วันที่ 1 ส.ค.67 เพจเฟซบุ๊ก พรรคก้าวไกล - Move Forward Party โพสต์ข้อความระบุว่า...
[ เพื่ออะไร? ทำทุกทางขวาง 2 ชื่อ กรรมการพิจารณางบ กทม. สัดส่วนก้าวไกล ]
ในการประชุมสภากรุงเทพมหานครวันนี้ (31 ก.ค.) มีวาระการเสนอชื่อบุคคลเป็นคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยพรรคก้าวไกลได้รับสัดส่วน 6 คนตามข้อบังคับการประชุมฯ และได้เสนอชื่อบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านงบประมาณและมีประสบการณ์ในการตรวจสอบการทุจริต จำนวน 2 คน ได้แก่ อธึกกิต แสวงสุข และ อานิก อัมระนันทน์
แต่หลังจากนั้น ส.ก. จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอรายชื่อกรรมการเกินโควตาพรรค ส.ก.ก้าวไกลจึงยกข้อบังคับการประชุมฯ ที่ระบุว่าคณะกรรมการวิสามัญฯ ต้องมีจำนวนตามที่สภาฯ กำหนดคือ 37 คน แบ่งเป็น ส.ก. 28 คน และคนที่ผู้ว่าแต่งตั้งอีก 9 คน ซึ่งพรรคก้าวไกลต้องได้สัดส่วน 6 คน หากจะเสนอรายชื่อเกินจำนวน ก็ไม่ต้องตัดใครออก ขอให้รับรองทั้งหมด
การประชุมยืดเยื้ออยู่นาน จนมีการเสนอให้โหวตโดยวิธีลับผ่านการกดเครื่องออกเสียง ส่วน ส.ก.พรรคก้าวไกลเสนอให้ออกเสียงเป็นรายบุคคลแบบเปิดเผย ต่อมาเมื่อประธานเปิดโหวต ไม่มีอะไรเกินคาดหมาย เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการโหวตโดยวิธีลับ ประธานจึงอ่านชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ ไล่ไปทีละรายชื่อให้ ส.ก. ลงคะแนน ใครได้คะแนนน้อยที่สุด จะไม่ได้เข้าไปนั่งในคณะกรรมการวิสามัญพิจารณางบ กทม. ปี 68
ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ในที่สุดผลโหวตออกมาว่า บุคคลภายนอกที่พรรคก้าวไกลเสนอ ได้รับคะแนนไม่เพียงพอ จึงถูกตัดออกทั้งคู่! คงเหลือสัดส่วนจากพรรคก้าวไกลเพียง 4 คน คือ (1) พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก.เขตยานนาวา (2) ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ (3) อำนาจ ปานเผือก ส.ก.เขตบางแค และ (4) สัณห์สิทธิ์ เนาถาวร ส.ก.เขตวัฒนา
พรรคก้าวไกลเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อการพิจารณางบประมาณ กทม. ที่ประชาชนให้ความสนใจติดตาม ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ส.ก. บางกลุ่มบางพวก “จงใจ” ตั้งแต่แรกหรือไม่ ที่จะไม่ยอมให้บุคคลภายนอกที่มาจากสัดส่วนพรรคก้าวไกล ได้เข้าร่วมตรวจสอบการพิจารณางบมูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท
หรือจะให้ประชาชนเข้าใจว่าทั้งหมดเป็นเรื่อง “บังเอิญ” คือบังเอิญอยากเสนอชื่อเกินโควตา บังเอิญอยากโหวตลับ และบังเอิญผลโหวตออกมา ทำให้บุคคลภายนอก 2 คนที่พรรคก้าวไกลเสนอ หายไปทั้งคู่! จบอย่างสวยงาม อ้างได้ว่าเป็นไปตามเสียงข้างมาก
พรรคก้าวไกลขอยืนยันว่า การเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องการพิจารณางบประมาณและมีประสบการณ์ในการตรวจสอบทุจริต มาเป็นกรรมการพิจารณางบประมาณของกรุงเทพมหานครนั้น เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และจะส่งผลดีต่อการพิจารณางบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
(1) การเสนอคนนอก เป็นเรื่องปกติ เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณางบประมาณ
คณะกรรมการวิสามัญมีหน้าที่ในการพิจารณา ทบทวนกฎหมาย หรืองบประมาณ ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนหลายกลุ่มเป็นวงกว้าง ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ มีความเข้าใจ และจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการจัดสรรงบประมาณของรัฐ ได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อความโปร่งใสและความรอบคอบ
ดังนั้นการผูกขาดการตรวจสอบงบประมาณและการพิจารณากฎหมายต่างๆ ที่ต้องมีผลบังคับกับประชาชนในภาพรวม ว่าต้องเป็นหน้าที่ของ ส.ก. เท่านั้น จึงเป็นการกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งหลายคนต้องการมีส่วนร่วมพิจารณางบประมาณ แต่อาจไม่ได้ต้องการเป็นนักการเมือง ออกไป
สำหรับคนนอกที่ ส.ก.พรรคก้าวไกลเสนอ คือ (1) อานิก อัมระนันทน์ เป็นอดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2561 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ปัจจุบันช่วยปฏิบัติงานให้กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และ (2) อธึกกิต แสวงสุข หรือที่ประชาชนรู้จักในนามปากกา ‘ใบตองแห้ง’ เป็นคอลัมนิสต์ที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองมายาวนาน เข้าถึงแหล่งข่าวการทุจริตคอร์รัปชัน เข้าใจกลไกการเรียกรับผลประโยชน์เป็นอย่างดี
ด้วยกลเกมทางการเมืองเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทั้ง 2 คนจะไม่ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคน กทม.
(2) พรรคก้าวไกลเสนอคนนอกในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลเอง ไม่ได้กระทบต่อสัดส่วนของพรรคการเมืองอื่น
สำหรับคณะกรรมการวิสามัญพิจารณางบประมาณ มีทั้งหมด 37 คน ประกอบด้วย ส.ก. 28 คน แบ่งเป็นพรรคต่างๆ เช่น พรรคเพื่อไทย 14 คน พรรคก้าวไกล 6 คน พรรคประชาธิปัตย์ 6 คน รวมกับคนที่ผู้ว่า กทม. แต่งตั้งอีก 9 คน ทั้งนี้ ไม่ได้มีข้อบังคับใดห้ามคนนอกที่มีความรู้ความสามารถเรื่องการงบประมาณหรือการตรวจสอบการทุจริต เข้ามาร่วม
พรรคก้าวไกลเสนอชื่อคนนอก 2 คนอย่างเปิดเผย และพร้อมรับผิดชอบต่อการทำงานของทั้ง 2 คน เป็นสิทธิ์ของพรรคก้าวไกลที่ทุกพรรคควรเคารพ การใช้แท็กติกและกลอุบายอย่างไม่ตรงไปตรงมาเพื่อขัดขวางไม่ให้บุคคลที่พรรคก้าวไกลเสนอเข้ามาเป็นคณะกรรมการงบ กทม. จึงมองเป็นอื่นได้ยาก หากไม่ใช่ความหวาดกลัวการตรวจสอบ หวาดกลัวว่าจะทำให้ “คนกลุ่มหนึ่ง” หาประโยชน์จากงบ กทม. ไม่ได้เหมือนเดิม
(3) คนนอกมีความยึดโยงกับประชาชน เนื่องจากผู้เสนอชื่อคือ ส.ก. ของพรรคก้าวไกล ที่มาจากการเลือกตั้ง
การที่ ส.ก. ก้าวไกลเสนอบุคคลภายนอก เราไม่ได้เสนอโดยไม่รับผิดชอบ แต่มีกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเพื่อที่จะได้ทำงานร่วมกัน พรรคก้าวไกลพยายามสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานร่วมกันและการให้อิสระกับบุคคลภายนอก หากมีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ส.ก. และพรรคก้าวไกลในฐานะผู้เสนอ ต้องพร้อมรับผิดชอบต่อประชาชน
พรรคก้าวไกลยืนยันว่า การเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีความรู้ความสามารถด้านงบประมาณ เข้ามาเป็นกรรมการพิจารณางบประมาณ กทม. วงเงินกว่า 90,000 ล้านบาท จะทำให้การจัดสรรงบประมาณซึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชน มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีความโปร่งใส่มากขึ้น ตอบโจทย์ประโยชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่
สิ่งที่เกิดขึ้นในสภา กทม. วันนี้ ประชาชนสมควรต้องตั้งคำถามกลับไปยังคนที่มีส่วนร่วม ว่าทำเพื่ออะไร?