นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความว่า...
“ธนาธรกับเศรษฐกิจพอเพียง” มีน้องคนหนึ่งถามผมว่า “ธนาธรเขาเมากาวหรือพี่” ! ผมตอบว่า “เขาเมาอุดมการณ์” อุดมการณ์ของคุณธนาธรก็คือ สังคมนิยม(คอมมิวนิสต์) อย่างน้อยในสมัยเป็นนักศึกษาเขาก็ “อิน” กับลัทธินี้มาก แต่ต่อมาคงลดระดับลงเหลือแค่ “ลิเบอรัล” เพราะตัวเองเป็นมหาเศรษฐีอันตับต้นๆของประเทศ มันขัดกับอุดมการณ์ของสังคมนิยม(คอมมิวนิสต์)ที่ต้องยึดทรัพย์สินของเอกชนเป็นของรัฐ! “ภารกิจลิเบอรัล” ของธนาธรจึงเหลือแค่ไม่เอากษัตริย์ อันที่จริงใครจะรักจะชังใครนั้นเป็นเรื่องบังคับกันไม่ได้ แต่เมื่อเขาทำร้ายความรู้สึกของคนที่รักกษัตริย์ ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องโดนก่นประณาม เช่นเดียวกับที่เขากระทำกับฝ่ายตรงข้าม “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ธนาธรก่นประณามนั้น นับว่า “บิดเบือนและหาเรื่องอย่างน่าละอาย” ผมเข้าใจว่าเขาอยากปฏิวัติสังคมไทย วิธีพูดจึงมักปลุกระดมให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ ถ้าต้องการจะปฏิวัติก็ต้องมองให้เห็นความจริงในศตวรรษที่แล้วว่า “การปฏิวัติไม่ใช่ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามแล้วทุกอย่างจะเป็นไปจริงตามอุดมการณ์ในทันที...การกดขี่หมดไป ความเป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ” แต่ "การปฏิวัติคือกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างยาวนาน" นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับ “เหตุ-ปัจจัย” (อิทัปปจจยตา ไม่ใช่กฎวิภาษวิธีหรือวัตถุนิยมประวัติศาสตร์วิภาษวิธีอย่างที่เชื่อฝังหัวกันว่าเป็นสัจธรรม) เมื่อการปฏิวัติคือกระบวนเปลี่ยนแปลงอย่างยาวนาน ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิวัติแบบเดิมอีก แต่นำเสนออุดมการณ์ลัทธิให้สาธารณชนได้รับรู้ว่ามันเลอเลิศอย่างไร และมีวิธีการอะไรบ้างที่จะทำให้มันเป็นจริง เมื่อสาธารณชนเชื่อมั่น...การเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธีก็จะตามมา ลัทธิสังคมนิยม(คอมมิวนิสต์)เองก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็นนีโอมาร์กซิสต์ และแยกสาขาเป็นเฟมินิสต์ (สิทธิสตรี) เป็นกรีน เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นสังคมนิยมการตลาด คุณธนาธรจะต้องค้นหา “ต้นทุนของสังคมไทย” ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องวัฒนธรรมทั้งนั้น จากนั้นก็นำเอาอุดมการณ์ของสังคมนิยมผสมผสานเข้าไป โดยไม่ให้เกิดความแปลกแยกกับนิสัยคนไทยและวัฒนธรรมไทย "แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูเป็น" (เติ้ง เสี่ยว ผิง) ถ้าผมเป็นนักการเมืองก็จะค้นหา “ต้นทุนของสังคมไทย” เช่นกัน โดยปักธงยุทธศาสตร์ไว้ที่ “พลเมืองจะต้องพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน มีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตและสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง รวมทั้งสามารถพัฒนาศักยภาพของตนสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วย” ไม่ใช่กดคนลงเป็นทาสของลัทธิอุดมการณ์ ไม่ใช่กดคนลงเป็นทาสของวัตถุ – ผลิตแต่วัตถุที่เรียกว่าของกินของใช้ จนคนกลายเป็นเครื่องจักรกลไก...ทั้งคนผลิตและคนบริโภค อย่างที่เกิดขึ้นในประเทศสังคมนิยมทั้งหลายมาแล้ว ต้นทุนของสังคมไทยที่เห็นได้ง่ายก็คือ พุทธศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวข้อง ศาสนาอื่นก็ด้วย การเคารพธรรมชาติ เคารพบรรพบุรุษ ผูกพันกันด้วยระบบเครือญาติ การทำงานร่วมกัน การแลกเปลี่ยนแรงงานกัน (เอาแรง) อย่างการลงแขกเกี่ยวข้าว การทำบุญ – ทำทาน ทั้งหมดเป็นการช่วยเกลือเกื้อกูลกันทั้งนั้น ถ้าทันสมัยขึ้นมาก็คือระบบสหกรณ์ และ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอพียง” ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกี่ยวร้อยเป็นเครือข่ายที่ต่าง “พึ่งพิงอิงอาศัยกัน” นั่นคือ “นิเวศวิทยาเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม” ที่ไม่ว่าโลกทุนนิยมจะผันผวนหรือล่มสลายอย่างไร พลเมืองก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ เพราะพึ่งตนเองได้ อย่างน้อยก็มีปัจจัย 4 สำหรับดำรงชีวิต ทรัพย์สินเงินทองนั้นเมื่อไม่มีเครื่องอุปโภคบริโภคให้ซื้อก็เป็นแค่ตัวเลข เป็นแค่กระดาษ อย่างที่ประเทศในลาตินอเมริกากำลังเป็นอยู่ “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของมีจริง” (หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นถือกำเนิดขึ้นมาก็เพื่อให้พลเมืองและชุมชนพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่พึ่ง "ตลาดเสรีของลัทธิทุนนิยม" ที่โดนเอาเปรียบและกำไรเป็นของเจ้าของสินค้า และไม่ใช่พึ่ง “รัฐเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ" ของลัทธิสังคมนิยม(คอมมิวนิสต์) ที่กรรมาชนเป็นผู้ลงแรงผลิต แต่ถูกรัฐยึดเอาส่วนเกินหรือกำไรไป - แล้วคืนมาให้แค่พอยาไส้.