เมื่อสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายลดภาษี-เพิ่มงบกลาโหมแบบเฉียดฉิว แต่กลับจุดชนวนสงครามคำโตระหว่าง ‘อีลอน มัสก์’ กับ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’

ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายลดภาษีและเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมฉบับใหม่ ซึ่งกลายเป็นชนวนวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงเสียดทานจากทั้งสองพรรค และแรงต้านอย่างรุนแรงจากบุคคลทรงอิทธิพลของอเมริกาอย่าง อีลอน มัสก์ ที่ออกมาประณามว่าร่างกฎหมายนี้คือ “บ้าบอและทำลายล้าง” (insane and destructive)

ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันกฎหมายนี้อย่างสุดตัว โดยเรียกมันว่า “One Big, Beautiful Bill Act”

คำถามที่ชาวอเมริกันและโลกทั้งใบต้องถามคือ  นี่คือกฎหมายปฏิรูปประเทศ หรือระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจที่จะแผดเผาอนาคตของคนรุ่นใหม่?

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย: ลดภาษี-เพิ่มงบกลาโหม-เพิ่มหนี้อย่างมหาศาล

แม้ชื่อเรียกอาจฟังดูสวยหรู แต่เนื้อหาภายในของร่างกฎหมายกลับมีความย้อนแย้งรุนแรง เพราะด้านหนึ่งมีการลดภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อย่างกว้างขวาง แต่อีกด้านหนึ่งกลับเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างมีนัยสำคัญ เน้นยุทโธปกรณ์ ระบบป้องกันไซเบอร์ และการขยายกองกำลัง ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ จากระดับ 36.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน

สิ่งที่ตามมาคือคำเตือนของสำนักงานงบประมาณสภาคองเกรส (CBO) ที่ระบุว่า หากกฎหมายนี้มีผลใช้จริง จะทำให้เพดานหนี้ของสหรัฐฯ ทะลุระดับอันตราย และอาจทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศสูงขึ้นในระยะยาว

แลกอนาคตคนรุ่นใหม่ ด้วยการตัดงบสวัสดิการ

เพื่อชดเชยรายได้ที่รัฐจะสูญเสียจากการลดภาษี พรรครีพับลิกันได้เสนอ “มีดผ่าตรงกลาง” ไปยังโครงการช่วยเหลือสาธารณะ ประกอบด้วย

-Medicaid: โครงการประกันสุขภาพสำหรับคนยากจน ผู้พิการ และผู้สูงอายุ

-SNAP (โครงการอาหาร) ที่ช่วยเหลือครอบครัวรายได้น้อยกว่า 40 ล้านคนทั่วประเทศ

นักวิเคราะห์การคลังชั้นนำจึงชี้ว่า ร่างกฎหมายนี้คือ “การย้ายความมั่งคั่งจากล่างขึ้นบน” และเป็นการขโมยเงินจากอนาคตของคนรุ่นใหม่เพื่อป้อนเข้าสู่ยุทธศาสตร์การเมืองระยะสั้น

อีลอน มัสก์จวกแรง: “นี่คือหายนะ!”

อีลอน มัสก์ หนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเศรษฐกิจอเมริกา ออกมาทวีตผ่านแพลตฟอร์ม X อย่างเผ็ดร้อนว่า ร่างกฎหมายนี้เป็น “การทรยศต่อหลักการการคลังอย่างสิ้นเชิง” และ “บ้าบอสุดขั้ว”

เขายังประกาศว่า จะให้เงินสนับสนุนผู้สมัครอิสระหรือรีพับลิกันรุ่นใหม่ ที่กล้าออกมาต่อต้านการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลชุดนี้ พร้อมตั้งคำถามว่า “ไหนคือสัญญาที่พวกคุณเคยพูดว่า จะลดขนาดรัฐบาล?”

ทรัมป์สวนกลับ: “มัสก์พูดมากไปแล้ว”

ไม่ปล่อยให้ถูกโจมตีฝ่ายเดียว อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ตอบโต้มัสก์ทันที โดยกล่าวหาว่า “มหาเศรษฐีอย่างมัสก์หลบเลี่ยงภาษีมาโดยตลอด” และ “ใครไม่ช่วยจ่ายเพื่อความมั่นคงของอเมริกา ไม่ควรพูดอะไรทั้งนั้น”

ทรัมป์ยังขู่จะตัดงบสนับสนุนของรัฐบาลกลางที่เคยมอบให้ Tesla และ SpaceX หากมัสก์ยังคงแทรกแซงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวอย่างเผ็ดร้อนว่า “บางทีมัสก์อาจควรย้ายออกจากอเมริกา ถ้าไม่ชอบกฎหมายของเรา”

เดิมพันการเมืองของทรัมป์: รีบผ่านก่อนวันชาติ

การเร่งให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านก่อนวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทรัมป์ต้องการส่งสารไปยังฐานเสียงอนุรักษ์นิยมว่า เขายังคงเป็น “ผู้นำกล้าหาญที่คืนเงินให้ประชาชนและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ”

ทว่า ข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่คือ การละทิ้งนโยบายสมดุลการคลังอย่างรุนแรง และการสร้างภาระหนี้ระยะยาวที่ไม่มีแหล่งรายได้ใหม่มารองรับในทันที

เสียงวิพากษ์“กฎหมายนี้คือกับดักประชานิยม”

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์หลายคนชี้ว่า ร่างกฎหมายนี้คือ “ประชานิยมฉบับรีพับลิกัน” ที่ลดภาษีให้คนรวย เพิ่มงบกลาโหม แต่ตัดงบสาธารณสุขให้คนจน

และที่แย่ที่สุดคือ สร้างหนี้ในระดับ “หลุดกรอบวินัยการคลัง” ที่อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตของรัฐบาลกลาง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2011

ผลสะเทือนต่อไทยและเศรษฐกิจโลก

แม้จะเป็นการเมืองภายในของสหรัฐฯ แต่โลกไม่ได้อยู่นิ่ง  เพราะการที่ค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งขึ้น ส่งผลให้เงินบาทอ่อนตัว กระทบต้นทุนการนำเข้าสินค้า นักลงทุนต่างชาติอาจหันไปถือสินทรัพย์สหรัฐฯ ทำให้ตลาดหุ้นไทยเผชิญเงินไหลออก

ไทยต้องระวังแรงกระเพื่อมทางการค้า หากสหรัฐฯ กลับมาใช้ยุทธศาสตร์กีดกันการนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในของตน

บทสรุป: เมื่อเสียงของมหาเศรษฐีดังกว่ารัฐบาล

ร่างกฎหมายที่สภาคองเกรสผ่านเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ไม่ได้จบแค่เรื่องภาษีหรือกลาโหม แต่มันสะท้อนถึง “รอยร้าวทางอุดมการณ์” ที่ลึกและหนักหน่วงที่สุดในสหรัฐฯ ยุคปัจจุบัน

อีลอน มัสก์ ไม่ได้เป็นเพียงนักธุรกิจ เขากลายเป็น “เสียงของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเบื่อกับการเมืองแบบทรัมป์”

ในทางกลับกัน ทรัมป์ ใช้กฎหมายนี้เพื่อยึดฐานเสียงก่อนเลือกตั้ง แต่ก็อาจจุดไฟให้เกิด “ศึกภายใน” ในพรรครีพับลิกันเอง

และในขณะที่อเมริกากำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ในปี 2026… นี่อาจเป็นเพียง “กระสุนดอกแรก” ของสงครามความคิด ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก

                                          

 #อีลอนมัสก์ #ทรัมป์ #กฎหมายลดภาษี #งบกลาโหมสหรัฐ #สภาคองเกรส #หนี้สาธารณะสหรัฐ #วิเคราะห์การเมืองโลก #ข่าวต่างประเทศ #เศรษฐกิจสหรัฐ