แบ่งฝ่าย

เสือตัวที่ 6 ความตึงเครียดจากการแบ่งฝ่ายของประเทศมหาอำนาจในโลกต้องร้อนระอุมากขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่รัสเซียส่งกำลังกองทัพปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครนซึ่งนักการทหารต่างเห็นพ้องกันว่าเกิดจากการยั่วยุของมหาอำนาจสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรนาโตที่เร่งเร้าในการต้อนรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ซึ่งรัสเซียถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติที่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างนั้นไม่ได้ ปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียจึงเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.65 โดยการตัดสินใจอย่างแน่วแน่เด็ดเดี่ยวของผู้นำรัสเซียอย่างปูตินที่ไม่ลังเลในการตัดสินใจแม้แต่น้อย แม้ปฏิบัติการพิเศษทางทหารของกองทัพรัสเซียที่กระทำต่อยูเครนจะยืดเยื้อยาวนานมาจนกระทั่งปลายปี 65 แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวของผู้นำรัสเซียคนนี้หวั่นไหวแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันรัสเซียยังแสดงออกให้สหรัฐฯและชาติพันธมิตรยุโรปทั้งหลายเห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า รัสเซียเป็นประเทศมหาอำนาจที่ไม่มีฝ่ายตรงข้ามใดจะบั่นทอนความเข้มแข็งลงได้ การตอบโต้ของรัสเซียทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจการค้าที่กระทำต่อฝ่ายตรงข้ามกลับรุนแรงมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณจากความพยายามคว่ำบาตรต่อรัสเซียของปรปักษ์ของพวกเขา และการตอบโต้ของรัสเซียนั้นกำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสต่อฝ่ายตรงข้ามทั้งภาวะเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันสูงขึ้น การครองชีพของประชาชนในชาติฝ่ายตรงข้ามที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนความขาดแคลนก๊าซธรรมชาติอันเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้กับภาวะหนาวเย็นของคนในยุโรปที่กำลังจะถาโถมเข้าใส่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งบรรดาชาติในภูมิภาคยุโรปนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค นั่นแสดงให้เห็นว่า รัสเซียเป็นมหาอำนาจทั้งทางทหารและเศรษฐกิจที่ใหญ่โตเข้มแข็งเกินกว่าที่สหรัฐฯ และพันธมิตรจะบีบบังคับได้อีกต่อไป ในขณะที่กลยุทธ์ของสหรัฐฯ ดังกล่าว บีบบังคับให้รัสเซียแบ่งฝ่ายเร่งสานสัมพันธ์กระชับแน่นความร่วมมืออย่างจริงจังและเข้มข้นมากขึ้นกับชาติพันธมิตรของตนทุกภูมิภาคในโลกไม่ว่าจะเป็นเกาหลีเหนือ อินเดีย อิหร่าน และจีน เป็นต้น ด้วยท่าทีที่สหรัฐฯ แสดงตนว่าเป็นปรปักษ์กับรัสเซียอย่างออกนอกหน้ามากขึ้นในทั่วทุกภูมิภาคของโลกที่เป็นพันธมิตรกับรัสเซีย ตั้งแต่การตอบโต้การรุกของรัสเซียต่อยูเครน ตามด้วยประธานสภาผู้แทนของสหรัฐฯ เดินทางเยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการ และสมาชิกสภาอีกจำนวนหนึ่งที่ทยอยเดินทางมาเหยียบแผ่นดินไต้หวันหลังจากที่จีนยุติการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงรอบเกาะไต้หวันอันเสมือนการพยายามยั่วยุจีนซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัสเซียอย่างชัดเจน ด้วยความเปราะบางของสถานการณ์ความตึงเครียดที่จีนยึดถืออยู่ตลอดมาว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนตามนโยบายจีนเดียวมาตลอด ตามด้วยการที่สหรัฐฯ ปฏิบัติการซ้อมรบครั้งใหญ่กับเกาหลีใต้ ในชื่ออัลชิ ฟรีดอม ชีลด์(Ulchi Freedom Shield) หรือยูเอฟเอส ระหว่างวันที่ 22 ส.ค.-1 ก.ย.ที่เป็นการซ้อมรบครั้งใหญ่ในรอบ4 ปี โดยมีทหารประจำการกว่า 28,500 นายในเกาหลีใต้ เพื่อเตรียมรับมือปกป้องเกาหลีใต้จากเพื่อนบ้านติดอาวุธนิวเคลียร์อย่างเกาหลีเหนือนอกจากนั้น กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ยังตอกย้ำการแบ่งฝ่ายโดยเข้าร่วมในการฝึกซ้อมนอกชายฝั่งฮาวาย เกี่ยวกับการเตือนภัยขีปนาวุธล่วงหน้า การค้นหาติดตามขีปนาวุธ ในระหว่างวันที่ 8-14 ส.ค.ที่ผ่านมาโดยอ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ 3 ฝ่าย ท่ามกลางความท้าทายจากเกาหลีเหนือทำให้จีนซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของเกาหลีเหนือ แสดงความกังวลต่อการขยายการฝึกซ้อมร่วมทางทหารดังกล่าว เพราะทำให้ความตึงเครียดในคราบสมุทรเกาหลีต้องเลวร้ายลง ซึ่งส่งผลให้เกาหลีเหนือตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 2 ลูก อันเป็นปฏิกิริยาที่มีต่อสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่ถือว่าเป็นการท้าทายเกาหลีเหนือที่รู้กันอยู่ว่ามีความเปราะบางต่อสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีมาโดยตลอด ท่าทีดังกล่าวของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2565 จวบจนปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐฯ อย่างรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ และพันธมิตรอื่นๆ ได้ผนึกกำลังสานสัมพันธ์ระหว่างกันให้กระชับแน่นในทุกมิติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมิติการกระชับแน่นในฝ่ายของรัสเซียด้านเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงทางทหาร ในขณะที่คู่ขัดแย้งทั้งสองมีการแบ่งฝ่ายเลือกข้างอย่างชัดเจนที่สุดหลังสงครามเย็นยุติลง ปฏิกิริยาล่าสุดของรัสเซีย โดยกลาโหมรัสเซียประกาศจะเริ่มการซ้อมรบครั้งใหญ่ระหว่าง 1-7 กันยายนนี้ โดยจะเป็นการซ้อมรบครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อวอสตอก 2022(Vostok 2022)ทางตะวันออกของรัสเซีย และในหลายพื้นที่ทั้งในแถบตะวันออกไกลรวมทั้งทะเลญี่ปุ่น ร่วมกับทหารจากชาติพันธมิตร รวมทั้งจีน อินเดีย ลาว ตลอดจนมองโกเลีย นิการากัว และซีเรีย เข้าร่วมด้วย โดยจะมีทหารเข้าร่วมครั้งใหญ่มากกว่า 50,000 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์สงครามจำนวนมากอันเป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แนบแน่นระหว่างประเทศพันธมิตรในฝ่ายรัสเซียและจีน โดยกองทัพเรือรัสเซียและจีนจะร่วมฝึกในทะเลญี่ปุ่นเพื่อปกป้องการสื่อสารทางทะเล กิจกรรมทางเศรษฐกิจทางทะเล และสนับสนุนหน่วยรบภาคพื้นดินอีกด้วย แม้ว่าช่วงที่ผ่านมา รัสเซียและจีนต่างปฏิเสธความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรทางทหารขึ้นมาใหม่อย่างจริงจัง หากแต่ในระยะหลังนี้ ประธานาธิบดีปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้ย้ำเตือนว่า การจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรทางทหารระหว่างกันดังกล่าวนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นจริงมากขึ้นโดยที่ผ่านมารัสเซียเองก็ได้แบ่งปันเทคโนโลยีระดับสูงทางการทหารกับจีนมาโดยตลอด ประกอบกับการซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุดของฝ่ายรัสเซียและจีนรวมทั้งพันธมิตรล่าสุดนี้ ได้สะท้อนให้ชาวโลกได้ประจักษ์ชัดว่า ขณะนี้โลกได้แบ่งฝ่ายในภาวะใกล้สงครามกันชัดเจนยิ่ง ซึ่งนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทุกประเทศในโลกโดยเฉพาะบรรดาประเทศเล็กๆ ทั้งหลายต่างต้องเตรียมพร้อมรับมือในภาวะแบ่งฝ่ายครั้งนี้ให้ดีที่สุด
เสือตัวที่ 6 |

รอคอย

เสือตัวที่ 6 การก่อเหตุรุนแรงพร้อมๆ กันไม่น้อยกว่า 17 จุด ในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยที่ผ่านมา บ่งบอกอย่างชัดเจนให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า วิธีคิดตามความเชื่อของกลุ่มคนที่ทรงอิทธิพลในพื้นที่ที่สิงสถิตอยู่ในคนกลุ่มนี้ ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย จังหวะเวลาที่คนกลุ่มนี้จะสั่งการให้กองกำลังติดอาวุธที่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดีในขบวนการร้ายเหล่านี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาที่จะมีโอกาสเอื้ออำนวยในการลงมือปฏิบัติการที่คนในขบวนการนี้ ต้องปฏิบัติการสำเร็จตามแผนและต้องไม่มีการสูญเสียของคนในขบวนการแม้แต่คนเดียว นี่คือเจตนารมณ์สูงสุดในการก่อเหตุร้ายสร้างสถานการณ์ความไม่สงบให้คงดำรงอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งแห่งนี้ หากทว่าห้วงเวลาใด ที่ยังไม่สบโอกาสเหมาะตามเจตนารมณ์ดังกล่าว คนกลุ่มนี้ก็จะยังไม่ปฏิบัติการร้าย แต่พวกเขาอดทนพอที่จะรอคอยเวลาที่จะสร้างความเสียหายให้เป็นที่ประจักษ์ชัดให้มาถึงเสียก่อนจึงจะลงมือทำ เหตุการณ์กลุ่มคนร้ายในขบวนการก่อความไม่สงบ อาจหาญรวมพลังก่อเหตุพร้อมๆ กัน ถึง 17จุดเป็นอย่างน้อยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้น จึงส่งสัญญาณให้เห็นว่า คนกลุ่มนี้ยังมีศักยภาพไม่ลดน้อยถอยลง ความสามารถในการปฏิบัติการวางเพลงสถานีจ่ายน้ำมันและร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ที่ไม่เคยตกเป็นเป้าหมายการก่อเหตุร้ายของขบวนการแบ่งแยกดินแดนมาก่อน ย่อมบ่งชี้ว่า คนกลุ่มนี้ต้องการส่งสัญญาณในการต่อต้านระบบทุนนิยมที่เข้ามากอบโกยเอารัดเอาเปรียบพี่น้องของพวกเขาในพื้นที่มากขึ้น ด้วยการลอบวางระเบิดและเผาทำลายเป้าหมายทุนนิยมดังกล่าวพร้อมกันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ย่อมเป็นปฏิบัติการที่ไม่ธรรมดาโดยเกิดขึ้นรวมทั้งหมด 17 จุด แบ่งเป็น นราธิวาส 9 จุดยะลา 6 จุด, ปัตตานี 2 จุด สร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในพื้นที่แห่งนี้อย่างกว้างขวาง โดยพื้นที่เป้าหมายส่วนใหญ่เป็นร้านสะดวกซื้อ นอกจากนั้นยังมีสถานีจ่ายน้ำมัน ตลอดจนเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ ที่กลุ่มขบวนการสามารถปิดลับปฏิบัติการวางแผนดังกล่าว ตลอดจนซักซ้อมแผนให้กลุ่มผู้ก่อการสามารถปฏิบัติการได้พร้อมกันทั้ง 17 จุดอย่างมืออาชีพ พร้อมกันนั้นยังชี้ให้เห็นว่าการข่าวในพื้นที่ของฝ่ายความมั่นคง ไม่สามารถเจาะหาแผนการลับสุดยอดของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้แม้ว่าจะมีสัญญาณลวงว่าหน่วยงานความมั่นคงสามารถเข้าถึงใจพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้แล้วก็ตาม ที่สำคัญปฏิบัติการนี้ ยังสามารถปิดลับการรวมกำลังของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ปกติแล้วจะกระจายตัวซ่อนพรางไปหลบซ่อนปะปนไปกับมวลชนในพื้นที่อย่างแนบเนียนยิ่ง หากแต่เมื่อถึงจังหวะเวลาตามแผน พวกเขาสามารถนำคนเหล่านี้ที่ได้รับการฝึกฝนในการก่อการ เข้าปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง และหลังจากการปฏิบัติการก่อเหตุร้าย คนกลุ่มนี้ ยังสามารถเล็ดรอดหลบหนีการปิดล้อม จับกุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปได้อย่างลอยนวลและฝังตัวซ่อนพรางไปปะปนกับพี่น้องมวลชนแนวร่วมของขบวนการได้อย่างแนบเนียน และหลังจากปฏิบัติการตามแผนร้ายดังกล่าวสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่มีอยู่มากมายก่ายกอง ได้เข้าตรวจสอบพบว่ากลุ่มผู้ก่อการครั้งนี้ ส่วนใหญ่แต่งกายคล้ายผู้หญิงคลุมฮิญาบออกมาก่อเหตุ เพื่อซ่อนพรางการเพ่งเล็งของเจ้าหน้าที่รัฐและใช้ยานพาหนะที่เป็นรถจักรยานยนต์ โดยปฏิบัติการทำลายความสงบสุขทั้งการลอบวางระเบิด และการขว้างระเบิดเข้าไปในจุดเป้าหมายที่กำหนด โดยคนร้ายมุ่งหมายทำลายภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการทำลายระบบสาธารณูปโภค และที่สำคัญคือ ต้องการท้าทายอำนาจรัฐที่คิดเอาเองว่าสามารถปกป้องเหตุร้ายในพื้นที่ได้ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ กลุ่มขบวนการแห่งนี้ ต้องการส่งสัญญาณในการต่อต้านกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่กำลังขับเคลื่อนไประหว่างผู้แทนรัฐบาลกับกลุ่ม BRN โดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่กำลังต่อสู้กับรัฐกลุ่มนี้ได้ก่อเหตุหลังการพูดคุยสันติสุขเสร็จสิ้นลงเมื่อ2 - 3 สิงหาคมที่ผ่านมาซึ่งคาดว่าเป็นการปฏิบัติการของกลุ่มพูโลG5 เพื่อแสดงตัวตนออกมาให้ฝ่ายรัฐได้รับรู้ว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่กำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพกับรัฐไทยนั้น ไม่ได้มีเพียงแต่กลุ่ม BRN เท่านั้น และกลุ่มพูโล ก็มีอิสระในการต่อสู้กับรัฐ ตามวิถีทางที่กลุ่มต้องการ ทั้งยังชี้ให้เห็นว่า กลุ่มพูโลหรือจะเป็นกลุ่มใดๆ ที่เห็นต่างจากรัฐ ต่างมีศักยภาพในการก่อเหตุร้ายใดๆ ก็ได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากลุ่มของพวกเขายังไม่ได้รับความสนใจจากรัฐ และการดำเนินการใดๆ ของรัฐที่ผ่านมา ยังไม่เป็นไปตามที่กลุ่มตนต้องการเท่าที่ควร แม้หน่วยงานความมั่นคงของรัฐ จะได้ทุ่มเทความพยายามมาอย่างต่อเนื่องในการยุติการแก้ปัญหาความเห็นต่างด้วยการใช้ความรุนแรง รวมทั้งการทุ่มเทความพยายามอย่างมากมายในการแย่งชิงมวลชนในพื้นที่ให้เป็นแนวร่วมกับรัฐ หากแต่สถานการณ์ที่ผ่านมาแม้จะดูประหนึ่งว่า ความพยายามหลายๆ ประการของรัฐกำลังบรรลุเป้าหมาย ด้วยสถานการณ์ความรุนแรงด้วยการใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นฝ่ายเห็นต่างระหว่างกัน ได้ลดความถี่ลงจนแทบจะไม่เกิดเหตุร้ายขนาดใหญ่มาได้ระยะหนึ่ง พร้อมกับความพยายามของรัฐในการนำพาสันติวิธีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการยุติปัญหาที่สืบทอดมาอย่างยาวนานให้ยุติลง หากแต่สถานการณ์ความไม่สงบหลายๆ ครั้ง ที่ไม่เป็นข่าวและที่เป็นข่าวใหญ่โตในลักษณะล่าสุดนี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานของรัฐ ยังไม่สามารถเข้าใจ เข้าไปนั่งในหัวใจของพี่น้องคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง ในทางตรงข้าม กระบวนการในการสะสมบ่มเพาะความเห็นต่าง จนขยายไปสู่ความเคียดแค้นชิงชังให้เกิดขึ้นในหัวใจของคนในพื้นที่กับคนต่างพื้นที่ ก็ยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้นและเป็นระบบ ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จึงเสมือนเป็นภาพลวงตาที่พร้อมจะระเบิดออกมาทำลายล้างทุกสิ่งอย่างที่เป็นเป้าหมายของกลุ่มคนนิยมความรุนแรง เมื่อถึงจังหวะเวลาที่พวกเขารอคอยมาอย่างอดทน
สยามรัฐออนไลน์ |

สืบทอดแนวคิด

เสือตัวที่ 6 การดำเนินไปในการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐไทยแม้ในห้วงหลังนี้จะมีการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ลดลงไปแทบจะไม่มีรายงานการก่อเหตุใดๆ สู่สาธารณะ ประดุจว่าการสู้รบของขบวนการกับรัฐได้ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธลงอย่างราบคาบแล้ว หากแต่แท้ที่จริงแล้ว ขบวนการการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ออกจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังคงดำเนินการบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากคนนอกพื้นที่อยู่อย่างเข้มข้นหากแต่ซ่อนการขับเคลื่อนอยู่ด้วยความลุ่มลึกและแนบเนียนยิ่ง เป็นการสืบทอดแนวคิดแปลกแยกเห็นต่างจากรัฐและคนนอกพื้นที่ด้วยยังคงนำเรื่องราวในประวัติศาสตร์ และชาติพันธุ์ และความเชื่อทางศาสนา ชีวิตวิถีที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะคนในพื้นที่มาเป็นตัวขับเคลื่อนการแบ่งแยกความคิดของคนในพื้นที่กับรัฐอย่างเข้มข้น หากแต่ซ่อนปนไปกับกิจกรรมต่างๆ ทั้งการรวมตัวของภาคประชาสังคมในพื้นที่เพื่อเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเป็นมาและการถูกกดขี่ไม่เป็นธรรมจากรัฐที่มีต่อคนรุ่นก่อนอันแสนเจ็บปวดยาวนาน ยังคงดำเนินไปอย่างลุ่มลึกอย่างยากที่หน่วยงานภาครัฐใดๆ จะเข้าถึงได้ สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยก็จะยังคงมีความพยายามในการก่อเหตุร้ายอยู่ต่อไป เพื่อสร้างสถานการณ์ให้สังคมภายนอก รวมทั้งประชาคมโลกได้เห็นถึงความขัดแย้งแตกต่างของคนในพื้นที่กับรัฐอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเป็นการดำรงความตั้งใจในการต่อสู้ของคนในพื้นที่ให้ยังคงมีความหวังในเป้าหมายปลายทางสุดท้ายอยู่ต่อไป ด้วยการสืบทอดแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจนถึงขั้นเคียดแค้นชิงชังให้อยู่ในก้นบึ้งในหัวใจของกลุ่มเป้าหมายรุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่แม้ว่าการก่อตัวและพอกพูนความเห็นต่างเหล่านั้นจะยังไม่มีโอกาสในการแสดงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธ หากแต่เมื่อใดที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้จังหวะ พวกเขาก็พร้อมจะลงมือก่อการใดๆ ที่สร้างความเสียหายต่อคนของรัฐได้อย่างไม่ลังเลภายใต้การสนับสนุนอย่างลับๆ ของมวลชนในพื้นที่ที่ส่วนหนึ่งกล่าวได้ว่า เป็นกลุ่มคนสองหน้าที่หน้าหนึ่งก็เป็นคนที่ฝักใฝ่ให้ความร่วมมือกับรัฐ ในขณะที่อีกหน้าหนึ่งก็เป็นฝ่ายขบวนการที่พร้อมให้การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธที่ลงมือก่อเหตุร้ายให้สามารถปฏิบัติการร้ายจนสำเร็จลงได้พร้อมให้การช่วยเหลือสนับสนุนในการหลบหนีการติดตามจับกุมหรือตอบโต้จากเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแนบเนียนยิ่ง เหตุคนร้ายลอบวางระเบิดในสวนยางพาราของชาวบ้าน บ้านโคกโก ตำบลโต๊ะเด็งจังหวัดนราธิวาส เมื่อ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้มีชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยขาขาดทั้ง 2 ข้าง จำนวน1 คน และสามารถหลอกล่อเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เข้าไปตรวจสอบตามวิธีเดิมๆ ที่เคยทำมาที่คนร้ายวางแผนลอบวางระเบิดซ้ำอีกครั้ง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจนสำเร็จตามเป้าหมายที่แท้จริง เหตุการณ์ก่อความไม่สงบครั้งนี้ นับว่าเป็นเหตุรุนแรงมากครั้งหนึ่งนับจากการสืบทอดความคิดแปลกแยกอย่างเงียบๆ ตลอดระยะเวลาหลังๆ ที่ผ่านมานี้ เพราะการก่อเหตุร้ายครั้งนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตทันที 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 ราย โดยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐถึง7 ราย และชาวบ้านอีก 1 ราย และหนึ่งในนั้นบาดเจ็บที่ถูกสะเก็ดระเบิดอาการสาหัส นอกจากนั้น จากการตรวจสอบสถานที่ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ยังพบว่า คนร้ายยังได้มีการฝังระเบิดแสวงเครื่องแบบเท้าเหยียบไว้เป็นเครื่องสังหารลูกที่ 3 อีก 1 ลูก บริเวณทางเดินห่างจากจุดระเบิดที่ 2 เพียง30 เมตร อันเป็นการบ่งชี้ว่า การเตรียมพื้นที่สังหารเจ้าหน้าที่รัฐครั้งนี้ ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธ ได้รับการสนับสนุนจากมวลชนคนร่วมขบวนการในพื้นที่อย่างดียิ่ง เพราะกลุ่มคนร้ายมีเวลามากพอในการวางระเบิดซ้อนๆ กันถึง 3 – 4 ลูกในพื้นที่ ทั้งสามารถปกปิดแผนการร้ายครั้งนี้ได้อย่างแนบเนียนยิ่งจนกระทั่งฝ่ายข่าวของรัฐที่มีมากมายก่ายกองในพื้นที่ทั้งหลาย ไม่สามารถล่วงรู้ได้แม้แต่น้อย และที่สำคัญยิ่งคือ คนร้ายสามารถแอบจุดระเบิดทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างเหมาะเจาะ รวมทั้งสามารถหลบหนีไปได้อย่างเหลือเชื่อ การก่อเหตุร้ายครั้งนี้จึงไม่ธรรมดาอย่างที่เข้าใจ เพราะแรงระเบิดเกิดอย่างรุนแรง นั่นแสดงให้เห็นว่า มีการประกอบระเบิดแสวงเครื่องของผู้ก่อการที่เป็นมืออาชีพ ส่งผลให้เกิดการทำลายล้างเป้าหมายได้คราวละมากๆ ถึงเกือบ 10 คน ในขณะที่ฝ่ายก่อการร้ายไม่มีการสูญเสียใดๆ เลยแม้แต่น้อย ด้วยแผนการที่ถูกวางไว้อย่างเหนือชั้น พร้อมการซักซ้อมการปฏิบัติตามแผนการดังกล่าวอย่างดียิ่ง ทำให้แผนการหลอกล่อเจ้าหน้าที่รัฐมาถูกทำร้ายครั้งนี้ มีความสมบูรณ์แบบเรียกได้ว่าเกือบ 100% แม้ว่าหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จะเปิดแผนยุทธการปูพรมพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เพื่อเร่งติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดหากแต่ก็เป็นปฏิบัติการภายหลังจากที่กองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้ ได้เล็ดลอดหลบหนีไปอำพรางตัวอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของพวกเขาแล้ว และแม้ว่าหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ จะสามารถติดตามจับกุมบังคับใช้กฎหมายต่อคนร้ายในขบวนการกลุ่มนี้ได้ แต่กระนั้น ความคิดและความเชื่อที่ถูกสั่งสมบ่มเพาะจากขบวนการร้ายแห่งนี้ให้คนในพื้นที่มีมโนสำนึกที่แปลกแยกจากรัฐอย่างเข้มข้นก็ยังคงฝังลึกอยู่กับกลุ่มคนสองหน้าเหล่านี้อยู่ต่อไป และถูกต่อยอดไปยังคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าอย่างเงียบๆ ทั้งจะขยายตัวความคิดเคียดแค้นชิงชังให้มีมากขึ้นไปอีกเท่าใดไม่มีใครประเมินได้ แต่ที่แน่ๆ ความคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐและคนนอกพื้นที่จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปอย่างเข้มข้น และมันพร้อมจะระเบิดเป็นความรุนแรงเมื่อโอกาสอำนวย ด้วยการสืบทอดแนวคิดที่เป็นภัยต่อความเป็นปึกแผ่นของชาติต่อไปไม่สิ้นสุด
เสือตัวที่ 6 |

เป้าประสงค์ที่แท้

เสือตัวที่ 6 ปฏิกิริยาโต้กลับอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ยักษ์ใหญ่แห่งเอเซียเคยแสดงออกมาให้ชาวโลกได้เห็นว่า จีนแผ่นดินใหญ่มีอำนาจเหนือชาวจีนบนเกาะไต้หวันและที่สำคัญที่สุดเป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนในนโยบายจีนเดียวของสาธารณะรัฐประชาชนจีนได้แสดงจุดยืนในนโยบายจีนเดียวมาตลอด เป็นปฏิกิริยาโต้กลับเข้าใส่ทั้งสหรัฐอเมริกาและไต้หวันอย่างรุนแรงหลังจากที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ได้หาญกล้าท้าทายนโยบายจีนเดียวอย่างบ้าบินท่ามกลางความวิตกกังวลของประชาคมโลกในท่าทีของคนระดับนำในสภาของสหรัฐฯ ผู้ให้การสนับสนุนไต้หวันมาโดยตลอดถึงขั้นตราเป็นกฎหมายมาช้านานในการเข้าช่วยเหลือไต้หวันทันที่ที่ถูกรุกราน การกระทำของผู้นำระดับสูงทางการเมืองของสหรัฐฯ ครั้งนี้ จึงชัดเจนว่าเป็นการส่งสัญญาณท้าทายยักษ์ใหญ่อย่างจีนโดยไม่ยำเกรงต่อศักยภาพทางทหารของยักษ์ใหญ่เอเซียอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทันทีมีมีการเหยียบแผ่นดินไต้หวันของประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการทั้งที่จีนเคยทักท้วงและประกาศเตือนมาโดยตลอดว่าอย่าทำ เพราะการเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซีเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาเป็นการละเมิดข้อตกลงนโยบายจีนเดียวที่รับรองโดยสหประชาชาติ (UN) และเป็นการละเมิดอธิปไตยชองจีนอย่างชัดเจน ถือเป็นการเล่นกับไฟ และหายนะจากไฟนั้นก็จะเผาผลาญประเทศผู้สนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวันอย่างรุนแรง ด้วยการประกาศซ้อมรบด้วยกระสุนจริง อันเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารของจีนที่ห่างจากชายฝั่งไต้หวันไม่ถึง 20 กิโลเมตร และพรั่งพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบที่ทันสมัยของจีนจำนวนมากกว่า100ลำ ขีปนาวุธยิงระยะไกล เรือรบและยานยนต์สงครามจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยปฏิบัติการทางทหารของจีนใกล้เกาะไต้หวัน ตอกย้ำเจตนารมณ์ของยุทธการที่สื่อมวลชนของทางการจีนรายงานว่า การซ้อมรบครั้งนี้ คือยุทธการรวมชาติและการฝึกปิดล้อมเกาะไต้หวัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าจีนสามารถเข้าควบคุมไต้หวันได้โดยสมบูรณ์แล้ว  และหลังจากที่ทางการจีนประกาศว่าปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงรอบเกาะไต้หวันผ่านพ้นไปได้ 4 วัน ตามกำหนดการเดิม สำนักงานความปลอดภัยทางการเดินเรือของจีนก็ได้ประกาศว่า กองทัพจีนจะขยายเวลาการซ้อมรบขนานใหญ่ด้วยกระสุนจริงทั้งทางทะเลและทางอากาศอย่างเบ็ดเสร็จในลักษณะนี้ออกไปอีก 1 เดือน ทั้งในทะเลโป๋ไห่(Bohai Sea) ตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค. ไปจนถึงวันที่ 8 ก.ย.นี้ ควบคู่กันไปในพื้นที่ตอนใต้ของทะเลเหลือง (Yellow Sea) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะไต้หวัน โดยจีนจะเดินหน้าซ้อมรบทางทะเลและอากาศรอบเกาะไต้หวันอย่างเข้มข้นต่อไป เน้นทดสอบศักยภาพการยิงในการโจมตีภาคพื้นดินและการโจมตีทางอากาศพิสัยไกล ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธการรวมชาติและการปิดล้อมเกาะไต้หวันทั้งทางทะเลและทางอากาศ เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ และไต้หวันเห็นว่าจีนควบคุมไต้หวันได้โดยสมบูรณ์  ปฏิกิริยาของจีนที่ตอบโต้สหรัฐฯ และไต้หวันก็รุนแรงก้าวร้าวเช่นกัน โดยแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศจีน มีใจความสำคัญเน้นย้ำว่า การกระทำของ แนนซี เพโลซี และ สหรัฐฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของจีนและหลักการจีนเดียวอย่างชัดเจน ตลอดจนละเมิดคำมั่นที่ได้ตกลงกันไว้ในปี 1979 ที่สหรัฐฯ ยอมรับในจีนเดียวและจะไม่ปฏิบัติการใดๆ ในรูปแบบทางการกับไต้หวัน แต่การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และเดินทางด้วยเครื่องบินในนามรัฐบาลสหรัฐฯ ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นทางการ จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ ไม่เคารพและยึดมั่นในคำมั่นที่ให้ไว้ต่อจีนและประชาคมโลก ตามด้วยปฏิบัติการทางทหารของจีนขนานใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมารอบเกาะไต้หวันอย่างโจ่งแจ้งเช่นกัน เป็นการปฏิบัติการที่ต้องการส่งสัญญาณให้สหรัฐฯ และไต้หวันได้เห็นว่า อย่าได้ลองดีกับหลักการจีนเดียวรวมทั้งท้าทายอธิปไตยของจีนอย่างเด็ดขาด เพราะจีนได้เคยประกาศแล้วว่า จีนพร้อมทุกวิถีทางแม้กระทั่งการใช้กำลังทางทหารโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยหากมีใครละเมิดหลักการจีนเดียวรวมทั้งท้าทายอธิปไตยของจีน การซ้อมรบทุกด้านทุกทิศรอบเกาะไต้หวัน ทั้งทางทะเลและทางอากาศด้วยการใช้กระสุนจริง รวมทั้งอาวุธนานาชนิด รวมทั้งประกาศเตือนว่า เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย ในห้วงเวลาของการปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ อย่าเข้ามาในเขตน่านน้ำและน่านฟ้าในพื้นที่รอบเกาะไต้หวันอย่างเด็ดขาด ในขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ก็มีท่าทีที่อ่อนลง โดยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนางเพโลซีโดยระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้สนับสนุนการเยือนไต้หวันครั้งนี้ของนางเพโลซี ตามที่ประธานาธิบดีโจไบเดน ระบุเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ว่าสหรัฐฯ คิดว่าไม่ใช่ความคิดที่ดี และชี้ว่าอาจเป็นการยั่วยุจีนซึ่งยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอด ในขณะที่ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ย้ำว่า การเดินทางเยือนไต้หวันของประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีโจไบเดน และยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจของนางเพโลซีแต่ผู้เดียวดังนั้น ปฏิกิริยาโต้กลับทางทหารของจีนตลอด 4 วันที่ผ่านมาและขยายต่ออีก 1 เดือนข้างหน้านี้ จึงไม่ใช่แค่การซ้อมรบธรรมดาอย่างที่เคยผ่านมา หากแต่เป็นการปิดล้อมเพื่อเข้ายึดเกาะไต้หวันโดยสมบูรณ์ นับเป็นการส่งสัญญาณชัดๆ ว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจมีใครท้าทายได้ นี่คือเป้าประสงค์ที่แท้จริงของจีนที่สหรัฐฯ และโลกต้องเข้าใจ
เสือตัวที่ 6 |

ท้าทาย

เสือตัวที่ 6 การประหารชีวิตแกนนำฝ่ายต่อต้านอำนาจของผู้นำทหารในเมียนมาถึง 4 ราย คือนายจ่อ มิน ยู หรือโก-จิมมี นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย อายุ 53 ปี นายเพียว เซยา ตอ วัย 41 ปี ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) นายฮลา เมียว อ่อง และนายอ่อง ธูรา ซอ ในข้อกล่าวหาว่ามีส่วนช่วยเหลือกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับกองทัพเมียนมา เกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ก่อนหน้าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 55 นับเป็นท่าทีของผู้นำทหารเมียนมาในฐานะผู้ก่อการรัฐประหารเมื่อต้นปี 65 ที่ผ่านมา ที่กล่าวได้ว่า ไม่ตอบรับการทักท้วงใดๆ ต่อประชาคมโลกที่พยายามท้วงติงให้ผู้นำทหารเมียนมายับยั้งชั่งใจในโทษประหารดังกล่าวอย่างไม่มีเยื่อใย เป็นการส่งสัญญาณถึงการท้าทายระเบียบโลกอย่างสิ้นเชิงในทุกมิติที่มีอยู่ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน นับเป็นความท้าทายต่อประชาคมโลกอย่างน่าสงสัยว่า ผู้นำทหารเมียนมา มีอะไรดีถึงกล้าดำเนินการที่สวนกระแสของประชาคมโลกในท่าทีที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงถึงขั้นการคร่าชีวิตผู้เห็นต่างทางการเมืองได้ขนาดนี้ แม้ว่าประชาคมโลกต่างประณามการลงโทษประหาร 4 นักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างรุนแรงและกว้างขวาง โดยเฉพาะการไม่สนใจให้ความสำคัญกับประชาคมอาเซียนที่กำลังจะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 55 ที่ประธานอาเซียนได้เคยท้วงติงให้ผู้นำเมียนมาคิดใหม่ในกรณีนี้ หากแต่ไม่เป็นผลแต่ประการใด ยิ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวและทำให้เห็นถึงการขาดเจตจำนงของเมียนมาในการสนับสนุนความพยายามของประชาคมอาเซียนที่ได้เร่งให้เกิดการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ประการ ที่พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อให้มีการดำเนินการตามฉันทามติอย่างเต็มที่ และให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ยุติการกระทำใดๆ ที่จะยิ่งทำให้วิกฤตครั้งนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น อันเป็นการขัดขวางการเจรจาสันติภาพ รวมถึงการดำเนินการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสันติภาพ และเสถียรภาพ ตลอดจนเกียรติภูมิความเป็นประเทศอารยะ ที่ไม่เพียงแต่ในเมียนมาแต่รวมถึงภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย การดำเนินการดังกล่าวของเมียนมาอันเป็นการท้าทายต่อประชาคมโลกอย่างแข็งกร้าวหนนี้ ในเบื้องต้น ได้ถูกประณามด้วยคำตำหนิอย่างกว้างขวางรุนแรงจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำที่โหดร้ายของรัฐบาลเมียนมา พร้อมคัดค้านโทษประหารชีวิตในทุกกรณี และย้ำคำร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษที่ถูกควบคุมตัวไว้ทันที รวมถึงนายวินมินต์ ประธานาธิบดี และ นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐนอกจากนั้น นายเน็ดไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้รัฐบาลเมียนมาเพิ่มเติม ซึ่งทางเลือกทั้งหมดมีอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นมีมาตรการตอบโต้ต่ออุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติด้วย พร้อมยังเรียกร้องให้นานาชาติยุติการขายยุทโธปกรณ์ให้กับทางการเมียนมา รวมทั้งห้ามมิให้กระทำการใด ๆ ที่จะเป็นการให้ความน่าเชื่อถือต่อรัฐบาลเมียนมาและที่สำคัญคือ สหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการใดๆ ที่เป็นการตอบโต้การกระทำที่ท้าทายอำนาจของประชาคมโลกที่จำเป็นเพิ่มเติมในไม่ช้า ในขณะที่นายแอนโทนีบลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประชาคมอาเซียน รวมถึงจีน ร่วมกันกดดันให้รัฐบาลเมียนมาคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศและพิจารณาข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มที่เห็นต่างทางการเมืองตามฉันทามติ 5 ข้อ ที่ตกลงไว้กับอาเซียน และต้องเรียกร้องให้เมียนมายุติการใช้ความรุนแรงและปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง ในขณะที่ นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในฐานะประธานอาเซียน ทำได้เพียงส่งหนังสือถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำสูงสุดของเมียนมา เรียกร้องไม่ให้นำโทษประหารชีวิตมาใช้ ท่ามกลางความกังวลของประเทศเพื่อนบ้านหากแต่ก็ไม่ได้รับการสนใจใยดีจากผู้นำทหารเมียนมาไม่การลงโทษประหารแกนนำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา รวมทั้งการจับกุมคุมขังผู้นำฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างเช่นนางออง ซาน ซูจีก็ดำเนินต่อไปโดยนายซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา ออกมาแสดงท่าทีครั้งแรกหลังประหารนักเคลื่อนไหวทางการเมือง 4 ราย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 ท่านมาว่า รัฐบาลทหารเมียนมาตระหนักดีว่าการประหารชีวิตจะทำให้เกิดคeวิพากษ์วิจารณ์ตามมา แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการดำเนินการเพื่อความยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตย และเป็นการลงโทษที่คนเหล่านี้สมควรได้รับ ซ้ำยังย้ำอีกว่า การลงโทษประหารคนเหล่านี้นั้นสมควรแล้วอีกด้วย นับเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวและท้าทายทั้งมหาอำนาจต่างๆ ของโลก ประชาคมโลกโดยทั่วไป รวมทั้งเพื่อบ้านใกล้ชิดอย่างประชมคมอาเซียนอย่างชัดเจน การตัดสินใจปราบปรามคนเห็นต่างในประเทศบนความแข็งกร้าวต่อประชาคมโลก ย่อมสร้างผลกระทบให้เมียนมาถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น เป็นความท้าทายที่รัฐบาลทหารเมียนมาจะต้องได้รับในขณะนี้ซึ่งเป็นความท้าทายไม่เฉพาะต่อผลกระทบจากประชาคมโลก หากแต่เป็นความท้าทายจากผลกระทบจากคนเมียนมาในประเทศเมียนมาเองโดยตรง ด้วยจะเกิดคลื่นมนุษย์อพยพออกนอกประเทศเมียนมามากขึ้น เกิดการหลั่งไหลของปัญญาชนออกนอกประเทศที่จะรุนแรงกว่า เมื่อครั้งปี 1988 เนื่องจากไม่มีพื้นที่แห่งไหนในเมียนมาที่ปลอดภัยการล้มละลาย ล่มสลายทางเศรษฐกิจที่จะรุนแรงกว่าเมื่อวิกฤติเมื่อ20 ปีที่แล้ว และการต่อต้านของคนกลุ่มต่างๆ ในทุกรูปแบบที่รุนแรงมากขึ้น นับเป็นความท้าทายที่รัฐบาลเมียนมาจะต้องเผชิญที่ยังไม่รวมถึงมาตรการอื่นๆ ที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จะดำเนินการเพิ่มเติมอีกในไม่ช้า
เสือตัวที่ 6 |

ผลกระทบใกล้ตัว

เสือตัวที่ 6 ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากทั้งประชาชนในประเทศและประชาคมโลก ซึ่งร่วมกันออกมาต่อต้านการใช้โทษประหารเพื่อกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมืองของรัฐบาลทหารเมียนมาที่สั่งประหารชีวิตนักกิจกรรมทางการเมืองผู้เรียกร้องประชาธิปไตย 4 ราย ซึ่งถือเป็นการลงโทษประหารชีวิตครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี มีรายงานข่าวใน 25 กรกฎาคม 2565 ว่า นักโทษทางการเมืองทั้ง 4 คนได้ถูกลงโทษประหารชีวิตแล้ว ตามกระบวนการของเรือนจำ โดยมีฐานความผิดตามคำพิพากษาว่ากระทำความผิดร้ายแรงตามกฎหมายของเมียนมา ฐานก่อการร้ายในระหว่างการพิจารณาคดีแบบปิดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มีข้อมูลจากสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ที่กองทัพเมียนมาได้ก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ก็มีประชาชนที่เห็นต่างทางการเมืองถูกจับกุมไปแล้วจำนวนมาก กว่า 14,847 ราย ในจำนวนดังกล่าวมีประชาชน 11,759 รายที่ยังถูกคุมขังอยู่ และมีนักโทษที่ถูกประหารชีวิตแล้วถึง 76 ราย  จากสถานการณ์ที่เลวร้ายลงดังกล่าวในเมียนมา ทำให้ผู้นำของนานาประเทศต่างประณามการกระทำของรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างกว้างขวาง สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นางมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกการสั่งประหารฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองดังกล่าวอย่างรุนแรงว่าเป็น ก้าวย่างที่โหดร้ายและล้าหลัง ขณะที่นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงเช่นกัน พร้อมกับเรียกร้องทางการเมียนมาอีกครั้งในการปล่อยนักโทษทางการเมือง รวมทั้ง นางอองซาน ซูจี โดยเร็วที่สุด ขณะที่อีกหลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ร่วมกันออกแถลงการณ์ร่วมประณามการสั่งประหารครั้งนี้ของรัฐบาลเมียนมาว่า เป็นการกระทำรุนแรงที่เลวทราม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเมียนมาไม่ได้สนใจต่อสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม ตลอดจนเพิกเฉยต่อกติกาสากลระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ชาติมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำครั้งนี้ของเมียนมา โดยระบุว่า สหรัฐฯ ขอประณามการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างรุนแรง ที่ได้สั่งประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ของประทศตามระบอบประชาธิปไตย พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมา ปล่อยนักโทษทางการเมืองทุกรายที่ถูกจับกุมแบบไม่ยุติธรรม และคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนชาวเมียนมาโดยเร็ว ขณะที่ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่า การสังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างโหดเหี้ยม ไร้หลักสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ เป็นการกระทำที่สหรัฐฯ ยอมรับไม่ได้ รวมทั้งจากข้อมูลตัวเลขจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลทหารเมียนมา ได้สังหารประชาชนผู้เห็นต่างไปแล้วกว่า 2,100 ราย กว่า 700,000 ราย กลายเป็นผู้พลัดถิ่นที่ต้องอพยพย้ายถิ่นหนีตาย นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาลทหารต่างถูกจับกุม ในขณะเดียวกัน จีนซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงเป็นแหล่งจัดหาอาวุธให้กับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารชุดนี้ ยังรักษาจุดยืนในหลักการที่ว่า จีนจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น พร้อมระบุว่า ทางการจีนขอให้ทุกฝ่ายภายในเมียนมาจัดการแก้ไขข้อขัดแย้งภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายโดยสันติวิธี ในภูมิภาคอาเซียนเองก็มีปฏิกิริยาที่ประณามการสังหารนักโทษการเมืองของรัฐบาลทหารเมียนมาไปในแนวทาวเดียวกับประชาคมโลก โดยกัมพูชาในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ได้ออกแถลงการณ์ของอาเซียนที่เผยแพร่ใน 26 ก.ค.นี้ว่า อาเซียนรู้สึกเป็นทุกข์และเสียใจอย่างมากหลังทราบว่ารัฐบาลทหารเมียนมาสั่งประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย 4 คน รัฐบาลทหารเมียนมาเลือกประกาศข่าวนี้เพียง 1 สัปดาห์ก่อนที่อาเซียนจะเปิดประชุมคณะรัฐมนตรีอาเซียน ครั้งที่ 55 ในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง ทั้งยังระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลทหารเมียนมาขาดเจตจำนงอย่างร้ายแรงในการสนับสนุนแผนสันติภาพของอาเซียนที่กำลังทุ่มเทความพยายามอย่างยิ่งตลอดมาในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งในเมียนมาด้วยสันติวิธีที่ได้รับความเห็นชอบจากองค์การสหประชาชาติ การตัดสินใจแก้ปัญหาการต่อต้านของกลุ่มคนเห็นต่างของรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งก่อเหตุรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 64 ด้วยการสั่งประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย 4 คนที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือการก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นคำสั่งประหารชีวิตนักโทษครั้งแรกในรอบหลายสิบปีของเมียนมา การตัดสินใจชจัดกลุ่มคนเห็นต่างทางการเมืองดังกล่าวครั้งนี้ ทำให้นานาชาติรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก และจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดที่เป็นไปได้ และแน่นอนว่า หากมีการลงโทษด้วยมาตรการใดๆ ต่อรัฐบาลทหารเมียนมาจากนานาอารยะประเทศ ประเทศเมียนมาก็จะมิอาจทัดทานได้ แม้ว่าอาจจะมียักษ์ใหญ่แห่งเอเซียแอบหนุนหลัง ประเทศเมียนมาก็จะยิ่งได้รับผลกระทบอันเลวร้ายลงไปอีกอย่างมิอาจประเมินได้ และสถานการณ์นั้นย่อมส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยโดยตรง เพราะมีทั้งพรมแดนทางบก ทางทะเล และทางอากาศติดกับเมียนมา อย่างน้อยผลกระทบที่ไทยได้รับจากสถานการณ์ในเมียนมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาก็คือ การอพยพย้านถิ่นฐานของผู้คนชาวเมียนมาเข้าในไทยจำนวนมาก และมีแนวโน้มสูงว่า จะเป็นผลกระทบใกล้ตัวกับไทยที่มากกว่าที่ผ่านๆ มา ซึ่งจะมาถึงไทยในไม่ช้า
เสือตัวที่ 6 |

การต่อสู้ยังไม่จบ

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ทางความคิดที่แปลกแยกแตกต่างของคนในพื้นที่จากคนในพื้นที่อื่นๆ กำลังถูกขับเคลื่อนไปอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เป็นระบบ ด้วยความแนบเนียน เพื่อหล่อหลอมผู้คนในกลุ่มตนให้มีวิธีคิดเป็นไปในทิศทางใดที่ผู้นำทางความคิดต้องการ และการสะสมบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกให้เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ กับคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานให้มีผลต่อคนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน ก็สามารถกระทำได้อย่างแนบเนียนมากขึ้นอย่างยาก  ที่หน่วยงานภาครัฐที่ไม่พยายามเข้าใจบริบทโลกใหม่จะหยั่งรู้และติดตามการขับเคลื่อนความคิดที่อาจเป็นภัยต่อความเป็นปึกแผ่นของชาติได้อย่างทันท่วงที สถานการณ์ที่การต่อสู้ทางความคิดอย่างเงียบๆ ผ่านเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงดูเหมือนว่ามีความเป็นปกติสงบราบเรียบ หากแต่แท้ที่จริงแล้ว ความเห็นต่างกับคนส่วนใหญ่ของรัฐเหล่านั้น เพียงแต่รอการปะทุให้ปรากฏออกมาให้เห็นเมื่อโอกาสอำนวย ปรากฏการณ์ความเห็นต่างกับคนส่วนใหญ่ของรัฐที่ยังถูกหล่อหลอมให้มีขึ้นในมโนสำนึกของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานยังคงความเข้มข้นอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเกิดขึ้นจากกระบวนการบ่มเพาะอย่างเป็นระบบของนักสร้างมวลชนในขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ ผ่านสื่อ Social ด้วยเทคโนโลยีอันก้าวหน้าในยุคปัจจุบันดังกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน ล่าสุดในช่วงเทศกาล ฮารีรายอ อีดิ้ลอัฎฮา หรือรายอฮัจย์ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองให้กับมุสลิมทั่วโลกที่ได้ไปแสวงบุญฮัจย์ ที่นครเมกกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ปรากฏว่าในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีการจัดกิจกรรมขบวนแห่ในแบบแฟนซี และถูกโพสต์ในเพจเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพจต้นทางชื่อว่า Berita Melayu Patani โดยก่อนหน้านี้ ก็มีประเด็นเยาวชนในพื้นที่พร้อมใจกันแต่งชุดมลายูช่วงเทศกาลฮารีรายอ อีดิ้ลฟิตรี หรือรายอปอซอ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองหลังสิ้นสุดเดือนรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอด จนฝ่ายความมั่นคงต้องตรวจสอบว่า กิจกรรมดังกล่าวข้างต้น มีเจตนาแฟงเร้นที่ต้องการแสดงออกถึงความเห็นต่างกับรัฐหรือไม่ มีเจตนาในการแสดงออกถึงการต่อสู้ทางความคิดกับรัฐซึ่งเกิดกับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ เพราะกิจกรรมครั้งนั้นเป็นการรวมตัวของเยาวชนจำนวนมากนับหมื่นคน ที่แต่งกายด้วยชุดมลายูตามอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างพร้อมเพรียงอย่างผิดปกติ ล่าสุดในช่วงเทศกาลฮารีรายอ อีดิ้ลอัฎฮา หรือรายอฮัจย์ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองให้กับมุสลิมทั่วโลกที่ได้ไปแสวงบุญฮัจย์ ที่นครเมกกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ครั้งนี้ปรากฏว่าสิ่งของที่นำมาแห่ ไม่ใช่ดอกไม้ หรือสิ่งของตกแต่งที่เป็นแนวสวยงามหรือดูเป็นสิริมงคลตามเทศกาลฮารีรายอ อีดิ้ลอัฎฮา อันเป็นเทศกาลมงคลของพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ แต่กลับเป็นอาวุธสงครามชนิดต่างๆ ทั้งเอ็ม 16 อาก้า อาร์พีจี เครื่องยิงลูกระเบิด โดยกลุ่มคนที่อยู่ในกิจกรรมขบวนแห่ครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนคนรุ่นหนุ่มสาวทั้งหญิงและชาย ใช้รถกระบะเป็นพาหนะในขบวนแห่ และเปิดเพลงภาษามลายูหรือภาษาอาหรับในกิจกรรมอย่างอึกทึกอีกด้วย จากการตรวจสอบยืนยันว่า กิจกรรมขบวนแห่ครั้งนี้ เกิดขึ้นใน 12 ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นการเฉลิมฉลองหลังจากฉลอง Aidil Adha (อีดิ้ลอัฎฮา) ในพื้นที่ปลายด้ามขวานของประเทศไทย โดยชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ ต.ดุซงยอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดยอ้างว่า เป็นกิจกรรมที่ต้องการสร้างความสามัคคีในความหลากหลาย ที่สะท้อนความเป็นจริงหลากหลายเชื้อชาติ หลายศาสนา และมุ่งเน้นความหลากหลายวัฒนธรรมของปาตานีเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมนี้ย่อมไม่ใช่กิจกรรมธรรมดา เพราะมีการแฝงเร้นแอบซ่อนความหมายของความขัดแย้งแตกต่างและวิธีคิดของกลุ่มคนในพื้นที่ที่เห็นชัดเจนว่า พวกเขาต้องการสื่อสารความหมายที่แฝงไว้ซึ่งการดำรงอยู่ของการต่อสู้ทางความคิดกับรัฐอย่างเหนียวแน่นเข้มข้นบนความแนบเนียนยิ่ง กิจกรรมล่าสุดนี้ ยังถูกตีความให้เห็นถึงความต้องการที่แอบซ่อนอยู่โดยแกนนำคนหนึ่งของกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านเด็กและผู้ใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เห็นว่ากิจกรรมในลักษณะนี้ขาดการตระหนักถึงเรื่องราวรูปแบบของกิจกรรมที่เหมาะสมต่อเด็กและผู้หญิงในพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้งอยู่อย่างเข้มข้นแม้ว่าการก่อเหตุรุนแรงจะลดน้อยถอยลง หากแต่การขับเคลื่อนการสร้างความเห็นต่างของคนในพื้นที่กับรัฐก็ยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้น ผ่านสื่อ Social อย่างแนบเนียนและทรงพลังในการถ่ายทอดวิธีคิดความเห็นต่าง ส่งต่อความขัดแย้งกับรัฐอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมขบวนแห่ครั้งนี้มีการแต่งกายในแบบของคนในปาตานี ประกอบอาวุธนานาชนิด ทั้งผู้หญิงและเด็กถือปืน ถืออาวุธสงคราม ทำให้แกนนำองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านเด็กและสตรี จึงเห็นว่าเป็นการชักนำทางความคิดที่นิยมความรุนแรงให้เกิดกับเด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อเหตุรุนแรงต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่ และต่างประเทศ เช่น ไอเอส หรือกลุ่มตาลีบัน เพราะในกิจกรรมก็มีการพูดถึงตาลีบันด้วย ปรากฏการณ์การแสดงออกผ่านกิจกรรมในโอกาสต่างๆ จึงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาที่ฝ่ายความมั่นคงจะละเลยหรือเพิกเฉย ไม่สนใจในความหมายที่แอบซ่อนอยู่ได้ เพราะแม้ว่าจะเป็นกิจกรรมการแสดงออกของเยาวชนชายและหญิงในพื้นที่แห่งนี้ที่ไม่ทีความหมายในแง่ของการก่อเหตุรุนแรงทางกายภาพ หากแต่กิจกรรมในลักษณะนี้ เป็นการก่อตัวของความเห็นต่าง แค้นเคือง บ่มเพาะความรุนแรงให้เกิดขึ้นในมโนสำนึกของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ และแม้ว่าจะไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐอย่างรุนแรงในแง่ของการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐ แต่ก็เป็นไปได้สูงว่า ขบวนการบ่งแยกผู้คนในพื้นที่กับรัฐ หาได้หยุดยั้งการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสระในการอยู่กันเองของคนในพื้นที่อย่างที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าใจอย่างนั้นไม่ เพราะการแสดงออกในแบบที่หมิ่นแหม่ต่อการสร้างความแตกต่างของคนในขบวนแห่งกับคนส่วนใหญ่ในประเทศทั้งการแต่งกาย และการใช้สิ่งของจำลองอาวุธนานาชนิด เป็นการบ่งบอกว่า คนในพื้นที่ยังคงมีความคิดในการต่อสู้กับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการ โดยการบ่มเพาะความเห็นต่างอย่างต่อเนื่องจนสามารถสืบทอดการต่อสู้กับรัฐได้ยาวนานอย่างเหลือเชื่อ โดยเปลี่ยนเป็นเน้นการเตรียมความพร้อมในการต่อสู้ทางความคิดกับรัฐผ่านเวทีการพูดคุยสันติสุขที่กำลังขับเคลื่อนไปอย่างเข้มข้น หน่วยงานรัฐจึงควรตระหนักว่าการต่อสู้ในพื้นที่แห่งนี้ ยังไม่จบลงง่ายๆ อย่างที่คิด
เสือตัวที่ 6 |

ผลกระทบ

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้กันอย่างเข้มข้นในทุกมิติของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ที่มียูเครนเป็นตัวแสดงแทนชาติตะวันตก ไม่เฉพาะด้านการทหารที่ทำลายล้างกันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์อันทันสมัย ได้สร้างความสูญเสียชีวิตทหารตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวยูเครนเท่านั้น หากแต่กำลังทำลายล้างสภาวะทางเศรษฐกิจไม่เฉพาะต่อประเทศคู่สงครามและภูมิภาคยุโรปเท่านั้น แต่ได้ลุกลามขยายผลกระทบไปยังทุกประเทศในโลกขณะนี้ในวงกว้างให้ได้รับความไม่มั่นคงในการดำรงชีวิตทั้งวิกฤตด้านพลังงาน วิกฤตด้านอาหาร และวิกฤตต่อโอกาสในการก้าวข้ามผ่านผลกระทบจากโรคระบาดร้ายแรงที่ผ่านมา รวมทั้งทำลายโอกาสในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของมวลมนุษยชาติให้หมิ่นเหม่ต่อหายนะในอีกไม่ช้า การต่อสู้ที่มุ่งเอาชนะกันของมหาอำนาจเพื่อแสวงหาและรักษาไว้ซึ่งความเป็นมหาอำนาจผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดหนึ่งเดียวในโลก ได้ส่งผลกระทบโดยตรงของคนในโลกอย่างชัดเจนในทุกวันนี้อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก การมุ่งเอาชนะทั้งทางทหารและการตัดกำลังทางเศรษฐกิจด้วยการคว่ำบาตรการค้าต่อคู่สงครามของสหรัฐฯ ที่กระทำต่อรัสเซีย ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกประเทศในโลกให้ได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้าอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลง รวมทั้งก๊าซธรรมชาติที่มีราคาสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อที่ถีบตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ของทุกประเทศในโลกไม่เว้นแม้กระทั่งมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เอง ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อสงครามทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียโดยตรงเองก็ตาม ทั้งยังมีแนวโน้มจะหนักหนาสาหัสมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ หากมหาอำนาจทั้งหลายไม่ยับยั้งชั่งใจในการเอาชนะกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาในเร็ววัน ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้กล่าวเตือนว่ามาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวนำนั้น จะก่อให้เกิดหายนะด้านพลังงานของโลก ที่แน่นอนว่าจะผลักดันให้ราคาอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างสูงอันจะมีผลกระทบในวงกว้างต่อมวลมนุษยชาติทั่วโลกโดยประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูตินย้ำอย่างชัดเจนว่าการที่ชาติตะวันตกซึ่งนำโดยสหรัฐฯ พยายามให้เกิดการลดการใช้พลังงานจากรัสเซีย นั่นเองที่กำลังทำให้ตลาดโลกต้องเผชิญกับราคาน้ำมันและก๊าซที่ถีบตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตก ที่กำลังเปิดสงครามทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียเพื่อต่อต้านการปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียต่อยูเครนนั้น กลับส่งผลกระทบอันเลวร้ายต่อประเทศที่ประกาศใช้มาตรการเหล่านั้นกับรัสเซียเอง ซึ่งรัสเซียกลับแทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลย ทั้งยังย้ำเตือนว่าการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการค้าเพิ่มเติมต่อรัสเซียมากเพียงใด สถานการณ์อันเลวร้ายจะยิ่งส่งผลกระทบซ้ำเติมสถานการณ์ในตลาดพลังงานของโลกโดยรวมให้เลวร้ายลงไปอีกเป็นร้อยเท่าพันทวี สำหรับผลกระทบอันเลวร้ายที่ทำให้สถานการณ์ราคาพลังงานในยุโรป เริ่มมีแนวโน้มถีบตัวสูงขึ้นมาตั้งแต่ปี 2564 เนื่องจากผู้ผลิตไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันหลังจากปรับลดลงไปในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานกลับถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและปัจจุบันราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปได้ปรับทะยานเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัวนับตั้งแต่ที่รัสเซียส่งกำลังทหารบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ และมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการที่รัสเซียได้หยุดส่งก๊าซให้กับหลายประเทศในยุโรป ทั้งบัลแกเรีย โปแลนด์ และฟินแลนด์ รวมทั้งบริษัทด้านพลังงานของเยอรมนี เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากประเทศเหล่านั้น ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัสเซียที่กำหนดให้ชำระค่าก๊าซด้วยสกุลเงินรูเบิลของรัสเซีย ผลกระทบอันเลวร้ายได้พอกพูนทวีขึ้นเป็นเงาตามตัวของห้วงเวลาที่ผ่านไปควบคู่กับสถานการณ์การสู้รบทางทหารระหว่างรัสเซียกับชาติมหาอำนาจผ่านตัวแทนอย่างยูเครนที่นับวันยิ่งล่อแหลมต่อหายนะของทุกประเทศในโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุด รายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่าบริษัทก๊าซพรอม ผู้ประกอบการด้านก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของรัสเซีย ประกาศเริ่มระงับดำเนินงานท่อส่งก๊าซ นอร์ดสตรีม 1ในขั้นต้นจะระงับการส่งก๊าซเป็นเวลา 10 วัน จนถึงวันที่ 21 ก.ค. นี้ โดยอ้างว่าเพื่อการซ่อมบำรุงประจำปีตามกำหนด โดยปัจจุบัน ท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 1 นี้ มีความยาวถึง 1,222 กิโลเมตร นับเป็นท่อส่งก๊าซใต้ทะเลซึ่งมีความยาวที่สุดในโลก โดยลอดผ่านใต้ทะเลดำมายังภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมนี และเป็นหนึ่งในสองเส้นทางส่งก๊าซสายสำคัญระหว่างรัสเซียกับยุโรป ขณะที่กระทรวงพลังงานในกรุงเบอร์ลินออกแถลงการณ์ ว่าปิดการส่งก๊าซผ่านท่อนอร์ดสตรีม 1 นับแต่วันที่ประกาศปิดท่อส่งก๊าซดังกล่าว ด้านนายโรแบร์ต ฮาเบค รมว.เศรษฐกิจของเยอรมนี กล่าวว่า การประกาศระงับดำเนินงานท่อส่งก๊าซ นอร์ดสตรีม 1 ของรัสเซียอันเป็นเส้นทางส่งก๊าซสายสำคัญระหว่างรัสเซียกับยุโรป มายังภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมนีและยุโรปหนนี้ จะสร้างผลกระทบให้เกิดสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดต่อเยอรมนีและชาติตะวันตกในยุโรปเป็นอย่างมาก แม้สหภาพยุโรป ได้เตรียมการต่อสถานการณ์อันเลวร้ายครั้งนี้ไว้แล้ว โดยให้สหรัฐทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว ( แอลเอ็นจี) อย่างน้อย 15,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในสิ้นปี 2565 ก่อนขยายเป้าหมายระยะยาวของข้อตกลงจนถึงปี 2573 คือการที่สหรัฐฯต้องส่งแอลเอ็นจีให้แก่ยุโรป ในปริมาณปีละประมาณ 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อร่วมมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียในกรณีบุกยูเครนตามคำร้องขอของสหรัฐฯ หากแต่โครงสร้างพื้นฐานของยุโรปยังไม่พร้อมตัดขาดการพึ่งพิงพลังงานของรัสเซียในเร็ววัน และที่สำคัญชาติมหาอำนาจยุโรป ไม่คาดคิดว่า รัสเซียจะเดินเกมรุกด้วยการระงับการส่งก๊าซมายังยุโรปเร็วกว่าที่คิดไว้ในลักษณะนี้ และนี่คือผลกระทบจากการชิงไหวชิงพริบ รุกไล่เอาชนะกันในการทำสงครามทางทหารและทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างชาติมหาอำนาจของโลกที่หมายจะชิงการนำของโลกอย่างเข้มข้น หากแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงประเทศในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งแย่งชิงกันอยู่ในขณะนี้เท่านั้น แต่ผลการทบจากการทำสงครามทุกรูปแบบของประเทศในโลกระหว่างมหาอำนาจในโลกยุคประจุบันได้เชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกอย่างเหนียวแน่น ซึ่งทุกชีวิตบนโลกใบนี้ได้รับผลกระทบเหล่านั้นอย่างแสนสาหัสในขณะนี้ และต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อันส่งผลกระทบอันเลวร้ายลงเรื่อยๆ หากสงครามครั้งนี้ยังหาทางลงไม่ได้
เสือตัวที่ 6 |

ปลายทางที่แตกต่าง

ตีโฉบฉวย / เสือตัวที่ 6 การดำเนินการตามแนวทางของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐกับกลุ่มเห็นต่างกับรัฐนั้น หาได้มีเป้าหมายปลายทางเดียวกันอย่างแท้จริงไม่ เพราะในขณะที่รัฐต้องการเป้าหมายของกระบวนการพูดคุยเพื่อหลอมรวมแนวคิดที่แตกต่างไปสู่แนวทางการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดด้วยการแสวงหาหนทางแก้ปัญหาทั้งหลายด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานการอยู่ภายใต้อธิปไตยเดียวกันของรัฐไทยอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่กลุ่มต่างๆ ของผู้เห็นต่างจากรัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานเหล่านั้น มีเป้าหมายปลายทางสุดท้ายที่ต้องการการปกครองที่เป็นอิสระจากรัฐและต้องการที่จะปกครองกันเองของคนในพื้นที่ ตามแบบฉบับที่พวกเขาต้องการอันเป็นเอกลักษณ์ที่จะบ่งบอกได้ว่า พวกเขามีอิสระอย่างแท้จริงจากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นภาษาราชการที่ใช้ ระบบกฎหมายอิสลาม ระบบศาลยุติธรรม และวิถีชีวิตอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง และด้วยกลุ่มความเห็นต่างกับรัฐในพื้นที่แห่งนี้ได้วิวัฒนาการแตกออกไปเป็นหลากหลายกลุ่มหลายพวก หากแต่ละกลุ่มแท้จะมีเป้าหมายปลายทางที่คล้ายกันในลักษณะที่เป็นอิสระจากรัฐในรูปแบบของตนเอง แต่ก็มีแนวคิดในการต่อสู้กับรัฐที่แตกต่างกัน บางกลุ่มก็มีแนวโน้มเข้ารวมเดินทางบนเส้นทางพูดคุยสันติสุขกับรัฐ ในขณะที่บางกลุ่มยังคงเหนียวแน่นในวิถีการต่อสู้ด้วยความรุนแรงอย่างเหนียวแน่นสุดโต่ง และที่สำคัญคือกลุ่มของตนต้องมีพื้นที่ในเวทีของกระบวนการพูดคุยกับรัฐตั้งแต่ต้นกับรัฐอย่างเป็นทางการเฉกเช่นเดียวกับกลุ่ม BRN ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐทั้งที่ผ่านมาและในห้วงหลังๆ มานี้ ปฏิกิริยาของการก่อเหตุร้ายในห้วงนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐเห็นว่า กลุ่ม BRN ไม่ใช่ตัวแทนของขบวนการต่อสู้กับรัฐอย่างเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว และรัฐต้องรับรู้ว่า ขบวนการต่อสู้กับรัฐไทยตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น กลุ่มคนที่มีความเห็นต่างจากรัฐ มีอุดมการณ์หรือแนวคิดที่ไม่ได้เป็นเอกภาพหนึ่งเดียว การต่อสู้กับรัฐอันยาวนาน ได้ทำให้คนในขบวนการแตกตัวออกไปตั้งกลุ่มใหม่หลากหลายกลุ่ม และต่างฝ่ายต่างมีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐในหลายมิติอย่างเป็นระบบ นี่คือความสลับซับซ้อนของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐกับกลุ่มเห็นต่างจากรัฐที่มีความแตกต่างหลากหลายยิ่ง กระบวนการแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รัฐคาดหวังไว้ว่า เป้าหมายปลายสุดท้ายของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขขั้นคือ การยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธในที่สุด และมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งคับข้องใจของคนในพื้นที่โดยเฉพาะบรรดาแกนนำขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ด้วยการปรึกษาหารือพูดคุยกันด้วยสันติวิธีระหว่างคณะผู้แทนของรัฐ กับผู้แทนกลุ่มแบ่งแยกการปกครองทุกกลุ่มทุกฝ่ายโดยเริ่มที่กลุ่ม BRN ที่อาจลดทอนระดับความรุนแรงในการก่อเหตุร้ายลงให้มากที่สุดก่อนเป็นลำดับแรกหากพูดคุยกับกลุ่ม BRN ได้ลงตัว และอาจเป็นวิถีทางนำร่องให้กลุ่มเห็นต่างอื่นๆ ต้องเข้ามาเดินตามแนวทางดังกล่าวในที่สุดได้ด้วย โดยความเห็นชอบร่วมกันของกลุ่มเห็นต่างในพื้นที่ผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือผสมผสานความต้องการของทุกฝ่ายบนโต๊ะเจรจา อันจะนำไปสู่การตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงเฉกเช่นที่ผ่านมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และนี่คือเป้าหมายปลายทางของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐที่คาดหวังว่าจะเป็นหนทางไปสู่การนำสันติสุขกลับคืนมาสู่พื้นที่แห่งนี้อันเป็นเป้าหมายปลายทางสุดท้ายได้อย่างแท้จริง               หลังจากสิ้นสุดการลดความรุนแรงระหว่างฝ่ายรัฐบาลไทยกับ BRN หลังจากมีการพูดคุยสันติภาพ  ประชาชนในพื้นที่เชื่อว่าถึงจะมีการพูดคุย โจรใต้ก็ก่อเหตุอยู่ดี เพราะมันคือหน้าที่ของเขาในการสร้างความเดือนร้อนสร้างความรุนแรงสร้างความสูญเสียเพื่อแสดงตัวตนของกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มพูโล ที่ต้องการขยายอำนาจและมีส่วนร่วมในการพูดคุย ครั้งนี้ ปรากฏการณ์ที่นายกัสตูรี มาห์โกตา ผู้นำกลุ่มเห็นต่างที่ชื่อ องค์การปลดปล่อยสหปาตานี (PULO-MKP) กล่าวว่ากลุ่มพูโลนี้ มีศักยภาพอย่างเต็มเปี่ยมที่พร้อมจะต่อสู้กับรัฐในทุกรูปแบบหากกลุ่มตนถูกละเลยหรือถูกมองข้ามจากรัฐ จากปฏิกิริยาที่ผ่านมานี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าไม่อาจคาดหวังในผลสัมฤทธิ์อันสวยงามของรัฐได้ว่า เมื่อกระบวนการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่ม BRN สำเร็จลง ที่รัฐกำลังคาดหวังปลายทางสุดท้ายของยุทธศาสตร์นี้ไว้อย่างสวยหรูว่าจะสมารถยุติความขัดแย้งด้วยอาวุธหรือนำความสงบสุขมาสู่พื้นที่แห่งนี้ได้หรืออย่างน้อยก็น่าจะลดศักยภาพการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรงจากผู้เห็นต่างของกลุ่มอื่นๆ ได้ หากแต่แท้ที่จริงแล้วปฏิกิริยาการแสดงศักยภาพของกลุ่มต่างๆ เช่นที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มพูโลนี้ กำลังแสดงให้เห็นว่า กลุ่มพูโลเป็นอีกกลุ่มหนึ่งในหลายๆ กลุ่มที่ต่อสู้กับรัฐตามอุดมการณ์และความต้องการจุดหมายปลายทางของการต่อสู้ ให้รัฐเห็นชัดเจนว่า พวกเขามีตัวตนอยู่จริงในพื้นที่แห่งนี้ ทั้งยังสื่อให้รัฐได้รับรู้ว่าอย่าได้ละเลยพวกเขาในเวทีการพูดคุยไม่ว่าจะเป็นหนไหนเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นปลายทางสุดท้ายที่รัฐคาดหวังก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดกลุ่ม BRN ได้ออกมาประกาศท่าทีที่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขของกลุ่มขบวนการนี้กับรัฐ ที่ดูจะมีเป้าหมายเดียวกันกล่าวคือ คืนสันติสุขสู่พี่น้องในพื้นที่แห่งนี้ หากแต่ว่าแท้ที่จริงแล้วเป้าหมายปลายทางสุดท้ายของรัฐนั้นมุ่งหวังความสันติสุขท่ามกลางความแตกต่างบนความเป็นรัฐเดียวกัน ในขณะที่กลุ่มขบวนการทั้งหลาย มุ่งหมายที่จะมีสันติสุขบนความเป็นรัฐปกครองตนเองในแบบของตนเอง โดย เจ๊ะมูดอ บินเจ๊ะเตะ  ผู้อาวุโสสูงสุดในคณะเจรจาของขบวนการฯ พูดในงานเสวนาออนไลน์ “ภาพอนาคตปาตานี/ชายแดนใต้” (SCENARIO PATANI) เมื่อ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญว่า การปกครองตนเองอย่างอิสระของคนปาตานีในอนาคต ต้องมีกฎหมายของตนเองทุกด้าน มีศาลของตัวเองและผู้แทนรัฐสภาจากการเลือกตั้งของตัวเอง รวมทั้งและภาษีของตนเอง และย้ำว่า จะต้องได้เขตดินแดนภายใต้สนธิสัญญาแองโกล-สยาม ที่ระบุไว้ในปี 1909 นับตั้งแต่สยามทำสัญญากับอังกฤษ นั่นคือบางพื้นที่ของสตูล และบางส่วนของสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นดินแดนที่เรียกร้องในอนาคต นั่นคือการยอมรับประชาชนเชื้อสายมลายู ตามแนวการเมือง ณ ปัจจุบัน ที่เริ่มจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่เป็นเอกราชในที่สุด เหล่านี้คือความยากของความสำเร็จในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่คาดหวัง ด้วยแต่ละฝ่ายล้วนมีเป้าหมายปลายทางของกระบวนการพูดคุยที่แตกต่างระหว่างกันอย่างชัดเจน
เสือตัวที่ 6 |

ยากกว่าที่คิด

เสือตัวที่ 6 การดับไฟใต้ในพื้นที่ปลายด้ามขวานนั้น มีกระบวนการสำคัญประการหนึ่งคือการพูดคุยสันติสุขเพื่อมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งคับข้องใจของคนในพื้นที่โดยเฉพาะบรรดาแกนนำขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ด้วยการปรึกษาหารือพูดคุยกันด้วยสันติวิธีระหว่างคณะผู้แทนของรัฐ กับผู้แทนกลุ่มแบ่งแยกการปกครองในนามกลุ่ม BRN โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อยุติหรืออย่างน้อยก็บรรเทาความรุนแรงจากการใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกันโดยเฉพาะการกระทำจากฝ่าย BRN โดยความเห็นชอบร่วมกันของกลุ่มเห็นต่างในพื้นที่ผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือผสมผสานความต้องการของทุกฝ่ายบนโต๊ะเจรจา อันจะนำไปสู่การตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงเฉกเช่นที่ผ่านมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และนี่คือเป้าหมายปลายทางของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐที่คาดหวังว่าจะเป็นหนทางไปสู่การนำสันติสุขกลับคืนมาสู่พื้นที่แห่งนี้อันเป็นเป้าหมายปลายทางสุดท้ายได้อย่างแท้จริง                หากแต่ว่าการดำเนินการตามแนวทางของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐกับกลุ่มเห็นต่างกับรัฐนั้น หาได้ง่ายดายตามมโนภาพที่สร้างขึ้นหรือไม่ เพราะแท้ที่จริงแล้วกระบวนการพูดคุยเพื่อนำสันติสุขมาสู่พื้นที่นั้น ต้องได้รับการยอมรับจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่แตกตัวออกไปเป็นกลุ่มต่างๆ ในการต่อสู้กับรัฐ และกลุ่มต่างๆ เหล่านั้นต้องมีพื้นที่ในเวทีของกระบวนการพูดคุยกับรัฐตั้งแต่ต้น ซึ่งกลุ่มตนจะต้องเป็นกลุ่มหนึ่งในการพูดคุยกับรัฐอย่างเป็นทางการเฉกเช่นเดียวกับกลุ่ม BRN ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐทั้งที่ผ่านมาและในห้วงหลังๆ มานี้ ปฏิกิริยาของการก่อเหตุร้ายในห้วงนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐเห็นว่า กลุ่ม BRN ไม่ใช่ตัวแทนของขบวนการต่อสู้กับรัฐอย่างเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว และรัฐต้องรับรู้ว่า ขบวนการต่อสู้กับรัฐไทยตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น กลุ่มคนที่มีความเห็นต่างจากรัฐ มีอุดมการณ์หรือแนวคิดที่ไม่ได้เป็นเอกภาพหนึ่งเดียว การต่อสู้กับรัฐอันยาวนาน ได้ทำให้คนในขบวนการแตกตัวออกไปตั้งกลุ่มใหม่หลากหลายกลุ่ม และต่างฝ่ายต่างมีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐในหลายมิติอย่างเป็นระบบ เหล่านี้คือความสลับซับซ้อนของกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐกับกลุ่มเห็นต่างจากรัฐที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด   กลุ่มเห็นต่างที่มีอยู่อย่างหลากหลาย ที่มีทั้งการแสดงตัวตนและที่ยังไม่แสดงตัวตน ต่างมีศักยภาพในการต่อสู้ตามที่ตนถนัดและนิยมชมชอบ และเมื่อใดที่การพูดคุยดำเนินไปจนมีแนวโน้มว่าผลการพูดคุยอาจจะไม่เป็นไปตามที่กลุ่มตนคิดหรือคาดหวัง คนเหล่านี้ก็พร้อมที่จะปลีกตัวออกมาจัดตั้งกลุ่มใหม่ และมีอิสระในการแสดงออกซึ่งความมีตัวตนของกลุ่มตนได้ทุกรูปแบบตามแต่โอกาสและจังหวะจะอำนวย การก่อเหตุรุนแรงให้เห็นเป็นระยะๆ หนักบ้าง เบาบ้างตามแต่โอกาสและจังหวะจะอำนวย เพื่อต้องการแสดงตัวตนของกลุ่มตนที่กำลังถูกละเลยหรือมองข้ามจากรัฐ คนกลุ่มนี้พร้อมก่อเหตุใดๆ ได้ตลอดเวลา แม้ว่าท่าทีของรัฐและกลุ่ม BRN จะมีแนวโน้มของการยุติความรุนแรงชั่วคราวระหว่างความพยายามในการพูดคุยที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น    เพื่อให้เกิดบรรยากาศการพูดคุยของทั้งสองฝ่ายให้เป็นไปตามแนวทางรอมฎอนสันติสุขที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน หากแต่ว่ากลุ่มเห็นต่างจากรัฐนั้นหาใช่มีเพียงกลุ่ม BRN ไม่ และกลุ่ม BRN ก็ไม่ได้เป็นผู้นำกลุ่มเห็นต่างในพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มเห็นต่างอื่นๆ ต่างก็มีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐอย่างเป็นอิสระอย่างเต็มที่        ปรากฏการณ์ที่นายกัสตูรี มาห์โกตา ผู้นำกลุ่มเห็นต่างที่ชื่อ องค์การปลดปล่อยสหปาตานี (PULO-MKP) กล่าวกับเบนาร์นิวส์ อ้างว่าเหตุวางระเบิดที่สายบุรีและในอีกหลายจุดที่ผ่านมานั้น เป็นฝีมือจากการกระทำของกลุ่มพูโล ที่ทำไปเพื่อเรียกร้องให้คณะพูดคุยของรัฐไทยนั้น ต้องเจรจากับฝ่าย   ผู้เห็นต่างทุกกลุ่ม ไม่ใช่พูดคุยเจรจากับกลุ่ม BRN เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น และนาย นายกัสตูรี ยังกล่าวอีกว่า การก่อเหตุรุนแรงในแต่ละครั้งที่ผ่านมา เป็นฝีมือของปีกหนึ่งของพูโลที่วางระเบิด โดยกลุ่มพูโล มีเครือข่ายกองกำลัง 5 ปีก ในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยแต่ละปีกจะมีอิสระในการต่อสู้ในเขตรับผิดชอบของตน และกลุ่มพูโลนี้ มีศักยภาพอย่างเต็มเปี่ยมที่พร้อมจะต่อสู้กับรัฐในทุกรูปแบบหากกลุ่มตนถูกละเลยหรือถูกมองข้ามจากรัฐ จากปฏิกิริยาที่ผ่านมานี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าไม่อาจคาดหวังในผลสัมฤทธิ์อันสวยงามของรัฐได้ว่า เมื่อกระบวนการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่ม BRN สำเร็จลง ที่รัฐกำลังคาดหวังปลายทางสุดท้ายของยุทธศาสตร์นี้ไว้อย่างสวยหรูว่าจะสมารถยุติความขัดแย้งด้วยอาวุธหรือนำความสงบสุขมาสู่พื้นที่แห่งนี้ได้หรืออย่างน้อยก็น่าจะลดศักยภาพการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรงจากผู้เห็นต่างของกลุ่มอื่นๆ ได้ หากแต่แท้ที่จริงแล้วปฏิกิริยาการแสดงศักยภาพของกลุ่มต่างๆ เช่นที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มพูโลนี้ กำลังแสดงให้เห็นว่า กลุ่มพูโลเป็นอีกกลุ่มหนึ่งในหลายๆ กลุ่มที่ต่อสู้กับรัฐตามอุดมการณ์และความต้องการจุดหมายปลายทางของการต่อสู้ ที่ส่งสัญญาณแรงๆ ให้รัฐเห็นชัดเจนว่า พวกเขามีตัวตนอยู่จริงในพื้นที่แห่งนี้ ทั้งยังสื่อให้รัฐได้รับรู้ว่าอย่าได้ละเลยพวกเขาในเวทีการพูดคุยไม่ว่าจะเป็นหนไหนเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นปลายทางสุดท้ายที่รัฐคาดหวังก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น                ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดกลุ่ม BRN ได้ออกมาประกาศท่าทีที่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขของกลุ่มขบวนการนี้กับรัฐ ที่ดูจะมีเป้าหมายเดียวกันกล่าวคือ คืนสันติสุขสู่พี่น้องในพื้นที่แห่งนี้ หากแต่ว่าแท้ที่จริงแล้วเป้าหมายปลายทางสุดท้ายของรัฐนั้นมุ่งหวังความสันติสุขท่ามกลางความแตกต่างบนความเป็นรัฐเดียวกัน ในขณะที่กลุ่มขบวนการทั้งหลาย มุ่งหมายที่จะมีสันติสุขบนความเป็นรัฐปกครองตนเองในแบบของตนเอง โดย เจ๊ะมูดอ บินเจ๊ะเตะ  ผู้อาวุโสสูงสุดในคณะเจรจาของขบวนการฯ พูดในงานเสวนาออนไลน์ “ภาพอนาคตปาตานี/ชายแดนใต้” (SCENARIO PATANI) เมื่อ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญว่า การปกครองตนเองอย่างอิสระของคนปาตานีในอนาคต ต้องมีกฎหมายของตนเองทุกด้าน มีศาลของตัวเองและผู้แทนรัฐสภาจากการเลือกตั้งของตัวเอง รวมทั้งและภาษีของตนเอง และย้ำว่า จะต้องได้เขตดินแดนภายใต้สนธิสัญญาแองโกล-สยาม ที่ระบุไว้ในปี 1909 นับตั้งแต่สยามทำสัญญากับอังกฤษ นั่นคือบางพื้นที่ของสตูล และบางส่วนของสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นดินแดนที่เรียกร้องในอนาคต นั่นคือการยอมรับประชาชนตามแบบของตนเชื้อสายมลายู ที่มีการเมืองชัดเจนในการเป็นประเทศที่เป็นเอกราชในที่สุด ความหลากหลายของกลุ่มเห็นต่างและเป้าหมายปลายทางของกระบวนการพูดคุยที่แตกต่างระหว่างกันอย่างสุดโต่ง คือความสำเร็จในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่ยากเกินกว่าที่คิด
เสือตัวที่ 6 |