วันที่ 25 ก.ค.2568 ที่รัฐสภา นายณพลเดช มณีลังกา ที่ปรึกษาประธานคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ICT ได้พิจารณางบประมาณของเหล่าทัพ ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และ กองทัพบก ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่ไม่ตัดลดงบประมาณของกองทัพ
ส่วนกองทัพเรือทางคณะอนุมีข้อคิดเห็นว่า การจัดซื้อเรือฟริเกต (Frigate) จำนวน 1 ลำ ราคา 1.75 หมื่นล้าน อาจไม่คุ้มค่าต่อค่าใช้จ่ายในการลงทุน และมีแนวคิดให้กองทัพเรือเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพิ่มอีก 1 ลำ เป็นจำนวน 2 ลำ ดังนั้นการพิจารณาความคุ้มค่า หากจะขอเรือฟริเกต (Frigate) มากกว่า 1 ลำขึ้นไป มีประเด็นที่ควรพิจารณาหลายด้าน ทั้งด้านงบประมาณ ประสิทธิภาพการใช้งาน และการดูแลรักษาในระยะยาว
นายณพลเดช กล่าวต่อว่า อนุกมธ.ฯได้พิจารณาความคุ้มค่าคือหากจะขอเรือฟริเกต (Frigate) มากกว่า 1 ลำขึ้นไป มีประเด็นที่ควรพิจารณาหลายด้าน ทั้งด้านงบประมาณ ประสิทธิภาพการใช้งาน และการดูแลรักษาในระยะยาว 1.หลักการปฏิบัติการทางเรือ หากมีเรือลำเดียว และต้องสลับเข้าฐานเพื่อซ่อมบำรุง หรือพักกำลังจะไม่มีเรือสำรอง การลาดตระเวนคุ้มกันพื้นที่ทะเล การซ้อมรบ หรือภารกิจเฉพาะกิจ ต้องใช้มากกว่า 1 ลำ เพื่อสนับสนุนกัน ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินกับลำหนึ่ง จะยังมีอีกลำรับภารกิจต่อได้
2. ความคุ้มค่าทางงบประมาณ การจัดซื้อ 2 ลำขึ้นไปต่อครั้ง มักได้ราคาต่อหน่วยถูกลง เพราะลดต้นทุนการผลิตและส่งมอบ ระบบและอะไหล่จะใช้ร่วมกันได้ ทำให้บริหารจัดการง่ายขึ้นและประหยัดกว่า การฝึกบุคลากรสามารถใช้กับเรือหลายลำ ลดค่าใช้จ่ายการฝึกซ้ำซ้อน 3. ยุทธศาสตร์และความมั่นคง มีเรือหลายลำ หมุนเวียนปฏิบัติการได้ตลอดเวลา ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น สถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยคุกคามทางทะเล ต้องใช้กำลังมากกว่า 1 ลำ
นายณพลเดช กล่าวถึงประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน รวมถึงวางกับดักระเบิดทุ่นสังหาร เห็นว่าไม่ควรอ่อนข้อให้กับประเทศกัมพูชา กองทัพควรใช้ศักยภาพให้เต็มที่เพื่อรักษาอธิปไตยและแผ่นดินไทยอย่างเต็มที่ หากรบก็สมควรต้องรบเต็มที่


