“คะแนนร่วงไม่ใช่แค่ตัวเลข! เปิดโปงเหตุผลลึกที่แพทองธารไม่ลาออก ไม่ยุบสภา แม้เสียงประชาชนกึกก้อง”
การเมืองไทย ณ กลางปี 2568 กำลังเข้าสู่ห้วงเวลาที่เปราะบางที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี ท่ามกลางคลื่นการประท้วง เสียงเรียกร้องให้ลาออก และการจับตาของสังคมต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏผลสำรวจล่าสุดจาก “นิด้าโพล” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่เปรียบเสมือน “กระจกเงา” สะท้อนสถานะทางการเมืองของรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีอย่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้อย่างชัดเจนและโหดร้าย
ดิ่งเหว! คะแนนนิยมแพทองธารร่วงจากเบอร์หนึ่งสู่เบอร์ห้า
จากผลโพลครั้งนี้ แพทองธารได้รับความนิยมในฐานะนายกรัฐมนตรีเพียง 9.20% จากที่เคยแตะ 30.9% เมื่อต้นปี นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขตกต่ำธรรมดา แต่คือสัญญาณแห่ง “ความไม่ไว้วางใจ” ของประชาชนที่ส่งตรงถึงรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อบุคคลที่ก้าวขึ้นมาแทนที่กลับไม่ใช่หน้าเก่าคนเดิม หากแต่คือ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งได้คะแนนนิยมถึง 31.48% นำโด่งทิ้งห่างทุกคน
นอกจากตัวบุคคล คะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยก็ทรุดไม่ต่างกัน เหลือเพียง 11.52% จากเดิมที่มี 28.05% ในไตรมาสแรกของปี ซึ่งตอนนั้นพรรคเพื่อไทยยังยืนหนึ่งในฐานะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันร่วงลงมาอยู่เพียงอันดับ 3 รองจากพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคประชาชน
คำถามคือ ทำไมถึงยัง “ไม่ยุบสภา” หรือ “ลาออก” ทั้งที่สถานการณ์กำลังบีบคั้น?
ความเงียบที่มีนัยยะ: แพทองธารรู้ว่าถ้ายุบ-คือจบ!
การเพิกเฉยต่อแรงกดดันทางการเมือง ไม่ใช่เพียงเพราะความดื้อดึงหรือความมั่นใจส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี หากแต่เป็น “กลยุทธ์จำเป็น” ของพรรคเพื่อไทย และเครือข่ายทางอำนาจในเงา ซึ่งเล็งเห็นว่าหากมีการยุบสภาหรือเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเวลานี้ เท่ากับว่า “ทุกอย่างที่กุมอยู่ จะหลุดมือทันที”
คะแนนนิยมที่ลดฮวบของแพทองธาร ชี้ชัดว่าหากมีการเลือกตั้งซ้ำ พรรคเพื่อไทยอาจไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อีก พรรคประชาชนที่กำลังเป็นดาวรุ่งจะกวาดคะแนนในเขตเมือง เขตปริมณฑล และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติอาจกลับมารวมพลังกับฐานอนุรักษนิยม
“การเลือกตั้งวันนี้เท่ากับแพ้แน่” คือความจริงที่คนในเพื่อไทยรู้ดีที่สุด
ปัจจัยลึก: คลิปเสียง-คำร้องถอดถอน-ม็อบข้างถนน
การที่คะแนนนิยมดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว แต่คือ “พายุลูกใหญ่” ที่ซัดกระหน่ำจากทุกทิศ
1.คลิปเสียงกับฮุนเซน – เสียงสนทนาที่หลุดออกมาระหว่างแพทองธารกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งถูกมองว่าพาดพิงถึงความมั่นคงและกองทัพ นำไปสู่เสียงวิจารณ์ว่า “ขายอธิปไตย” และกลายเป็นเชื้อเพลิงให้ฝ่ายต่อต้านปักป้ายว่าเธอไม่เหมาะสม
2.คำร้องถอดถอนในศาลรัฐธรรมนูญ – วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ศาลจะพิจารณาว่าจะรับคำร้องที่วุฒิสภายื่นเพื่อถอดถอนแพทองธารหรือไม่ หากศาลรับคำร้อง นั่นหมายถึงเธอจะต้อง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ทันที ซึ่งยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีในสายตาประชาชนยิ่งสั่นคลอน
3.ม็อบ “รวมพลังแผ่นดิน” และเสียงเรียกร้องจากภาคประชาชน – ผู้ชุมนุมจำนวนมากเริ่มออกมาแสดงพลังโดยสันติ บีบให้เธอลาออกหรือยุบสภาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่กลับพบเพียงความเงียบ
การไม่ตอบสนองของแพทองธารต่อสถานการณ์เหล่านี้ จึงไม่ใช่แค่การ “นิ่งเฉย” หากคือ “การประคองตัวให้อยู่รอด” โดยการยื้อเวลา หวังว่าแรงกดดันจะคลี่คลาย และประชาชนอาจลืมเลือน หรืออย่างน้อยลดระดับความไม่พอใจลง
เกมแห่งอำนาจที่ไม่มีที่ว่างให้ความพ่ายแพ้
พรรคเพื่อไทยไม่ได้เพียงพ่ายแพ้ในสนามความนิยมเท่านั้น แต่ยังเริ่มเสียพื้นที่ในเชิงยุทธศาสตร์การเมืองด้วย เมื่อ “พรรคประชาชน” ที่นำโดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กำลังยึดฐานเสียงของคนรุ่นใหม่ได้สำเร็จ ขณะเดียวกันก็มีภาพของความ “สะอาด กล้าชน ชัดเจน” ตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของเพื่อไทยในเวลานี้ที่เต็มไปด้วยข้อครหา คลิปเสียง ความคลุมเครือ และคำถามเรื่องจริยธรรม
แม้กระทั่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีที่วางมือทางการเมือง เพื่อไปทำหน้าที่องคมนตรีแล้ว ยังกลับมาติดอันดับความนิยมได้ถึง 12.72% แสดงให้เห็นว่า “คนไทยเริ่มถอยจากเพื่อไทย” และมองหาทางเลือกอื่นที่ไม่จำเป็นต้องเป็นอนาคตใหม่สุดโต่ง แต่อาจเป็นแค่ “สิ่งที่พวกเขาไว้วางใจได้” เท่านั้นเอง
แพทองธารในสายตาประชาชน: จากความหวังสู่ความผิดหวัง?
แพทองธารเคยเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง “เลือดใหม่” ของตระกูลชินวัตร การเลือกเธอเป็นนายกรัฐมนตรีคือการเดิมพันครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทยเพื่อเรียกฐานเสียงคนรุ่นใหม่ หญิงเก่ง และมวลชนเสื้อแดงรุ่นใหม่ให้กลับมา แต่ในเวลาไม่ถึงครึ่งปี คะแนนนิยมของเธอกลับดิ่งเหว
เหตุผลคืออะไร? คำตอบอาจอยู่ที่:
-ขาดความเด็ดขาดและภาวะผู้นำที่ชัดเจน
-ไม่มีผลงานเด่นเป็นรูปธรรม
-การสื่อสารที่อ่อนด้อยท่ามกลางวิกฤต
-ข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจแบบเนียนๆ ของ “ระบอบทักษิณ”
นิด้าโพลไม่ใช่แค่โพล แต่มันคือ “ใบแจ้งเตือนก่อนหายนะ”
ผลโพลครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ “คะแนนลด” แต่คือใบแจ้งเตือนที่บอกว่า ถ้าไม่เปลี่ยนแนวทาง ไม่รับฟังประชาชน และยังดื้อดึงเดินเกมยื้อเวลา สุดท้ายแล้ว “ประชาชนจะเป็นฝ่ายยุติระบอบนี้ด้วยตัวเอง”
แพทองธารและพรรคเพื่อไทยอาจเลือก “ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา” เพื่อรักษาอำนาจชั่วคราว แต่อาจแลกมาด้วยการสูญเสียฐานเสียง และความน่าเชื่อถือถาวรในระยะยาว
และหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องในวันที่ 1 กรกฎาคม ทุกอย่างไม่ใช่แค่ “คะแนนร่วง” แต่อาจเป็น “จุดจบ” ของเกมอำนาจที่ชื่อว่า “แพทองธาร ชินวัตร”
#แพทองธาร #นิด้าโพล #ยุบสภา #พรรคเพื่อไทย #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #การเมืองไทย #ผลโพล #รัฐบาลแพทองธาร #ชินวัตร #ศาลรัฐธรรมนูญ #ม็อบ18มิถุนา
