วันที่ 22 ก.ค.68 ที่ สน.บางซื่อ พนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ นำสำนวนคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. แห่งใหม่ พังถล่ม จำนวน 51 กล่อง 233 แฟ้ม 98,926 แผ่น ส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหา ทั้งนิติบุคคล และบุคคล รวม 23 ราย ในจำนวนนั้นมี นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาในกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง โดยมี พล.ต ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ และ พล.ต.ต. สมควร พึ่งทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน มายื่นสำนวนด้วยตนเอง หลังจากขึ้นไปพูดคุย นายสัญจัย จันทร์ผ่อง อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ต. สมควร เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการสอบสวนคดีตึก สตง.ถล่มเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งได้ส่งสำนวนการสอบสวนมาทั้งหมด 233 แฟ้ม 51 ลัง เป็นจำนวน 90,000 กว่าแผ่นให้กับพนักงานอัยการ เพื่อคณะทำงานศึกษา และรับสำนวนการสืบสวนของเรา โดยในการสืบสวนเรามีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด 7 บริษัท 18 ราย รวมทั้งหมด 23 ราย 

ส่วนการแยกกลุ่มผู้ต้องหาตามความผิดนั้น ประกอบด้วย “เป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุมหรือทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้นๆ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ร่วมกันปลอม และใช้เอกสารปลอม” ซึ่งพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องทุกราย และทุกข้อกล่าวหา ผู้ต้องหาทั้งหมดยังถูกฝากขัง และยังไม่ได้รับการประกันตัว ขณะนี้อยู่ระหว่างฝากขังผัดที่ 6 จากทั้งหมด 7 ผัด 

เมื่อถามว่า ในกรณีของเจ้าหน้าที่รัฐที่พบข้อมูลว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีตึก สตง.ที่ส่งสำนวนให้กับ ป.ป.ช. มีการตอบกลับมาหรือไม่ พลตำรวจตรี สมควร ระบุว่า เรื่องนี้มีคนมาร้องทุกข์เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. และเราได้มีการส่งสำนวนไปในห้วงเวลา 30 วันแล้ว หลังจากนี้จะต้องไปขยายผลเพิ่ม ในส่วนที่มีผู้มาร้องว่ามีเนื้อหาสาระที่เป็นประเด็นเดียวกันหรือไม่ เพื่อจะรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนจะส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับ ป.ป.ช.ทีหลัง และมีการมอบหมายให้เกี่ยวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ซึ่งทาง ป.ป.ช. ได้รับสำนวนไว้แต่ยังไม่ได้ตอบกลับอะไรกลับมา 

ผู้สื่อข่าวถามว่าอัยการจะพิจารณาสำนวนทันหรือไม่ก่อนครบฝากขังในผลัดที่ 7 นายสัญจัย จันทร์ผ่อง อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ยืนยันว่าเรื่องนี้อย่างไรก็ต้องทำให้ทัน เพื่อจะต้องสั่งทางคดีอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเรามีคณะทำงานในเรื่องนี้ แม้สำนวนในคดีจะมีเอกสารค่อนข้างเยอะแต่เราก็จะทำโดยละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และคดีนี้เป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจเราจะต้องทำให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องมีการตั้งคณะทำงานเข้ามาดูแลหรือไม่ นายสัญจัย ระบุว่า คดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่สน. บางซื่อ เป็นความรับผิดชอบของสำนักงานอัยการกองคดีอาญา 8 และอาจจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีกขั้นตอนนึง เมื่อถามว่าจะต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาช่วยดูแล และพิจารณาสำนวนในคดีนี้หรือไม่ นายสัญจัย ระบุว่า เบื้องยังไม่ต้องแต่ถ้าหากตรงไหนมีความขัดข้องก็จะประสานกับตำรวจเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอะไรกันหรือไม่เพื่อให้คดีรวดเร็วขึ้น นายสัญจัย ระบุว่าพึ่งพูดคุยกันในวันนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการพูดคุยกันมาก่อน

ถามว่าจะต้องมีการสั่งสอบพยานเพิ่มเติมหรือไม่ นายสัญจัย กล่าวว่า ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะพึ่งรับสำนวนคดีมา และพึ่งมีการพูดคุยกันเพียงเล็กน้อยจะต้องไปดูในรายละเอียดอีกทีนึง ว่าอะไรขาดตกบกพร่องตรงไหน

ถามว่าคดีนี้หากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหามีการร้องขอความเป็นธรรม จะมีการรับพิจารณาและ พิจารณาสำนวนได้ทันในกรอบฝากขังก่อนหรือไม่ นายสัญจัย ระบุว่า หากมีการร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาก็จะต้องรับมาพิจารณาอยู่แล้ว เพราะเป็นไปตามกฎระเบียบ ส่วนข้อร้องขอความเป็นธรรมจะต้องไปดูว่าเป็นประเด็นที่ตำรวจสอบสวนไปแล้วหรือไม่ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา เพราะพึ่งรับสำนวน ส่วนในชั้นพนักงานสอบสวนของตำรวจ ก็ยังไม่มีการร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาเช่นกัน

จากกรณีนี้ พนักงานสอบสวนได้ สรุปสำนวนคดีอาคารที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ถล่ม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 13.10 น.ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหว โดยมีจุดศูนย์กลางที่ประเทศเมียนมาร์ แรงสั่นสะเทือนถึงประเทศไทยและในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้อาคารก่อสร้างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(แห่งใหม่) บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ได้ทรุดตัวถล่มลงมาทับซ้อนกัน เป็นเหตุให้มีผู้รับบาดเจ็บสาหัสและมีผู้เสียชีวิตเป็นนวนมาก ตามคดีอาญาที่ 621/2568ของ สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ตามที่ปรากฎเป็นข่าวเผยแพร่ทราบกันทั่วไปแล้วนั้น

กองบัญชาตำรวจนครบาลโดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ 192/2568 ลง 4 เมษายน 2568 โดยมี พล.ต.ต. สมควร พึ่งทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน และ พล.ต.ต. นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นรองหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อร่วมกันทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวง พิสูจน์ทราบสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายในทุกมิติ

จากการสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ในฐานะนิติบุคคล 7 ราย , บุคคล 16 ราย รวม 23 ราย ในข้อหา “เป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุมหรือทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้นๆ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 227, 238 , 264 , 268 , 83 , 91

คดีนี้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาครบถ้วนแล้ว และอยู่ระหว่างฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลอาญา ครั้งที่ 6 จะครบกำหนดในวันที่ 26 กรกฏาคม 2568 ซึ่งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เชื่อมั่นในพยานหลักฐานเพื่อยืนยันการกระทำผิดผู้ต้องหาเนื่องจากได้ส่งวัตถุ และแบบแปลนไปให้สถาบันต่างๆ ตรวจพิสูจน์ ซึ่งได้มีผลการตรวจยืนยัน อาทิเช่น 1.การออกแบบและมีแก้ไขแปลนอาคารที่เกิดเหตุ ไม่เป็นไปตามหลักมาตรฐาน 2.ใช้วัสดุที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ในแบบแปลน 3.ผู้ควบคุมงานที่ไม่ควบคุมดูแลการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบแปลน โดยพบว่ามีการแอบอ้างชื่อวิศวกรมาเป็นผู้ควบคุมงานโดยผู้นั้นมิได้มาทำหน้าที่ควบคุมงานจริง เป็นต้น

ส่วนกรณีที่ นายดำรง พุฒตาล และนางนารากร ติยายน แจ้งความให้ดำเนินคดีกับ นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่า สตง. คนปัจจุบัน และนายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่า อดีตผู้ว่า สตง.นั้น ในข้อหา “กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจำนวนมาก และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นั้น คณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการส่งเรื่องให้ ปปช. พิจารณาแล้ว ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ต่อไปแล้ว