วันที่ 25 ก.ค.68 ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการอุทธรณ์ภาค 3 เปิดเผยถึงสถานการณ์สำคัญในพื้นที่ เมื่อวันที่ 24 ก.ค.68 ที่ผ่านมาว่าหลังจากที่ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามาที่บริเวณฐานปฏิบัติการทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือน ในระยะประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวทั้งปืนเล็กและอาวุธหนัก และใช้อาวุธปืนยิงแตกอากาศ เข้ามาฝั่งไทยนั้น พื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในความรับผิดชอบของ ภ.3 มีระยะทาง 392 กม. มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี โดยเฉพาะ 1.จังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่แนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา ระยะทาง 45 กม.เขตพื้นที่รับผิดชอบ สภ.บ้านกรวด, สภ.ละหานทราย, สภ.โคกกระชาย และ สภ.หนองไม้งาม 2.จังหวัดสุรินทร์ มีพื้นที่แนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา ระยะทาง 90 กม. เขตพื้นรับผิดชอบของ สภ.กาบเชิง, สภ.ดม, สภ.บัวเชต, สภ.พนมดงรัก และ สภ.แนงมุด 3.จังหวัดศรีสะเกษ พื้นที่แนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา ระยะทาง 190 กม.เขตพื้นรับผิดชอบของ
สภ.ภูสิงห์, สภ.กันทรอม, สภ.บ้านโดนเอาว์, สภ.บึงมะลู และ สภ.ขุนหาญ 4.จังหวัดอุบลราชธานี ระยะทาง 67 กม. เขตพื้นรับผิดชอบของ สภ.น้ำขุ่น และ สภ.น้ำยืน
สถานการณ์สำคัญในพื้นที่ เมื่อวันที่ 24 ก.ค.68 ภายหลัง เวลา 07.35 หน่วยเฉพาะกิจที่ดูแลพื้นที่ปราสาทตาเมือน รายงานว่า ได้ยินเสียงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของฝ่ายกัมพูชา บินวนอยู่บริเวณหน้าปราสาทตาเมือนธม ต่อมาฝ่ายกัมพูชาได้นำอาวุธเข้าสู่ที่ตั้งบริเวณด้านหน้าแนวลวดหนาม และพบกำลังพลกัมพูชาจำนวน 6 นาย พร้อมอาวุธครบมือรวมทั้ง RPG เดินเข้ามาใกล้แนวลวดหนามบริเวณด้านหน้าฐานปฏิบัติการของไทย ฝ่ายไทยได้ใช้การตะโกนเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และยกระดับสถานการณ์โดยฝ่ายไทยเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดนเพื่อเตรียมรับสถานการณ์
เวลาประมาณ 09.00 น.ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือน ในระยะประมาณ 200 เมตร และมีการปะทะตลอดหน้าแนวทั้งอาวุธปืนเล็กและอาวุธหนัก บริเวณปราสาท บริเวณประสาทตาเมือน มีการใช้อาวุธปืนยิงแตกอากาศ เข้ามาฝั่งไทย
เวลาประมาณ 09.41 น. เกิดการปะทะทุกพื้นที่ จ.สุรินทร์ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ
เวลาประมาณ 10.30 น. เกิดเหตุปะทะ 6 พื้นที่ ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย ช่องบก เขาพระวิหาร ช่องอานม้า ช่องจอม และมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่
รวมยอดรวมผู้เสียชีวิต/บาดเจ็บ ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.ค.68 เวลา 23.00 น. มีผู้บาดเจ็บ จำนวน 24 ราย มีผู้เสียชีวิต จำนวน 13 ราย เป็นทหารเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 6 นาย โดยจุดระเบิดตกในพื้นที่ ภ.3 รวมทั้งสิ้น 113 จุด ในพื้นที่ จว.บุรีรัมย์ 17 จุด, พื้นที่ จว.สุรินทร์ 56 จุด, พื้นที่ จว.ศรีสะเกษ 36 จุด และพื้นที่ จว.อุบลราชธานี 4 จุด ตำรวจภูธรภาค 3 มีศูนย์พักพิงชั่วคราว ในพื้นที่ จำนวน 393 แห่ง รองรับผู้อพยพได้ 515,837 คน
หลังเกิดเหตุได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง 7 ด้าน ดังนี้ 1.ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน หน่วยในสังกัดที่มีพื้นที่ปะทะได้ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และสายตรวจเฝ้าระวังตลอดแนวเส้นทางยุทธศาสตร์ รวมถึงการสนับสนุนกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นในการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม 2 ด้านการอพยพประชาชนและการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หน่วยในพื้นที่ได้อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางอพยพ การควบคุมการเคลื่อนย้ายให้เป็นไป อย่างมีระเบียบ ปลอดภัย และรวดเร็ว รวมถึงการจัดก าลังเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ ตลอดกระบวนการอพยพ ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยในศูนย์พักพิงและจุดรวมพล 3.ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์และการสืบสวนหาข่าว วิเคราะห์สถานการณ์เชิงรุกร่วมกับหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อประเมินแนวโน้มภัยคุกคาม และระบุพื้นที่เสี่ยงรวมทั้งดำเนินการสืบสวนหาข่าวเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลหรือกิจกรรมที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของพื้นที่
4.ด้านการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมแผน มีการเตรียมกำลังพลและทรัพยากรให้พร้อมทั้งด้านอุปกรณ์การสื่อสาร ยานพาหนะ เครื่องมือช่วยชีวิตและระบบสื่อสารฉุกเฉิน รวมถึงดำเนินการฝึกซ้อมแผนในรูปแบบต่างๆ 5.ด้านการสื่อสารสาธารณะและการประชาสัมพันธ์ลงพื้นที่พบประชาชนผ่านกิจกรรม “Stop Walk Talk” เพื่อชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของภาครัฐ 6.ด้านการบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน ไม่เลือกปฏิบัติหรือใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมจัดทำเอกสารบันทึกการควบคุมตัวหรือการตรวจค้นอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ 7.ด้านการประสานงานและบูรณาการความร่วมมือ หน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานกับฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ และศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็วในทุกสถานการณ์
