ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา MEA หรือ การไฟฟ้านครหลวง ครบรอบ 67 ปี ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ภายไต้ธีม "จากแสงแรก สู่แสงแห่งความยังยืน” พร้อมเตรียมเปิด พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทยแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของแสงไฟดวงแรกแห่งสยาม สู่อนาคต

            นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการ MEA เปิดเผยถึงการเดินทางแห่งพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ภายไต้ธีม "จากแสงแรก สู่แสงแห่งความยังยืน - 67th SPARK The Sustainable Power" พร้อมเตรียมเปิด MEA SPARK หรือพิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทยแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของแสงไฟดวงแรกแห่งสยาม สู่อนาคตพลังงานอัจฉริยะที่สะท้อนบทบาท MEA ในฐานะองค์กรรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงมหาดไทยที่เป็นผู้นำด้านระบบจำหน่ายไฟฟ้า พร้อมมุ่งหน้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อตอบสนองนโยบายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์ หรือ Carbon Neutrality ของ MEA

              สำหรับบรรยากาศการจัดงานเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา MEA ครบรอบ 67 ปี MEA ได้เลือกใช้วัสดุที่ไม่สร้างขยะและมีการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยกับปริมาณทั้งหมดที่ปล่อยออกจากกิจกรรมที่เกิดขึ้ดขึ้นโดยได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เรียบร้อยแล้วโดยภายในงานมีคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง ผู้บริหารจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนร่วมแสดงความยินดี พร้อมร่วมบริจาคเงินให้กับ มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระบรมราชูปถัมภ์  มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมรมราซูปถัมภ์ และมูลนิธิอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมต่อไป

         ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา MEA ได้มีบทบาทในการบุกเบิกอนาคต และถือเป็นความภาคภูมิใจขององค์กร อาทิการกำเนิดไฟฟ้าครั้งแรกแห่งสยาม จุดเริ่มต้นของแสงไนพระนครเมื่อ 140 ปีก่อน เล่าเรื่องการส่องสว่างของโคมระย้าที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือเป็นการจุดประกายไฟฟ้าครั้งแรกของไทย โดยจะถูกถ่ายทอดผ่าน MEA SPARK หรือพิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย ณ อาคาร 1 การไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าวัดเลียบ (โรงไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศไทย) อาคารนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 และมีอายุกว่า 100 ปี จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้พลังงานไฟฟ้า จุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ให้กับทุกคน รวมถึงรถรางไฟฟ้าไทย ซึ่งเคยให้บริการในพระนครเมื่อกว่าศตวรรษก่อน นับเป็นระบบขนส่งสาธารณะพลังงานไฟฟ้าแห่งแรกในเอเชีย รถรางนี้จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะนิทรรศการถาวรภายใน MEA SPABK เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวพลังงานกับวิถีชีวิตเมืองในอดีตและอนาคต ภายใต้มาตรฐานสากลและเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศไทย

            ส่วนเสียงแรกแห่งการบริการ "MEA Call Center 1130" MEA เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งแรกในกระทรวงมหาดไทยที่ริเริ่มจัดตั้ง Call Center 1130 ตั้งแต่ปี 2543

และพัฒนาต่อเนื่องผ่าน LINE Official Account "MEA Connect" เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสอบถาม บริการ และรับแจ้งเหตุไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง

อีกทั้งยังเป็นรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีแอปพลิเคชัน MEA Smart Life รองรับหลากหลายบริการ อีกทั้งบริการออนไลน์ด้านระบบไฟฟ้าครบวงจรอย่าง MEA e-Service

       นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยี GIS (Geographic Information System) ของ MEA

ที่มีความละเอียดสูงที่สุดในประเทศไทย ด้วยมาตราส่วน 1 : 1000 มารวมกับแอป MEA Smart Life ให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้องได้แบบ Real-time พร้อมระบบ FFM (Field Force Management) ที่เชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระบบ CMMMS บริหารงานบำรุงรักษา เพิ่มความแม่นยำในการดูแลระบบจำหน่ายไฟฟ้าของเมือง อีกทั้งในปี 2568 MEA จะเริ่มให้บริการวิเคราะห์พื้นที่ติดตั้ง Solar Rooftop กับแผนที่ GIS ในรูปแบบจำลอง 3 มิติเสมือนจริงในพื้นที่โครงการ Smart Metro Grid ให้ครอบคลุมพื้นที่ 3,200 ตารางกิโลเมตร ในพื้นที่ดูแลของการไฟฟ้านครหลวง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ

          อีกทั้ง MEA เป็นองค์กรรัฐแห่งแรกที่นำยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มาใช้ในภารกิจภายในและยังผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน EV อย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ MEA EV Ecosystem การพัฒนาแอปพลิเคชัน MEA EV การคิดค้นนวัตกรรม PLUG ME EV

ที่ต่อยอดรูปแบบการติดตั้งสถานีอัดประจุภายในอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม หรืออาคารอื่น ๆ ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ติดตั้งและด้านระบบไฟฟ้า พร้อมจัดทำมาตรฐาน "Charge Sure by MEA" ที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและความมั่นใจให้ผู้ใช้ EV

         ผู้ว่าการ MEA กล่าวต่อว่า MEA ได้ริเริ่มโครงการก่อสร้างอุโมงค์สายส่งไฟฟ้าใต้ดินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดยภายในมีสายส่งไฟฟ้าใต้ดินขนาดแรงตัน 230 kV ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.60 เมตร ลึก 40 เมตรยาว 1,300 เมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในบรรดาอุโมงค์สายส่งไฟฟ้าใต้ดินที่เพียบพร้อมด้วยระบบป้องกันอุทกภัยอย่างระบบระบายน้ำ (Drainage Pump System)และยังก่อสร้างทางลงอุโมงค์ในระยะพ้นน้ำ (Freeboard) รวมถึงติดตั้งระบบแจ้งเตือนอัคคีภัยและระบบระบายอากาศเพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบจำหน่ายไฟฟ้า

      พร้อมนำเสาไฟฟ้าที่ถูกรื้อถอน ไปจัดตั้งเป็นแนวป้องกันการกัดเชาะชายฝั่งทะเลตามโครงการ "MEA's Model" ร่วมกับฐานทัพเรือกรุงเทพ โดยครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งบางขุนเทียนและป้อมพระจุลจอมเกล้า รวมระยะทางกว่า 4.7 กิโลเมตร ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาการดำเนินงานตลอด 67 ปีที่ผ่านมา MEA ยึดมั่นในหลัก ESG (Environment, Social, Governance) โดยไม่เพียงแต่ส่งมอบพลังงานไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพ แต่ยังขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมพลังงานอัจฉริยะ พร้อมยกระดับงานบริการดิจิทัลเต็มรูปแบบเพื่อความเป็นอยู่ที่ยังยืนของประชาชนไทย และ MEA จะเดินหน้าตามเป้าหมาย Carbon Neutrality ปี 2593 เพื่ออนาคตพลังงานของประเทศไทยที่สะอาด เป็นธรรรม และยั่งยืน

#วันคล้ายวันสถาปนาการไฟฟ้านครหลวงครบรอบ67ปี #67ปีจากแสงแรกสู่แสงแห่งความยั่งยืงยืน #โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน #SmartMetroGrid ##MEAsmartlife

#MEASPARK #พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย #MEAcarbonneutrality #MEAGO #CSR #ESG #MEAปลูกป้าชายเลน #การไฟฟ้านครหลวง #MEA#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร