เมื่อวันที่ 6 ก.ค.67 ที่ศูนย์หมู่บ้านห้วยจระเข้ หมู่ 15 ตำบลนาพญา อ.หลังสวน จ.ชุมพร นายอวยชัย สุวรรณยอด อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่หมู่ 15 ตำบลนาพญา พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 16 , 17 , 18 และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน โดยมีนายสำเริง บุญยม กำนันตำบลนาพญา ผู้ช่วย สส.ชุมพรเขต 3 และตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปล่อยน้ำเค็มลงในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากเข้าร่วมประชุมเพื่อหาข้อสรุปในการแก้ปัญหากันเองต่อไป

โดยที่ผู้นำชุมชนได้มีวาระในการประชุมร่วมกันถกปัญหาเรื่องผลกระทบจากฟาร์มกุ้งขนาดใหญ่ในพื้นที่ตำบลบางมะพร้าว ปล่อยน้ำเค็มในพื้นที่ป่าพรุและพื้นที่ชาวบ้านซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน 2 ปี แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้นั้น 

ขณะที่นายอวยชัย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 15 ตำบลนาพญา เปิดเผยหลังจากสิ้นสุดการประชุมว่า ชาวบ้านที่อยู่ในที่ประชุมพร้อมผู้นำชุมชนยกมือลงมติให้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการปรับสภาพพื้นที่ที่ฟาร์มกุ้งขุดเป็นคลองระบายน้ำเค็มลงพื้นที่สาธารณะกลับสู่สภาพเดิมตามธรรมชาติ แต่จะเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่นั้นจะสรุปกันอีกครั้ง โดยปัญหาดังกล่าวเริ่มเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนเมื่อมีการเลี้ยงกุ้งของบริษัทหนึ่งได้ปล่อยน้ำทะเลเข้ามาสู่พื้นที่สาธารณะประโยชน์ ซึ่งนายทุนฟาร์มกุ้งมีการขุดคลองระบายระยะทางกว่า 2 กม. ของป่าสาธารณะตั้งชื่อให้ว่าคลองแค  ในทำให้พื้นที่ของชาวบ้านใกล้เคียงประกอบด้วย หมู่ 15 , 17 , 16 ,หมู่ 18 บางส่วนตำบลนาพญา และหมู่ 13 , 14 ตำบลบางมะพร้าวและอีกหลายหมู่ได้รับผลกระทบนับ 1 พันครัวเรือน ซึ่งความเดือดร้อนตรงนี้ได้รับความเดือดร้อนกันมาตลอดและได้ต่อสู้ทำมาทุกวิถีทางก็ไม่สำเร็จ

จนมาถึงวันนี้มาปรึกษากันว่าจะแก้ปัญหากันด้วยวิธีไหน ซึ่งตนยืนยันคำเดิมว่าไม่ได้ไปขัดผลประโยชน์กับใคร แต่ออกมาปกป้องสิทธิ์ของประชาชนในฐานะผู้นำ ใครจะทำอะไรก็เรื่องของเขาแต่ส่วนของเราชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบนั้นพวกเราขออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมขอถมจากที่ฟาร์มกุ้งขุดเป็นทางระบายน้ำเค็มเป็นทางยาวกว่า 2 กิโลเมตรของพื้นที่สาธารณะให้กลับคืนสู่ป่าธรรมชาติเหมือนดังเดิม แต่แยกเป็นหลายสาย เนื้อที่สาธารณะประโยชน์ทั้งหมดประมาณ 1,972 ไร่ เป็นที่รองรับน้ำจืดในฤดูฝน เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด แต่วันนี้กลับกลายเป็นน้ำเค็มแล้วสาเหตุจากบริษัทหนึ่งปล่อยน้ำเค็มลงมา

ชาวบ้านลงมติเห็นด้วยให้ถมกลับ บริษัทเอาน้ำมาจากไหน ให้เอากลับไปที่เดิมชาวบ้านจะรวบรวมทุนกันเองโดยเอารถแบคโฮไปขุดถม ถ้าพร้อมก็จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและแจ้งให้สื่อได้รับทราบตีแผ่

นายอวยชัย เปิดเผยอีกว่า ต่อมาตนทราบว่าพื้นที่ป่าสาธารณะประโยชน์ที่ว่านี้ต้องเป็นหน่วยงานของราชพัสดุมิฉะนั้นจะอยู่ในระหว่างการเพิกถอนทำไม 

ด้านนายพิชัย พรหมสุวรรณ อายุ 70 ปี ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เผยว่า ตนได้รับผลกระทบหนักสุดมานาน 2 ปี โดยมีพื้นที่ดินปลูกปาล์มประมาณ 30 ไร่ ติดกับบ่อน้ำเค็มของฟาร์มกุ้ง โดยต้นปาล์มทั้งเล็กใหญ่ล้มตายจากปัญหาน้ำเค็ม เดิมเคยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้รอบละกว่า 10 ตัน แต่ตอนนี้ 1 ตันก็ไม่ได้เสียหายหมดแล้ว นับล้านบาท แต่เคยได้เงินช่วยเหลือจากฟาร์มกุ้งแค่ 3 หมื่นบาท ปัญหาดังกล่าวขยายเป็นวงกว้างการแก้ปัญหาคงยากต้องถมคลองส่งน้ำเค็มให้กลับสู่สภาพเดิม ก่อนหน้านี้ได้แจ้งหน่วยงานภาครัฐหมดทุกหน่วยแล้ว แต่ไม่มีความคืบหนีเรื่องเงียบวอนให้ช่วยชาวบ้านด้วย