จากการที่ นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง ปลัดเทศบาลตำบลสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และในฐานะนายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ได้ลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา หลังจากที่รับราชการในตำแหน่งปลัดอบต.และปลัดเทศบาลมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2540 ด้วยการสอบเข้ารับราชการครั้งแรกในตำแหน่งปลัดอบต.โดยสอบได้ลำดับที่ 1 จากผู้ที่เลือกลงจังหวัดเชียงใหม่ (ลำดับที่ 11 ของบัญชีภาคเหนือตอนบน) ถึงวันนี้ ไม่ได้ง่ายเลยที่คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่เดินมาบนเส้นทางราชการ จะตัดสินใจลาออกจากราชการด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งครึ่งแสน “สยามรัฐ” จึงได้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดและที่มาของการตัดสินใจในครั้งนี้ วันที่รับราชการครั้งแรกมีความรู้สึกอย่างไร “วันนั้น ตื่นเต้น ดีใจ และมีความตั้งใจสูงมากที่อยากสร้างองค์กรเล็กๆ อย่าง อบต. ให้เป็นหน่วยงานราชการแบบกึ่งทางการเพื่อเข้าใจ เข้าถึงพี่น้องประชาชนในชนบทให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปสู่องค์กรที่แก้ไขปัญหาในทุกๆ เรื่องให้กับพี่น้องประชาชน ดังพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่พระราชทานไว้ว่า “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” รวมทั้งทฤษฎีทางด้านรัฐศาสตร์ที่ได้เรียนมา โดยเฉพาะวิชา การเมืองการปกครองท้องถิ่นที่มี ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ปราชญ์ทางด้านท้องถิ่นเป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางกระแสต่อต้าน ดูถูก เหยียดหยามจากส่วนราชการอื่นๆ ที่เกรงสูญเสียอำนาจจากการเกิดขึ้นขององค์การบริหารส่วนตำบล” รู้สึกอย่างไรในการรับราชการตลอด 22 ปี ในห้วงรับราชการ ได้เห็นวิวัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตำบลมาอย่างต่อเนื่อง ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจทำงานอย่างที่หลายคนเรียกว่า “บ้างาน” เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึงระบบการปกครองท้องถิ่น จากวันนั้นถึงวันนี้ “รู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. เป็นองค์กรพึ่งพาของพี่น้องประชาชนแทนส่วนราชการในระดับอำเภอและจังหวัดได้” เพราะเป็นองค์กรที่ “ใกล้ชิด เข้าใจ เข้าถึงปัญหาของประชาชนมากที่สุด นับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน” ปัญหาทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในเขตอบต.และเทศบาล ชาวบ้านจะเรียกหา “อบต. หรือเทศบาล” เป็นลำดับแรกสุดเมื่อต้องการความช่วยเหลือ คิดอย่างไรจึงต้องตัดสินใจลาออกจากราชการ ในห้วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. รวมทั้งเทศบาล กลับถูกมองจากฝ่ายผู้มีอำนาจ กล่าวหา อบต. และเทศบาลในแง่ลบหลายด้าน รวมทั้งมองว่าเป็นองค์กรแห่งการทุจริต คอรัปชั่น ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งเทศบาลติดลบในสายตาของประชาชน ทั้งที่ตามข้อเท็จจริงมีงานวิจัยของนักวิชาการหลายท่านได้พิสูจน์แล้วว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้สร้างความเสียหายแก่ราชการไม่ถึงร้อยละ1 (อ้างอิงจากผลงานวิจัยของ รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ) “จึงมีหลายหน่วยงานพยายามใช้เป็นข้ออ้างในการเสนอให้มีการยุบ หรือควบรวมอบต.และเทศบาล ขณะเดียวกันก็ลดบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลง และส่งเสริมบทบาทภูมิภาคและท้องที่แทน รวมทั้งยังดึงอำนาจบางส่วนกลับไปรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลทำงานเพื่อให้บริการประชาชนอย่างยากลำบาก” เพราะได้รับผลกระทบจากตรวจสอบอย่างละเอียดยิบ แทบกระดิกตัวไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น สตง. ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. รวมทั้งบทบาทของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่ใช้หนังสือเป็นเครื่องมือ เชิงสั่งการ บีบบังคับ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามที่ฝ่ายผู้มีอำนาจต้องการเสมือนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น “ทาสในเรือนเบี้ย” ก็อาจกล่าวได้ ในส่วนของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้าง ขององค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทอื่นๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกัน “ต่างตกอยู่ในอาการหวาดผวาต่อการตรวจสอบของหน่วยงานเหล่านั้น ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเสนอแนะโครงการ กิจกรรม หรือแนวคิดใหม่ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อการให้บริการพี่น้องประชาชน” เพราะต่างเกรงว่า หากทำดีแล้วก็ไม่ได้รับการสรรเสริญหรือได้รับรางวัลเหมือนข้าราชการพลเรือนเท่ากับ ทำดีเสมอตัว แต่หากเรื่องที่ทำนั้นผิดพลาดมาอาจทำให้ตนเองและคนอื่นๆ เดือดร้อนถึงขั้นถูกไล่ออกจากราชการ และถูกจำคุกได้ ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก งานก็อยากจะทำเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่อีกด้านหนึ่งก็เกรงกลัวต่อการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆที่จ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลา มิหนำซ้ำ “สิทธิประโยชน์ต่างๆ ต่างก็ถูกกีดกัน บีบคั้นแทบจะไม่เหลืออะไรที่เคยได้รับในอดีต” เช่น โบนัส เงินทุนการศึกษา เงินประกันสังคม เครื่องราชอิสริยาภรณ์ การเลื่อนระดับให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นต้น แม้ว่าในห้วงเวลาดังกล่าวจะมี สมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ที่ผม ในฐานะนายกสมาคม จะได้นำบรรดาคณะกรรมการเข้าไปช่วยเหลือผลักดันในหลายเรื่องที่ประสบผลสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น 1.ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้เบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล จากการที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น รวมทั้งครอบครัว ประสบปัญหาการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นหลายคนที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงเช่น โรคมะเร็ง โรคไตวายเรื้อรัง ต้องกู้หนี้ยืมสินมาหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตนเองและครอบครัว บางรายถึงกับตรอมใจตายคาตำแหน่ง บางรายต้องหนีตายด้วยการโอนไปยังราชการส่วนกลางหรือภูมิภาคแทน ด้วยเหตุนี้ ผมและคณะกรมการสมาคมฯจึงอาสาเข้ามาขับเคลื่อนแก้ไขอย่างจริงจังนับแต่ปลายปี ๒๕๕๒ จนประสบผลสำเร็จในปี ๒๕๕๖ ส่งผลให้ “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และครอบครัว กว่า ๖๐๐,๐๐๐ คน ได้รับสิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลเท่าเทียมกับข้าราชการประเภทอื่นๆ” 2. ช่วยเหลือข้าราชการส่วนท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอนกว่า 100 คนให้รอดพ้นจากมติ ก.กลาง เพื่อให้ออกจากราชการ จากการที่ ก.อบต. หรือ ก.กลาง ได้มีมติให้เพิกถอนบัญชีการสอบแข่งขันของอบต. ๘ แห่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่จัดสอบเมื่อปี ๒๕๕๘ ซึ่งหากเพิกถอนได้จะทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ๑๕๐ คน ต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่เมื่อผมและคณะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาดังกล่าวจนกระทั่งสามารถทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นจำนวนดังกล่าวรอดพ้นจากการถูกให้ออกจากราชการ ตามมติ ก.อบต. และยังส่งผลให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นอีกหลายร้อยคนได้รับอานิสงค์จากกรณีดังกล่าวได้มีโอกาสได้บรรจุแต่งตั้งเพิ่มเติม และขอรับรองบัญชีการสอบเพื่อเปลี่ยนสายงานแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น 3. ช่วยเหลือพนักงานจ้างรอดพ้นจากมาตรการร้อยละ 40 และร้อยละ 25 จากกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องไม่เกินร้อยละ 40 ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งพนักงานจ้างจำนวนมาก ทำให้ผมต้องเข้ามาช่วยเหลือนำพนักงานจ้างทั่วประเทศร้องทุกข์ต่อหน่วยงานราชการต่างๆ รวมทั้งสื่อมวลชน จนทำให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการนำเงินอุดหนุนทั่วไปที่ระบุวัตถุประสงค์คือ เงินอุดหนุนค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินอุดหนุนตามโครงการอาหารกลางวันนักเรียน และเงินอุดหนุนตามโครงการนมโรงเรียน มารวมเป็นรายรับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนทำให้ปัญหานี้ระงับไปชั่วคราว และเมื่อมีการร่างกฎหมายให้พนักงานจ้างในแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลดลงเหลือไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ ผมและคณะก็ได้นำพนักงานจ้างขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวอีกครั้งจนทำให้เกิดเป็นกระแสกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง พร้อมนี้ผมยังได้สนับสนุนให้พนักงานจ้างรวมตัวกันจัดตั้งเป็น “สหพันธ์พนักงานจ้างท้องถิ่นแห่งประเทศไทย” เพื่อจะได้ดูแลมวลสมาชิกของพนักงานจ้างได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น 4.ช่วยเหลือข้าราชการส่วนท้องถิ่นสายอำนวยการ/สายบริหาร จากการที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดสอบคัดเลือกและคัดเลือกสายงานผู้บริหาร (อำนวยการท้องถิ่น/บริหารท้องถิ่น) ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ ๘/๒๕๖๐ โดยผู้เข้าสอบเห็นว่า มีความผิดปกติในกระบวนการสอบส่อไปทางที่ไม่สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม เมื่อมีการร้องขอมายังสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ผมก็เข้ามาช่วยเหลือนำข้าราชการส่วนท้องถิ่นสายงานผู้บริหารร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชน และศาลปกครอง 5.ช่วยเหลือข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ สถ. จากการที่คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำกัด ที่มี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นประธานกรรมการ มีมติให้โอนหนี้ของผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้มาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดชอบแทน ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 8,000 คน ได้รับความเดือดร้อนจากมติดังกล่าว เมื่อผมทราบเรื่องและได้รับการร้องทุกข์จากข้าราชการส่วนท้องถิ่นจำนวนดังกล่าว จึงได้เข้าไปช่วยเหลือนำผู้ได้รับความเดือดร้อนร้องทุกข์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอเปิดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเพิกถอนมติดังกล่าว และสุดท้ายได้ผลักดันให้ทีมงานของผู้ได้รับความเดือดร้อนเข้าไปเป็นประธานกรรมการและคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แทนชุดเดิม เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์2562 ที่ผ่านมา แม้ว่าปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะได้รับการแก้ไขไปแล้วบางส่วน แต่ปัญหาส่วนใหญ่ยังอยู่ดำรงอยู่ไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากความไม่เข้าใจของผู้มีอำนาจในปัจจุบันต่อปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันว่า ถึงเวลาที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จะมีตัวแทนเข้าไปนั่งอยู่ในรัฐสภาในฐานะ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” เพื่อเข้าไปเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้สำเร็จลุล่วงไปโดยเร็ว เพราะเรื่องต่างๆ เหล่านั้นล้วนเกิดขึ้นมาจากกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ ที่ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั้งสิ้น เนื่องจากผู้ที่ร่างกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ เหล่านั้น ไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่คนท้องถิ่นต้องมีตัวแทนเข้าไปทำงานการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น และจากการรับฟังความเห็นจากคนท้องถิ่นทั่วประเทศแล้ว ปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่ของคนท้องถิ่นมีความเห็นร่วมกันว่า...วินาทีนี้ต้องสนับสนุนผลักดันให้ “ผม ในฐานะนายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย” ได้เป็นตัวแทนคนท้องถิ่นฝ่ายข้าราชการประจำเข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าว นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ผมจำต้องทิ้งตำแหน่งหน้าที่ที่มีความผูกพันและรักศรัทธาในฐานะ “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น” มาอย่างยาวนาน ด้วยการลาออกจากราชการเพื่อเป็นตัวแทนของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างทั่วประเทศกว่า 500,000 คน เพื่อสมัครเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อพรรค และพรรคที่คนท้องถิ่นเห็นพ้องต้องกันเลือกให้ผมคือ “พรรคพลังท้องถิ่นไท” เพราะเห็นว่า เป็นพรรคที่มีแนวนโยบายหลักเพื่อการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารพรรคพลังท้องถิ่นไทได้เห็นชอบให้ผม อยู่ในบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7จากทั้งหมด 78 รายชื่อที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา มีแนวนโยบายอย่างไรที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาให้คนท้องถิ่น หากมีโอกาสได้เข้าไปทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. นอกจากเรื่องการผลักดันการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกรองส่วนท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ โดยการผลักดันให้เกิด “สภาพัฒนาท้องถิ่นแห่งชาติ” อันเป็นนโยบายหลักของพรรคพลังท้องถิ่นไทแล้ว ยังมีเรื่องที่มีความตั้งใจจะเข้าไปผลักดันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้คนท้องถิ่นได้ทำงานสะดวก รวดเร็ว และราบรื่นขึ้นเพื่ออำนวยการให้การดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะประสานเร่งรัดหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการ อันหมายรวมถึงเรื่องสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้าง อันเป็นไปตามนโยบายของพรรคพลังท้องถิ่นไท ว่าด้วยนโยบายกระจายอำนาจ ประชาชน ท้องถิ่น ท้องที่ จัดการตนเอง ด้วยการเพิ่มพลัง บุคลากรท้องถิ่น สู่ความก้าวหน้ามั่นคง กล่าวคือ (ก) ให้ข้าราชการท้องถิ่นสามารถก้าวหน้าในในสายงานราชการส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค (ข) ให้พนักงานจ้าง ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างตามภารกิจทุกระดับที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการส่วนท้องถิ่น ได้รับความก้าวหน้า ด้านสวัสดิการ ด้านเงินเดือน หรือค่าตอบแทน เทียบเท่าข้าราชการท้องถิ่น (ค) ปฏิรูปกลไก การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นให้มีความเสมอภาค ก้าวหน้า มั่นคง และได้รับการคุ้มครองจากระบบตรวจที่เป็นธรรมจากรัฐ มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง 1.สร้างความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพให้แก่พนักงานจ้าง และลูกจ้างประจำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภท -พนักงานจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปลี่ยนชื่อเป็น “พนักงานราชการท้องถิ่น” ให้สอดคล้องกับพนักงานราชการ ของหน่วยราชการพลเรือน -พนักงานจ้างทั่วไป ทำงานครบ ๓ ปี ต้องได้โอกาสสอบคัดเลือกเลื่อนขึ้นเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ -พนักงานจ้างตามภารกิจ ทำงานครบ ๓ ปี ต้องได้โอกาสสอบคัดเลือกเป็นการภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดของตนเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็น “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ตำแหน่งที่เหลือจากการสอบภายในจึงเปิดโอกาสให้สรรหาจากบุคคลภายนอก -ลูกจ้างประจำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภท ทุกตำแหน่ง ต้องให้โอกาสสอบคัดเลือกเพื่อเปลี่ยนสถานภาพขึ้นเป็น “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ในตำแหน่งและอัตราเงินเดือนเดิมในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิมที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ -พนักงานจ้างเหมาบริการ ต้องได้รับสิทธิประโยชน์ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ที่เหมาะสมกับเรื่องที่รับผิดชอบ ลดความเหลื่อมล้ำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ 2.คืนความชอบธรรมให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภททั่วไปและสายงานผู้บริหาร ต้องคืนความชอบธรรมให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภททั่วไปสายผู้ปฏิบัติงานและสายงานวิชาการ ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าสู่ระบบแท่งทันที (1) ข้าราชการส่วนท้องถิ่นประเภททั่วไปสายงานผู้ปฏิบัติงาน ต้องสามารถสอบเปลี่ยนงานเป็นสายงานวิชาการที่จังหวัดของตนได้ในอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิม รวมทั้งในกรณีสอบแข่งขันได้ในบัญชีสอบของ กสถ. ต้องได้รับความคุ้มครองให้ได้รับอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิมโดยไม่ต้องเรียงลำดับเช่นเดียวกัน (2)ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสายงานวิชาการ ต้องสามารถเลื่อนระดับไปถึงชำนาญการพิเศษในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกขนาดทุกประเภทที่ตนรับราชการอยู่ปัจจุบันได้ (3)ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสายงานวิชาการ ต้องได้รับสิทธิคืนในการสอบคัดเลือกเพื่อเปลี่ยนสายงานประเภททั่วไปเป็นสายงานอำนวยการหรือสายงานบริหารระดับต้น สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งก่อนการเข้าสู่ระบบแท่ง และต้องได้โอกาสสอบ ณ จังหวัดหรือภูมิภาคที่ตนรับราชการอยู่ (4)ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสายงานวิชาการตั้งแต่ชำนาญการขึ้นไปทุกตำแหน่ง ต้องได้รับเงินประจำตำแหน่งตามความยากง่ายของตำแหน่งหน้าที่ที่ปฏิบัติ การแต่งตั้งให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสายงานอำนวยการและบริหาร ระดับต้นและระดับกลาง ให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น ต้องใช้วิธีคัดเลือกเท่านั้น มิใช่ใช้วิธีสอบคัดเลือก และต้องได้รับค่าตอบแทนตามตำแหน่งหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสม 3.สิทธิประโยชน์ต่างๆของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ต้องเท่าเทียมกับข้าราชการพลเรือน (1)สิทธิในการขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นสายสะพาย (2)สิทธิในการเลื่อนระดับที่สูงขึ้นหนึ่งระดับก่อนวันเกษียณอายุราชการ (3)สิทธิในการได้รับค่าเช่าบ้านในอัตราเดียวกันกับข้าราชการประเภทอื่น (4)สิทธิในการโอนย้ายสับเปลี่ยนระหว่างข้าราชการส่วนท้องถิ่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างประเภทกัน และระหว่างข้าราชการส่วนท้องถิ่นกับข้าราชการพลเรือนในระดับ ตำแหน่ง และอัตราเงินเดือน รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นต้องไม่ต่ำกว่าเดิม (5)สิทธิในการเข้าศึกษาอบรมในหลักสูตรที่สูงขึ้นของหน่วยงานภาครัฐอื่น เช่น หลักสูตรนายอำเภอ ของวิทยาลัยการปกครอง หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.) ของสำนักงานข้าราชการพลเรือน เป็นต้น 4.ปัญหาการบริงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว (1)โครงสร้างการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นคณะกรรมการชุดเดียวกันทั้งประเทศ (ก.เดียว) (2)คณะกรรมการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีองค์คณะรูปแบบ จตุภาคี (สี่ฝ่าย) โดยฝ่ายของข้าราชการส่วนท้องถิ่นแยกเป็นฝ่ายหนึ่งตางหาก (3)ต้องมีสำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น เทียบเท่าไม่ต่ำกว่า สำนักงานข้าราชการพลเรือน โดยให้รับโอนข้าราชการส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของข้าราชการที่พึงมีในสำนักงานนี้ปฏิบัติหน้าที่ (4)ต้องมีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมที่มีคุณสมบัติที่มาเทียบเท่าไม่ต่ำกว่าคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการพลเรือน (5)ต้องมีหลักความมั่นคงในอาชีพของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้าง โดยภาระค่าใช้จ่ายต้องรวมเงินอุดหนุนทุกประเภทด้วย และต้องไม่นำหลักสัดส่วนข้าราชการส่วนท้องถิ่นมาคำนวณเพื่อกำหนดกรอบพนักงานจ้างทุกประเภท (6)การเทียบตำแหน่งระหว่างข้าราชการส่วนท้องถิ่นกับข้าราชการประเภทอื่น เพื่อประโยชน์ในการรับโอน ต้องเทียบเท่าในตำแหน่งและระดับเดียวกัน (7)ต้องสร้างระบบกลไกและบุคลากรที่ทรงความรู้ ประสบการณ์สูง ในการดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงกับข้าราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอง หรือใช้สำนวนของ ป.ป.ช. และต้องกำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโดยให้เบิกจ่ายจากสำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยตรง 5.ผลักดันสานฝันของข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้เป็นจริง (1)จัดตั้งศูนย์กู้ชีพกู้ภัย หรือศูนย์ EMS ช่วยชีวิตข้าราชการส่วนท้องถิ่น หน่วย EMS เคลื่อนที่ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอจากข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ถูกหน่วยงานตรวจสอบทักท้วงหรือตั้งข้อกล่าวหาโดยไม่ชอบธรรม (2)เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ สมาคม สมาพันธ์ ชมรมต่างๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ต่างๆ ให้เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานในองค์กรเหล่านี้ และเอื้อต่อการขับเคลื่อนให้มีความคล่องตัว (3)ผลักดันปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ต่างๆ โดยการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ต่างๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีความชัดเจน เพื่อให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจ ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกลงโทษทางวินัย แพ่ง และอาญา มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน (4)ผลักดันให้มีการปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชี้มูลของ ป.ป.ช. ป.ป.ช.ต้องปฏิบัติต่อคนท้องถิ่นเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติและเป็นที่ยอมรับได้ โดยต้องมีการปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ตั้งแต่กระบวนการไต่สวน การตั้งข้อกล่าวหา การชี้มูลของ ป.ป.ช. และต้องให้อำนาจศาลปกครองสามารถทุเลาคำสั่งทางปกครองไว้เป็นการชั่วคราวแก่ข้าราชการที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลสามารถรับราชการไปพลางก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด (5)ผลักดันให้ข้าราชการได้สิทธิสวัสดิการค่าเช่าบ้านตั้งแต่เริ่มบรรจุ และมีสิทธิเช่าซื้อบ้านหลังแรก โดยไม่จำเป็นต้องเช่าซื้อ ณ ท้องที่ที่รับราชการอยู่ ปรับโครงสร้างหนี้ทุกประเภทของข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้เป็นก้อนเดียวกัน (6)ผลักดันให้มีการปรับปรุงระบบการพัฒนาบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เหมาะสม เป็นระบบ เน้นการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จบหลักสูตรแล้วสามารถนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ มาปรับใช้กับการปฏิบัติหน้าที่จริงได้ โดยให้มีการฝึกศึกษาหรือเรียนรู้หรือดูงานทั้งในและต่างประเทศได้ (7)ผลักดันให้เกิดกลไกในการโอน(ย้าย)หรือการไปช่วยราชการให้เกิดความรวดเร็ว คล่องตัว ทันกับสถานการณ์ ป้องกันมิให้เกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน (8)ผลักดันให้มีหลักเกณฑ์เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย กล่าวคือ ฝ่ายข้าราชการประจำ ฝ่ายผู้บริหาร ฝ่ายสมาชิกสภาท้องถิ่น และประชาชนทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข มีความรัก และสามัคคี เช่น สนับสนุนให้มีการแข่งขันกีฬาเสริมสร้างความรักความสามัคคีระหว่างบุคลากรในองค์กรเดียวกัน และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอ/จังหวัดเดียวกัน จนถึงระดับภาค และระดับประเทศ เป็นต้น (9)ผลักดันให้เกิดโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early retire) สำหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีความประสงค์เปลี่ยนอาชีพ หรือต้องการพักผ่อน หรือมีปัญหาด้านสุขภาพ หรือเหตุผลอื่นๆ ที่เหมาะสม. (10)ผลักดันให้เกิดกองทุนเงินเดือนข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้าง ได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนจากกองทุนโดยตรงเช่นเดียวกับกองทุนค่ารักษาพยาบาล เพื่อมิให้เกิดปัญหาวิกฤตร้อยละ ๔๐ ของค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคลดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา คาดหวังอย่างไรกับพรรคพลังท้องถิ่นไท ด้วยเหตุที่พรรคพลังท้องถิ่นไท ก่อตั้งขึ้นจากคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๕ โดยการนำของสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ที่มี นายนพดล แก้วสุพัฒน์ (นายกตั้ม) เป็นนายกสมาคม และมีนายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ (นายกหมี) เป็นเลขาธิการพรรค (ในขณะนั้น) มีความมุ่งมั่นเพื่อการแก้ไขปัญหาให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบุคลากรในพรรคที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ทราบปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างดี อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม อดีตคณบดี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน มีผลงานทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์กรท้องถิ่นมากมาย สถาบันการศึกษาแทบทุกสถาบันที่มีการเรียนการสอนทางด้านการปกครองท้องถิ่นอย่างน้อยต้องมีหนังสือที่ท่านอาจารย์โกวิทย์ เขียนไว้เป็นหนึ่งในตำราเรียนเสมอ นอกจากนั้นยังมี นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง อดีตนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาฬสินธุ์ และอดีตผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมากที่มีบทบาทสูงในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรค ภายใต้การนำของ ท่านชัชวาลล์ คงอุดม ที่ตลอดชีวิตของท่านมีแต่ให้กับสังคม ไม่เคยเบียดเบียนหรือรังแกใคร ผมจึงมีความมั่นใจว่า พรรคพลังท้องถิ่นไท จะสามารถมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไม่ต่ำกว่า ๒๐ ที่นั่ง และเข้าไปทำหน้าที่แทนคนท้องถิ่นทั่วประเทศเพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ ให้คนท้องถิ่นทำงานได้อย่างราบรื่น ไม่ต้องพะวงหน้า พะวงหลังอีกต่อไป