว่าเป็นปรปักษ์กับรัสเซียโดยตรงตั้งแต่ครั้งยังเป็นสหภาพโซเวียตจวบจนโซเวียตล่มสลายกลายเป็นรัสเซียในปัจจุบัน NATO ที่ก่อตั้งมาเพื่อต่อต้านรัสเซียในช่วงสงครามเย็นก็ยังดำรงคงอยู่ ทั้งยังขยายสมาชิกเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อขยายสมาชิกมาจนถึงยูเครนได้ ก็หมายความว่า NATO จะสามารถติดตั้งขีปนาวุธใดๆ ประชิดติดชายแดนรัสเซีย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่รัสเซียจะยอมให้เกิดไมได้ สงครามหรือการปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียต่อยูเครนจึงเกิดขึ้น หากแต่บทเรียนจากยูเครนหนนี้ จึงกลับเร่งปฏิกิริยาให้ทั้งฟินแลนด์และสวีเดนตัดสินใจขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก NATO อย่างรวดเร็วขึ้น ภายใต้การคัดค้านของตุรกี หนึ่งในสมาชิก NATO ที่ไม่เห็นด้วยที่ NATO จะรับทั้งสองประเทศนั้นเข้าเป็นสมาชิกในยามนี้ เพราะนอกจากจะเห็นว่าฟินแลนด์และสวีเดนให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านตุรกีให้มีที่พักพิงและ สวีเดนและฟินแลนด์ได้เคยปฏิเสธคำขอของตุรกีให้ส่งตัวผู้ที่ตุรกีระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายจำนวน 33 คน กลับไปยังตุรกีแล้ว ตุรกียังวิตกกังวลว่า การรับฟินแลนด์และสวีเดนอันเป็นประเทศที่อยู่ใกล้ชิดติดกับรัสเซีย จะยิ่งเป็นการยั่วยุให้รัสเซียขยายการปฏิบัติการทางทหารไปในวงกว้างในภูมิภาคนี้ขึ้นไปอีก และนั่นอาจจะยิ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทุกประเทศในยุโรปและทั่วโลกจากไฟสงครามทางทหารและสงครามเศรษฐกิจให้ย่อยยับลงไปอีกหลายเท่าตัว ทั้งนี้ การรับสมาชิกใหม่ของ NATO นั้น จะต้องได้รับการรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกทั้งหมด 30 ประเทศในปัจจุบัน ซึ่งแม้ NATO และสหรัฐฯ จะมั่นใจว่าในที่สุดแล้วตุรกีจะยอมรับให้สองประเทศในแถบสแกนดิเนเวียเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การ NATO ได้ก็ตาม หากแต่ ณ เวลานี้ ตุรกีเล็งเห็นว่า ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ท่ามกลางภาวะสงครามในยูเครนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง ณ จุดใด ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคมากขึ้นไปอีกโดยไม่จำเป็น ล่าสุด นายกรัฐมนตรีสวีเดน แม็กดาเลนา แอนเดอร์สสัน กล่าวว่า รัฐบาลสวีเดนตัดสินใจแจ้งให้องค์การ NATO ทราบแล้วว่าต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ NATO โดยจะมีการยื่นใบสมัครอย่างเป็นทางการในช่วงไม่กี่วันจากนี้ ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนเวลาของฟินแลนด์เช่นกัน พรรคโซเชียล เดโมแครตส์ ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของสวีเดน ได้มีมติยกเลิกการคัดค้านการเข้าร่วมองค์การ NATO ที่ใช้มานานกว่า 73 ปี ซึ่งหาก NATO ตอบรับการเป็นสมาชิกใหม่ของฟินแลนด์และสวีเดนเป็นสมาชิกองค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ชาติที่ 31 ละ 32 ตามลำดับ และจะถือเป็นการสิ้นสุดสถานะความเป็นกลางทางทหารของสวีเดนที่ยึดถือเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศนี้ ยาวนานมากว่าสองร้อยปี โดยนายกรัฐมนตรีแอนเดอร์สสัน กล่าวต่อรัฐสภาสวีเดนว่า จากสงครามในยูเครนขณะนี้ ทำให้เห็นว่ายุโรป สวีเดน และประชาชนสวีเดน กำลังใช้ชีวิตในความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยอันตราย แม้ว่าผู้นำสวีเดนจะยืนยันว่าเมื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การ NATO แล้ว สวีเดนไม่ต้องการให้มีการตั้งฐานทัพถาวรของ NATO ในสวีเดน รวมทั้งไม่ต้องการให้มีการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในดินแดนของสวีเดนก็ตาม แต่ก็ยังเป็นที่น่ากังวลต่อประชาคมโลกที่อาจจะเกิดการขยายตัวของสงครามให้ออกไปในวงกว้างมากขึ้นจนไม่อาจประเมินความเสียหายต่อทุกประเทศในทุกมิติได้ นอกจากนั้น ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวเชิงรุกของผู้นำสหรัฐฯ ผ่านการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ เมื่อ 12-13 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ กำลังรุกเข้าใส่อาเซียนเพื่อให้ตัดสินใจเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตร กับรัสเซียและจีน ซึ่งรู้กันดีว่า สหรัฐฯ กังวลต่อการปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ของจีนในเอเซียและอาเซียนผ่านพันธกรณีระหว่างประเทศมากมายรวมทั้งเส้นทางสายไหมใหม่ที่จีนกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ อันจะทำให้จีนผงาดขึ้นมาเป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะกระทบต่อผลประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ในที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเห็นตรงกันว่าจุดประสงค์แท้จริงที่สหรัฐฯ ที่ซ่อนไว้ก็คือ เพื่อสกัดอิทธิพลจีนในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน แม้ว่านายกรัฐมนตรีไทยได้กล่าวย้ำว่า ความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่างอาเซียนกับสหรัฐมีความสำคัญต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของสองฝ่ายและของภูมิภาค และหวังว่า รัฐสภาสหรัฐจะให้การสนับสนุนและผลักดันความร่วมมือต่าง ๆ ในทางบวกให้ก้าวหน้าต่อไป หากแต่ว่าการกระชับแน่นครั้งนี้ย่อมกระทบต่อความรู้สึกของยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่กำลังมีอิทธิพลในภูมิภาคนี้รวมทั้งไทยอย่างมหาศาลในทุกมิติโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจการค้าขายระหว่างจีนที่มีต่อไทย ซึ่งไทยเองต้องเร่งเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดเพื่อเผชิญกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
เสือตัวที่ 6 |

ก้าวย่างสำคัญ

ตีโฉบฉวย / เสือตัวที่ 6 ท่ามกลางสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนภายใต้การสนับสนุนและแสดงออกอย่างชัดเจนในการเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัสเซียของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และชาติสมาชิกองค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่ยังคงตึงเครียดด้วยบรรยากาศแห่งความขัดแย้งของมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายที่ต้องเข้าใจว่าประเทศยูเครนนั้นเป็นเพียงตัวแทนของโลกตะวันตกในการทำสงครามต่อต้านการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียที่ทางทหารกล่าวขานกันว่าเสมือนสงครามตัวแทน (Proxy War) อันอาจเป็นการทดสอบศักยภาพทางทหารรัสเซียในขณะนี้อีกทางหนึ่งว่าจะมีพลังอำนาจทางทหารมากน้อยแค่ไหน ด้วยคู่สงครามที่ไม่ใช่เฉพาะยูเครนเท่านั้นที่ต่อสู้กับรัสเซีย หากแต่มีสหรัฐอเมริกาและชาติมหาอำนาจในยุโรปตะวันตกให้การหนุนหลังอย่างออกนอกหน้า จึงส่งผลให้การปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียไม่ประสบความสำเร็จตามแผนได้ในเร็ววัน สงครามความรุนแรงที่กำลังต่อกรกันระหว่างสองฝ่ายครั้งนี้จึงยืดเยื้อมาร่วม 3 เดือนแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะยุติได้เมื่อใด ในขณะที่สหรัฐฯ ก็เดินสายเพื่อปิดล้อมรัสเซียทุกมิติอย่างจริงจังทั้งทางตรงและทางอ้อม อันเป็นการดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เองในที่สุด และยุทธศาสตร์สำคัญที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการต่อเนื่องทั้งเข้มข้นมากขึ้นก็คือการรุกไล่ยักษ์ใหญ่อย่างจีนซึ่งรู้กันดีว่าเป็นพันธมิตรแนบแน่นกับฝ่ายรัสเซีย บนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ทั้งจีนและส่งผลถึงรัสเซียไปพร้อมกัน ในห้วงเวลาของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่กำลังดำเนินไปนี้ สหรัฐอเมริกาจึงหันกลับมามุ่งให้ความสนใจภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากสหรัฐฯ มองว่าภูมิภาคนี้กำลังเผชิญความท้าทายต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะที่ผ่านมา จีนกำลังผสมผสานพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การทูต การทหาร และเทคโนโลยีของตนโดยมุ่งหวังสร้างเขตอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และพยายามอย่างยิ่งที่จะก้าวเป็นมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกโดยเฉพาะในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งแน่นอนว่าหากจีนทำสำเร็จ ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่มีกระแสอีกทางหนึ่งในทำนองว่าผู้นำอาเซียนอาจไม่ต้องการเดินทางไปยืนเคียงข้างประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบระหว่างยูเครนกับรัสเซียยังคงลุกโซนด้วยไฟสงครามและจุดยืนตรงข้ามอย่างชัดเจนระหว่างสหรัฐฯ และชาติตะวันตกกับรัสเซียและพันธมิตรแนบแน่นฝั่งภูมิภาคเอเซียอย่างจีน อาจส่งสัญญาณที่แปลความหมายได้ว่าอาเซียนเลือกยืนข้างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการแปลความที่ล่อแหลมต่อผลประโยชน์ของอาเซียนโดยตรง อาจส่งผลให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจของรัสเซียและจีน อย่างไรก็ตาม การเดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ ของนายกรัฐมนตรีไทย ระหว่าง 12 - 13 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ จึงนับเป็นก้าวย่างสำคัญที่ถูกจับตามองของทุกฝ่ายโดยเฉพาะจีนและรัสเซีย และต้องติดตามปฏิกิริยาจากชาติยักษ์ใหญ่และพันธมิตรของทั้งจีนและรัสเซียที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้าซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อผลประโยชน์ของอาเซียนโดยเฉพาะประเทศไทยที่มีผู้นำเดินทางไปประชุมครั้งนี้ การประชุมสุดยอดสมัยพิเศษจัดขึ้นในสหรัฐฯ ของผู้นำไทยครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่กรุงวอชิงตัน หลังจากครั้งแรกจัดขึ้นในเมื่อปี 2559 ที่เมืองซันนีแลนด์ ในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ในครั้งนั้นก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่เดินทางไปร่วมประชุมเช่นกัน หากย้อนกลับไปในท่าทีของการดำเนินไปทางการเมืองระหว่างประเทศที่มีต่อประเทศไทยนั้น จะเห็นได้ว่ามีการเยือนไทยของผู้นำญี่ปุ่น นายคิชิดะ ฟูมิโอะ ระหว่าง 1 - 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกผู้นำรัสเซียประกาศว่าเป็นชาติที่เป็นปรปักษ์กับรัสเซียทั้งยังออกคำสั่งห้ามผู้นำญี่ปุ่นเข้าประเทศรัสเซียอีกด้วย ทำให้การเยือนไทยของผู้นำญี่ปุ่นที่ผ่านมานั้น อาจเป็นการตอกย้ำความรู้สึกดังกล่าวจากการเข้าประชุมของผู้นำไทยกับผู้นำสหรัฐฯ ระหว่าง 12 - 13 พฤษภาคม แม้ว่าผลการประชุมนั้นจะไม่มีประเด็นอันจะนำไปสู่ความเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ด้านความมั่นคงทางทหารและไม่บ่งบอกโดยตรงถึงท่าทีที่เลือกข้างในความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับฝ่ายตรงข้าม โดยมีสาระสำคัญกว้างๆ คือ การยกระดับสถานะความสัมพันธ์จากหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน สะท้อนความแน่นแฟ้นและความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งครบรอบ 135 ปีในปีนี้ รวมทั้งการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ อาทิ สถานการณ์ในเมียนมา ยูเครน ทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก คาบสมุทรเกาหลี การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และความสนับสนุนของญี่ปุ่นต่อการจัดประชุมเอเปกของไทย โดยไม่ได้มีการพูดถึงการต่อต้านจีนหรือรัสเซีย หรือปูพื้นฐานให้ไทยเป็นสมาชิกของยุทธศาสตร์ อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านจีนแต่ประการใดก็ตาม การเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ของนายกรัฐมนตรีไทย ระหว่าง 12 - 13 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ที่กรุงวอชิงตัน มีวัตถุประสงค์ฉลอง 45 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน - สหรัฐฯ โดยผู้นำอาเซียนและประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะร่วมกันกำหนดทิศทางในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันท่ามกลางความท้าทายต่างๆ นับจากนี้เป็นต้นไป โดยมีสาระสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์นำเสนอในระหว่างเข้าร่วมการประชุมคือ การส่งเสริมให้สหรัฐมีบทบาทสร้างสรรค์ในภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุค Next Normal โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งเสริมบทบาทสร้างสรรค์ของสหรัฐในภูมิภาค การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจเข้มแข็งและยั่งยืน และการพัฒนายั่งยืน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การเข้าประชุมสุดยอด อาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษดังกล่าว จึงไม่มีประเด็นที่ล่อแหลมต่อการกระทบผลประโยชน์ของชาติ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ในห้วงเวลานี้ เป็นสถานการณ์ที่มีความเปราะบางจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียและจีนที่กำลังดำเนินไปนาทีต่อนาที ทำให้ทั่วโลกต่างสงวนท่าทีของชาติตนที่อาจนำพาความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากคู่ขัดแย้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การขับเคลื่อนวิถีทางในการเมืองระหว่างประเทศในห้วงนี้ ผู้นำประเทศทั้งหลายจึงต้องตระหนักในทุกท่าทีที่ดำเนินไปอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะเป็นก้าวย่างสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศท่ามกลางสถานการณ์อันไม่ปกติของโลกที่คุกรุ่นลุกโชนของสงครามยุคใหม่ทั้งสงครามด้วยอาวุธและสงครามเศรษฐกิจระหว่างชาติมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายที่ทุกฝ่ายกำลังกังวลยิ่งต่อความเปราะบางที่อาจจะนำชาติของตนก้าวย่างเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น
เสือตัวที่ 6 |

สะท้อนกลับ

ตีโฉบฉวย / เสือตัวที่ 6 มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียโดยการนำของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่มุ่งหวังลงโทษต่อรัสเซียที่รุกรานด้วยกำลังทหารเข้าใส่ยูเครนตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งยังทวีความเข้มข้นในมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมากขึ้นเพื่อหวังจะลดทอนศักยภาพในการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียลงจนนำไปสู่การยุติสงครามที่เกิดขึ้น หากแต่ผลจากการคว่ำบาตรทั้งหลายที่ถาโถมเข้าใส่รัสเซียในยุคศตวรรษที่ 21 นี้ ช่างแตกต่างจากผลที่เกิดขึ้นในยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง ด้วยศักยภาพของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างรัสเซียได้ถูกพัฒนาความเข้มแข็งขึ้นมาอย่างรอบด้านเป็นทวีคูณ ทั้งการยึดโยงเครือข่ายทางเศรษฐกิจทั้งหลายในโลกยุคใหม่นี้ได้สานสัมพันธ์กันและกันอย่างแนบแน่นในลักษณะของการพึ่งพาและพึ่งพิงกันและกันแทบจะเรียกได้ว่า เป็นหนึ่งเดียวกันโดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป รวมทั้งขยายความเป็นห่วงโซ่อุปทานไปในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอย่างแน่นแฟ้นอีกด้วย ทำให้การเดินสายของคนระดับนำของสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากประเทศในเอเซีย อาทิ อินเดีย จีน และตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย กลับไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่คาดหวัง มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียโดยการนำของสหรัฐฯ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อรัสเซียเท่าไรนัก ทั้งยังส่งผลสะท้อนกลับไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรปเองที่กำลังสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายอย่างมาก เกิดการคาดการณ์กันว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาจะไม่ได้ตกอยู่กับรัสเซียเองเท่านั้น แต่จะย้อนกลับมาถึงอเมริการวมถึงทั้งโลกด้วย มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดอย่างหนึ่ง คือการห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ด้วยปิโตรเลียมเหล่านี้เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของรัสเซีย ที่มีสัดส่วนต่อมูลค่าการส่งออกทั้งหมดโดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 50% แต่บทบาทของปิโตรเลียมรัสเซียในเวทีโลก ที่คิดเป็นประมาณ 10% และเป็นแหล่งพลังงานหลักของทวีปยุโรป ถ้าปริมาณนี้หายไป ก็ย่อมส่งผลกดดันให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยซึ่งก็จะส่งผลกระทบมาถึงสหรัฐฯ ในที่สุด ทำให้มีแนวโน้มว่า ผู้ใช้รถยนต์ในสหรัฐฯ รวมถึงคนทั่วโลก จะต้องจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงแพงขึ้นไปอีก ซึ่งประชาชนในสหรัฐฯ เอง ก็อาจจะผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้สหรัฐฯ จะพยายามเจรจาให้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบีย เพิ่มกำลังการส่งออกน้ำมันดิบให้มากขึ้น หากแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากประเทศเหล่านั้นเท่าที่มุ่งหวัง นอกจากนั้นมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียจากที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังเกิดผลสะท้อนกลับไปสู่สหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในยุโรป ที่กำลังได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และคนในทุกประเทศในโลกใบนี้กำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจนได้รับความยากเข็ญไปทั่วหน้าเช่นกัน อาทิ ประเทศลัตเวีย ประเทศชุดแรกในยุโรป ที่เคยร่วมคว่ำบาตรก๊าซจากรัสเซีย ยอมยกเลิกการร่วมคว่ำบาตรก๊าซจากรัสเซียแล้ว โดยลัตเวียเป็นประเทศในอดีตสหภาพโซเวียต ที่อยู่ในกลุ่มภูมิรัฐศาสตร์เดียวกัน จึงเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบระบบส่งพลังงานทางท่อก๊าซที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อน โดยเฉพาะประเทศแถบทะเลบอลติกในปัจจุบัน ทำให้ประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากรัสเซียและประเทศเบลารุสเท่านั้น โดยผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ของท่อส่งน้ำมัน ก๊าซและระบบไฟฟ้าที่สืบทอดมาจากในอดีต ซึ่งเป็นไปได้ว่าเพื่อป้องการบรรดารัฐย่อยในขณะนั้นกระด้างกระเดื่องต่อรัฐใหญ่สุดในสหภาพฯ ระบบไฟฟ้าของประเทศย่านทะเลบอลติก จึงไม่ได้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับระบบไฟฟ้าของยุโรปตะวันตก (UTCE) หรือระบบไฟฟ้าสแกนดิเนเวีย (Nordel) นอกจากนี้บริษัท Gazprom ผู้จัดจำหน่ายก๊าซของรัสเซียยังมีส่วนได้เสียผลประโยชน์มหาศาลกับบริษัทก๊าซในย่านทะเลบอลติกทั้งหมด ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาประเทศที่แตกมาจากสหภาพโซเวียตแม้จะมีแผนการกระจายความเสี่ยงหลากหลาย แต่พวกเขาไม่อาจหลุดพ้นกับดักโครงสร้างระบบท่อส่งก๊าซ และน้ำมันเหล่านี้จากรัสเซียไปได้ ซึ่งหากจะปรับเปลี่ยนระบบการส่งก๊าซและนำมันจากรัสเซียเหล่านี้ จะต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นเวลาไม่น้อย โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ถูกออกแบบมาให้ต้องพึ่งพากันนี้ ทำให้ยังคงพึ่งพาก๊าซที่จัดหาโดยรัสเซียเกือบทั้งหมด ตลาดก๊าซในประเทศแถบบอลติกถูกตัดขาดจากยุโรปอย่างมาก วันที่ 1 เม.ย.65 ที่ผ่านมาประเทศลิทัวเนีย ที่อยู่ในย่านบอลติก เป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป (EU) ที่ประกาศหยุดการนำเข้าก๊าซของรัสเซีย ตามมาด้วยลัตเวีย และเอสโตเนีย หวังจะยุติการพึ่งพาพลังงานของรัสเซีย ทั้ง 3 ชาตินี้ได้เรียกร้องให้ EU ส่วนที่เหลือปฏิบัติตามตัวอย่างความกล้าของพวกเขา ไม่นานมานี้ประธานาธิบดีกิตานัส นาวเซดา แห่งลิทัวเนียประกาศกร้าวว่า จากนี้ไป จะไม่มีก๊าซรัสเซียในลิทัวเนียอีกต่อไป เมื่อหลายปีก่อน สิ้นคำประกาศของผู้นำลิทัวเนียเพียง 1 วัน รัฐบาลลัตเวีย ประเทศเล็กๆ แถบบอลติก และมีชายแดนติดกับรัสเซีย ซึ่งเคยพึ่งพาก๊าซจากรัสเซียถึง 93% ก็ประกาศตัวร่วมคว่ำบาตรก๊าซกับรัสเซีย หลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรมชั้นนำของลัตเวียในภาคพลังงาน ได้กดดันอย่างหนักกับการตัดสินใจที่เร่งรีบนี้เกิดการเผชิญหน้าทางการเมือง สร้างความสั่นคลอนต่อรัฐบาลลัตเวียและเกิดความสับสนอลหม่านในสังคมลัตเวียอย่างมาก จนล่าสุดรัฐบาลลัตเวีย พ่ายแพ้ยอมศิโรราบต่อรัสเซีย โดยตัดสินใจกลับคำประกาศทำสัญญาข้อตกลงระยะยาวกับ Gazprom รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตก๊าซรัสเซีย เพื่อกลับมานำเข้าก๊าซจากรัสเซียดังเดิมเป็นระยะเวลา 8 ปี จนถึงปี 2030 โดยยอมเปิดบัญชีแรกสกุลเงินยูโร และบัญชีสองสกุลรูเบิลกับ Gazprombank รัสเซีย โอนจ่ายค่าก๊าซเป็นยูโร แปลงเป็นรูเบิล โอนต่อเข้า Gazprom ตามข้อกำหนดใหม่ในการซื้อก๊าซและน้ำมันจากรัสเซีย กรณีตัวอย่างของรัฐบาลลัตเวียนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการเป็นปรปักษ์ต่อรัสเซีย จะกระทบต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจและเศรษฐกิจของชาตินั้นๆ จนถึงขั้นล่มสลายได้ สิ่งนี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศยุโรปตะวันออกย่านบอลติก ต้องพึ่งพารัสเซียอย่างมาก ทั้งยังแสดงให้ชาติยุโรปอื่นๆ เห็นว่าไม่มีทางจะหนีออกจากกับดักก๊าซและน้ำมันของรัสเซียในเวลาอันสั้นไปได้ ประเทศใดกระทำต่อรัสเซีย เศรษฐกิจจะพินาศ และประชาชนจะทุกข์ยากแสนสาหัส นี่คือผลสะท้อนกลับเข้าใส่ประเทศนั้นๆ เองอย่างสาสมในที่สุดเช่นกัน
สยามรัฐออนไลน์ |

ปลายทางสุดท้าย

เสือตัวที่ 6 กระบวนการดับไฟใต้ปลายด้ามขวานนั้น มีกระบวนการสำคัญประการหนึ่งคือการพูดคุยสันติสุขเพื่อมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งคับข้องใจของคนในพื้นที่โดยเฉพาะบรรดาแกนนำขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ด้วยการปรึกษาหารือพูดคุยกันด้วยสันติวิธีระหว่างคณะผู้แทนของรัฐ กับผู้แทนกลุ่มแบ่งแยกการปกครองในนามกลุ่ม BRN โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อยุติหรืออย่างน้อยก็บรรเทาความรุนแรงจากการใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกันโดยเฉพาะการกระทำจากฝ่าย BRN โดยความเห็นชอบร่วมกันของกลุ่มเห็นต่างในพื้นที่ผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือผสมผสานความต้องการของทุกฝ่ายบนโต๊ะเจรจา อันจะนำไปสู่การตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงเฉกเช่นที่ผ่านมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และนี่คือเป้าหมายปลายทางของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐที่คาดหวังว่าจะเป็นหนทางไปสู่การนำสันติสุขกลับคืนมาสู่พื้นที่แห่งนี้อันเป็นเป้าหมายปลายทางสุดท้ายได้อย่างแท้จริง หากแต่ว่าการดำเนินการตามแนวทางของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐกับกลุ่มเห็นต่างกับรัฐนั้น หาได้ง่ายดายตามมโนภาพที่สร้างขึ้นไม่ เพราะแท้ที่จริงแล้วกระบวนการพูดคุยเพื่อนำสันติสุขมาสู่พื้นที่นั้น ต้องได้รับการยอมรับและได้รับการตอบสนองความต้องการของขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่อย่างทั่วถึงทุกกลุ่มทุกฝ่าย ซึ่งในโลกความเป็นจริงนั้น การต่อสู้กับรัฐเพื่อนำการปกครองอย่างเป็นอิสระจากรัฐไทยนั้น มีวิวัฒนาการมาช้านานไม่น้อยกว่า 20 ปี จึงเป็นที่มาของการแบ่งกลุ่มแบ่งพวกของขบวนการเห็นต่างจากรัฐเองเพื่อช่วงชิงการนำในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐเอง ซึ่งหากกลุ่มของตนได้รับการยอมรับว่ามีตัวตนและมีบทบาทนำไม่แพ้กลุ่มอื่นในขบวนการ ย่อมเป็นที่มาของอำนาจและผลประโยชน์ที่ผู้นำกลุ่มและพวกพ้องจะได้รับ หนทางไปสู่ปลายทางสุดท้ายของการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ดังกล่าว ต้องได้รับการยอมรับจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่แตกตัวออกไปเป็นกลุ่มต่างๆ ในการต่อสู้กับรัฐ และกลุ่มต่างๆ เหล่านั้นต้องมีพื้นที่ในเวทีของกระบวนการพูดคุยกับรัฐตั้งแต่ต้น ซึ่งกลุ่มตนจะต้องเป็นกลุ่มหนึ่งในการพูดคุยกับรัฐอย่างเป็นทางการเฉกเช่นเดียวกับกลุ่ม BRN ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐทั้งที่ผ่านมาและในห้วงหลังๆ มานี้ ปฏิกิริยาของการก่อเหตุร้ายในห้วงนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐเห็นว่า กลุ่ม BRN ไม่ใช่ตัวแทนของขบวนการต่อสู้กับรัฐอย่างเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว และรัฐต้องรับรู้ว่า ขบวนการต่อสู้กับรัฐไทยตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น กลุ่มคนที่มีความเห็นต่างจากรัฐ มีอุดมการณ์หรือแนวคิดที่ไม่ได้เป็นเอกภาพหนึ่งเดียว การต่อสู้กับรัฐอันยาวนาน ได้ทำให้คนในขบวนการแตกตัวออกไปตั้งกลุ่มใหม่หลากหลายกลุ่ม และต่างฝ่ายต่างมีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐในหลายมิติอย่างเป็นระบบ เหล่านี้คือความสลับซับซ้อนของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐกับกลุ่มเห็นต่างจากรัฐที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด กลุ่มเห็นต่างที่มีอยู่อย่างหลากหลาย ที่มีทั้งการแสดงตัวตนและที่ยังไม่แสดงตัวตน ต่างมีศักยภาพในการต่อสู้ตามที่ตนถนัดและนิยมชมชอบ และเมื่อใดที่การพูดคุยดำเนินไปจนมีแนวโน้มว่าผลการพูดคุยอาจจะไม่เป็นไปตามที่กลุ่มตนคิดหรือคาดหวัง คนเหล่านี้ก็พร้อมที่จะปลีกตัวออกมาจัดตั้งกลุ่มใหม่ และมีอิสระในการแสดงออกซึ่งความมีตัวตนของกลุ่มตนได้ทุกรูปแบบตามแต่โอกาสและจังหวะจะอำนวย การก่อเหตุรุนแรงให้เห็นเป็นระยะๆ หนักบ้าง เบาบ้างตามแต่โอกาสและจังหวะจะอำนวย เพื่อต้องการแสดงตัวตนของกลุ่มตนที่กำลังถูกละเลยหรือมองข้ามจากรัฐ คนกลุ่มนี้พร้อมก่อเหตุใดๆ ได้ตลอดเวลา แม้ว่าท่าทีของรัฐและกลุ่ม BRN จะมีแนวโน้มของการยุติความรุนแรงชั่วคราวระหว่างความพยายามในการพูดคุยที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ความรุนแรงบริเวณ ข้างบ่อน้ำ ม.8 ต.แป้น อ.สายบุรี จ.ปัตตานี โดยวางระเบิดซ้อนกันถึง 3 ลูก ยังทิ้งใบปลิวไว้ 1 แผ่น มีสัญลักษณ์รูปหัวเสือหรือสิงโต เขียนข้อความเป็นภาษามลายู แปลเป็นไทยว่าทหารของประชาชนปาตานี นับเป็นเหตุร้ายขนาดใหญ่ที่มีการใช้ระเบิดเหตุการณ์แรกของเดือนรอมฎอนในปีนี้ ซึ่งแม้จะมีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขระหว่างคณะผู้แทนรัฐบาลไทยกับคณะพูดคุยฝ่าย BRN ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องการลดความรุนแรงในช่วงเดือนถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้หรือที่เรียกกันว่า เดือนรอมฎอน เพื่อให้เกิดบรรยากาศการพูดคุยของทั้งสองฝ่ายให้เป็นไปตามแนวทางรอมฎอนสันติสุขที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน หากแต่ว่ากลุ่มเห็นต่างจากรัฐนั้นหาใช่มีเพียงกลุ่ม BRN ไม่ และกลุ่ม BRN ก็ไม่ได้เป็นผู้นำกลุ่มเห็นต่างในพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มเห็นต่างอื่นๆ ต่างก็มีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐอย่างเป็นอิสระอย่างเต็มที่ ล่าสุดนายกัสตูรี มาห์โกตา ผู้นำกลุ่มเห็นต่างอีกกลุ่มหนึ่งที่ชื่อ องค์การปลดปล่อยสหปาตานี (PULO-MKP) กล่าวกับเบนาร์นิวส์ โดยอ้างว่าเหตุวางระเบิดที่สายบุรีที่ทำให้ชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย และเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 3 นาย เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น เป็นฝีมือจากการกระทำของกลุ่มพูโล ที่ทำไปเพื่อเรียกร้องให้คณะพูดคุยของรัฐไทยนั้น ต้องเจรจากับฝ่ายผู้เห็นต่างทุกกลุ่ม ไม่ใช่พูดคุยเจรจากับกลุ่ม BRN เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น และนายกัสตูรี ยังกล่าวอีกว่า การระเบิดครั้งนี้ เป็นฝีมือของปีกหนึ่งของพูโลที่วางระเบิด โดยกลุ่มพูโล มีเครือข่ายกองกำลัง 5 ปีก ในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยแต่ละปีกจะมีอิสระในการต่อสู้ในเขตรับผิดชอบของตน และกลุ่มพูโลนี้ มีศักยภาพอย่างเต็มเปี่ยมที่พร้อมจะต่อสู้กับรัฐในทุกรูปแบบหากกลุ่มตนถูกละเลยหรือถูกมองข้ามจากรัฐ จากปฏิกิริยาที่ผ่านมานี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าไม่อาจคาดหวังในผลสัมฤทธิ์อันสวยงามของรัฐได้ว่า เมื่อกระบวนการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่ม BRN สำเร็จลง ที่รัฐกำลังคาดหวังปลายทางสุดท้ายของยุทธศาสตร์นี้ไว้อย่างสวยหรูว่าจะสามารถยุติความขัดแย้งด้วยอาวุธหรือนำความสงบสุขมาสู่พื้นที่แห่งนี้ได้หรืออย่างน้อยก็น่าจะลดศักยภาพการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรงจากผู้เห็นต่างของกลุ่มอื่นๆ ได้ หากแต่แท้ที่จริงแล้วปฏิกิริยาการแสดงศักยภาพของกลุ่มต่างๆ เช่นที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มพูโลนี้ กำลังแสดงให้เห็นว่า กลุ่มพูโลเป็นอีกกลุ่มหนึ่งในหลายๆ กลุ่มที่ต่อสู้กับรัฐตามอุดมการณ์และความต้องการจุดหมายปลายทางของการต่อสู้ ที่ส่งสัญญาณแรงๆ ให้รัฐเห็นชัดเจนว่า พวกเขามีตัวตนอยู่จริงในพื้นที่แห่งนี้ ทั้งยังสื่อให้รัฐได้รับรู้ว่าอย่าได้ละเลยพวกเขาในเวทีการพูดคุยไม่ว่าจะเป็นหนไหนเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นปลายทางสุดท้ายที่รัฐคาดหวังก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น
เสือตัวที่ 6 |

แสดงตัวตน

เสือตัวที่ 6 กระบวนการพูดคุยสันติสุขเพื่อดับไฟใต้พื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยระหว่างคณะผู้แทนของรัฐนำโดย พลเอกพัลลภ รักเสนาะ กับผู้แทนกลุ่มแบ่งแยกการปกครองในนามกลุ่ม BRN เพื่อยุติหรืออย่างน้อยก็บรรเทาความรุนแรงจากการใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกันโดยเฉพาะการกระทำจากฝ่าย BRN โดยนำปัญหาความขัดแย้งหรือความคับข้องใจของฝ่ายขบวนการแบ่งแยกผู้คนนี้มาสู่การพูดคุยแลกเปลี่ยนบนโต๊ะเจรจา อันจะนำไปสู่การตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง และนี่คือเป้าหมายปลายทางของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐที่คาดหวังว่าจะเป็นหนทางไปสู่การนำสันติสุขกลับคืนมาสู่พื้นที่แห่งนี้ได้อย่างแท้จริง หากแต่ว่าการดำเนินการตามแนวทางของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐกับกลุ่มเห็นต่างกับรัฐนั้น หาได้ง่ายดายตามมโนภาพที่สร้างขึ้นไม่ เพราะแท้ที่จริงแล้วกระบวนการพูดคุยเพื่อนำสันติสุขมาสู่พื้นที่นั้น ต้องได้รับการยอมรับและได้รับการตอบสนองความต้องการของขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่อย่างทั่วถึงทุกกลุ่มทุกฝ่าย ซึ่งในโลกความเป็นจริงนั้น การต่อสู้กับรัฐเพื่อนำการปกครองอย่างเป็นอิสระจากรัฐไทยนั้น มีวิวัฒนาการมาช้านานไม่น้อยกว่า 20 ปี ซึ่งนั่นเป็นที่มาของการแบ่งกลุ่มแบ่งพวกของขบวนการเห็นต่างจากรัฐเองเพื่อช่วงชิงการนำในขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐเอง ซึ่งหากกลุ่มของตนได้รับการยอมรับว่ามีตัวตนและมีบทบาทนำไม่แพ้กลุ่มอื่นในขบวนการ ย่อมเป็นที่มาของอำนาจและผลประโยชน์ที่ผู้นำกลุ่มและพวกพ้องจะได้รับเมื่อกระบวนการพูดคุยสันติสุขลุล่วงลง หากแต่หนทางไปสู่การยอมรับเข้าเป็นกลุ่มตัวแทนขบวนการแบ่งแยกการปกครองนี้ ต้องมีพื้นที่ในเวทีของกระบวนการพูดคุยกับรัฐตั้งแต่ต้น ซึ่งกลุ่มตนจะต้องเป็นกลุ่มหนึ่งในการพูดคุยกับรัฐอย่างเป็นทางการเฉกเช่นเดียวกับกลุ่ม BRN ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐทั้งที่ผ่านมาและในห้วงหลังๆ มานี้ ปฏิกิริยาของการก่อเหตุร้ายในห้วงนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐเห็นว่า กลุ่ม BRN ไม่ใช่ตัวแทนของขบวนการต่อสู้กับรัฐอย่างเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว และรัฐต้องรับรู้ว่า ขบวนการต่อสู้กับรัฐไทยตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น กลุ่มคนที่มีความเห็นต่างจากรัฐ มีอุดมการณ์หรือแนวคิดที่ไม่ได้เป็นเอกภาพหนึ่งเดียว การต่อสู้กับรัฐอันยาวนาน ได้ทำให้คนในขบวนการแตกตัวออกไปตั้งกลุ่มใหม่หลากหลายกลุ่ม และต่างฝ่ายต่างมีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐในหลายมิติทั้งการก่อความไม่สงบ การก่อเหตุรุนแรง การใช้สื่อ SOCIAL ในการปฏิบัติการข่าวสาร (IO) เพื่อต่อสู้กับรัฐ หรือการใช้เวทีวิชาการในการสื่อสารแนวคิดและความต้องการไปสู่รัฐอย่างเป็นระบบ เหล่านี้คือความสลับซับซ้อนของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐกับกลุ่มเห็นต่างจากรัฐที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด กลุ่มเห็นต่างที่มีอยู่อย่างหลากหลาย ที่มีทั้งการแสดงตัวตนและที่ยังไม่แสดงตัวตน แต่ต่างมีศักยภาพในการต่อสู้ตามที่ตนถนัดและนิยมชมชอบ และเมื่อใดที่การพูดคุยดำเนินไปจนมีแนวโน้มว่าผลการพูดคุยอาจจะไม่เป็นไปตามที่กลุ่มตนคิดหรือคาดหวัง คนเหล่านี้ก็พร้อมที่จะปลีกตัวออกมาจัดตั้งกลุ่มใหม่ และมีอิสระในการแสดงออกซึ่งความมีตัวตนของกลุ่มตนได้ทุกรูปแบบตามแต่โอกาสและจังหวะจะอำนวย ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงเกิดปรากฏการณ์ก่อเหตุรุนแรงให้เห็นเป็นระยะๆ หนักบ้าง เบาบ้างตามแต่โอกาสและจังหวะจะอำนาย เพื่อต้องการแสดงตัวตนของกลุ่มตนที่กำลังถูกละเลยหรือมองข้ามจากรัฐ คนกลุ่มนี้พร้อมก่อเหตุใดๆ ได้ตลอดเวลา แม้ว่าท่าทีของรัฐและกลุ่ม BRN จะมีแนวโน้มของการยุติความรุนแรงชั่วคราวระหว่างความพยายามในการพูดคุยที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ดังที่ เมื่อกลางเดือน เม.ย.65 ได้มีการก่อเหตุเกิดบริเวณ ข้างบ่อน้ำ ม.8 ต.แป้น อ.สายบุรี จ.ปัตตานี โดยวางระเบิดซ้อนกันถึง 3 ลูก เพื่อหมายสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้ามาตรวจสถานที่เกิดเหตุเมื่อระเบิดลูกแรกทำงานแล้ว และแผนการก่อเหตุร้ายครั้งนั้นก็ได้ผล เมื่อมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดได้รับบาดเจ็บทันที 3 นาย ซึ่งเป็นจังหวะที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบ ปรากฏว่าได้เกิดระเบิดขึ้น นอกจากนั้น คนร้ายกลุ่มนี้ยังทิ้งใบปลิวไว้ 1 แผ่น มีสัญลักษณ์รูปหัวเสือหรือสิงโต เขียนข้อความเป็นภาษามลายู อักขระรูมีว่า DAULAT TUANKU G5 ASKAR DI-RAJA PATANI แปลเป็นไทยว่า ทหารกองทัพหลวงปาตานี หรือทหารของประชาชนปาตานีและยังมีสัญลักษณ์ G5 ที่คาดว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มด้วย เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้ นับเป็นเหตุร้ายขนาดใหญ่ที่มีการใช้ระเบิดเหตุการณ์แรกของเดือนรอมฎอนในปีนี้ ซึ่งแม้จะมีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขระหว่างคณะผู้แทนรัฐบาลไทยกับคณะพูดคุยฝ่าย BRN ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องการลดความรุนแรงในช่วงเดือนถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้หรือที่เรียกกันว่า เดือนรอมฎอน เพื่อให้เกิดบรรยากาศการพูดคุยของทั้งสองฝ่ายให้เป็นไปตามแนวทางรอมฎอนสันติสุขที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน หากแต่ว่ากลุ่มเห็นต่างจากรัฐนั้นหาใช่มีเพียงกลุ่ม BRN ไม่ และกลุ่ม BRN ก็ไม่ได้เป็นผู้นำกลุ่มเห็นต่างในพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มเห็นต่างอื่นๆ ต่างก็มีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐอย่างเป็นอิสระอย่างเต็มที่ ล่าสุดนายกัสตูรี มาห์โกตา ผู้นำกลุ่มเห็นต่างอีกกลุ่มหนึ่งที่ชื่อ องค์การปลดปล่อยสหปาตานี (PULO-MKP) กล่าวกับเบนาร์นิวส์ โดยอ้างว่าเหตุวางระเบิดที่สายบุรีที่ทำให้ชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย และเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 3 นาย เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น เป็นฝีมือจากการกระทำของกลุ่มพูโล ที่ทำไปเพื่อเรียกร้องให้คณะพูดคุยของรัฐไทยนั้น ต้องเจรจากับฝ่ายผู้เห็นต่างทุกกลุ่ม ไม่ใช่กลุ่ม BRN เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น และนาย นายกัสตูรี ยังกล่าวอีกว่า การระเบิดครั้งนี้ ถือเป็นปีกหนึ่งของพูโลที่วางระเบิด โดยกลุ่มพูโล มีเครือข่ายกองกำลัง 5 ปีก ในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยแต่ละปีกจะมีอิสระในการต่อสู้ในเขตรับผิดชอบของตน และกลุ่มพูโลนี้ มีศักยภาพอย่างเต็มเปี่ยมที่พร้อมจะต่อสู้กับรัฐในทุกรูปแบบหากกลุ่มตนถูกละเลยหรือถูกมองข้ามจากรัฐ จากปฏิกิริยาที่ผ่านมานี้ จึงไม่อาจคาดหวังในผลสัมฤทธิ์อันสวยงามของรัฐได้ว่า เมื่อกระบวนการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่ม BRN สำเร็จลง ก็น่าจะลดศักยภาพการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรงจากผู้เห็นต่างของกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างมากอย่างที่ฝัน ด้วยคนกลุ่มนี้กำลังแสดงตัวตนว่ากลุ่มพูโลเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ส่งสัญญาณแรงๆ ให้รัฐเห็นชัดเจนว่า พวกเขามีตัวตนอยู่จริงในพื้นที่แห่งนี้ และอย่าได้ละเลยพวกเขาในเวทีการพูดคุยไม่ว่าจะเป็นหนไหนเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นปลายทางสุดท้ายที่รัฐคาดหวังก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น
เสือตัวที่ 6 |