เปลี่ยนผ่านอย่างมั่นคง

เสือตัวที่ 6 ห้วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศเมื่อ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา กำลังเป็นห้วงเวลาสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านจากการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยในช่วงที่ผ่านมาไปสู่ก้าวย่างใหม่ที่จะยังคงสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของรัฐในความหมายของบูรณภาพแห่งอาณาเขตและความเป็นรัฐเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของรัฐในทุกยุคทุกสมัยจวบจนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 2560 ที่กล่าวไว้ว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งนี้ ความว่าบูรณภาพแห่งอาณาเขต แปลว่า ความครบถ้วนสมบูรณ์ของอาณาเขต ซึ่งรัฐจักต้องรักษาไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาโดยจะบกพร่องมิได้ โดยอาณาเขตหมายความรวมถึงบนท้องฟ้า ใต้น้ำ ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจำเพาะ เป็นต้น นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 2560 ยังบัญญัติไว้ว่า รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รัฐธรรมนูญมุ่งหมายให้กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างจริงจังและเข้มงวด แนวคิดดังกล่าวนี้เป็นการสร้างความเข้มงวดกวดขันให้เกิดขึ้นแก่ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐและฝ่ายประชาชน ในขณะเดียวกันก็ให้อำนาจประชาชนในอันที่จะติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ด้วย โดยสาระสำคัญของกระบวนการพูดคุยสันติสุขหรือการเจรจาเพื่อสันติภาพที่ผ่านมานั้น ยังคงดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญของรัฐอย่างเคร่งครัด แม้ว่าจะเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลใหม่ ต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายไทย หรือการยกเลิกกฎหมายพิเศษ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง การยุบเลิก กอ.รมน. และ ยุบ ศอ.บต. รวมทั้งการถอนกำลังทหารตามสถานการณ์ ก็ยังคงต้องอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญของรัฐที่ถูกกำหนดไว้แล้วอย่างชัดเจน ช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลชุดใหม่ กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ กับขบวนการ BRN ต้องหยุดชะงักไปก่อนจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ และเมื่อรัฐบาลใหม่จะแต่งตั้งคณะพูดคุยชุดใหม่ แต่กระนั้น ยังเป็นไปตามโครงสร้าง ที่มี สมช. เป็นเลขานุการ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้แนวทางที่คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ ซึ่งได้ดำเนินการ 3 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา พบว่า หน่วยงานความมั่นคงได้ดำเนินงานใน 3 แนวทาง คือ 1.แนวทางความมั่นคง ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างปกติสุข 2.การพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม ให้อยู่ร่วมกันได้ภายในพหุวัฒนธรรม โดยมี ศอ.บต. เป็นฝ่ายดำเนินการ 3.การพูดคุยเพื่อสันติสุข ร่วมกันหาทางออก เปิดการพูดคุย เปลี่ยนการต่อสู้ด้วยอาวุธจากความรุนแรงมาสู่แนวทางสันติวิธี เร่งแก้ปัญหาที่รากเหง้าแบบมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก โดยมี สมช. รับผิดชอบ ซึ่งทั้ง     3 แนวทางดังกล่าว ยังคงประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและยังเป็นวาระ ด้าน พล.ต.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 รอง ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า ตลอดกว่า 19 ปี ของสถานการณ์ที่ผ่านมานั้น หน่วยงานความมั่นคงมีความจำเป็นต้องใช้กฎหมาย  3 ฉบับ ทั้งกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และ พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ศ.2551 ซึ่งใช้เพื่อการควบคุมสถานการณ์ และใช้ตามความจำเป็นของสถานการณ์อยู่แล้ว แม้ว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่สงคราม ไม่ได้เป็นพื้นที่ขัดแย้งด้วยอาวุธ หากแต่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ผ่านมา ล้วนเกิดจากคนไทยกลุ่มหนึ่ง กระทำผิดกฎหมายของรัฐ ก่ออาชญากรรมที่ละเมิดต่อกฎหมายของประเทศไทย หน่วยงานความมั่นคงจึงจำเป็นต้องจัดกำลังทหาร ตำรวจ รวมทั้งอาสาสมัครทั้งหลาย มาช่วยกันสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องมาปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ การบังคับใช้กฎหมายของรัฐตามกระบวนการยุติธรรมอย่างอารยะ โดยเฉพาะที่ผ่านมานั้น มีผู้บริสุทธิ์ทั้งประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องเสียชีวิตกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จากการกระทำของคนกลุ่มหนึ่งที่ละเมิดกฎหมาย สร้างความรุนแรง ดังนั้น กฎหมายพิเศษทั้งหลาย จึงยังคงมีความจำเป็นในการปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์และปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อนำความปกติสุขมาสู่พี่น้องในพื้นที่ แต่กระนั้น ที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคงก็จะใช้ตามความจำเป็นเท่านั้น และมีการลดลำดับความเข้มข้นของกฎหมายที่ใช้มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว สำหรับการถอนกำลังทหาร ที่ผ่านมานั้น กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ในปี 2559-2560 ได้มีการถอนกำลังทหารที่เป็นทหารจากนอกพื้นที่ไปแล้ว คงไว้เฉพาะกำลังทหารในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีการถอนกำลังไปแล้วกว่า 25,000 นาย และอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนจากทหารไปสู่ตำรวจและฝ่ายปกครองพลเรือนมากขึ้นตามลำดับ สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหายาวนานและเป็นความท้าทายของทุกรัฐบาล พื้นที่ จชต. มีอัตลักษณ์มลายู นับถือศาสนาอิสลาม 80 เปอร์เซ็นต์ ปัญหามาจากคนบางกลุ่มใช้ความแตกต่างกับคนส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านั้น ไปยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก โดยมีเป้าหมายหลักคือการแบ่งแยกดินแดน หวังจะปกครองกันเองอย่างอิสระเฉกเช่นเดียวกับรัฐเอกราช การขับเคลื่อนการต่อสู้ของรัฐจึงกระทำเพื่อสลายความขัดแย้งอันเป็นต้นเหตุจากความเห็นต่าง หลอมรวมความเห็นต่างด้วยการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง โดยหน่วยงานความมั่นคงต้องเร่งสื่อสารกับแนวนโยบายใหม่โดยรัฐบาลใหม่ให้เข้าใจรับรู้ว่า ที่ผ่านมารัฐได้ดำเนินการอะไรมาแล้วอย่างได้ผล และจะต้องดำเนินการต่อไปให้ช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจนี้ ยังต้องมุ่งสร้างความเป็นปึกแผ่น คงความมั่นคงของรัฐได้โดยยังคงรักษาบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐ อันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด
เสือตัวที่ 6 |

สันติภาพที่มั่นคง

เสือตัวที่ 6 ขบวนการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้รุกคืบอย่างมีนัยต่อการต่อสู้กับรัฐไทยอย่างน่าสนใจ กระบวนการรุกคืบการต่อสู้ได้รุกเข้าสู่ศูนย์กลางระดับบนสุดของอำนาจรัฐผ่านการนำเสนอวาทกรรมอันลุ่มลึกและหลากหลาย อาทิ การปฏิรูปประเทศในทุกภาคส่วน การคืนอำนาจอธิปไตยให้ปวงชนชาวไทย การส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพของพลเมืองอย่างสุดกำลังแบบโดนใจคนวัยหนุ่มสาวอย่างไม่เคยมีมาก่อน ล้วนส่งผลให้เกิดความนิยมทางการเมืองครั้งล่าสุด หากแต่ในเวลาเดียวกัน ก็ก่อให้เกิดความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงให้กับผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ห่วงกังวลกับผลกระทบกับความมั่นคงของชาติในมิติต่างๆ ในภาพรวม และหนึ่งในนั้นก็คือแนวคิดเชิงนโยบายของพรรคการเมืองทั้งหลายในการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยวาทกรรมสันติภาพที่ต้องการ แนวคิดเชิงนโยบายช่วงหาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุด มีแนวคิดเชิงนโยบายมากมายที่หมิ่นเหม่ต่อความมั่นคงของชาติในความหมายของการเป็นรัฐเดียวอันแบ่งแยกมิได้ อาทิ ผู้แทนพรรคการเมืองหนึ่งกล่าวว่า ควรมองสันติภาพนั้นมาด้วยความสงบและความชอบธรรม และเจ้าภาพในแก้ปัญหาในพื้นที่นั้นควรเป็นข้าราชการพลเรือน ไม่ใช่ทหาร และให้สภามีส่วนร่วมทุกกระบวนการ ปฏิรูปหน่วยงานในด้านความมั่นคงด้วยการยุบเลิกทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ประกาศเลิกกฎอัยการศึกชายแดนใต้ กระจายอำนาจสู่พื้นที่ท้องถิ่น ถึงระดับจังหวัด โดยการเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของตัวเอง 3 จชต. นั่นคือความสงบสันติภาพร่วมกับความชอบธรรม สอดคล้องกับตัวแทนพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่งให้ทรรศนะว่า ควรให้มีการเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของตัวเอง 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งต้องให้เขาแก้ปัญหาด้วยตัวเขาเอง ต้องกระจายอำนาจท้องถิ่น ส่งเสริมคนปกครองตนเอง เหล่านั้นสะท้อนแนวคิดมุมมองที่สามารถตีความให้ความหมายที่ซ่อนไว้หลายอย่าง ซึ่งหากฟังอย่างผิวเผินก็จะเห็นว่าเป็นตรรกะที่ดีและน่าเป็นไปได้ แต่ถ้ามองอย่างลุ่มลึกจะเห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่า หลักการและแนวคิดทั้งหลายไม่อาจใช้ได้อย่างเป็นผลและบรรลุเป้าประสงค์ของหลักการนั้นได้ในทุกพื้นที่ โดยหลักการการกระจายอำนาจอย่างสุดขั้ว การให้สิทธิ เสรีภาพอย่างเต็มกำลังในพื้นที่พิเศษที่มีที่มาในอดีตของการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานของรัฐเหล่านั้นอาจหมิ่นเหม่ ล่อแหลมต่อการรักษาอธิปไตยของชาติอันเป็นหักการความมั่นคงของชาติสูงสุดที่ไม่อาจมีหลักการใดๆ มากล่าวอ้างหรือคัดง้างได้ กระจายอำนาจในลักษณะให้เลือกผู้ปกครองกันเองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับจังหวัด รวมทั้งการถอนกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐออกไปจากพื้นที่ และการยุบเลิกหน่วยงานด้านความมั่นคงที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาอธิปไตยและการดำรงรักษาอำนาจรัฐเป็นส่วนรวมนั้น อาจเป็นแนวคิดเชิงนโยบายที่สนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระในการปกครองกันเองของขบวนการแห่งนี้ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชแห่งดินแดนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ล่าสุดแนวโน้มของแนวคิดเชิงนโยบายในพื้นที่ 3 จชต. ภายใต้วาทกรรมผลักดันสันติภาพก้าวหน้า สันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี กำลังแผ่ขยายให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นอันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมีนัย ด้วยแนวคิดที่ต้องการผลักดันนโยบายสันติภาพกินได้ ยกระดับกระบวนการสันติภาพให้ขยายไปในวงกว้างสู่ระดับสากล (Internationalize) ที่ไม่ใช่เฉพาะสันติภาพระหว่างรัฐไทยกับขบวนการ BRN และมาเลเซีย โดยมองว่าต้องให้อินโดนีเซีย และสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมแก้ปัญหาในการเจรจาสันติภาพ ยกเลิกกฎหมายพิเศษทั้งหมดและสนับสนุนให้ใช้กฎหมายอิสลามเข้าใช้ในพื้นที่แทน รวมทั้งยุบเลิก กอ.รมน. และยุบ ศอ.บต. และเปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพคนใหม่เป็นพลเรือนโดยเป็นคนของรัฐบาลที่มีแนวคิดเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับรัฐบาล แนวคิดเชิงนโยบายที่พยายามอย่างแรงกล้าในการผลักดันคำว่าปาตานีเพื่อประสงค์จะสะท้อนถึงความแตกต่างเชิงชาติพันธุ์จากคนไทยในพื้นที่อื่นด้วยวาทกรรมว่าเป็นอัตลักษณ์และวัฒนธรรม รวมทั้งประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลในพื้นที่ 3 จชต. และ 4 อำเภอของสงขลา โดยเน้นย้ำถึงหนึ่งในปมขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ ซ่อนเงื่อนในการนำมาใช้ในการพูดคุยเพื่อให้เกิดการแสดงออกทางสิทธิและเสรีภาพ และเป็นประเด็นสำคัญที่จะถูกนำไปคุยในโต๊ะพูดคุยบนพื้นฐานของความต้องการของคนในพื้นที่แห่งนี้อย่างแท้จริง ปรากฏการณ์เหล่านี้จึงน่าจับตามองอย่างยิ่ง ซึ่งจะมีการยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการเสนอแนวคิดให้ออกกฎหมายในการเจรจาสันติภาพมารองรับ ยกระดับการพูดคุยสันติภาพของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนให้มีสถานะเท่าเทียมกับรัฐไทยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของฝ่ายความมั่นคงขนานใหญ่ และกระจายอำนาจไปให้ประชาชนในพื้นที่อย่างสุดขั้ว เหล่านั้นจึงเป็นวาระแห่งชาติของฝ่ายความมั่นคงของรัฐด้วยเป็นแนวคิดเชิงนโยบายที่ท้าทายความมั่นคงของชาติที่มีความสำคัญอย่างมากในห้วงเวลานี้ที่จะปล่อยผ่านไปโดยการศึกษาเตรียมรับมืออย่างเป็นปกติธรรมดาไม่ได้ ด้วยเพราะแนวคิดเหล่านั้นได้ส่งผ่านออกมาให้ได้รับรู้อย่างแยบยลผ่าน วาทกรรมการแก้ปัญหาไฟใต้ด้วยการสร้างสันติภาพที่เป็นธรรม หากแต่ให้ตระหนักไว้ว่า สันติภาพดังกล่าว ต้องเป็นสันติภาพที่มีความมั่นคงของชาติด้วยความหมายของการเป็นรัฐเดียวจะแบ่งแยกมิได้ เป็นเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการ
เสือตัวที่ 6 |

ถ่วงดุล

เสือตัวที่ 6 สถานการณ์การต่อสู้ช่วงชิงความเหนือกว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เห็นได้ชัดว่ากลุ่มขบวนการที่กำลังต่อสู้กับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่นั้นอยู่เหนือกว่าจังหวะก้าวในการต่อสู้ในสมรภูมิแห่งนี้อยู่หลายก้าวอย่างเห็นได้ชัด ผ่านปรากฏการณ์อันหลากหลายของกลุ่มขบวนการแห่งนี้ที่ขับเคลื่อนท่วงทีอย่างมียุทธศาสตร์ที่สอดประสานรับกันอย่างกลมกลืนและทรงพลังยิ่ง การขับเคลื่อนที่ผ่านการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงเจตนารมณ์ในการแสดงให้เห็นว่าคนในพื้นที่ท้องถิ่นนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างมีอัตลักษณ์ผ่านกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ที่พยายามสื่อให้เห็นถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ผ่านการแต่งกายของเยาวชนชายหญิงรวมทั้งการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์มากมาย อาทิเช่น การกล่าวคำปฏิญาณตนพร้อมกันในช่วงท้ายของการจัดกิจกรรม และการแสดงท่าทางเฉพาะกลุ่มที่เป็นนัยของการร่วมกันต่อสู้ของคนในพื้นที่ เป็นต้น ที่ผ่านมานี้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้สามารถสร้างเครื่องมือเพื่อการรื้อฟื้นการสร้างเอกลักษณ์ของกลุ่มตนตลอดจนการเพิ่มพูนเกียรติยศของชาติ รูปแบบการบริหารพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของตน ระบบกฎหมาย อัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกเห็นชอบให้เป็นประเด็นที่ต้องถูกถกแถลงในเอกสารหลักการทั่วไปว่าด้วยการพูดคุยเพื่อสันติสุขครั้งล่าสุดแล้ว สอดรับกับการต่อสู้ทางความคิดในทุกเวทีที่เกิดขึ้น การแย่งชิงมวลชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ การต่อสู้ทางวิถีชีวิตอัตลักษณ์พื้นถิ่น ล้วนบ่งบอกถึงเจตนาในการแยกตัวทางวัฒนธรรมและความเชื่อกับคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างชัดเจน การต่อสู้ทางการเมืองระดับชาติจนถึงวันนี้ ที่พรรคการเมืองมุ่งออกแบบนโยบายพิเศษเฉพาะท้องที่แบบพิเศษแบบสุดโต่งและหมิ่นเหม่ต่อความเป็นรัฐเดียวของชาติ ล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติ อาทิ การยกเลิกกฎหมายพิเศษที่เสริมประสิทธิภาพต่อเจ้าหน้าที่รัฐ การถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่โดยสิ้นเชิง รวมทั้งนโยบายปาตานีจัดการตนเอง แม้พรรคดังกล่าวจะอ้างว่านโยบายนี้ หมายถึงการกระจายอำนาจเพื่อจัดการตนเองในแบบเดียวกันกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ หากแต่นโยบายดังกล่าวนี้จะอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐที่ต้องมีอธิปไตยเป็นหนึ่งเดียว โดยเฉพาะพื้นที่พิเศษแห่งนี้ที่กลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกการปกครองมีความมุ่งหมายชัดเจนมาตลอดว่า ต้องช่วงชิงอำนาจรัฐเพื่อการจัดการตนเองของปาตานีอย่างเข้มข้นชัดเจนให้จงได้ เจตนาของขบวนการแห่งนี้มีความชัดเจนแม้กระทั่งผลงานที่วิชาการผ่านงานวิจัยเรื่องทัศนคติของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีต่อปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ที่ผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นของนักศึกษาเยาวชนกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นว่าภาครัฐควรให้ความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่ให้เข้ามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ หรือการมีบทบาททางการเมืองที่ภาครัฐไม่ควรที่จะเข้ามาใช้อำนาจการบริหารจัดการมากจนเกินไป โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งภาครัฐควรจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของอัตลักษณ์ และการยอมรับในความหลากหลาย ที่เน้นเรื่องของการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึงและทำให้การเมืองการปกครองดำเนินไปอย่างงดงามและราบรื่นอย่างสันติวิธี อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลักประชาธิปไตยที่เน้นรูปแบบของสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมที่ได้ชื่อว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริง แม้ประเด็นต่างๆ ดังกล่าว จะเกิดขึ้นต่างห้วงเวลาและต่างมิติกัน หากแต่เมื่อร้อยเรียงเรื่องราวเหล่านั้น จะเห็นได้ว่า มีการร้อยรัดอย่างมืออาชีพที่มุ่งปกครองกันเองโดยสมบูรณ์ของกลุ่มคนในขบวนการแห่งนี้ ตั้งแต่การจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ของเยาวชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การต่อสู้ทางความคิดในทุกเวทีที่เกิดขึ้นแม้กระทั่งการเจรจาสันติภาพครั้งแล้วครั้งเล่า การต่อสู้ด้วยอาวุธของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการอย่างต่อเนื่อง การนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองอันล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติ อาทิ การยกเลิกกฎหมายพิเศษที่เสริมประสิทธิภาพต่อเจ้าหน้าที่รัฐ การถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่โดยสิ้นเชิง รวมทั้งนโยบายปาตานีจัดการตนเอง และผลงานที่วิชาการผ่านงานวิจัยที่เสนอว่า รัฐควรกระจายอำนาจอย่างทั่วถึงให้คนในพื้นที่เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ หรือการที่เข้ามามีบทบาททางการเมือง โดยอ้างว่าเป็นอำนาจอธิปไตยของประชาชนในพื้นที่โดยที่ภาครัฐไม่ควรที่จะเข้ามาใช้อำนาจการบริหารจัดการมากจนเกินไป อีกทั้งภาครัฐควรจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของอัตลักษณ์ และการยอมรับในความหลากหลาย อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลักประชาธิปไตยที่เน้นรูปแบบของสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม ถ้ามาอย่างผิวเผินเฉกเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ของรัฐ ก็จะมองได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีและควรดำเนินการอย่างจริงจังจากรัฐ แต่ทว่าประเด็นเหล่านั้น เป็นการดำเนินการในพื้นที่พิเศษที่มีการต่อสู้ช่วงชิงกับรัฐมาอย่างยาวนานเพื่อให้พวกเขาสามารถแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐได้อย่างสมบูรณ์ การก่อเหตุร้ายที่ยังไม่จบ การสร้างความแตกแยกทางความคิดแบบสุดโต่งยังคงมีอยู่อย่างเข้มข้น การสร้างอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสระในการจัดการกันเองของคนในพื้นที่ จึงเป็นเรื่องที่ล่อแหลมต่อความเป็นอธิปไตยของรัฐ ดังนั้น ณ เวลานี้ การถ่วงดุลอำนาจในทุกประเด็นระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่แห่งนี้ จึงเป็นความสำคัญสูงสุดเป็นกรณีพิเศษกว่าพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ที่รัฐจะต้องรู้เท่าทันและจัดการถ่วงดุลอำนาจให้ทันเวลา
เสือตัวที่ 6 |

สอดรับ

เสือตัวที่ 6 กลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยไม่เคยลดละความพยายามในการเดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางที่กลุ่มพวกเขาต้องการนั่นคืออิสระในการปกครองกันเองในรูปแบบที่พวกเขาคาดหวัง และกลุ่มคนในขบวนการนี้จะขับเคลื่อนการต่อสู้ใดๆ แล้ว ล้วนมีผ่านการวิเคราะห์และวางแผนอย่างเป็นระบบที่สอดรับกันอย่างกลมกลืนอย่างมืออาชีพ ปรากฏการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทาง หากแต่ทุกการต่อสู้ล้วนมีการวางแผนจากนักคิดระดับมันสมองของขบวนการที่ขับเคลื่อนอย่างสอดประสานกันอย่างมีพลังทั้งการต่อสู้ทางความคิดผ่านการขับเคลื่อนในทุกเวทีที่มีโอกาสอย่างทรงพลัง การสะสมบ่มเพาะแนวร่วมขบวนการที่เข้มแข็งขยายฐานมวลชนแนวร่วมให้มากขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวี สอดรับกับการต่อสู้ด้วยอาวุธในทุกรูปแบบเพื่อคงสถานการณ์การต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างรุนแรงของคนพื้นที่ถิ่นกับรัฐผู้รุกราน (ในความหมายของการชี้นำจากขบวนการร้ายแห่งนี้) ตลอดจนการต่อสู้ทางการเมืองในทุกระดับเพื่อช่วงชิงการนำทางการเมืองระดับชาติและระดับนานาชาติอันจะนำมาซึ่งอำนาจในการปกครองกันเองตามที่กลุ่มตนต้องการ ปรากฏการณ์การต่อสู้ด้วยความรุนแรงเพื่อให้เห็นถึงความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างคนในพื้นถิ่นกับรัฐผู้ปกครอง เมื่อ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงของขบวนการร้ายแห่งนี้ได้ลอบเผาสัญญาณโทรศัพท์ในหลายพื้นที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแห่งนี้ ได้มีการวางแผนเป็นอย่างดี เข้าปฏิบัติการห้วงเวลาค่ำมืดพร้อมๆ กัน โดยการกระจายกำลังไปตามจุดต่างๆ ปฏิบัติการลอบทำการเผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ จำนวน 6 จุด อย่างอหังการ ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ประกอบด้วย 1.เผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ ในพื้นที่บ้านจาเราะบองอ หมู่ 5 ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี 2.เผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ หมู่ 7 ต.กะมิยอ อ.เมือง 3.เผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ หมู่ 2 ต.กะมิยอ อ.เมือง 4.เผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ หมู่ 4 ต.คลองมานิง อ.เมือง 5.เผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ ใกล้สี่แยกตะบิ้ง ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี และ 6 บ้านท่ากูโป ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งนั่นบ่งบอกให้เห็นวิธีคิดของแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานให้เห็นว่า กลุ่มขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังคงตามมุ่งหมายของอิสระการปกครองกันเองอย่างเข้มข้น และพวกเขายังคงมีศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐอย่างเข้มแข็งตราบใดที่รัฐยังไม่ยอมจำนนในสมรภูมินี้อย่างสมบูรณ์ หลังจากการก่อเหตุร้ายเพื่อบ่งบอกให้เห็นถึงศักยภาพของขบวนการแห่งนี้ด้วยการทำลายเสาสัญญาณโทรศัพท์พร้อมกันถึง 6 จุดแล้ว หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น ยังตอกย้ำศักยภาพการต่อสู้ของพวกเขาอย่างสอดรับกันอย่างกลมกลืนด้วย การลอบวางระเบิดสังหารกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังทหารพรานขณะเดินลาดตระเวน ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 3 นาย เมื่อ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา จุดก่อเหตุพบห่างจากโรงเรียนที่ใช้เป็นหน่วยลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใน 14 พ.ค. นี้ เพียง 500 เมตร โดยระเบิดที่กองกำลังติดอาวุธของขบวนการลอบวางเพื่อหมายทำร้ายทหารพรานชุดเดินเท้าลานตระเวน จำนวน 8 นาย ครั้งนี้เป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องบรรจุถังแก๊สน้ำหนักประมาณ 15-30 กิโลกรัม นำไปวางไว้ในพงหญ้าข้างทาง จุดชนวนระเบิดด้วยวิทยุสื่อสารเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากดังกล่าว  สอดรับกับการจัดกิจกรรมต่างๆ ของเยาวชนบนพื้นที่ที่ผ่านมาและที่จะมีต่อไป รวมทั้งกิจกรรม MALAYU RAYA ล้วนมีกลยุทธ์ในการซ่อนแฝงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้คอย่างลุ่มลึก ที่ผ่านมานี้คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้สามารถสร้างเครื่องมือเพื่อการรื้อฟื้นการสร้างเอกลักษณ์ของกลุ่มตนตลอดจนการเพิ่มพูนเกียรติยศของชาติ รูปแบบการบริหารพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของตน ระบบกฎหมาย อัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกเห็นชอบให้เป็นประเด็นที่ต้องถูกถกแถลงในเอกสารหลักการทั่วไปว่าด้วยการพูดคุยเพื่อสันติสุข (General Principles of the PDP) ครั้งล่าสุดแล้ว ปรากฏการณ์ของกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวนี้ ยังสอดรับกับคำกล่าวของนายอุสตาซอานัส อับดุลเราะห์มาน หัวหน้าคณะพูดคุยบีอาร์เอ็น ที่ว่าทุกเชื้อชาติที่มีอยู่บนแผ่นดินต้องการที่จะอยู่อย่างเท่าเทียมกันกับเชื้อชาติอื่นๆ บนพื้นฐานและคุณค่าความเป็นมนุษยชาติที่มีอารยะและการเคารพซึ่งกันและกัน สอดรับกับการต่อสู้ทางการเมืองระดับชาติผ่านการเลือกตั้งเมื่อ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่พรรคการเมืองหลายพรรคที่มุ่งหาเสียงเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อหวังคะแนนเสียงจากพี่น้องในพื้นที่แห่งนี้อย่างสุดโต่งด้วยการออกแบบนโยบายพิเศษเฉพาะท้องที่แบบพิเศษแบบสุดโต่งและหมิ่นเหม่ต่อความเป็นรัฐเดียวของชาติ ผ่านการนำเสนอนโยบายปาตานีจัดการตนเอง แม้พรรคดังกล่าวจะอ้างว่านโยบายนี้ หมายถึงการกระจายอำนาจเพื่อจัดการตนเองในแบบเดียวกันกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศหากแต่ข้ออ้างนี้ก็ยังไม่เห็นการแยกแยะอย่างเป็นรูปธรรมว่านโยบายดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐที่ต้องมีอธิปไตยเป็นหนึ่งเดียวของตนเองอย่างไร โดยเฉพาะพื้นที่พิเศษอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กลุ่มคนในขบวนการหมายมั่นปั้นมือกับการช่วงชิงอำนาจรัฐเพื่อการจัดการตนเองของปาตานีอย่างเข้มข้นชัดเจนมาตลอด จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปาตานีจัดการตนเอง เป็นนโยบายที่สอดรับกับปรากฏการณ์การต่อสู้ของขบวนการในมิติอื่นๆ อย่างกลมกลืน ที่แฝงเร้นนัยอันลุ่มลึกผ่านการเลือกตั้ง   จนถึงวันนี้ การต่อสู้ทางความคิดในทุกเวทีที่เกิดขึ้น การแย่งชิงมวลชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ การต่อสู้ทางวิถีชีวิตอัตลักษณ์พื้นถิ่น การแยกตัวทางวัฒนธรรมและความเชื่อกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธอย่างรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า การต่อสู้ทางการเมืองในระดับท้องถิ่น การเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองในระดับชาติที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดนี้และครั้งต่อๆ ไป ล้วนมีความประสานสอดรับกันอย่างกลมกลืนและทรงพลังในการต่อสู้กับรัฐอย่างเห็นได้ชัด  
เสือตัวที่ 6 |

อำนาจต่อรอง

เสือตัวที่ 6 ปรากฏการณ์ที่มีกลุ่มเยาวชนเปอร์มูดอ นัดร่วมตัวแสดงพลังทางความคิดผ่านกิจกรรม MALAYU RAYA ครั้งที่ 2 ณ.หาดวาสุกรี อ.สายบุรี จ.ปัตตานีเมื่อวันที่ 24 เม.ย.66 ได้ซ่อนความหมายอันลุ่มลึกที่ฝ่ายขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ได้สื่อออกมาให้สาธารณะได้รับรู้และตีความหมาย  การแสดงออกผ่านกิจกรรมเหล่านั้นได้ไม่ยาก โดยกิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากถึงประมาณ 10,000 คน โดยมีนายกเทศมนตรีเมืองตะลุบันขึ้นกล่าวเปิดงานและกล่าวตอนรับกลุ่มเยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมและต่อมามีนายมูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ขึ้นเวทีกล่าวพบปะกลุ่มเยาวชน โดยได้พูดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการแต่งกายและการทำซุ้มประตูชัยของหมู่บ้านเพื่อเป็นการยกย่องถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และหลังจากนั้น มีการแสดง Art Performance เพื่อสื่อความหมายที่ตอกย้ำถึงความทรงจำทางประวัติศาสตร์เพียงส่วนเดียวที่บรรพบุรุษปู่ย่าตายายของพวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานในสมัยก่อนจากการรุกรานของศัตรูและการสูญเสียเอกราชของบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา โดยช่วงท้ายของการรวมตัวครั้งนี้ได้แสดงพลังและกล่าวคำปฏิญาณตนร่วมกันที่ริมหาดวาสุกรี อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เนื่องในเทศกาลวันฮารีรายอ โดยที่ปรากฏการณ์ของกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับคำกล่าวของนายอุสตาซอานัส อับดุลเราะห์มาน หัวหน้าคณะพูดคุย BRN ที่กล่าวว่าทุกเชื้อชาติที่มีอยู่บนหน้าแผ่นดินต้องการที่จะอยู่อย่างเท่าเทียมกันกับเชื้อชาติอื่นๆบนพื้นฐานและคุณค่าความเป็นมนุษยชาติที่มีอารยะและการเคารพซึ่งกันและกัน และย้ำให้เห็นวิธีคิดที่สอดรับกับการจัดกิจกรรมต่างๆ ของเยาวชนคนในพื้นที่รวมทั้งกิจกรรม MALAYU RAYA นี้ว่าคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้สามารถสร้างเครื่องมือเพื่อการรื้อฟื้นการสร้างเอกลักษณ์ของกลุ่มตนตลอดจนการเพิ่มพูนเกียรติยศของชาติ กิจกรรมดังกล่าวได้ตอกย้ำอีกครั้งเกี่ยวกับวัฒนธรรมการแต่งกายชุดมลายูและชี้ให้เห็นความสำคัญของการทำซุ้มประตูชัยประจำหมู่บ้าน โดยเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายต้องรณรงค์ให้เยาวชนมีการอนุรักษ์และให้มีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ให้ยิ่งใหญ่มากขึ้นรวมทั้งมีการสืบทอดกิจกรรมในลักษณะนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มีการนัดรวมตัวจัดกิจกรรมของเยาวชนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเยาวชนหญิงแต่งชุดมลายูเหมือนกัน โดยกลุ่มที่จัดกิจกรรมเป็นกลุ่มเดิมคือ CAP (CivilSocietyAssemblyFor Peace) แต่ครั้งนี้เป็น CAPWomen&Children (CAP ผู้หญิงและเด็ก) โดยครั้งนี้เน้นเยาวชนหญิง จัดกิจกรรมเดิม MALAYU RAYA 2023 จุดมุ่งหมายการจัดกิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นไปในแนวทางเดียวกันนั่นคือ เป็นการรวมตัวเพื่อแสดงพลังของคนในพื้นที่ผ่านกลุ่มเยาวชนทั้งชายและหญิงในพื้นที่โดยใช้การแต่งกายที่เป็นเฉพาะถิ่นในการแสดงออกถึงความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการแสดงออกให้รัฐเห็นว่ากลุ่มขบวนการต่อสู้กับรัฐกลุ่มนี้ มีอำนาจในการต่อรองที่เหนือกว่ารัฐอย่างเห็นได้ชัด ด้วยแม้ว่าจะมีการจับจ้องจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐและได้พยายามปรามการจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวที่มีความล่อแหลมจากการปลุกระดมความคิดความเห็นให้แปลกแยกแตกต่างจากรัฐ หากแต่ว่ากลุ่มขบวนการแห่งนี้ก็ยังจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอยู่ต่อไปโดยไม่สนใจต่อการทักท้วงจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐแม้แต่น้อย ด้วยสิ่งที่ได้จากการจัดกิจกรรมรวมตัวของเยาวชนหลายครั้งที่ผ่านมาจนถึงครั้งนี้ ได้ซ่อนความหมายที่พยายามหล่อหลอมความคิดให้คนรุ่นใหม่เชื่อว่า กลุ่มคนในพื้นที่มีความเป็นชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์ รวมทั้งวิถีชีวิตเป็นของตนเอง ซึ่งนั่นจะเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับรัฐอย่างทรงพลังยิ่ง เป็นแนวร่วมในการสนับสนุนการต่อสู้กับรัฐเพื่อเป้าหมายสุดท้ายนั่นคืออิสระในการปกรองกันเองของคนในพื้นที่อย่างสมบูรณ์ ผ่านการยุยงให้เยาวชนชายและหญิงออกมาแสดงจุดยืนในสังคมโดยดูจากแกนนำและผู้จัดกิจกรรมแล้วล้วนมีประวัติพัวพันกับการต่อสู้กับรัฐมาอย่างต่อเนื่อง เป็นบุคคลที่เคลื่อนไหวและหนุนหลังกลุ่มขบวนการอย่างชัดเจน บนการจับตาของหน่วยงานความมั่นคงที่พยายามป้องปรามการจัดกิจกรรมอันหมิ่นเหม่ต่อแสดงออกถึงการต่อต้านรัฐ จึงวิเคราะห์ได้ว่า กิจกรรมในลักษณะนี้เป็นการแสดงพลังของคนในพื้นที่เพื่อให้เห็นถึงอำนาจต่อรองของคนในพื้นที่ที่เหนือกว่ารัฐอยู่หลายขุม ประกอบกับสถานการณ์ล่าสุดที่กลุ่ม BRN ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา ว่าขอยุติการเจรจาสันติภาพกับรัฐเป็นการชั่วคราวโดยอ้างเหตุผลว่ารัฐกำลังมีการเลือกตั้งทั่วไป จึงขอรอรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายมีมติร่วมกันให้ความเห็นชอบระหว่างการพูดคุยสันติสุขครั้งที่ 6  ที่มาเลเซีย ช่วง ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพูดคุยของคณะเทคนิคของทั้งสองฝ่าย เพื่อกำหนดรายละเอียดในการทำงานร่วมกันยุติความรุนแรงจากช่วง ก.ค. ไปตาม ROAD MAP ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันในขณะที่คนระดับนโยบายในพื้นที่แปลกใจที่ BRN ใช้ช่องทางในการออกแถลงการณ์เรียกร้องในเรื่องที่ต้องการ ทั้งๆ ที่ควรกระทำผ่าน ผอคส.มาเลเซีย ที่มีหน้าที่ประสานการพูดคุยของสองฝ่ายอยู่แล้ว และการขอยุติการพูดคุยสันติสุขของกลุ่ม BRN หนนี้ เป็นกล่าวอ้างที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะการพูดคุยสันติสุขถือเป็นวาระแห่งชาติ และถูกกำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยในการแก้ปัญหา จชต. ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นใครมาเป็นรัฐบาลไทย กระบวนการพูดคุยก็ต้องดำเนินการต่อไปอย่างสืบเนื่องอยู่แล้ว ซึ่ง RRN จึงไม่ควรกังวลกับการมีรัฐบาลไทยหลังเลือกตั้ง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งการจัดกิจกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อรวมตัวของกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นโดยปรากฏหลักฐานชัดเจนถึงการแอบซ่อนการจัดกิจกรรมโดยกลุ่มผู้มีความพัวพันกับขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่ท้าทายสายตาของหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ สอดรับกับการประกาศยุติการเจรจาสันติภาพกับรัฐเป็นการชั่วคราว ด้วยปฏิบัติการเชิงรุกชิงการนำอย่างต่อเนื่องของขบวนการแห่งนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีอำนาจในการต่อรองที่อยู่เหนือกว่ารัฐอยู่หลายขุม
เสือตัวที่ 6 |

เอกภาพ

เสือตัวที่ 6 การดำรงอยู่ของความเป็นรัฐย่อมต้องประกอบด้วยส่วนสำคัญอันเป็นพื้นฐานในการบ่งบอกถึงความเป็นชาติที่เป็นเอกภาพในอาณาเขตและความมีบูรณภาพแห่งอาณาเขตอย่างน้อย 7 ประการ คือ  1.ความมีอธิปไตยเป็นของตนเองที่สามารถทำอะไรก็ได้ในขอบเขตอำนาจแห่งรัฐของตน 2.การมีภาษาที่ใช้เป็นทางการเป็นของตนเอง 3.การมีสกุลเงินตราอันเป็นที่ยอมรับในการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ 4.การมีเอกลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรมที่ยึดโยงกันมาจากอดีตจวบจนปัจจุบัน 5.ระบบกฎหมาย 6.การมีกองกำลังทหารของชาติที่ชัดเจน 7.การมีสัมพันธ์ทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตลอดจนการได้รับการยอมรับในองค์กรระหว่างประเทศ เหล่านั้นคือตัวชี้วัดถึงความเป็นเอกภาพของชาติที่เป็น  เอกราชที่ทุกรัฐชาติต่างต้องแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งห้วงเวลานี้  กลุ่มขบวนการแบ่งแยกการปกครองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จากรัฐไทย กำลังเร่งช่วงชิงให้ได้มาซึ่งองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญเหล่านั้นมาครอบครองให้ได้มากที่สุดเพื่อพวกเขาจะได้บรรลุเป้าหมายสุดท้ายของพวกเขานั่นคือเอกภาพของความเป็นรัฐที่ทุกชาจิทุกภาษาให้การยอมรับในที่สุด ห้วงเวลาที่ผ่านมาในระยะหลังที่ฝ่ายขบวนการนี้ใช้ความพยายามให้นานาชาติเห็นว่าในพื้นที่นี้มีการต่อสู้ของคนในพื้นถิ่นกับรัฐผู้ปกครองเพื่อมุ่งเป้าไปที่การก่อความไม่สงบในพื้นที่ให้เห็นว่าในพื้นที่อยู่ในสภาวะการขัดแย้งด้วยอาวุธอันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสิทธิในการกำหนดใจตนเองของคนในพื้นนั้นไม่บรรลุผล   จึงปรับแนวทางการต่อสู้มาเป็นการต่อสู้ทางความคิดเป็นหลัก โดยมุ่งสะสมบ่มเพาะ ปลุกระดมคนในพื้นที่โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน นักเรียน นักศึกษาในพื้นที่ปลายด้ามขวานให้เกิดความเห็นต่างจากรัฐอย่างสุดโต่ง เพื่อให้คนเหล่านี้ เป็นแนวร่วมและเป็นพลังสำคัญในเวทีการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศเป็นหลัก โดยสร้างความแปลกแยกแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ของรัฐ ที่พยายามยึดโยงประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นทั้งทางกายภาพ(การแต่งกาย) และทางจิตวิญญาณ (แนวความคิดและความเชื่อ) อย่างสุดลิ่ม สุดโต่ง อันเป็นการผนึกกำลังความคิด จิตวิญญาณของคนในพื้นที่เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเหนียวแน่น ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการแบ่งแยกคนในพื้นที่ท้องถิ่นให้ออกห่างจากคนส่วนใหญ่ของรัฐมากขึ้นๆ จนกลายเป็นความแตกต่างที่ไม่สามารถหลอมรวมหรืออยู่ร่วมกันได้ กิจกรรมอันหลากหลายและมีความถี่มากขึ้นจึงปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ อาทิ กิจกรรม MALAYU RAYA เมื่อวันที่ 24 เม.ย.66 กลุ่มเยาวชนเปอร์มูดอ ได้นัดร่วมตัวจัดกิจกรรม MALAYU RAYA ครั้งที่ 2  ณ หาดวาสุกรี อ.สายบุรี จ.ปัตตานี กิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากถึงประมาณ 10,000 คน โดยมีนายกเทศมนตรีเมืองตะลุบันขึ้นกล่าวเปิดงานและกล่าวตอนรับกลุ่มเยาวชนที่มาร่วมกิจกรรม และต่อมามีนายมูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ขึ้นเวทีกล่าวพบปะกลุ่มเยาวชน โดยได้พูดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการแต่งกายและการทำซุ้มประตูชัยของหมู่บ้านเพื่อเป็นการยกย่องถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และหลังจากนั้น มีการแสดง Art Performance เพื่อสื่อความหมายที่ตอกย้ำถึงความทรงจำทางประวัติศาสตร์เพียงส่วนเดียวที่บรรพบุรุษปู่ย่าตายายของพวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานในสมัยก่อนจากการรุกรานของศัตรูและการสูญเสียเอกราชของบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา โดยมีผู้แสดงหลักคือ ผศ.เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มอ.ปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Patani Artspace อ.หนองจิก จ.ปัตตานี หลังจากนั้น นายฮาซัน ยามาดีบุ ได้ขึ้นเวทีกล่าวพบปะกลุ่มเยาวชนโดยได้พูดตอกย้ำอีกครั้งเกี่ยวกับวัฒนธรรมการแต่งกายชุดมลายูและชี้ให้เห็นความสำคัญของการทำซุ้มประตูชัยประจำหมู่บ้าน โดยเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายต้องรณรงค์ให้เยาวชนมีการอนุรักษ์และให้มีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ให้ยิ่งใหญ่มากขึ้นรวมทั้งมีการสืบทอดกิจกรรมนี้ต่อไปทุกๆ ปี ช่วงท้ายของกิจกรรม MALAYU RAYA ได้มีการเชิญชวนกลุ่มเยาวชน เข้ามารวมตัวหน้าเวทีและร่วมกันร้องเพลง Ayuhai pemuda ต่อด้วยนายซาฮารี เจ๊ะหลง ประธานชมรมพ่อบ้านใจกล้า นำกล่าวคำปฏิญาณ ในขณะที่หน่วยงานความมั่นคงทำได้เพียงการเกาะติดการดำเนินกิจกรรมนี้โดยที่ไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงใดๆ ต่อกิจกรรมนี้ได้ ด้วยการจัดกิจกรรมรวมตัวของเยาวชนคนในพื้นที่ที่ผ่านมาและในครั้งนี้ มีกลยุทธ์ในการซ่อนแฝงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้คอย่างลุ่มลึก ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกระทำการใดๆ ที่ขัดขวางกิจกรรม ก็อาจเป็นการสร้างเงื่อนไขในการปลุกระดมให้คนในพื้นที่ออกห่างจากรัฐมากขึ้นไปอีกโดยกลุ่มขบวนการเห็นแล้วว่า การจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวเป็นการเกาะอิงไปกับสิทธิในการสานต่อวัฒนธรรมอันสวยงามของคนในพื้นที่ที่ไม่อาจมีใครมาขัดขวางได้ ปรากฏการณ์ของกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับคำกล่าวของนายอุสตาซอานัส อับดุลเราะห์มาน หัวหน้าคณะพูดคุยบีอาร์เอ็น ในประเด็นที่ว่าทุกเชื้อชาติที่มีอยู่บนหน้าแผ่นดินต้องการที่จะอยู่อย่างเท่าเทียมกันกับเชื้อชาติอื่นๆ บนพื้นฐานและคุณค่าความเป็นมนุษยชาติที่มีอารยะและการเคารพซึ่งกันและกัน และย้ำให้เห็นวิธีคิดที่สอดรับกับการจัดกิจกรรมต่างๆ ของเยาวชนคนในพื้นที่รวมทั้งกิจกรรม MALAYU RAYA นี้ว่าคนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้สามารถสร้างเครื่องมือเพื่อการรื้อฟื้นการสร้างเอกลักษณ์ของกลุ่มตนตลอดจนการเพิ่มพูนเกียรติยศของชาติ รูปแบบการบริหารพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของตน ระบบกฎหมาย อัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกเห็นชอบให้เป็นประเด็นที่ต้องถูกถกแถลงในเอกสารหลักการทั่วไปว่าด้วยการพูดคุยเพื่อสันติสุข (General Principles of the PDP) ครั้งล่าสุดแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนกำลังเข้าใกล้เป้าหมายสุดท้ายของพวกเขานั่นคือเอกภาพของความเป็นรัฐที่นานาชาติให้การยอมรับ
สยามรัฐออนไลน์ |

ปลายอุโมงค์

เสือตัวที่ 6 การแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ยังคงขับเคลื่อนความพยายามอย่างเข้มข้นของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการต่อสู้กับรัฐที่ดูเสมือนว่าก้าวย่างของฝ่ายต่อสู้กับรัฐยังคงก้าวนำฝ่ายรัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมาอยู่ 2 – 3 ก้าวเป็นอย่างน้อย ในขณะที่ฝ่ายรัฐยังคงวาดฝันว่ากระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยความรุนแรงจากการใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกันโดยเฉพาะฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เป็นฝ่ายกระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม ด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐกับฝ่ายขบวนการแห่งนี้ยังคงมีความหวังแม้เป็นเพียงแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์ในการแสวงหาแนวทางยุติรุนแรง สร้างพื้นที่ปรึกษาหารือ ใช้การเมืองหาทางออก ตามวิถีทางสันติวิธี และล่าสุดกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐบาลไทย (PEDP-RTG) กับแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (BRN) ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นความคืบหน้าที่ดีที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง และความเข้าใจร่วมกันเพื่อสร้างแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติภาพแบบองค์ร่วม (Joint Comprehensive Plan towards Peace, JCPP) ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางสำหรับปี 2566-2567 โดยมองว่า JCPP เป็น Road Map ที่แสดงให้เห็นว่า มีแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์แห่งความหวังเพื่อสันติภาพสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของไทย เป็นความคาดหวังที่มีโอกาสทำให้ความขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดลงได้ด้วย พลเอก ศ.ตันศรี ดาโต๊ะ ศรี ปังลีมา ทีเอส ซุลกิฟลี บิน ฮัจญี ไซนัล อาบีดีน ผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยสันติสุขจากมาเลเซีย จะมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่รัฐบาลไทย และประชาคมปาตานี ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ไขความขัดแย้ง และ ฝ่ายมาเลเซียคาดหวังว่า การเจรจาจะได้บรรลุแนวทางแก้ไขอันยุติธรรม อย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ที่ผ่านมา ได้พยายามช่วยสร้างสันติภาพในภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังมีความหวัง และมั่นใจ ว่า วิธีการตามความเห็นชอบรวมของทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ควรเป็นวิธีปฏิบัติของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และส่วนได้ส่วนเสีย ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องการเน้นก็คือ การสร้างสันติภาพมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับมนุษยธรรม ดังนั้น ทุกฝ่ายควรพยายามขยายการมีส่วนร่วม ในสภาพแวดล้อมของแต่ละฝ่าย เพื่อบรรลุสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายจะสามารถเป็นผู้ชนะได้ (Win-Win) เป้าหมายการพูดคุยคือการมุ่งปรับเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มผู้เห็นต่างระหว่างกัน จากการใช้ความรุนแรงมาสู่การต่อสู้ด้วยสันติวิธีผ่านการพูดคุยสันติสุข สันติภาพคือเป้าหมายของกระบวนการแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น มุ่งที่จะหาทางออกที่เป็นที่ยอมรับได้ของทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสู่สันติสุขของสังคมอย่างยั่งยืน ทุกฝ่ายต้องเห็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แสวงหาทางออกของการสนองตอบความต้องการของแต่ละฝ่ายด้วยกระบวนการพูดคุย และยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งประเภทไหน ก็ตาม ไม่อาจจะสิ้นสุดด้วยการใช้ความรุนแรง อย่างสุภาษิตมลายู บอกว่า Menang jadi arang, kalah jadi abu (ชนะก็เป็นถ่าน ชนะก็เป็นเถ้า) การแสวงหาทางออกด้วยการพูดคุยเพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งสองฝ่ายแบบชนะทั้งคู่ (Win-Win) จะนำไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืนที่แท้จริง ปัจจุบันการพูดคุยกำลังเข้าสู่ขั้นตอนของการถกแถลงประเด็นสำคัญ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ประเด็นคือ 1. การลดความรุนแรง 2. การปรึกษาหารือสาธารณะ 3. การแสวงหาทางออกทางการเมือง ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ เช่น รูปแบบการบริหารพื้นที่ อัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น เศรษฐกิจและการพัฒนา ความยุติธรรมและกระบวนการทางกฎหมาย และการศึกษา ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกเห็นชอบ ให้เป็นประเด็นที่ต้องถูกถกแถลงในเอกสารหลักการทั่วไปว่าด้วยการพูดคุยเพื่อสันติสุข (General Principles of the PDP) สำหรับกรอบแนวทางในการขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ นั้น จะต้องได้รับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้น นั่นก็หมายความว่าการดำเนินงานในระดับปฏิบัติให้บรรลุแผนงานตางๆ เหล่านั้น ยังต้องใช้ศักยภาพในระดับสูงของทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะการเอาจริงเอาจังของระดับขับเคลื่อนในทางปฏิบัติที่มีความประสานสอดรับกันอย่างเข้มข้น ในขณะที่ นายอุสตาซอานัส อับดุลเราะห์มาน หัวหน้าคณะพูดคุยบีอาร์เอ็น ปาฐกถาพิเศษ โดยมีสาระสำคัญว่า ทุกเชื้อชาติที่มีอยู่บนหน้าแผ่นดินต้องการที่จะอยู่อย่างเท่าเทียมกันกับเชื้อชาติอื่น ๆ ในสภาวะแห่งความสงบสุข สันติ และปลอดภัย บนพื้นฐานและคุณค่าความเป็นมนุษยชาติที่มีอารยะและการเคารพซึ่งกันและกัน ดังนั้นการกดขี่ในทุกรูปแบบความโหดร้าย การละเมิดสิทธิมนุษยชนใด ๆ และการล่าอาณานิคมในทุกรูปแบบ จะต้องถูกกำจัดให้หมดไปในโลกนี้ ข้อตกลงในการเจรจาครั้งล่าสุดนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพปาตานี โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยรัฐบาลไทยตกลงที่จะแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งเป็นความขัดแย้งนองเลือดในปาตานีด้วยสันติวิธี หรือด้วยการแก้ปัญหาทางการเมือง นี่คือจุดเริ่มต้นในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ ซึ่งรัฐบาลไทยเห็นพ้องและยอมรับว่าขบวนการปลดปล่อยปาตานี เป็นศัตรูทางการเมือง ไม่ใช่ในฐานะขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือผู้ก่อการร้าย หรือผู้ก่อกวนสันติภาพ ทั้งหมดนี้คือกระบวนการความก้าวหน้า ที่ยังคงมีลักษณะเป็นนามธรรม ซึ่งจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นจริงและพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมหรือเป็นจริงในภาคปฏิบัติ นี่คือขั้นตอนเริ่มต้นในกระบวนการเจรจา ที่เพิ่งเริ่มเป็นก้าวแรกในรอบทศวรรษ แต่สิ่งที่ซ่อนเร้นในกระบวนการเจรจา สามารถสร้างเครื่องมือการรื้อฟื้นการสร้างเอกลักษณ์ และเพิ่มพูนเกียรติยศของชาติ นั่นเป็นหนึ่งในเบื้องหลังแนวคิดของการเจรจาต่อรอง ทั้งหมดทั้งปวงสะท้อนวิธีคิดและความคาดหวังของแต่ละฝ่ายที่ซ่อนปมซ่อนเงื่อนของการพูดคุยสันติภาพที่แตกต่าง อาทิ ฝ่ายรัฐเห็นว่าเป็นกระบวนการพูดคุยสันติสุข ในขณะที่ฝ่ายขบวนการเรียกว่าการเจรจาสันติภาพ ฝ่ายรัฐเห็นว่าเป็นการพูดคุย ในขณะที่ฝ่ายขบวนการเห็นว่าเป็นการเจรจาต่อรอง ฝ่ายรัฐเห็นว่าเป็นสันติภาพบนพื้นฐานของความเป็นเอกภาพของดินแดน ในขณะที่ฝ่ายขบวนการเป็นว่า เป็นสันติภาพบนพื้นฐานของเอกลักษณ์เฉพาะตนและเกียรติยศของชาติตามที่พวกเขาต้องการ ฝ่ายรัฐเห็นว่าเป็นความสำเร็จบนก้าวแรกแห่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ในขณะที่ฝ่ายขบวนการแห่งนี้เห็นว่า ยังคงเป็นนามธรรมที่ต้องต่อสู้อีกยาวไกลจนกว่าจะถึงปลายอุโมงค์ในรูปแบบที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนให้ความคาดหวัง
เสือตัวที่ 6 |

ส่งท้าย    

เสือตัวที่ 6   14 เม.ย.66 ในพื้นที่ อ.เมืองยะลา ได้มีคนร้ายกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงแสดงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่มีต่อหน่วยงานของรัฐอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการลอบวางระเบิดสะพานรถไฟ บริเวณวัดเห้งเจีย ม.4 ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา ส่งผลให้สะพานข้ามทางรถไฟเสียหายจนไม่สามารถเดินรถไฟได้ตามปกติ ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ก็ได้ก่อเหตุคนร้ายได้ปาระเบิดชนิดไปป์บอมบ์ ใส่ฐานทหารพราน 4107 (เสือโคร่ง) ต.ยะต๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา ซึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของรัฐที่ถูกออกแบบมาเพื่อการต่อสู้ด้วยอาวุธกับขบวนการแห่งนี้โดยตรง เบื้องต้นทั้งสองปฏิบัติการของกลุ่มติดอาวุธของขบวนการแห่งนี้จะไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต          หากแต่ว่าการปฏิบัติการดังกล่าว เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อสาธารณะได้รับรู้ว่า กลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ยังคงมีศักยภาพในการต่อสู้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการท้าทายให้เห็นว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธของรัฐที่ถูกออกแบบมาเพื่อความพร้อมในการสู้รบด้วยอาวุธก็ไม่อาจยับยั้งการปฏิบัติการด้วยอาวุธของขบวนการได้ ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับรัฐเพื่อเดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางสุดท้าย นั่นคืออิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ตามวิถีที่กลุ่มคนในขบวนการแห่งนี้ต้องการ รวมทั้งเป็นการส่งสัญญาณให้สมาชิกแนวร่วมของขบวนการแบ่งแยกดินแดนมีความฮึกเหิมในการต่อสู้กับรัฐอยู่ต่อไปอย่างทรงพลัง         การแสดงออกในการใช้ความรุนแรงในช่วงท้ายของเทศกาลอันศักดิ์สิทธิ์ในเดือนถือศีลอดของพี่น้องไทยมุสลิมที่เรียกว่าเดือนรอมฎอนที่กองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้สามารถปฏิบัติการได้ตามแผนอย่างสมบูรณ์ที่แม้ว่าหน่วยกำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่ 8 อำเภอของ จ.ยะลา โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองยะลา ที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ พร้อมทั้งความเข้มงวดมากเป็นพิเศษเป็นเท่าตัว ที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ประจำ จุดตรวจ -จุดสกัดในเส้นทางหลัก เส้นทางรอง และเส้นทางในชุมชน หมู่บ้าน จัดชุดลาดตระเวนขนาดเล็ก รถจักรยานยนต์-รถยนต์ ออกตั้งด่านลอยในเส้นทางย่อยรอบนอกเขตเทศบาลนครยะลา ก็ไม่สามารถสกัดกั้นการปฏิบัติการของขบวนการแห่งนี้ได้อย่างที่เห็น   ในวันเดียวกันกับการปฏิบัติการของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ในข้างต้น ก็ยังมีกลุ่มกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนอีกกลุ่มหนึ่ง เข้าปฏิบัติการโจมตีฐานปฏิบัติการหมวดเฉพาะกิจ หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 31 ตำบลปะลุรู อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส โดยกลุ่มกองกำลังชุดนี้ได้ขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เพื่อเปิดทาง แล้วบุกโจมตีโดยใช้อาวุธปืนสงครามนานาชนิดยิงถล่มซ้ำ โดยเจ้าหน้าที่รัฐตอบโต้การโจมตีของกองกำลังกลุ่มนี้โดยปะทะกันนานประมาณ 20 นาที ผลจากการเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการพิเศษของกองกำลังติดอาวุธของรัฐครั้งนี้ส่งผลให้ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษได้รับบาดเจ็บไปถึง 3 นาย ในขณะที่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ไม่มีรายงานว่าได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด อันเป็นตัวบ่งชี้เป็นอย่างดีว่าปฏิบัติการด้วยอาวุธของขบวนการสำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้อย่างสมบูรณ์เฉกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า ศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธของขบวนการแห่งนี้มีความทรงพลังอย่างมืออาชีพ         จากการพิสูจน์ทราบเบื้องต้นคาดว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้ มีการรวมกำลังเพื่อปฏิบัติการครั้งนี้มีไม่น้อยกว่า 10 คน โดยมีการวางแผนอย่างเหนือชั้น ซึ่งการก่อเหตุโจมตีกลุ่มติดอาวุธของรัฐถึงฐานปฏิบัติการในพื้นที่ครั้งนี้เชื่อว่าเพื่อต้องการสร้างสถานการณ์อันเป็นการส่งสัญญาณให้รับรู้ถึงการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้ที่ยังคงเข้มข้นอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย และความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องหากเป้าหมายของพวกเขายังไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังคงกลิ่นอายและบรรยากาศของสมรภูมิการสู้รบของพวกเขาที่กระทำต่อรัฐไทยผู้ปกครองอย่างเข้มข้น ทั้งยังต้องการชี้ให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะต่อสู้กับรัฐในทุกรูปแบบโดยเฉพาะในช่วงก่อนสิ้นสุดเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นห้วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวมุสลิม        ห้วงเวลาของการปฏิบัติการโจมตีฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ติดอาวุธของรัฐที่ผ่านมานี้ เป็นการปฏิบัติการด้วยอาวุธสร้างความรุนแรงเฉกเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะห้วงท้ายๆ ของเทศกาลรอมฎอนของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ทั้งนี้ เดือนรอมฎอน เป็นเดือนอันประเสริฐของพี่น้องชาวมุสลิม ที่ชาวมุสลิมทั่วโลก จะร่วมกันถือศีลอด งดรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ตั้งแต่เวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า รวมทั้ง ปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัดเพื่อเพิ่มพูนผลบุญ และชาวไทยมุสลิมก็จะได้ร่วมเฉลิมฉลองวันอีฏิ้ลฟิตริ ร่วมกันโดยประกาศสำนักจุฬาราชมนตรี ให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์ ในวันพฤหัสบดีที่ 20 เม.ย. 2566          ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นห้วงเดือนรอมฎอนในลักษณะนี้เป็นที่คาดการณ์และใช้มาตรการความพร้อมระดับสูงสุดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐเสมอมา หากแต่ว่ายังไม่สามารถระงับยับยั้งการก่อเหตุร้ายๆ ด้วยความรุนแรงของบรรดากลุ่มคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานไปได้ เพราะห้วงเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ถูกบิดเบือนโดยชี้นำจากแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ให้เชื่อว่า การต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิดในห้วงเดือนนี้จะเป็นบุญใหญ่ที่ทุกคนพึงกระทำ ความรุนแรงทั้งหลายในห้วงนี้จึงเป็นการส่งท้ายเดือนรอมฎอนที่ถูกอ้างว่าจะได้บุญยิ่งนัก
เสือตัวที่ 6 |

สัญลักษณ์  

เสือตัวที่ 6          กลางดึก วันที่ 9 เม.ย.66 กลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนชายแดนใต้ ปฏิบัติการใช้กำลังอาวุธเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ติดอาวุธของรัฐชุดคุ้มครองตำบลบุดี อ.เมือง จ.ยะลา อย่างอุกอาจ โดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้มีการวางแผนเป็นอย่างดี ทั้งแผนเข้าโจมตีเป้าหมายและการเล็ดรอดหลบหนีหลังปฏิบัติการครั้งนี้ได้อย่างที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ 100% ด้วยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้ได้ใช้ทั้งการเดินเท้าแบบย่องเงียบจนกว่าจะถึงพื้นที่โจมตี และใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะเพื่อการจู่โจมและการถอนตัวอย่างรวดเร็ว โดยใช้ทั้งระเบิดขว้างชนิด        ไปร์บอมบ์และอาวุธสงครามนานาชนิดยิงถล่มฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ที่ตั้งอยู่ที่บริเวณชุมชนบ้าน    นิบง หมู่ที่ 2 อ.เมืองยะลา ซึ่งคาดว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ปฏิบัติการครั้งนี้ มีไม่ต่ำกว่า 20 คน  โดยแทรกซึมมาจากด้านหลังของตลาดเกษตรร้าง ด้วยการเดินเท้าเข้าโอบล้อมฐานปฏิบัติการ ชคต.บุดี แล้วใช้อาวุธปืนสงครามนานาชนิดทั้งอาวุธปืนเล็ก และเครื่องยิงลูกระเบิดชนิดเอ็ม 79 ถล่มยิงอย่างรุนแรงกว่า 30 นาที ส่งผลทำให้เกินไฟลุกไหม้ขึ้นภายในโกดังของตลาดเกษตรอย่างรวดเร็ว        การปฏิบัติการใช้อาวุธสงครามเพื่อการโจมตีฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นกลุ่มคนติดอาวุธของรัฐ โดยปฏิบัติการช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 9 เม.ย. ดังกล่าว แม้ว่าจะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นเป้าหมายของการโจมตีครั้งนี้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด หากแต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากฝีมือกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่ขบวนการร้ายแห่งนี้ต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ให้รัฐและประชาคมโลกได้รับรู้ว่าพวกเขายังมีตัวตน และพร้อมที่จะต่อสู้กับรัฐในทุกรูปแบบรวมทั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธด้วยศักยภาพอันสูงยิ่งของขบวนการหากการยอมรับในการต่อสู้ของพวกเขาไม่ได้รับการตอบสนองทั้งความต้องการและเงื่อนไขต่างๆ ที่ขบวนการพยายามสื่อสารถึงรัฐในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการพูดคุยสันติภาพกับรัฐที่มีมาอย่างยาวนาน และห้วงเวลาของการปฏิบัติการโจมตีฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ติดอาวุธของรัฐที่ผ่านมานี้ เป็นห้วงท้ายๆ ของเทศกาลรอมฎอนของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ทั้งนี้ เดือนรอมฎอน เป็นเดือนอันประเสริฐของพี่น้องชาวมุสลิม ที่ชาวมุสลิมทั่วโลก จะร่วมกันถือศีลอด              งดรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ตั้งแต่เวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า รวมทั้ง ปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัดเพื่อเพิ่มพูนผลบุญ และอีกไม่กี่วันชาวไทยมุสลิมก็จะได้ร่วมเฉลิมฉลองวันอีฏิ้ลฟิตริ ร่วมกัน โดยประกาศสำนักจุฬาราชมนตรี ให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์ ในวันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2566 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เพื่อกำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาลหรือวันอีฏิ้ลฟิตริ ฮิจเราะห์ศักราช 1444           ปรากฏการณ์ของปฏิบัติการโจมตีฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกออกแบบมาเพื่อการต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนครั้งนี้ จึงเป็นการปฏิบัติการอันอุกอาจและเหิมเกริมยิ่งของขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานที่ส่งสัญญาณให้เห็นถึงการมีตัวตนของกลุ่มขบวนการแห่งนี้ที่ยังคงขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการนั่นคือความมีอิสระในการปกครองกันเองตามวิถีที่กลุ่มตนต้องการ โดยใช้ห้วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในเดือนรอมฎอนเป็นห้วงเวลาในการปฏิบัติการอันอุกอาจยิ่งในครั้งนี้ แม้ว่าแม่ทัพภาคที่ 4 จะตระหนักในปฏิบัติการของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่มักจะใช้ห้วงเวลาของเทศกาลถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิมคือรอมฎอน เป็นห้วงเวลาของการปฏิบัติการด้วยอาวุธเพื่อแสดงสัญลักษณ์ให้รับรู้ว่าขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังคงต่อสู้กับรัฐอย่างต่อเนื่องและยังมีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐอย่างสูงยิ่งในทุกรูปแบบ         ปรากฏการณ์ครั้งนี้ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการปิดลับการวางแผนโจมตีที่ไม่มีหลุดรอดมาถึงหูฝ่ายข่าวของรัฐที่มีอยู่ดาษดื่นเต็มพื้นที่ ความสามารถของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ปิดลับการซักซ้อมการเข้าโจมตีฐานกองกำลังติดอาวุธของรัฐให้ปฏิบัติการครั้งนี้มีความสอดประสานกันอย่างลงตัวโดยที่ไม่มีข่าวสารใดๆ หลุดรอดออกมายังฝ่ายข่าวของรัฐได้แม้แต่น้อย ทำให้การปฏิบัติการใช้อาวุธนานาชนิดเข้าโจมตีฐานกองกำลังติดอาวุธของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง ทั้งยังสามารถเล็ดรอดหลบหนีไปได้โดยฝ่ายกองกำลังขบวนการที่เข้าปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่มีการสูญเสียหรือถูกสกัดกั้นจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐได้แต่อย่างใดดุจมืออาชีพ           การโจมตีฐานปฏิบัติการของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนครั้งนี้ จึงเป็นภาพจำที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐไม่อาจล่วงรู้วัน เวลา และพื้นที่เป้าหมายในการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการได้เลยแม้แต่น้อย นั่นแสดงให้เห็นว่า การขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้ ไม่มีการลดราวาศอก หรือลดทอนกำลังความเข้มแข็งลงแต่อย่างใด ในทางตรงข้าม ปรากฏการณ์ความถี่ในการก่อเหตุความรุนแรงทั้งหลายที่ผ่านมาระยะหลังนี้ ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ความสำเร็จในการต่อสู้ของรัฐที่แท้จริง ความรุนแรงด้วยอาวุธในพื้นที่จึงไม่ใช่ภาพจริงที่บ่งบอกว่าสถานการณ์ในพื้นที่สมรภูมิแห่งนี้ดีขึ้น หากแต่การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนยังคงความเข้มข้น จริงจัง และทรงพลังยิ่งในทุกรูปแบบทั้งการต่อสู้ทางความคิด การยึดครองหัวใจมวลชนคนในพื้นที่ ตลอดจนการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างที่เห็นเสมอมา มีก้าวล้ำนำกว่าภาครัฐอยู่อย่างน้อย    2 - 3 ก้าวเสมอมา และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เป็นการปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์ให้ภาครัฐยอมรับความจริง
เสือตัวที่ 6 |

เป้าหมายสุดท้าย

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ของกลุ่มคนอย่างเป็นขบวนการที่มีต่อรัฐผู้ปกครอง มีอยู่หลากหลายในมุมต่างๆ ของโลก โดยมีการกล่าวอ้างเหตุผลของการต่อสู้กับรัฐอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเพื่ออุดมการณ์ของกลุ่ม เหตุผลทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ อัตลักษณ์เฉพาะกลุ่ม หรือกระทั่งเหตุผลที่กล่าวอ้างและยึดโยงกับความเชื่อทางศาสนา ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อเป้าหมายปลายทางสุดท้ายของการต่อสู้ก็คือ การแบ่งแยกดินแดนเพื่อปกครองกันเองในที่สุด โดยใช้วิธีการต่อสู้หลากหลายรูปแบบทั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธ ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับรัฐ คู่ขนานกับการต่อสู้ทางความคิดเพื่อแย่งชิงมวลชนมาเป็นฝ่ายตนให้มากที่สุด ทำให้ขบวนการในการต่อสู้กับรัฐที่มีอยู่หลากหลายกลุ่ม เป็นปัญหาที่กระทบต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐที่เกิดขึ้นมาหลายทศวรรษ โดยแต่ละกลุ่มของขบวนการเหล่านั้นล้วนมีเป้าหมายร่วมกันคือการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานให้เป็นอิสระจากการปกครองของไทยแล้วปกครองกันเองตามวิถีที่กลุ่มตนวาดหวังไว้ ท่วงทำนองในการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐนั้น ได้มีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์การต่อสู้กับรัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คงความได้เปรียบรัฐอย่างคงเส้นคงวา การต่อสู้ตามแผนบันได 7 ขั้นที่วางไว้แต่เดิม ก็ได้ปรับเปลี่ยนเมื่อก้าวย่างการเดินหน้าตามแผนดังกล่าวนั้นมีวี่แววว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมายสุดท้ายที่วางไว้ การต่อสู้ด้วยความรุนแรงเพื่อสร้างความไม่สงบในพื้นที่ให้ขยายไปในวงกว้างไปยังต่างประเทศตามแผนที่จะเข้าทางสิทธิในการกำหนดใจตนเองตามบรรทัดฐานเงื่อนไขของประชาคมโลก ได้ล้มเหลวลง กลุ่มแกนนำขบวนการจึงต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นการติดอาวุธทางความคิดให้กับกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยในพื้นที่แม้แต่คนในพื้นที่ที่ไปศึกษาหรือทำงานอยู่นอกพื้นที่ ให้คนกลุ่มนี้ยังคงมีวิธีคิดที่สอดประสานกับแนวคิดของขบวนการแห่งนี้ เพื่อให้สามารถคงพลังในการต่อสู้กับรัฐได้อยู่ต่อไป และเมื่อใดที่สถานการณ์อำนวย คนกลุ่มนี้ที่เป็นมวลชนในพื้นที่ ก็จะสามารถร่วมกันนำพาการต่อสู้ไปถึงเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการได้ในที่สุด              ขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ อาจจัดได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ กลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มผู้นำศาสนา กลุ่มอำนาจใหม่ ทุกกลุ่มมีเป้าหมายประกาศเอกราชจากรัฐบาลไทย แต่อุดมการณ์และวิธีการของแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไป รวมทั้งเงื่อนไขสำคัญในการแบ่งแยกการปกครองกันเองในพื้นที่มีความหลากหลาย อาทิ ข้อเรียกร้องของนายฮะยีมูฮำมัด สุหลง บิน ฮะยีอับดุลกาเดร์ คือ 1.ขอให้รัฐบาลรับรองว่า 4 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา สงขลา และสตูล เป็นแคว้นมลายู และขอให้แต่งตั้งข้าราชการผู้ใหญ่ขึ้นผู้หนึ่ง ซึ่งคนในแคว้นนี้เป็นผู้เลือกจากผู้ที่เกิดในแคว้นนั้น และขอให้มีอำนาจปกครองทุกๆ ประการใน 4 จังหวัดนี้ ซึ่งถือเป็นแคว้นๆ หนึ่ง 2.ในบรรดาข้าราชการใน 4 จังหวัดนี้ ต้องเป็นผู้ถือศาสนาอิสลามร้อยละ 80  3.ภาษาที่ใช้ในแคว้นนี้ให้ใช้ภาษาไทยและภาษามลายู 4.ในโรงเรียนประถมให้ใช้ภาษามลายู 5.ให้รัฐบาลรับรองกฎหมายศาสนา และขอให้แยกศาสนาเสียจากศาลบ้านเมือง ตุลาการของศาลนั้นให้ใช้คนอิสลามที่รอบรู้ 6.บรรดาภาษีอากรต่างๆ ที่เก็บได้ใน 4 จังหวัดนั้นให้ใช้เพื่อประโยชน์ของจังหวัดนั้น 7.ให้ตั้งองค์กรศาสนาอิสลาม ให้มีอำนาจเต็มในเรื่องที่เกี่ยวแก่ศาสนาอิสลามใน 4 จังหวัดนี้ อยู่ในความควบคุมและกุศโลบายของข้าราชการผู้ใหญ่ผู้นั้น ซึ่งจะเห็นว่าข้อเรียกร้องทั้ง 7 ข้อนั้นเป็นประเด็นสำคัญในการเป็นอิสระในการปกครองกันเองของแกนนำในพื้นที่แห่งนี้ที่รัฐจะยินยอมไม่ได้             การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่จึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้โดยมุ่งเป้าไปที่การหล่อหลอมกล่อมเกลา บ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกแตกต่างจากรัฐอย่างเข้มข้น โดยการต่อเติมความคิดเชื่อมโยงไปกับประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ของกลุ่มคนในพื้นที่ท้องถิ่น ยึดโยงให้เป็นการเชื่อมต่อวัฒนธรรมในท้องถิ่นดั้งเดิมทั้งการแต่งกาย ภาษา ประเพณี และความเชื่อทางศาสนาอย่างเข้มข้น ที่เป็นอัตลักษณ์ประจำถิ่นหลอมรวมความคิดความเชื่อของคนทุกหมู่พวกในพื้นที่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน อันจะนำไปสู่การแบ่งแยกแตกต่างของคนในพื้นที่กับคนต่างถิ่นต่างพื้นที่ของรัฐในส่วนอื่นๆ ออกไปทั้งทางกายภาพและทางความคิด โดยดำเนินการผ่านการสั่งสมบ่มเพาะทางการศึกษาในทุกรูปแบบที่ซ่อนพรางการเข้าถึงของรัฐ และผ่านการจัดกิจกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าที่แสดงออกอย่างซับซ้อนจนรัฐแยกไม่ออกระหว่างการแสดงออกทางวัฒนธรรมประจำถิ่นที่สวยงามกับการส่งสัญญาณถึงความแตกต่างจากรัฐอย่างสุดโต่ง การรวมตัวกันของกลุ่มเยาวชนชายชาวมุสลิมนับหมื่นคนในชุดการแต่งกายแบบชาวมลายู ที่เป็นชุดประจำถิ่นของประชาชนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ในช่วงเดือนพฤษภาคมในปี 2565 ที่ผ่านมา เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนไม่น้อย เพราะเป็นการรวมตัวของเยาวชนชายชาวมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยฝ่ายจัดกิจกรรมอ้างว่าเป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์มลายู เป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ แต่นักวิชาการที่เป็นกลางกลับมองอีกแง่มุมหนึ่งว่ากิจกรรมนี้ถือเป็นการต่อสู้ทางการเมืองอีกรูปแบบหนึ่งของขบวนการที่มีเป้าหมายเดียวกันคือการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐให้มีอำนาจการปกครองกันเองตามวิถีที่กลุ่มตนต้องการ             ปรากฏการณ์การรวมตัวของเยาวชนทั้งชายและหญิงชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้ดังกล่าว มีชื่อเรียกในภาษามลายูว่าเปอร์มูดอ ภายใต้กิจกรรม Perhimpunan Malays RAYA 2022 โดยมีการรวมตัวเปอร์มูดอ จากทั้งสามจังหวัดชายแดน ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จำนวนมากเป็นหลักหมื่นคน ที่นักวิชาการท่านหนึ่ง ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เจตนาที่ทางกลุ่มตั้งใจจากการจัดกิจกรรมคงเป็นเรื่องของการเสริมสร้างสนับสนุนเรื่องอัตลักษณ์มลายู แต่ว่าการส่งเสริมอัตลักษณ์มลายูนั้นอาจมีนัยยะทางการเมืองอยู่เหมือนกัน โดยถึงแม้ไม่ใช่การแอบแฝง แต่การกระทำดังกล่าวก็มีอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการต่อสู้ทางการเมือง แม้ไม่ได้ระบุว่ากลุ่มคนที่มาเกี่ยวข้องหรือไม่ กับแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ (บีอาร์เอ็น) แต่ว่าในเชิงอุดมการณ์ของกลุ่มบีอาร์เอ็นเองก็มีการชูธงเกี่ยวกับเรื่องเอกราชของคนปัตตานี ซึ่งมีเรื่องของอัตลักษณ์ความเป็นมลายูอยู่ด้วย ดังนั้น ไม่ว่าคนกลุ่มนี้จะปรับเปลี่ยนวิถีการต่อสู้ไปในรูปแบบใด ทั้งการมุ่งเน้นการต่อสู้ด้วยอาวุธ หรือมุ่งเน้นการต่อสู้ทางความคิด หากแต่ว่าในท้ายที่สุดการต่อสู้กับรัฐก็ยังคงเส้นคงวาในการมุ่งบรรลุเป้าหมายสุดท้ายเดียวกัน นั่นคือการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐไทยอย่างชัดเจน
เสือตัวที่ 6 |