วันที่ 2 มิ.ย.66 ที่ศาลาว่าการกทม. รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม.แถลงชี้แจงกรณีกลุ่ม Nurses Connect โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุสาระสำคัญว่า ขอให้ผู้มีอำนาจตรวจสอบโรงพยาบาลในสังกัดกทม.หลังพบปัญหาขาดแคลนบุคลากรอย่างต่อเนื่อง กอรปกับภาระงานเกินกำลัง พยาบาลต้องควบเวร เช้า บ่าย ดึก ติดต่อกัน 24 ชั่วโมง ว่า กทม.อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง และเข้มงวดไม่ให้ทำงานนานเกิน 16 ชั่วโมง ตามสำนักการแพทย์กำหนด เนื่องจากมีส่วนกระทบสมาธิและการรักษาประชาชน เป็นเรื่องต้องแก้ไขเร่งด่วน และควบคุมไม่ให้เกิดซ้ำอีกทั้งนี้ คาดว่าเรื่องดังกล่าวมาจากโซนกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก จากจำนวนประชากรหนาแน่น ภายหลังตรวจสอบรายชื่อการเข้าเวรเทียบจำนวนพยาบาลพบมีมูลความจริง ซึ่งอาจต้องนำระบบสแกนใบหน้ามาใช้เพื่อเช็กข้อมูลระบบเข้าเวรของพยาบาล โดยมีแผนนำระบบดังกล่าวมาปรับใช้ทุกโรงพยาบาลในสังกัดกทม.
รศ.ดร.ทวิดา กล่าวว่า ไม่ปฏิเสธเรื่องอัตรากำลัง กทม.พยายามบรรจุพยาบาลเพิ่มทุกโรงพยาบาลภายในเดือนส.ค.พร้อมปรับระบบบริหารจัดการทุกโรงพยาบาล รวมถึงเสริมเทคโนโลยี เช่น ระบบแจ้งเตือนการทำงานเกินเวลาทั้งนี้ ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวกระทบประชาชน จึงต้องบริหารจัดการจำนวนพยาบาลให้เพียงพอ และปรับความเข้าใจกับบุคลากรกรณีเกิดภาวะความจำเป็นในการเข้าเวรเพื่อรักษาพยาบาล จากการตรวจสอบ พบว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในหลายโรงพยาบาล ปัจจุบันแต่ละโรงพยาบาลมีพยาบาลอยู่ระหว่างคัดเลือกและประกาศผลประมาณ 2,300 คนต่อโรงพยาบาล เพื่อสอบใบอนุญาตวิชาชีพพยาบาล ไม่ต่ำกว่า 138 คน
นางเลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กล่าวว่า สำนักการแพทย์ให้ความสำคัญมาตรฐานการดูแลประชาชน จากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้หารือผู้บริหารของแต่ละโรงพยาบาลเรื่องการดูแลสวัสดิภาพการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบติดตามอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก
นางสายฝน ภู่พิทยา หัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลกลาง กล่าวว่า เรื่องการทำงานเกิน 24 ชั่วโมง อาจมีการพูดเกินจริง เพราะสภาวิชาชีพไม่ยินยอม และมีกำหนดระยะเวลาปฏิบัติงานชัดเจน หากพยาบาลทำงานเกิน 16 ชั่วโมงจะเห็นการขาดอัตรากำลังในบางโรงพยาบาล จึงต้องมีการสนับสนุนอัตรากำลังมาช่วย ยืนยันว่าฝ่ายพยาบาลทราบกฎระเบียบ รวมถึง การบริหารงานของพยาบาลทั้ง 11 โรงพยาบาล สังกัด กทม.มีลักษณะใกล้เคียงกัน