ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“ความสามารถในการเรียนรู้ด้านลึก แห่งตัวตนของผู้อื่น คือศักยภาพที่น่านับถือซึ่งซ่อนลึกอยู่ในใจของคนเราทุกคน มันคือวิถีจริตแห่งการสืบค้นและเชื่อมั่นในสัญชาตญาณอันสูงค่า มันคือรากฐานอันแน่นหนักของการปลูกสร้างสัมพันธภาพ..อันมั่นคง..ถึงขนาด เชื่อกันว่าเมื่อไร้ “นุนชี่” อันหมายถึง..ความสามารถในการอ่านอารมณ์ ซึ่งใครๆก็สามารถเรียนรู้ได้ เพียงแค่ใช้สองตาและสองหู..” ...เราก็อาจจะต้องเสียเพื่อนหรือพร้อมที่จะแตกหักกับคนรอบตัวได้..เหตุนี้เราจึงจำเป็นที่จะต้องเชื่อในความรู้สึกของตัวเอง.. “สัมผัสใช้” ด้วยสองหูเพื่อที่จะฟัง สองตาเพื่อที่จะมอง และ หนึ่งปากเพื่อที่จะพูด..นี่คือพลังวิเศษของชาวเกาหลี..ที่ใช้ประกอบสร้าง..ความสัมพันธ์กับผู้อื่น โยงใยในการทำงาน..และเยียวยา..ผู้ที่ขี้กังวล..”
ปฐมบทของหนังสือ.. “นุนชี่ พลังแห่งการสังเกตชีวิต” (The Power of Nunchi)...ศิลปะแห่งการอ่านคนและมวลอารมณ์ในอากาศ เพื่อสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่นๆ..ได้อย่างกลมกลืนและเป็นสุข..งานเขียนของ “Euny Hong” ..เจ้าของหนังสืออันโด่งดัง “กำเนิดกระเเสเกาหลี” (The Birth of Korean Cool)
ด้วยวิถีแห่งความเป็นศิลปะของชีวิต.. “นุนชี่” คือการประเมินหรือการอ่านสถานการณ์ด้วยสายตาว่า..คนคนอื่นกำลังคิด ตระหนัก หรือ รู้สึกอะไรอยู่..ทั้งนี้เพื่อสรรค์สร้างความกลมกลืน ความไว้วางใจ และ สัมพันธภาพกับผู้คนรอบข้าง..
อีกนัยหนึ่ง “นุนชี่” หมายถึง ศักยภาพแห่งชีวิต..ในการอ่านอารมณ์ที่ใครๆก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยสองตา สองหู..ด้วยการมองเห็นและรับฟัง ด้วยการเฝ้าจับสังเกตผู้อื่น มากกว่าการเอาใจใส่เรื่องของตัวเอง..
ในระยะสั้นๆ อาจเป็นไปได้ว่า.. “นุนชี่” อาจช่วยประคับประคองเราไม่ให้เผลอทำตัวเปิ่นๆ หรือ..ไม่ไปเผลอทำอะไรต่อมิอะไรที่ไม่สมควรกระทำเวลาเข้าสังคม..
ในระยะยาว “นุนชี่” อาจเปิดประตูแห่งโอกาสบานใหม่ๆ..ที่เราไม่เคยรู้ว่ามี ด้วยการเรียนรู้และเข้าใจผู้อื่น ผ่านภาษากาย ถ้อยคำ หรือกระทั่งสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ที่จะช่วยให้เราได้คาดคะเนถึงว่า..สถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเป็นเช่นไร จนสามารถที่จะเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสมต่อการกระทำได้..
แท้จริงแล้ว.. “นุนชี่” อยู่ในวิถีของคนเกาหลีมากว่า 5,000 ปี..จนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสัมผัสที่หกของคนเกาหลีเลยทีเดียว..มันสามารถนำพาให้ประเทศฟื้นคืนจากความตกต่ำยากจน..จนขึ้นมาสู่ความเป็นประเทศแถวหน้าของโลก..เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและส่งออกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า..ในที่สุด
“นุนชี่” ให้ผัสสะในการสัมผัสสำนึกที่่ไม่หนักอึ้งเท่าปรัชญาญี่ปุ่นอย่าง “วะบิซะบิ” หรือ “คินสึงิ” ที่มีแก่นแกนเป็นศิลปะมากกว่า.. “นุนชี่” คล้ายดั่ง “อิคิไก” ที่สาระแห่งลีลาของมัน สามารถนำมาสร้างและใช้ประโยชน์ได้ กับทั้งการทำงานและข้อปฏิบัติในชีวิตจริง..
“การสังเกตและรักษาความสมดุลของภาพรวม..ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ...จะมีคนเพียงน้อยนิด หรือ มีคน จำนวนมากมาย..ทั้งหมดเปรียบดั่งมวลรวมแห่งความเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตในสังคม..”
“ณิชารีย์ ผาติทิต” ในฐานะผู้แปลหนังสือเล่มนี้..ได้แสดงทรรศนะเอาไว้อย่างเป็นประโยชน์และน่ารับฟังว่า.. นุนชี่ ..คือการใช้สัญชาตญาณผนวกกับการฝึกสังเกต เพื่อจับอารมณ์ของฝ่ายตรงข้าม ที่ไม่ใช่แค่ฝ่ายตรงข้าม เป็นเพราะว่าบางทีสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนหนึ่ง ก็จะสามารถส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของคนรอบๆได้..เช่น..
“เวลามีคนที่ทำตัวแย่คนหนึ่งในคาเฟ่หรือในตู้รถไฟฟ้าบรรยากาศที่เหลือของคนอื่นก็พลอยแย่ไปด้วย..นุนชี่ ไม่ได้สอนให้เรายอมไปหมดทุกอย่าง แต่ได้สอนให้เราเซฟตัวเอง..และช่วยให้เราได้มา ซึ่งจุดประสงค์ของเราโดยวิธีบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น”
“Euny Hong” ..ได้เน้นย้ำว่า..นุนชี่..คือการวัดด้วยสายตา เป็นเหมือนศิลปะแห่งการคาดเดา ความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น เพื่อสร้างความกลมกลืน อันเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากนุนชี่..และถือเป็นแก่นของนุนชี่ด้วย.. “ณิชารีย์” ได้กล่าวสรุปในฐานะผู้แปล..อย่างเห็นสภาวะรอบด้านของ “นุนชี่” ว่า..
“คนเราไม่สามารถเลี่ยงการเข้าสังคมได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีนุนชี่ เราสามารถจะใช้มันเป็นเครื่องมือในการเข้าสังคมได้ ไม่ว่าจะตอนเรียน ตอนทำงาน หรือ ตอนใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว..นุนชี่ช่วยให้คนๆหนึ่งช่างสังเกตมากขึ้น และรับรู้ได้ไวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละสถานการณ์..ช่วยให้เรามีความละเอียดอ่อนในการสังเกตสิ่งรอบตัวได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เข้ากับคนอื่นได้อย่างราบรื่นขึ้น โดยที่เรายังสามารถรักษาจุดยืนของเราอยู่ได้..ส่วนจุดด้อยของนุนชี่..ด้วนคอนเซ็ปต์ที่มีไว้เพื่อรักษาความกลมกลืน ทำให้ต้องยอมฝืนบางอย่างเพื่อให้เข้ากับสังคมที่เราอยู่ด้วยในตอนนั้น..และต้องคอยระวังตนเองว่า..วันนี้เราใช่นุนชี่..หรือเรากำลังไม่จริงใจกับตัวเองอยู่..”
“นุนชี่” มีองค์ประกอบร่วม 8 ข้อ..คนที่มีนุนชี่ดี จะมีลักษณะนิสัยดังต่อไปนี้..
1.ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ต้องมีมารยาท ..เป็นเพราะมารยาทดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เช่นเดียวกับกฎกติกาในเกมกีฬา การ มีมารยาทดีเป็นการเตือนให้เรานึกถึงความสบายใจของผู้อื่น ช่วยนำบรรยากาศที่สงบมาให้ อีกทั้งมารยาทยังเป็นตัวกำหนดกติกาให้กับคนอื่น..เป็นดั่งการเชื้อเชิญให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ บนพื้นฐานแห่งมารยาทเดียวกัน
2.ต้องพยายามอย่าเผลอสร้างความเสียหายโดยไม่ตั้งใจ..นั่นหมายถึงว่า การทำผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจอาจทำให้ใครรู้สึกแย่พอๆกับเจตนา..แม้จะเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุและไม่ได้ตั้งใจจริงๆ แต่นั่นก็ไม่อาจลบล้างความรู้สึกแย่ๆ ที่เกิดขึ้นได้..วิธีที่ดีสุดหลังจากที่เราทำอะไรผิดพลาดไปเพราะการขาดนุนชี่ หรือไม่ได้สังเกตอะไรให้รอบคอบ จึงไม่ใช่การพยายามขอโทษตามไปอีกหลายครั้ง แต่ต้องเป็นการคอยระวังและหมั่นสังเกตบริบทรอบข้างให้ดีขึ้น..เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ผิดพลาดเกิดขึ้นซ้ำสอง..
3.ทำตัวให้ปราดเปรียวและว่องไว..ในวัฒนธรรมเกาหลี หากต้องการชมใครสักคนว่าเก่งในเรื่องนุนชี่ ก็มักจะไม่ชมกันว่ามีนุนชี่ที่ดี...แต่ก็มักจะบอกว่าเขามีนุนชี่ที่ว่องไว..และคนที่เก่งนุนชี่ก็ไม่ใช่คนที่นิสัยดีหรือจิตใจดีเสมอไป..แต่เป็นคนที่เก่งในการอ่านคน อ่านสถานการณ์ และ ประเมินมันได้อย่างถูกต้อง..ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นต้องอาศัยคุณสมบัติที่ปราดเปรียวและว่องไว..
4.สังเกตบริบทและอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่....หากอยากรู้ว่าคนอื่นกำลังคิดอะไร ให้หรี่เสียงลง นั่นหมายความว่า..เราไม่จำเป็นต้องถามย้ำหลายๆครั้งเพื่อที่จะเข้าใจคนอื่น..เพราะเราสามารถเข้าใจคนอื่นได้ด้วยการสังเกตบริบทและอวัจนภาษาของอีกฝ่ายหนึ่งที่ซ่อนอยู่..มันไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องตอบคำถามในทุกๆคำถามว่าใช่หรือไม่ใช่...เพราะอย่างน้อยไป หากเราไม่รู้ว่าคนถามเป็นใคร..นับถือศาสนาใด..เราก็ควรจะสังเกตว่าเขาอาจจะมีประเด็นบางอย่างที่ข้องเกี่ยวกับศาสนานั้นๆก็เป็นได้
5.อย่าตกหลุมพรางของอคติ.. บางครั้งสมองของเราก็ชอบคิดไปว่า..ทุกคนกำลังให้ความสนใจเราในทุกๆฝีก้าว..แม้ความจริงแล้วจะไม่ได้มีใครให้ความสำคัญแก่เราขนาดนั้น..มันเป็นอคติที่เกิดขึ้นจากการคิดเข้าข้างตนเอง..ซึ่งคนมีนุนชี่ จะระมัดระวังไม่คิดอะไรโดยยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง..
6.พลังของความเงียบทำให้ตอบโดยไม่ต้องถาม.. ..คนที่พูดเสียงดังที่สุดในการต่อลอง ไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป เพราะคนที่เงียบแต่หนักแน่นที่สุดต่างหากที่ทำให้คนเสียงดังเปิดเผยข้อมูลสำคัญ และพ่ายแพ้ให้แก่การต่อรอง บางครั้งคนที่เงียบอาจไม่ได้หมายความว่า..เขาไม่รู้หรือไม่มีความคิดเห็น..แต่เพราะกำลังเก็บข้อมูลและพูดใน สิ่งที่จำเป็น ทำให้ส่วนใหญ่พวกเขาแทบจะไม่ต้องถามอะไร..แต่มักได้คำตอบที่ต้องการเสมอ..เพราะคนที่พูดมากที่สุดได้มอบข้อมูลทุกอย่างมาให้แล้วนั่นเอง..
7.ให้เกียรติห้อง ก่อนให้เกียรติคน..การมีความสามารถประเมินสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในห้อง..ได้ด้วยสายตาที่ว่องไว คอยสังเกตและรู้จักปรับเปลี่ยนการประเมินอยู่เรื่อยไป ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป..นั่นคือการให้เกียรติห้องนั้น..ก่อนที่จะให้เกียรติคนในห้อง หรือคอยคิดว่าคนอื่นกำลังคิดอะไรกับเราอยู่ตลอดเวลา.. ..นั่นคือ..แทนที่เราจะพยายามทำตัวให้โดดเด่นหรือพยายามสร้างสีสันในห้องนั้น ก็ขอเเค่เราเข้าไปอยู่ในห้องนั้นเฉยๆ..ประเมินสถานการณ์ และ ทำจิตใจให้ว่าง..ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่า เรามาถึงแล้ว..เพราะตามหลักนุนชี่..เพียงแค่เราเข้าไปในห้อง..ก็ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนได้..
8.เรียนรู้การปล่อยใจให้ว่าง..เมื่อใจเราเต็มไปด้วยสมมติฐานที่มีต่อคนอื่น และความเชื่อมั่นว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับเรา ทำให้บางครั้ง การมองสถานการณ์ตรงหน้าได้ผิดเพี้ยนไป จนปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม..วิธีที่ดีก็คือว่า..ต้องเรียนรู้การปล่อยใจให้ว่างและพยายามอย่าไปคิดแทนว่า..คนอื่นกำลังคิดอะไร..เพราะเราอาจจะตีความผิดไป และคิดไปเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นถูกต้องและทุกคนชอบ แม้จริงๆแล้วหลายคนอาจไม่ชอบ แต่ต้องทำตามมารยาท เหมือนเช่น..พนักงานใหม่ที่พยายามเอาใจทุกคนในวันแรกที่เข้าทำงาน..ด้วยหลงคิดไปว่าจะทำให้ทุกคนชอบ..แต่ก็อาจทำให้ผู้อยู่มาก่อนมองว่า..พยายามจะซื้อใจคนอื่นมากกว่าการมุ่งหวังตั้งใจที่จะทำงานอย่างจริงใจ..
ตัวอย่างบุคคลสำคัญของโลกที่มีนุนชี่ในการทำธุรกิจ..ได้แก่.. “เจฟฟ์ เบโซส” ..บุคคลที่เชื่อมั่นใน "วิสัยทัศน์" แม้จะถูกทุกคนมองว่าบ้าก็ตาม..ตอนเริ่มแรกที่เขาเริ่มทำธุรกิจแอมะซอน ซึ่งขาดทุนมา 14 ปี..เขาได้ยืนกรานว่า เป้าหมายที่แท้จริงนั้นไม่ใช่กำไร..แต่เป็นการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แล้วกำไรจะตามมาทีหลัง ในเวลานั้นหลายคนมองว่าเขาบ้าไปแล้ว..แต่เขาเข้าใจความคิดของลูกค้าในแบบของนุนชี่..ทำให้สุดท้ายแอมะซอนเป็นบริษัทแรกของโลกที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางที่ประสบความสำเร็จและได้กำไรมหาศาล..จนทำให้บริษัทอื่นๆต้องทำตาม..
“บิล เกตส์..."ผู้มองเห็นอนาคตแม้ไม่มีใครเห็นด้วย..โดยในปีคศ.ศ.2001 เขาผลักดันตลาดวีดิโอเกมด้วยการปล่อยสินค้าอย่าง Xbox โดยเขาทำนายว่าตลาดของวีดีโอเกมจะใหญ่กว่าตลาดภาพยนตร์ จนกระทั่งปีค.ศ.2004 คำทำนายของเขาก็เป็นจริง..รายได้ต่อปีของวีดีโอเกมแซงหน้ารายได้ของธุรกิจภาพยนตร์และเพลงดิจิตอลรวมกันเสียอีก..ซึ่งการมองไกลอย่างนี้คือวิถีของนุนชี่..ที่ไม่ใช่เพราะเขาเป็นอัจฉริยะด้านเทคโนโลยี แต่เป็นเพราะความสามารถ..ในการประเมินสถานการณ์ของคนส่วนใหญ่..และรู้ทิศทางลมว่ากำลังจะพัดไปในทางไหน..ซึ่งทุกสิ่งเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องนั่นเอง..
“สตีฟ จ็อบส์” ...เขาเป็นคนที่แปรปรวนและมักแสดงออกอย่างตรงๆในเรื่องที่ไม่ชอบอย่างเปิดเผย..แต่เขาเป็นคนที่มีนุนชี่สูงมาก..และมีความสามารถในการเข้าใจผู้คน..ได้มากกว่าคนอื่น..ช่วงแรกค่าทำการตลาดกับไอพอด..แอปเปิลได้ใช้เงินมากกว่าร้อยเท่าเพื่อลงทุนกับการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง..นอกจากนี้เขายังมีกฏที่ไม่สามารถยืดหยุ่นได้สำหรับผู้ออกแบบพัฒนาไอพอด .ว่าผู้ใช้งานจะกดคลิกไม่เกินสามครั้งหากต้องการหาเพลงในไอพอด..เขารู้ได้ทันทีว่า..อะไรที่ทำให้ผู้ใช้งานรำคาญโดยไม่จำเป็น..ต้องมีใครบอก..
สิ่งนี้คือนุนชี่อย่างแท้จริง.. สุดท้ายแล้ว..เราก็ได้ข้อสรุปว่า..วัฒนธรรมเกาหลีเป็นวัฒนธรรมที่อ้างอิงบริบทสูงมาก(High Context) การสื่อสารจึงไม่ได้แสดงออกมาแค่คำพูด แต่สื่อผ่านบริบทต่างๆ ที่ประกอบไปด้วยปัจจัยอันหลากหลาย ..ไม่ว่าจะเป็น การแสดงออกทางสีหน้า ภาษากาย ธรรมเนียมต่างๆ หรือแม้แต่..ความเงียบ..สำหรับในเกาหลีแล้ว.."นุนชี่"คือความสามารถในการอ่านใจคนอื่น..คือศิลปะในการทำความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของคนรอบข้างโดยรวดเร็ว..อย่างที่ได้กล่าวถึงไว้แต่ต้น..ทั้งนี้เพื่อนำมาพัฒนาสัมพันธภาพในชีวิตประจำวัน.รวมทั้งการแสดงออกอย่างเหมาะสม..อันจะเป็นผลดีต่อชีวิตในด้านต่างๆตลอดไป..ผมถือเอาหนังสือเล่มนี้ เป็นแรงขับภายใน..ในการปลุกตื่นศรัทธาแห่งชีวิตที่ทั้งล้ำสมัย..และล้ำค่า..มันเปรียบดั่งเครื่องค้ำยันจิตวิญญาณให้โลดทะยาน..ต่อสู้กับปรากฏการณ์นานาของโลกอย่างหาญกล้า..ผ่านการใคร่ครวญ และปฏิบัติอย่างอุตสาหะและรัดกุม เป็นหนังสือที่เหนี่ยวยึดชีวิตให้เกิดพลังต่อการหยั่งรู้ชีวิต..ด้วยพัฒนาการอันเหมาะสม..กระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมที่มีคุณค่า..อเนกอนันต์..และสำคัญต่อการรับรู้และเรียนรู้..ยิ่งล้ำ..
"สิ่งที่ไม่พูดออกไปนั้น สำคัญพอๆกับสิ่งที่พูดออกมา..และคนที่ตั้งใจฟังเพียงคำพูด จะได้รับข้อมูลเพียงครึ่งเดียว..ในขณะที่การรับข้อมูลด้วยการกระทำนั้น..จะทำให้เข้าใจสถานการณ์..อย่างแท้จริง..!"
...................