“เจ้าพระยา” มองเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สาธารณสุขไทย มีไม่กี่ครั้งที่อำนาจทางการเมืองจะเดินหน้าเข้าชนกับองค์กรวิชาชีพอย่างโจ่งแจ้ง แต่กรณีที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ใช้อำนาจในฐานะ “สภานายกพิเศษ” วีโต้มติลงโทษแพทย์ 3 รายที่เกี่ยวข้องกับคดี “ทักษิณ ชินวัตร ชั้น 14” นับเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในแวดวงการแพทย์…*…
และผลพวงจากกรณีนี้ ได้กลายเป็นประเด็นร้อน นำมาสู่กระแสต้านจากแพทย์ทั่วประเทศ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีกำลังล้ำเส้นอำนาจองค์กรวิชาชีพ ที่ควรเป็นอิสระจากการเมือง …*…
แพทย์จำนวนมาก รวมถึงกลุ่มองค์กรวิชาชีพ เช่น “แพทย์เพื่อคุณธรรม” และ “กลุ่มแพทย์อิสระ” ออกแถลงการณ์และโพสต์สนับสนุนให้แพทยสภา ยืนยันมติเดิม ในการลงโทษแพทย์ทั้ง 3 ราย โดยมองว่าการกระทำของรัฐมนตรีเป็นการ แทรกแซงอิสระทางวิชาชีพ อย่างชัดเจน เนื่องด้วยมติของแพทยสภาเป็นการ รักษาจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพแพทย์ ซึ่งแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยตรง และไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลทางการเมือง …*…
เสียงสะท้อนไม่ได้จำกัดอยู่ในวงการแพทย์เท่านั้น อดีตสมาชิกวุฒิสภากว่า 70 คนร่วมลงชื่อสนับสนุนแพทยสภา พร้อมเรียกร้องให้ยืนยันมติเดิมในการประชุมวันที่ 12 มิ.ย. นี้ เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของสถาบันวิชาชีพ …*…
ขณะที่นายสมศักดิ์ ระบุว่า การใช้อำนาจวีโต้นั้น เป็นไปตาม มาตรา 25 ของ พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ที่ให้อำนาจสภานายกพิเศษยับยั้งมติได้ หากเห็นว่าไม่เป็นธรรม โดยอ้างว่า มีหนึ่งในแพทย์ผู้ถูกลงโทษ ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรม…*…
พร้อมกันนี้นายสมศักดิ์ยังประกาศด้วยว่าจะเข้าร่วมการประชุมแพทยสภาในวันที่ 12 มิ.ย. เพื่อ ชี้แจงเหตุผลการตัดสินใจต่อหน้ากรรมการแพทยสภา…*…
ในแง่ข้อกฎหมาย นักวิชาการและกลุ่มแพทย์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การใช้อำนาจของสภานายกพิเศษ ควรมีขอบเขตจำกัดเฉพาะมติที่ไม่ชอบด้วยกระบวนการ ไม่ใช่เพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับผลลัพธ์ เพราะอาจเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือ ของระบบตรวจสอบจริยธรรมภายในวิชาชีพ …*…
กรณีที่เกิดขึ้นนี้นอกจากสะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่าง ฝ่ายบริหารกับองค์กรวิชาชีพแล้ว ยังเป็นบททดสอบความโปร่งใสของระบบยุติธรรมภายในวงการแพทย์ ท่ามกลางสายตาของประชาชนที่กำลังจับจ้องว่า “ใครจะยืนอยู่ข้างจริยธรรม”…*…
หากแพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดทางจริยธรรมของวิชาชีพ กลับถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ไม่เพียงเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสถาบัน แต่ยังอาจกลายเป็น “แบบอย่างอันตราย” ที่บอกว่า แพทย์ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจทางการเมือง อาจรอดพ้นความรับผิดโดยอาศัยสายสัมพันธ์ …*…
การประชุมแพทยสภาในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่สมาชิกต้องลงมติว่า จะยืนยันมติเดิมหรือไม่ ซึ่งต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด …*…
หากมติเดิมถูกยืนยัน จะเป็นการแสดงจุดยืนชัดเจนของแพทยสภาว่าองค์กรนี้ยึดมั่นในหลักวิชาชีพ ไม่ยอมสยบต่อแรงกดดันทางการเมือง…*…
แต่ถ้ามติถูกพลิกหรือเปลี่ยนแปลง อาจนำไปสู่ความไม่พอใจในวงกว้าง และส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรวิชาชีพและกระทรวงในระยะยาว …*…