ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย
เมื่อช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการในการแก้ปัญหากาซา ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าคงยุติไม่ได้ง่ายๆ และยังเชื่อว่าข้อตกลงหยุดยิง 42 วันที่แบ่งเป็น 3 ช่วงนั้น อาจจะจบลงแค่ 16 วัน ซึ่งเป็นช่วงแรกในการหยุดยิง และแลกเปลี่ยนตัวประกันจำนวนหนึ่ง
ทั้งนี้ทรัมป์ได้เปิดเผยว่า จะให้มีการกวาดเก็บซากปรักหักพังในกาซา แล้วสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ ให้เหมาะสมกับภูมิภาคที่สวยงามติดทะเล แต่ในการดำเนินการจะต้องโยกย้ายประชากรกาซาประมาณ 1.5 ล้านถึง 2 ล้านไปยังค่ายผู้อพยพลี้ภัยในประเทศอาหรับ โดยตอนนี้ได้โทรศัพท์คุยกับกษัตริย์อับดุลลาฮ์แห่งจอร์แดน และจะโทรคุยกับนายพลเอลซีซี ประธานาธิบดีอียิปต์ต่อไป
ข่าวในเบื้องต้นข่าวจากทั้งประเทศจอร์แดนและอียิปต์ คือประเทศทั้ง 2 ไม่พร้อมจะรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากขนาดนั้นได้ เพราะสภาพเศรษฐกิจและการเมืองไม่เอื้ออำนวย ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะใครรับภาระขนาดนั้นก็มีโอกาสพังสูงมาก หรือเป็นไปไม่ได้
ต่อมาก็มีเสียงสะท้อนกลับจากกลุ่ม Arab League 22 ประเทศ ซึ่งรวมทั้งซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และ ยูเออี ว่าไม่เห็นด้วยกับแผนการของทรัมป์ต่อกาซา
แต่ในทางกลับกันแผนของทรัมป์ได้รับการตอบรับอย่างกระตือรือร้นจากฝ่ายหัวรุนแรงสุดโต่งของอิสราเอล คือ เบนกาเวียร์ และสโมทริช ซึ่งคนแรกได้ประกาศถอนตัวจากรัฐบาลเบนจามิน เนทันยาฮู เพราะไม่พอใจที่ไปลงนามหยุดยิงกับฮามาส ส่วนคนหลังประกาศว่าจะถอนตัวถ้าเนทันยาฮูไม่ยกเลิกข้อตกลงหลังเฟส 1 แล้วหันไปโจมตีกาซาต่อ ทั้งๆที่ยังแลกเปลี่ยนตัวประกันไม่หมด
แน่นอนฝ่ายฮามาสย่อมจะคัดค้านไม่เห็นด้วย เพราะมันหมายถึงการกวาดล้างชาวกาซาทั้งหมดออกจากดินแดน โดยมีโอกาสสูงมากที่จะไม่ได้กลับมา
อย่างไรก็ตามหากทรัมป์ต้องการจะผลักดันแผนการของตน ก็อาจใช้การบีบคั้นทั้งทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ เพื่อบีบประเทศอาหรับบางประเทศให้ยินยอมรับผู้อพยพ แต่เท่าที่ได้มีการสอบถามจากชาวกาซาโดยผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้องการอพยพออกไป หลังจากยืนหยัดต่อสู้กับภัยพิบัติมาตลอด 15 เดือน จนสูญเสียชีวิตไปมากมาย
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าชาวกาซาได้ออกมาแสดงพลังสนับสนุนฮามาสในพิธีส่งมอบตัวประกันอิสราเอล จำนวนนับหลายแสนคนทีเดียว
ครั้นมาพิจารณาถึงแรงกดดันจากฝ่ายขวาสุดโต่งของอิสราเอล ที่จะให้คว่ำสัญญาหยุดยิงและกลับไปโจมตีกาซาอีกภายหลังจบเฟสหนึ่ง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เนทันยาฮูจะทำได้ด้วยเหตุดังนี้
1.ภาพความเข้มแข็งของกองกำลังฮามาสในพิธีส่งตัวประกันกับการสนับสนุนของประชาชน ทำให้สื่อจำนวนมากของอิสราเอลพากันสรุปว่าเนทันยาฮูล้มเหลวในการกำจัดฮามาส ทั้งๆที่โฆษณาชวนเชื่อไว้มาก
2.เนทันยาฮูกำลังเผชิญกับการดำเนินคดีอาญาในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน ในขณะที่เสถียรภาพของรัฐบาลก็หมิ่นเหม่ เพราะการถอนตัวของเบนกาเวียร์ และก่อนหน้านี้การ์แลนท์ เพราะคะแนนมันเกินครึ่งมาแค่เล็กน้อยตั้งแต่แรก
3.ประชาชนโดยเฉพาะญาติพี่น้องตัวประกันต่างต้องการให้ญาติของตนได้รับการปล่อยตัว นอกจากนี้ภาพลักษณ์ของตัวประกันที่สมบูรณ์แข็งแรง สดชื่น และการให้สัมภาษณ์ที่เป็นบวกอย่างมากต่อฮามาสทำให้แรงสนับสนุนในการทำสงครามกับฮามาสลดลง
ดังนั้นถ้าเนทันยาฮูจะเปิดศึกอีกอาจถูกประท้วงครั้งใหญ่ ทั้งนี้ยังไม่นับท่าทีของกองทัพที่อ่อนล้าจากการเปิดศึกหลายด้าน และที่สำคัญทรัมป์จะว่าอย่างไรในกรณีนี้
ประเด็นเรื่องท่าทีของทรัมป์ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างขัดแย้งกันเองในตัว เพราะทรัมป์แสดงท่าทีหงุดหงิดที่อิสราเอลไม่ยอมถอนทหารออกจากภาคใต้ของเลบานอน ทั้งที่หมดสัญญาแล้วตามข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลเลบานอน โดยต้องถอนทหารให้หมดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับประกาศว่าจะอยู่ถึงวันที่ 16 กพ. ซึ่งก็ยังไม่แน่นอน จนทรัมป์ต้องประกาศว่า “ออกมา” แต่อิสราเอลก็ยังเฉย ในทางตรงข้ามทรัมป์ก็อนุมัติการสั่งซื้อระเบิดขนาดหนัก 2,000 ปอนด์ ให้อิสราเอลที่ถูกระงับสมัยไบเดน
ประเด็นไม่ถอนทหารของอิสราเอลจะทำให้ฮิสบุลเลาะฮ์มีความชอบธรรมในการดำเนินการตอบโต้โจมตีอิสราเอลในนามชาวเลบานอน และลดแรงกดดันทางการเมืองภายในเลบานอนของรัฐบาลใหม่ ของประธานาธิบดีอูนได้มาก
นอกจากนี้ฮูตีก็ได้ประกาศสำทับแล้วว่าถ้าอิสราเอลกลับมาโจมตีกาซา ฮูตีก็จะเริ่มโจมตีอิสราเอลอีก
ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เนทันยาฮูจะฉีกสัญญาแล้วกลับมาโจมตีกาซาอีก แม้จะสร้างภาพว่าฮามาสละเมิดการหยุดยิงก่อนก็ตาม
ด้านสงครามยูเครน-รัสเซีย ตอนแรกก็ดูเหมือนง่าย เพราะทรัมป์ให้ข่าวมาตลอดว่าซี้กับปูติน มาตั้งแต่ทรัมป์ 1.0 ประกอบข่าวเท็จที่ว่ารัสเซียเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งสนับสนุนทรัมป์
อนึ่งก่อนสาบานตนในวาระที่ 2.0 นี้ทรัมป์ก็ได้ส่งตัวแทนไปเจรจาล่วงหน้าเพื่อให้ 2 ฝ่ายเปิดการเจรจากัน ซึ่งตัวแทนที่ทรัมป์ส่งไปคือนายพลคีธ เคลล็อกก์ซึ่งก็ทำท่าว่าจะทำให้เกิดการเจรจากันได้ แต่แล้วท่าทีและการให้สัมภาษณ์ของทรัมป์ก็ก่อให้เกิดความสับสน ในทางบวกทรัมป์สั่งระงับงบการช่วยเหลือยูเครนลงชั่วคราว และให้ข่าวว่าเรื่องยูเครนเป็นเรื่องของยุโรป พร้อมสั่งถอนทหาร 20,000 คนออกจายุโรป แต่ในทางลบทรัมป์ไปข่มขู่ปูตินว่าถ้าไม่ยอมเข้าโต๊ะเจรจาจะแซงก์ชันรัสเซียให้หนักขึ้น ทั้งนี้ถือเป็นการไม่ให้เกียรติปูตินในฐานะประเทศอิสระและเป็นมหาอำนาจทางเครมลิน จึงตอบโต้ในเรื่องนี้ และต่อมาปูตินก็ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่เจรจากับผู้นำที่ผิดกฎหมายของยูเครน เพราะเซเรนสกีหมดวาระแล้ว
นอกจากนั้นยังมีประเด็นของดินแดนและสถานะความเป็นกลางของยูเครนที่ต้องเจรจากัน
ด้านเซเรนสกี้ก็พยายามดิ้นรนด้วยการเสนอการจัดตั้งกองกำลังสันติภาพ ที่ตนเองตั้งเป้าไว้ 200,000 นาย โดยเบื้องหลังต้องการให้กองกำลังนาโตเข้าไปปกป้องและเตรียมการให้ยูเครนฟื้นตัวในระยะสั้น แต่ประเด็นนี้ลูกาเซนโกประธานาธิบดีเบลารุสก็เสนอกองกำลังของเบราลุสเข้าเป็นกองกำลังสันติภาพ
อย่างไรก็ตามท่าทีของทรัมป์ก็ดูว่าอาจต้องหาตัวแทนเซเรนสกีมาเป็นคู่เจรจากับรัสเซีย
ประการสุดท้ายข้อเสนอของเคลล็อกก์ตัวแทนทรัมป์คือให้สหรัฐฯกดราคาน้ำมันให้เหลือ $45 /บาเรล แล้วจะทำให้รัสเซียต้องพังพินาศลงเพราะขายน้ำมันไม่ได้ ที่ทำให้ผู้สังเกตการณ์ที่มีความรู้เกี่ยวกับพลังงานรู้สึกขบขันความไร้เดียงสาของนายพลเคลล็อกก์ เพราะถ้าทรัมป์ทำอย่างนั้นจะก่อความเสียหายให้กับสหรัฐฯมากกว่า ด้วยเหตุที่ต้นทุนการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯบ่อเก่าเวสเทกซัสอยู่ที่ประมาณ $45/บาร์เรล แต่บ่อใหม่ที่ทำจากหินน้ำมันจะอยู่ที่ ประมาณ$65/บาร์เรล ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียที่ผูกรายได้น้ำมันกับงบประมาณแผ่นดิน ตั้งเป้ากับโอเปคไว้ที่ $85/บาร์เรลแต่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า$45 มาก ที่สำคัญรัสเซียก็สามารถผลิตน้ำมันได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่า $45/บาร์เรล เท่านี้ก็จบข่าว
อย่างไรก็ตามผู้เขียนมองทรัมป์ว่ามีลักษณะตรงกับที่มาคิอาเวลลีบรรยายไว้ในหนังสือชื่อ The Prince คือ เป็นสุนัขจิ้งจอกคลุมด้วยหนังราชสีห์ นั่นคือท่าทีภายนอกมีอำนาจแต่ภายในเจ้าเล่ห์ และนี่เป็นสมัยที่ 2 ทรัมป์อาจจะทำอะไรตามที่อยากทำโดยไม่ต้องพึ่งคะแนนเสียงครั้งต่อไป แต่ทรัมป์อาจเป็นเป็ดง่อย ถ้าไม่สมารถชนะใจประชาชนชาวอเมริกันได้ กลางสมัยที่สภาอาจกลับไปเอื้อต่อเดโมแครต เป็นเสียงข้างมากได้ เพราะนำอยู่แค่ 4-5 คนเท่านั้น ที่สำคัญทรัมป์ไม่ได้ใส่ใจคนชั้นกลางและคนจน โดยเฉพาะเรื่องการรักษาพยาบาล และที่อยู่อาศัย ไม่ต้องพูดถึงสิ่งแวดล้อมที่ทรัมป์ไม่แคร์เลย