ลดอิทธิพล

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ในสมรภูมิพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย มีการใช้การต่อสู้ที่กว้างขวางออกไปในหลายมิติ ทั้งการเมืองระดับท้องถิ่น การเมืองระดับชาติ และการเมืองระดับนานาชาติไปพร้อมๆ กันอย่างกลมกลืน ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐในพื้นที่ที่มีกลุ่ม BRN เป็นแสดงตัวหลักในการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐ ใช้ทุกเวทีที่มีโอกาสต่อสู้อย่างได้เปรียบทั้งการเอาชนะจากภายในประเทศควบคู่กับการเอาชนะจากภายนอก นั่นคืออาศัยพลังการต่อสู้จากต่างประเทศโดยเฉพาะในองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์การสหประชาชาติ(UN) สหภาพยุโรป (EU) หรือ องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) ซึ่งเป็นองค์กรหลักระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่มีประชาชนชาวอิสลามอาศัยอยู่ และเมื่อ 10 สิงหาคม 2566 นายฮุซัยน์ บรอฮีม ฏอฮา (H.E. Mr. Hissein Brahim Taha) เลขาธิการองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ การเดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นทางการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลและเข้าใจสถานการณ์ในไทยได้ดียิ่งขึ้น โอกาสนี้ไทยได้เน้นย้ำถึงสิทธิเสรีภาพในการนับถือทุกศาสนาอย่างเท่าเทียม โดยมีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างผู้คนทุกเชื้อชาติและศาสนา โดยชาวไทยมุสลิมสามารถแสดงออก และปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างเสรี และที่ผ่านมาชาวมุสลิมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีชาวไทยมุสลิมหลายคนที่มีตำแหน่งระดับสูงในไทย ในโอกาสนี้ เลขาธิการ OIC กล่าวชื่นชมไทยที่ให้เสรีภาพปฏิบัติศาสนกิจของทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน โดยเลขาธิการ OIC ได้มีโอกาสไปเยือนชุมชนกุฎีจีน ซึ่งได้สำรวจพื้นที่และพบกับผู้คนจากทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม สะท้อนถึงการเป็นแบบอย่างในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม นอกจากนี้ OIC ยังชื่นชมรัฐบาลไทยในการสร้างสันติสุขและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการประชุมของ OIC ในหลายโอกาสได้ชื่นชมความพยายามของรัฐบาลไทย รวมถึงกล่าวถึงประเทศไทยในเชิงบวกและสร้างสรรค์ ในขณะที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้พัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องในพื้นที่ จชต.มาอย่างต่อเนื่องจนสามารถเห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งการขับเคลื่อนและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากทางด้านอาหารในพื้นที่ พิจารณาโครงการ 1 ตำบล 1 เกษตรเพื่อการท่องเที่ยว และหารือเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคของการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งรัฐโดย ศอ.บต. ได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ จชต. ภายใต้โครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่องด้วยงบประมาณของประเทศจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ มีปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหา 2 ปัจจัย ทั้งในและต่างประเทศ ในส่วนปัญหาภายในประเทศเกิดจากปัญหาด้านกายภาพ ความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องที่ไม่เป็นไปตามความประสงค์ของประชาชนบางส่วนในพื้นที่ เชื่อมโยงกับเงื่อนไขอื่นๆ ที่ฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานพยายามสร้างขึ้นด้วยการต่อเติม เสริมแต่ง บิดเบือนให้เกิดความเกลียดชัง อาทิ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล การถูกยึดครองจากรัฐในอดีต การถูกรุกราน ถูกล้มล้างอัตลักษณ์มลายูประจำถิ่น เป็นต้น โดยทั้งหมดได้ถูกนำไปเป็นเงื่อนไขของปัญหาที่จะนำไปสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งในการปลุกระดมทางความคิดให้กับมวลชนในพื้นที่มีความต้องการแบ่งแยกการปกครองออกจากประเทศไทยไปเป็นอิสระ ทั้งยังถูกเชื่อมโยงให้เกิดแรงผลักดันจากปัจจัยภายนอกประเทศขณะนี้ ที่เกิดจากอิทธิพลของโลกตะวันตกและโดยเฉพาะโลกมุสลิม อาทิ องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ที่ผ่านมา รัฐไทยก็สามารถทำได้ดีในระดับหนึ่ง สำหรับการต่อสู้กับยุทธศาสตร์การเอาชนะจากภายนอกของขบวนการร้ายแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อ 29-30 มิ.ย.65 ภายหลังเลขาธิการ OIC เดินทางเยือนพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ และกลุ่มทูตประเทศมุสลิมเยือนชายแดนใต้ ในวันที่ 25-27 ก.ค. 66 ที่ผ่านมา โดยทุกประเทศพร้อมยินดีให้การสนับสนุน และช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และประเทศไทย และล่าสุด เมื่อ 10 ส.ค.66 ที่ผ่านมา เลขาธิการ OIC มาเยือนไทย พร้อมกล่าวชื่นชมไทยว่าเป็นแบบอย่างการพัฒนาพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของทุกศาสนา พร้อมเชิญไทยแบ่งปันประสบการณ์ด้านการพัฒนาและการเกษตรในแอฟริกา ซึ่งบรรยากาศที่ผ่านมาเริ่มเห็นการสนับสนุนการแก้ปัญหาความขัดแย้งของรัฐไทยที่ชัดเจนมากขึ้น และถ้าประเทศโลกมุสลิมทั้งโลกหันมาให้การสนับสนุนรัฐไทยในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง ก็จะสามารถคลี่คลายปัญหาในพื้นที่ได้ง่ายและมีโอกาสเป็นจริงมากขึ้น ดังนั้น หากประเทศในโลกตะวันตก องค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกมุสลิม อย่าง OIC มีความเข้าใจรับรู้ว่ารัฐไทยได้ใช้ความพยายามอย่างจริงใจอย่างมากในการแก้ไขปัญหาความเห็นต่างจนนำไปสู่ความขัดแย้งด้วยอาวุธจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวแสดงหลัก โดยรัฐไทยมุ่งใช้การพัฒนาทั้งทางกายภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ ดูแลพี่น้องคนไทยมุสลิมเป็นอย่างดี ให้ความเป็นธรรม และการดำรงชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีเสมอกัน ให้สิทธิเสรีภาพในการนับถือและดำเนินชีวิตตามวิถีทางทางศาสนาและความเชื่อของคนในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง และกล้าที่จะนำพาทุกคนเข้าพิสูจน์ความพยายามอย่างจริงใจถึงในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ซึ่งหากทำเช่นนี้ได้ ก็เชื่อว่าจะลดอิทธิพลจากพลังภายนอกประเทศในการสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนแห่งนี้ไปได้มหาศาล
เสือตัวที่ 6 |

แกะรอย เชื่อมโยง

เสือตัวที่ 6 5 ส.ค.66 กองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้ปฏิบัติการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นอีกครั้งหลังเกิดเหตุโรงงานเก็บประทัดและพลุไฟระเบิดขนานใหญ่เพียงไม่กี่วัน โดยกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ได้ขับรถยนต์ประกอบระเบิดขนาดใหญ่ไปจอดทิ้งไว้แล้วจุดระเบิดขึ้นบริเวณสี่แยกอรกานต์ ม.1 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยคนร้ายขับรถยนต์ประกอบระเบิดคันดังกล่าวมาจากเส้นทางสายข้างโรงเรียนบุญลาภนฤมิตรตรงไปถนนทางฟากเส้นทางทางรถไฟ เมื่อถึงบริเวณกลางสี่แยกอรกานต์ คนขับได้จอดรถทิ้งไว้แล้ววิ่งไปซ้อนท้ายรถ จยย. ที่สมาชิกขบวนการร้ายแห่งนี้ขับตามมารับเพื่อหลบหนีไปตามเส้นทางจุดตรวจน้ำตกก่อนที่จะจุดระเบิดขึ้น ในขั้นต้นยังไม่ทราบเป้าหมายของการนำรถยนต์ประกอบระเบิดขนาดใหญ่คันดังกล่าวไปก่อเหตุร้ายทำลายเป้าหมายที่ใดกันแน่ แต่อาจเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดคนร้ายจึงได้ทิ้งรถยนต์ประกอบระเบิดคันดังกล่าวอย่างกะทันหันไว้กลางสี่แยก ก่อนไปถึงเป้าหมายของการก่อเหตุที่แท้จริง ทั้งนี้เหตุระเบิดคาร์บอมบ์ครั้งนี้เป็นเหตุระเบิดครั้งที่ 2 หลังวันที่ 22 พ.ย. ปีที่ผ่านมาเกิดระเบิดที่แฟลตตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองนราธิวาส สร้างความเสียหายขนาดใหญ่ ทำให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 25 นาย และครอบครัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ บาดเจ็บ 18 คน และบ้านพักทางราชการได้รับความเสียหาย 70 ห้อง แม้เหตุการณ์ครั้งนี้ จะไม่มีผู้เสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บจะด้วยเหตุฉุกเฉินที่ไม่เป็นไปตามแผนของกลุ่มคนร้ายในขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวาน แต่ก็สร้างความไม่มั่นใจให้คนในพื้นที่หลังผ่านโศกนาฏกรรมโกดังเก็บพลุ ดอกไม้ไฟระเบิดขนานใหญ่ สร้างความเสียหายใหญ่หลวงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งอาคารบ้านเรือนประชาชนพังพินาศเป็นบริเวณกว้าง จนมีข้อสงสัยอย่างมากว่าทั้งสองเหตุการณ์มีความเป็นไปได้สูงที่มีความเกี่ยวข้องกัน หรือกระทั่งอาจมีความเป็นไปได้สูงที่การเกิดระเบิดขึ้นที่โรงงานเก็บพลุ และดอกไม้ไฟมีความเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุระเบิดรถยนต์ครั้งล่าสุดนี้ที่ต่างมีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติการต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐของขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานจนมีความต้องการในการเบี่ยงเบนความสนใจจากโรงงานเก็บสารระเบิดอันเปรียบเสมือนคลังแสงเก็บวัตถุระเบิดของขบวนการ ก่อนเหตุระเบิดรถยนต์เพียงไม่กี่วัน เกิดเหตุโกดังเก็บประทัดในตลาดมูโนะที่มีความรุนแรงมากจากปริมาณดินระเบิดซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการทำประทัด พลุ และดอกไม้ไฟ มีจำนวนมากอย่างผิดปกติ โดยความรุนแรงของการระเบิดจากวัสดุที่ใช้ทำประทัดและดอกไม้เพลิงครั้งนี้ เปรียบได้กับคลังแสงขนาดใหญ่ที่ใช้สะสมดินระเบิดจำนวนมากจนเป็นที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ด้วยปริมาณของวัสดุดินระเบิดที่ถูกเก็บไว้ในสถานที่แห่งนั้น มีจำนวนมากเป็นหลักสิบตันได้อย่างน่าสงสัย จึงเทียบได้กับคลังแสงเก็บดินระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ที่มีขบวนการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยกำลังปฏิบัติการต่อสู้ทุกรูปแบบกับรัฐอย่างเข้มข้น และโรงงานแห่งนี้ยังสามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนที่ไม่น่าจะหลุดหูหลุดตาจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องไปได้ และจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าโรงงานแห่งนี้ ไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ประกอบกิจการเก็บสารดินระเบิดเพื่อทำประทัดดอกไม้เพลิงแต่อย่างใด ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ แหล่งประกอบการที่ซุกซ่อนดินระเบิดอันเป็นองค์กระกอบหลักของการทำประทัด ดอกไม้ไฟในลักษณะนี้ไม่ได้มีอยู่แห่งเดียวในพื้นที่อันเป็นสมรภูมิสู้รบแห่งนี้ รวมทั้งไม่ได้เข้าถึงแนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ได้อย่างแท้จริง ที่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐสามารถปฏิบัติการลับ ลวง พราง จนกระทั่งลักลอบเก็บดินระเบิดจำนวนมหาศาลไว้ในพื้นที่ จ.นราธิวาส อันเป็นพื้นที่หนึ่งของเป้าหมายการแบ่งแยกการปกครองเป็นอิสระจากรัฐ เหตุรถยนต์ประกอบระเบิดเกิดระเบิดขึ้นกลางสี่แยกในพื้นที่ จ.นราธิวาส เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่หากนำรถยนต์คันดังกล่าวไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงตามแผนของกลุ่มขบวนการร้ายแห่งนี้ ก็เชื่อว่าจะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์อย่างน่าอนาถใจ และเหตุระเบิดรถยนต์ที่ผ่านมาและในครั้งนี้ จึงเป็นไปได้สูงว่ามีความเกี่ยวโยงกับดินระเบิดจำนวนมากที่ลักลอบซุกซ่อนไว้ในสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่เพื่อใช้ประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่องรถยนต์ไปก่อเหตุร้ายสร้างเหตุรุนแรงในพื้นที่อันเป็นส่วนสำคัญอีกมิติหนึ่งของการต่อสู้เพื่ออิสรภาพควบคู่กับการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเข้มข้น ที่ผ่านมา การต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกการปกครองแห่งนี้ ยังคงใช้ยุทธศาสตร์สำคัญคือการต่อสู้ทางการเมืองทุกระดับในหลากหลายรูปแบบทั้งการต่อสู้เชิงนโยบายและการต่อสู้ทางความคิดที่แทรกปนไปกับประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น คู่ขนานไปกับการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเข้มข้นด้วยการก่อเหตุร้ายสร้างความรุนแรงในพื้นที่อย่างคงเส้นคงวา ซึ่งต้องใช้ยุทธภัณฑ์สำคัญคืออาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิดที่ต้องมีส่วนประกอบสำคัญคือดินระเบิดที่แฝงกับสินค้าทั่วไปในรูปประทัด พลุและดอกไม้ไฟ และถูกซุกซ่อนลักลอบเก็บไว้ในสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่ปลายด้ามขวาน เพื่อพร้อมจะนำไปเป็นส่วนประกอบของระเบิดแสวงเครื่องไปก่อเหตุร้ายตามแผนที่กำหนดไว้ เหล่านี้คือข้อสังเกตสำคัญที่รัฐจะต้องแกะรอย หาความเชื่อมโยงให้ได้ว่าโรงงานเก็บดินระเบิดที่ใช้ทำประทัดและพลุจำนวนมาก และโรงงานหรือสถานที่เก็บวัตถุประเภทดินระเบิดในพื้นที่ทั้งหลาย กับการก่อเหตุระเบิดรถยนต์อันเป็นส่วนหนึ่งของการก่อเหตุร้ายของขบวนการ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร เพื่อให้สามารถหาวิธีการลดศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธของขบวนการแบ่งแยกการปกครองได้อย่างแท้จริง  
เสือตัวที่ 6 |

ช่องว่าง คลังแสง

เสือตัวที่ 6 เหตุการณ์โกดังเก็บดินสารระเบิดเพื่อทำประทัดและดอกไม้เพลิง ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางตลาดมูโนะ ม.1 ต.มูไดนะ อ.สุไหงโก-ลก ได้เกิดระเบิดขึ้นจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 ส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง โดยยอดผู้เสียชีวิตนับถึงวันที่สองของการเกิดเหตุเพิ่มขึ้นเป็นผู้เสียชีวิต จำนวน 11 ราย (นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา จำนวน 7 ราย ฝากศพ 2 ราย ยังไม่ระบุตัวตน จำนวน 2 ราย) และบาดเจ็บสาหัส 15 คน ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย กว่าร้อยคน ทั้งยังส่งผลให้อาคารบ้านเรือนประชาชนในบริเวณเกิดเหตุได้รับความเสียหายเบื้องต้น 200 หลังคาเรือน ในพื้นที่รอบระยะ 500 เมตรได้รับความเสียหายหนัก สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุโกดังเก็บประทัดในตลาดมูโนะครั้งนี้ นับว่ามีความรุนแรงมาก เพราะแรงระเบิดส่งผลให้ตลาดมูโนะ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าชายแดนแหล่งใหญ่ที่สุดของอำเภอสุไหงโก-ลก ได้รับความเสียหายอย่างหนัก บ้านเรือนและร้านค้าถูกแรงระเบิดจนกลายเป็นเศษซากปรักหักพัง โดยความรุนแรงของการระเบิดจากวัสดุที่ใช้ทำประทัดและดอกไม้เพลิงครั้งนี้ เปรียบได้กับคลังแสงขนาดย่อม ที่ใช้สะสมดินระเบิดจำนวนหนึ่ง เป็นที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ด้วยปริมาณของวัสดุดินระเบิดที่อ้างว่าประสงค์จะใช้ทำประทัดและวัสดุดอกไม้เพลิงนั้น มีจำนวนมากอย่างน่าสงสัย เทียบได้กับคลังแสงเก็บดินระเบิดจำนวนหนึ่ง และโรงงานแห่งนี้ ยังสามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนโดยหลุดหูหลุดตาจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องไปได้อย่างน่าฉงน และจากการตรวจสอบเบื้องต้น แม้จะพบว่าโรงงานแห่งนี้ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ประกอบกิจการเก็บสารดินระเบิดเพื่อทำประทัดลัดอกไม้เพลิง แต่การดำเนินการตามกฎหมายนั้นทางเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ด้วยอานุภาพของปริมาณดินระเบิดจากประทัดและดอกไม้เพลิงที่เก็บในโกดังดังกล่าว ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 2 คันรถสิบล้อ เป็นคลังแสงขนาดย่อมๆ ทำให้การเกิดระเบิดของดินระเบิดซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของประทัดและดอกไม้เพลิง มีความรุนแรงและต่อเนื่องขึ้นเป็นระยะๆ จนอาคารบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ในรัศมีของดินระเบิดจำนวนมากในโกดังแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก  หากแต่แท้ที่จริงแล้วการควบคุมทางกฎหมายต่อการประกอบการด้านวัสดุดินระเบิดเพื่อนำไปทำประทัดหรือดอกไม้เพลิงนั้น รัฐมีกฎกติกาทางกฎหมายอย่างชัดเจนด้วยวัสดุสารตั้งต้นที่เป็นดินระเบิดเหล่านั้น ล้วนมีอันตรายร้ายแรง หากเกิดความผิดพลาดหรือกระทั่งถูกลักลอบนำไปใช้เพื่อการอื่น ด้วยรัฐมีกฎหมายว่าด้วยบั้งไฟ พลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน ลอยสู่อากาศ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 หมายถึง พระราชบัญญัติซึ่งได้อธิบายถึงรายละเอียดของอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุ ระเบิด ดอกไม้เพลิง ตลอดจนสิ่งเทียมอาวุธปืน นอกจากนี้ยังได้บัญญัติถึงระเบียบข้อกำหนดกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การครอบครอง และการซื้อขาย เป็นต้น บั้งไฟ พลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน จัดเป็นวัตถุระเบิดชนิดหนึ่งตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 รวมทั้งประกาศหลักเกณฑ์การควบคุมและกำกับดูแลการผลิต การค้า การครอบครอง การขนส่งดอกไม้เพลิง และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตดอกไม้เพลิง พ.ศ.2547 ซึ่งการผลิตและจำหน่ายพลุ ดอกไม้ไฟเหล่านี้ ต้องมีการขออนุญาต หากฝ่าฝืนจะมีโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มีโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ หากเล่นพลุ หรือดอกไม้เพลิงที่สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น จะมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 14,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ด้านผู้ประสบภัยรายหนึ่ง กล่าวว่าโกดังเก็บสารหรือวัสดุที่ใช้ประกอบประทัดและดอกไม้เพลิงที่ระเบิดนั้น มีจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักในวงกว้าง โดยเห็นว่าเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ นอกจากจะเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงขาดการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ประกอบการ ในขณะที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนในเบื้องต้นพบว่า จุดที่เกิดเหตุเป็นจุดที่มีการลักลอบเก็บดอกไม้เพลิง และประทัดยักษ์ต่างๆ ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าที่แจ้งไว้กับหน่วยราชการที่รับผิดชอบ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อตรวจสอบว่า การดำเนินการต่อวัตถุต่างๆ ในส่วนที่เกินมานั้น มีการขอใบอนุญาตหรือไม่ อย่างไร จึงวิเคราะห์ได้ว่า แหล่งประกอบการในลักษณะนี้ไม่ได้มีอยู่แห่งเดียว การอนุญาตและการควบคุมกำกับดูแลการดำเนินการของคนกลุ่มให้มีการประกอบกิจการทำดอกไม้เพลิง ประทัดยักษ์ หรือสิ่งของในลักษณะดังกล่าวนั้น รัฐต้องมีความเข้มงวดมากกว่าการดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ของรัฐ เนื่องจากในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีกลุ่มคนที่พยายามแบ่งแยกดินแดนจากรัฐอย่างเต็มกำลัง พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นพื้นที่พิเศษที่ต้องเข้มงวดในมิติด้านความมั่นคงอย่างระมัดระวังอยู่ต่อไป หากรัฐดำเนินการในกิจการลักษณะนี้เหมือนกับกิจการในพื้นที่อื่น หรือกระทั่งเข้าไม่ถึงแหล่งลักลอบสะสมดินระเบิด จะเป็นช่องว่างให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนใช้เป็นคลังแสงขนาดย่อม สะสมยุทธภัณฑ์โดยเฉพาะดินระเบิดอันเป็นส่วนประกอบสำคัญ ลักลอบนำไปใช้ประกอบระเบิดก่อความรุนแรงในพื้นที่ควบคู่กับการต่อสู้ทางการเมืองอย่างแนบเนียน
เสือตัวที่ 6 |

ประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง  

เสือตัวที่ 6   ประวัติศาสตร์ยุคสมัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐ ถูกใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งในการต่อสู้กับรัฐเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นอิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ โดยใช้บันทึกทางประวัติศาสตร์เพียงส่วนหนึ่งหรือตีความเหตุการณ์ในอดีตในแง่มุมเดียวที่บ่งชี้โน้มน้าวไปในทางรุนแรงจากรัฐผู้ปกครองในขณะนั้นอย่างไม่เป็นธรรม อันเป็นการตีความเหตุการณ์อดีตให้เกิดความรู้สึกเครียดแค้นและเกลียดชังที่เรียกกันว่าประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล เพื่อบิดเบือนภาพจำในอดีตและปลุกเร้าโหมกระพือความขัดแย้งเกลียดชังคนที่แตกต่างในเขตพื้นที่ชายแดนภาคใต้ บนพื้นฐานความคิดที่ว่าพื้นที่เหล่านั้นถูกสยามเข้ายึดครอง หรือที่เรียกว่าล่าอาณานิคม มาตั้งแต่ช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ เพื่อต้องการสร้างแนวร่วมมวลชนในพื้นที่ให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวการหลักในการต่อสู้กับรัฐในขณะนี้ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในแง่มุมอื่นอย่างสิ้นเชิง         โดยเฉพาะที่กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่แห่งนี้ที่พยายามใช้คำว่า ปาตานีมาใช้เป็นจุดหมายร่วมกันของ BRN เพื่อเป็นหมุดหมายสำคัญในการต่อสู้ไปถึงจุดนั้นนั่นคือความเป็นนครปาตานีที่รวมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลาอันอ้างว่าเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนของบรรพบุรุษของพวกเขาในอดีตก่อนที่จะอ้างว่าถูกผนวกรวมเข้ากับรัฐสยามในครั้งนั้น หากแต่แท้ที่จริงแล้วประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งพบว่า ปาตานีนั้นเป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อไม่กี่สิบปีก่อนโดยนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่คลั่งเชื้อชาติมลายูมากเกินไป คำว่าปาตานีจึงเป็นเพียงวาทกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อต้องการแบ่งแยกผู้คนที่แตกต่างทั้งทางกายภาพและความแตกต่างในด้านวิถีชีวิต ความแตกต่างในความเชื่อ และความแตกต่างในความเชื่อทางศาสนา รวมถึงหวังผลในแง่การเมืองนั่นคือการแบ่งแยกการปกครอง และปัจจุบันคำนี้ก็ได้ถูกขบวนการร้ายแห่งนี้นำไปใช้อย่างเข้มข้นในการต่อสู้กับรัฐเพื่อแบ่งแยกการปกครองจากรัฐไปสู่อิสระในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่         หากแต่แท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์ที่แตกต่างอีกแง่หนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ พบว่าการรวมดินแดนเหนือคาบสมุทรมลายูเข้ากับสยามในอดีตนั้นเป็นการผนวกดินแดน (Annexation) นั่นคือการนำกลุ่มคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกลุ่มเดียวกัน หากแต่ถูกชาติตะวันตกเข้ามาล่าอาณานิคมและแบ่งคนในพื้นที่ออกจากกันเพื่อดูดกลืนทรัพยากรในพื้นที่เหล่านั้นไปเป็นของชาติตะวันตกเอง การเข้ามาหลอมรวมทั้งกลุ่มคนเดียวกันแม้อาจมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมประจำถิ่นเข้าด้วยกันจนกลายเป็นคนสยามเหมือนๆ กัน มีสิทธิต่างๆ ที่เท่าเทียมกันโดยไม่มีการแบ่งแยก สร้างและพัฒนาความเจริญในทุกมิติตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมความเชื่อตามวิถีความเชื่อดั้งเดิมของคนในพื้นที่ท้องถิ่นอย่างเต็มกำลัง จึงเป็นความชอบธรรมในอดีตของสยามในการรวมคืนพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งไม่แตกต่างจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกที่เน้นเข้ามาดูดกลืนทรัพยากรของประเทศที่ถูกยึดครองแล้วนำกลับไปสู่ประเทศชาติตะวันตก        ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2566 ที่มีความเคลื่อนไหวของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่าขบวนนักศึกษาแห่งชาติ ได้จัดกิจกรรมขึ้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้มีการทำการออกเสียงในทำนองว่า เห็นด้วยกับการลงประชามติในการเป็นเอกราชตามกติกาที่สหประชาชาติเรียกว่า สิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Rights of Self Determination: RSD) สู่เอกราชปาตานีหรือไม่ จนเป็นที่กล่าวขานถึงความไม่เหมาะสมและหมิ่นเหม่ว่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายร้ายแรงจนอาจมีผลกระทบต่อตัวแทนพรรคการเมืองบางพรรคที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนั้น และคำว่าปาตานีนี้จึงเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง อันเป็นการสอดประสานกับการสร้างประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลที่ขบวนการร้ายแห่งนี้ได้ดำเนินการปลุกเร้ามาอย่างต่อเนื่อง        ปาตานีหรือปัตตานี ที่เป็นคำเดียวกับ Patani ในภาคภาษาไทยนั้น ปรากฏใช้กันในช่วงรัชกาลที่ 5 โดย แต่หลังจากปี 2449 ไปแล้ว รัฐบาลสยามได้สถาปนาให้ปัตตานีเป็นคำทางการของรัฐบาลสยามมาตั้งแต่บัดนั้น กระทั่งต่อมาถูกท้าทายจากขบวนการชาตินิยมปัตตานีที่สร้างวาทกรรมปาตานี นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และถึงแม้ปาตานี จะเผยตัวตนครั้งแรกในฐานะหน่วยทางการเมืองมาตั้งแต่ 2540 โดย อับดุลเลาะห์ ลออแมน และอารีฟิน บินจิ (จำรูญ เด่นอุดม) จากหนังสือลังกาสุกะ  ปาตานี ดารุสลาม(2540) หนังสือเล่มนี้คือหมุดหมายของการสถาปนาคำว่าปาตานีขึ้นในโลกภาษาไทย และเมื่อมีการสถาปนาปาตานีขึ้น คำว่าปัตตานีและปตานีหรือปะตานี ที่เคยใช้กันมาแต่เดิมนั้นหายไปและถูกกดทับด้วยคำว่าปาตานีไปจนหมดสิ้น ผลกระทบที่สำคัญที่สุด    ปาตานีถูกใช้เป็นหมุดหมายสำคัญประการหนึ่งในการเสริมพลังการต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานอย่างเข้มข้นทรงพลังยิ่ง ประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลที่ถูกกลุ่มแกนนำนักจัดตั้งแนวร่วมขบวนการของคนกลุ่มนี้นำมาใช้ในการปลุกเร้ากลุ่มคนเป้าหมายตั้งแต่ในวัยเด็กไปจนถึงวัยหนุ่มสาวจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อสู้กับรัฐได้อย่างต่อเนื่องลุ่มลึกซึมซับไปในมโนสำนึกของผู้คนพื้นที่อย่างเข้มข้น โดยการใช้การตีความประวัติศาสตร์เพียงบางส่วนหรือเพียงด้านเดียว แล้วนำเสนออย่างมีกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความรู้สึกเกลียดชัง เครียดแค้นคนกลุ่มอื่นในพื้นที่และนอกพื้นที่ สร้างความแตกต่างแปลกแยกให้เกิดขึ้นกับคนอื่นที่แตกต่างทั้งทางกายภาพและวิธีคิด โดยสร้างวาทกรรมปาตานีอันเป็นหมุดหมายของการต่อสู้ในสมรภูมิแห่งนี้ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์ที่แท้จริงอย่างสิ้นเชิง
เสือตัวที่ 6 |

รุกกลับฉับพลัน

เสือตัวที่ 6 การรุกไล่ของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่ขับเคลื่อนการต่อสู้ เพื่อไปสู่เป้าหมายสุดท้ายคืออิสรภาพในการปกครองกันเองหรือความเป็นเอกราชในดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้มีความก้าวนำฝ่ายรัฐมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคิดริเริ่มกลยุทธ์ใหม่ๆ มาเป็นโจทย์ฝ่ายรัฐต้องเป็นผู้ตามแก้ปัญหาที่ฝ่ายขบวนการเป็นผู้กำหนดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน นับจากการเดินหน้าต่อสู้กับรัฐตามแผนบันได 7 ที่มีเป้าหมายคือการต่อสู้ด้วยอาวุธ อันเป็นจุดสุดยอดของการต่อสู้ของประชาชน เพื่อทำให้เกิดสงครามประชาชนในพื้นที่แห่งนี้ หากก็ถูกโต้กลับจากรัฐด้วยนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ตั้งแต่ปี 2555-2557 ของ สมช. ที่เป็นกรอบทิศทางหลักในการแก้ปัญหาโดย ศอ.บต.ได้จัดทำยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา และ กอ.รมน. จัดทำยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงรองรับในครั้งนั้น ส่งผลให้เกิดการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการระดับหนึ่งจนทำให้เกิดความสำเร็จในการแก้ปัญหาทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ดินทำกิน การส่งเสริมการประกอบอาชีพ เร่งรัดแก้ปัญหายาเสพติด ส่งเสริมการศึกษาและศาสนาของประชาชนในพื้นที่ตามความต้องการและอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง พร้อมกับส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศโลกมุสลิมกับคนในพื้นที่อย่างจริงจังโดยเฉพาะการส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติศาสนกิจในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในประเทศตะวันออกกลางตามวิถีทางตามความเชื่อทางศาสนา การบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนากับภาคประชาชน             และที่สำคัญควบคู่ไปด้วยกับการพัฒนาเพื่อความมั่นคงของ ศอ.บต. ดังกล่าวข้างต้นก็คือ การขับเคลื่อนการต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธของขบวนการที่มุ่งหมายจะสร้างความปั่นป่วนด้วยอาวุธในพื้นที่อันเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าไปสู่สงครามประชาชนอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของแผนบันได 7 ขั้น ด้วยการที่รัฐใช้ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นองค์กรหลักในการรักษาความมั่นคงนำความสงบให้เกิดขึ้นในพื้นที่ปฏิบัติทางทหารต่อกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ซึ่งใช้กองกำลังติดอาวุธเป็นเครื่องมือกลักในการแย่งยึดอำนาจรัฐ โดยรัฐสามารถระงับยับยั้งขบวนการแบ่งแยกดินแดนไม่ให้ไปถึงจุดนั้น ด้วยการใช้กำลังทหารของรัฐเข้าต่อสู้อย่างกลมกลืนกับการพัฒนาของ ศอ.บต. เพื่อการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ โดยรัฐได้บั่นทอนการสร้างอำนาจรัฐซ้อนรัฐปัตตานี จำกัดเสรีภาพในการปฏิบัติการก่อเหตุหรือการขยายแนวคิดและแนวร่วม พร้อมกับเน้นการรักษาชีวิตและทรัพย์สินพี่น้องประชาชน พร้อมทำความเข้าใจกับนานาประเทศเพื่อไม่ให้องค์กรระหว่างประเทศถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชของขบวนการ             จนกระทั่งในห้วงเวลาระยะหลังมานี้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนไม่สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ จึงได้มีการปรับแนวรบทางยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการขับเคลื่อนตามแนวทางตามเงื่อนไขของสหประชาชาติที่ว่าด้วยสิทธิในการกำหนดอนาคตของคนในพื้นที่ (Right to Self Determination: RSD) โดยหลักการที่จะกำหนดใจตนเอง (RSD) ได้นั้น ต้องอยู่ทั้ง 4 เงื่อนไข คือ 1. เป็นพื้นที่ที่มีการขัดแย้ง (การต่อสู้) ด้วยอาวุธอย่างรุนแรง 2. มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง  3. เป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง 4. เป็นดินแดนที่ถูกยึดครอง (สิทธิความเป็นเจ้าของ) ร่วมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์โจมตีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โฆษณาชวนเชื่อทั้งภายในและต่างประเทศ ใช้การบิดเบือนข้อมูลให้เห็นว่ารัฐบาลไทยปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมในด้านลบ ปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างความเกลียดชังระหว่างคนต่างศาสนาให้กับกลุ่มเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ให้ต่อต้านอำนาจรัฐ ขยายผลสู่องค์กรระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายมวลชนและแนวร่วมที่แอบแผงอยู่กับองค์กรภาค ประชาสังคมมีการเคลื่อนไหวสอดรับกับการเมืองระดับชาติที่กำลังเปลี่ยนผ่านอยู่ในขณะนี้              ในขณะที่บรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงการเมืองระดับชาติที่กำลังสร้างกระแสสิทธิ เสรีภาพของประชาชน การเลือกตั้งผู้ปกครองสูงสุดระดับจังหวัดด้วยคนในพื้นที่เอง จึงเป็นโอกาสทองของการเปิดปฏิบัติการรุกทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้สังคมออนไลน์เป็นช่องทางแสดงตนในการอ้างความเป็นตัวแทนประชาชนชาวมลายูปัตตานี พร้อมกับเสนอข้อเรียกร้องที่อ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชนสู่การการดำเนินงานของกลุ่มแนวร่วมสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือกลุ่ม PerMAS ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม และขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ มุ่งสู่หลักการสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (RSD) โดยจัดกิจกรรมให้มีการลงคะแนนเสียงประชามติ ในการกำหนดอนาคตของคนในพื้นที่ว่าประสงค์จะอยู่ในปกครองของรัฐหรือไม่ ซึ่งต่อมาหน่วยงานความมั่นคงก็ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกิจกรรมที่อาจเรียกได้ว่าเป็นกบฏต่อราชอาณาจักร รวมทั้งกระแสสังคมที่ตีกลับแนวความคิดและการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงในวงกว้าง ทำให้กิจกรรมของขบวนการนักศึกษาแห่งชาติที่ถูกจัดตั้งโดย BRN ที่มีการหนุนเสริมจากนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติที่มีการกล่าวอ้างถึงสิทธิการกำหนดอนาคตของตนเอง (RSD) จนถึงขั้นจะประกาศเอกราชนั้น ถูกกระแสตีกลับทั้งทางสังคมและทางกฎหมาย ทั้งไม่มีการตอบรับจากนานาอารยะประเทศ ซึ่งนั่นทำให้บรรดาคนในขบวนการ BRN ต้องทบทวนกลยุทธ์การต่อสู้ใหม่ เพราะเส้นทาง RSD เพื่อหวังเป็นเอกราชของพวกเขานั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิด ช่วงเวลานี้ขบวนการร้ายกำลังชะงักงัน กำลังเพลี่ยงพล้ำและกำลังปรับแนวรบใหม่ จึงเป็นจังหวะทองของรัฐที่ต้องเร่งรุกกลับฝ่ายขบวนการอย่างฉับพลันก่อนที่ฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้จะตั้งหลักได้และหาโจทย์ใหม่ๆ มาให้ฝ่ายรัฐต้องตามแก้ปัญหากันอีกไม่รู้จบ
เสือตัวที่ 6 |

ปรับแนวรบ

เสือตัวที่ 6 การต่อสู้ในสมรภูมิพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ใช่ว่าการขับเคลื่อนการต่อสู้ของรัฐ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมานั้นประสบแต่ความล้มเหลวเพียงอย่างเดียว หากแต่ว่าการต่อสู้ของรัฐ กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในระดับหนึ่งนี้แหละ จึงส่งผลให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานของรัฐแห่งนี้ ต้องปรับแนวรบการต้องสู้กับรัฐอย่างมากเพื่อให้การต่อสู้ของขบวนการร้ายแห่งนี้ยังคงศักยภาพในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจการปกครองจากรัฐมาเป็นของกลุ่มตนให้จงได้อยู่ต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นจนกว่าที่คนกลุ่มนี้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้แม้ว่าจะยังคงความคิดอุดมการณ์การในการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐอยู่ต่อไปก็ตาม จากการที่รัฐสามารถระงับยับยั้งแผนบันได 7 ขั้นของขบวนการแบ่งแยกดินแดนพื้นที่ปลายด้ามขวานในครั้งก่อนลงได้อย่างสิ้นเชิง โดยแผนบันได 7 ขั้นดังกล่าวนั้นถูกนำมาใช้เป็นกรอบแนวทางในการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนของกลุ่มคนในขบวนการร้ายแห่งนี้มีสาระสำคัญที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะอย่างน่าสนใจกล่าวคือ ขั้นที่ 1 ทำให้ประชาชนมีความตระหนักและรู้สึกสร้างกระบวนการทางการเมืองหรือควบคุมพื้นที่โดยใช้ประชาชนเป็นผู้ขับเคลื่อน การเคลื่อนไหวขั้นที่ 2 มีเป้าหมายสร้างความแข็งแกร่งให้แก่สังคม แนวร่วมโดยใช้ประชาชนเป็นอาวุธ ขั้นที่ 3 มีเป้าหมายเพื่อสร้างนักจิตวิทยาที่สามารถตอบโต้ศัตรู ขั้นที่ 4  มีเป้าหมายเพื่อรวมเป็นหนึ่งในการควบคุมพื้นที่เพื่อเข้าสู่การปฏิบัติต่อไป ขั้นที่ 5 มีเป้าหมายสร้างความเป็นหนึ่งของมวลชน ขั้นที่ 6 เป้าหมายให้ประชาชนเตรียมพร้อมในการปฏิบัติเมื่อมีโอกาสใช้ประชาชนเป็นอาวุธเพื่อแสดงให้เห็นการปฏิวัติในทุกหย่อมหญ้า และขั้นที่ 7 มีเป้าหมายคือการต่อสู้ด้วยอาวุธ อันเป็นจุดสุดยอดของการต่อสู้ของประชาชน เพื่อทำให้เห็นว่ามีสงครามประชาชนเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ แต่ด้วยการต่อสู้ของรัฐที่ได้กำหนดแผนแนวทางตั้งแต่ระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ที่ผ่านมานั้นได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลระดับหนึ่ง อาทิ นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2555-2557 ของ สมช. ถูกใช้เป็นกรอบทิศทางหลักในการแก้ปัญหาโดย ศอ.บต. ได้จัดทำยุทธศาสตร์ ด้านการพัฒนา และ กอ.รมน. จัดทำยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงรองรับในครั้งนั้น ส่งผลให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนทำให้เกิดความสำเร็จในการแก้ปัญหา ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ  ที่ดินทำกิน ดูแลส่งเสริมการประกอบอาชีพ เร่งรัดแก้ปัญหายาเสพติด ส่งเสริมการศึกษาและศาสนาของประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศโลกมุสลิมด้านการศึกษาและศาสนา   ใช้กฎหมายให้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนากับภาคประชาชน ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบอย่างทั่วถึง แม้ว่าการขับเคลื่อนการต่อสู้ตามแผนงานต่างๆ ดังกล่าวอาจไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ หากแต่ก็สามารถระงับยับยั้งแผนการของขบวนการร้ายแห่งนี้ไม่ไปถึงฝั่งฝัน นั่นคือการปฏิวัติประชาชนด้วยอาวุธจนสามารถแย่งชิงอำนาจรัฐมาเป็นของกลุ่มตนได้อย่างที่ตั้งใจ  ด้วยการเน้นการพัฒนาและความมั่นคงควบคู่กันไป โดยปฏิบัติทางทหารต่อกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการร้ายแห่งนี้ซึ่งใช้กองกำลังติดอาวุธเป็นเครื่องมือกลักในการแย่งยึดอำนาจรัฐตามแผนขั้นที่ 7 ที่มีเป้าหมายการปฏิวัติคือการต่อสู้ด้วยอาวุธสู่สงครามประชาชน โดยรัฐสามารถระงับยับยั้งขบวนการแบ่งแยกดินแดนไม่ให้ไปถึงจุดนั้น ด้วยการใช้กำลังทหารของรัฐเข้าต่อสู้อย่างกลมกลืนกับการพัฒนาของ ศอ.บต. เพื่อการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ โดยรัฐได้บั่นทอนการสร้างอำนาจรัฐซ้อนรัฐปัตตานี  จำกัดเสรีภาพในการปฏิบัติการก่อเหตุหรือการขยายแนวคิดและแนวร่วม พร้อมกับเน้นการรักษาชีวิตและทรัพย์สินพี่น้องประชาชน พร้อมทำความเข้าใจกับนานาประเทศให้เกิดความเข้าใจในสถานการณ์ในพื้นที่เพื่อไม่ให้องค์กรระหว่างประเทศถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชของขบวนการและแผนงานการดำเนินการแก้ไขและพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2565 – 2568 ที่กำหนดโดย สมช. ฉบับล่าสุด ก็ได้มีการปรับแนวรบตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งสอดรับกับการปรับแนวรบของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ปรับแนวรบจากแผนบันได 7 ขั้นที่มุ่งหมายสุดท้ายคือการปฏิวัติด้วยอาวุธภายใต้การสนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระจากองค์กรระหว่างประเทศในเงื่อนไขมีการขัดแย้งด้วยอาวุธอย่างรุนแรงกว้างขวางไปสู่การมุ่งสร้างแนวรบมวลชนผ่านรูปแบบของภาคประชาสังคมที่มีกลุ่ม   เยาวชนนักเรียน นักศึกษาในพื้นที่แสดงออกด้วยการทำกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมสะท้อนความคิดอัตลักษณ์ของตนเองควบคู่การส่งผ่านประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลที่ซ่อนเจตนาความต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐ ควบคู่กับการมุ่งเข้าสู่การมีอำนาจรัฐทั้งในระดับพื้นที่ท้องถิ่นถึงระดับชาติอย่างเป็นระบบ พร้อมกับการมุ่งเอาชนะทางความคิดในทุกเวทีของการเจรจาพูดคุยอย่างแข็งแกร่งเพื่อการยอมรับจากรัฐในการให้อิสรภาพของคนกลุ่มนี้โดยมิอาจยกเหตุผลใดมาโต้งแย้งนักเจรจาของขบวนการร้ายแห่งนี้ในที่สุด จนกระทั่งล่าสุดปรากฏการณ์ประกาศตัวของขบวนการนักศึกษาปาตานีที่หาญกล้าทำกิจกรรมทดลองการแยกตัวเป็นเอกราชตามกระบวนการของการกำหนดอนาคตของตนเอง (RSD) และแม้ว่าการดำเนินการตามแผนระดับยุทธศาสตร์ของรัฐที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันจะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จตามแผนได้ 100% หากแต่ส่งผลให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็จำต้องปรับแนวรบจากการต่อสู้ด้วยอาวุธไปไปสู่แนวรบการต่อสู้ทางความคิดในหลากหลายรูปแบบอย่างเห็นได้ชัด
สยามรัฐออนไลน์ |

บรรลุผล 

เสือตัวที่ 6 ความพยายามในการแบ่งแยกดินแดนเพื่อปกครองกันเองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของกลุ่มคน  ในขบวนการร้ายแห่งนี้ที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวการหลักสำคัญ ได้ดำเนินการต่อสู้บนความพยายามอันแรงกล้านี้ ผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี นับจากปี 2547 ที่รัฐได้ทุ่มเททุกองคาพยพของรัฐเข้าแก้ปัญหามุ่งสู่การใช้กำลังทหาร เป็นกำลังหลัก โดยใช้กำลังทหารจากทุกพื้นที่ทุกกองทัพภาคเข้าควบคุมสถานการณ์การก่อเหตุความรุนแรงจากกองกำลังติดอาวุธของขบวนการที่มีกลุ่ม BRN เป็นตัวการหลักเพื่อมิให้สถานการณ์ความรุนแรงลุกลามไปเข้าเงื่อนไขของการขัดแย้งด้วยอาวุธอย่างรุนแรงตามหลักการของการกำหนดอนาคตการดำรงอยู่ของคน ในพื้นที่เอง (RSD) ควบคู่กับการใช้ความพยายามในการยุติสภาพปัญหาความคับข้องใจในความเห็นต่างของคนในพื้นที่โดยการชี้นำปลุกระดมความเห็นต่างจากนักสร้างมวลชนของขบวนการแบ่งแยกดินแดนกลุ่มนี้ โดยที่รัฐมุ่งหมายที่จะเสริมสร้างความเข้าใจ ปรับทุกข์ผูกมิตรและช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบต่างๆ ให้ประชาชน   ในพื้นที่เกิดความเชื่อมั่นและกลับมาไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น และเมื่อการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ในวงกว้างมีท่าทีที่ลดลงจะด้วยเหตุปัจจัยจากการกระทำของรัฐข้างต้นหรือจะเป็นเพราะฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้ปรับกลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐด้วยเพราะกลยุทธ์การต่อสู้กับรัฐ ที่ผ่านมานั้นได้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายในแผนการของตนเองก็ตาม แต่ก็ส่งผลให้รัฐต้องอ้างเหตุในการลดกำลังทหารของรัฐลงอย่างชัดเจน ในขณะที่กองกำลังความมั่นคงของรัฐก็ปรับรูปแบบเป็นกองกำลังในรูปแบบพลเรือนมากขึ้น โดยเพิ่มอัตรากำลังตำรวจเพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในเขตพื้นที่เมืองทั้ง 37 อำเภอ และการเพิ่มอัตรากำลังกองอาสารักษาดินแดนกว่า 7,000 นาย ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในหมู่บ้านและชุมชน โดยปฏิบัติงานร่วมกับกำลังภาคประชาชนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการดูแลพื้นที่แทนกำลังทหารนอกพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ที่ได้ทยอยถอนกำลังกลับที่ตั้งปกติ รวมทั้งปรับลดอัตรากำลังจากหน่วยต่างๆ ในโครงสร้างของ กอ.รมน. ภาค 4 สน. ควบคู่ไปกับการปรับลดพื้นที่ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ให้หมดสิ้นไปภายในปี 2570 จากการปรับลดกำลังทหารของรัฐจำนวนมากให้อยู่ในพื้นที่เท่าที่จำเป็นโดยเป็นกำลังทหารในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 เท่านั้น และนำกองกำลังฝ่ายพลเรือนทั้งตำรวจและอาสาสมัครพลเรือนรวมทั้งกำลังประชาชนมาใช้ในการควบคุมสถานการณ์การก่อเหตุรุนแรงเข้าทดแทนนั้น หากมองในแง่มุมของรัฐอาจประเมินว่าสถานการณ์ความรุนแรงลดลงจนสามารถถอนกำลังทหารได้ แต่หากมองในมุมของแกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้จะสามารถประเมินว่า การปรับแผนของรัฐดังกล่าว เป็นผลอันเกิดจากความสำเร็จ   ในการบรรลุเป้าหมายตามแผนของขบวนการอย่างชัดเจน ด้วยการต่อสู้ของขบวนการแห่งนี้กับรัฐมีความพยายามอย่างชัดเจนต่อเนื่องยาวนานให้รัฐถอนทหารออกจากพื้นที่ไปอย่างสิ้นเชิงเพื่อให้คนในพื้นที่ดูแลความสงบเรียบร้อยกันเองตามวิถีที่คนในพื้นที่ต้องการมาโดยตลอด และเมื่อรัฐได้ดำเนินการตามที่กล่าวมานั้น จึงเห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกการปกครองของกลุ่มนี้ ได้บรรลุผลสำเร็จอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ในขณะเดียวกัน การต่อสู้โต้กลับของรัฐที่กระทำต่อขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานที่ได้ดำเนินการซ่อนพรางผ่านคณะผู้จัดงานและผู้ร่วมงานเสวนาเอกราชปาตานีในรั้วมหาวิทยาลัย ในหัวข้อสิทธิ ในการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีเมื่อ 7 มิถุนายน 2566 โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกลุ่มคนในการเสวนาดังกล่าวตามกฎหมายในข้อหาร้ายแรง อาทิ ร่วมสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใดอันเป็นส่วนของแผนการเพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฏ หรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฏ แล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ อันเป็นการโต้กลับการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐของขบวนการร้ายแห่งนี้ เพื่อกำราบการกระทำของคนกลุ่มนี้มิให้ฮึกเหิมลุกลามบานปลายไปจนถึงเกิดการสร้างความเห็นพ้องต้องกันของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่เห็นดีเห็นงามไปกับการลงประชามติแบ่งแยกดินแดนอันเป็นผลุดท้ายของคนกลุ่มนี้ที่ต้องการ หากแต่การกระทำของกลุ่มขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (PELAJARBANGSA) ที่กำหนดให้ผู้เข้าร่วมเข้าคูหาลงแสดงความคิดเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวปาตานี และการออกเสียงทำประชามติแยกตัวเป็นเอกราชอย่างถูกกฎหมาย โดยมีข้อความถึงความเห็นชอบสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย และมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และมีการการปลุกระดมให้ประชาชนชาวมลายูปาตานีโกรธแค้นสยามโดยอ้างอิงประวัติศาสตร์บาดแผล และให้ชาวปาตานีพยายามรวมตัวกันมีความเป็นปึกแผ่นสามัคคีเพื่อการบรรลุผลสำเร็จในการต่อสู้กับรัฐ นั่นคือการปกครองตนเองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ท้าทายอำนาจรัฐอย่างชัดเจน ที่แม้ว่ารัฐได้โต้กลับตามกฎหมายไม่ให้ลุกลามไปแล้วก็ตาม หากแต่คนกลุ่มนี้ ได้ส่งสัญญาณถึงความต้องการของคนในพื้นที่สร้างการรับรู้แก่สาธารณะอย่างเป็นทางการแล้วว่า ในพื้นที่แห่งนี้ มีความขัดแย้งกับรัฐผู้ปกครอง และคนกลุ่มนี้กำลังต่อสู้กับรัฐเพื่อการปกครองกันเอง ซึ่งนั่นได้บรรลุผลสำเร็จของขบวนการแบ่งแยกดินแดนไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
เสือตัวที่ 6 |

ไม่ง่ายอย่างที่คิด

เสือตัวที่ 6 การขับเคลื่อนการต่อสู้ระหว่างรัฐกับขบวนการแบ่งแยกการปกครองในพื้นที่ปลายดามขวานได้ขับเคี่ยวชิงไหวชิงพริบกันอย่างเข้มข้น ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงจังหวะการต่อสู้กันไปมาอย่างกระพริบตาไม่ได้โดยที่ส่วนใหญ่มากกว่า 90% ขึ้นไปจะเป็นฝ่ายขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐจะเป็นฝ่ายก้าวนำ  ฝ่ายรัฐไปอย่างน้อยก็ 2-3 ก้าวเสมอ หากแต่ฝ่ายรัฐก็ยังโต้กลับฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้ได้อย่างทันท่วงทีแม้ว่ารัฐจะเป็นฝ่ายแก้เกมฝ่ายขบวนการร้ายแห่งนี้มาโดยตลอดก็ตาม และพัฒนาการของการต่อสู้ที่ล่วงเลยมาเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี นับจาการปฏิบัติการปล้นปืนจากค่ายทหารพัฒนาในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ที่ท่วงทีของการต่อสู้กับรัฐได้ปรับกลยุทธ์จากการก่อเหตุร้ายหมายสร้างความไม่สงบในวงกว้างเพื่อให้เข้าเงื่อนไขการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างรุนแรง อันเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของหลักการการกำหนดใจตนเองหรือการตัดสินใจเลือกอนาคตของคนในพื้นที่เองหรือที่เรียกกันว่า RSD (Right to Self Determination) ในขณะที่การปลุกระดมบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกสุดโต่งจากรัฐก็ยังคงกระทำอย่างเข้มข้นอยู่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องยาวนานเพื่อให้เกิดพลังมวลชนในการสนับสนุนการต่อสู้ด้วยอาวุธของกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรง อีกทั้งจะเป็นแนวร่วมมวลชนในการต่อสู้ทางความคิดในการกล่าวหาว่ารัฐมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนในพื้นที่อย่างกว้างขวางผ่านการกล่าวอ้างว่ารัฐไม่ได้ให้ความเป็นธรรมในการดำเนินการกับคนในพื้นที่อันเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งตามหลักการการกำหนดใจตนเองหรือการตัดสินใจเลือกอนาคตของคนในพื้นที่เองหรือ ที่เรียกกันว่า RSD การต่อสู้เพื่อมุ่งหมายแบ่งแยกการปกครองจากรัฐได้พัฒนาการไปสู่การมุ่งไปสู่การแสดงออกถึงการมีอัตลักษณ์เป็นของตนเองของคนในพื้นที่ผ่านกิจกรรมการรวมตัวของกลุ่มเยาวชนและประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและขยายตัวไปในวงกว้างมากขึ้นด้วยการแต่งกายในแบบฉบับของตนรูปแบบมลายูประจำถิ่นกันอย่างเอิกเกริกและชี้ให้เห็นความสำคัญของการทำซุ้มประตูชัยประจำหมู่บ้าน พร้อมการแสดงออกด้วยการปราศรัยและการแสดงสัญลักษณ์อันพยายามบ่งบอกไปยังสาธารณะว่ามีการเรียกร้องอำนาจการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ด้วยการกล่าวอ้างความเป็นมาทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของบรรพบุรุษของคนในพื้นที่ก่อนที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เกือบทุกครั้งของกิจกรรมต่างๆ ดังกล่าวมีการพูดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการแต่งกาย และ การทำซุ้มประตูชัยของหมู่บ้านเพื่อเป็นการยกย่องถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และมีการแสดง  Art Performance เพื่อสื่อความหมายที่ตอกย้ำถึงความทรงจำทางประวัติศาสตร์เพียงส่วนเดียวที่บรรพบุรุษปู่ย่าตายายของพวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานในสมัยก่อนจากการรุกรานของศัตรูและการสูญเสียเอกราชของบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา ซึ่งเป็นเงื่อนไขอีกประการหนึ่งหลักการการกำหนดใจตนเองหรือการตัดสินใจเลือกอนาคตของคนในพื้นที่เองหรือที่เรียกกันว่า RSD นั่นคือเป็นดินแดนที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง และเป็นดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคมของรัฐนั้น ขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน มีการดำเนินการอย่างมีเอกภาพและมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนคือการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐสู่การปกครองดูแลกันเองของคนในพื้นที่ ด้วยการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐไม่อาจเอาชนะได้ด้วยอาวุธหรือการใช้กำลังเข้ายื้อแย่งอำนาจรัฐไปด้วยการเอาชนะกองกำลังทหารและฝ่ายความมั่นคงของรัฐไปได้ แต่กระนั้นการต่อสู้ด้วยอาวุธก็ยังคงเป็นสภาวะหนึ่งของเงื่อนไขการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองกันเองด้วยคนในพื้นที่เองตามหลักการสากลที่เรียกกันว่าสิทธิในการกำหนดใจตนเองหรือสิทธิในการตัดสินใจเลือกอนาคตของคนในพื้นที่เอง (Right to Self Determination: RSD) โดยสิทธิ RSD ดังกล่าว ได้ถูกบรรจุไว้ในสหประชาชาติ เมื่อ 14 ธ.ค. ค.ศ. 1960 การเปิดตัวแสดงแทนที่เรียกตนเองว่า ขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ นั่นแสดงให้เห็นว่า BRN เร่งเดินงานการเมืองตามแนวทางสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (RSD) มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งมีคำประกาศของขบวนการนักศึกษาแห่งชาติโดยการรวมตัวของนิสิตนักศึกษาชาวปาตานีกลุ่มหนึ่งที่เชื่อในการมีอยู่ของชาติปาตานี (Bangsa Patani) เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี ที่ว่า เชื่อมั่นว่าการลงประชามติ คือ สันติภาพที่ประชาชนเป็นเจ้าของ ของ Pelajar Bangsa จัดกิจกรรมให้มีการลงคะแนนเสียงประชามติว่าคนที่มาร่วมกิจกรรมในวันนั้น มีความเห็นด้วยกับการลงประชามติในการกำหนดใจตนเองหรือการกำหนดอนาคตของคนในพื้นที่ว่าประสงค์จะอยู่ในปกครองของรัฐหรือไม่ อันเป็นการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมายสูงสุดของรัฐที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่ารัฐไทยเป็นราชอาณาจักรเดียว ผู้ใดจะแบ่งแยกมิได้ ซึ่งต่อมาหน่วยงานความมั่นคงก็ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกิจกรรมที่อาจเรียกได้ว่าเป็นกบฏต่อราชอาณาจักร รวมทั้งกระแสสังคมที่ตีกลับแนวความคิดและการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงในวงกว้าง ด้วยกิจกรรมของขบวนการนักศึกษาแห่งชาติที่ถูกจัดตั้งโดย BRN ที่มีการหนุนเสริมจากนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติที่มีการกล่าวอ้างถึงสิทธิการกำหนดอนาคตของตนเอง (RSD) จนถึงขั้นจะประกาศเอกราชนั้น ถูกกระแสตีกลับทั้งทางสังคมและทางกฎหมาย ทั้งไม่มีการตอบรับจากนานาอารยะประเทศที่กังวลกับท่าทีดังกล่าวนั้น ซึ่งนั่นทำให้บรรดาคนในขบวนการ BRN ต้องทบทวนกลยุทธ์การต่อสู้ใหม่ เพราะเห็นแล้วว่าเส้นทาง RSD เพื่อแบ่งแยกการปกครองไปเป็นเอกราชดังกล่าวนั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว
เสือตัวที่ 6 |

บูรณภาพแห่งอาณาเขต

เสือตัวที่ 6 การชูประเด็นวาทกรรมปาตานี เพื่อขับเคลื่อนงานการเมือง ในการกำหนดใจตนเอง (RSD) รวมทั้งการใช้สื่อสังคมออนไลน์โจมตีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โฆษณาชวนเชื่อทั้งภายในและต่างประเทศ บิดเบือนข้อมูลให้เห็นว่ารัฐบาลไทยปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมในด้านลบ ปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างความเกลียดชังระหว่างคนต่างศาสนาให้กับกลุ่มเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ให้ต่อต้านอำนาจรัฐ ขยายผลสู่องค์กรระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายมวลชนและแนวร่วมที่แอบแผงอยู่กับองค์กร ภาคประชาสังคมจะเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับชาติ ร่วมกับการสร้างสถานการณ์การต่อสู้ด้วยอาวุธโดยการหล่อเลี้ยง ความรุนแรงให้ดำรงอยู่ต่อไป คู่ขนานกับการจัดกิจกรรมทั้งในและนอกพื้นที่ โดยสร้างภาพให้เชื่อว่าเป็นการทำงานด้านสันติวิธีและด้านสิทธิมนุษยชน หากแต่มุ่งเน้นกิจกรรมปลุกกระแสอัตลักษณ์ ความมีตัวตนของขบวนการโดยเฉพาะกลุ่ม BRN อันเป็นตัวการหลักของเรื่องราวทั้งหมดของการแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชตามนัยยะของขบวนการแห่งนี้ การฉกฉวยโอกาสในขณะที่บรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงการเมืองระดับชาติที่กำลังสร้างกระแสสิทธิ เสรีภาพของประชาชน การเลือกตั้งผู้ปกครองสูงสุดระดับจังหวัดด้วยคนในพื้นที่เอง จึงเป็นโอกาสของการเปิดปฏิบัติการรุกทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้สังคมออนไลน์เป็นช่องทางแสดงตนในการอ้างความเป็นตัวแทนประชาชนชาวมลายูปัตตานี เพื่อความชอบธรรมในการต่อสู้พร้อมกับเสนอที่อ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชนสู่การรับรู้ของสาธารณะ โดยอาศัยการดำเนินงานของกลุ่มแนวร่วมสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือกลุ่ม PerMAS ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม พยายามมุ่งสู่หลักการสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (RSD) จนกระทั่งมาถึงเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 66 ที่ผ่านมา มีการเปิดตัวแสดงแทนที่เรียกตนเองว่า ขบวนการนักศึกษาแห่งชาติอย่างโจ่งแจ้ง ณ มหาวิทยาลัย มอ.ปัตตานี นั่นแสดงให้เห็นว่า BRN เร่งเดินงานการเมืองตามแนวทางสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (RSD) โดยการเปิดหน้าสู้กับรัฐมากยิ่งขึ้น ยุทธศาสตร์ที่เน้นงานสงครามการเมือง ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแบบสุดโต่ง และความเข้าใจผิดในหลักศาสนา (ดารุลฮัรบี) โดยมุ่งเติมแต่งหลักการจากแนวทางสงบสันติไปสู่ความขัดแย้งกับคนต่างความเชื่อทางศาสนามากขึ้น พร้อมกับการปฏิเสธการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม กับสังคมใหญ่ของชาติ ร่วมกับการก่อเหตุรุนแรงตามโอกาสอำนวย โดยมุ่งสู่การทำลายระบบแห่งรัฐกับส่งสัญญาณความขัดแย้งด้วยอาวุธ ออกสู่การรับรู้ในประชาคมระหว่างประเทศ การก่อเหตุรุนแรงจึงมุ่งกระทำต่อเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐมากขึ้น โดยก่อเหตุรุนแรงระยะหลังมานี้ จะต้องทำเพื่อหนุนเสริมงานการเมืองทั้งต่อประชาคมระหว่างประเทศและประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ เป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนการต่อสู้ของกลุ่ม BRN คือการขยายงานการเมืองในประชาคมระหว่างประเทศให้เกิดการยอมรับสถานะของกลุ่มตนให้มีสถานะทัดเทียมกับรัฐไทยอย่างเทียมบ่าเทียมไหล่ เพื่อคงศักยภาพในการต่อสู้ (ทางความคิด) เอาชนะทางการเมืองนั่นคืออิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่อย่างสมบูรณ์ การแสดงออกถึงความเป็น อัตลักษณ์เฉพาะตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการแสดงออกด้วยกิจกรรมหลายครั้งดังกล่าว ด้วยสิ่งที่ได้จากการจัดกิจกรรมรวมตัวของเยาวชนได้ซ่อนความหมายที่พยายามหล่อหลอมความคิดให้คนรุ่นใหม่เชื่อว่า กลุ่มคน ในพื้นที่มีความเป็นชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์ รวมทั้งมีอัตลักษณ์และวิถีชีวิตเป็นของตนเอง ซึ่งนั่นจะเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับรัฐอย่างทรงพลังยิ่ง เป็นแนวร่วมในการสนับสนุนการต่อสู้กับรัฐเพื่อเป้าหมายสุดท้ายนั่นคืออิสระในการปกรองกันเองของคนในพื้นที่อย่างสมบูรณ์ ผ่านการยุยงให้เยาวชนชายและหญิงออกมาแสดงจุดยืนในสังคม เป็นการรุกคืบอย่างมีจังหวะก้าวที่สอดรับกันอย่างกลมกลืนและการสร้างวาทกรรมอันซับซ้อนซ่อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงในการบรรลุเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการ แนวคิดเหล่านั้นได้ส่งผ่านออกมาให้ได้รับรู้อย่างแยบยลผ่านวาทกรรมการแก้ปัญหาไฟใต้ด้วยการสร้างสันติภาพที่ประชาชนเป็นเจ้าของ แต่ซ่อนเป้าหมายที่แท้จริง นั่นคือการแบ่งแยกดินแดนจากรัฐเพื่ออิสระในการปกครองกันเอง และให้ตระหนักไว้ว่า สันติภาพในความหมายของกลุ่มขบวนการเห็นต่างจากรัฐที่กำลังขับเคลื่อนผ่านวาทกรรมต่างๆ เหล่านั้น ต้องเป็นสันติภาพในความหมายเดียวกันกับรัฐ นั่นคือสันติภาพที่มีความมั่นคงของชาติ ในความหมายของบูรณภาพแห่งอาณาเขตที่เป็นรัฐเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของรัฐในทุกยุคทุกสมัยจวบจนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ห้วงเวลาสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านจากการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยก็ยังคงต้องสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของรัฐในความหมายของบูรณภาพแห่งอาณาเขตที่เป็นรัฐเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของรัฐในทุกยุคทุกสมัยจวบจนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 2560 ที่กล่าวไว้ว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน บนความหมายของบูรณภาพแห่งอาณาเขต ที่ว่าคือความครบถ้วนสมบูรณ์ของอาณาเขต ซึ่งรัฐจักต้องรักษาไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาโดยจะแบ่งแยกจากรัฐมิได้เป็นอันขาด
เสือตัวที่ 6 |

ยุทธศาสตร์เอาชนะจากภายนอก

เสือตัวที่ 6 ย่างก้าวสำคัญของขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ล้วนดำเนินการอย่างมีเอกภาพและมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนคือการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐสู่การปกครองดูแลกันเองของคนในพื้นที่ การขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐไม่อาจเอาชนะได้ด้วยอาวุธหรือ   การใช้กำลังเข้ายื้อแย่งอำนาจรัฐไปด้วยการเอาชนะกองกำลังทหารและฝ่ายความมั่นคงของรัฐไปได้ แต่กระนั้น การต่อสู้ด้วยอาวุธก็ยังคงเป็นสภาวะหนึ่งของเงื่อนไขการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองกันเองด้วยคนในพื้นที่เองจากหลักการสากลที่เรียกกันว่าสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Right to Self Determination: RSD) โดยสิทธิ RSD ดังกล่าว ได้ถูกบรรจุไว้ในสหประชาชาติ ครั้งแรกคือมติที่ 1514 (XV) ลงวันที่ 14 ธ.ค. ค.ศ. 1960 เรื่อง การให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคม (Declaration on the Granting of Independence to Colonial Countries and Peoples) โดยมีข้อความที่กำหนดไว้ในข้อ 1.1 ของมติดัง กล่าวว่ากลุ่มชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง โดยหลักการที่จะกำหนดใจตนเอง (RSD) ได้นั้น ต้องอยู่ทั้ง 4 เงื่อนไข คือ 1. เป็นพื้นที่ที่มีการขัดแย้ง (การต่อสู้) ด้วยอาวุธอย่างรุนแรง 2. มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว่างขวาง 3. เป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง  4. เป็นดินแดนที่ถูกยึดครอง (สิทธิความเป็นเจ้าของ) การชูประเด็นวาทะกรรมปาตานี เพื่อขับเคลื่อนงานการเมือง ในการกำหนดใจตนเอง (RSD) รวมทั้งการผลิตสื่อสังคมออนไลน์โจมตีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โฆษณาชวนเชื่อทั้งภายในและต่างประเทศ  ใช้การบิดเบือนข้อมูลให้เห็นว่ารัฐบาลไทยปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมในด้านลบ ปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างความเกลียดชังระหว่างคนต่างศาสนาให้กับกลุ่มเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ให้ต่อต้านอำนาจรัฐ ขยายผลสู่องค์กรระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายมวลชนและแนวร่วมที่แอบแผงอยู่กับองค์กรภาคประชาสังคมจะเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับชาติ ร่วมกับการสร้างสถานการณ์การต่อสู้ด้วยอาวุธโดยการหล่อเลี้ยง ความรุนแรงให้ดำรงอยู่ต่อไป คู่ขนานกับการจัดกิจกรรมทั้งในและนอกพื้นที่ โดยสร้างภาพให้เชื่อว่าเป็นการทำงานด้านสันติวิธีและด้านสิทธิมนุษยชน หากแต่มุ่งเน้นกิจกรรมปลุกกระแสอัตลักษณ์ ความมีตัวตนของขบวนการโดยเฉพาะกลุ่ม BRN อันเป็นตัวการหลักของเรื่องราวทั้งหมดของการต่อสู้เพื่อเอกราชตามนัยยะของขบวนการแห่งนี้ การฉกฉวยโอกาสในขณะที่บรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงการเมืองระดับชาติที่กำลังสร้างกระแสสิทธิ เสรีภาพของประชาชน การเลือกตั้งผู้ปกครองสูงสุดระดับจังหวัดด้วยคนในพื้นที่เอง จึงเป็นโอกาสจังหวะทองของการเปิดปฏิบัติการรุกทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้สังคมออนไลน์เป็นช่องทางแสดงตนในการอ้างความเป็นตัวแทนประชาชนชาวมลายูปัตตานี เพื่อความชอบธรรมในการต่อสู้พร้อมกับเสนอข้อเรียกร้องที่อ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชนสู่การรับรู้ของสาธารณะ โดยอาศัย  การดำเนินงานของกลุ่มแนวร่วมสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือกลุ่ม PerMAS ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม พยายามมุ่งสู่หลักการสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (RSD) จนกระทั่งมาถึงเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว มีการเปิดตัวแสดงแทนที่เรียกตนเองว่า ขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ  นั่นแสดงให้เห็นว่า BRN เร่งเดินงานการเมืองตามแนวทางสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (RSD) มากยิ่งขึ้น จากยุทธศาสตร์ให้รัฐบาลแพ้จากภายในและการเอาชนะจากภายนอกของกลุ่ม BRN นี้  เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องเน้นงานสงครามการเมือง ที่ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแบบสุดโต่ง และความเข้าใจผิดในหลักศาสนา (ดารุลฮัรบี) ไปพร้อมกับการปฏิเสธการอยู่ร่วมกันในสังคม  พหุวัฒนธรรม กับสังคมใหญ่ของชาติ ร่วมกับการก่อเหตุรุนแรงตามโอกาสอำนวย โดยมุ่งสู่การทำลายระบบแห่งรัฐ กับส่งสัญญาณความขัดแย้งด้วยอาวุธ ออกสู่การรับรู้ในประชาคมระหว่างประเทศ   การก่อเหตุรุนแรงจึงมุ่งกระทำต่อเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐมากขึ้น เน้นคุณภาพของการ ก่อเหตุมากกว่าปริมาณ และการก่อเหตุรุนแรงจะต้องทำเพื่อหนุนเสริมงานการเมือง ทั้งต่อประชาคมระหว่างประเทศและประชาชนในพื้นที่ เป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนการต่อสู้ของกลุ่ม BRN คือการขยายงานการเมืองในประชาคมระหว่างประเทศให้เกิดการยอมรับสถานะของกลุ่มตน ให้เป็นกลุ่มที่มีความชอบธรรมในการเรียกร้อง  การปกครองตนเอง ตามมติขององค์การสหประชาชาติที่ 1514 ว่าด้วยสิทธิการกำหนดใจตนเอง (RSD) โดยการให้ NGOs และ CSOs ในรูปแบบขบวนการนักศึกษาเหล่านั้น ปรากฏออกมาให้เห็นล่าสุด  ในรูปแบบคำประกาศว่า เชื่อมั่นว่าการประชามติ คือ สันติภาพที่ประชาชนเป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี ของ Pelajar Bangsa เคลื่อนไหวทางการเมือง  โดยการรวมตัวของนิสิตนักศึกษาชาวปาตานีกลุ่มหนึ่งที่เชื่อในการมีอยู่ของชาติปาตานี (Bangsa Patani) ขับเคลื่อนการรับรู้เข้าสู่สถานการณ์ในวงกว้าง รวมทั้งเรียกร้องให้องค์การระหว่างประเทศและประชาคมระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนในการแก้ปัญหา จชต. เพื่อไม่ให้ปัญหา จชต. เป็นปัญหาเฉพาะภายในของประเทศไทยอีกต่อไป ด้วยเหตุที่ว่า BRN ไม่สามารถเอาชนะรัฐไทยจนได้เอกราชได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง หากแต่ต้องให้องค์การระหว่างประเทศและประชาคมโลกร่วมกดดันรัฐให้ยอมจำนน ผ่านการเดินงาน  สู่หลักการกำหนดใจตนเอง (RSD) ของสหประชาชาติ อันเป็นยุทธศาสตร์การเอาชนะจากภายนอกที่กลุ่ม BRN กำหนดไว้อย่างลุ่มลึก จึงจะสามารถเอาชนะรัฐไทยได้ในที่สุด
เสือตัวที่ 6 |