สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ กลับมาคุกรุ่น ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ และรุนแรงขึ้น จนเกิดเหตุ ยิงกราดในวัดรัตนานุภาพ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ส่งผลให้เจ้าอาวาส และพระ มรณภาพ 2 รูป บาดเจ็บอีก 2 รูป
ที่สำคัญ เป็นการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ ทั้งในแง่ของ วันสำคัญ เพราะตรงกับวันกองทัพไทย 18 ม.ค. ที่อาจเรียกได้ว่า เป็นการเย้ยทหาร ที่ดูแลพื้นที่
และอาจเรียกได้ว่า เป็นเหตุใหญ่สะเทือนขวัญ ครั้งแรก ตั้งแต่ แม่ทัพเดฟ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ มาเป็นแม่ทัพภาค 4 เมื่อ 1 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา
และเป็นการกระทำต่อเป้าหมายอ่อนแอ หรือในทางทหาร เรียกว่า เป็น soft target ที่ไม่อาจปกป้องตนเองได้
และเป็นการตอกย้ำ แผลเดิมรอยร้าวในใจของ ชาวไทยพุทธ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ อยู่แล้ว จึงทำให้เกิดปฏิกิริยา
และเป็นครั้งแรก ในรอบกว่า 4 ปีของรัฐบาล คสช. ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกแถลงการณ์ เพื่อชี้แจง
โดยชี้ แผนของ กลุ่มก่อความไม่สงบ คือต้องการยกระดับให้ไปสู่สากลและต้องการให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์เพื่อนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน
ขณะที่ ฝ่ายความมั่นคง มองว่า เป็นผลมาจาก การเปลี่ยนตัวผู้นำใหม่ ของขบวนการ BRN
หลังจากที่ ดุนเลาะห์ แว มานอ ถูกทางการมาเลเซีย ติดตามตัว เพื่อไปเจรจากับ คณะพูดคุยสันติสุขฯ ที่มี “บิ๊กเมา” พล.อ. อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เป็นหัวหน้าคณะ
หลังจากที่ “ดร.มหาเธร์ มูฮัมหมัด” ไฟเขียว ให้ “อับดุล วาฮิม นัวร์” ผู้อำนวยความสะดวก ฯ พยายามตามหาตัว ให้มาคุยกับฝ่ายไทยให้ได้
“ผมรู้ว่า เขาอยู่ที่ไหน” อับดุล วาฮิม นัวร์ กล่าวถึง ดูนเลาะห์ แวมานอร์ ที่เขาเคยนัดแล้ว แต่ไม่ยอมมา
การเปลี่ยนตัวผู้นำ จาก “ดุลเลาะห์ แวมานอ” เป็น “สะมะแอ คอซรี” วัย 60 ปีเศษ ที่เคยเป็น เลขาธิการ BRN ให้ขึ้นมาเป็นประธาน BRN แทน
แต่ เชื่อกันว่า ดุนเลาะห์ แวมานอ แม้จะลดบทบาท เพื่อลดการเป็นเป้า ของรัฐบาลมาเลเซีย โดยอ้างว่า ไปอยู่ในสภาอูลูมาห์ หรือสภาที่ปรึกษา ขององค์กร BRN เท่านั้น แต่ก็ยังคงมีพาวเวอร์ในองค์กร
โดยมี วอเหะ ขึ้นมาเป็น เลขาฯ BRN แทน คอซรี และปรับเปลี่ยน ตำแหน่งในฝ่ายกองกำลังทหาร อีกหลายคน
ดังนั้น การก่อเหตุความไม่สงบในภาคใต้ ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการแสดงศักยภาพของ BRN ภายใต้การนำของ คอซรี ที่ต้องการแสดงความเป็นผู้นำใหม่
โดย คอซรี เป็นอดีตอุสตาสในสายบุรี ปัตตานี แต่ย้ายไปอยู่ ทางตอนเหนือของ รัฐกลันตัน ติดกับรัฐปาหัง นานมากแล้ว โดยเขาไม่มี คดีความผิดอาญาใดๆ
ทั้งนี้ ดุนเลาะห์ แวมานอ มีที่อยู่ 6 แห่ง ในมาเลเซีย และอินโดฯ ทางการมาเลเซีย จึงตามหาตัวยาก
แต่ทาง ผู้อำนวยความสะดวกชาวมาเลเซียยืนยันว่ารู้ว่าอยู่ไหนแล้วจะตามตัวมาให้ได้
BRN มีการปรับโครงสร้าง และผู้นำตลอด และการปรับครั้งนี้ สะท้อนว่า กองกำลัง BRN ยังไม่ต้องการที่จะพูดคุยกับทางรัฐบาลไทย และเชื่อกันว่า ดุรเลาะห์ แวมานอร์ ยังคงเป็น ผู้นำเงา BRN อยู่ ในเชิงพฤตินัย แต่ต้องเปลี่ยนหัว เพื่อลดการตกเป็นเป้าของ รัฐบาลมาเลเซีย
สายข่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ทำงานเกาะติด ความเคลื่อนไหวของดลุ่ม BRN ระบุว่า การเปลี่ยนตัว ผู้นำ BRN คนใหม่ จาก ดุนเลาะห์ แวมานอร์ มาเป็น สะมะแอ คอ ซรี วัย 60 ปี นั้น ส่งผลให้มีการก่อเหตุรุนแรงในภาคใต้ บ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น เพื่อแสดงศักยภาพของการเป็น ผู้นำคนใหม่
“เป็นเสมือนธรรมเนียม เมื่อมีผู้นำคนใหม่ ขึ้นมา ก็ต้องแสดงศักยภาพให้ สมาชิกในขบวนการ มีความเชื่อถือศรัทธา ต้องก่อเหตุให้เห็นความสามารถว่า ทำได้” แหล่งข่าว ระบุ
ดุนเลาะ แวมานอร์ ขึ้นมาเป็นประธานสภาองค์กรนำ หรือ DPP-Dewan Pimoinan Parti) แทน สะแปอิง บาซอ ที่เสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว สะมะแอ คอ ซรี เคยเป็น เลขาธิการ BRN แล้ว ขึ้นมาแทน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
เขาอาศัยอยู่ ทางตอนเหนือของ รัฐกลันตัน ต่อกับ รัฐปะหัง ของมาเลเซีย ตามข้อมูลของฝ่ายทหาร ระบุว่า คอ ซรี ไม่ได้มีหมายจับใดๆ
การก่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น ยังเป็นการแสดงว่า เขายังไม่ต้องการเจรจากับ คณะพูดคุยสันติสุข ของรัฐบาลไทย ที่มี พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เป็นหัวหน้าฯคนใหม่
อีกทั้งมีรายงานว่า กองกำลังของ BRN ที่ตอนนี้ มีอยู่ 6 พันคน นั้น ส่วนใหญ่ ยังไม่ต้องการให้มีการเจรจา แต่ต้องการสู้ต่อ
โดยในระยะหลังๆมานี้ กองกำลังทหารของ BRN ไม่ได้มีแค่ เยาวชน ที่อายุ 17-20 ปีขึ้นไป หรือที่เรียกว่า Pemuda เท่านั้น
แต่มีการจัดตั้งทหารเด็ก Child Soldier ขึ้นมาด้วย โดยมีอายุ 12-15 ปี ที่เข้าร่วมขบวนการ และได้รับการฝึกจาก รุ่นพี่
“อันสะท้อนให้เห็นว่า ยังคงมีการปลูกฝังอุดมการณ์ แบ่งแยกดินแดน การรังเกียจรัฐบาลไทย รังเกียจ เจ้าหน้าที่ ทหารตำรวจ ในหมู่เด็กๆที่เพิ่งเติบโตมา โดยเฉพาะ เด็กๆที่ เรียนจาก โรงเรียนตาดีกา ประจำมัสยิด ที่อาจถูกปลูกฝังแนวคิด มาตั้งแต่เด็กๆ โดยที่ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถไปควบคุม อะไรได้” แหล่งข่าว ระบุ
ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ให้ความสำคัญเรื่อง ขบวนการ BRN และได้สั่งการให้มีการเก็บข้อมูลในเชิงการข่าว เกี่ยวกับ BRN ให้ได้มากที่สุด และพยายามที่จะพูดคุย เจรจาอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการภายใน
รวมทั้ง การหาข้อมูล ผู้นำ แกนนำ และโครงสร้างองค์กร เพื่อที่จะได้ รู้เขารู้เรา เข้าใจ BRN ให้มากขึ้น เพื่อการรับมือ
และพบว่า มีการตั้งระดับ ผบ.หน่วยที่คุม ระดับอำเภอ หรือเทียบเท่า ผู้บังคับการกรม และ คุมระดับตำบล ที่เทียบเท่า ระดับผู้บังคับกองพัน ที่จะคุมกองกำลัง ในแต่ละหมู่บ้าน และตำบล รวมทั้งหาสมาชิกเพิ่มด้วย
จึงทำให้ พล.อ.อภิรัชต์ ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภาคใต้มากขึ้น จากที่ให้ความสำคัญกับการดูแลความสงบเรียบร้อยและปัญหาทางการเมืองมาตลอด
พล.อ.อภิรัชต์ เดินทางลง 3 จังหวัดใช้แดนภาคใต้ทุกเดือน และจะค้างคืน เพื่อพูดคุยกับแม่ทัพภาค 4 พล.ท.พรสวัสดิ์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 20 ในการปรับแผนต่างๆ
รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดหลังมีการสังหารพระสงฆ์ พล.อ.อภิรัชต์ ก็ไปเยี่ยมพระ ที่บาดเจ็บและไปร่วมงานศพของพระที่มรณภาพ และพบปะชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิมในพื้นที่
จนกลายเป็นประเด็น เรื่องการมี “พระทหาร” ในการให้ทหารบวช เป็นพระ เพื่อไปจำวัดตามวัดต่างๆที่มีอยู่ 389 แห่งใน3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่พบว่ามีพระอยู่แค่วัดละ 1-2 ถึงรูปเท่านั้น
แต่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านเพราะคนเข้าใจว่าจะให้ทหารมาเป็นพระแล้วถือปืนสู้กับโจร
แต่พล.อ.อภิรัชต์ ไม่ได้ต้องการแบบนั้น แต่ต้องการให้ทหารมาทำหน้าที่พระสงฆ์อย่างเต็มตัว ในการทำนุบำรุงศาสนาและดูแลวัด
ทั้งนี้ที่ผ่านมามีทหารบวชเป็นพระเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วโดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าพรรษาก็จะบวชและไปจำพรรษาอยู่ตามวัดต่างๆ แต่เมื่อออกพรรษาแล้วก็จะสึกไปทำหน้าที่พระตามเดิม จึงทำให้พระตามวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้รถน้อยลง
แต่ได้มีการประชุมปรับแผนในการส่งทหารดูแลตามวัดต่างๆ
แต่ก็เชื่อได้ว่าเป็นเช่นนี้อีกไม่นานเพราะกำลังทหารไม่พอเพียง เมื่อข่าวเงียบก็จะเอาทหารไปทำหน้าที่อื่นแทน เพราะเป้าหมายก็จะเปลี่ยนไปเช่นครู ประชาชน ผู้นำศาสนาข้าราชการ เป็นไปตามวงรอบอยู่แล้ว
งานนี้ พล.ท.พรสวัสดิ์ แม่ทัพภาค 4 คนใหม่ และเป็นแม่ทัพคนใต้ ที่เป็นนายทหารที่อยู่ในชายแดนภาคใต้มาตลอดชีวิต อย่างยิ่ง
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นโดยเฉพาะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะมีการเลือกตั้งและอาจมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจทำให้กองทัพโดยเฉพาะ พล.อ.อภิรัชต์ ซึ่งถือเป็นกำลังหลักของรัฐบาลคสช. และเป็นเลขาธิการคสช. ด้วยคงจะต้องพุ่งความทุ่มเททุกอย่างมาที่การสู้ศึกทางการเมือง มากกว่าการแก้ปัญหาภาคใต้
เช่นเดียวกับ รัฐบาล คสช. ที่ พลเอกประยุทธ์ ก็คงต้องทุ่มเทในการสู้ศึกเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เสียของ มากกว่าที่จะทุ่มเทในการแก้ปัญหาภาคใต้
คงตัองรอกันต่อไปว่า รัฐบาลใหม่ หลังเลือกตั้ง จะเอาจริง การแก้ไขปัญหาภาคใต้มากแค่ไหน
สายข่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ทำงานเกาะติด ความเคลื่อนไหวของดลุ่ม BRN ระบุว่า การเปลี่ยนตัว ผู้นำ BRN คนใหม่ จาก ดุนเลาะห์ แวมานอร์ มาเป็น สะมะแอ คอ ซรี วัย 60 ปี นั้น ส่งผลให้มีการก่อเหตุรุนแรงในภาคใต้ บ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น เพื่อแสดงศักยภาพของการเป็น ผู้นำคนใหม่
“เป็นเสมือนธรรมเนียม เมื่อมีผู้นำคนใหม่ ขึ้นมา ก็ต้องแสดงศักยภาพให้ สมาชิกในขบวนการ มีความเชื่อถือศรัทธา ต้องก่อเหตุให้เห็นความสามารถว่า ทำได้” แหล่งข่าว ระบุ
ดุนเลาะ แวมานอร์ ขึ้นมาเป็นประธานสภาองค์กรนำ หรือ DPP-Dewan Pimoinan Parti) แทน สะแปอิง บาซอ ที่เสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว สะมะแอ คอ ซรี เคยเป็น เลขาธิการ BRN แล้ว ขึ้นมาแทน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
เขาอาศัยอยู่ ทางตอนเหนือของ รัฐกลันตัน ต่อกับ รัฐปะหัง ของมาเลเซีย ตามข้อมูลของฝ่ายทหาร ระบุว่า คอ ซรี ไม่ได้มีหมายจับใดๆ
การก่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น ยังเป็นการแสดงว่า เขายังไม่ต้องการเจรจากับ คณะพูดคุยสันติสุข ของรัฐบาลไทย ที่มี พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เป็นหัวหน้าฯคนใหม่
อีกทั้งมีรายงานว่า กองกำลังของ BRN ที่ตอนนี้ มีอยู่ 6 พันคน นั้น ส่วนใหญ่ ยังไม่ต้องการให้มีการเจรจา แต่ต้องการสู้ต่อ
โดยในระยะหลังๆมานี้ กองกำลังทหารของ BRN ไม่ได้มีแค่ เยาวชน ที่อายุ 17-20 ปีขึ้นไป หรือที่เรียกว่า Pemuda เท่านั้น
แต่มีการจัดตั้งทหารเด็ก Child Soldier ขึ้นมาด้วย โดยมีอายุ 12-15 ปี ที่เข้าร่วมขบวนการ และได้รับการฝึกจาก รุ่นพี่
“อันสะท้อนให้เห็นว่า ยังคงมีการปลูกฝังอุดมการณ์ แบ่งแยกดินแดน การรังเกียจรัฐบาลไทย รังเกียจ เจ้าหน้าที่ ทหารตำรวจ ในหมู่เด็กๆที่เพิ่งเติบโตมา โดยเฉพาะ เด็กๆที่ เรียนจาก โรงเรียนตาดีกา ประจำมัสยิด ที่อาจถูกปลูกฝังแนวคิด มาตั้งแต่เด็กๆ โดยที่ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถไปควบคุม อะไรได้” แหล่งข่าว ระบุ
ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ให้ความสำคัญเรื่อง ขบวนการ BRN และได้สั่งการให้มีการเก็บข้อมูลในเชิงการข่าว เกี่ยวกับ BRN ให้ได้มากที่สุด และพยายามที่จะพูดคุย เจรจาอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการภายใน
รวมทั้ง การหาข้อมูล ผู้นำ แกนนำ และโครงสร้างองค์กร เพื่อที่จะได้ รู้เขารู้เรา เข้าใจ BRN ให้มากขึ้น เพื่อการรับมือ
และพบว่า มีการตั้งระดับ ผบ.หน่วยที่คุม ระดับอำเภอ หรือเทียบเท่า ผู้บังคับการกรม และ คุมระดับตำบล ที่เทียบเท่า ระดับผู้บังคับกองพัน ที่จะคุมกองกำลัง ในแต่ละหมู่บ้าน และตำบล รวมทั้งหาสมาชิกเพิ่มด้วย
จึงทำให้ พล.อ.อภิรัชต์ ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภาคใต้มากขึ้น จากที่ให้ความสำคัญกับการดูแลความสงบเรียบร้อยและปัญหาทางการเมืองมาตลอด
พล.อ.อภิรัชต์ เดินทางลง 3 จังหวัดใช้แดนภาคใต้ทุกเดือน และจะค้างคืน เพื่อพูดคุยกับแม่ทัพภาค 4 พล.ท.พรสวัสดิ์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 20 ในการปรับแผนต่างๆ
รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดหลังมีการสังหารพระสงฆ์ พล.อ.อภิรัชต์ ก็ไปเยี่ยมพระ ที่บาดเจ็บและไปร่วมงานศพของพระที่มรณภาพ และพบปะชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิมในพื้นที่
จนกลายเป็นประเด็น เรื่องการมี “พระทหาร” ในการให้ทหารบวช เป็นพระ เพื่อไปจำวัดตามวัดต่างๆที่มีอยู่ 389 แห่งใน3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่พบว่ามีพระอยู่แค่วัดละ 1-2 ถึงรูปเท่านั้น
แต่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านเพราะคนเข้าใจว่าจะให้ทหารมาเป็นพระแล้วถือปืนสู้กับโจร
แต่พล.อ.อภิรัชต์ ไม่ได้ต้องการแบบนั้น แต่ต้องการให้ทหารมาทำหน้าที่พระสงฆ์อย่างเต็มตัว ในการทำนุบำรุงศาสนาและดูแลวัด
ทั้งนี้ที่ผ่านมามีทหารบวชเป็นพระเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วโดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าพรรษาก็จะบวชและไปจำพรรษาอยู่ตามวัดต่างๆ แต่เมื่อออกพรรษาแล้วก็จะสึกไปทำหน้าที่พระตามเดิม จึงทำให้พระตามวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้รถน้อยลง
แต่ได้มีการประชุมปรับแผนในการส่งทหารดูแลตามวัดต่างๆ
แต่ก็เชื่อได้ว่าเป็นเช่นนี้อีกไม่นานเพราะกำลังทหารไม่พอเพียง เมื่อข่าวเงียบก็จะเอาทหารไปทำหน้าที่อื่นแทน เพราะเป้าหมายก็จะเปลี่ยนไปเช่นครู ประชาชน ผู้นำศาสนาข้าราชการ เป็นไปตามวงรอบอยู่แล้ว
งานนี้ พล.ท.พรสวัสดิ์ แม่ทัพภาค 4 คนใหม่ และเป็นแม่ทัพคนใต้ ที่เป็นนายทหารที่อยู่ในชายแดนภาคใต้มาตลอดชีวิต อย่างยิ่ง
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นโดยเฉพาะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะมีการเลือกตั้งและอาจมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจทำให้กองทัพโดยเฉพาะ พล.อ.อภิรัชต์ ซึ่งถือเป็นกำลังหลักของรัฐบาลคสช. และเป็นเลขาธิการคสช. ด้วยคงจะต้องพุ่งความทุ่มเททุกอย่างมาที่การสู้ศึกทางการเมือง มากกว่าการแก้ปัญหาภาคใต้
เช่นเดียวกับ รัฐบาล คสช. ที่ พลเอกประยุทธ์ ก็คงต้องทุ่มเทในการสู้ศึกเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เสียของ มากกว่าที่จะทุ่มเทในการแก้ปัญหาภาคใต้
คงตัองรอกันต่อไปว่า รัฐบาลใหม่ หลังเลือกตั้ง จะเอาจริง การแก้ไขปัญหาภาคใต้มากแค่ไหน