รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงแนวทางผลิตแคร์กิฟเวอร์ หรือผู้ดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่บ้าน ว่า แคร์กิฟเวอร์รุ่นแรกของกทม.ฝึกภาคทฤษฎี 210 ชั่วโมงจบแล้ว กำลังฝึกภาคปฏิบัติอีก 210 ชั่วโมงในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่ผ่านการฝึกโดยคณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลรามาธิบดี จากเดิมใช้การฝึกโดยสถานประกอบการ ไม่ใช่แพทย์ ปัจจุบันได้กำชับว่า การฝึกแคร์กิฟเวอร์ต้องเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพจิตด้วย เพื่อสามารถดูแลคนไข้ได้หลากหลายนอกเหนือจากผู้สูงอายุ

รศ.ดร.ทวิดา กล่าวว่า แคร์กิฟเวอร์มี 2 แบบ คือ แบบ 70 ชั่วโมง ใช้ในการฝึกอาสาสมัครศูนย์บริการสาธารณสุข เน้นความใจเย็น สามารถดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้นได้ อีกแบบคือ 420 ชั่วโมง มีใบประกอบวิชาชีพ ฝึกโดยแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยใช้อาคารของสำนักพัฒนาสังคมเป็นสถานที่เรียน 210 ชั่วโมง และใช้โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ศูนย์บริการสาธารณสุขสี่พระยาและบางคอแหลม เป็นสถานที่ฝึกภาคปฏิบัติ 210 ชั่วโมง โดยรุ่นแรกมีผู้ผ่านการฝึก 40 คน จากยอดสมัคร 351 คน รับวุฒิตั้งแต่ม.3 แต่พบว่าในรุ่นแรกมีผู้จบการศึกษาปริญญาเอกร่วมอยู่ด้วย คาดว่าเพื่อจะนำความรู้ไปเปิดสถานประกอบการด้านนี้ต่อไป ซึ่งผู้สมัครต้องผ่านการคัดเลือกจากแพทย์อย่างเข้มข้น

รศ.ดร.ทวิดา กล่าวว่า ส่วนผู้สมัครที่เหลือ 311 คน จะเปิดรับในรุ่น 2 โดยให้มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช นำหลักสูตรที่มีเปิดรับฝึกอบรมเพิ่มอีก 40 คน โดยตั้งงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายในการให้ทุนการศึกษาแก่ผู้ที่สนใจฝึกอบรมด้านแคร์กิฟเวอร์ ระยะเวลา 420 ชั่วโมง หรือเรียนทุกวันกว่า 5 เดือนต่อเนื่อง เหตุผลที่เปิดรับวุฒิ ม.3 เพราะต้องการเปิดโอกาสให้เด็กที่ตกหล่นจากการศึกษาสามารถสร้างอาชีพได้ กทม.อยู่ระหว่างวางแผนให้ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมสามารถทำงานต่อเนื่องกับ กทม. 5 เดือน จากนั้นจึงสามารถไปทำงานกับหน่วยงานอื่นได้ จะทำให้กทม.มีบุคลากรด้านแคร์กิฟเวอร์หมุนเวียนอยู่ในระบบรุ่นละ 40 คน ตลอดระยะเวลา 5 เดือน สามารถดูแลคนในชุมชนหรือช่วยเหลือสถานพยาบาลต่าง ๆ ได้ โดยการฝึกอบรมรุ่นละ 40 คน เป็นไปตามอัตรากำหนดระหว่างแพทย์ต่อปริมาณผู้เรียน เพราะการดูแลผู้ป่วยต้องสอนอย่างใกล้ชิด โดยรุ่นแรกที่จะจบการศึกษา คาดว่าจะเริ่มทำงานจริงได้ในเดือนธันวาคมนี้