ตอนที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ ท่านกับเพื่อนนักศึกษาด้วยกันก็เคยคิดว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบอังกฤษก็น่าจะเหมาะสมกับประเทศไทย เพราะมีพระมหากษัตริย์เหมือนกัน และยังมีระบบขุนนางหรือศักดินาเหมือนกันด้วย เพียงแต่ขุนนางของเขาไม่ได้มีอำนาจสั่งการใหญ่โตเหมือนในอดีต แต่ส่วนหนึ่งได้เข้าสู่รัฐสภาคือสภาขุนนาง โดยการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ ตามกฏเกณฑ์ที่ยึดถือกันมาเป็นประเพณี มีอำนาจเพียงแค่กลั่นกรองกฎหมายและให้คำปรึกษาหารือต่างๆ คือมีอำนาจน้อยกว่าสภาผู้แทนราษฎรมาก นั่นก็คือประชาชนมีอำนาจมากขึ้น อันเป็น “หัวใจ” ของระบอบประชาธิปไตย คือการให้ประชาชนได้มีอำนาจสิทธิขาดต่างๆ ในการปกครอง ส่วนพระมหากษัตริย์และขุนนางก็เป็นเพียง “เกียรติภูมิ” หรือหน้าตาของประเทศ เพื่อดำรงความยิ่งใหญ่ของ “สหราชอาณาจักร” ในอดีตเท่านั้น ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าให้ฟังว่า ในความรู้สึกส่วนตัวของท่าน ขุนนางไทยในยุคที่ท่านเติบโตมานั้น “ช่างน่าเกรงขาม” เสียจริงๆ (ขุนนาง) บางท่านออกจะถึงขั้น “กร่าง” คือดูน่ากลัวด้วยวาสนาบารมีคับบ้านคับเมืองของท่าน ความรู้สึกของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์และคนไทยจำนวนหนึ่งที่มีต่อขุนนางเหล่านั้นก็คือ “ความเบื่อหน่าย” ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จึงมีคนไทยจำนวนไม่น้อยรวมทั้งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ด้วยนี้ รู้สึก “ดีใจ” และต้อนรับการทำรัฐประหารในครั้งนั้น ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์และนักศึกษาไทยที่ประเทศอังกฤษและในยุโรปได้จัดงานเฉลิมฉลองกันด้วย โดยเต็มไปด้วยความหวังว่าประเทศไทยน่าจะเจริญก้าวหน้า ด้วยการเข้ามาแทนที่ของคนรุ่นใหม่ และปรับลดอำนาจของขุนนางในระบอบเก่านั้น ทว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ต้องพบกับความผิดหวังเป็นอย่างมากเมื่อกลับมาเมืองไทย โดยได้เห็นสภาพการบริหารประเทศที่คณะผู้ปกครองคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า “คณะราษฎร” นั้น ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรกับผู้ปกครองรุ่นเก่าหรือขุนนางในระบอบเดิมแต่อย่างใด เพราะคณะราษฎรยังคงหวงอำนาจไว้ในกลุ่มของตนเอง ทั้งยังสร้างความน่าเกรงขามและ “กร่าง” ไม่ต่างกัน จึงไม่ต่างอะไรกับการบริหารนระบอบเดิม ที่ยังคงความเป็นศักดินาเข้มข้นเหมือนเดิม ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เรียกผู้ปกครองพวกนี้ว่า “เจ้าพวกใหม่” อันหมายถึงการบริหารในรูปแบบของ “เจ้าใหญ่นายโต” โดยคณะราษฎรนั่นเอง
ในตอนที่ผมสัมภาษณ์ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เมื่อครั้งที่ผมทำโครงการประวัติศาสตร์บอกเล่าให้กับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่ผมทำงานอยู่ใน พ.ศ. 2534 ผมได้เรียนถามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ถึงปัญหาการเมืองการปกครองของประเทศไทย ท่านก็ได้อธิบายให้เห็นปัญหาในหลายๆ เรื่อง (ดังที่ผมได้เขียนไว้ในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึงปัญหาของ “ผู้ปกครอง” และ “ผู้ใต้ปกครอง” ของไทย ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาดังกล่าว) ซึ่งตัวปัญหาใหญ่ในความเห็นของท่านก็คือ “คณะราษฎร” นั่นเอง ท่านบอกว่าท่านผิดหวังในคณะราษฎรมาก ไม่เฉพาะแต่ในเรื่องของการ “หวงอำนาจ” และ “ความกร่าง” เท่านั้น แต่ยังผิดหวังที่คณะราษฎร “ทำลายสถาบัน” คือไม่ได้ส่งเสริมสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีเกียรติยศศักดิ์ศรีอะไรเหลืออยู่เลย (รายละเอียดเรื่องนี้มีผู้เขียนไว้ค่อนข้างละเอียด คือหนังสือเรื่อง “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” เรียบเรียงโดยคุณวิมลพรรณ ปิตธวัชชัย จัดพิมพ์โดยมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์ฯ เมื่อ พ.ศ. 2556) ไม่เหมือนกับระบอบรัฐสภาของอังกฤษที่เขายังให้เกียรติและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์นี้ไว้ในที่อันควร ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าถึงกรณีสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 แต่ไม่ใช่เรื่องรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยท่านได้กล่าวถึงความรู้สึกของคนไทยในครั้งนั้นว่า “สุดจะกลั้น” ไม่เพียงแต่ความทุกข์ตรมโศกเศร้าต่อการสูญเสียหลักชัยของชาติ แต่ยังสุดกลั้นต่อการที่รัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในตอนนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างที่เรียกว่า “ไม่แยแส” ต่อการที่จะชี้แจงแถลงข่าวหรือดำเนินการคลี่คลายของสงสัยและความวิตกกังวลของคนไทยในเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง จึงทำให้ท่านต้อง “คิดใหม่” คือไม่คิดที่จะหวังพึ่งระบอบรัฐสภาหรือ “ประชาธิปไตยจอมปลอมของคณะราษฎร” นั้นอีกต่อไป ซึ่งในตอนนั้นท่านก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ด้วย จึงเห็นว่าจะต้องทำงานการเมืองให้เข้มข้นเพื่อฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ และสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นให้ได้ต่อไป อย่างที่เราพอจะทราบกันแล้วว่า คณะราษฎรนั้นแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มทหารกับกลุ่มพลเรือน โดยที่กลุ่มพลเรือนได้เป็นมันสมองคือเป็นต้นติดและผู้วางแผนการณ์ต่างๆ กระทั่งนำมาซึ่งการทำรัฐประหารในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยมีทหารที่ก็ร่วมวางแผนมาด้วยเป็นผู้ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจดังกล่าว ในตอนแรกคณะราษฎรก็ดูเหมือน “เกรงๆ” ไม่กล้าที่จะเข้ามาใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดโดยตรง โดยให้ “คนกลาง” คือพระยามโนปกรณ์นิติธาดาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่นานก็ให้ผู้นำฝ่ายทหารคือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ขึ้นเป็นแทน ต่อเนื่องด้วย พันโทหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายทหารที่มีอำนาจสูงสุด และเป็นแกนนำของคณะราษฎรในฝ่ายทหารมาตั้งแต่ต้น กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกผู้นำคณะราษฎรในฝ่ายพลเรือน “แซะ” ออกจากตำแหน่งไป ก่อนที่จะให้มีรัฐบาลรักษาการโดยให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ทำการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 เสร็จแล้วก็ให้มีการเลือกตั้งในปีเดียวกัน ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งและได้เป็น ส.ส.ด้วย แต่ต้องเป็นฝ่ายค้านเพราะกลุ่มที่สนับสนุน นายปรีดี พนมยงค์ มีเสียงข้างมากได้เป็นรัฐบาล โดยมี นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในคราวที่รัชกาลที่ 8 สวรรคตก็อยู่ในสมัยของรัฐบาลชุดดังกล่าว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าให้ฟังว่า ในคราวสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2490 นั้น บ้านเมืองวุ่นวายมาก สภาผู้แทนราษฎรก็ซักฟอกรัฐบาลจนกระทั่งนายปรีดีต้องลาออก แต่ก็ยังให้นักการเมืองในกลุ่มตนคือหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีแทน แต่บ้านเมืองก็ยังปั่นป่วยวุ่นวายเพราะคดีสวรรคตไม่คืบหน้า จนกระทั่งคณะทหารที่นำโดยพลโทผิน ชุณหวัน “เพื่อนซี้” ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เข้ายึดอำนาจในเดือนพฤศจิกายนปลายปีนั้น ประชาชนคนไทยจำนวนมากก็ “ไชโยโห่ฮิ้ว” เพราะต่างก็คาดหวังว่าทหารคงจะมาจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เป็นคนไทยอีกคนหนึ่งที่มีความรู้สึกเช่นนั้น แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้ท่านต้องมาเปลี่ยนใจภายหลัง อันเป็นที่มาของแนวคิดในทางการเมืองการปกครองของท่านที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งก็เกิดจากการกระทำของทหารนั่นเอง ที่ผมขอทึกทักตั้งชื่อแนวคิดทางการเมืองนี้ว่า “ระบอบคึกฤทธิ์” ซึ่งจะได้อธิบายต่อไป คอลัมน์ คึกฤทธิ์วิทยายุทธ์ ก๊วยเจ๋ง