บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น) 

ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่สูงมาก

ต้องยอมรับว่าสังคมไทยมีโจทย์ใหญ่ คือ เรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ในรายได้มาก การทลายทุนผูกขาดยาก เพราะโอกาสของกลุ่มคนมีไม่เท่ากัน สัดส่วนกลุ่มคนรวยมากกับคนจนมากในช่วง 10% ส่วนบนยอดและส่วนล่างของพีระมิด ประชากรโลก 7 พันล้านคนมีคนรวยมากเพียง 3% ในขณะที่คนจนที่ฐานล่างของพีระมิดมีถึง 57% จำนวน 4 พันล้านคน ข้อมูลไทยปี 2564 พบว่า มีกลุ่มคนรวย 10% ถือครองทรัพย์สิน 1 ใน 3 และมีรายได้คนจนที่สุดต่อคนรวยที่สุดห่างกันเกือบ 16 เท่า

สัดส่วนยิ่งมากขึ้นจากข้อมูลการวิจัยล่าสุดของ Credit Suisse Global Wealth Data Book พบว่า ประชากรที่รวยที่สุด 10% ของไทยถือครองทรัพย์สินมากกว่า 77% ของคนทั้งประเทศ และประชากรที่รวยที่สุดเพียง 1% มีความมั่งคั่งเฉลี่ย 33 ล้านบาทต่อคน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรที่จนที่สุด 20% ถึง 2,500 เท่า เพราะคนรวยย่อมมีโอกาสทางสังคมที่มากกว่าคนกลุ่มอื่น ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยที่สุด 10% และคนส่วนใหญ่ในประเทศ ยิ่งขยายกว้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนจนระดับล่าง 10% คนหาเช้ากินค่ำแทบจะไม่ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก

บล็อกเชน (Blockchain) คืออะไร มีความปลอดภัยหรือไม่

ขอเปิดประเด็นแนวทางหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำ คือนโยบายเงินดิจิตอล หรือ “ดิจิทัล วอลเล็ต” หรือ “กระเป๋าเงินดิจิทัล” (Digital wallet) 10,000 บาท(ต่อคน) ของรัฐบาล ที่ยังไม่ถึงทางตัน แต่มีเสียงวิพากษ์เชิงลบมากมาย โดยเฉพาะจากฝ่ายนักวิชาการหรือจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ทำให้คนจำนวนมากงุนงงสงสัยในนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่จะเกิดขึ้น และคนหันมาให้ความสนใจเทคโนโลยีที่เรียกว่า “บล็อกเชน (Blockchain)” กันอย่างกว้างขวาง หากจะอธิบายเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างง่ายและสั้นกระชับที่สุด อาจกล่าวได้ว่า “บล็อกเชน” นั้น เป็นบัญชีข้อมูลที่มีฐานข้อมูลแบบกระจายร่วมกันของอุปกรณ์ ทุกเครื่องที่ใช้ระบบเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ฯ โดยทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรม (transaction) อุปกรณ์ทุกเครื่องที่ใช้งานโปรแกรมเดียวกันจะได้รับการกระจายข้อมูลชุดเดียวกัน โดยสร้างข้อมูลแบบระบบเครือข่ายขึ้น ดังนั้น คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ใช้โปรแกรมนี้จึงมีชุดข้อมูลเดียวกัน ซึ่งมีจำนวนมากมาย เป็นข้อมูลระบบแบบกระจายศูนย์ (Decentralization) ไม่มีตัวกลาง พึ่งพาระบบ Peer-to-Peer (P2P) ภายในเครือข่ายและส่งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมและ Block ใหม่ทุกครั้ง ซึ่งอาจคำนวณอย่างง่ายว่า หากรัฐบาลกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นคนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป จะมีจำนวนคนที่จะได้รับทั้งหมด ขั้นต่ำประมาณ 50 ล้านคน ซึ่งจะมีการกระจายข้อมูลการทำธุรกรรมไปยังอุปกรณ์ขั้นต่ำประมาณ 50 ล้านอุปกรณ์ ทุกคนจะรับทราบร่วมกัน ว่าใครเป็นเจ้าของและมีสิทธิในข้อมูลตัวจริง

ดังนั้น บล็อกเชนจึงเป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูง แก้ไขได้ยาก หรือแม้แต่ทำลายข้อมูลในทุกอุปกรณ์ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก หรือแทบไม่อาจทำได้เลย เพราะแม้เจ้าของบัญชีคนใดคนหนึ่งจะทำการแก้ไขข้อมูลในบัญชีของตน แต่ข้อมูลการทำธุรกรรมในทุกครั้ง หรือการสร้าง Block ใหม่ทุกครั้ง จะถูกกระจายข้อมูลไปสู่อุปกรณ์ทุกเครื่องที่ใช้โปรแกรมเดียวกัน จึงไม่มีบุคคลหรือกลุ่มใดที่สามารถควบคุมได้ แต่ผู้ใช้งานทุกอุปกรณ์จะเป็นผู้ควบคุมร่วมกัน จึงย่อมไม่อาจแก้ไขข้อมูลในทุกอุปกรณ์ได้ การทำธุรกรรมดังกล่าวจึงปลอดภัยและไม่เปลี่ยนรูปได้

นอกจากนี้ผลพลอยได้ที่ตามมาของบล็อกเชน เช่น (1) เป็นสิ่งที่จะเพิ่มความมีคุณธรรมและโปร่งใสในการตรวจสอบ (Integrity & Transparency) และระบบติดตามการโอนเงินได้มากขึ้น (2) ลดความเสี่ยงในการปลอมแปลงบัญชี (3) ในขณะเดียวกันจะเป็นการพัฒนา identity management ทำให้การตรวจสอบข้อมูลของผู้ถือบัญชีจะง่ายขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดรัฐบาลยืนยันว่า จะไม่ใช้กับแอปฯเป๋าตัง (ใช้ระบบ Database) เหมือนที่ทำนโยบายคนละครึ่ง แต่จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่โปร่งใสกว่า ปลอดภัยกว่า และยังเป็นการปูพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศไทยในระยะยาว แต่แท้จริงแล้ว บล็อกเชนย่อมให้อะไรกับประชาชนที่มากกว่านั้น

เทคนิคการกระจายข้อมูลและการกระจายอำนาจในการควบคุมข้อมูล

หากพิจารณาการกระจายข้อมูลและการกระจายอำนาจในการควบคุมข้อมูลจะเห็นได้ว่า ปัจจัยเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากพื้นฐานการสร้าง “ความโปร่งใส” ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น จึงอาจกล่าวได้ว่า บล็อกเชนจะเป็นสิ่งที่สามารถเพิ่มความยุติธรรมและประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ ลดโอกาสในการคอร์รัปชัน ด้วยการสร้างความโปร่งใส ทำให้ในต่างประเทศมีการนำบล็อกเชนไปใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งสร้างระบบทะเบียนทรัพย์สินและที่ดินให้มีประสิทธิภาพ และปกป้องสิทธิของประชาชนไปพร้อมกัน โดยปัญหาเหล่านี้ล้วนต่างเกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ความไม่ปลอดภัยในระบบทรัพย์สินและที่ดิน โดยบรรดามิจฉาชีพจะสืบค้นข้อมูลมาจากหลายแหล่งแล้วนำมาประกอบกัน เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรจากบริษัทหรือพนักงานที่ให้บริการส่งสินค้า ดังเช่นข่าวการขายข้อมูลคนไทยกว่า 15 ล้านรายชื่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นการล้วงขโมยข้อมูลส่วนบุคคลที่นำไปให้บุคคลอื่นโดยมิชอบ เป็นต้น

การค้นหาตำแหน่งที่ตั้งจาก Google Maps การสืบค้นผ่านโปรแกรม LandsMaps ซึ่งเป็นแอปฯค้นหาข้อมูลแปลงที่ดินบนมือถือของกรมที่ดิน ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยการนำข้อมูลรูปที่ดินมาซ้อนทับกับระบบข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่เชื่อมต่อระบบนำทางแผนที่สากลของ Google Maps ซึ่งให้บริการฟรีแก่ประชาชน และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้หลอกลวงโดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดิน ทำให้ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ หรือนักข่าว ฯ และสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และมิจฉาชีพยังนำข้อมูลเหล่านี้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ และด้วยการที่มิจฉาชีพเหล่านี้มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อ จึงใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการพูดจาหลอกล่อให้เหยื่อหลงเชื่อได้ไม่ยาก สร้างความเสียหายอย่างมากมาย รวมทั้งรูปแบบสารพัดวิธีการ ในการหลอกลวงทางออนไลน์ การโทรศัพท์หลอก ส่งเมสเสจ คือข้อความสั้น รูปภาพ รูป QRcode ลิงค์ให้ดาวน์โหลด ที่เป็นการหลอกลวง สุดท้ายก็ดูดเงินจากบัญชีของเหยื่อไปหมด

โดยในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 นายกรัฐมนตรีได้เสนอว่า ในช่วงระยะเวลา 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้เกิดคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Cyber Crime) เป็นจำนวนมากกว่า 330,000 คดี มูลค่าความเสียหายมากกว่า 45,000 ล้านบาท แต่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าว ย่อมทำให้ประชาชนจำนวนมากเริ่มกังวลว่า เมื่ออาชญากรยังลอยนวลใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจะอยู่ที่ใด ซึ่งเมื่อกล่าวถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า บล็อกเชนจะเป็นหนึ่งในตัวช่วยให้สามารถทำให้ตรวจสอบ และตรวจจับอาชญากรทางเทคโนโลยีเหล่านี้ได้โดย “การกระจายข้อมูลและกระจายอำนาจในการควบคุมข้อมูล” ที่สร้างความโปร่งใสบนโลกออนไลน์พร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

มีหลากหลายงานวิชาการทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศที่มีความสอดคล้องกันว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถตรวจสอบกิจกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอร์รัปชันในโครงการสาธารณะ และช่วยเปิดโปงการคอร์รัปชันได้ และทำให้ยากต่อการปกปิดการฉ้อฉลและการรับสินบนใต้โต๊ะ จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ คือ การที่ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวหรืออุปกรณ์เพียงเครื่องเดียวที่สามารถควบคุมบล็อกเชนและข้อมูลในนั้นได้แต่เพียงผู้เดียว ทำให้ทั้งระดับการมองเห็นเป็นสาธารณะบนระบบการควบคุมที่เป็นประชาธิปไตย ระบบนี้จึงถูกนำเสนอให้นำไปใช้กับภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตและระบบการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้องที่มีมานานหลายศตวรรษ จึงเป็นระบบที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นจากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เช่น การนำไปใช้ในระบบการเลือกตั้ง ด้วยการใช้บล็อกเชนในลงคะแนนเสียง ทำให้ทุกครั้งที่มีการลงคะแนน การลงคะแนนนั้นจะถูกบันทึกต่อสาธารณะแบบเรียลไทม์บนบล็อกเชนสาธารณะ ซึ่งหมายความว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรายงานผิด นับผิด หรือเปลี่ยนแปลงการลงคะแนนเสียงที่ลงคะแนนไปแล้ว ลดความผิดพลาดและปิดช่องทางการคอร์รัปชัน เนื่องจากประชาชนสามารถเห็นผลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ ทำให้โอกาสที่การเลือกตั้งจะถูกโกงหรือบิดเบือนจะลดลง ซึ่งประเทศไทยเองก็เคยประสบปัญหานี้ ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพิ่มความโปร่งใสในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปด้วย นอกจากนี้ หลายมหาวิทยาลัยทั่วโลกยังใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการออกและตรวจสอบใบรับรองการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยบาห์เรน หรือ MIT ระบบนี้ช่วยให้นายจ้างสามารถยืนยันข้อมูลของผู้สมัครงานได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที รวมทั้งในภาครัฐ ได้มีการใช้บล็อกเชนในการออกเอกสารของรัฐบาล เช่น หนังสือเดินทาง ใบขับขี่ และบัตรประจำตัวประชาชน ช่วยในการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว และข้อมูลในเอกสารบนบล็อกเชนระดับชาติได้อย่างง่ายดาย ช่วยแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ปลอมเอกสาร รวมทั้งการปลอมแปลงเอกสารโดยประชาชนทั่วไป อีกทั้ง บล็อกเชนยังสามารถนำไปใช้กับการเก็บบันทึกการเบิกจ่ายเงินของกองทุนสาธารณะได้ทั่วโลก ป้องกันการยักยอกโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะการใช้บล็อกเชนมีการแสดงข้อมูลแบบสาธารณะทำให้เห็นว่ามีการเบิกจ่ายเงินไปที่ใดบ้าง จะช่วยควบคุมและเปิดเผยการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้ จะช่วยตอบโจทย์ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยไปพร้อมกัน

ความคุ้มค่าสมประโยชน์ในบล็อกเชนมีเพียงใด

การศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนนี้อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แบบที่เรียกว่า ช่วยปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศ อีกทั้งพัฒนาทั้งเทคโนโลยีตลอดจนเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน โดยที่ภาครัฐและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด แต่คนอีกจำนวนมากกลับไปเข้าใจบล็อกเชนในแง่ “คริปโตเคอร์เรนซี” (Cryptocurrency) หรือ “บิตคอยน์” (Bitcoin) ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว บล็อคเชนไม่ได้จำกัดแค่คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือ บิตคอยน์ (Bitcoin) เพียงแต่คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือ บิตคอยน์ (Bitcoin) เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยบล็อกเชน และประชาชนควรจะได้ใช้เทคโนโลยีนี้ให้สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถแลกเปลี่ยนเงิน 1 บาทให้มีคุณค่ามากขึ้นอย่างอิสระ และสามารถนำมาลงทุนในตลาดใดๆ ก็ได้ เป็นเทคโนโลยี Disrupt ตลาดการเงินให้เป็น Fintech ในอนาคตอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า ในทุกนโยบายจะมีทั้งผู้เห็นด้วยและเห็นต่างอยู่เสมอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ หากจะมีคนจำนวนหนึ่ง หรือจำนวนมากออกมาคัดค้านนโยบายนี้การรับฟังข่าวที่มีหลายมุมมอง หลายแง่คิดเช่นนี้ จึงควรต้องรับฟังอย่างรอบด้านด้วยความระมัดระวัง เพราะทุกนโยบายมักสร้างความเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกัน ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ และทุกการพัฒนามักสร้างโอกาสและทำลายโอกาสของคนใดและคนกลุ่มใดไปพร้อมกันอยู่เสมอ ขึ้นอยู่เพียงว่า จะนำไปสู่คำตอบสุดท้าย คือ ประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมได้อย่างไร และท่ามกลางการทุจริตในท้องถิ่นที่เจ้าหน้าที่หน้าใหม่ของท้องถิ่นมักถูกชักชวนให้เข้าร่วมกระบวนการทุจริตเสมอ บล็อกเชนอาจเป็นคำตอบในการสร้างระบบที่เรียกว่า “โกงยาก” เพราะการทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเป็นคนดี ย่อมไม่อาจทำได้ แต่การสร้างระบบการตรวจสอบที่แน่นหนา ด้วยการเปิดเผยและกระจายข้อมูลเพื่อปิดช่องทางการทุจริตย่อมเป็นสิ่งที่อาจเป็นไปได้มากกว่า และเมื่อปิดโอกาสและช่องทางในการทุจริตแล้ว อาจเป็นการนำร่องในการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการพาประเทศไทยเข้าสู่ประเทศที่มีความโปร่งใสในลำดับต้นๆ ของดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของโลกก็เป็นได้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างที่เราแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่กลับเปิดรับอย่างค่อยเป็นค่อยไปเสมอ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกเปลี่ยนไปด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การสื่อสารอย่างไร้พรมแดน รวมทั้งรูปแบบการใช้เงินที่ทุกวันนี้ บางคนแทบไม่มีเงินสดติดตัว แต่ใช้การสแกนจ่ายผ่านมือถือสมาร์ทโฟนแทน หากเราหวนกลับไปใคร่ครวญในสิ่งเหล่านี้แล้ว จะเห็นว่า เทคโนโลยีสร้างความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และทุกการเปลี่ยนแปลงจะต้องมีร่องรอยของประวัติศาสตร์ (Digital footprint) ไว้เสมอ ในโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Twitter, Instagram และ YouTube ที่สามารถสืบค้นตรวจสอบ หรือ การวาร์ป (Warp) การส่องหรือการตามติด สืบค้นตรวจสอบข้อมูลบุคคลจากแหล่งโซเชียล เพื่อทราบความเป็นตัวตนของบุคคลคนนั้นได้ หวังว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในครั้งนี้ จะทิ้งร่องรอยประวัติศาสตร์การคอร์รัปชันของประเทศไทยไว้ในอดีตเช่นกัน

มีผู้เห็นจุดอ่อนประการหนึ่งว่า เนื่องจากบล็อกเชนมีรายการที่เบ็ดเสร็จในแต่ละรายๆ ไป โอกาสที่จะจับผิด แฮกเกอร์ได้จึงเป็นเพียงส่วนน้อย ในทางกลับกันแฮกเกอร์กลับชื่นชอบในระบบบล็อกเชนนี้ เพราะว่าอาชญากรรมส่วนใหญ่มักได้ “ไตร่ตรองเตรียมการไว้ล่วงหน้าอย่างดีแล้ว” แถมยังมี “กลอุบายการหลอกลวง” สารพัดมากมาย ที่ฝ่ายรัฐตามแก๊งต้มตุ๋นไซเบอร์ไม่ทัน ที่ต่างล้วนมีเทคนิค วิธีการ ภูมิความรู้ เคล็ดลับการโกงของมันเฉพาะ ปัญหาประชากรแฝงที่ไปอาศัยหรือทำงานต่างพื้นที่จำนวนมาก ทำให้บุคคลเหล่านี้เสียสิทธิในการใช้จ่ายเงิน 10,000 บาทไป และขนาดแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบนั้นต้องมีขนาดใหญ่มากๆ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีและการควบคุมที่สูง ในระยะเร่งด่วนนี้อาจมีข้อจำกัดและปัญหาในความพร้อมของหน่วยงานที่จะนำระบบบล็อกเชนมาใช้

ไปๆ มาๆ นี่เรากำลังเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ หรือวิชาไอที หรือวิชาการบริหารการพัฒนา กันแน่ ตกลงก็คือ รวมกันในทุกวิชาทุกองค์ความรู้ที่มีนั่นแหละ เพราะปัจจุบัน “วิทยาการเป็นแบบประยุกต์” (Applied Science) เป็น “สหวิทยาการ” (Interdisciplinary) หรือ “พหุวิทยาการ” (Multidisciplinary) เป็นการใช้องค์ความรู้หลายสาขาวิชา หลายศาสตร์หรือหลายอนุศาสตร์ มาผสมผสานใช้ในการสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่ นี่คือศาสตร์ใหม่โดยแท้