ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย
สำนักข่าวหลายสำนักในต่างประเทศต่างลงข่าวเรื่องประธานาธิบดี ยูน ซุก-ยอลประกาศกฎอัยการศึกเมื่อคืนเวลาประมาณ 21.30 น. ประเทศไทย ทำเอาสะเทือนไปทั่ว
แม้ประธานาธิบดีจะอ้างเหตุว่าเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากเกาหนีเหนือ แต่ในความเป็นจริงคือท่านไม่สามารถจะผ่านงบประมาณสำคัญๆที่เสนอต่อสภาได้ เพราะฝ่ายค้านคือพรรค Democratic Party มีเสียงข้างมากในสภา
อนึ่งยูน ซุก-ยอลชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีมาด้วยคะแนนเฉียดฉิวคือ 0.7% จากคู่แข่ง ซึ่งก็คือหัวหน้าฝ่ายค้านในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามการอ้างภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ และยังอ้างปัจจัยล้มล้างรัฐ แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ชั่วโมง สมาชิกรัฐสภาก็ท้าท้ายประธานาธิบดี ด้วยการรวมตัวกันที่รัฐสภา และออกเสียงบล็อคการประกาศภาวะฉุกเฉิน
สส.บางคนพยายามทำลายเครื่องกีดขวาง หรือปีนรั้วของรัฐสภา เพื่อพยายามเข้าไปในรัฐสภา ในขณะที่มีประชาชนที่ออกมาสนับสนุนบรรดาผู้แทนราษฎรที่ผู้นำฝ่ายค้านประกาศให้มารวมตัวกันที่อาคารรัฐสภา จนเกิดการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ต่อเมื่อสภามีมติบล็อกการประกาศภาวะฉุกเฉินของประธานาธิบดี ประชาชนที่ชุมนุมอยู่หน้าสภาจึงโห่ร้องดีใจกันสนั่น
เท่านั้นยังไม่พอมีเสียงเรียกร้องอย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นจากสมาชิกสภาและผู้ประท้วงให้ดำเนินการปลดยูน ซุก-ยอลซึ่งตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งมาก็เป็นประธานาธิบดีเป็ดง่อยนั่นคือไม่อาจบริหารอะไรได้ เพราะมีผู้แทนในสภาน้อยกว่าฝ่ายค้าน
การประกาศกฎอัยการศึก ครั้งสุดท้ายในเกาหลีใต้มีขึ้นในปีค.ศ.1979 เมื่อนายพลปาร์ค จุงฮี ผู้นำเผด็จการทหารถูกสังหารโดยองครักษ์ และในยุคประชาธิปไตย คือ ตั้งแต่ปี 1987 นี้นับเป็นครั้งแรก
มีรายงานว่าการกระทำของยูน ซุก-ยอลมีท่าทีเหมือนกับถูกจับบังคับ แต่ยังไม่มีการยืนยันข่าวดังกล่าว
นอกจากปัญหาทางการเมืองแล้ว ประธานาธิบดี ยังมีกระแสข่าวเกี่ยวพันกับการคอร์รัปชัน และล่าสุดยังมีข่าวฉาวที่ภรรยาท่านรับของกำนัลกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพง จนตัวประธานาธิบดีต้องออกมากล่าวขอโทษต่อสาธารณะ และสัญญาว่าจะดูแลภรรยาให้ดี
สุดท้ายคาดว่าเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดจากการประกาศกฎอัยการศึกก็คงสงบลงด้วยดี เพราะสภาผู้แทนราษฎรได้ทำหน้าที่อย่างเฉียบพลัน ที่สำคัญเกาหลีเหนือมีท่าทีเงียบสงบ ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือแถลงการณ์ใดๆทั้งสิ้น เกี่ยวกับเหตุการณ์วุ่นวายในเกาหลีใต้ แม้ว่าจะถูกพาดพิงกล่าวอ้างก็ตาม
อย่างไรก็ตามการประกาศพาดพิงดังกล่าวย่อมไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์ตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ ที่เป็นอยู่อย่างในขณะนี้
อนาคตของประธานาธิบดียูน ซุก-ยอลจึงแขวนอยู่บนเส้นด้าย นั่นคือการต้องเข้าสู่กระบวนการถอดถอน (IMPEACHMENT)นั่นคือมีการนำเสนอเรื่องผ่านประธานรัฐสภา เข้าสู่การพิจารณาของสภา เป็นวาระพิเศษและด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาฯทั้งหมด 300 คนคือต้องได้คะแนน 201 เสียงให้ถอดถอนจากนั้นต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญที่มีองค์คณะ 9 ท่าน หากองค์คณะ 6 ท่านขึ้นไปพิพากษาตามมติของสภา ประธานาธิบดีก็มีอันต้องพ้นตำแหน่งทันที
ขบวนการถอดถอนประธานาธิบดีของเกาหลีใต้นั้นเกิดมา 2 ครั้งแล้วในยุครัฐสภา คือ ในปีค.ศ. 2016 ประธานาธิบดี Park-Hye บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีปาร์ค จุงฮี ถูกกล่าวหาในคดีช่วยเพื่อนในคดีรีดไถ โดยสภามีมติให้ถอดถอน 234 เสียง และศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาตามมติ เธอจึงถูกถอดถอน
ก่อนหน้านั้นในปีค.ศ.2004 ประธานาธิบดีโร มูยุน ถูกสภามีมติถอดถอนจนถูกพักงาน 2 เดือน แต่ศาลพิพากาษาในทางตรงข้ามกับมติของสภา เขาจึงกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งต่อจนครบวาระ
อนึ่งพรรครัฐบาลคือพรรค People Power Party ได้มีมติให้ประธานาธิบดียูน ซุก-ยอล ถอนตัวจากพรรค และให้คณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะรัฐมนตรีกลาโหมลาออก ทั้งนี้เพราะมันเกี่ยวพันกับการใช้กำลังทหารออกมาปฏิบัติการตามการประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งส่อว่าเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ
เกาหลีใต้โชคดีที่เหตุการณ์ถูกแก้ไขให้กลับมาสู่ปกติ ได้ในเวลาอันสั้น กล่าวคือ เพียง 2 ชั่วโมง จากการประกาศภาวะฉุกเฉินของประธานาธิบดียูน ซุก-ยอล สมาชิกรัฐสภาก็รีบเดินทางและฝ่าแนวป้องกันเข้าไปประชุมในรัฐสภา จำนวน 190 คนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีมติเป็นเอกฉันท์บล็อกการประกาศภาวะฉุกเฉินของประธานาธิบดี จนในที่สุดประธานาธิบดีต้องยอมถอนการประกาศ ด้วยเวลาอันสั้น จึงไม่เกิดผลกระทบต่อทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง และเศรษฐกิจแม้ว่าจะยังต้องมีกระบวนการในการรีเซต ให้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการ รวมทั้งการจัดการกับประธานาธิบดียูน ซุก-ยอล หากท่านไม่ชิงลาออกไปก่อน
ทางด้านวอชิงตัน ซึ่งติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด นายบริงเกน ก็ออกมายืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงสนับสนุนพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของตนอย่างเข้มแข็ง
สำหรับประเทศไทยนี่ก็เป็นตัวอย่างอันดีในการแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยสันติวิธี แม้การกระทำของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ต้องถือได้ว่าเป็นการรัฐประหารที่เริ่มมีกลิ่นโชยเข้ามาในเอเชียอีกครั้ง เพียงแต่ในครั้งนี้ทหารมิได้ออกมามีบทบาทมากนัก นอกจากการรักษาความสงบโดยไม่ใช้ความรุนแรง ประเด็นสำคัญคือ
1.ประชาชนตื่นตัวออกมาต่อต้านด้วยหวงแหนระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมนี้นับว่าสำคัญสุด
2.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็ง ในการรักษาระบอบประชาธิปไตย
3.ทหารรู้หน้าที่ของตนในระบอบประชาธิปไตย
4.มีระบบกฎหมายที่สอดรับกับวัฒนธรรมของประชาชน
เอวังลงด้วยประการฉะนี้