จนท.กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ขุดค้นศึกษาแหล่งโบราณคดี พบใบเสมาสมัยทวารวดีกว่า 80 ใบกระจายในพื้นที่ 2 หมู่บ้าน พร้อมชิ้นส่วนภาชนะดินเผา  เชื่อเป็นชุมชนโบราณอายุนับพันปี  พร้อมให้ความรู้ชาวบ้าน นร.ร่วมดูแลอนุรักษ์  ขณะชาวบ้าน-ผู้สูงอายุจุดธูปเทียนกราบไหว้  นำน้ำจากหลุมที่ขุดค้นไปบูชาและทาตามร่างกายเชื่อเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ 

(14 มี.ค.67)  เจ้าหน้าที่กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา  ได้ทำการขุดค้นศึกษาแหล่งโบราณคดีโนนสำโรง  บ้านปะเคียบ ต.ปะเคียบ  อ.คูเมือง  จ.บุรีรัมย์  ในโครงการศึกษาและกำหนดอายุแหล่งโบราณคดี ประเภทใบเสมาในวัฒนธรรมทวารวดี   โดยการขุดค้นครั้งนี้พบใบเสมาสมัยทวารวดีสภาพสมบูรณ์ และยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่มีการเคลื่อนย้ายจำนวน 8 ใบ  และพบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาที่ใช้ในการดำรงชีวิต  รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้พิธีกรรมความเชื่อของคนสมัยก่อนด้วย               

 จากหลักฐานที่พบจึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชุมชนโบราณที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 16   และจากข้อมูลพบว่าในหมู่บ้าน  ปะเคียบ ม.1  และบ้านหลักเมือง ม.16  ต.ปะเคียบ    มีการค้นพบใบเสมาโบราณกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ประมาณ  80 - 90 ใบ ซึ่งมากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ   แต่บางส่วนได้ถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ตามวัดบ้าง ศาลากลางบ้าง   แต่ยังคงมีพื้นที่โนนสำโรงแห่งนี้ ที่ใบเสมายังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่มีการเคลื่อนย้ายออก  ทางสำนักศิลปากรที่ 10  จึงได้ทำโครงการขุดค้นครั้งนี้ เพื่อศึกษาและกำหนดอายุแหล่งโบราณคดีโนนสำโรงแห่งนี้  โดยเจ้าหน้าที่จะเก็บตัวอย่างดินและภาชนะดินเผาที่ขุดพบบางส่วน ไปตรวจหาค่าทางวิทยาศาสตร์ เพื่อกำหนดอายุสมัยแหล่งโบราณคดีให้มีความชัดเจนมากขึ้น   ส่วนที่เหลือก็จะเก็บไว้ที่เดิมแล้วทำการปิดหลุม  โดยให้ชุมชนร่วมกันดูแลอนุรักษ์ 

ขณะที่ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ ที่ทราบข่าวก็ได้มาจุดธูปเทียนกราบไหว้ขอโชคลาภ และนำภาชนะใส่น้ำจากหลุมที่ขุดค้น  เพื่อนำไปบูชา และทาตามร่างกายตามความเชื่อ   เพราะเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์   

         

นายกิตติพงษ์   สนเล็ก  ผอ.กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา  กล่าวว่า   ที่ผ่านมากรมศิลปากรเคยมาสำรวจ  พื้นที่โนนสำโรงบ้านปะเคียบ ม.1  และบ้านหลักเมือง ม.16   ต.ปะเคียบ  อ.คูเมือง เมื่อปี 2532  และเคยมีรายงานที่บันทึกไว้ว่าพบคูเมืองโบราณ และใบเสมา มากถึง 80 – 90 ใบ ซึ่งถือว่าเยอะมากหากเทียบกับแหล่งโบราณคดีอื่นๆ จะค้นพบเพียง 30 – 40 ใบเท่านั้น   และที่อื่นมีการเคลื่อนย้ายไปไว้ตามสถานที่ต่างๆ  แต่ที่โนนสำโรงแห่งนี้ยังอยู่ตำแหน่งเดิมและสภาพค่อนข้างสมบูรณ์  จึงเชื่อว่าเป็นชุมชนโบราณสมัยทวารวดี   ซึ่งการขุดค้นครั้งนี้ก็เพื่อกำหนดค่าอายุแหล่งโบราณคดีให้เกิดความชัดเจน  และยังได้ศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมของคนสมัยโบราณด้วย   

           

ด้านนายอำนาจ  ควินรัมย์   ผู้ใหญ่บ้าน ม.1 บ้านปะเคียบ  บอกว่า   จุดที่ทำการขุดค้นเป็นพื้นที่ของนางสอน   พอกแก้ว  อายุ 67 ปี  แต่ที่ผ่านมาจะมีสภาพรกร้างเพราะไม่มีกล้าเข้ามา  เพราะจากคำบอกเล่าแม้กระทั่ง จนท.ที่เข้ามสำรวจในพื้นที่แห่งนี้   ก็จะเจอกับเรื่องลี้ลับที่มองไม่เห็นต้องทำพิธีขอขมา  ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านก็เชื่อว่าพื้นที่ตรงนี้ศักดิ์สิทธิ์   ในส่วนของผู้นำชุมชนก็จะขอความร่วมมือให้ชาวบ้านร่วมกับดูแลอนุรักษ์  

         

 ขณะที่นางสะอาด    แดงศรีบัว  หนึ่งในชาวบ้านที่มากราบไหว้และนำภาชนะมาใส่น้ำจากหลุมที่มีการขุดค้นโบราณคดีดังกล่าว บอกว่า  หลังจากทราบข่าวว่ามีชาวบ้านนำน้ำจากหลุมที่ขุดค้นไปทาแล้วอาการปวดขัดที่ขาดีขึ้น  ก็เลยนำภาชนะมาใส่ไปบูชาและทาตามร่างกาย  เพราะเชื่อว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ จากที่ผ่านมาไม่กล้าเข้ามาในพื้นที่นี้เลย  เพราะมีเด็กเคยเข้ามาเอารังต่อในที่แห่งนี้แล้วไปปัสสาวะจนโดนเหมือนมีใครตบศรีษะอย่างแรงจนล้ม  จึงเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในที่แห่งนี้ 

​​​​​​​ ​​​​​​​