บรรยากาศการเมืองหลังเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 66 เป็นต้นมา ล่วงเลยมาเกือบ 1เดือนยังเต็มไปด้วยความอึกทึก วุ่นวายและกรุ่นไปด้วยกลิ่นไอของความขัดแย้ง อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ส่งผลกระทบในหลายมิติ

เมื่อ “การเมือง” ไม่ใช่เรื่องของ “นักการเมือง” เท่านั้น หากแต่ยังฟาดงวงฟาดงาไปถึง “ภาคเศรษฐกิจ” อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

หลังการเลือกตั้ง แม้จะยังคงมี “รัฐบาลรักษาการ” โดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหน้าที่อยู่ แต่ทั้งนี้ย่อมมีกรอบเวลาในการทำงาน เพื่อรอ “รัฐบาลใหม่”  เข้ามาทำหน้าที่

ทว่าจนถึงวันนี้ แม้ “8พรรคการเมือง”  นำโดย พรรคก้าวไกล ร่วมด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเป็นธรรม พรรคไทยสร้างไทย  พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเป็นธรรม และพรรคพลังสังคมใหม่ ถือ “312เสียง” เอาไว้ในมือ ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก อย่างรวดเร็ว หลังพ้นการเลือกตั้ง เพียงข้ามวัน

ตลอดระยะเวลากว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของ “ว่าที่รัฐบาลใหม่” กลับล้อไปกับ “ข่าวลือ” ที่เขย่าขวัญ สร้างความหวั่นไหวและหวาดระแวงต่อกันเอง ทั้งเรื่อง “ดีลลับ” ไปจนถึงการพลิกขั้ว เพื่อโดดเดี่ยว “พรรคก้าวไกล” จนต้องมีการจับมือกันทำเอ็มโอยู และทุกนัดของการประชุม จะต้องเปิดเผยให้สื่อรับรู้ วางเกมเอาไว้บนโต๊ะให้อยู่ในแสงสปอตไลต์ตลอดเวลา

โจทย์ใหญ่ของพรรคก้าวไกล วันนี้ไม่เพียงแต่จะต้องฝ่าด่านอรหันต์ ด้วยกันถึง 3 ด่าน ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  ศาลรัฐธรรมนูญ และวุฒิสภา เท่านั้น แต่ยังพบว่า อีกด้านหนึ่งของ “แนวรบ” ที่ทั้งพรรคก้าวไกลและ พิธาต้องเผชิญหน้า คือแนวรบด้านสื่อ !

โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับ “เจ้าสำนักบ้านพระอาทิตย์” อย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่งเปิดหน้า “ชน” กับ พิธา และแกนนำพรรคก้าวไกล อย่างดุเดือด !

ด้วยประเด็นเรื่องการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เป็นพิธา ที่เคยสนับสนุนให้เอากัญชาออกจากยาเสพติด เนื่องจากบอกว่าตัวเขาเองก็เคยได้ใช้กัญชาเพื่อรักษาอาการหอบหืดวัยเด็ก  แต่ปรากฏว่าวันทำเอ็มโอยู รัฐบาล 8 พรรคกลับเอาพืชกัญชาออกจากยาเสพติด ซึ่งเหมือนกับต้องการทำเพื่อการหาเสียงทางการเมือง

และที่เผ็ดร้อนไม่แพ้ประเด็นเรื่องกัญชา คือการที่สนธิ ชี้ว่าการมาของพิธา และพรรคก้าวไกล ในฐานะ “ว่าที่นายกฯ” และรัฐบาลชุดใหม่ อาจทำให้ไทยได้รับผลกระทบจาก “นโยบายด้านต่างประเทศ” ของพรรคก้าวไกล โดย สนธิเปิดหน้าวิพากษ์วิจารณ์นโยบายด้านการต่างประเทศ ของพรรคก้าวไกลอย่างดุเดือด ผ่านรายการ”คุยทุกเรื่องกับสนธิ”

สิ่งที่เจ้าสำนักแห่งบ้านพระอาทิตย์ ประกาศกร้าวคือการที่ไม่เห็นด้วยพรรคก้าวไกล มีนโยบายและท่าทีที่สนับสนุนอเมริกา ทำตัวเป็นเครื่องมือของการครอบงำของมหาอำนาจในโลก โดยยุทธศาสตร์แทรกแซงการเมืองในภูมิภาคนี้เท่านั้น

อีกทั้งยังเปรียบเทียบว่า พิธา นั้นกำลังทำตัวไม่ต่างจาก “เซเลนสกี” ผู้นำของยูเครนที่เดินตามอเมริกา จนประเทศเสียหาย แต่สำหรับประเทศไทยย่อมมีผลกระทบที่ใหญ่หลวง นั่นคือสถาบันพระมหากษัตริย์ จะถูกกระทบไปด้วย

ยิ่งคนของพรรคก้าวไกล ทั้ง “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้ ในทำนองว่าคนที่โจมตีพรรคก้าวไกลด้วยเรื่องนโยบายต่างประเทศ ที่เดินตามสหรัฐฯไปจนถึงเรื่องที่จะให้มะกันเข้ามาตั้งฐานทัพในไทยนั้นไม่ต่างจาก “การมโน”  ยิ่งทำให้ สนธิ ฟาดกลับ หนักมากขึ้น

โดยเฉพาะการที่วิโรจน์ โต้กลับเพื่อหักล้าง ข้อโจมตีว่าการที่สหรัฐฯ ไม่ยอมขายเครื่อง F-35 ให้ไทย ดังนั้นเรื่องที่บอกว่าอเมริกาจะมาตั้งฐานทัพในไทยนั้น ไม่มีมูลความจริง

แน่นอนว่าการเปิดศึกกับสื่อ ไม่ว่าสำนักใดก็ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่สำหรับพรรคก้าวไกลแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้เกิดความมั่นใจว่า “ฉันทานุมัติ” จากประชาชนที่มอบให้ถึง “14ล้านเสียง” คือเกราะป้องกันชั้นดี อีกทั้งยังมี “ด้อมส้ม” แฟนคลับจำนวนมากที่พร้อมจะซัพพอร์ต พรรคก้าวไกล  ทั้งในโลกโซเชียล ไปจนถึงบนท้องถนน !

จะว่าไปแล้ว แม้พิธา เองจะไม่เคยเปิดการ์ด ออกมาซดกับ เจ้าสำนักบ้านพระอาทิตย์ อย่างจังๆ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีความเคลื่อนไหวจาก กองเชียร์ หรือแม้แต่แกนนำในพรรคคนอื่นๆ อย่าลืมว่าประเด็นที่สนธิ นำมาพูดถึงนั้น คือชี้ให้เห็นถึง “ภาพใหญ่” ที่จะเกิดผลกระทบตามมาหากพรรคก้าวไกล เป็นรัฐบาลและมีพิธาเป็นนายกฯ ซึ่งมีแนวโน้มว่า จะโปรสหรัฐฯ ลดบทบาทความสัมพันธ์กับจีนแทน

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ และสถาบันนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นจุดเปราะบาง จุดอ่อนต่อพรรคก้าวไกล อย่างยิ่ง ยิ่งเมื่อพิธา ประกาศชัดเจนว่า พรรคก้าวไกลจะยังคงเดินหน้าเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันอย่างแน่นอน เท่ากับว่า พรรคก้าวไกล ไม่ยอมถอย ขณะที่สนธิ ประกาศตัวชัดเจนมาโดยตลอดว่าเขาเป็น “คนจีน” ที่รักชาติ รักสถาบัน ก็คงไม่รามือ ทำหน้าที่ตรวจสอบพรรคก้าวไกลเช่นกัน

ในตอนหนึ่งพิธา เคยบอกในรายการคุยนอกจอ ของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยพูดถึงความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศระหว่างไทยกับจีน ปมที่ถูกตั้งคำถามเรื่องให้สหรัฐฯเข้ามาแทรกแซงไทย เพื่อย้ำว่าเราต้องรักษาสมดุลทั้งสหรัฐฯและจีน

“ลิ้มเจริญรัตน์ ผมก็แซ่ลิ้ม ดังนั้นต้องดูแลความใกล้ชิดกับจีน และต้องหาสมดุลกับอเมริกาเช่นกัน ทั้งนี้ไม่มีการมาครอบงำ ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น แต่เราต้องหาสมดุลกับต่างประเทศระหว่างประเทศเราและเขา” (2 มิ.ย.66/รายการคุยนอกจอ)

สนธิ เคยพูดในรายการของเขาเช่นกันว่า ตัวเองนั้นก็เหมือนกับพิธา ได้ร่ำเรียนและจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโท จากสหรัฐฯ เหมือนเป็น ผลพวงจากสหรัฐฯ แต่ความคิดของเขานั้นแตกต่างจากพิธา อย่างแน่นอน

น่าสนใจว่า “ศึกคนแซ่ลิ้ม” จะจบลงเช่นใด อย่าลืมว่าต่างฝ่าย ต่างมี กองเชียร์ มีกลุ่มคนที่ซัพพอร์ต  แม้จะมากน้อยแตกต่างกัน แต่จุดสำคัญ คือความแตกต่างทางแนวทาง อุดมการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะที่มีต่อประเทศชาติและ “สถาบัน” นั้น จะขยายผลบานปลาย ปลุกผู้คน ให้ออกมาเคลื่อนไหว บนท้องถนนได้อีกหรือไม่ เชื่อว่า “ฝ่ายความมั่นคง” เองก็กำลังเฝ้าติดตาม สถานการณ์การเมือง ที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงอยู่เช่นกัน !