แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รักษาการ จะพูดครั้งแรก ตั้งแต่พ่ายศึกเลือกตั้ง  ประหนึ่งว่าจะไปต่อเท่าที่ไปได้

หลังถูกจับตามองว่า กำลังรอ “ส้มหล่น” รอให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล หรือแม้แต่พรรคเพื่อไทย ไม่สำเร็จ เสียก่อน แล้วจะมีไม้เด็ด รออยู่เพราะ ยังไม่เคยประกาศวางมือทางการเมือง เลย

“แล้วผมไปได้หรือไม่  ไปได้ไหมล่ะ….ผมยังไม่เห็นโอกาสเลย จะไปได้ยังไง”

พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามนักข่าว ด้วยรอยยิ้ม และ การยักคิ้วกับ ธนกร วังบุญคงชนะ  รมต. ประจำสำนักนายกฯและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ มือขวาไปพลางเสมือน เป็นการส่งสัญญาณถอย

แต่สวนทางกับ ความเคลื่อนไหวของฝ่ายสนับสนุน ที่ยังคงยืนกราน กลยุทธ์ในช่วงนี้ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่า “นิ่ง ยิ้ม รอ เพื่อเป็นรัฐบาล”

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากข่าวที่ว่าครอบครัวชินวัตร ยังไม่มั่นใจในการกลับประเทศไทย ของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในห้วงเดือนกรกฎาคมนี้ เพราะเกรงจะถูก “หลอก” จึงอยากให้ชะลอเวลากลับเป็นหลังจัดตั้งรัฐบาล เรียบร้อยแล้ว เสียก่อน

อันเป็นการสะท้อนว่ามีการเจรจาต่อรอง เรื่องการกลับไทย ของทักษิณ เกิดขึ้นจริง

แต่คำว่า “ถูกหลอก” เป็นการสะท้อนถึงการเจรจาต่อรอง แต่ก็ยังไม่มั่นใจกับคู่เจรจา ว่าจะทำตามที่รับปาก หรืออาจมีแผนซ้อนกลหรือไม่

ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดว่า นอกจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ที่ ทักษิณ เจรจา ต่อรองผ่านตัวแทน ด้วยแล้ว

ยังมีข่าวระบุถึง  อดีตบิ๊กทหารคนสำคัญ ว่าเป็น คนจัดแจงเรื่องการเดินทางกลับไทยของ ทักษิณด้วยตนเอง ว่าจะกลับวันไหน บินมาลง สนามบินไหน เดินทางอย่างไร ต้องเข้าไปรายงานตัวในเรือนจำอย่างไร โดยมีแผน ในหลายสนามบิน รองรับไว้

แต่สิ่งที่ครอบครัวชินวัตรหวาดหวั่น คือ เกรงว่า จะถูกหลอก ให้ทักษิณ กลับมาแล้วก็ติดคุกยาวเลย

ประเด็นหนึ่ง ที่ทำให้ครอบครัวชินวัตรไม่ค่อยไว้วางใจ ก็เพราะยังคงยืนยัน ที่จะให้นายกรัฐมนตรี มาจากแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ยอมให้ พล.อ.ประวิตร หรือพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ด้วยเพราะรู้ว่าฐานเสียงคะแนนเสียง FC แฟนคลับ กองเชียร์ ที่สนับสนุน ไม่อาจยอมรับได้ หรือแม้แต่ตัว “อุ๊งอิ๊ง” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร  ลูกสาวคนเล็กของนายทักษิณ และแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย

จึงทำให้มีความเคลื่อนไหวจากสายชินวัตร ในการสนับสนุนนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯอีกคนของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ ถึงขั้นที่มีความเคลื่อนไหวจากคนในตระกูลชินวัตร  ใช้คอนเน็คชั่น ที่มีกับคนในวงการสื่อรุ่นเก่าหลายคนให้ช่วยสนับสนุน เศรษฐา เป็นนายกฯเพื่อฟื้น เศรษฐกิจ

ส่วน นางสาวแพทองธารนั้น เจ้าตัวก็ยังไม่ได้อยากที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะอยากจะเลี้ยงลูกดูแลลูกให้โตกว่านี้ก่อนและต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงานทางการเมือง ไปก่อน รอการเลือกตั้งครั้งหน้า และจะช่วยดูแลพรรคเพื่อไทย ช่วยงานพรรคเพื่อไทย ต่อไป

ดังนั้น จึงเกิดคำถามในทางการเมืองว่า หากพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะโดนยุบพรรคหรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯของพรรค และ หัวหน้าพรรค ถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขาดคุณสมบัติ ทั้ง ส.ส. และ นายกรัฐมนตรี และถึงขั้นตัดสิทธิ์ในทางการเมือง  จะเกิดความวุ่นวายตามมาหรือไม่ โดยเฉพาะ “ด้อมส้ม” กลุ่มผู้สนับสนุน ที่ประกาศจะลงถนน

อีก ประเด็นหนึ่งที่ถูกจับตามองคือรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย จะมี พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะตัวพล.อ.ประยุทธ์ ที่ก็คงไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ เพราะคนเคย เป็นนายกฯ มาแล้ว ก็จะไม่รับตำแหน่งที่ต่ำกว่า

เพราะเคยมีข่าวว่าอาจจะมีการแพ็คคู่พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติรวมเสียงเข้าด้วยกัน แต่ไม่รวมพรรค เพื่อต่อรองเก้าอี้กับพรรคเพื่อไทย

เพราะสำหรับพล.อ.ประวิตรนั้นด้วยสายสัมพันธ์ ที่แนบแน่นกับนายทักษิณ และโดยเฉพาะคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ แห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า ด้วยแล้ว ก็พร้อมที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย

แต่ก็มีการดูใจวัดใจกันว่าพรรคเพื่อไทยจะยอม เสียคะแนนนิยมโดยการยอมให้ พล.อ.ประวิตรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งมีรายงานข่าวออกมาจากสายตระกูลชินวัตรแล้วว่า ไม่อาจยอมได้เพราะห่วงฐานเสียง

การเจรจาต่อรองทั้งหมดนี้ หากเป็นไปด้วยความไว้วางใจ พล.อ.ประวิตรก็ต้องช่วยทลายกำแพง ส.ว. ให้ นายเศรษฐา เป็นนายกฯ ที่อำนาจการต่อรองของพล.อ.ประวิตร อาจทำให้ได้เก้าอี้สำคัญอย่าง รมว. มหาดไทย และกระทรวงสำคัญก็เป็นได้

แต่ทว่า สมาชิกบ้านป่ารอยต่อฯหลายคน กลับ มั่นใจตรงกันว่าดีลจบแล้วคือทักษิณ และพรรคเพื่อไทยยอมให้ พล.อ.ประวิตรเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่จะมีเทคนิคในการสนับสนุนแบบส่วนตัวปล่อยโหวตอิสระ ในการสนับสนุนพล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ แต่ไม่ใช่ในนามพรรคเพื่อไทยหรือในนามพรรค แต่ใช้วิธีทำให้เหมือนว่าเป็น “งูเห่า” พรรคเพื่อไทยช่วยโหวต ให้พล.อ.ประวิตรเป็นนายกฯ

โดยให้จับตามองการเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในสภาแข่งกับ เศรษฐา หรือแม้แต่พล.อ.ประวิตร เนื่องจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ส.ส.มากกว่า 25 คนก็มีสิทธิ์ที่จะเสนอชื่อนายกฯรัฐมนตรีให้สภาลงคะแนนเสียง

ศึกชิงอำนาจการเมืองครั้งนี้เราอาจจะได้เห็นกลยุทธ์เหนือชั้น เหนือเมฆ ซ่อนกล ซ้อนแผน เกิดขึ้น ทั้งจากฝ่ายทักษิณ และพล.อ.ประวิตร และพล.อ.ประยุทธ์ 

ทักษิณ ก็สายเลือดเตรียมทหาร ศิษย์เก่าเตรียมทหาร และมากประสบการณ์ในฐานะตำรวจเก่านักการเมือง และอดีตนายกฯ 

ขณะที่พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่ผู้มากบารมีในกองทัพและมีประสบการณ์ทางการเมืองผ่านวิกฤติมาไม่น้อย แถมมากคอนเน็กชั่น

ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเป็นมือใหม่ในทางการเมือง แต่ด้วยความเป็นอดีตนายกฯ 9 ปี และครองอำนาจในกองทัพมายาวนาน จนปัจจุบันและมีพลังภายในที่มองไม่เห็น

ให้รอดูว่าท้ายที่สุด ศึกชิงอำนาจ ของสายเลือดเตรียมทหาร ครั้งนี้ใครจะชนะ?