วันที่ 28 มิ.ย.66 เพจ สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ เผยแพร่บทความ 7 ความท้าทายที่พบได้บ่อยหลังจากเด็กอนุบาลไปโรงเรียน โดย ดร. ปิยวลี ธนเศรษฐกร ความว่า เมื่อโรงเรียนอนุบาลเริ่มเปิด การเตรียมตัวและใจของผู้ปกครอง ไม่ได้จบเพียงแค่ช่วงเปิดเทอมเท่านั้น ยังมีสถานการณ์ชีวิตในรั้วโรงเรียนของลูกใหม่ๆ ที่เข้ามาท้าทาย และเรียกร้องให้ผู้ปกครองเตรียมใจและเรียนรู้ เพื่อการตอบสนอง สนับสนุน และช่วยเหลือลูกน้อยให้สามารถมีช่วงวันเวลาที่ดีเมื่อไปโรงเรียน วันนี้เรามี 7 วิธีรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นเมื่อลูกๆไปโรงเรียนในช่วงแรกๆมาฝากกัน
1. เจ็บป่วยไม่สบาย : การเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ อย่าง เช่น โรคหวัด โควิด หรือโรคที่มาทางการสัมผัส อย่างเช่น มือ เท้า ปาก ซึ่งเป็นโรคที่ติดได้ง่าย และป้องกันยาก ในเด็กปฐมวัย เนื่องจาก เด็กทุกคนสามารถเป็นพาหะนำโรคได้ และพัฒนาการธรรมชาติของเด็กปฐมวัยจะเข้าใกล้กันเพื่อเรียนรู้ บวกกับฤดูฝนที่มาพร้อมกับช่วงเปิดเทอม เมื่อพิจารณาจากปัจจัยประกอบต่างๆดังนี้แล้ว จึงไม่ต้องตกใจหากลูกจะป่วยบ่อยกว่าช่วงที่ปิดเทอมอยู่บ้าน
ผู้ปกครองสามารถ: ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติของทางโรงเรียน พาลูกไปหาหมอ หรือ ใช้ยารักษาตามอาการ และฝากยาพร้อมจดหมายไปให้คุณครูเพื่อรับทราบเผื่อการปรับกิจกรรมตามสภาพร่างกายของลูกและ ช่วยป้อนยาให้ตามเวลา หากจำเป็นก็ขอให้หยุดเรียน
2. การหาเพื่อน : ธรรมชาติของเด็กอนุบาลจะมีความอยากรู้อยากเห็นในเด็กคนอื่นๆ โดยเด็กแต่ละคนจะมีวิธีการเข้าหาเพื่อนที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะเป็นแนวเฝ้าสังเกตการณ์ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปพูดคุย สร้างเพื่อน หรือชวนเล่น แต่บางคนก็อาจจะเป็นแนวพุ่งเข้าใส่ได้ทันที ทำให้เพื่อนตกใจ เพื่อนจึงอาจผลักหรือป้องกันตนเอง เราต้องให้เวลาเด็กๆได้เรียนรู้และปรับตัวตามแนวทางของการอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ดังนั้นขอให้ผู้ปกครองเฝ้าสังเกตลักษณะการเข้าหาและเล่นกับเด็กคนอื่นของลูกเพื่อเป็นข้อมูลพิจารณาเพื่อช่วยเหลือลูกในการพัฒนาทักษะสังคม
ผู้ปกครองสามารถ: แม้ว่าทักษะสังคมจะเป็นสิ่งที่เด็กต้องใช้ และเรียนรู้เมื่อออกนอกบ้าน แต่ทักษะในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนนั้นเริ่มต้นจาก ความมั่นใจ ที่เด็กๆได้รับความรัก ความห่วงใยจากพ่อแม่ที่บ้าน โดยพ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกเรียนรู้ ลองผิดลองถูกที่จะทำสิ่งต่างๆอย่างปลอดภัยด้วยตัวเอง ประสบการณ์เหล่านี้จะพัฒนาไปสู่ความรู้สึกดีต่อตัวเอง รู้สึกว่าตนมีความสามารถ นอกจากนี้เด็กๆยังเรียนรู้แนวทางการมีเพื่อนผ่านรูปแบบการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกภายในครอบครัวอีกด้วย ดังนั้น หากเด็กๆได้รับความรัก ผ่านการให้กำลังใจ การสื่อสารเชิงบวก การให้อภัย การมีน้ำใจ และการเคารพซึ่งกันและกัน เป็นวิถีของสมาชิกภายในบ้าน เด็กๆก็จะสามารถนำรูปแบบเหล่านี้มาสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เป็นมิตร ปลอดภัย และเคารพซึ่งกันและกันกับเพื่อนๆ และสังคมได้
3. อุบัติเหตุ : แน่นอนว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะที่ไหน กับใคร หรือเมื่อไหร่ก็ตาม แต่อุบัติเหตุภายในห้องเรียนเด็กปฐมวัยนั้นเป็นสิ่งที่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้สูงกว่าวัยอื่น เนื่องจากเป็นแหล่งรวมของผู้ที่ยังมีประสบการณ์และทักษะต่างๆ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุน้อย (เช่น การเล่นกับเพื่อน การระมัดระวังความปลอดภัย การดึงสติ) และพัฒนาการทางร่างกายที่ยังอยู่ในช่วงกำลังก่อร่างสร้างความแข็งแกร่งและคล่องแคล่ว ซึ่งปกติแล้วทุกโรงเรียนจะมีแผนเผชิญอุบัติเหตุที่ชัดเจนให้สำหรับครูและเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติเพื่อรับมือให้นักเรียนเกิดความปลอดภัยสูงสุดอยู่แล้ว เช่น ห้องพยาบาลที่เตรียมพร้อมสำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และรายงานอุบัติเหตุกับผู้ปกครอง
ผู้ปกครองสมารถ: เผื่อใจว่าอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ แต่ขอให้เบาใจว่าความปลอดภัยของเด็กๆ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของทางโรงเรียนเช่นกัน นอกจากนี้หลายๆครั้งอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่เด็กๆเล่นกัน ขอให้ผู้ปกครองเข้าใจว่า เด็กๆไม่ได้เกลียดกันแม้ว่าบางครั้งอาจจะมีการทะเลาะกันบ้างแต่ก็เพราะว่าวัยนี้ยังเป็นวัยที่เรียนรู้ และพัฒนาทักษะต่างๆ รวมถึงทักษะสังคมดังที่กล่าวมาแล้ว ขอให้พ่อแม่โฟกัสไปที่สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของเด็กๆ (ไม่ใช่เป็นเด็กคนไหนที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แล้วพ่อแม่ไปจัดการกับเพื่อนลูกแทน) และทักษะที่ลูกควรได้รับการเสริมเพื่อป้องกันอุบัตเหตุในครั้งต่อไปจากรายงานอุบัติเหตุที่ครูแจ้งให้ทราบ
4. การสื่อสาร: ทักษะการสื่อสารของปฐมวัยไม่ได้ประเมินเพียงแค่จำนวนคำพูด หรือคำศัพท์ที่เด็กพูดได้ แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่สามารถสื่อสาร หรือพูดภาษาแม่(ไทย) ได้อย่างคล่องแคล่วเมื่อเข้าสู่วัยอนุบาล ก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นเด็กที่มีปัญหาน้อยไปกว่าเด็กที่ไม่ค่อยพูด แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องพิจารณาคือ เขาสามารถสื่อความต้องการกับผู้ใหญ่ที่จะช่วยให้เขารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยในสถานการณ์ต่างๆเมื่ออยู่โรงเรียนได้หรือไม่ เช่น คิดถึง เรียนไม่เข้าใจ เสียใจจากเพื่อน บอกความรู้สึกเมื่อกังวล กลัว หิว ง่วง หรือ ต้องการใช้ห้องน้ำ เป็นต้น
ผู้ปกครองสามารถ: สังเกตว่าลูกบอกความต้องการและความรู้สึกพื้นฐานเหล่านี้กับสมาชิกที่บ้านหรือไม่ หากไม่มีขอให้ผู้ปกครองสอน เป็นต้นแบบ และให้โอกาสลูกได้ฝึกฝนกับที่บ้าน
5. การปรับตัวเข้ากับโรงเรียน : แม้ว่าโรงเรียนจะเปิดมาได้เดือนกว่าแล้วแต่เด็กยังแสดงอาการปรับตัวเข้ากับโรงเรียนไม่ได้ เช่น ร้องไห้ไม่อยากมาโรงเรียน (แม้ว่าผู้ปกครองจะปฏิบัติตามคำแนะนำการส่งลูกในบทความก่อนหน้านี้แล้ว) ไม่ร่วมทำกิจกรรมที่โรงเรียน หรือไม่ร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้เพราะความแตกต่างทางบริบทของบ้านกับโรงเรียนนั้นมีมากมายในทุกๆองค์ประกอบ ตั้งแต่กายภาพไปจนถึงรูปแบบกิจกรรม ความคาดหวังที่เด็กรับรู้จากโลกใบใหม่อาจส่งผลให้เกิดอาการดังกล่าวโดยผู้ปกครองสังเกตเห็นเองได้ หรือครูอาจเป็นผู้ให้ข้อมูล
ผู้ปกครองสามารถ: เข้าใจและอดทนกับอาการงอแงเหล่านั้นของลูกและหาสาเหตที่แท้จริงที่เป็นอุปสรรคในการปรับตัวที่โรงเรียนของลูก เพื่อนำแนวทางการช่วยเหลือไปใช้ได้เหมาะสมกับสาเหตุ เช่น สะท้อนความรู้สึกของลูก และพูดคุยกับลูกถึงความแตกต่าง และความคาดหวัง บทบาทหน้าที่ของลูกเมื่ออยู่ที่บ้าน และสวมหมวกนักเรียนเมื่อไปโรงเรียน หรือการเริ่มต้นบทสนทนากับเพื่อนที่อยากเล่นด้วย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเมื่อลูกร่วมกิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น
6. การขับถ่าย : ประเด็นต่างๆมีตั้งแต่การปัสสาวะ อุจจาระราด การติดแผ่นซับ ไปจนถึง การกลั้นไม่ใช้ห้องส้วมที่โรงเรียน และกลับไปขับถ่ายที่บ้านเท่านั้น ซึ่งสาเหตุอาจมีหลากหลาย เช่น ความไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ความกลัว ความกังวล การโดนเพื่อนล้อ ซึ่งไม่ว่าสาเหตุจะเป็นเรื่องใดก็ขอให้ ผู้ปกครองสังเกตและแจ้งเรื่องนี้เพื่อร่วมมือกันช่วยเหลือการปรับพฤติกรรมนี้ร่วมกับทางโรงเรียน
ผู้ปกครองสามารถ: พูดคุยสร้างความคุ้นเคย จากที่บ้าน ตลอดจนฝึกฝนลูกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทางโรงเรียน นอกจากนี้ การแสดงความห่วงใยในเรื่องสุขภาพอนามัย และผลกระทบที่เด็กๆได้รับในโทนแบบผ่อนคลายก็จะช่วยให้ลูกเข้าใจและค่อยๆซึมซับข้อมูลเพื่อปรับตัวได้ง่ายขึ้น
7. การกิน : การมีอาหารที่หลากหลาย และสุขอนามัยที่ดี เป็นหน้าที่และสิ่งสำคัญอันดับต้นๆของทุกโรงเรียนต้องมีให้กับนักเรียน ดังนั้นการสนับสนุนให้ลูกปรับตัวให้คุ้นชินกับการรับประทานอาหารที่โรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองไม่ควรพลาด โดยเฉพาะครอบครัวไหนที่มีปัญหากับการสร้างวินัยการกินของลูกเมื่ออยู่ที่บ้านอยู่แล้วนั้น จังหวะนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะให้โรงเรียนช่วยสร้างพฤติกรรมการกินที่ดีขึ้นให้กับลูกได้
ผู้ปกครองสามารถ: ใจแข็งที่จะไม่เตรียมอาหาร หรือขนมจากบ้านมาให้ลูก เพราะธรรมชาติของปฐมวัยจะต้องมีการใช้พลังงานอย่างมากในการเจริญเติบโตในแต่ละวัน รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่ต้องเข้าร่วมเมื่ออยู่โรงเรียน จึงทำให้เด็กๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยง ความหิว และ กระหายได้ เมื่อสถานการณ์บังคับ บวกกับธรรมชาติเรียกร้อง ยังไงลูกก็ต้องลองและฝึกกินอาหารที่ไม่ใช่ตามความคุ้นเคยเดิมๆเท่านั้น แจ้งมาตรการและคอยติดตามรายงานพัฒนาการการรับประทานของลูกจากครู จากนั้นคอยให้กำลังใจ และชื่นชม เมื่อลูกสามารถปรับตัวได้แม้วันละนิด
การไปโรงเรียน เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของเด็กๆ มีสถานการณ์มากมายที่เกิดขึ้น และทุกเหตุการณ์ไม่ว่าจะบวกจะลบล้วนเป็นโอกาสที่เด็กๆจะได้เรียนรู้ สำรวจโลก พร้อมการเติบโตในทุกๆด้าน หัวใจหลักสำหรับเราคือ การเดินเคียงข้าง ให้การสนับสนุนพร้อมทั้งชี้แนะการรับมือกับโลกใบนี้อย่างเหมาะสม หากผู้ปกครองมีไอเดียมาแบ่งปันในกรณีใดๆก็ตาม สามารถโพสต์เพื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อนผู้ปกครองและผู้ใหญ่ชาวปฐมวัยด้วยกันได้ที่ช่องคอมเม้นท์ด้านล่างค่ะ
ขอบคุณ เพจ สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯรู้สึกตื่นเต้น