วันที่ 6 มิ.ย.2566 เวลา 15.05 น.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกันแถลงภายหลังการประชุมเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร และ ส.ส.พรรคก้าวไกลทั้ง 32 คน ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม.
นายชัชชาติ กล่าวว่า วันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี การขับเคลื่อนหลายๆอย่างไปข้างหน้าความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญ การได้มาพบปะหารือกันตั้งแต่เริ่มทำให้มีความเข้าใจร่วมกันแล้วจะได้ร่วมเดินกันไปไม่ว่าจะบทบาทอะไรก็ตามในอนาคตเชื่อว่าวันนี้ก็เป็นก้าวแรกของการเดินทางไกล แต่มีจุดหมายเดียวกัน ก้าวให้ไกลต้องก้าวด้วยกัน จุดหมายเดียวกันทั้งกทม.และพรรคก้าวไกล คือทำประโยชน์เพื่อประชาชน
นายพิธา กล่าวว่า ขอบคุณผู้ว่าฯกทม.ที่ได้กล่าวว่าจะก้าวไปให้ไกลต้องก้าวไปด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกล คิดมาตลอดในการทำงานไร้รอยต่อ กับปัญหาหลายเรื่องในกทม. ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเก่าที่คาราคาซังมานาน หรือปัญหาใหม่ที่เป็นความท้าทายและเกิดขึ้นใน2-3ปี ถ้าสามารถแก้ปัญหาได้อย่างไร้ร้อยต่อตั้งแต่ระดับรัฐบาล นายกรัฐมนตรีมาที่สภาผู้แทนราษฎร ผู้ว่าฯกทม. สภากรุงเทพมหานคร การแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัด งบประมาณ กฎหมายการประสานงาน จะทำให้การทำงานของกทม.ได้อย่างไร้ร้อยต่อคล่องตัวมากขึ้น โดยวันนี้รับข้อเสนอผู้ว่าฯกทม.21 ข้อ ที่ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องผ่านส.ส.กทม. และส.ก. ในการผ่านกฎหมายให้ผู้ว่าฯกทม.ทำงานได้ เช่น การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ต้องแก้กฎหมาย เป็นต้น การทำงานแบบไร้รอยต่อหรือที่เรียกว่า “ซีมเลสแบงค็อก” Seamless Bangkokจะแก้ไขปัญหาในกรุงเทพฯได้
ประเด็นที่ 2 กฎหมาย 45 ฉบับที่พรรคก้าวไกลต้องการจะนำเสนอ มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ที่กทม.นั้นคือการทำพ.ร.บ.กรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งผู้ว่าเขต ได้นำเสนอให้ผู้ว่าฯ กทม. ได้รับทราบไว้ ประเด็นที่ 3 คือการตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านในการทำงานระหว่างกรุงเทพมหานครกับพรรคก้าวไกล หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “แบงค็อกทรานเซชันทีม”Bangkok Transition team โดยทางพรรคก้าวไกลเสนอ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคเป็นประธานฝั่งพรรคก้าวไกล ในส่วนของกทม.ผู้ว่าฯกทม. ให้นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.เป็นประธาน ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่ออย่างเป็นรูปธรรม ทำให้การประชุมวันนี้ไม่ใช่เป็นแค่การประชุมเสร็จแล้วก็เลิกกันไป ซึ่งได้กำหนดประเด็นพิจารณาแล้วจะประชุมครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ได้อย่างมีเนื้อมีหนัง เพื่อประโยชน์และการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพของพี่น้องชาวกรุงเทพฯทุกคน
สำหรับประเด็นข้อเสนอ 21 ข้อของผู้ว่าฯ เห็นด้วยทั้ง 21 ข้อ จริงๆแล้วตรงกับนโยบาย 300 นโยบายและกฎหมาย 45 นโยบายที่เราได้เตรียมเอาไว้ ต่อไปจะเป็นเรื่องของการเรียงลำดับความสำคัญในการที่จะปฏิบัติ ไม่ว่าทางฝั่งเราจะยื่นกฎหมายใดก่อนก็จะรับฟังความคิดเห็นจากผู้ว่าฯ ถ้าจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จก็จะเป็นเรื่องที่สามารถจะทำให้ผู้ว่าฯทำงานได้โดยเร็วเช่นเดียวกัน ซึ่งทางประธานทั้ง 2 ฝั่งจะไปกำหนดประเด็นประชุม พิจารณาเป็นเรื่องๆไป และจะเชิญคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือคนที่มีความรู้ในแต่ละเรื่องเข้ามาให้มีโอกาสได้เจอได้แลกเปลี่ยนวิธีการทำงานกัน
สำหรับวาระเร่งด่วนที่ได้คุยกันวันนี้ คือ การบริหารจัดการน้ําท่วม การคมนาคมรถติด ที่จะเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยและ ฝุ่นPM2.5 ซึ่งการทำงานเป็นเชิงมหภาค หลายเรื่องอาจจะเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครเอง และมีฝุ่นที่มาจากทางประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องระหว่างประเทศ ระดับภูมิภาค เป็นระดับท้องถิ่น ระดับโลก ต้องมีกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาดรวมถึงการทำงานของกระทรวงต่างประเทศการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมดูแล รวมถึงการประสานงานกันภายในพื้นที่ระหว่างกระทรวงคมนาคมกับกรุงเทพมหานคร ที่ต้องวางแนวทางร่วมกัน นอกจากนี้ มีเรื่องการเดินทางและระบบขนส่ง มีความตั้งใจที่จะบรรเทาให้ได้มากที่สุดโดยการเอาเทคโนโลยีมาใช้ ในการเดินทางที่มีรอยต่อเยอะ การใช้รถไฟฟ้าที่ต้องแลกหลายครั้ง ก็ต้องการที่จะให้เป็นตั๋วใบเดียวให้ได้ในราคาที่ย่อมเยา การที่จะให้มีขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ไฟฟ้าที่เป็นข้อบัญญัติที่ส.ก.ของพรรคก้าวไกลเสนอให้กรุงเทพมหานคร เพื่อให้สะดวกมากขึ้นสะอาดมากขึ้นราคาดีมากขึ้น ถ้าทำได้จะลดจราจร และลดการใช้พลังงานที่เป็นปัญหาทุกวันนี้ด้วย
เมื่อถามว่าจะแก้ไขปัญหารถติดได้มากน้อยเพียงใด นายพิธา กล่าวว่า มีความตั้งใจว่าจะบรรเทาให้ได้มากที่สุด ด้วยการเอาเทคโนโลยีมาใช้ และการเดินทางที่มันมีรอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้รถไฟฟ้าที่ หลายครั้งต้องไปต่อแถวเอาใหม่ ซึ่งต้องการให้เป็นตั๋วไปเที่ยวให้ได้ในราคาที่ย่อมเยา การที่จะให้มีขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ไฟฟ้าที่เป็นข้อญัติ ของส.ก.พรรคก้าวไกลไปเสนอให้ กทม. ให้สะดวกมากขึ้น สะอาดมากขึ้น และราคาดีมากขึ้น ทั้งหมดนี้ตนมั่นใจว่ารถเมล์ 1 คัน สามารถบรรทุกได้ 20 คน กับรถ 20 คัน ถ้าหากทำได้จะได้ 2 เด้ง คือ 1.ลดการจราจร และ2.ลดกาใช้พลังงานที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ ถ้าจะทำ Sandbox เรื่องนี้ในกทม. ก็จะเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด แต่ว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวจับไม่ได้จบแค่ กทม. เท่านั้น แต่จะรวมไปถึงพื้นที่ปริมณฑลด้วยไม่ว่าจะเป็น จ. นนทบุรี / จ.ปทุมธานี/ จ. สมุทรสงคราม และ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นแนวร่วมที่ตนมองว่าเป็น Bangkok Plus จึงต้องทำงานในรอบนอกเพื่อจะให้ท่านผู้ว่าฯชัชชาติ ทำงานได้ด้วยเช่นกัน
เมื่อถามว่าในส่วนของตั๋วร่วมที่ผ่านมา 10-20 ปี แทบทุกรัฐบาลยังทำไม่สำเร็จ รอบนี้มองอย่างไรบ้าง นายพิธา กล่าวว่า ทางพรรคก้าวไกลมอบหมายให้นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่ ส.ส.พรรคก้าวไกลเป็นคนทำ ซึ่งมีโมเดลที่คิดมาแล้วหลายเรื่องพอสมควร และได้คิดมาแล้ว ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ในราคาที่เหมาะสมและอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน แต่ต้องมี 2 คณะกรรมการมาทำงานประสานงานร่วมกัน โดยให้นายสุรเชษฐ์ เป็นแกนกลาง คือ คณะเปลี่ยนผ่านด้านคมนาคมและพรรคร่วมอีก 7 พรรคที่เหลือ เพราะเรายังไม่มีโผออกมาชัดเจนว่าใครดูแล ครม.ใด จึงต้องเอาปัญหาของประชาชนเป็นที่ตั้งก่อน ดังนั้นคณะกรรมการเปลี่ยน และคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านกรุงเทพมหานคร ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อจะให้ตั๋วร่วมเกิดขึ้นได้
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ในส่วนของตั๋วร่วมตนมองว่าไม่ยากเพราะใช้บัตรใช้เทคโนโลยี แต่หัวใจสำคัญก็คือ โครงสร้างราคาร่วม ทำอย่างไรให้ราคาทั้งหมดเชื่อมและราคาถูกที่สุดสำหรับประชาชนนี่คือโจทย์ที่ท้าทายมากกว่า ซึ่งกทม.ทำเองไม่ได้ เพราะ กทม. มีแค่ BTS เจ้าเดียว แต่ถ้าเป็นโครงสร้างราคารวมมันต้องหมายถึงรถเมล์ / เรือ และระบบฟีดเดอร์ต่างๆด้วย ซึ่งตนมองว่านายสุรเชษฐ์ จากทางพรรคก้าวไกลก็มีไอเดียเยอะอยู่แล้ว
นายพิธา กล่าวถึงการแก้ปัญหาเรื่องส่วย ว่า นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล ทำหน้าได้ดี และอยู่ระหว่างตรวจสอบซึ่งพบว่ามีหลายเรื่องทั้งส่วยรถบรรทุก ส่วยรถนักเรียน ซึ่งนายวิโรจน์ เป็นตัวแทนในการบริหารจัดการเรื่องนี้โดยตรง และคงจะไม่ได้ดูแค่ในกรุงเทพฯ แต่จะดูภาพใหญ่ด้วย รวมทั้งการลดกระบวนการขอใบอนุญาตต่างๆที่ไม่มีความจำเป็น
นายพิธา กล่าวถึงข้อเสนอผู้ว่าฯกทม. ที่จะย้ายท่าเรือคลองเตย ไปอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ว่า ต้องดูเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันว่าที่สส.พรรคก้าวไกล ได้ลงพื้นที่สำรวจ ก็พบว่าที่ท่าเรือแหลมฉบัง ก็มีปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่นกัน จึงไม่อยากสร้างปัญหาในพื้นที่เพิ่ม จากนี้ต้องกลับไปดูรายละเอียดและศึกษาข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้สื่อข่าวแจ้งว่า สำหรับข้อเสนอเพื่อพัฒนากรุงเทพสู่เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน จำนวน 21 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การใช้ที่ดินของหน่วยงานรัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชน 2.ร่วมผลักดันโครงการตามวาระแห่งชาติเรื่อง ฝุ่น PM2.5 3.ทบทวน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 4.ร่วมมือกับรัฐในการแก้ไขปัญหาจราจร 5.ศึกษาแผนระยะยาวในการป้องกันน้ำทะเลขึ้นสูงเนื่องจากสภาวะโลกร้อน 6.หาแนวทางในการจัดสรรงบประมาณให้สะท้อนกับความเป็นจริง 7.นำสายสื่อสารลงดินโดย กสทช กทม กฟน และ ผู้ประกอบการ 8.หาข้อสรุปร่วมกันสำหรับโครงการรถไฟฟ้า 9.สนับสนุนการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง ค่าโดยสารร่วม รถเมล์ รถไฟฟ้า เรือ ให้เป็นระบบเดียว 10.ร่วมกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง
11.พัฒนา Open Bangkok โดยการสนับสนุนข้อมูลจากรัฐ 12.ส่งเสริมการดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเมือง13.ปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ 14.แก้ พรบ. กทม ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น 15.เร่งรัดโครงการค้างอยู่ที่ต้องอาศัยเงินจากรัฐบาล 16.ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่องเที่ยว ในการสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว 17.ส่งเสริมกลไกระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายโรงพยาบาล Bangkok Health Zones 18.ยกระดับระบบการป้องกัน บรรเทาสาธารณภัยและการบริหารเรื่องฉุกเฉินตั้งแต่การเผชิญเหตุไปจนถึงการชดเชยค่าเสียหาย 19.ทบทวนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการจัดการบุคลากรภาครัฐ โดยเฉพาะงานด้านสาธารณสุขและสาธารณภัย 20.ทบทวนแนวทางการจัดทำความร่วมมือบ้านพี่เมืองน้องของเมืองให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้คล่องตัวมากขึ้น และ 21.ยกระดับการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป







