รูปแบบที่แตกต่าง

เสือตัวที่ 6 กระบวนการการพูดคุยเพื่อนำสันติสุขมาสู่คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ เดินหน้ามาอย่างยาวนาน บนความพยายามของทั้งฝ่ายรัฐและกลุ่มเห็นต่างมาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ แม้บนเส้นทางของการพูดคุยในระดับผู้แทนรัฐบาลไทยจะขับเคลื่อนการพูดคุยควบคู่ไปกับเวทีพูดคุยในระดับภูมิภาคที่มีแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐจะพยายามทำงานกันอย่างเข้มข้น หากแต่ในความพยายามทั้งหลายเหล่านั้น ก็มีการส่งสารต่างๆ ผ่านมาให้ฝ่ายรัฐได้รับรู้อย่างไม่เป็นทางการอย่างต่อเนื่อง ข้อเรียกร้องและเงื่อนไขความต้องการต่างๆ ของฝ่ายเห็นต่างจากรัฐ ได้ถูกส่งผ่านมายังเวทีทางวิชาการต่างๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการยกระดับมาตรฐานกระบวนการพูดคุยสันติภาพหรือสันติสุขให้มีมาตรฐานสากล โดยอาจจะแอบแฝงความต้องการของฝ่ายขบวนการให้เกิดการยกระดับให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพหรือสันติสุขครั้งนี้ ให้เป็นเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งแน่นอนว่าภาครัฐย่อมไม่เห็นด้วยกับวาทกรรมของฝ่ายเห็นต่างจากรัฐในประเด็นดังกล่าว หรือแม้กระทั่งกระบวนการพูดคุยที่ฝ่ายเห็นต่างจากรัฐ เรียกร้องให้มีประเทศตัวกลางอื่นๆ เข้ามามีบทบาทในการพูดคุยสันติภาพหรือสันติสุขให้มากขึ้นกว่าที่จะมีประเทศมาเลเซียเพียงประเทศเดียวในการเป็นตัวกลางในการพูดคุยระหว่างรัฐกับกลุ่มเห็นต่าง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วกระบวนการพูดคุยสันติสุขครั้งนี้ ประเทศมาเลเซียเป็นเพียงประเทศผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยระหว่างรัฐกับกลุ่มเห็นต่างเท่านั้น หาได้เป็นตัวกลางในการเจรจาแต่อย่างใดไม่ นอกจากนั้น ข้อเรียกร้องอย่างไม่เป็นทางการที่มีขึ้นตลอดห้วงเวลานอกเหนือจากเวทีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ ยังมีประเด็นร้อนๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้รัฐยอมให้คนในพื้นที่มีการใช้กฎหมายอิสลามเป็นกฎกติกาในการปกครองดูแลของคนในพื้นที่เอง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าพื้นที่แห่งนั้น มีความเป็นอิสระหรือจะเรียกว่ามีอธิปไตยเป็นของตนเองซึ่งรัฐเองย่อมยอมได้เป็นอันขาด หรือการพยายามยื่นข้อเรียกร้องแสดงให้เห็นความต้องการของคนในพื้นที่อย่างมีนัยแอบแฝงว่า คนในพื้นที่ต้องการสันติสุข ลดความรุนแรงด้วยการให้รัฐถอนกองกำลังติดอาวุธออกไปจากพื้นที่ โดยอ้างว่าความรุนแรงในพื้นที่ทั้งหลายที่ผ่านมา เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น ทั้งการใช้กฎหมายพิเศษ การไล่ล่า การปิดล้อมตรวจค้น และการใช้กำลังเข้าบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ทั้งที่ความรุนแรงหลายครั้งหลายหน เกิดจากกลุ่มคนหัวรุนแรงแนวคิดสุดโต่งของขบวนการเป็นฝ่ายก่อเหตุร้ายต่อต้านอำนาจรัฐ และพยายามส่งสารให้รัฐและประชามโลกได้รับรู้ถึงความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่ตลอดมา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ย่อมชี้ชัดว่า กลุ่มคนเห็นต่างจากรัฐเหล่านี้ มีเป้าประสงค์หลักในกระบวนการพูดคุยสันติสุขหรือการเจรจาสันติภาพที่น่าจะย้อนแย้งกับความต้องการสันติภาพอย่างที่ฝ่ายขบวนการพยายามสื่อสารให้ประชาคมโลกได้แลเห็น แม้แต่ชื่อเรียกกระบวนการนี้ที่ฝ่ายรัฐจะใช้คำว่า การพูดคุยสันติสุข เพื่อชี้ให้เห็นว่า เป็นการพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยคนในพื้นที่ประเทศนี้เอง ในขณะที่กลุ่มเห็นต่าง พยายามใช้คำเรียกกระบวนการนี้ว่า การเจรจาสันติภาพ เพื่อต้องการยกระดับการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งนี้ขึ้นสู่ระดับสากล ทั้งยังต้องการยกระดับสถานะของฝ่ายขบวนการนี้ ให้ทัดเทียมกับสถานะของรัฐอันเป็นนัยที่สำคัญของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชในการปกครองของขบวนการตามต้องการในที่สุด ในขณะที่ความพยายามสร้างเวทีและโอกาสในการเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเพื่อการแสวงหาทางออกของปัญหาที่ไม่เข้าใจระหว่างกันตามวิถีทางของสันติวิธี โดยที่รัฐมีเป้าหมายสำคัญคือ การหลอมรวมความคิดความเห็นที่แตกต่างตามแนวทางที่เรียกกันว่าพหุวัฒนธรรมอันสวยงาม เป็นประตูสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขท่ามกลางความแตกต่างทั้งหลายที่แกนนำขบวนการหัวคิดสุดโต่งกลุ่มหนึ่ง ยังคงพยายามยื่นข้อเรียกร้องหรือเงื่อนไขต่างๆ ที่พยายามชี้ให้เห็นว่า เป็นความต้องการของคนในพื้นที่ ซึ่งนั่นยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งในการก้าวไปสู่ความสำเร็จของกระบวนการพูดคุยสันติสุขได้ยากมากขึ้น บนความพยายามแสวงหาทางออกของปัญหาความขัดแย้งตามกระบวนการพูดคุยสันติสุขดังกล่าวนั้น ยังคงมีอุปสรรคจากการตั้งเงื่อนไข ข้อเรียกร้องของฝ่ายเห็นต่าง ผ่านมายังเวทีเสวนาวิชาการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากแถลงการณ์ (อับดุล คาริม  ฝ่ายข้อมูล) ของบีอาร์เอ็น เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2565 ยังคงชี้ชัดถึงความคิดความเห็นที่แตกต่างอย่างสุดโต่งบนเส้นทางพูดคุยสันติสุขอย่างลุ่มลึก ทั้งยังแอบซ่อนความขัดแย้งปะปนไปกับการปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังระหว่างคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยแถลงการณ์ของบีอาร์เอ็นดังกล่าว ได้แอบซ่อนความเกลียดชังอย่างรุนแรง สร้างความหวาดระแวงหน่วยงานของรัฐให้เกิดขึ้นในความคิดและจิตใจของคนในพื้นที่แห่งนี้ในวงกว้าง ด้วยการสร้างวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชัง ผ่านข้อความกล่าวหารัฐที่ว่า การเสียชีวิตของแกนนำสำคัญคนหนึ่งของขบวนการแห่งนี้ดังกล่าวข้างต้นเกิดจากการกระทำของรัฐ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานการกล่าวหาที่ชัดเจนแต่อย่างใด ประกอบกับกลยุทธ์การเจรจาไป ต่อสู้กดดันด้วยอาวุธไปอย่างคู่ขนาน ยังคงเป็นรูปแบบที่ฝ่ายเห็นต่างจากรัฐนำมาใช้อย่างได้ผล             เหล่านี้จึงเห็นได้ชัดว่าการส่งผ่านทางความคิดอันบ่งบอกถึงรูปแบบสุดท้ายที่ต้องการในสถานะของกลุ่มคนในพื้นที่ของแกนนำขบวนการ จะเกิดขึ้นทุกโอกาสที่เป็นไปได้อย่างลุ่มลึก ซ่อนเร้นความมุ่งประสงค์ที่แท้อย่างแยบยล เพื่อเป้าหมายในรูปแบบสุดท้ายของพวกเขาคืออิสระในการดูแลปกครองกันเองของคนในพื้นที่แห่งนี้ ด้วยกระบวนการเจรจาพูดคุยอย่างสันติวิธี แทรกปนไปด้วยวาทกรรมปลุกความเห็นต่างสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คู่ขนานกับการใช้ความรุนแรงดำรงจิตวิญญาณการต่อสู้กับรัฐในทุกมิติ เหล่านี้คือรูปแบบสุดท้ายในกระบวนการเจรจาสันติภาพที่ต้องการที่แท้ของขบวนการเห็นต่างจากรัฐ ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบสุดท้ายในกระบวนการพูดคุยสันติสุขตามที่รัฐต้องการอย่างสิ้นเชิง
เสือตัวที่ 6 |

แสวงจุดร่วม

เสือตัวที่ 6 ขบวนการสร้างความเห็นต่างระหว่างคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานกับคนส่วนอื่นของประเทศ เพื่อเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเดินหน้าไปสู่การปกครองกันเองของคนในพื้นที่แห่งนี้อย่างทรงพลัง ด้วยการดำเนินการอย่างเป็นระบบและมุ่งหน้าต่อเนื่องเป็นลำดับ ทำให้ความพยายามของรัฐในการหลอมรวมผู้คนในพื้นที่เกิดความคิดใหม่ที่จะอยู่ร่วมกับคนในพื้นที่อื่นหรือกลุ่มคนอื่นๆ ที่มีความเชื่อที่แตกต่างและอยู่ร่วมกันในพื้นที่ได้อย่างปกติสุขนั้น ไม่ได้ผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการของรัฐที่พยายามเปิดโอกาส สร้างทางเลือกให้ขบวนการแห่งนี้โดยเฉพาะบรรดาแกนนำของขบวนการนี้ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับแกนนำของขบวนการต่อสู้กับรัฐ ในการแสวงหาทางออกของปัญหาที่ไม่เข้าใจระหว่างกันจนกระทั่งบานปลายขยายวงกว้างร้าวลึกไปสู่การสร้างความเกลียดชังสุดขั้ว และการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น มีทางออกอย่างสันติตามวิถีที่เรียกกันว่าการพูดคุยสันติสุขที่รัฐกำลังใช้วิถีทางดังกล่าวนี้ เป็นประตูสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขท่ามกลางความแตกต่างทั้งหลายที่เรียกกันว่าแนวทางพหุวัฒนธรรมนั้น ไม่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ด้วยเส้นทางของการขับเคลื่อนการแสวงหาทางออกของความเห็นต่างจนนำไปสู่ความขัดแย้งและใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือของฝ่ายขบวนการแห่งนี้นั้น เริ่มต้นที่ความคิดเห็นที่แตกต่างระหว่างแกนนำฝ่ายขบวนการกับรัฐเป็นอย่างมาก แนวคิดการต่อสู้ของขบวนการ ยังคงอ้างอิงหลักการในคำสอนในศาสนาที่กลุ่มตนนับถือซึ่งมักจะถูกให้ความหมายที่สร้างความแตกต่างระหว่างกลุ่มตนกับคนกลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด และนั่น ได้เป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุความสำเร็จในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขโดยแท้ ด้วยขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ ได้ยึดโยงหลักการตามคำสอนเป็นหลักในการขับเคลื่อนการต่อสู้อย่างเหนียวแน่น และถูกให้ความหมายที่นำไปสู่การต่อสู้ทั้งการพูดคุย ควบคู่ไปกับการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างชัดเจน ผ่านแนวคิดของ ดร.นิกมะตุลเลาะห์ บิน สือรี โฆษกคณะเจรจาสันติภาพขบวนการบีอาร์เอ็น(BRN) ซึ่งบุคคลท่านนี้ บุคคลหนึ่งที่มีบทบาทบนโต๊ะการพูดคุยสันติสุข ดร.นิกมะตุลเลาะห์ กล่าวตอนหนึ่งว่า เพราะเหตุใดอัลกุรอานและซุนนะห์จึงเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญที่สุดของ BRN กล่าวคือ สิ่งที่อยู่เหนือกว่า BRN ในเชิงโครงสร้างหรือเหนือกว่าหน่วยเหนือใดๆ ทั้งสิ้น หรือเหนือกว่าผู้นำขององค์กรนำทั้งหมดก็คืออัลกุรอานและซุนนะห์ นั่นเอง และเมื่อใดที่มีการขัดแย้งกันในหมู่สูเจ้า พวกเจ้าจงหันกลับไปยังอัลกุรอานและซุนนะห์ หากว่าพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮและวันแห่งโลกหน้า ทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงควรกลับไปยังอัลลอฮและรอซูล อัลกุรอานและซุนนะห์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะต้องลบล้างความรู้สึก Racialism (การเหยียดเชื้อชาติ) ให้จงได้ และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ตั้งแต่ได้มีการจัดตั้ง BRN ขึ้นมานั้น BRN ก็ได้เลือกแนวทางคู่ขนานในการต่อสู้เรื่อยมาก็คือ สู้รบแล้วก็เจรจา สู้รบแล้วก็เจรจา สู้รบแล้วก็พูดคุย สู้รบแล้วก็พูดคุยตลอดมา และการญีฮาด (ความมุ่งมั่นพยายามถึงที่สุด) นั้นจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อจนถึงวันสิ้นโลก ซึ่งการญีฮาดนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นการสู้รบด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว การพูดคุยเพื่อสันติภาพก็เป็นการญีฮาดอย่างหนึ่ง ดังนั้น หากว่าต้องการจะสร้างสันติภาพ ก็จะต้องเตรียมพร้อมที่จะสู้รบด้วย ด้วยเหตุนี้ ขบวนการแห่งนี้จึงได้มีการเจรจาสันติภาพกับควบคู่กับการต่อสู้ของพวกเขาตลอดมา ดร.นิกมะตุลเลาะห์ กล่าวย้ำการต่อสู้มีใจความว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ เป้าหมายเพื่อการสร้างสันติภาพนั้น ต้องเป็นไปในรูปแบบที่ขบวนการต้องการ โดยมีบัญชาจากพระเจ้าที่เกี่ยวข้องมุสตัฏอาฟีนในกุรอานมีใจความว่า การปกป้องตนเองด้วยกำลังอาวุธ (การใช้อาวุธในการต่อสู้) นั้น จะเป็นไปเพื่อต้องการส่งสัญญาณไปยังคู่ต่อสู้อย่างเฉพาะเจาะจงว่า ดินแดนแห่งนี้มีเจ้าของ นั่นคือพี่น้องในพื้นที่ หากแต่ได้ถูกยึดครองไปโดยคนอื่น กล่าวคือ เพื่อให้รัฐไทยจะได้ปลดปล่อยการข่มเหงต่างๆ และปลดปล่อยดินแดนที่ยึดมา ด้วยการส่งคืนให้เจ้าของเดิม แต่ทว่าเอกราชหรือชัยชนะนั้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วงชิงให้ได้มาไม่ใช่ด้วยการร้องขอ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้การต่อสู้ประสบความสำเร็จนั้น ก็จำเป็นจะต้องมีกำลังทางอาวุธด้วย นั้นแสดงเห็นได้ว่า แกนนำขบวนการสร้างความเห็นต่างแห่งนี้ มีความมุ่งมั่นในการอ้างอิงหลักคำสอน ให้เห็นว่าชัยชนะของพวกเขา ต้องได้มาด้วยการเจรจาพูดคุย ควบคู่กับการต่อสู้ด้วยอาวุธ ซึ่งนั่น เป็นการสืบทอดเจตจำนงการต่อสู้อย่างทรงพลัง เขาอ้างว่า ผู้คนในพื้นที่จะต้องให้ความช่วยเหลือกันตามหลักของฮาดิษนบีมี ที่มีใจความว่า จงให้ความช่วยเหลือพี่น้องของคุณเถิด ไม่ว่าพี่น้องของคุณจะอยู่ในสถานการณ์เป็นผู้ข่มเหงหรือเป็นผู้ที่ถูกข่มเหงก็ตาม บนความแตกต่างในกระบวนการนำสันติสุขมาสู่ผู้คนในพื้นที่ ต่างก็มีเป้าหมายสำคัญบนเส้นทางของกระบวนการพูดคุยสันติสุข ก็ยังคงมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดยที่เป้าหมายของคณะพูดคุยของรัฐ มีความชัดเจนว่าท้ายที่สุดการพูดคุยนั้นจะต้องนำสันติสุขที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐไทย ในขณะที่ฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดน มีเป้าหมายชัดเจนว่าท้ายที่สุดการพูดคุยนี้จะนำไปสู่เอกราชของรัฐปาตานีหรืออิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่แห่งนี้โดยสมบูรณ์ นอกจากนั้น พลังในการต่อสู้ทางความคิดของรัฐ ยังหาเงื่อนไขหรือจุดอ้างอิงในอันที่จะนำมาซึ่งความทรงพลังในการต่อสู้ทางความคิดไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ในขณะที่ขบวนการยังคงมีความทรงพลังในการต่อสู้ทางความคิดอย่างคงเส้นคงวา ด้วยการอาศัยการยึดโยง อ้างอิงหลักการตามคำสอนที่ถูกตีความให้เป็นประโยชน์ในการต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ดังนั้น หนทางที่เป็นไปได้ ณ ห้วงเวลานี้ที่รัฐจะพึงนำไปใช้เป็นแนวทางการพูดคุยสันติสุขและนำมาซึ่งสันติภาพบนเป้าหมายที่ยอมรับได้ระหว่างกันก็คือ หลักการตามแนวคิด แสวงจุดร่วม นั่นคือความพยายามในการค้นหาจุดร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และสร้างเสริมในจุดนั้นให้แข็งแกร่ง มากยิ่งขึ้น และไม่ก้าวล่วงหรือหลีกเลี่ยงความแตกต่างของแต่ละฝ่าย พยายามค้นหาประเด็นเห็นชอบร่วมกันที่เป็นไปได้ อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่พยายามเอาชนะความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ในทางตรงข้าม ต้องส่งเสริมจุดแข็งของคู่เจรจา พูดคุยอย่างประนีประนอมหลอมรวมความคิด ด้วยการแสวงหาจุดร่วมจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายออกไปเป็นจุดใหญ่ ด้วยการให้ความสำคัญกับแนวทาง แสวงจุดร่วมนี้ให้เข้มข้น จริงจังและต่อเนื่อง
เสือตัวที่ 6 |

หลอมรวมความคิด

เสือตัวที่ 6 พัฒนาการของกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ปลายด้ามขวาน เพื่อยับยั้งความขัดแย้งไม่ให้ตกเป็นเงื่อนไขปลุกระดมบ่มเพาะผู้คนในดินแดนแห่งนี้ให้เกิดความเกลียดชังคนที่มีความแตกต่างทางความคิดและวิถีชีวิตให้ลุกลามขยายใหญ่โตจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงทั้งทางความคิดและความรุนแรงทางอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐนั้น ได้มีความรุดหน้าไปเป็นลำดับ โดยที่รัฐได้พยายามดำเนินการแก้ปัญหาทั้งการบังคับใช้กฎหมายของประเทศอย่างเป็นธรรม ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายด้วยการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการที่ยังคงลุ่มหลงติดกับดักการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการอันรุนแรงด้วยกำลังอาวุธอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ฝ่ายขบวนการที่ต่อสู้กับรัฐในทุกมิติที่เป็นไปได้ ก็ยังคงขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นและเป็นระบบมากขึ้น โดยมุ่งเป้าหมายหลักในขณะนี้ ด้วยการคงรักษาและสร้างความเห็นต่างระหว่างคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานกับคนส่วนอื่นของประเทศแห่งนี้อย่างเข้มข้น แม้รัฐจะพยายามสร้างเวทีและโอกาสในการเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเพื่อการแสวงหาทางออกของปัญหาที่ไม่เข้าใจระหว่างกันตามวิถีทางของสันติวิธี ที่เรียกกันว่าการพูดคุยสันติสุขที่กำลังใช้วิถีทางดังกล่าวนี้อย่างต่อเนื่อง โดยที่รัฐมีเป้าหมายสำคัญคือ การหลอมรวมความคิดความเห็นที่แตกต่างตามแนวทางที่เรียกกันว่าพหุวัฒนธรรมอันสวยงาม เป็นประตูสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขท่ามกลางความแตกต่างทั้งหลายที่แกนนำขบวนการกลุ่มหนึ่ง ยังคงพยายามปลุกปั่นให้แนวทางดังกล่าว ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ยากมากขึ้น บนความพยายามแสวงหาทางออกของปัญหาความขัดแย้งตามกระบวนการพูดคุยสันติสุขดังกล่าวนั้น ได้มีการดำเนินการร่วมกันโดยมีประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดเวทีและสร้างโอกาสการพูดคุยระหว่างคณะผู้แทนของรัฐไทยกับแกนนำผู้แทนของฝ่ายขบวนการต่อสู้กับรัฐที่มีมาเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเจรจาสันติภาพในปัจจุบันเป็นความต่อเนื่องของกระบวนการเจรจาปี 2556 ตามที่ลงนามโดย อุสตาสฮาซัน ตอยยิบ (Ustaz Hasan Tayyib)  และ พล.อ.ภราดร ซึ่งมีความหมายมากและนำไปสู่ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์เรื่อง ฉันทามติทั่วไปของกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 28 ก.พ. 2556 ข้อมูลจากแถลงการณ์ (อับดุล คาริม  ฝ่ายข้อมูล) ของบีอาร์เอ็น เมื่อ 18 ต.ค.2565 ยังคงชี้ชัดถึงความคิดความเห็นที่แตกต่างบนเส้นทางพูดคุยสันติสุขแบบสันติวิธีระหว่างแกนนำขบวนการแห่งนี้กับรัฐอย่างลุ่มลึก ทั้งยังแอบซ่อนความขัดแย้งปะปนไปกับการปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังระหว่างคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยมีใจความสำคัญที่เน้นว่าบีอาร์เอ็นต้องการข้อตกลงทางการเมืองที่ยั่งยืนซึ่งก็คือ สง่างามและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและแท้จริง อย่างไรก็ตาม เป็นเวลาเกือบสามปี ผู้นำและผู้แทนทั้งในต่างประเทศและภายในประเทศของบีอาร์เอ็น ยังไม่ได้รับการค้ำประกันความปลอดภัยและภูมิคุ้มกันทางกฎหมาย โดยแถลงการณ์ดังกล่าว อ้างว่าแกนนำของขบวนการต่อสู้กับรัฐแห่งนี้ที่ร่วมกระบวนการพูดคุยสันติสุข (ที่ขบวนการพยายามเรียกกระบวนการนี้ว่า การเจรจาสันติภาพ) กำลังถูกคุกคามความปลอดภัยจากรัฐ และพยายามเรียกร้องหลักประกันความปลอดภัยและความมั่นคงที่ชัดเจนจากรัฐ ในแถลงการณ์อ้างว่า เหตุการณ์ล่าสุดที่บั่นทอนความไว้วางใจของบีอาร์เอ็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565 ที่นายซาห์รี สมาชิกของ บีอาร์เอ็นคนหนึ่ง ถูกสังหาร ซึ่งบีอาร์เอ็นขอประณามอย่างรุนแรงต่อการสังหารครั้งนี้    แถลงการณ์ของบีอาร์เอ็นดังกล่าว ได้แอบซ่อนความเกลียดชังอย่างรุนแรง สร้างความหวาดระแวงหน่วยงานของรัฐให้เกิดขึ้นในความคิดและจิตใจของคนในพื้นที่แห่งนี้ในวงกว้าง ด้วยการสร้างวาทะกรรมที่สร้างความเกลียดชัง ผ่านข้อความกล่าวหารัฐที่ว่า การเสียชีวิตของแกนนำสำคัญคนหนึ่งของขบวนการแห่งนี้ดังกล่าวข้างต้นเกิดจากการกระทำของรัฐ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานการกล่าวหาที่ชัดเจนแต่อย่างใด โดยแถลงการณ์ระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาโดยตรง บีอาร์เอ็นขอประณามการลักพาตัว การฆาตกรรม การจับกุม และการกักขังที่ฝ่าฝืนกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากเด็กและเยาวชนในชุมชนปัตตานี การกดขี่ข่มเหงอย่างรุนแรงทุกรูปแบบที่สมาชิกบีอาร์เอ็นเผชิญ ทั้งในปาตานี ไทยและมาเลเซีย เป็นการดูหมิ่นกระบวนการสันติภาพในปัจจุบัน เหตุการณ์ และการกระทำเช่นนี้บั่นทอนความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการสันติภาพอย่างชัดเจนซึ่งขณะนี้ใกล้จะถึงการเจรจารอบที่ 6 แล้ว อาชญากรรมต่อมนุษยชาติเหล่านี้และการข่มขู่และการบีบบังคับอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น แถลงการณ์นี้ ยังยุยงปลุกปั่นคนในพื้นที่ให้มุ่งมั่นในการต่อสู้กับรัฐอย่างเข้มข้น บนเส้นทางที่ยากลำบากในกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ผ่านมาจวบจนกระทั่งวันนี้ ก็เริ่มต้นความแตกต่างที่กระบวนการนี้ที่รัฐเรียกกระบวนการนี้ว่า การพูดคุยสันติสุข ในขณะที่ฝ่ายขบวนการแห่งนี้ เรียกกระบวนการนี้ว่า การเจรจาสันติภาพ เพื่อยกระดับการพูดคุยครั้งนี้ให้มีความสำคัญของทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันประหนึ่งว่ารัฐไทยให้การยอมรับขบวนการต่อสู้กับรัฐว่ามีตัวตนอย่างเป็นทางการอันจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการต่อสู้ในเวทีโลกอีกเส้นทางหนึ่ง รวมทั้งการต่อสู้ทางความคิดของแกนนำขบวนการในทุกโอกาสที่เป็นไปได้เพื่อเป้าหมายของพวกเขาคืออิสระในการดูแลปกครองกันเองของคนในพื้นที่แห่งนี้ ด้วยกระบวนเจรจาการพูดคุยอย่างสันติวิธี แทรกปนไปด้วยวาทะกรรมปลุกความเห็นต่างสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คู่ขนานกับการใช้ความรุนแรงดำรงจิตวิญญาณการต่อสู้กับรัฐในทุกมิติ เหล่านี้คือโจทย์ยากที่รัฐต้องตระหนักรู้ เร่งศึกษาวิธีคิดฝ่ายขบวนการเพื่อปรับกลยุทธ์การต่อสู้ทางความคิดที่ไม่มีวันจบ ให้เป็นแนวทางเดียวกันตามแนวทางที่ว่า แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างที่เคยสำเร็จมาแล้วในอดีต มาปรับใช้ในปัจจุบัน เป็นการหลอมรวมทางความคิดต่างสร้างเอกภาพทางความคิดทั้งหน่วยงานของรัฐเองและบูรณาการความคิดที่แตกต่างระหว่างรัฐกับขบวนการนี้ให้เป็นเอกภาพให้จงได้    
เสือตัวที่ 6 |

เอกภาพ

เสือตัวที่ 6 กระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงทั้งทางความคิดและความรุนแรงทางอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐนั้น ได้พัฒนาการไปเป็นลำดับ โดยที่รัฐได้พยายามดำเนินการแก้ปัญหาทั้งการบังคับใช้กฎหมายของประเทศอย่างเป็นธรรม ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายด้วยการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการสร้างความเห็นต่างระหว่างคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานกับคนส่วนอื่นของประเทศแห่งนี้ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ รวมทั้งการดำเนินการของรัฐที่พยายามเปิดโอกาส สร้างทางเลือกให้ขบวนการแห่งนี้โดยเฉพาะบรรดาแกนนำของขบวนการนี้ให้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันในการแสวงหาทางออกของปัญหาที่ไม่เข้าใจระหว่างกันจนกระทั่งบานปลายไปสู่การสร้างความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรงในที่สุดอย่างสันติตามวิถีทางของสันติวิธี ที่เรียกกันว่าการพูดคุยสันติสุขที่กำลังใช้วิถีทางดังกล่าวนี้ เป็นประตูสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขท่ามกลางความแตกต่างทั้งหลายที่เรียกกันว่าแนวทางพหุวัฒนธรรมอันสวยงาม บนความพยายามแสวงหาทางออกของปัญหาความขัดแย้งตามกระบวนการพูดคุยสันติสุขดังกล่าวนั้น ได้มีการดำเนินการร่วมกันโดยมีประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดเวทีและสร้างโอกาสการพูดคุยระหว่างคณะผู้แทนของรัฐไทยกับแกนนำผู้แทนของฝ่ายขบวนการต่อสู้กับรัฐที่มีมาเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง หากแต่แท้ที่จริงแล้วรัฐไทยกับคณะผู้แทนของขบวนการต่อสู้กับรัฐครั้งนี้ ต่างก็มีเป้าหมายในการพูดคุยสันติสุขที่ยังคงมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดยที่เป้าหมายของคณะพูดคุยของรัฐ มีความชัดเจนว่าท้ายที่สุดการพูดคุยนั้นจะต้องนำสันติสุขกลับคืนมาสู่ทั้งสองฝ่ายภายใต้อธิปไตยของรัฐไทย ในขณะที่ฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดน มีเป้าหมายชัดเจนว่าท้ายที่สุดการพูดคุยนี้จะนำไปสู่เอกราชของรัฐปาตานีหรืออิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่แห่งนี้โดยสมบูรณ์ และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายยังเดินหน้าต่อไปอย่างยากลำบาก บนเส้นทางที่ยากลำบากในกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ผ่านมาจวบจนกระทั่งวันนี้ ก็เริ่มต้นความแตกต่างที่กระบวนการนี้ที่รัฐเรียกกระบวนการนี้ว่า การพูดคุยสันติสุข ในขณะที่ฝ่ายขบวนการแห่งนี้ มีเอกภาพในความพยายามอย่างเข้มข้นในทุกโอกาสในการเรียกกระบวนการนี้ว่า การเจรจาสันติภาพ เพื่อยกระดับการพูดคุยครั้งนี้ให้มีความสำคัญของทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันประหนึ่งว่ารัฐไทยให้การยอมรับขบวนการต่อสู้กับรัฐว่ามีตัวตนอย่างเป็นทางการอันจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการต่อสู้ในเวทีโลกทุกโอกาสที่เป็นไปได้ รวมทั้งการต่อสู้ทางความคิดของแกนนำขบวนการในทุกโอกาสที่เป็นไปได้เพื่อสื่อสารให้รัฐไทยและประชาคมโลกได้รับรู้เจตจำนงที่ชัดเจนเป็นทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพของกระบวนการพูดคุยครั้งนี้ของขบวนการ โดยมี กลุ่ม BRN เป็นตัวแทนกลุ่มต่างๆ ในขบวนการต่อสู้กับรัฐว่าเป้าหมายของพวกเขาคืออิสระในการดูแลปกครองกันเองของคนในพื้นที่แห่งนี้ เจตจำนงอย่างเป็นเอกภาพของขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่กับคนในพื้นที่อื่นของประเทศ ได้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิดของ ดร.นิกมะตุลเลาะห์ บิน สือรี โฆษกคณะเจรจาสันติภาพขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) ผ่านรายการไลฟ์สดทางเพจ People's College และ The PEN เมื่อต้นเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งบุคคลท่านนี้ บุคคลหนึ่งที่มีบทบาทบนโต๊ะการเจรจาสันติภาพและยังเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย UIA ประเทศมาเลเซีย เขากล่าวตอนหนึ่งว่า เพราะเหตุใดอัลกุรอานและซุนนะห์จึงเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญที่สุดของ BRN กล่าวคือ สิ่งที่อยู่เหนือกว่า BRN ในเชิงโครงสร้างหรือเหนือกว่าหน่วยเหนือใดๆ ทั้งสิ้น หรือเหนือกว่าผู้นำขององค์กรนำทั้งหมดก็คืออัลกุรอานและซุนนะห์ นั่นเอง และเมื่อใดที่มีการขัดแย้งกันในหมู่สูเจ้า พวกเจ้าจงหันกลับไปยังอัลกุรอานและซุนนะห์ หากว่าพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮและวันแห่งโลกหน้า ทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงควรกลับไปยังอัลลอฮและรอซูล อัลกุรอานและซุนนะห์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะต้องลบล้างความรู้สึก Racialism (การเหยียดเชื้อชาติ) ให้จงได้ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้มาจากความคลั่งไคล้สุดโต่งในกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเองจนเกินไปเบียดเบียนหยามเหยียดกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ดร.นิกมะตุลเลาะห์ บิน สือรี อ้างว่า ทุกความขัดแย้งล้วนแล้วมาก Racialism (การเหยียดเชื้อชาติ) ดร.นิกมะตุลเลาะห์ กล่าวย้ำว่า ตั้งแต่ได้มีการจัดตั้ง BRN ขึ้นมานั้น BRN ก็ได้เลือกแนวทางสายกลางในการต่อสู้เรื่อยมาก็คือ สู้รบแล้วก็เจรจา สู้รบแล้วก็เจรจา สู้รบแล้วก็พูดคุย สู้รบแล้วก็พูดคุยตลอดมา และการญีฮาด (ความมุ่งมั่นพยายามถึงที่สุด) นั้นจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อจนถึงวันสิ้นโลก ซึ่งการญีฮาดนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นการสู้รบด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว การพูดคุยเพื่อสันติภาพก็เป็นการญีฮาดอย่างหนึ่ง ดังนั้น หากว่าต้องการจะสร้างสันติภาพ ก็จะต้องเตรียมพร้อมที่จะสู้รบด้วย ด้วยเหตุนี้ ขบวนการแห่งนี้จึงได้มีการเจรจาสันติภาพกับคู่ต่อสู้ของพวกเขาตลอดมา ดร.นิกมะตุลเลาะห์ ย้ำว่า แม้ว่าทางรัฐไทยจะไม่ยอมรับว่าเป็นการเจรจาเพราะกลัวว่าจะเป็นการยกระดับ BRN ก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือ เป้าหมายเพื่อการสร้างสันติภาพในรูปแบบที่ขบวนการต้องการ โดยมีบัญชาจากพระเจ้าที่เกี่ยวข้องมุสตัฏอาฟีนในกุรอานมีใจความว่า การปกป้องตนเองด้วยกำลังอาวุธสอดคล้องกับการส่งข้อความไปยังคู่ต่อสู้อย่างเฉพาะเจาะจงเท่านั้น กล่าวคือเพื่อที่รัฐไทยจะได้ปลดปล่อยตนเองจากการข่มเหงต่างๆ และปลดปล่อยดินแดนที่ยึดมา ด้วยการส่งคืนให้เจ้าของเดิม ทว่าเอกราชหรือชัยชนะนั้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วงชิงให้ได้มาไม่ใช่ด้วยการร้องขอ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้การต่อสู้ประสบความสำเร็จนั้นก็จำเป็นจะต้องมีกำลังทางอาวุธด้วย ในตอนท้าย แกนนำขบวนการแห่งนี้สรุปสาระสำคัญอย่างน่าสนใจว่า กระบวนการสันติภาพจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากปราศจากการมีส่วนร่วมให้การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะจากประชาชนอย่างเป็นเอกภาพ ร่วมกันระหว่างการเจรจาพูดคุย การต่อสู้ด้วยอาวุธ และการสืบทอดเจตจำนงการต่อสู้อย่างทรงพลัง ดังอัลกุรอาน กล่าวไว้ว่า จงร่วมกันสนับสนุนเถิด ในสิ่งที่เป็นความดีงามทั้งหลาย เหล่านี้คือสิ่งที่บ่งชี้ชัดว่า เอกภาพในความพยายามของการต่อสู้ คือสิ่งที่ขบวนการแห่งนี้มีอยู่เต็มเปี่ยม ในขณะที่ฝ่ายรัฐนั้น การขับเคลื่อนการต่อสู้ครั้งนี้ยังคงมีหลากหลายแนวทาง หลากหลายวิธีคิด ทำให้เอกภาพในความพยายามทั้งหลายของรัฐ ยังเป็นสิ่งที่ถวิลหา    
เสือตัวที่ 6 |

ผลกระทบใกล้ตัว

  วิกฤติโลกจากความขัดแย้งจนขยายไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธระหว่างรัสเซียกับยูเครนและพันธมิตรของยูเครนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2565 จวบจนปัจจุบัน นับวันจะเข้มข้นทวีความรุนแรงขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงทั้งหลายไม่กล้าที่จะคาดการณ์ถึงสถานการณ์ในอนาคตได้ว่าจะจบลงได้เมื่อใด และด้วยรูปแบบใด เพราะความอ่อนไหวของสถานการณ์ที่มีตัวแสดงหลากหลายทั้งที่แสดงตนและที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังของการต่อสู้ระหว่างรัสเซียกับยูเครนครั้งนี้ ตลอดจนเป็นการต่อสู้ที่   ชี้ชัดว่า เป็นการปฏิบัติการทางทหารที่มีความยืดเยื้อมาเกือบจะครบ 1 ปีในเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งยิ่งสงครามครั้งนี้มีความยืดเยื้อมากไปเท่าใด ยิ่งส่งผลกระทบต่อทุกประเทศในโลกที่ขยายตัวออกไปกระทบต่อความมั่นคงในมิติอื่นๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะการทหาร หากแต่จะเป็นผลกระทบที่ใกล้ตัวทุกประเทศในโลกแม้ว่าจะเป็นประเทศที่อยู่ห่างไกลเขตสงครามในครั้งนี้สักเพียงใดซึ่งรวมถึงประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยด้วยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและยารักษาโรค ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภค   ที่ประชาชนในประเทศจะต้องเตรียมรับมือจากผลกระทบดังกล่าวอย่างจริงจังโดยเฉพาะในกรณีที่สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อต่อไป           ด้วยสถานการณ์การต่อสู้ในสงครามของทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครนตลอดจนประเทศพันธมิตร          ได้ลุกลามไปในวงกว้าง ตั้งแต่รัสเซียประกาศรับรองอำนาจอธิปไตยและเอกราชของแคว้นซาโปริซเซียและเคอร์ซอน ทางตอนใต้ของยูเครน เช่นเดียวกับแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ที่เคยประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยรัสเซียได้จัดพิธีประกาศผนวกแคว้น 4 แห่งของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง ได้แก่ แคว้นซาโปริซเซีย เคอร์ซอน โดเนตสก์ และลูฮันสก์ ในวันศุกร์ที่ 30 กันยายน โดยรัฐบาลรัสเซียได้จัดพิธีประกาศผนวกแคว้นทั้งสี่เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียอย่างยิ่งใหญ่ที่รัฐสภารัสเซียในวันเดียวกัน ด้วยการประกาศการผนวกดินแดนทั้ง 4 แคว้นดังกล่าวอย่างเป็นทางการโดยประกาศรับรองในกฤษฎีกาของรัสเซียและจัดให้มีพิธีลงนามของผู้แทนของแคว้นต่างๆ ทั้ง 4 แคว้นกับผู้นำรัสเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทุกชาติได้รับรู้ว่า นี่คืออธิปไตยของรัสเซียที่ไม่ว่าประเทศชาติใดจะละเมิดอธิปไตยไม่ได้ และรัสเซียเองก็มีความชอบธรรมในการปกป้องอธิปไตยของชาติตนเองทุกรูปแบบโดยถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทันทีที่รัฐบาลรัสเซียประกาศการผนวกดินแดนทั้ง 4 แคว้นเข้าเป็นอธิปไตยของรัสเซียอย่างเป็นทางการดังกล่าว ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ มหาอำนาจของโลกที่อยู่ตรงข้ามกับรัสเซียมาโดยตลอด กล่าวตอบโต้ผู้นำรัสเซียอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ ขอประณามการกระทำของประธานาธิบดีรัสเซียต่อการประกาศผนวกรวมดินแดนครั้งนี้อย่างรุนแรง และสหรัฐฯ จะไม่มีวันยอมรับข้อกล่าวอ้างของรัสเซียเหนือดินแดนทั้ง 4 แคว้นดังกล่าว อันเป็นอธิปไตยของยูเครนอย่างเด็ดขาด ส่วนนายอันโตนิโอกูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวย้ำอีกว่า สหประชาชาติ (UN) ไม่ยอมรับการผนวกแคว้นทั้งสี่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย และยังประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการบ่งบอกถึงเจตนาของรัสเซียในการยึดดินแดนของยูเครนด้วยกำลังทหารทั้งยังเป็นการขยายขอบเขตสงครามครั้งใหญ่ของโลกให้ลุกลามกว้างขวางมากขึ้นอันเป็นการก่อวิกฤตของประชาคมโลกให้เผชิญกับหายนะในระยะเวลาอันใกล้ข้างหน้ามากขึ้น ผู้นำยูเครนยังย้ำว่า กองทัพยูเครนจะยังคงยืนหยัดปกป้องประชาชนใน 4 แคว้นที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียซึ่งเป็นพื้นที่ที่การลงประชามติลวงโลกที่เกิดขึ้น รวมทั้งการแย่งยึดคืนหลายพื้นที่ในภูมิภาคคาร์คีฟที่ยังคงถูกยึดครองโดยกองทัพรัสเซียในเวลานี้ ในขณะที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกหลายชาติที่อยู่ฝ่ายสหรัฐฯ และสมาชิกองค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ต่างไม่ยอมรับการผนวกดินแดนทั้ง 4 แคว้นของรัสเซียครั้งนี้           ล่าสุดยูเครนและพันธมิตรของยูเครนได้ปฏิบัติการตอบโต้การประกาศผนวกดินแดนทั้ง 4 แคว้นดังกล่าวของรัสเซียด้วยการก่อวินาศกรรมทำลายสะพานเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างรัสเซียกับไครเมียเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา จนสะพานดังกล่าวเกิดการเสียหายอย่างหนัก ประธานาธิบดีปูติน ของรัสเซีย ออกมากล่าวหายูเครนว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีสะพานเชื่อมไครเมียของรัสเซีย โดยระบุว่า การดำเนินการของยูเครนถือเป็นการก่อการร้าย ความสำคัญของสะพานนี้ที่ชื่อว่าสะพานเคิร์ช (Kirch) ถูกสร้างขึ้นหลังจากรัสเซียเข้าผนวกไครเมียเป็นดินแดนของตัวเองเมื่อปี 2014 ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อปี 2018 เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัสเซียและไครเมียได้เชื่อมเกี่ยวกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ด้วยเหตุนี้ สะพานดังกล่าวจึงเป็นสัญลักษณ์ของการผนวกดินแดนในครั้งนั้น และมีความสำคัญมากเพราะเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งเดียวที่เชื่อมระหว่างไครเมียกับรัสเซียและที่สำคัญในการต่อสู้ทางทหารของรัสเซียกับยูเครนครั้งนี้ก็คือสะพานแห่งนี้เป็นเส้นหลักการส่งกำลังบำรุงสำคัญของกองทัพรัสเซียต่อการปฏิบัติการในไครเมียที่รัสเซียใช้สะพานดังกล่าวในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์ และกำลังพล ไปยังสนามรบทางตอนใต้ของยูเครน ซึ่งแน่นอนว่านอกจากการทำลายสะพานแห่งนี้ที่ต้องการตัดการส่งกำลังทางทหารของกองทัพรัสเซียอย่างมีนัยยะแล้ว ยังเป็นการทำลายสัญลักษณ์ในการผนวกดินแดนไครเมียของรัสเซียซึ่งเป็นการตอบโต้การประกาศผนวกดินแดนทั้ง 4 แคว้นของรัสเซียเมื่อปลายเดือนกันยาที่ผ่านมา ซึ่งการที่สะพานแห่งนี้ถูกทำลาย จึงถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับรัสเซียอย่างมากอีกด้วย           ล่าสุดทำให้รัสเซียเริ่มตอบโต้ยูเครนกลับหลังที่สะพานเชื่อมรัสเซีย-ไครเมียถูกโจมตี ด้วยการยิงถล่มด้วยปืนใหญ่หลากหลายชนิดรวมทั้งปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน 2S7 Pion 203 mm. เข้าโจมตีต่อที่ตั้งกองทัพยูเครนในภูมิภาคดอนบาส และมีแนวโน้มว่าปูตินจะยกระดับสงครามอย่างรุนแรงขึ้นและการโจมตีด้วยอาวุธหนักต่างๆ รวมทั้งขีปนาวุธต่อที่ตั้งสำคัญในยูเครนที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธนำวิถีกว่า 80 ลูก โจมตีหลายพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศยูเครน รวมถึงกรุงเคียฟ อันเป็นเมืองหลวงของยูเครนในช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคมนี้ ส่งผลให้พลเรือนถูกสังหารชีวิตและระบบโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนถูกทำลายพินาศย่อยยับ โดยการโจมตีขนานใหญ่ของรัสเซียที่มีต่อยูเครนครั้งล่าสุดนี้ เป็นการตอบโต้ที่รัสเซียอ้างว่าการก่อวินาศกรรมสะพานเชื่อมโยงรัสเซีย-ไครเมีย โดยหน่วยพิเศษของยูเครน           การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธของรัสเซียครั้งนี้ได้โจมตีเป้าหมายในยูเครนอย่างกว้างขวาง โดยยิงขีปนาวุธโจมตีไปยังโรงไฟฟ้าและประปา ทำให้บางส่วนของเมืองไม่มีไฟฟ้าใช้และน้ำประปาหยุดไหล รวมถึงระบบสื่อสารที่ไม่สามารถใช้การได้ ซึ่งในการโจมตีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ยูเครนยอมรับว่าเป็นการโจมตีของรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุดที่มีต่อยูเครน และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทำลายแหล่งพลังงานในเมืองหลายแห่ง และเป้าหมายการโจมตีครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อยูเครนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อันเป็นการบ่งชี้ว่า สงครามครั้งนี้ได้ลุกลามด้วยความรุนแรงขยายวงกว้างมากขึ้นนับจากที่เคยตอบโต้กันไปมา และจากสงครามครั้งนี้ แม้จะไม่ส่งผลกระทบทางทหารโดยตรง หากแต่จะส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนการดำรงชีวิตอย่างยากลำบากมากขึ้น อันเป็นผลกระทบใกล้ตัวประชาชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกแม้ว่าที่ตั้งของประเทศนั้นจะอยู่ห่างไกลพื้นที่สงครามแค่ไหนก็ตาม
เสือตัวที่ 6 |

สะเทือนโลก

เสือตัวที่ 6 วิกฤตโลกอันน่าสะพรึงกลัวของชาวโลกเกิดขึ้นล่าสุดทันทีที่ประธานาธิบดีปูติน ระบุในกฤษฎีกาของรัสเซียที่ประกาศรับรองอำนาจอธิปไตยและเอกราชของแคว้นซาโปริซเซียและเคอร์ซอน ทางตอนใต้ของยูเครน เช่นเดียวกับแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ที่เคยประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยรัสเซียได้จัดพิธีประกาศผนวกแคว้น 4 แห่งของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง ได้แก่ แคว้นซาโปริซเซีย เคอร์ซอน โดเนตสก์ และลูฮันสก์ ในวันศุกร์ที่ 30 กันยายน โดยรัฐบาลรัสเซียได้จัดพิธีประกาศผนวกแคว้นทั้งสี่เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียอย่างยิ่งใหญ่ที่รัฐสภารัสเซียในวันเดียวกัน พร้อมคำกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญในพิธีดังกล่าวของประธานาธิบดีปูตินประธานาธิบดีปูตินด้วย ทั้งนี้ ผู้นำของแคว้นทั้งสี่ดังกล่าว ซึ่งแต่งตั้งจากรัฐบาลรัสเซีย ได้เดินทางถึงกรุงมอสโกก่อนพิธีการผนวกดินแดนอันสั่นสะเทือนโลกครั้งนี้ โดยประธานาธิบดีปูติน แถลงการณ์รับรองอธิปไตยดินแดนทั้ง 4 แคว้นและการผนวกรวมเป็นดินแดนส่วนหนึ่งกับรัสเซีย ซึ่งกฤษฎีการะบุชัดเจนถึงการรับรองอำนาจอธิปไตยและเอกราชของแคว้นซาโปริซเซียและเคอร์ซอน ทางตอนใต้ของยูเครน เช่นเดียวกับแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ที่เคยประกาศเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ รัสเซียอ้างว่า การผนวกดินแดนทั้ง 4 แคว้นเป็นดินแดนของรัสเซียครั้งนี้นั้น เกิดจากการเห็นพ้องต้องกันของประชาชนส่วนใหญ่ของทั้ง 4 แคว้นดังกล่าว จากผลการลงประชามติที่ผ่านมา โดยผลการนับคะแนนในการลงประชามติ ใน 4 แคว้นของยูเครน ซึ่งได้แก่ โดเนตสก์, ลูฮันสก์, เคอร์ซอน และซาปอริซเซีย ซึ่งปิดหีบลงคะแนนเมื่อ 27 ก.ย. 65 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่กว่า 99% ให้ความเห็นชอบต่อการผนวกดินแดนเข้ากับรัสเซีย การประกาศผนวกดินแดนของทั้ง 4 แคว้นดังกล่าว จึงเป็นความต้องการของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของดินแดนนั้นเอง เหล่านี้จึงเป็นความชอบธรรมแล้วที่รัสเซียดำเนินการเพื่อสนองความต้องการของเจ้าของดินแดน ด้วยการประกาศการผนวกดินแดนทั้ง 4 แคว้นดังกล่าวอย่างเป็นทางการโดยประกาศรับรองในกฤษฎีกาของรัสเซียและจัดให้มีพิธีลงนามของผู้แทนของแคว้นต่างๆ   ทั้ง 4 แคว้นกับผู้นำรัสเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทุกชาติได้รับรู้ว่า นี่คืออธิปไตยของรัสเซียที่ไม่ว่าประเทศชาติใดจะละเมิดอธิปไตยไม่ได้ และรัสเซียเองก็มีความชอบธรรมในการปกป้องอธิปไตยของชาติตนเองทุกรูปแบบโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทันทีที่รัฐบาลรัสเซียประกาศการผนวกดินแดนทั้ง 4 แคว้นเข้าเป็นอธิปไตยของรัสเซียอย่างเป็นทางการดังกล่าว ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ มหาอำนาจของโลกที่อยู่ตรงข้ามกับรัสเซียมาโดยตลอด กล่าวตอบโต้ผู้นำรัสเซียอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ ขอประณามการกระทำของประธานาธิบดีรัสเซียต่อการประกาศผนวกรวมดินแดนครั้งนี้อย่างรุนแรง และสหรัฐฯ จะไม่มีวันยอมรับข้อกล่าวอ้างของรัสเซียเหนือดินแดนทั้ง 4 แคว้นดังกล่าว อันเป็นอธิปไตยของยูเครนอย่างเด็ดขาด ส่วนนายอันโตนิโอกูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวย้ำอีกว่า สหประชาชาติ (UN) ไม่ยอมรับการผนวกแคว้นทั้งสี่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย และยังประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการบ่งบอกถึงเจตนาของรัสเซียในการยึดดินแดนของยูเครนด้วยกำลังทหารทั้งยังเป็นการขยายขอบเขตสงครามครั้งใหญ่ของโลกให้ลุกลามกว้างขวางมากขึ้นอันเป็นการก่อวิกฤตของประชาคมโลกให้เผชิญกับหายนะในระยะเวลาอันใกล้ข้างหน้ามากขึ้น ในขณะที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกหลายชาติที่อยู่ฝ่ายสหรัฐฯ และสมาชิกองค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ต่างมองว่าการลงประชามติของแคว้นที่ 4 ในครั้งนี้ เป็นการจัดฉากโดยมีรัสเซียอยู่เบื้องหลังและเพื่ออ้างเหตุผลของฝ่ายรัสเซียเองเพื่อที่จะผนวกดินแดนดังกล่าวเข้ากับรัสเซียอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อที่ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ต้องการบรรลุเป้าหมายในการก่อสงครามกับยูเครนตั้งแต่ต้นปี 2565 ที่ผ่านมาให้เสร็จสิ้นภายในปี 2565 ทั้งยังต้องการสร้างเหตุที่จะใช้ในการอ้างว่า หากชาติใดก็ตามรวมทั้งยูเครนเอง โจมตีดินแดน 4 แคว้นนี้ ก็จะถือว่าชาตินั้นโจมตีรัสเซียโดยตรง และประธานาธิบดีปูติน ผู้นำรัสเซียผู้นี้ได้ประกาศชัดเจนมาตลอดว่าเขาจะกระทำทุกวิถีทางโดยไม่ลังเล แม้กระทั่งการตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อการปกป้องดินแดนและอธิปไตยของรัสเซีย ในขณะที่ประธานาธิบดียูเครน ได้ออกมากล่าวไม่ยอมรับผลการลงประชามติดังกล่าวในทันที รวมทั้งประณามผู้นำรัสเซียอย่างรุนแรง โดยระบุว่าผลการทำประชามติดังกล่าว ไม่มีความชอบธรรมและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งยังระบุว่าเป็นการจัดฉากของรัสเซียที่เขียนบทโดยรัสเซีย และผู้นำยูเครนยังย้ำว่า กองทัพยูเครนจะยังคงยืนหยัดปกป้องประชาชนใน 4 แคว้นที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียซึ่งเป็นพื้นที่ที่การลงประชามติลวงโลกที่เกิดขึ้น รวมทั้งการแย่งยึดคืนหลายพื้นที่ในภูมิภาคคาร์คีฟที่ยังคงถูกยึดครองโดยกองทัพรัสเซียในเวลานี้ การที่รัสเซียผนวกรวมแคว้นของยูเครน นั้นหมายความว่ากองกำลังแนวหน้าของรัสเซียจะเข้าไปในพื้นที่ที่รัสเซียอ้างว่าเป็นพื้นที่ของรัสเซียได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีปูติน ได้ระบุย้ำหลายครั้งว่า จะปกป้องพื้นที่เหล่านี้อันถือเป็นอธิปไตยของรัสเซียโดยชอบธรรมและถูกต้องตามกฎหมายด้วยอาวุธนิวเคลียร์หากจำเป็น ทำให้ การที่รัสเซียประกาศผนวกดินแดนทั้ง 4 แคว้นอย่างเป็นทางการซึ่งมอสโกไม่สามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในขณะนี้นั้น ก็มีแนวโน้มสูงที่จะนำสงครามไปสู่หายนะของประชาคมโลกที่สูงมากขึ้นกว่าเดิม โดยรัฐบาลรัสเซียจะอ้างได้ว่ายูเครนและชาติใดๆ ก็ตาม พยายามในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจอันเป็นการบั่นทอนศักยภาพของรัสเซียโดยรวม และการทหารที่จะพยายามยึดครองดินแดนดังกล่าวของรัสเซีย  รัสเซียจะถือว่าเป็นการโจมตีดินแดนอธิปไตยของรัสเซียโดยตรง และรัสเซียพร้อมจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อปกป้องอธิปไตยและความแข็งแกร่งของรัสเซียตลอดจนประชาชนชาวรัสเซียและหมู่ชนที่ใช้ภาษารัสเซียอย่างเต็มกำลังแม้ว่าจะต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่รัสเซียมีไว้ในครอบครองจำนวนมากที่สุดในบรรดาชาติที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง  ในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ต่างร่วมกันย้ำว่า ชาติตะวันตกไม่เคยยอมรับการผนวกดินแดนของรัสเซีย โดยย้ำเตือนรัฐบาลรัสเซียว่า การประกาศผนวกดินแดนทั้ง 4 แคว้นครั้งนี้ของรัสเซีย จะส่งผลกระทบต่อรัสเซียในระดับที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีความห่วงกังวลระดับสูงสุดต่อสถานการณ์ล่าสุดนี้ โดยได้ส่งคำเตือนไปยังรัสเซียเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์ที่ส่อเค้าลางหายนะใหญ่หลวงอันสั่นสะเทือนไปทั้งโลก หลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ข่มขู่เสมอมาว่าจะไม่ลังเลในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในทุกโอกาสที่เป็นไปได้เพื่อปกป้องอธิปไตของรัสเซียและผลประโยชน์ของประชาชนชาวรัสเซีย พร้อมประกาศระดมพลรอบใหม่จำนวนมหาศาลครั้งใหญ่ที่สุดหลังสงครารมโลกครั้งที่ 2 ถึง 300,000 นาย เพื่อเสริมกำลังทำสงครามกับยูเครน ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯและพันธมิตร จะตอบโต้การกระทำของรัสเซียในทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาดเช่นกัน โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำว่า สหรัฐฯ ไม่เคยเกรงกลัวคำขู่ของผู้นำรัสเซียต่อกรณีการใช้อาวุธนิเคลียร์ นั่นคือสถานการณ์ขัดแย้งของมหาอำนาจโลกที่สั่นสะเทือนไปทั้งโลกโดยเฉพาะประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะตามมาได้ยาก
เสือตัวที่ 6 |

ปฏิเสธ

เสือตัวที่ 6 การวิสามัญฯ นายอับดุลฮากัม เจะมะ วัย 32 ปี ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงคนสำคัญ มีหมายจับที่ออกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) จำนวน 3 หมาย คือ 1. คดีใช้อาวุธปืนยิง  นายปกรณ์ ลิแกการวงศ์ เสียชีวิต พื้นที่ สภ.ยี่วอ จ.นราธิวาส เมื่อวัน 10 ก.พ.60 2. คดียิงเจ้าหน้าที่  อส. (อาสารักษาดินแดน) อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.59 และ 3. คดีขว้างระเบิด 3 จุด ใน  จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.60 จนกระทั่งล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ก.ย.65 กลายเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคงรายล่าสุดที่เสียชีวิตจากเหตุปิดล้อม ตรวจค้น และยิงปะทะ ที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง  จ.นราธิวาส หลังจากที่ฝ่ายความมั่นคงได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ยอมวางอาวุธและเข้ามอบตัวเพื่อต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐต่อไป โดยเจ้าหน้าที่รัฐได้เชิญผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ตลอดจนเครือญาติของผู้ต้องหารายนี้ เข้าร่วมเจรจาเกลี้ยกล่อมเพื่อให้ นายอับดุลฮากัม ซึ่งหลบซ่อนอยู่ในบ้าน ยอมออกมามอบตัว แต่ไม่เป็นผล โดยที่ผู้ต้องหาได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังปิดล้อมอยู่เป็นระยะๆ การสูญเสียจากการวิสามัญฯ ผู้ต้องหารายนี้ ไม่ได้เป็นรายแรกที่เกิดการสูญเสียในคดีความมั่นคงในพื้นที่ปลายด้ามขวาน การต่อสู้อย่างไม่ลดละแม้จะต้องเสียชีวิตของคนในกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแห่งนี้มีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ตลอดมา นั่นย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่า คนกลุ่มนี้ ได้รับการติดอาวุธทางความคิดอย่างเหนียวแน่นจนยากที่จะออกมายอมรับสิ่งใหม่ได้ ด้วยการปฏิเสธการต่อสู้ด้วยสันติวิธีที่รัฐและตัวทนกลุ่มเห็นต่างกำลังพูดคุยและแสวงหาทางออกร่วมกันแบบสันติวิธีโดยยังยึดมั่นกับการต่อสู้ด้วยวิธีการรุนแรงอย่างเข้มข้น คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า คนกลุ่มนี้ได้รับการบ่มเพาะทางความคิด  ความเชื่อกันอย่างไร และคนในขบวนการกลุ่มไหนถึงมีศักยภาพในการหล่อหลอมความคิดที่จะปฏิเสธความเห็นต่าง และใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหาความเห็นต่างนี้ได้อย่างสุดโต่งเพียงนี้ ในขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ได้พยายามลดกระแสการต่อสู้ด้วยความรุนแรงระหว่างกัน แม้จะเป็นการบังคับใช้กฎหมายของรัฐก็ตาม โดยได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายทุกครั้งรวมทั้ง  ครั้งล่าสุดนี้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะวิสามัญฆาตกรรม หรือเอาชีวิตของผู้ก่อเหตุรุนแรง แต่ได้ใช้ความอดทนและดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้คนร้ายยอมออกมามอบตัว เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย ซึ่งหากยอมมอบตัว ก็จะได้รับการคุ้มครอง และดำเนินการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมตามหลักกฎหมายต่อไป แต่ในกรณีนี้ผู้ต้องหากลับปฏิเสธการดำเนินการของรัฐตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐอย่างสิ้นเชิง และเลือกที่จะใช้ความรุนแรงจนเกิดความสูญเสียดังกล่าว ปรากฏการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการต่อสู้ด้วยความรุนแรงระหว่างคนกลุ่มหนึ่งในขบวนการแบ่งแยกผู้คนกับเจ้าหน้าที่รัฐที่พยายามบังคับใช้กฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐเพื่อแสดงถึงอำนาจรัฐที่จะต้องดำรงคงอยู่ในทั่วทุกตารางนิ้วในอธิปไตยของรัฐ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก จากการพูดคุยทำความเข้าใจให้ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของรัฐที่ให้โอกาสทุกคนในผืนแผ่นดินนี้อย่างเท่าเทียมกันเสมอ ที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง หากว่าผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้น ยอมรับในระบบกฎหมายของรัฐอย่างเต็มใจ ในทางตรงข้าม หากผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐอย่างสิ้นเชิง เจ้าหน้าที่รัฐก็มีความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายจนกระทั่งเกิดการสูญเสียที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม ความหยั่งลึกของความคิดความเชื่อของคนกลุ่มติดอาวุธในลักษณะที่ปฏิเสธระบบยุติธรรมและกฎหมายของรัฐ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ เมื่อเทียบกับประชากรในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ หากแต่คนกลุ่มหัวคิดสุดโต่ง นิยมความรุนแรงเหล่านี้ ย่อมจะสร้างความสูญเสียให้กับผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ รวมทั้งทำลายทุกระบบของรัฐให้สูญเสียอย่างมหาศาลได้ และการที่คนกลุ่มนี้มีความคิดความเชื่อสุดโต่ง ปฏิเสธระบบยุติธรรมของรัฐย่อมไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือการเล่าสู่กันฟังแบบปากต่อปากของคนในพื้นที่รุ่นแล้วรุ่นเล่า หากแต่กระบวนการคิดและความเชื่อสุดโต่งของคนกลุ่มนี้ ย่อมเกิดจากการะกระทำเพื่อหล่อหลอมกล่อมเกลา เพื่อบ่มเพาะความคิดสุดโต่งอย่างเป็นกระบวนการจนทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ตกเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับรัฐอย่างสุดลิ่มขนาดยอมต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐจนตัวตาย กระบวนการบ่มเพาะสร้างความเห็นต่างของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานจนกระทั่งขยายตัวหยั่งลึกเป็นความเครียดแค้นชิงชังสุดโต่ง จึงชัดเจนว่ามีการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการและต่อเนื่อง นับเป็นยุทธศาสตร์การต่อสู้กับรัฐที่สำคัญของขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่อิสระในการดูแลปกครองกันเองตามประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นมาในอดีตกาล ซึ่งความเห็นต่างทางความคิดของผู้คนในพื้นที่ก็มีการดำเนินการตั้งแต่คนในวัยเยาว์ที่ถูกแบ่งแยกผู้คนในพื้นถิ่นตามความเชื่อทางศาสนาออกจากเด็กในวัยเยาว์ที่มีความเชื่อในหลักศาสนาและมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ซึ่งแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้รู้ดีว่า พวกเขาจะต้องแบ่งแยกผู้คนระหว่างเด็กในพื้นที่กับเด็กต่างพื้นที่ออกจากกันตั้งแต่แรกเริ่มของการเรียนรู้ เพราะนั่น จะสนองตอบยุทธศาสตร์การแบ่งแยกผู้คนให้เห็นต่างได้ง่ายขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมในชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน จึงอำนวยให้นักสร้างมวลชนสามารถสร้างความเห็นต่างจนปฏิเสธกระบวนการของรัฐในทุกรูปแบบอย่างที่เห็นจนทุกวันนี้ กระบวนการบ่มเพาะแนวคิดรุนแรงอย่างสุดโต่ง สร้างความเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งการชักจูงเยาวชนให้หลงผิด เข้าร่วมขบวนการฯ ได้เริ่มตั้งแต่ในวัยเยาว์ และกระทำการอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสู่วัยฉกรรจ์ของขบวนการร้ายแห่งนี้นั้น จึงปรากฏออกมาให้เห็นเป็นเหตุรุนแรงในพื้นที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้รัฐจะพยายามสื่อสารทำความเข้าใจและใช้การพัฒนาเพื่อลดช่องว่างระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุดก็ตาม หากแต่รัฐยังเข้าไม่ถึงกระบวนการบ่มเพาะของขบวนการเท่าที่ควร ทำให้เกิดปรากฏการณ์ ไล่ล่า ปิดล้อมกลุ่มติดอาวุธตลอดจนผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในพื้นที่ครั้งแล้วครั้งเล่า และมักจะจบลงด้วยการวิสามัญฯ ผู้ต้องหาที่เป็นกลุ่มคนที่เป็นผลผลิตของกระบวนการบ่มเพาะของขบวนการจนกระทั่งเป็นกลุ่มคนที่ปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมของรัฐ และพร้อมจะต่อสู้กับรัฐในทุกรูปแบบแม้จะต้องเสียชีวิตลงก็ตาม
เสือตัวที่ 6 |

แบ่งแยกผู้คน

เสือตัวที่ 6 ความเห็นต่างของคนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน มีการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการและต่อเนื่อง นับเป็นยุทธศาสตร์การต่อสู้กับรัฐที่สำคัญของขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่อิสระในการดูแลปกครองกันเองตามประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นมาในอดีตกาล ซึ่งความเห็นต่างทางความคิดของผู้คนในพื้นที่ก็มีการดำเนินการตั้งแต่คนในวัยเยาว์ที่ถูกแบ่งแยกผู้คนในพื้นถิ่นตามความเชื่อทางศาสนาออกจากเด็กในวัยเยาว์ที่มีความเชื่อในหลักศาสนาและมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน โดยการดำเนินการอาศัยโอกาสที่มีตามนโยบายของรัฐในการขยายโอกาสทางการศึกษาสู่ทุกคนในประเทศ ด้วยการที่รัฐมีนโยบายให้เงินอุดหนุนรายหัวของเด็กนักเรียนในสถานศึกษา ประกอบกับการเร่งให้สถานศึกษาในพื้นที่แปรสภาพจากการเรียนในหลักศาสนาอย่างเดียวไปเป็นการเรียนควบคู่ระหว่างสายศาสนาควบคู่กับการเรียนวิทยาการสายสามัญทั่วไป เพื่อหวังจะสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่มีโลกทัศน์ที่เปิดกว้างและมีโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือระดับการศึกษาที่สูงขึ้น อันจะนำมาซึ่งโอกาสในการเรียนรู้ร่วมกันกับคนที่มีความคิดความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ตามแนวทางพหุวัฒนธรรม หากแต่ว่า นโยบายดังกล่าว กลับถูกนำไปเป็นประโยชน์ต่อขบวนการแบ่งแยกผู้คนให้สามารถแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ได้มากขึ้น ด้วยสถานศึกษาทางศาสนาอิสลามอย่างเดียวที่เรียกว่าปอเนาะหลายแห่ง ได้แปรสภาพไปเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนามากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ทำที่ให้ระบบการศึกษาที่เปิดกว้างให้แก่ชาวไทยมุสลิมในการสนับสนุนให้การศึกษามีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น ซึ่งการเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนสำคัญประการหนึ่งคือการได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐในการสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ศึกษาในสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้กลุ่มคนในพื้นที่ต่างเร่งดำเนินการก่อตั้งสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาขึ้นมาหลายแห่ง ประกอบกับการที่พ่อ-แม่ หรือผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่ ยังคงมีความต้องการที่จะส่งบุตรหลานของตนเข้ารับการศึกษาในสถานศึกษาที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานและเชื่อมั่นในบรรดาครูอาจารย์สอนศาสนามากกว่าครูในสถานศึกษาของรัฐ  จึงนิยมส่งบุตรหลานของตนเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนามากขึ้นเป็นทวีคูณ  เพื่อพยายามส่งเสริมให้บรรดาบุตรหลานของตนเป็นมุสลิมที่ดีตามหลักคำสอน รวมทั้งการได้รับบริการอย่างหลากหลายจากสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาที่หลายแห่งให้การอุปถัมภ์ค้ำจุนเด็กและเยาวชนในพื้นที่ที่มีฐานะยากจน อันเป็นหลักสำคัญประการหนึ่งทางศาสนาอิสลามที่ผู้มีต้องช่วยเหลือพี่น้องที่ขาดแคลน ในหลากหลายประการ ดังนั้น จึงเกิดสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่แปรสภาพจากปอเนาะขึ้นมาอย่างมากมาย รวมทั้งสถานศึกษาที่มีอยู่เดิมก็พยายามขยายฐานนักเรียนให้มากขึ้น เพื่อแย่งชิงเด็กและเยาวชนเข้ามาเป็นนักเรียนในสถานศึกษาของตนให้มากที่สุด โดยให้ครู-อาจารย์หรือบุคลากรในสถานศึกษา เป็นผู้ชักจูงบุตรหลาน ญาติพี่น้องเข้ามาเรียน รวมทั้งการส่งนักเรียนของสถานศึกษาของตน ที่เรียนศาสนาชั้นชานาวี (ชั้น 10) ไปเป็นอุสตาซ หรือ อุสตาซะ ไปทำหน้าที่สอนหนังสือตามโรงเรียนตาดีกาเครือข่ายในหมู่บ้านชุมชนอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสอดแทรกชักชวนเด็ก เยาวชน หรือโน้มน้าวพ่อ-แม่ หรือผู้ปกครอง ให้เห็นพ้องในการส่งบุตรหลานของตนเข้ามาเรียนในสถานศึกษาของตน โดยมีแรงจูงใจจากความเชื่อถือ ศรัทธาในตัวอุสตาซ ที่แทรกซึมลงไปทำการตลาดถึงในหมู่บ้าน ร่วมกับแรงจูงใจให้เป็นค่าตอบแทนรายหัว ตลอดจนสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาบางแห่ง จะตอบแทนด้วยการสนับสนุนงบประมาณให้กับคนในหมู่บ้านกู้ยืมเงิน มาใช้ในการจัดซื้อรถยนต์ส่วนตัวและใช้รับ-ส่งนักเรียนระหว่างสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนากับหมู่บ้านอีกด้วย    ด้วยกลยุทธ์ของสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลามหลายแห่งดังกล่าว จึงเป็นที่มาของความนิยมของผู้ปกครองของเด็กในพื้นที่ที่ต้องการส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนามากกว่าสถานศึกษาในระดับเดียวกันของรัฐ ส่งผลให้จำนวนนักเรียนที่เรียนในสถานศึกษาของรัฐที่เคยมีเด็กที่นับถือศาสนาต่างกันอยู่ในสถานศึกษาเดียวกัน ตั้งแต่ระดับอนุบาล ชั้นประถม ชั้นมัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย มีจำนวนลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด สถานศึกษาของรัฐที่จัดการเรียนการสอนทั้งสายสามัญและสายศาสนาในพื้นที่ กำลังถูกสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่ทำการตลาด แย่งเด็กและเยาวชนไปเรียนในสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาที่มีเด็กและเยาวชนอัตลักษณ์เดียวกันแต่เพียงกลุ่มเดียวมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ส่งผลให้สถานศึกษาของรัฐเกือบทุกแห่งอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ด้วยมีจำนวนนักเรียนในแต่ละสถานศึกษาของรัฐ ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งประจักษ์ชัดว่า กลุ่มคนเห็นต่างระหว่างคนในพื้นที่กับคนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีความเชื่อทางศาสนาต่างกัน ที่มีวิถีชีวิตต่างกัน ที่มีชาติพันธุ์ต่างกัน เกิดขึ้นจากรากเหง้าของกลุ่มคนที่อยู่ในขบวนการแบ่งแยกผู้คนแห่งนี้ พยายามแสวงหาโอกาสจากนโยบายที่ดีของรัฐ ไปใช้ในการแบ่งแยกผู้คนออกจากกันที่มีความแตกต่างดังกล่าวให้เกิดขึ้นตั้งแต่ในวัยเยาว์ ซึ่งสถานศึกษาของเด็กเล็กจนถึงเยาวชนนั้นจะเป็นจุดเริ่มแรกในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดความเห็นระหว่างเพื่อนที่แตกต่างทั้งหลายให้หาจุดร่วมของการอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความแตกต่างได้เป็นอย่างดี ซึ่งแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้รู้ดีว่า พวกเขาจะต้องแบ่งแยกผู้คนระหว่างเด็กในพื้นที่กับเด็กต่างพื้นที่ออกจากกันตั้งแต่แรกเริ่มของการเรียนรู้ เพราะนั่น จะสนองตอบยุทธศาสตร์การแบ่งแยกผู้คนให้เห็นต่างได้ง่ายขึ้น
เสือตัวที่ 6 |

ช่องว่างบ่มเพาะ

เสือตัวที่ 6 กระบวนการหล่อหลอมความเห็นต่างให้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ เพื่อให้มีแนวโน้มที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการเพื่อการต่อสู้กับรัฐ มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องจนกระทั่ง กลุ่มคนเหล่านั้นตัดสินใจ เข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่ออกจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและเยาวชนตามสถานศึกษาบางแห่งในพื้นที่ ด้วยสภาพโดยทั่วไปของพื้นที่ของสถานศึกษาในแต่ละแห่งตั้งอยู่โดยรวมแล้ว มีความพิเศษไปจากสถานศึกษาที่มีอยู่โดยทั่วไปในพื้นที่แห่งอื่น (ที่อยู่นอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้) ด้วยบริบทที่โดดเด่นทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความเป็นตัวของตัวเองที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม อาทิ การแต่งกายของครูอาจารย์ ตลอดจนนักเรียนในสถานศึกษานั้นๆ ที่มีความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน กอปรกับสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาที่สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่จะมีรูปทรงทางสถาปัตยกรรมในทางศาสนาอิสลาม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสถานที่สำหรับการประกอบพิธีทางศาสนาอยู่ในบริเวณโรงเรียนหรืออย่างน้อยก็อยู่ใกล้ๆ กับสถานศึกษา ยิ่งทำให้บรรยากาศโดยทั่วไป มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับพื้นที่อื่นของประเทศ นอกจากนั้น สถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่ ยังมีให้เห็นอยู่มากมาย แสดงให้เห็นว่า คนในพื้นที่มีความมุ่งมั่นในการนำศาสนามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต แม้ทางฝ่ายรัฐจะพยายามแนะนำให้สถานศึกษาในพื้นที่ ปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก หากแต่ก็สามารถทำให้สถานศึกษาหลายแห่ง ที่เดิมเป็นเพียงแหล่งเรียนรู้ทางศาสนาอิสลามอย่างเดียวที่เรียกกันว่าปอเนาะ ต้องปรับตัวมาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมากขึ้น กล่าวคือสถานศึกษาต้องปรับเปลี่ยนให้มีการจัดการเรียนการสอนทั้งสายสามัญตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการควบคู่กับการสอนหลักการทางศาสนา หากแต่ว่าสถานศึกษาเหล่านั้น ยังคงทำการสอนวิชาการทางศาสนาอย่างเคร่งครัดอยู่ต่อไปอย่างไม่จืดจาง ซึ่งสอดคล้องกับความนิยมตามวิถีของคนในท้องถิ่นที่ยังคงดำรงมั่นในหลักการของศาสนาจนเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิต ยังผลให้สถานศึกษาหลายแห่งมีการแข่งขันกัน เพื่อแย่งชิงบุตรหลานของคนในพื้นที่ให้เข้ามาศึกษาในโรงเรียนของตนกันอย่างเข้มข้น ในขณะที่มีการปรับตัวและการแข่งขันของสถานศึกษาในพื้นที่ ก็ยังมีความแตกต่างด้านระดับการพัฒนาอยู่มากในระดับหนึ่ง นอกจากนั้น คุณภาพของครูอาจารย์ของสถานศึกษา มีส่วนสำคัญในการสร้างคุณภาพการเรียนการสอน โดยสถานศึกษาขนาดใหญ่ จะมีโอกาสเลือกครูอาจารย์ที่มีคุณภาพมาเป็นบุคลากรของตนได้มากกว่าสถานศึกษาขนาดเล็ก ทั้งนี้มีผลโดยตรงมาจากงบประมาณรายหัวของภาครัฐที่สนับสนุนให้นักเรียนในสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนา (ที่มีการสอนทั้งสายสามัญควบคู่สายศาสนา) กล่าวคือ หากสถานศึกษาใด มีจำนวนนักเรียนมาก ก็จะได้งบประมาณจากส่วนนี้มากเป็นเงาตามตัว ทำให้สถานศึกษาขนาดใหญ่มีโอกาสในการระดมเด็กและเยาวชนเข้ามาสู่สถานศึกษาของตนมากขึ้น ในขณะเดียวกันกลับทำให้สถานศึกษาของรัฐมีจำนวนนักเรียนน้อยลง นี่คือต้นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดภาวะแปลกแยกแตกต่างของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ตั้งแต่ยังเล็ก ด้วยเพราะคนในพื้นที่ที่เป็นพี่น้องชาวมุสลิมถูกแบ่งแยกการเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับเด็กไทยพุทธตั้งแต่ในเยาว์วัย สิ่งดังกล่าวเหล่านี้ จะเป็นช่องว่างระหว่างคนในพื้นที่ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้บริหาร ครู อาจารย์ในสถานศึกษา ตลอดจนเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทั้งมีความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันให้ขนายช่องว่างออกจากกันมากขึ้น จนกระทั่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักสร้างมวลชนของขบวนการร้ายแห่งนี้ สามารถสอดแทรกเข้ามาปลุกระดม บ่มเพาะแนวคิดสุดโต่ง สร้างความเห็นต่างจากจุดเล็กๆ จนขยายตัวออกไปเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ สร้างสมความขัดแย้งชิงชังให้เกิดขึ้นระหว่างเด็กและเยาวชนในพื้นที่กับรัฐได้อย่างมาก รวมทั้งสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาหลายแห่ง จำเป็นที่จะต้องมีบ้านพักเพื่อให้นักเรียนส่วนหนึ่งได้อยู่ประจำที่สถานศึกษา และมีโอกาสในการเรียนรู้หลักคำสอนทางศาสนาอิสลามได้มากกว่าเด็กไป-กลับ  หากแต่ว่าสภาพการณ์ในลักษณะนั้น กลับเป็นช่องว่างให้ผู้ไม่หวังดี สามารถสอดแทรกเข้ามาอบรมบ่มเพาะความเห็นต่างระหว่างคนในสถานศึกษากับคนนอกพื้นที่ได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามวิกาลที่เจ้าหน้าที่รัฐขาดโอกาสในการเข้าไปสอดส่องดูแลการเรียนการสอนของครูสอนศาสนาบางคนที่แทรกตัวเข้ามาในสถานศึกษาบางแห่งนั้น สามารถสอดแทรกแนวคิดเห็นต่างให้เกิดขึ้นกับรัฐได้ทีละเล็กทีละน้อยให้มีแนวคิดแปลกแยกกับคนนอกพื้นที่ โดยที่กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นไม่รู้ตัว ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐก็ตระหนักดีในช่องว่างเหล่านั้น และกำลังหากิจกรรมเพื่อให้สามารถเข้าถึงสถานศึกษาตลอดจนที่พักประจำของนักเรียนในสถานศึกษาแต่ละแห่งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามของหน่วยงานภาครัฐก็ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานศึกษาหลายแห่งที่เป็นแหล่งบ่มเพาะ ต่างปรับเปลี่ยนวิธีการในการหล่อหลอมผู้คนในสถานศึกษาที่มีความแนบเนียน ซ่อนพรางการตรวจจับจากเจ้าหน้าที่รัฐไปได้อย่างเหลือเชื่อ อาทิ การทำตัวให้เป็นมิตรกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายที่ถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ หากแต่ยังคงมุ่งมั่นในการใช้ช่องว่างเหล่านั้น บ่มเพาะขยายแนวคิดแปลกแยกแตกต่างให้เกิดขึ้นในมโนสำนึกของเด็กและเยาวชนกับคนพื้นที่อานของประเทศอยู่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง กระบวนการบ่มเพาะแนวคิดการก่อความไม่สงบ ให้เกิดการสร้างความเกลียดชังรัฐ โดยที่ผ่านมานั้น มีหลักฐานชัดเจนว่ามีอยู่จริง ด้วยการพิสูจน์ทราบจากหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐมาอย่างต่อเนื่อง พบร่องรอยการบ่มเพาะแนวคิดการก่อความไม่สงบจากสถานศึกษาบางแห่ง นอกจากนั้นรูปแบบการปกปิดการอบรมบ่มเพาะอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากที่กระทำในสถานศึกษา ไปเป็นการกระทำนอกสถานศึกษา ในรูปแบบของการจัดกิจกรรมเข้าค่ายนอกสถานที่ในห้วงต่างๆ เช่นห้วงการปิดภาคเรียน รวมทั้งการใช้สถานที่อื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของหน่วยงานด้านความมั่นคง สิ่งเหล่านี้ นับเป็นช่องว่างในการใช้เป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดรุนแรง สร้างความเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งการชักจูงเยาวชนให้หลงผิด เข้าร่วมขบวนการฯ ในรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่งที่รัฐยากที่จะค้นหาและปิดช่องว่างเหล่านั้นได้โดยง่าย         
เสือตัวที่ 6 |

อำนาจต่อรอง

เสือตัวที่ 6 กระบวนการต่อสู้ของฝ่ายขบวนการต่อต้านรัฐยังคงดำเนินไปอย่างคงเส้นคงวาด้วยความเข้มข้นโดยมีเป้าประสงค์ระดับยุทธศาสตร์ประการเดียวอย่างเหนียวแน่นตลอดมานั่นคือ อิสระในการปกครองกันเองในพื้นที่ แม้ว่าจะมีรูปแบบของการต่อสู้เชิงกลยุทธ์ที่พลิกพลิ้วแตกต่างไปตามแต่สถานการณ์ที่เอื้ออำนวย หากแต่ยังคงเป้าหมายระดับยุทธศาสตร์ที่ต้องการอิสระในการอยู่กันเองตามแบบที่กลุ่มคนในพื้นที่ต้องการ ซึ่งนักความมั่นคงทั้งหลายจะต้องไม่ติดกับทางความคิดเดิมๆ ทั้งกลยุทธ์ในการต่อสู้และเป้าหมายระดับยุทธศาสตร์ที่แท้จริงของคนระดับนำในขบวนการที่เต็มไปด้วยความลุ่มลึกซ่อนเงื่อนและต้องวิเคราะห์กันหลายชั้นเลยทีเดียว ด้วยท่วงทีของการปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ที่มีจังหวะก้าวของการ ก่อเหตุในแต่ละห้วงเวลา ล้วนเป็นโจทย์ซ้อนโจทย์ที่นักคิดฝ่ายรัฐจะต้องร่วมกันวิเคราะห์ให้ถึงแก่นอย่างไม่ง่ายนัก กรณีการปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ในแต่ละครั้งโดยเฉพาะในห้วงหลังๆ ที่มีเป้าหมายระดับยุทธการเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองของกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ฝ่ายรัฐกล่าวขานในขณะที่ฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้เรียกกระบวนการนี้ว่า กระบวนการเจรจาสันติภาพนั้น ไม่ใช่การก่อเหตุรุนแรงที่มีเป้าประสงค์ทางยุทธการที่ต้องการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างคนในพื้นที่กับฝ่ายรัฐเฉกเช่นแต่ครั้งก่อน และไม่ใช่การก่อความไม่สงบด้วยอาวุธและความรุนแรงที่มุ่งประสงค์จะสร้างสถานการณ์ให้ประชาคมโลกเข้ามาแทรกแซงเพื่อบังคับให้เกิดสันติภาพเฉกเช่นกรณีของติมอร์-เลสเตในครั้งก่อนอีกต่อไป เพราะสถานการณ์กรณีของติมอร์-เลสเตนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรัฐไทยด้วยฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทยได้ถอดบทเรียนในกรณีดังกล่าวได้อย่างชาญฉลาด จนทำให้การก่อความไม่สงบด้วยอาวุธอย่างรุนแรงในพื้นที่ปลายด้ามขวานไม่สามารถเดินไปถึงจุดนั้นตามประสงค์ของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้ หากแต่การขับเคลื่อนการต่อสู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์นั่นคือการปกครองกันเองในพื้นที่ ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นในรูปแบบที่เปลี่ยนไป ด้วยการบ่มเพาะต่อเติมความคิดความเชื่อในทุกมิติของสังคมแห่งนี้ที่มีความแนบเนียนมากขึ้นด้วยการสั่งสมเพิ่มพูนความคิดความเชื่อที่เห็นต่างกับคนส่วนอื่นของประเทศให้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่แห่งนี้รุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างเป็นระบบ ด้วยการสร้างกิจกรรมที่ซ่อนปนไปด้วยการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่ที่มีรากเหง้ามาจากการสร้างความแปลกแยกทางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ที่สายตาจากมุมมองปกติธรรมดาทั่วไปจะหยั่งลึกได้ อาทิ กิจกรรมของเยาวชนชายหาดสายบุรีที่เดินพาเหรดแห่ช้างจำลองจารีตประเพณีสมัยปาตานีเป็นรัฐอิสระปกครองด้วยระบบสุลต่านในอดีต เพื่อต้องการจะสะท้อนถึงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนเฉพาะกลุ่มของผู้คนในพื้นที่ปาตานีสู่ผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยกิจกรรมในลักษณะนี้ มุ่งตอกย้ำให้คนในพื้นที่คงความตระหนักในรากเหง้าที่มาของกลุ่มตนและขณะเดียวกันก็ต้องการให้สังคมภายนอกพื้นที่ให้การยอมรับซึ่งงานมหกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันของสี่พลังประสาน จากหนึ่งคือองค์กรภาคประชาสังคมที่มีอยู่มากมายในพื้นที่ สองคือพลังคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา ซึ่งมีประธานเป็นบิดาของอุสตาสสุกรี ฮารี ประธานกลุ่มมารา สามคือพรรคการเมืองบางพรรคในสภาฯ ที่มีความเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนการต่อสู้ในระดับชาติผ่านระบบรัฐสภา และสี่คือพลังจากองค์กรชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อันเป็นองค์กรที่ทรงพลังยิ่งในการขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่นที่สั่งสมกำลังแนวร่วมในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธเป้าหมายทางทหารหลายครั้งหลายหน ไม่ว่าจะเป็นฐานปฏิบัติการของตำรวจน้ำที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 ก็ดี เหตุระเบิดด้วยกับระเบิดแบบเหยียบและตามด้วยระเบิดแสวงเครื่อง เป็นเหตุให้ทหารพรานเสียชีวิตหนึ่งนาย ชาวบ้านผู้หญิงไทยพุทธขาขาด 2 ข้าง ที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 ก็ดี และล่าสุดคือเหตุวางเพลิงและระเบิดปั๊มน้ำมัน ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น และมินิบิ๊กซี 17 จุด ในวันที่ 17 สิงหาคม 2565 ซึ่งตรงกับวันครบรอบได้รับเอกราชของประเทศอินโดนีเซียจากฮอลันดาก็ดี ล้วนมีเป้าประสงค์ระดับยุทธการเพื่อแสดงออกถึงศักยภาพของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่ไม่เคยลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด และเป็นความต้องการส่งสัญญาณให้ฝ่ายรัฐเห็นว่า กลุ่มของพวกเขาไม่ว่าจะเป็น BRN หรือPULO และกลุ่มอื่นๆ ยังมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปยังเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของขบวนการอันเป็นเป้าหมายเดียวกันนั่นคืออิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดที่อาจไม่ใช่รัฐเอกราชโดยสมบูรณ์ตามคำนิยามของประชาคมโลก หากแต่ว่าการโจมตีก่อความรุนแรงหลายครั้งที่ผ่านมาในช่วงหลังมานี้ นอกจากนั้นยังมีเป้าประสงค์เพื่อทำลายเศรษฐกิจ ทำให้ระบบเศรษฐกิจเสียหาย และลดความน่าเชื่อถือของรัฐ เพื่อให้เห็นว่าฝ่ายความมั่นคงดูแลความปลอดภัยให้ไม่ได้ แม้จะเป็นเขตเมือง หรือร้านสะดวกซื้อที่มีคนเข้า-ออกพลุกพล่าน เปิดบริการ 24 ชั่วโมงก็ตามรวมทั้งการแสดงให้เห็นว่ากลุ่มขบวนการแห่งนี้ ยังมีศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเข้มแข็งในทุกโอกาสทุกพื้นที่ที่ต้องการลงมือได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐยากที่จะต่อกรได้ และที่สำคัญคือเป้าหมายระดับยุทธการในพื้นที่ที่แท้ที่ปฏิบัติการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธการโจมตีในพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชน และเขตเมือง หลายครั้งในห้วงหลังมานี้ ก็เพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าฝ่ายรัฐบนโต๊ะพูดคุยเพื่อสันติสุข ที่ต้องมีผลสุดท้ายไปในแนวทางที่ขบวนการแห่งนี้ต้องการ
เสือตัวที่ 6 |