กระทรวงวัฒนธรรม มุ่งส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์ในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่

เมื่อปี 2567 คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยร่างพระราชบัญญัตินี้ เป็นร่างกฎหมายที่จัดทำขึ้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 70 และเป็นร่างกฎหมายสำคัญตามแผนปฏิรูปประเทศ มีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยที่มีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้งรุนแรงในสังคมไทย พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีเจตนารมณ์ให้เป็นกฎหมาย “คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิทางวัฒนธรรม” ของชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ เน้นสร้างความเข้าใจในวิถีชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย สร้างพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มวัฒนธรรมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน 
 

นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากถึง 60 กลุ่ม กระจายตัวตั้งถิ่นฐานอยู่ทั่วประเทศ มีประชากรทั้งสิ้นคิดเป็น 1 ใน 7 ของประชากรทั้งหมด โดยกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริม สนับสนุนด้านงานศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ตอบรับนโยบายดังกล่าว เดินหน้าคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตทุกกลุ่มวัฒนธรรมบนความเสมอภาคผ่านกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ มากมาย เช่น ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้มีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตและเข้าถึงการส่งเสริมงานด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียม ผ่านโครงการชาติพันธุ์บ้านฉัน”

“โครงการชาติพันธุ์บ้านฉัน มีเป้าหมายในการสร้างองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์เพื่อนำอัตลักษณ์อันโดดเด่นของตนเองที่มีการสืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น มาสร้างคุณค่าและมูลค่าไปพร้อม ๆ กัน โดยผ่านการบอกเล่าเรื่องราว การออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ให้มีความร่วมสมัย ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน เนื่องจากสินค้าของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับความสนใจในต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวยุโรปเป็นอย่างมาก เชื่อว่าการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ในครั้งนี้จะสามารถปรับภาพลักษณ์สินค้าของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจ ตลอดจนส่งต่อทักษะความรู้ที่ได้รับให้กับกลุ่มชาติพันธุ์อย่างยั่งยืน ถือเป็นการสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นหนึ่งใน Soft Power ที่จะส่งออกสินค้าไปสู่ตลาดต่างประเทศได้” นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวปิดท้าย