ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“การดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์..จะเข้มแข็งและอ่อนแอเพียงใด..ในทางกายและใจนั้น..ขึ้นอยู่กับผัสสะแห่งจิตวิญญาณที่เข้าใจในบริบทแห่งความเป็นเนื้อแท้ของมัน..ซึ่งเต็มไปด้วยความยุ่งยากให้ต้องตีความกันอยู่ในทุกลมหายใจ...อะไรเป็นอะไรในโครงสร้างที่ค่อนซับซ้อนต่อการเรียนรู้นี้..นั่นคือความหมายแห่งจิตวิญญาณ..ที่จะค่อยๆขยายผลลัพธ์..ให้โลกแห่งชีวิตได้ประจักษ์โดย..มิอาจสลัดออกไปจากความทรงจำได้..”

นี่คือรูปรอยอันหยั่งลึกสู่ความรู้สึก..ผ่านหนังสืออันมีค่าต่อมโนสำนึกยิ่งเล่มหนึ่ง..ที่ไม่เคยตายไปจากความรับรู้ในทรงจำ...แม้เมื่อใด...

“เผชิญชีวิตด้วยเทคนิคเซน” หนังสือแห่งพุทธิภาวะ..ที่สอนให้เราได้ตระหนักรู้ถึงว่า.. “ไม่มีใครสามารถเห็นรูปกายของตนเองได้หมด” ..ซึ่งเขียนโดย “นายแพทย์ โทมิโอ ฮิราอิ” เมื่อร่วม 50 ปีที่แล้ว แต่ก็ยังคงส่งผลต่อการกระตุ้นเตือนความเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบันของเราว่า.. “มนุษย์ในยุคปัจจุบันขาดความพยายามที่จะใคร่ครวญเพื่อตรวจสอบตนเอง..ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ...เราทั้งหมดฉลาดเกินไปและหมกมุ่นกับข่าวสารความรู้ชั้นผิวเปลือกเกินไป..”

สำหรับมนุษย์ผู้ซึ่งสูญเสียสมรรถภาพในการตรวจสอบชีวิตภายใน...การประยุกต์วิธีวิธีวิปัสสนานี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยบูรณะฟื้นฟูสุขภาพจิต และกระตุ้นเร้าความเจริญเติบโตของความคิดและจิตใจ..วิปัสสนาภาวนา จะยังช่วยสร้างสรรค์อนาคตอันสดใสสำหรับมนุษยชาติ ด้วยเหตุที่ดวงใจของมนุษย์และคุณบริสุทธิ์ของมัน เป็นหนึ่งในบรรดาทรัพย์อันมีค่ายิ่ง ..ที่เป็นมรดกตกทอดของมนุษยชาติ"

สืบเนื่องจากวิถีนี้..ไม่มีใครสามารถแลเห็นรูปกายของตัวได้ทั้งหมด..ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนดให้ ในทำนองเดียวกันแม้ว่า...มีบางคนจะเรียนรู้ตนเองได้ยิ่งกว่าผู้อื่น..ทว่ามีน้อยคนนักที่จะรู้แจ้งในตนเองอย่างสมบูรณ์..ดั่งที่เมื่อ “แฮมเล็ท”กล่าวว่า.. “มีอีกมากมายหลายสิ่งในโลกนี้..ที่นอกเหนือไปจากปรัชญาของ “โฮเรติโอ” อาจจะเป็นไปได้ว่า เขากำลังเปิดเผยถึงความรู้แจ้ง..ในตนเองอันลึกซึ้งยิ่งของเขา..แม้จะยังมีบุคคลอื่นอีก ที่ปราศจากชื่อเสียงหรือความยิ่งใหญ่..ได้บรรลุถึงเป้าหมายอันยากลำบากแห่งการเข้าใจตนเอง”

แต่ทว่ามนุษย์โดยทั่วไปในยุคปัจจุบัน ปราศจากความพยายามที่จะใคร่ครวญตรวจสอบตนเอง.. ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเราทั้งหมดฉลาดเกินไป และหมกมุ่นกับข่าวสารความรู้ชั้นผิวเผินมากเกินไป แม้ว่าทฤษฎีอันหลักแหลมทั้งหลายเกี่ยวกับธรรมชาติแห่งอนาคตจะก้าวหน้ามากในยุคปัจจุบัน

แต่ทว่า..ไม่มียุคสมัยใดอีกแล้วในประวัติศาสตร์ที่อนาคตจะเป็นสิ่งที่ไร้ความแน่นอนถึงเพียงนี้ สืบเนื่องจากวิถีนี้..ไม่มีใครสามารถแลเห็นรูปกายของตัวได้ทั้งหมด..ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนดให้ ในทำนองเดียวกันแม้ว่า...มีบางคนจะเรียนรู้ตนเองได้ยิ่งกว่าผู้อื่น..ทว่ามีน้อยคนนักที่จะรู้แจ้งในตนเองอย่างสมบูรณ์..ดั่งที่เมื่อ “แฮมเล็ท” กล่าวว่า..

“มีอีกมากมายหลายสิ่งในโลกนี้..ที่นอกเหนือไปจากปรัชญาของ “โฮเรติโอ” อาจจะเป็นไปได้ว่า เขากำลังเปิดเผยถึงความรู้แจ้ง..ในตนเองอันลึกซึ้งยิ่งของเขา..แม้จะยังมีบุคคลอื่นอีก ที่ปราศจากชื่อเสียงหรือความยิ่งใหญ่..ได้บรรลุถึงเป้าหมายอันยากลำบากแห่งการเข้าใจตนเอง.” เเต่ทว่ามนุษย์โดยทั่วไปในยุคปัจจุบัน ปราศจากความพยายามที่จะใคร่ครวญตรวจสอบตนเอง..

ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเราทั้งหมดฉลาดเกินไป และหมกมุ่นกับข่าวสารความรู้ชั้นผิวเผินมากเกินไป แม้ว่าทฤษฎีอันหลักแหลมทั้งหลายเกี่ยวกับธรรมชาติแห่งอนาคตจะก้าวหน้ามากในยุคปัจจุบัน แต่ทว่า..ไม่มียุคสมัยใดอีกแล้วในประวัติศาสตร์ที่อนาคตจะเป็นสิ่งที่ไร้ความแน่นอนถึงเพียงนี้..การสร้างความมั่นคงต่างๆ โดยการควบคุมลมหายใจและอิริยาบถของร่างกาย..รวมทั้งการใช้วิธีการต่างๆ ในการควบคุมร่างกายเพื่อสร้างความสงบในจิตใจนั้น..เป็นลักษณะเฉพาะของเซน..

ที่จริงแล้ว..การภาวนาแบบเซนไม่อาจถือได้ว่า ที่ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นอกเสียจากว่ามันประกอบด้วยสามสิ่งต่อไปนี้คือ..การหายใจ อิริยาบถ และ จิต..โดยที่ทั้งสามสิ่งถูกกระทำให้เหมือนกับสิ่งเดียว..การควบคุมลมหายใจและอิริยาบถส่งผลต่อรูปแบบต่างๆของคลื่นสมอง แต่มันก็เป็นเพียงเรื่องภายนอก อุปมาเหมือนกับการสร้างโรงพยาบาลชั้นเยี่ยม ที่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างครบครัน ซึ่งทุกสิ่งนั้นล้วนมีประโยชน์ ทว่ากลับไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัยทั้งหลายได้ หากอำนาจภายในการฟื้นตัวซึ่งอยู่ภายในร่างกายเองไม่ถูกกระตุ้นเร้า..

อำนาจภายในนี้ เปรียบได้กับความเข้มแข็ง..ซึ่งสร้างขึ้นได้ด้วยวิธีการควบคุมจิตแบบ.. “ซาเซน”..อะไรคือ...ซาเซนและเซน ความหมายของมันก็คือว่า.. “ซาเซน..คือการนั่งสมาธิแบเซนเป็นการปฏิบัตธรรมขั้นพื้นฐาน ตามหลักกิจกรรมของนิกายเซน ด้วยการฝึกสมาธิสร้างความสงบใจ ผ่านการเดินจงกรม ปล่อยวาง ทำจิตให้ว่าง.. ซา..หมายถึงนั่ง ..ส่วน เซนก็คือ..สภาวะแห่งสมาธิอันลึกซึ้ง..การนั่งโดยการปล่อยจิตใจให้ว่างถือเป็นการผ่อนปรนและทำให้อาการแห่งชีวิตของชีวิต..สุขสงบ ร่มเย็น และ..เบิกบานขึ้น..

เซน..สอนถึงใจของมนุษย์อย่างที่มันเป็นอยู่เองตามธรรมชาติ และสอนถึงภาวะอันสมบูรณ์ของมัน..แนวคิดเรื่องความดีและความชั่ว อันสืบสายมาในตัวมนุษย์อย่างถาวรนั้นเป็นแนวคิดตะวันตก ซึ่งไม่อาจนำมาเชื่อมโยงกับหลักธรรมของเซน..ที่ยืนยันถึง  ความมีอยู่ของพุทธภาวะในทุกดวงใจ วัตถุประสงค์ของการภาวนาแบบเซนก็คือ..การเผยแสดงพุทธภาวะนี้ด้วยการฝึกฝนจิตใจให้จดจ่ออยู่กับวัตถุหนึ่งใดโดยเฉพาะในขั้นต้น และค่อยๆเลื่อนไปสู่การกำหนดวัตถุที่ไม่เพาะเจาะจง..

ซึ่งในแง่ของวิชาสรีรวิทยาแห่งสมองอันเป็นวิทยาการสมัยใหม่นั้นมันหมายถึง..การกระตุ้นสมองให้ปลดปล่อยคลื่นแอลฟาในขณะที่ภาวนา และ..ให้ยังคงปลดปล่อยคลื่นชนิดนี้ออกมาแม้ภายหลังภาวนา..เพื่อป้องกันไม่ให้การสร้างสมาธิของความคิดและจิตใจดำเนินไปในทิศทางเดียว และในสิ่งๆเดียวมากเกินไป

จนกระทั่ง..กลายเป็นความหมกมุ่น..เซนสอนวิธีที่จะเปลี่ยนทิศทางของสมาธิ..วิธีนี้เรียกว่า..ระบบเคลื่อนย้ายความสนใจ.. “จิตของมนุษย์นี้ยากที่จะสงบ เช่นเดียวกับน้ำมี่ยากจะปราศจากคลื่นรบกวน เกือบจะตลอดเวลาที่คลื่นแห่งความพอใจและไม่พอใจในอารมณ์ได้รบกวนความสงบแห่งจิต..ในบางครั้งบางคราว..ความถี่แห่งคลื่นทะเลอันบ้าคลั่ง ซึ่งหาความลงตัวไม่ได้เลย ระบบการเคลื่อนย้ายความสนใจ จะสามารถลดความถี่ของสภาพรบกวนนี้ลงได้ และ นำสันติสุขและความมั่นคงทางอารมณ์ กลับมาสู่จิตใจอันยุ่งเหยิงนั้นอีกครั้งหนึ่ง..”

กล่าวโดยสรุป..ก็คือว่า..ไม่มีความแตกต่างระหว่างสภาพเคลื่อนไหวและสภาพหยุดนิ่ง สภาพทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกัน และนี่คือ..อิริยาบถของการเจริญภาวนาแบบเซน แม้ว่าผู้ภาวนาจะพยายามไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิง..เขาจะต้องไม่หลับ ... และในทางตรงข้าม..แม้จะดูเหมือนว่าเขาจะนิ่งเฉย แต่ทว่าเขากลับเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา..กล่าวโดยย่อ..แม้จะไม่มีความเคลื่อนไหว..แต่เขาก็อยู่กับสภาวะที่ตื่นเต็มที่..

สิ่งสำคัญที่สุด ในที่นี้ซึ่งพึงระลึกถึงก็คือว่า..วิธีการควบคุมร่างกายของเซนนั้น..มุ่งประสงค์จะพัฒนาความสงบซึ่งประกอบด้วยการกระทำ..ความข้อนี้เป็นจริง..ไม่ว่าคนๆนั้นจะนิ่งสนิท หรือกำลังเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง..แต่อิริยาบถใดเล่า ที่เราควรจะใช้เพื่อดำรงสภาพในการกระทำ..และกระทำในความสงบ..

แม้หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ออกมาเนิ่นนาน..หลายสิบปีแล้ว..แต่ก็ยังคงสมควรต่อการอ่าน...ในภาวะของสังคมโลกที่ร่วมสมัยเสมอ..ยุคสมัยแห่งการสืบต่อที่..ชีวิตมนุษย์ได้เกิดบริบทแห่งการเปลี่ยนแปลงมากมาย จนอาจจะพ้นเลยขอบเขตที่ผู้คนในอดีต จะจินตนาการไปถึงได้..ในแง่เศรษฐกิจชีวิตของพลเมืองโลกอาจจะถือว่าร่ำรวยขึ้น ทว่าสภาพดังกล่าว มิใช่ชีวิตที่มีความสุขและมั่งคั่งแต่อย่างใด

ทั้งนี้ก็เพราะวิถีชีวิตสมัยใหม่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพจิตของเราน้อยกว่าสุขภาพกายอย่างเทียบกันไม่ได้

ผู้คนในสมัยของเราที่มีความเชื่อมั่น ในการที่จะฝ่าฟันเอาชนะการท้าทายของสังคม ซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขัน นี้มีจำนวนเพียงน้อยนิด

เราทุกคนจึงต้องพยายามแสวงหา ระบบสักระบบหนึ่งที่จะช่วยให้มนุษย์ มีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ... “วเนซ” แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างเต็มไปด้วยความเข้าใจ..เป็นความพยายามในการเสนอแนวทางการประยุกต์สมาธิภาวนาแบบเซน มาใช้ในชีวิตประจำวัน  เพื่อให้สนองรับกับสถานการณ์ในรูปแบบต่างไป

“พระเซนผู้สูงด้วยประสบการณ์หลายท่าน..ได้แสดงออกและยืนยันว่า...ซาเซน...ไม่ใช่สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผล..เนื่องจากมันอยู่เหนือโลกแห่ง..ทฤษฎีทั้งหลาย..”