บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น)

จะไม่ให้เรียกว่า “มหากาพย์คงไม่ได้” เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ยอมจบ หลายคนอาจจะมองข้ามปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ว่า มันเป็นปัญหาที่วิกฤตหรือไม่ เพราะในความคิดของคนทั่วไปนั้น มักจะมองถึงความเป็นอยู่ เรื่องปากท้องของคนต้องมาก่อน และมองว่าปัญหาความยากจน (Poverty) เป็นปัญหามากกว่า มองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติที่มีอยู่ทั่วไป ยังไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหามากมายอะไร โดยลืมนึกไปว่า ต้นเหตุสาเหตุที่เป็นรากเหง้าของความยากจนนั้นเพราะอะไร ปัจจัยหนึ่งในนั้น แน่นอนเลยว่ามาจากในเรื่องของความโปร่งใสต่างๆ ในการดำเนินกิจการ ทั้งในระบบราชการ เอกชน หรือแม้แต่วิถีการดำรงชีวิตของคนทั่วไป ก็ไม่พ้นที่ต้องมีความโปร่งใสตรงไปตรงมามาเกี่ยวข้อง นี่คือหัวใจหลักของการดำรงชีวิตอย่างมีวินัย หรือถ้าจะเรียกก็คือ การดำรงชีวิตต้องไม่คดโกง ที่ตรงไปตรงมาตามครรลองคลองธรรมก็ไม่ผิด

ความตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการประเมินผลองค์กรคือ การประเมิน ITA (Integrity and Transparency Assessment) หรือ การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เป็นเครื่องมือการประเมินเชิงบวกเพื่อเป็นมาตรการป้องกันการทุจริต และเป็นกลไกในการสร้างความตระหนักให้หน่วยงานภาครัฐมีการดำเนินงานอย่างโปร่งใสและมีคุณธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริต เพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบท้องถิ่นเผาคนทำงานให้กลายเป็นคนหมดไฟไปได้ ปัญหาเรื่อง “คนหมดไฟ” (burn-out) ทำให้คนในองค์กรที่อยู่อยากลาออก อยากหนีที่เป็นปัญหาการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์อย่างยิ่ง แม้ว่าวิทยาการสมัยใหม่ จะมีเทคนิควิธีการ อบรมกล่อมเกลา ดึงดูดบุคลากรที่มากกว่าแต่ก่อนก็ตาม ที่สำคัญก็เพราะว่า หากบริหารจัดการเรื่องคนได้ดีแล้วก็เท่ากับว่า จะช่วยบรรเทาแก้ไขปัญหา ในการจัดการดูแลสังคมผู้สูงอายุที่จะสู่ระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในอีก ประมาณ 11 ปีข้างหน้าได้ ต้องยอมรับว่าการบริหารงานบุคคลนั้นเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง แต่สภาพการบริหารงานบุคคลของ อปท.นั้น กำลังประสบปัญหาในเรื่องการสรรหาบุคลากร ซึ่งรัฐบาล คสช.ได้แก้ปัญหาโดยการมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 8/2560 ขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ โดยเฉพาะในการสอบคัดเลือกสายงานผู้บริหารและการสอบแข่งขัน เพื่อให้การสรรหาบุคลากรท้องถิ่นไปดำเนินการที่ส่วนกลาง โดยตัดอำนาจของคณะกรรมการ ก.จังหวัด มิให้ดำเนินการอีกต่อไป ปัจจุบันกำลังอยู่ในห้วงเวลาของการยกร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นฉบับใหม่ โดยในสาระสำคัญให้ตัดอำนาจในการสรรหาบุคลากรดังกล่าว โดยเสนอให้ยกเลิกและคำสั่งที่ 8/2560 ดังกล่าว แต่เนื่องจากการตราพระราชบัญญัติโดยรัฐสภานั้น มีขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการ และมีระยะเวลาที่ยาวนาน และต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้านตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

ข้อสังเกตในการตรวจประเมิน ITA แบบ “ล็อค ลอก บัง”

การเก็บข้อมูลกับการไต่สวนในภายหลังจะใช้วิธีการเปรียบเทียบ เพราะการเปรียบเทียบใช้ได้กับทุกระบบเช่นเปรียบเทียบระบบการปกครอง เปรียบเทียบผู้นำ เปรียบเทียบการพัฒนา เปรียบเทียบสังคม เปรียบเทียบวัฒนธรรม เป็นต้น แต่ในการตรวจประเมิน ITA นั้น ต้องมีมาตรการเชิงการป้องกันด้วย เพราะมีเสียงทักท้วงว่า ผลการประเมิน ITAของ ป.ป.ช.นั้น มีการ “ล็อค ลอก บัง” ไม่น่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน ข้าราชการต่างมองว่าเป็นภาระมากกว่าเป็นประโยชน์ เพราะผลคะแนนประเมิน ITAที่สูงขึ้นทุกปี สวนทางกับความจริง ที่เห็นคือค่าดัชนี คอร์รัปชัน (CPI) ของไทยที่ยังคงต่ำ(กว่ามาตรฐาน) อยู่ในรอบหลายปี หน่วยงานของรัฐต่างมัวแต่คิดประเมินเพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ เป็นการบิดเบือน คำว่า “ล็อค” คือวางแผนล็อกคำตอบ เพื่อกำหนดผลการประเมิน คำว่า “ลอก” การจงใจลอกเลียนข้อมูล ผลงานหรือลอกคำตอบจากหน่วยงานอื่น คำว่า “บัง” คือการปิดบังข้อมูลภายใน ทั้งที่โดยตั้งใจไม่ตั้งใจ ใส่ใจ ซึ่งในรอบของการประเมินนั้นจะประเมินกันปีต่อปี จบปีนี้ปีหน้าก็ว่ากันใหม่ นี่เป็นข้อสังเกตจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันประเทศไทย เป็นไปได้อย่างไรว่า บางกระทรวงมีคะแนนประเมินรวมปี 2566 สูงมากถึงร้อยละ 99 แต่ตกเป็นข่าวให้เมาท์มอย ในเรื่องการทุจริตเสียเอง การเตรียมข้อมูลเพื่อตรวจรับการประเมิน ITA มักจะทำแบบคล้ายกัน ไม่อัปเดตข้อมูลในเว็บไซต์ ให้เป็นปัจจุบัน มักทำเมื่อใกล้มีการตรวจประเมิน ITA เป็นต้น แม้ว่าในระบบการตรวจสอบไอทีนั้น เมื่อมีข้อมูลแล้วหน่วยตรวจสอบก็ต้องมีความสามารถในการตรวจเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่อัปเดตอัปโหลดไม่ถูกต้องมีการหลอก เพราะในโลกอินเทอร์เน็ตนั้น อาจมีสิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆ มากมาย อาทิ มัลแวร์ (Malware or Malicious Software : โปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประสงค์ร้ายต่อคอมพิวเตอร์), สแปม (spam : การใช้ระบบการส่งข้อความเพื่อส่งข้อความที่ไม่พึงประสงค์หลายข้อความไปยังผู้รับจำนวนมาก), เกมมิ่ง (Gaming or Cloud gaming หรือการสตรีมเกมคือการที่เล่นวิดีโอเกมออนไลน์บนเซิร์ฟเวอร์ระยะไกล), ฟิชชิ่ง (Phishing, Pharming : หลอกลวงบนโลกออนไลน์ผ่านการแอบอ้างเป็นเว็บไซต์หรือองค์กรต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ, แฮกเกอร์สร้างลิงค์ไปยังเว็บไซต์ปลอม), เอไอ (AI : Artificial intelligence คือเทคโนโลยีที่สามารถประมวลผลข้อมูลอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากข้อมูล), ไอโอ (IO : Information Operation เป็นศัพท์ทางทหารแปลว่า กลยุทธ์การสู้ด้วยข้อมูลข่าวสาร “ปฏิบัติการข่าวสาร” ซึ่งในอดีตถูกนำมาใช้ชิงความได้เปรียบในการรบหรือการทำสงคราม) และหากการตรวจสอบไม่สามารถประมวลผลดังกล่าวนี้ได้ ก็จะมองไม่เห็นจุดซ่อนกลใดๆ ของการประเมิน ITA แบบเทียมๆ นี้ได้

แน่นอนว่าเรื่องการทุจริตของท้องถิ่นนั้น ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความโปร่งใส แต่โดยมีหน่วยตรวจสอบที่ถือเป็น “คู่กัด” ได้แก่ ป.ป.ช., ป.ป.ท. รวมทั้ง สตง. และองค์กรอื่นใดที่มีหน้าที่หรือได้รับมอบหมาย เช่น ปปง., ตำรวจ หรือ DSI ที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบ “เสาไฟฟ้ากินรี-โคมไฟโซล่าเซลล์” หน่วยตรวจสอบหลัก ป.ป.ช.และ ป.ป.ท.มักเพ่งเล็งไปที่ ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งในที่นี้ก็คือกฎหมายฮั้ว (พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542) โดยเฉพาะมาตรา 12 ที่เกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ต่างๆ ที่จริงเรื่องการบริหารงานบุคคลก็ต้องมีความโปร่งใสด้วยเช่นกัน เพราะ คนเป็นหัวใจสำคัญ ของงานที่มักมีข้อครหาเกี่ยวกับเรื่อง การทุจริต ไม่สุจริต มีเส้นสาย เด็กฝาก อุปถัมภ์ เสียเงิน ซื้อขายตำแหน่ง อยู่เนืองๆ แม้จะมีการปฏิเสธว่ามีใครการทุจริต แต่ในความหมายเนื้อแท้แล้วถือเป็นการทุจริตแน่ๆ ในรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “การทุจริตเชิงนโยบาย” (Policy Corruption) ในเรื่องการก่อสร้าง โครงการต่างๆ การติดตามผล การดำเนินโครงการ เป็นเรื่องพื้นๆ ที่ปรากฏพยานหลักฐานงานก่อสร้างให้เห็นได้ด้วยตา ส่วนในโครงการต่างๆ ที่เป็นภารกิจหน้าที่ของท้องถิ่นเช่น โครงการวัฒนธรรมประเพณี งานส่งเสริมอาชีพ การศึกษาสาธารณสุข มีโครงการที่หลากหลาย ก็สามารถติดตามตรวจสอบโครงการได้เช่นกัน ยิ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างยิ่งต้องมีการตรวจสอบให้มาก เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ที่ต้องใช้ประโยชน์หรืออยู่กับอาคารสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นในพื้นที่ ตลอดไป

การเรียกร้องทวงหาความเป็นธรรมของคนท้องถิ่น

เป็นข่าวดังช่วงนี้ (วันที่ 21 ธันวาคม 2566) ข้าราชการส่วนท้องถิ่นรวมตัวกันเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ขอให้ ก. กลางรีบจัดการสอบคัดเลือกสายงานผู้บริหารโดยเร็ว เพราะถูกดองไว้นานเกินรอบเวลา (ปกติระเบียบได้กำหนดรอบการสรรหาไว้ให้ดำเนินปีละ 2 ครั้ง แต่ปัจจุบันเหลือปีละ 1 ครั้ง บางปีก็ไม่มีการสรรหา) ที่ข้าราชการแต่ละรุ่นจะต้องมีโอกาสได้ก้าวหน้าด้วยการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง ความเจริญเติบโตก้าวหน้าในชีวิตราชการไม่เกิด ที่ผ่านมาข้าราชการส่วนท้องถิ่นมักจะบ่นว่า ทำไมตนเองจึงถูกด้อยค่า ทั้งที่ได้ทำงานหนักทุกวันและทำงานร่วมกับนักการเมืองตลอด และก็ล้วนแต่เป็น “งานฝาก” ที่ถูกสั่งใช้งานมาจากส่วนกลางทั้งสิ้น ทำไมข้าราชการท้องถิ่นลำบากอยากได้อะไรในสิ่งที่เป็นความก้าวหน้าความเป็นธรรมใดๆ ก็ต้องดิ้นรนต้องทวงถามเรียกร้อง ร้องเรียน ต้องรวมตัวกันแสดงพลังกดดันหน่วยงานกำกับดูแลที่ไม่คิดจะช่วยข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าในวิถีชีวิตราชการตามครรลองที่ควร ไม่ว่าจะเป็น ก.กลาง หรือ ก.จังหวัด

การเรียกร้องทวงถามความก้าวหน้าในวิถีชีวิตราชการมักไม่พ้นในเรื่องสิ่งของฝากของต้อนรับของแลกเปลี่ยนที่ต้องมีการลงทุน เสียเงินเสียทอง มันเป็นความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง การเรียกร้องต่างๆ จากผู้มีอำนาจหรือหน่วยเหนือเพียงอย่างเดียวจึงไม่คืบหน้า ในความสัมพันธ์ที่ดีนั้นแน่นอนว่าต้องมี ความสัมพันธ์ในระบบที่ดีต่อกันไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชา ลูกน้อง ผู้กำกับดูแล เพราะว่าคงไม่มีคนใดที่จะมีดีไปเสียทุกอย่าง หรือมีเสียไปทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องนั้นจะดีหมด ที่เขาทำถูกต้องก็มีเยอะ เพียงแต่อาจจะไม่ถูกใจไม่ถูกประเด็น จึงกลายเป็นผิดไปที่ต้องเห็น “ความเป็นธรรม” ผู้น้อยบ้าง ความยุติธรรมไม่ได้มาจากเงินในกระเป๋าที่เรามี มิใช่ว่ามีเงินในกระเป๋ามากเท่าใดเราก็จะได้ความยุติธรรมเท่าจำนวนเงินที่มีนั้น หากเป็นเช่นนี้คนจนคนที่มีภาระก็หมดสิทธิ์ในความยุติธรรม คุกจะเป็นที่ขังคนจน ความยุติธรรมมันกลับไปอยู่ในมือของคนรวย

มีข้อสังเกตว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอาจมองภาพรวมที่ผลประโยชน์และการประสานประโยชน์ มองเรื่องการแบ่งปัน แบ่งปันผลงาน แบ่งปันผลประโยชน์ตอบแทน แบ่งปันส่วนแบ่ง แถมยังตามมาด้วยการขอเรี่ยไรเป็นอาจิณ การขอร้องขอความร่วมมือแกมบังคับ แบบโควตาให้ส่งคน อปท.เข้าอบรม ในอดีตนั้น มีการแบ่งปันโควตาทุนแก่คน อปท.ได้เรียน ป.ตรี ป.โทฟรี แบ่งปันซื้อขายบัญชีสอบที่เป็นการทุจริต แบ่งปันโบนัส โดยมีเอกสารสารพัดนึกเป็นแรงกระตุ้นในการเคลื่อนไหว ในที่นี้ก็คือ เช่น เอกสารในการประเมินผลงานทั้งหลาย เป็นต้น ที่เกิดช่องเเห่งการเเลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างตอบแทนมากมาย

วิสัยทัศน์ (vision) ของบุคคลมีความสำคัญในการนำพาองค์กรมาก

มีเหตุความเป็นมาที่ทำให้เกิดการทุจริตได้แก่ (1) มักเกิดกับผู้มีฐานะ และคนเคยมีบุญคุณกับสังคมส่วนรวมกับหน่วยงาน นั้น (2) มักเกิดกับผู้มีบทบาททางการเมืองที่มีโอกาสหนุนกำลังฝ่ายบริหาร หรือพรรคการเมืองใหญ่ ถ้าคนมีบารมีเหล่านั้น ไม่มีจิตสันดานเลวชั่วทรามต่ำช้าต้องอภัยให้เขา แต่สำหรับคนจนนั้นถ้ามีความประพฤติดี มีความผิดพลาด สังคมก็ต้องให้อภัยเช่นกัน แต่หากคนจนเลวต่ำช้าเป็นนักเลงเกะกะระราน ลักเล็กขโมยน้อย ฉ้อโกง สังคมก็คงให้อภัยไม่ได้เช่นกัน การจะดูองค์กรใดว่าโปร่งใสในการยอมรับเพียงใด มีหลักพื้นฐานอย่างง่าย 2 ประการคือ (1) ดูที่การบริหารงานอย่างเป็นกระบวนการ (Process) ทั้งในเรื่องแผนพัฒนา งบประมาณการเงินพัสดุ และการบริหารจัดการในระบบ 4M (2) ดูที่ระบบการตรวจสอบติดตามประเมินผล (Appraisal, Evaluation) ที่ต้องมีระบบการควบคุมภายใน (Internal Audit) มีแผนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ด้วยการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ และมีประสิทธิภาพ อันเป็นที่มาของการประเมินผลงานในรูปแบบต่างๆ เช่น การตรวจประเมิน ITA ดังกล่าว หรือ LPA เป็นต้น ปัจจุบันการบริหารงานภาครัฐส่วนใหญ่ใช้ระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะหาข้อมูลต่างๆ มาประเมินผลได้ง่าย แต่เดิมนั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เสนอหลักการอมตะไว้เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2558 คิดว่ายังคงใช้ได้อยู่ในปัจจุบันคือ ให้มีการจัดระบบการควบคุมภายนอกที่เข้มแข็งไว้ด้วย ในที่นี้หมายถึง “องค์กรภาคประชาสังคม” (Civil Society) เสนอมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาด เข้มแข็ง ไม่เลือกปฏิบัติ และการสร้างจิตสำนึกให้บุคลากร นอกจากนี้ ให้นำหลัก "การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร" ที่มีประสิทธิภาพ หรือ "Open Data" ซึ่งมีการบังคับใช้อย่างได้ผลในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (European Union) โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ความโปร่งใสสุจริต ตรวจสอบได้ กล่าวคือใช้ Open Data ปราบคอร์รัปชัน (อ้างจากวรากร สามโกเศศ, 2557)

ระเบียบเปรียบเสมือนกระสุน วิสัยทัศน์เปรียบเสมือนระเบิด

อปท. มีจำนวนหน่วยที่มากถึง 7,850 แห่ง ถือเป็นองค์กรในระดับต้นๆ ที่หน่วยตรวจสอบและหลายฝ่ายเพ่งเล็งกล่าวหาว่ามีการทุจริตเยอะ มีปัญหาในการบริหารงานต่างๆ ตกเป็นข่าวเชิงลบมากมายที่หลายคนเป็นห่วง เรื่องคนเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องกล่าวถึง คนในองค์กรที่มีนิสัย(สันดาน) ชอบตุกติกไม่สุจริตออกแนวเหลี่ยมหัวหมอเอาเปรียบ คนพวกนี้จะขี้โกงออกแนวทุจริต หรือ ทุจริตเชิงนโยบายที่เอาผิดได้ยาก เพราะไม่มีหลักฐาน คนประเภทนี้เป็นอันตรายต่อองค์กรมาก เพราะว่าเขา “ไม่มีจิตสาธารณะ” เพื่อประชาชนส่วนรวม แนวคิดในทางปฏิบัติ (vision) มักออกแนวอิทธิพล เอาแต่ใจตัวเองเอาพวกพ้องเอาผลประโยชน์คิดแต่แนวนี้อย่างเดียว ส่วนใหญ่มักเป็นคนที่มีชนัก มีหนี้มีบุญคุณที่ต้องทดแทน มีลูกน้องบริวารอันธพาลเสือร้ายที่ต้องเลี้ยงดู เขามักจะทำตัวแบบนี้เพราะ มิเช่นนั้นเขาก็จะอยู่ยาก อยู่ไม่ได้ ไม่มีเงินไม่มีอะไรไปให้ลูกน้อง

องค์กรใดก็ตามต่อให้มีระเบียบกฎเกณฑ์ดีมาบังคับเพียงใด แต่หากวิสัยทัศน์ของบุคลากร (โดยเฉพาะผู้บริหาร) ตรงกันข้ามกับระเบียบ ที่แม้จะบังคับทิศทางการทำงานการปฏิบัติเอาไว้ให้ต้องไปในแนวทางหนทางที่จำกัด ก็ยังจะฝ่าฝืนแหกกฎให้เจ้าหน้าที่อาศัยช่องว่างของระเบียบกฎหมาย หรือการละเว้นการดำเนินการตามระเบียบฯ มีการปิดบังข้อมูลข่าวสาร แม้บางรายอาจอ้างว่าทำเพื่อประชาชน แต่กลับใช้วิธีการ (means) ที่ผิดๆ ก็ตาม วิสัยทัศน์เป็นมากกว่าทิศทาง มากกว่ากฎระเบียบ วิสัยทัศน์ที่ดีเชิงบวกมากยิ่งดี แต่ยิ่งมันเกิดในทางกลับกัน คือ วิสัยทัศน์ที่แย่แคบเชิงลบจะส่งผลตรงข้ามกัน “ระเบียบจึงเปรียบเสมือนกระสุน” ที่วิ่งออกจากกระบอกปืนยาว “วิสัยทัศน์เปรียบเสมือนระเบิด” ที่ออกรอบทิศทาง กระสุนกับระเบิด ที่เหมือนกันก็คือ ต่างนำมาสู่ความสำเร็จ การบรรลุผลได้อย่างถูกต้อง สวยงาม มีประสิทธิภาพก็ต้องมี “พลังงาน” ช่วยหนุน พลังงานในที่นี้หมายความถึง “ความมุ่งมั่นตั้งใจ” ทั้งแรงดึงดูดและแรงผลักดันต่างๆ แน่นอนว่าหนึ่งในพลังงานนั้น ก็คือ  “พลังต่างๆ ของคน” นั่นเอง ถึงตรงนี้ คน อปท.ท่านพร้อมที่จะเป็น “ลูกระเบิด” ในองค์กรแล้วหรือยัง