แม้จะดูเหมือนเป็นต่อ “หล่อเลือกได้” แต่สถานการณ์ที่พรรคประชาชนกำลังเผชิญอยู่นั้นอาจกล่าวได้ว่ายากลำบาก เพราะไม่สามารถเชื่อถือพรรคใหญ่ได้ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางเกมการเมืองที่เข้มข้น พรรคประชาชนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

หลังจากการ “ตระบัดสัตย์” ของพรรคเพื่อไทยที่เคยฉีกเอ็มโอยูไปเลือกจับมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐตั้งรัฐบาล แทนที่จะยึดมั่นในสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยที่เข้ามาขอเสียงสนับสนุนก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ดีกว่า แกนนำพรรคมีปัญหาที่ดินเขากระโดงและปัญหาการฮั้วเลือก สว. ที่ยังค้างคาอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ทำให้ถูกมองว่าพยายามจะเข้าสู่อำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเองและพวกพ้อง นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังเคยเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาชน

ประเด็นที่น่าจับตามองและเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจของพรรคประชาชนคือคดี 44 สส. ที่ถูกร้องต่อ ป.ป.ช. ในข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีการเข้าชื่อยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดและส่งเรื่องให้ศาลฎีกา สส. เหล่านี้อาจถูกพักการปฏิบัติหน้าที่และอาจถึงขั้นสิ้นสุดอนาคตทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยคุกคามทางการเมืองที่ร้ายแรงที่สุดของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ด้วยเหตุนี้ การเลือกโหวตสนับสนุนให้พรรคใดจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 3 ข้อที่พรรคเคยประกาศไว้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึง “ดีลลับ” ที่พรรคจะได้รับเพื่อแลกกับการช่วยเหลือในคดี 44 สส. เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคภูมิใจไทยมีคอนเนกชั่นกับองค์กรอิสระที่อาจสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถทำได้

แม้ว่าพรรคประชาชนจะอ้างว่ามีการประชุม สส. เพื่อหารือและตัดสินใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วการประชุมนั้นแต่อาจเป็นเพียง “พิธีกรรม”  เพราะแกนนำของพรรคคงได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกข้างใด

#การเมืองไทย #พรรคประชาชน #ดีลลับ #44สส #เลือกตั้ง66 #เพื่อไทย #ภูมิใจไทย