วันที่ 27 ต.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้ ตลอดแนวริมฝั่งน้ำโขง เลียบถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม คึกคักไปด้วยบรรดาศิลปินเรือไฟ ตัวแทนชาวบ้าน จาก 12 อำเภอ ต่างร่วมแรงร่วมใจกัน นำวัสดุอุปกรณ์จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ทั้งไม้ไผ่ โครงเหล็กดัด มาผูกต่อเป็นโครงสร้างเรือไฟตั้งแต่แพฐานเรือไฟ ถึงโครงสร้างเรือไฟ แสดงออกถึงความสามัคคี รวมถึงความตั้งใจที่จะสืบสานประเพณีสำคัญของ จ.นครพนม ในการนำไม้ไผ่มาต่อเติม สร้างเป็นแพ โครงสร้างเรือไฟ บางลำความยาวกว่า 80 เมตร สูงเกือบ 30 เมตร ใช้ไม้ไผ่นับหมื่นลำ ก่อนที่จะติดตั้งโครงสร้างเหล็กดัด ที่ออกแบบจากลวดลายภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ต้องคำนึงถึงหลักวิศกร แต่เป็นการก่อสร้างที่เกิดจากวิถีชีวิตภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นส่วนประกอบสำคัญที่กำหนด จุดติดตั้งตะเกียงไฟทำจากกระป๋องกาแฟ วัสดุเหลือใช้ มีไส้ผ้าฝ้าย เติมด้วยน้ำมันดีเซล ผสมน้ำมันก๊าด เพื่อให้ระยะเวลาส่องสว่าง นานกว่า 2-3 ชั่วโมง ติดตั้งตะเกียงไฟลำละ 20,000-30,000 ดวง แขวนตามลวดลายที่ออกแบบไว้ ส่องสว่างออกมาเป็นสีสันสวยงาม และมีลวดลายตระการตา ส่วนใหญ่ลวดลายที่ออกแบบ จะเป็นที่มาของแสงไฟจากดวงตะเกียงโบราณ เป็นภาพ มาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญของ จ.นครพนม ประกอบด้วย องค์พระธาตุพนม องค์พญาศรีสัตตนาคราช เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ขาดไม่ได้ คือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แสดงออกถึงความรัก ความศรัทธา ความสามัคคี และเทิดทูนในสถาบันสำคัญของชาติ โดยแรงงานศิลปินเรือไฟไม่มีค่าจ้างแรงงาน มีเพียงวัสดุบางอย่าง อาทิ โครงสร้างเหล็ก น้ำมัน ที่มาจากงบประมาณภาครัฐแค่บางส่วน นอกนั้นจะมาจากการบริจาค และพลังศรัทธา บางลำต้องใช้งบประมาณมากถึงล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างเกือบสองเดือน แต่ไม่คำนึงถึงค่าจ้างรางวัล เน้นการสืบสานประเพณี รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวมเป็นสำคัญ กำลังใจสำคัญคือ สายตาของประชาชน นักท่องเที่ยว ที่มาเที่ยวชม
สำหรับประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟ เป็นประเพณีความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน กว่า 100 ปี เป็นประเพณีความเชื่อของชาวบ้านติดแม่น้ำโขง เดิมเป็นการทำเรือไฟโบราณ ทำจากต้นกล้วย แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อนำเครื่องสักการะบูชา ใส่ลงไปในเรือไฟโบราณ ไหลเป็นพุทธบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ องค์พญานาคในแม่น้ำโขง รวมถึงถวายเป็นพุทธบูชาต่อพระพุทธเจ้า องค์พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ภายในบรรจุพระอุรังคธาตุ กระดูกส่วนหน้าอกพระพุทธเจ้า อายุกว่า 2,500 ปี อีกทั้งยังเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับแรมที่ภูกำพร้า รวมถึงแม่น้ำโขงมหานที ตามตำนานความเชื่อ จนมีการพัฒนาประยุกต์ต่อเติมเรือไฟขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างความตื่นตาเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว มาเที่ยวชม ทำให้การออกแบบสร้างเรือไฟ ทุกปีจะต้องมีลวดลายภาพดวงไฟออกมาเป็นภาพองค์พระธาตุพนม รวมถึงองค์พญานาค แสดงออกถึงความเชื่อความศรัทธา ต่อพระพุทธศาสนา และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญ โดยในปีนี้กำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 20-30 ตุลาคม 2566 คืนไฮไลท์ คือวันออกพรรษา 15 ค่ำเดือน 11 เป็นคืนวันที่ 29 ตุลาคม 2566 จะมีการประกวดไหลเรือไฟ ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา รวม 12 ลำ จากทุกอำเภอ คาดว่าจะมีประชาชน นักท่องเที่ยว มารอชื่นชมหลายแสนคน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวในพื้นที่ เงินหมุนเวียนสะพัด ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ที่พักถูกจับจองเต็มข้ามปี
นายวันชัย จันทร์พร ผวจ.นครพนม เปิดเผยว่า สำหรับการเตรียมพร้อมการสืบสานประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟ ชาวบ้านจาก 12 อำเภอ เร่งต่อเติมเรือไฟมานานกว่า 2 เดือน เพื่อไหลโชว์คืนวันออกพรรษา ทุกวันก่อนคืนวันออกพรรษา จะมีการไหลเรือไฟโชว์ทุกคืน วันละ 1 ลำ ก่อนที่จะไหลโชว์ทั้ง 12 ลำ ในคืนออกพรรษา 15 ค่ำ เดือน 11 นอกจากนี้เป็นการสร้างสีสัน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ปีนี้จะมีการบินโดรนแปรอักษร หรือเรียกว่าเรือไฟบนท้องฟ้า โชว์นักท่องเที่ยว สร้างความตื่นตาตื่นใจ ส่วนการทำเรือไฟทุกอำเภอมีความพร้อมทุกลำ สร้างเรือไฟขนาดใหญ่ ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม โดยทางจังหวัดได้ร่วมกับทุกหน่วยงาน เตรียมพร้อมดูแลประชาชน นักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางมาเที่ยวชม ประชาชน นักท่องเที่ยว สามารถมารอชื่นชมไหลเรือไฟ ตลอดแนวเลียบน้ำโขงยาวกว่า 2 กิโลเมตร สิ่งสำคัญนอกจากความสวยงาม จะได้เห็นถึงความสามัคคี ความตั้งใจของศิลปินเรือไฟ ที่ช่วยกันต่อเติมสร้างเรือไฟออกมาเป็นความสวยงามตระการตา มั่นใจสามารถรองรับประชาชน นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกในการเข้ามาในพื้นที่ ฝากเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชม รับรองไม่ผิดหวัง

